แบคทีเรีย ลดพุงได้จริงหรือ ?

dailynews141104_01พุง เป็นสิ่งที่ใคร ๆ ก็ไม่อยากมี สำหรับคนที่ขี้เกียจออกกำลังกาย ทดลองมาหลายวิธีอาจยังไม่เกิดผล รับประทานอาหารเสริมก็กลัวผลข้างเคียงและไม่อยากเสียค่าใช้จ่ายในราคาสูง

“เดลินิวส์ออนไลน์” มีทางเลือกใหม่สำหรับคนที่ชอบรับประทานให้เลือกรับประทาน “แบคทีเรีย” ที่ถูกต้องพร้อมสลายไขมัน ให้หน้าท้องแบนราบ ได้อย่างมั่นใจ

“แบคทีเรีย” ไม่ใช่พิษร้ายต่อร่างกายเสมอไป เราเปลี่ยนแบคทีเรียศัตรูที่เป็นพิษให้เป็นมิตรต่อร่างกายได้โดยการเลือกแบคทีเรียชนิดดีหรือโปรไบโอติก ที่มีผลต่อการดูดซึมสารอาหาร ซึ่งเป็นตัวควบคุมความอยากอาหารและมีแนวโน้มในการช่วยสลายการสะสมของไขมันส่วนเกินบริเวณหน้าท้อง โดยแบคทีเรียที่กล่าวมาข้างต้น สามารถหาได้จากอาหารที่รับประทานอยู่ในชีวิตประจำวัน ดังนี้

1. ผักดอง อุดมด้วยโปรไบโอติก แต่ควรเลือกแบบที่ดองในเกลือทะเลและน้ำ เพราะน้ำส้มสายชู ทำให้ได้รับประโยชน์จากแบคทีเรียชนิดดีไม่เต็มที่
2. ถั่วแขก ถั่วฝักอุดมด้วยแป้งที่ทนต่อการย่อยด้วยเอนไซม์ ซึ่งเป็นพรีไบโอติกที่ช่วยเผาผลาญไขมัน ถ้าคุณนำถั่วแขกไปลวก แล้วต่อด้วยการแช่น้ำเย็นจัด ๆ ก็จะช่วยให้ลดน้ำหนักได้มากขึ้น
3. กระเทียมต้น กระเทียมต้นครึ่งต้นมีอินูลิน ซึ่งเป็นพรีไบโอติก ถึง 5 กรัม และยังมีโอลิโกฟรุคโตส ช่วยรักษาสมดุลของระดับน้ำตาลในกระแสเลือดอีก 5 กรัม
4. กระเทียม นอกจากจะช่วยเพิ่มจำนวน L Reuteri (แบคทีเรียที่ช่วยต้านโรค) แล้ว กระเทียมสองกลีบยังช่วยยับยั้งการเพิ่มจำนวนของ อี โคไล (แบคทีเรียชนิดไม่ดี) และทำให้ได้รับพรีไบโอติกอีก 1 กรัมด้วย
5. หน่อไม้ฝรั่ง หน่งไม้ฝรั่งแค่ 5-6 ต้น มีฟรีไบโอติกถึง 6 กรัมแค่การต้มจะทำให้ผักชนิดนี้ช่วยลดไขมันได้น้อยลง จึงควรต้มโดยใช้ไฟอ่อนแค่สองนาที สีจะได้เขียวสดเหมือนเดิมด้วย
6. แก่นตะวัน แค่ 20 กรัมมีอินูลิน ซึ่งเป็นพรีไบโอติกถึง 3.5 กรัม และถ้านำไปบดผสมกับน้ำมันก็จะได้เมนูคาร์โบไฮเดรตต่ำ ซึ่งดีต่อสุขภาพมากินแทนมันบด
7. กล้วย อุดมด้วยโอลิโกฟรุคโตสซึ่งเป็นพรีไบโอติก ถ้าอยากปรับสมดุลของแบคทีเรียในลำไส้ เพื่อลดอาการท้องอืดคุณควรจะกินกล้วยวันละสองผล
8. แตงโม แตงโมแต่ละเสี้ยว (1/16) มีพรีไบโอติก 1 กรัม ถ้าจะให้ได้รับไบโอติกในปริมาณที่ควรบริโภคในแต่ละวัน ต้องกินแตงโมทั้งลูก แต่อาหารที่อุดมด้วยพรีไบโอติกก็ไม่ได้มีแค่แตงโม

