จริงดิ ?! อาหาร “โปรตีนสูง” อาจไม่ได้ลด “ความอ้วน” อย่างที่เข้าใจ !

matichon140703_01แนวคิดของการกินอาหารโปรตีนสูง คาร์โบไฮเดรตต่ำ เพื่อลดน้ำหนัก ซึ่งมักเรียกกันว่า อาหาร “Low Carb” เป็นแนวคิดที่มาจาก ดร.โรเบิร์ต แอตกินส์ ที่เน้นให้กินอาหารประเภทโปรตีน เช่น เนื้อสัตว์ชนิดต่างๆ ไข่ มากขึ้นโดยไม่จำกัด แต่ให้ลดการกินข้าว แป้ง น้ำตาล รวมทั้งคาร์โบไฮเดรตที่อยู่ในผัก ผลไม้ และนมลงด้วย
 
แนวคิดการกินอาหารโปรตีนสูงนี้ มาจากความคิดที่ว่าการจำกัดคาร์โบไฮเดรต ทำให้ร่างกายเผาผลาญพลังงานได้น้อยลง ร่างกายจึงต้องดึงไขมันมาใช้เป็นพลังงานแทน การสลายไขมันที่มากขึ้นทำให้กรดไขมันในกระแสเลือดเพิ่มขึ้น และมีการสร้างสารที่เรียกว่า “คีโทน” ออกมามากขึ้นด้วย
 
สารคีโทนนี้จะยับยั้งความรู้สึกอยากอาหาร จึงทำให้กินอาหารได้น้อยลง วิธีนี้สามารถลดน้ำหนักได้ค่อนข้างเร็วในระยะแรก เมื่อเทียบกับการกินอาหารให้ถูกหลักโภชนาการที่กล่าวมาข้างต้น
 
แม้ว่าการกินอาหารโปรตีนสูงนี้จะทำให้น้ำหนักลดลงได้จริงแต่ก็มีผลข้างเคียงของการมีสารคีโทนมากๆ คือ คลื่นไส้ ปวดศีรษะ และลมหายใจมีกลิ่นคล้ายสารระเหยออกมา
 
การกินอาหารแบบนี้ในระยะยาวจะเพิ่มภาระการทำงานแก่ตับและไต และยังทำให้ได้รับไขมันประเภทอิ่มตัวที่มากับเนื้อสัตว์สูงขึ้นด้วย จึงมีความเสี่ยงต่อการเป็นโรคหัวใจมากขึ้น และการไม่ได้รับผักผลไม้มากเพียงพอ ก็เพิ่มความเสี่ยงต่อการเป็นโรคมะเร็งมากขึ้นด้วย
 
งานวิจัยที่ผ่านมาพบว่า ในระยะสั้นการลดน้ำหนักด้วยวิธีกินอาหารโปรตีนสูง คาร์โบไฮเดรตต่ำ จะได้ผลดีกว่าการลดน้ำหนักด้วยวิธีควบคุมทั้งคาร์โบไฮเดรตและไขมัน เพราะน้ำหนักลดลงได้มากกว่าและเร็วกว่า 
 
แต่หากเทียบผลในระยะยาวแล้ว การลดน้ำหนักในระหว่าง 2 วิธี นั้น ไม่ได้ให้ผลลัพธ์ที่แตกต่างกันมากนัก
 
นอกจากนี้ ยังพบว่าการกินอาหารที่เน้นโปรตีนมาก จะทำให้น้ำหนักลดลงได้ไม่นาน เพราะน้ำหนักที่ลดลงอย่างรวดเร็วนั้นมาจากการสูญเสียน้ำร่วมด้วย การสูญเสียไขมันจะเกิดขึ้นทีหลังเมื่อเกิดการเบื่ออาหารและกินอาหารได้น้อยลงจึงมีการดึงไขมันส่วนเกินมาใช้ดังนั้นวิธีนี้จึงไม่ใช่วิธีการลดน้ำหนักที่ยั่งยืน
 