นี่จึงเป็นวิธีเบื้องต้นที่สลายไขมันบนหน้าท้องได้ โดยไม่ต้องจ่ายราคาสูงและสามารถหาซื้อได้สะดวก

ขอบคุณข้อมูลบางส่วนจาก http://healthmeplease.com

ชนัดดา บุญครอง

ที่มา : เดลินิวส์ 3 พฤศจิกายน 2557

Advertisements

“ปวดตับ” อย่ามองข้าม โดย รศ.นพ.พูลชัย จรัสเจริญวิทยา

manager140723_01“ปวดตับ” เป็นปัญหาหนึ่งที่ไม่ควรมองข้าม

ตับ ทำหน้าที่เสมือนเป็นโรงงานผลิตพลังงาน และสารอาหารที่จำเป็นต่อร่างกาย รวมทั้งยังเป็นอวัยวะสำคัญในการเผาผลาญของเสียต่างๆ ที่เกิดขึ้นในร่างกายด้วย โดยทำการขับออกมาทางน้ำดีลงสู่ลำไส้ปนไปกับอุจจาระ และเมื่อมีสิ่งแปลกปลอมเข้าสู่ร่างกาย เช่น แบคทีเรีย ไวรัส ยา หรือสารต่างๆ ที่ร่างกายรับประทานแล้วเหลือตกค้าง สิ่งเหล่านี้อาจมีผลกระทบต่อการทำงานของตับ ทำให้เกิดโรคตับต่างๆ ได้ เช่น โรคตับอักเสบเฉียบพลัน ซึ่งมีการอักเสบบวมของเนื้อตับ ผู้ป่วยจะมีอาการปวดตับ จุกตึงใต้ชายโครงขวา ร่วมกับมีไข้ต่ำๆ อ่อนเพลีย เบื่ออาหาร และเกิดดีซ่านขึ้นได้

นอกจากนี้ ปวดตับ ยังอาจเกิดจากเนื้อตับบางส่วนที่มีการเจริญเติบโตผิดปกติกลายเป็นก้อนเนื้องอกดันผิวตับให้โป่งนูน ทำให้ผู้ป่วยมีอาการปวดจุกแน่นในบริเวณใต้ชายโครงขวา หรือลิ้นปี่ มักพบในผู้ป่วยที่มีโรคตับอักเสบเรื้อรังแฝงอยู่โดยไม่มีสัญญาณเตือนใดๆ มาก่อน หรืออาจมีอาการเพียงเล็กน้อย ได้แก่ อ่อนเพลียและหมดแรงง่าย บางรายมีอาการเบื่ออาหาร น้ำหนักลด หรืออาเจียนเป็นเลือดสด ซึ่งเกิดจากเส้นเลือดขอดในหลอดอาหาร หรือกระเพาะอาหาร อันเป็นผลจากภาวะตับแข็งที่มักพบร่วมด้วยในผู้ป่วยที่เกิดมะเร็งตับ

แล้วจะรู้ได้อย่างไรว่า เมื่อไรควรไปพบแพทย์ เรามีสัญญาณอันตรายที่เตือนว่า ตับของคุณเริ่มมีปัญหาแล้วคือ
1. อาการปวดจุก หรือแน่นชายโครงขวา ซึ่งเป็นที่อยู่ของตับ อาจเพราะมีการอักเสบของเนื้อตับ หรือเกิดจากก้อนเนื้องอกภายในเนื้อตับ

2. ดีซ่าน คือ ภาวะที่มีการคั่งของเม็ดสีน้ำดี ซึ่งสร้างมาจากตับ สะสมในเนื้อเยื่อต่างๆ ทำให้ผิวหนังและเยื่อตาขาวเปลี่ยน มีสีเหลือง ซึ่งน้ำดีที่มากเกินในร่างกาย ส่วนหนึ่งจะถูกขับออกทางไต ทำให้ปัสสาวะมีสีเหลืองเข้ม เป็นสัญญาณบ่งบอกว่า สมรรถภาพการทำงานของตับเริ่มถดถอย