ผลการวิจัยจากต่างประเทศก็ยังยืนยันว่า ผู้ที่ลดน้ำหนักได้มาก และสามารถป้องกันน้ำหนักกลับคืนในระยะยาวนั้น ส่วนใหญ่คือผู้ที่กินอาหารที่มีไขมันต่ำและมีเส้นใยอาหารสูง พร้อมกับมีการออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอด้วย
 
จะเห็นได้ว่า การรู้จักกินอาหารเพื่อลดน้ำหนักไม่ยากเลย คือการกินอาหารให้สมดุล ครบหมวดหมู่ ต้องจำกัดปริมาณอาหารบางอย่างลงให้พอเหมาะกับความต้องการของตนเอง ซึ่งประเด็นนี้อาจจะรู้สึกว่ายากกับหลายๆ คน แต่ที่จริงแล้วคงไม่มีใครช่วยคุณได้ ถ้าคุณไม่ช่วยตัวคุณเองก่อน โดยการตั้งใจจริงและเริ่มลงมือปฏิบัติอย่างค่อยเป็นค่อยไป
ที่มา : มติชน 3 กรกฎาคม 2557
Advertisements

พบกลิ่น-รส ลดอ้วน

dailynews130318_002เรื่องนี้คงถูกใจคนที่ต้องการควบคุมหรือลดน้ำหนัก เพราะนักวิทยาศาสตร์จากเยอรมนีและออสเตรีย ศึกษาพบความพิเศษของน้ำมันมะกอก มีส่วนช่วยควบคุมหรือลดหุ่นลงได้

ศาสตรจารย์ปีเตอร์ ชีเบรล์ ตัวแทนทีมวิจัย บอกว่า พวกเขาทดลองให้อาสาสมัครกินโยเกิร์ตวันละ 500 กรัม นาน 3 เดือน โดยกลุ่มหนึ่งจะเติมน้ำมันมะกอกลงไปเพื่อชูรสและกลิ่น ในขณะที่กลุ่มอื่นๆ จะมีการเติมน้ำมันแตกต่างชนิดกันไป เช่น น้ำมันเนย น้ำมันหมู

ผ่านไปครบ 3 เดือน ทีมวิจัยพบว่า อาสาสมัครบางคนในกลุ่มที่กินโยเกิร์ตเติมน้ำมันมะกอกนั้น มีน้ำหนักตัวลดลง เฉลี่ยเกือบ 200 แคลอรีต่อวัน บ้างก็มีน้ำหนักเท่าเดิม แต่กลุ่มอื่นๆ ผลไม่ได้ออกมาเป็นเช่นนี้ อย่างไรก็ตาม เมื่อดูผลตรวจเลือดก็ยังพบปริมาณฮอร์โมนเซโรโทนินที่สูงกว่ากลุ่มอื่น โดยฮอร์โมนนี้ถือเป็นสารแห่งความสุข ที่ยังมีผลให้รู้สึกอิ่มนาน และหายหิว

เมื่อวิเคราะห์เพิ่มเติม ทีมวิจัยพบว่า ในน้ำมันมะกอกมีสารสกัดกลิ่นหอมเฉพาะตัวที่ไม่อาจพบได้ในน้ำมันชนิดอื่นซึ่งนำมาทดลองด้วย โดยสารพิเศษในน้ำมันมะกอก สามารถช่วยเพิ่มฮอร์โมนเซโรโทนิน และทำให้อิ่มนานดังที่กล่าว

ขั้นต่อไป ทีมวิจัยจะเดินหน้าไขความลับของน้ำมันมะกอกว่าเหตุใดจึงสามารถช่วยเพิ่มเซโรโทนินในเลือดได้ ทั้งๆ ที่น้ำมันมะกอกก็มีกรดไขมันอิ่มตัวในระดับเดียวกับน้ำมันเรพซีด ซึ่งจัดเป็นน้ำมันพืชชนิดหนึ่ง.

ทีมเดลินิวส์ออนไลน์
takecareDD@gmail.com

ที่มา : เดลินิวส์ 18 มีนาคม 2556

.

Relates Article :

.

Olive oil could aid weight loss by making you feel fuller for longer, according to a new study

Olive oil could aid weight loss by making you feel fuller for longer, according to a new study

Could olive oil be the key to weight loss? Scientists discover even the SMELL of it can make us feel full

  • Olive oil could aid weight loss by making people feel fuller for longer and by staving off hunger pangs
  • During research, aroma extracts from the oil reduced the study group’s calorie intake by nearly 200 a day
  • People who ate olive oil infused yoghurt had higher levels of the hormone serotonin in their blood

By EMMA INNES

PUBLISHED: 19:09 GMT, 15 March 2013

 

Putting olive oil on the dinner table could help you stay slim  – because the smell makes us feel full.

The discovery comes after scientists tracked volunteers who ate a 500g yoghurt every day for three months.

Some had added olive oil, while others included rapeseed oil, lard or butter.

Those who had olive oil ate fewer calories overall, and none put on weight. Blood tests showed they had higher levels of serotonin, a so-called satiety hormone that makes us feel full.

Scientists at Munich’s Technische Universitaet and the University of Vienna said this was due to an aroma compound not found in other fats and oils.

They were able to recreate the results by adding the aroma compounds – but not olive oil itself – to yoghurts.

The aroma extracts from olive oil can leave us feeling fuller, cutting our calorie intake by almost 200 a day, they said.

German and Austrian scientists made the discovery after testing the appetite-suppressing properties of four different fats – olive oil, lard, butter and rapeseed oil.

The team at the Technical University of Munich and at the University of Vienna asked volunteers to eat half a kilo of yoghurt enriched with one of the four fats daily alongside their normal diet.

After three months, it was discovered that adding olive oil had the biggest effect on satiety – the feeling of being full.

Even aroma extracts from olive oil can leave us feeling fuller, cutting our calorie intake by almost 200 a day, they said

Even aroma extracts from olive oil can leave us feeling fuller, cutting our calorie intake by almost 200 a day, they said

Study author Professor Peter Schieberle said those who ate the olive oil yoghurt were found to have higher levels of the hormone serotonin – which controls the feeling of fullness – in their blood.

He added: ‘Subjectively speaking, these participants also reported they found the olive oil yoghurt very filling.

‘During the study period, no member of this group recorded an increase in their body fat percentage or their weight.’

Researchers were puzzled by why olive oil was so effective despite having the same fatty acid levels as rapeseed oil.

So, they conducted another experiment and found that even the smell of it had a powerful effect on the appetite.

Volunteers given yoghurt with added olive oil aroma extracts consumed an average of 176 calories a day less than those who ate it without.

Professor Schieberle explained: ‘The aroma group adapted their eating habits – but the control group participants were obviously not able to do likewise.

‘We also found that in comparison to the other group, the control group had less of the satiety hormone serotonin in their blood.’

He also hailed the findings as paving the way for new healthy but satisfying weight-loss foods, adding: ‘Our findings show that aroma is capable of regulating satiety.

‘We hope that this work will pave the way for the development of more effective-reduced fat food products that are nonetheless filling.’

SOURCE: dailymail.co.uk

“แก่นตะวัน” มหัศจรรย์ ลดอ้วน

“แก่นตะวัน” ได้ชื่อว่าเป็นพืชสารพัดประโยชน์ สรรพคุณดีเพราะมีสารอินนูลิน (Inulin) ที่เต็มไปด้วยน้ำตาลฟรุคโตโอลิโกแซคคาไรด์

“แก่นตะวัน” ได้ชื่อว่าเป็นพืชสารพัดประโยชน์ มีชื่อเรียกได้หลายชื่อทั้ง “ทานตะวันหัว” และ “แห้วบัวตอง” ภาษาอังกฤษ เยรูซาเล็ม อาร์ติโช้ก (Jerusalem artichoke) บางทีก็เรียกว่า ซันโช้ก (sunchoke) ส่วนชื่อวิทยาศาสตร์คือ Helianthus tuberosus L. เป็นพืชดอกในตระกูลทานตะวัน