3. อ่อนเพลียเรื้อรัง หมดแรงง่าย อาจเกิดจากภาวะตับอักเสบเรื้อรัง ซึ่งควรได้รับการตรวจเลือดยืนยันและหาสาเหตุต่อไป โดยอาจเกิดจากการติดเชื้อไวรัสตับอักเสบชนิดต่างๆ การดื่มสุราจนทำให้เกิดโรคตับเรื้อรัง โรคอ้วนจนมีไขมันคั่งในเนื้อตับปริมาณมาก และการรับประทานยา อาหารเสริม หรือสมุนไพรบางชนิด ในผู้ป่วยบางรายอาจมีสารเหล่านี้ตกค้าง จนทำให้เกิดตับอักเสบ ผลิตพลังงาน และสารที่จำเป็นต่อร่างกายได้ลดลง

4. เบื่ออาหาร น้ำหนักลด ซึ่งอาจเป็นสัญญาณบ่งชี้ว่า สมรรถภาพการทำงานของตับเริ่มเสื่อมลง ทำให้ร่างกายต้องดึงพลังงานสำรองจากที่ต่างๆ มาเผาพลาญ น้ำหนักตัวจึงลดลง

ดังนั้น ถ้าเราสังเกตตัวเองว่ามีสัญญาณเตือนความผิดปกติดังกล่าว อาจบ่งว่าสุขภาพตับเริ่มจะไม่แข็งแรง มีโรคภัยซ้อนเร้นอยู่ จึงควรไปพบแพทย์เพื่อทำการตรวจเพิ่มเติมว่า สมรรถภาพการทำงานของตับและสาเหตุของความผิดปกตินั้นเกิดจากอะไร

แต่สิ่งสำคัญที่สุดเพื่อให้ห่างไกลจากโรคที่ทำให้ “ปวดตับ” เราควรจะดูแลสุขภาพร่างกายให้แข็งแรงอยู่เสมอ โดยรับประทานอาหารที่สะอาดและมีคุณค่าทางโภชนาการในปริมาณที่เหมาะสม ร่วมกับออกกำลังกาย เพื่อควบคุมน้ำหนักและลดพุง ไม่รับประทานสารอาหาร ยา หรือสมุนไพรใดๆ เสริมโดยไม่จำเป็น เท่านี้คุณก็จะไม่ “ปวดตับ”

ที่มา ASTV : ผู้จัดการออนไลน์ 23 กรกฎาคม 2557

ต้านภาวะอ้วนลงพุงด้วย OTPP จากชาอู่หลง

dailynews140305_002ในปัจจุบันนี้ภาวะอ้วนลงพุงหรือเมตาบอลิ ซินโดรม (Metabolic Syndrome) เป็นปัญหาสาธารณสุขที่สำคัญของประเทศไทย เพราะนำไปสู่โรคเรื้อรังต่างๆ ทั้งโรคหัวใจและหลอดเลือด โรคเบาหวาน โรคความดันโลหิตสูง โรคอ้วนหรือแม้แต่โรคมะเร็ง โรคเหล่านี้ทำให้เกิดการสูญเสียทั้งคุณภาพชีวิตและทรัพย์สินเงินทองวิธีการป้องกันและรักษาภาวะอ้วนลงพุงมีหลายวิธีซึ่งอาจจะต้องผสานหลายวิธีเข้าด้วยกัน เช่น การควบคุมอาหาร การออกกำลังกาย การใช้ยาตลอดจนการผ่าตัด โดยแต่ละวิธีจะให้ผลได้แตกต่างกันและอาจมีผลข้างเคียงรวมถึงค่าใช้จ่ายที่สูงแตกต่างกัน

ในช่วงสิบปีที่ผ่านมานักวิจัยให้ความสนใจเกี่ยวกับการศึกษาค้นคว้าวิจัยของสารพฤกษเคมีจากธรรมชาติที่มีคุณสมบัติในการช่วยลดหรือควบคุมปริมาณไขมันเพื่อช่วยลดภาวะอ้วนลงพุง สารพฤกษเคมีตัวหนึ่งที่นักวิจัยให้ความสนใจมากเป็นพิเศษคือสารโอทีพีพี (OTPP หรือ Oolong Tea Polymerized Polyphenols) ซึ่งจัดอยู่ในสารกลุ่มโพลีฟีนอลพบได้ในชาอู่หลงเท่านั้นไม่พบในชาชนิดอื่นๆ