ต้นกำเนิดอยู่ทางตอนใต้ของประเทศแคนาดา และตอนเหนือของประเทศสหรัฐอเมริกา ซึ่งมีอากาศค่อนข้างหนาวเย็น และเขตกึ่งหนาวอย่างทวีปยุโรป ทำให้เป็นที่รู้จักในหลาย ๆ ภูมิภาคเพราะสามารถปรับตัวได้ดี ที่สำคัญทนทานต่อสภาพภูมิอากาศในเขตร้อน จึงมีการนำไปปลูกในประเทศเขตร้อนอย่างอินเดีย

ลักษณะของแก่นตะวัน มีหัวคล้ายกับขิงหรือข่า ลำต้นสูงประมาณ 1-1.50 เมตร มีขนตามกิ่งและใบ ส่วนดอกมีสีเหลืองสดใสคล้ายกับดอกบัวตอง และทานตะวัน แต่ขนาดจะเล็กกว่ามาก มีหัวใต้ดินคล้ายมันฝรั่งไว้สำหรับเก็บสะสมอาหาร หัวของแก่นตะวัน จัดว่ามีสรรพคุณดีเพราะมีสารอินนูลิน (Inulin) ที่เต็มไปด้วยน้ำตาลฟรุคโตโอลิโกแซคคาไรด์ โมเลกุลยาวจึงเป็นพืชพรีไบโอติกที่มีเส้นใยสูงมาก

หากรับประทานเข้าไปจะช่วยดักจับยึดไขมันในเส้นเลือด ไม่ว่าจะเป็นคอเลสเตอรอล ไตรกลีเซอไรด์ หรือ LDL ที่เรารับประทานเข้าสู่ร่างกายมากเกินไปออกทางอุจจาระ จึงช่วยลดความเสี่ยงต่อการเกิดโรคหัวใจและหลอดเลือดได้เป็นอย่างดีรสชาติหวานมันคล้ายมันแกวแต่มีความกรุบกรอบเหมือนฝรั่งคุณประโยชน์มีรอบด้าน ทำได้ทั้งอาหารสัตว์ อาหารลดความอ้วนควบคุมไขมันสำหรับคน รวมทั้งเป็นพืชพลังงานทดแทน ที่สามารถนำไปผลิตเป็นเอทานอลได้ ก่อนหน้านี้ทางการเกษตรด้านปศุสัตว์ ใช้ผสมอาหารให้สัตว์ ลดกลิ่นเหม็นของมูลสัตว์ ทำให้สัตว์สุขภาพดี

ดร.ครรชิต จุดประสงค์ นักวิชาการประจำสถาบันโภชนาการ มหาวิทยาลัยมหิดล บอกว่า แก่นตะวัน มีคุณสมบัติในการลดความอ้วนดีกว่าพืชอาหารช่วยลดความอ้วนที่คนไทยรู้จักกัน ไม่ว่าจะเป็นหัวบุก เม็ดแมงลัก หญ้าหมาน้อย เมื่อนำมาเปรียบเทียบกัน

แม้ว่าแก่นตะวันจะเป็นพืชที่มีหัวอุดมไปด้วยแป้ง คาร์โบไฮเดรต เหมือนพืชมีหัวทั่วไป แต่แป้งในหัวแก่นตะวันเป็นแป้งที่มีอินนูลินและฟรุคโตโอลิโกแซคคาไรด์ ร่างกายย่อยสลายดูดซึมไม่ได้ มันทำให้แป้งของแก่นตะวันกลายเป็นใยอาหารที่เข้าไปช่วยทำความสะอาด เก็บกวาดของเสียในระบบทางเดินอาหารได้เป็นอย่างดี กินเข้าไปแล้วรู้สึกอิ่มและขับถ่ายได้ดีไม่เหมือนแป้งในหัวมันอย่างอื่น ที่กินไปแล้วร่างกายจะย่อยสลายดูดซึมเข้าไปสะสมเป็นไขมันทำให้อ้วน

นอกจากนี้กากใยอาหารของแก่นตะวัน ที่มาถึงลำไส้ใหญ่ทำให้ภาวะลำไส้ใหญ่ที่เป็นด่างจะกลายเป็นกรดอ่อน มีค่า pH อยู่ที่ 3-5 นอกจากจะทำลายแบคทีเรียที่ก่อให้เกิดโรคล้มหายตายจากไปแล้ว ยังจะทำให้จุลินทรีย์ที่ดี มีประโยชน์ต่อร่างกาย เช่น แลคโตบาซิลลัส (Lactabacillus) ไบฟิโดแบคทีเรียม (Bifidobacterium) เจริญเติบโตได้ดีส่งผลให้ระบบภูมิคุ้มกันของร่างกายทำงานได้ดีขึ้นและช่วยให้ลำไส้ใหญ่สามารถดูดซึมแร่ธาตุสำคัญจำพวก แคลเซียมและเหล็ก จากกากอาหารได้อีกด้วย

เห็นสรรพคุณของ “แก่นตะวัน” มากมายขนาดนี้แล้ว หลายคนคงอยากจะลองรับประทานกันบ้างแล้วใช่ไหมค่ะ เราสามารถทาน “แก่นตะวัน” ได้ทั้งแบบสด ๆ เหมือนกับผักสลัดทั่ว ๆ ไป รสชาติจะออกคล้าย ๆ แห้วและมันแกว หรือจะนำไปปรุงสุกเป็นอาหารหลากหลายเมนูที่ดีต่อสุขภาพได้อีกด้วย

นี่คือความมหัศจรรย์ของแก่นตะวัน

ผัดแก่นตะวัน

ส่วนผสม
เนื้อหมูสันในหั่นเป็นชิ้นพอดีคำ 400 กรัม
กระเทียมสับ 1 ช้อนโต๊ะ
เห็ดหูหนูหั่น 1 ถ้วยตวง
พริกชี้ฟ้าแดงหั่นเฉียง 1/2 ถ้วยตวง
แก่นตะวันหั่นเป็นเส้น 3 ช้อนโต๊ะ
น้ำปลา 2 ช้อนโต๊ะ
ซีอิ๊วขาว 1 ช้อนโต๊ะ
ซอสหอยนางรม 2 ช้อนโต๊ะ
น้ำตาล 1 ช้อนชา
หอมใหญ่หั่น 1/4 ถ้วยตวง
ต้นหอมหั่น 2 ต้น
ผักชีสำหรับแต่งหน้าอาหาร
น้ำมันพืช

วิธีทำ
1. ใส่น้ำมันในกระทะ และนำไปตั้งไฟ ใส่กระเทียมลงไปผัดจนเหลืองหอม
2. ใส่เนื้อหมูลงไปผัดจนเกือบสุก จึงปรุงรสด้วยน้ำปลา, ซิอิ๊วขาว และซอสหอยนางรม ผัดต่อจนส่วนผสมในกระทะเริ่มเดือด
3. ใส่ส่วนผสมที่เหลือทั้งหมดลงไป จากนั้นผัดต่อจนหมูสุก
4. ตักใส่จาน และแต่งหน้าด้วยผักชี เสริฟทันทีพร้อมข้าวสวยร้อน ๆ

ยำแก่นตะวัน

ส่วนผสม
แก่นตะวัน 150 กรัม
หัวหอมแดง 3 หัว
กระเทียม 3 กลีบ
พริกแห้งเม็ดใหญ่ 2 เม็ด
น้ำมะนาว 1 ½ ช้อนโต๊ะ
ซีอิ๊วขาว 2 ช้อนโต๊ะ
น้ำตาลทราย 1 ½ ช้อนชา
กุ้งแห้ง 2 ช้อนโต๊ะ
ถั่วลิสงคั่วทุบ ¼ ถ้วย