สาร OTPP เกิดจากกรรมวิธีการแปรรูปใบชาอู่หลงโดยการบ่มแบบกึ่งหมัก (Semi-fermentation) ซึ่งจากผลการวิจัยทางวิทยาศาสตร์ถึงกลไกการออกฤทธิ์ของสาร OTPP ต่อการช่วยลดภาวะอ้วนลงพุงหลายฉบับ พบว่า การดื่มชาอู่หลงที่มี OTPP สามารถลดการดูดซึมไขมัน โดย OTPP ไปยับยั้งเอนไซม์ไลเปสที่ย่อยไขมัน ทำให้ไขมันที่ไม่ถูกย่อยถูกขับออกทางอุจจาระเพิ่มขึ้น และดูดซึมเข้าสู่กระแสเลือดลดลง จึงทำให้ระดับไตรกลีเซอร์ไรด์ในเลือดหลังมื้ออาหารลดลงด้วย ทั้งยังกระตุ้นกระบวนการเมตาบอลิซึมและเพิ่มการเผาผลาญไขมัน นอกจากนี้ชาอู่หลงยังมีคุณประโยชน์ในการลดระดับน้ำตาลในเลือด ลดความดันโลหิต รวมทั้งลดความเสี่ยงของการเกิดโรคหัวใจและหลอดเลือด นอกจากนี้ยังพบว่า OTPP ออกฤทธิ์ได้ดีกว่าสารโพลีฟีนอลอื่นๆ ในการลดไขมันในช่องท้องหรือต้านภาวะอ้วนลงพุง และในเรื่องของความปลอดภัยพบว่าการดื่มชาอู่หลงในระยะยาวไม่พบรายงานผลข้างเคียงที่เป็นอันตรายต่อตัวผู้บริโภคซึ่งแตกต่างจากเครื่องดื่มที่มีคาเฟอีนชนิดอื่น

ดังนั้นการดื่มชาอู่หลงที่มีสาร OTPP เป็นเครื่องดื่มประจำวันร่วมกับการรับประทานอาหารที่มีไขมันสูงอาจเป็นตัวช่วยลดการดูดซึมไขมันเข้าสู่ร่างกาย ส่งผลในการควบคุมน้ำหนักตัว ป้องกันภาวะอ้วนลงพุงได้ด้วย และจากประโยชน์ของชาอู่หลงที่มีสารต้านอนุมูลอิสระสูงจะช่วยส่งผลดีต่อสุขภาพลดการเกิดโรคเรื้อรังต่างๆ ออกกำลังกายเป็นประจำจะเป็นอีกตัวช่วยหนึ่งที่สำคัญที่จะช่วยควบคุมน้ำหนักและป้องกันภาวะอ้วนลงพุง เน้นการรับประทานอาหารที่มีประโยชน์ในปริมาณที่พอเหมาะควบคู่กันไป ก็จะช่วยให้มีสุขภาพดีห่างไกลภาวะอ้วนลงพุงได้

อ้างอิง

Junichi, N., Takanori, T., Keiichi, A., et al. (2007). Jpn Pharmacol Ther, 35, 661-671.

Maekawa, M., Teramoto, T., Nakamura, J., et al. (2011). Effect of long-term Intake of “KURO-Oolong tea OTPP” on body fat mass and metabolic syndrome risk in over weight volunteers. Jpn Pharmacol Ther, 39, 889-900.

Nakamura, J., Abe, K., Ohta, H., Kiso, Y. (2008). Lowering Effects of the OTPP (Oolong Tea Polymerized Polyphenols) Enriched Oolong Tea (FOSHU “KURO-Oolong Tea OTPP) on Visceral Fat in Over Weight Volunteers. Jpn Pharmacol Ther; 36(4), 65-73.

Rong-rong, H., Ling, C., Bing-hui, L., Yokichi, M., Xin-sheng, Y., Hiroshi, K. (2009). Beneficial effects of oolong tea consumption on diet-induced overweight and obese subjects. Chin J Integr Med, 15(1), 34-41.

ดร.ฉัตรภา หัตถโกศลภาควิชาโภชนวิทยา คณะสาธารณสุขศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล

ที่มา : เดลินิวส์ 5 มีนาคม 2557