วิธีทำ
1. ล้างแก่นตะวันให้สะอาดแล้วซอยเป็นชิ้นเล็กๆ
2. ปลอกเปลือกกระเทียมและหัวหอมแดง ล้างน้ำให้สะอาด หั่นกระเทียมเป็นชิ้นเล็กๆ ส่วนหัวหอมแดงแบ่งเป็น 2 ส่วน ส่วนแรกซอยบางๆ เตรียมไว้เจียว ส่วนที่ 2 หั่นเป็นชิ้นเล็กๆ
3. เปิดเตาที่ไฟปานกลาง ตั้งกระทะ นำกระเทียมและหัวหอมแดงที่หั่นเป็นชิ้นไว้แล้วมาคั่วซักพักให้หอมจึงตักขึ้นพักไว้ ส่วนหัวหอมแดงอีกครึ่งหนึ่งที่ซอยไว้ ให้นำไปเจียวจนเหลืองกรอบแล้วนำขึ้นมาพักไว้บนกระดาษซับน้ำมัน
4. หั่นพริกแห้งเป็นท่อน เอาเม็ดออกแล้วนำไปโขลกรวมกับกระเทียมและหัวหอมแดงที่คั่วไว้จนแหลก
5. นำเครื่องปรุงต่างๆ คือ น้ำมะนาว ซีอิ้วขาว (หรือน้ำปลา) และน้ำตาลทราย มาผสมรวมกันในถ้วยผสม ชิมรสตามชอบ เอากะทิเข้าไมโครเวฟประมาณ 2 นาที
6. นำแกนตะวัน เครื่องที่โขลกเตรียมไว้ น้ำปรุงรสและถั่วลิสงทุบใส่ลงไปในชามผสมที่มีกุ้งแห้งอยู่ คนให้เข้ากัน
7. ตักใส่จาน โรยหน้าด้วยหัวหอมเจียว จากนั้นก็ยกเสริฟได้เลยค่ะ

 

ที่มา: กรุงเทพธุรกิจ 23 พฤศจิกายน 2555

แค่ดมสาระแหน่ก็ลดความอ้วนได้

ความอ้วนเป็นอะไรที่ผู้หญิงหลายคนไม่อยากจะพูดถึงเลยจริงๆ  แต่เราก็ไม่สามารถหลีกเลี่ยงได้   ถ้าเรามัวแต่ตามใจปากกินโดยไม่คิด  กินแบบมากมายจนเกิดไขมันสะสม  จนกลายเป็นไขมันนั่นเอง

แต่เชื่อไหมนักจิตวิทยาที่มีชื่อเสียงของสหรัฐฯ  แนะนำว่าถ้าอยากลดความอ้วน  ให้ดมกลิ่นสะระแหน่ก่อนที่จะกินอาหารทุกมื้อ ซึ่งมันจะมีผลทำให้เรากินได้น้อยลง   โดยเฉลี่ยแล้วภายใน 1 อาทิตย์  เราจะกินน้อยกว่าปกติถึง 1,800 แคลอรี่

แค่ดมสะระแหน่ก็ผอมได้

จากการทดลองนั้นพบว่า  กลิ่นของสะระแหน่นั้นจะช่วยลดความอยากอาหาร  ลดความหิว  จึงทำให้เรากินได้น้อยลง   และยังมีบางรายที่นำไปประยุกต์ใช้กับการลดน้ำหนัก  ด้วยการใช้ผงสะระแหน่โรยลงบนอาหารแบบเดียวกับที่โรยเกลือป่น  หรือ  น้ำตาล  ซึ่งจะทำให้กินอิ่มเร็วขึ้น  เนื่องจากสารนั้นได้ไปกระตุ้นให้สมองรู้สึกอิ่มเร็วขึ้นกว่าปกติ

สรรพคุณของสะระแหน่นี้มีมากมาย ตั้งแต่สามารถแก้อาการปวดท้อง ท้องอืด ท้องเฟ้อ ช่วยขับลมในกระเพาะ โดยการนำน้ำที่คั้นจากต้นและใบมาใช้ดื่ม หรือจะรับประทานสดๆ เพื่อดับกลิ่นปาก   นอกจากนี้ยังช่วยให้สมองปลอดโปร่ง โล่งคอ ป้องกันไข้หวัด บำรุงสายตา และช่วยให้หัวใจแข็งแรง

ที่มา Ladytips

ที่มา: ประชาชาติธุรกิจ 4 ตุลาคม 2555

.

Related Articles

.
PEPPERMINT & WEIGHT LOSS

Jun 14, 2011

The scent of peppermint may help you to lose weight, according to study published in 2009 in the New York Times. Peppermint is often used to flavor gum, toothpaste and tea. It’s well-known for its use as an anti-nausea agent. Use peppermint with caution, because it can trigger side effects.

Identification
Peppermint is the common term for Mentha piperita, Peppermint tea is made from the leaves and stems of the peppermint plant. Peppermint plants, which grow to about 2 to 3 feet tall, bloom from July through August. They are native to moist, temperate areas in Europe, Asia, South Africa, South America and Australia. Peppermint was brought to the United States early in the 19th century.

Research
Peppermint scent may be an appetite suppressant, according to findings in a Wheeling Jesuit University study published June 17, 2009, in the New York Times. . Bryan Raudenbush, an associate professor of psychology at Wheeling Jesuit University in Wheeling, West Virginia, asked 40 people to sniff peppermint every two hours for five days, and then for five days he had them do the same with a placebo. During the period they sniffed peppermint, they consumed 1,800 total fewer calories.

Effects
Peppermint may cause slight weight loss because it relieves bloating, according to the University of Maryland Medical Center. It’s also been used to treat headaches, skin irritations, anxiety associated with depression, nausea, diarrhea, menstrual cramps and flatulence. It may also be useful for indigestion and irritable bowel syndrome. Chest rubs with peppermint can help treat symptoms of the common cold. It may have antibacterial and antiviral actions.

Sources
Peppermint can be found in various forms, including tea, spirit, or tincture, capsules and creams and ointments. Peppermint tea is prepared from dried leaves. Spirit is prepared by adding 1 part peppermint oil to 9 parts pure grain alcohol and is used for flavoring.

Warning
Avoid peppermint if you have gastroesophageal reflux disease or hiatal hernia, because it can lead to heartburn and indigestion. Pregnant and nursing mothers should also avoid peppermint. Peppermint can worsen gallstones. Large doses of peppermint can be toxic. Peppermint oil applied to the skin can produce a rash. Ask your doctor if peppermint interferes with any medications you are taking.
References

Article reviewed by Jason Dean Last updated on: Jun 14, 2011

SOURCE: livestrong.com

หัวร่อก๊ากๆ หักน้ำหนักตัวเองลงได้ ต้องใช้พลังงานเพิ่มมากกว่าอยู่เฉย

วารสารระหว่างประเทศเรื่อง “โรคอ้วน” แจ้งว่า การหัวร่อให้ได้วันละ 15 นาที จะทำให้ เกิดการเผาผลาญพลังงาน ที่จะไปทำให้ลดน้ำหนักได้ปีละไม่ต่ำกว่า 3 กก.

นักวิจัยของมหาวิทยาลัยแวนเดอบิลท์ผู้ศึกษาแจ้งว่า การหัวร่อจนพุงกระเพื่อม จะใช้พลังงานมากเท่า ๆ กับเดินเป็นระยะทางครึ่งไมล์ การหัวเราะทำให้หัวใจเต้นแรงขึ้นและกล้ามเนื้อหลายส่วนต้องทำงานหนักขึ้น เป็นเหตุให้ร่างกายต้องใช้พลังงานมากขึ้น ยิ่งกว่าการอยู่เฉยๆ ร้อยละ 20

นักวิจัยได้ศึกษา ด้วยการตรวจวัดจำนวน แคลอรี ที่ผู้ใหญ่กลุ่มหนึ่ง ใช้ขณะดูไปหัวเราะไปกับเรื่องตลกในทีวี พบว่าการหัวเราะนานวันละ 10-15 นาที ทำให้ร่างกายใช้พลังงานไประหว่าง 10-40 แคลอรี นอกจากนั้นการหัวเราะ ยังช่วยบำรุงระบบภูมิคุ้มกัน และดูเหมือนพลอยลดความเจ็บปวดด้วย

ดร. ชีวาช ไฟรเดลอร์ หัวหน้านักวิจัย กล่าวว่า “การหัวเราะให้คุณทั้งกายและใจ มันเป็นนิสัยมาตั้งแต่แรกเริ่ม เราไม่ต้องไปฝึกมัน แต่มันเกิดอยู่ในตัว” เขายังเชื่อด้วยว่า ถ้าหากมีการวิจัยการหัวเราะมากขึ้น จะต้องพบคุณประโยชน์อย่างอื่นอีก.

 

ที่มา: ไทยรัฐ  8 สิงหาคม 2555

.

read more…

.

Laughter can keep the weight off

Last Updated: Thursday, 18 January 2007, 12:30 GMT 

Giggling for just 15 minutes a day burns enough calories to shed up to 5lbs of fat over a year, work shows.

A big belly laugh uses about the same energy as walking more than half a mile, the US study in the International Journal of Obesity suggests.

Laughing makes the heart beat faster and works many different muscles.

The researchers measured the number of calories expended by 45 adults as they watched different TV programmes, including nature and comedy shows.

15 minutes of laughter over one year may translate into annual weight loss of 4.5lbs
Lead researcher Dr Maciej Buchowski

Bouts of laughter when watching the funny film used up to 20% more energy than at rest.

This would mean that 10 to15 minutes of laughter a day could increase total energy expenditure by 40 to 170 kJ or burn off between 10 and 40 calories, the researchers estimate.

Lead author Dr Maciej Buchowski, from Vanderbilt University in Nashville, Tennessee, explained: “Participants had 10 to 20 percent higher energy expenditure during episodes of laughter than during rest.

“We have calculated that the energy cost of 15 minutes of laughter over one year may translate into annual weight loss of 4.5lbs.”

Healthy humour

Work already suggests that laughter is good for the heart and immune system, and appears to help ease pain.

Dr Shevach Friedler at the Assaf Harofeh Medical Centre in Zerifin even found humour increased the chance that fertility treatment would be a success in patients seeking IVF.

He said: “Laughter has a physiological effect as well as a psychological one.

“It is an intuitive human trait. We do not learn it. It’s in our genes.

“If we retain this in our genes then probably it has beneficial effects.”

He said it was likely that more research would uncover many more health benefits linked to laughter.

data from : news.bbc.co.uk

ชื่นชมพริกไทยดำต่อต้านความอ้วนขัดขวางไม่ให้เซลล์ไขมันใหม่ก่อตัว

วารสาร “เกษตรกรรมและเคมีอาหาร” ของสหรัฐฯ แจ้งว่า นักวิจัยได้ค้นพบว่าพริกไทยดำมีสรรพคุณ ต่อต้านความอ้วนได้ เพราะมีสารไปเปอรีน ซึ่งมีรสฉุนและเผ็ดร้อน คอยขัดขวางไม่ให้เซลล์ไขมันใหม่ก่อตัวขึ้น

นักวิจัยของมูลนิธิวิจัยแห่งชาติเกาหลี กล่าวว่า พริกไทยดำ ใช้เป็นสมุนไพรในการแพทย์แผนโบราณของตะวันออกมาหลายศตวรรษแล้ว การรักษาโรคกระเพาะและลำไส้ แก้ปวด แก้อักเสบและโรคอื่นๆ แต่แม้จะใช้มานานแล้ว นักวิทยาศาสตร์ก็ยังไม่ค่อยเข้าใจในอิทธิฤทธิ์ของมันในระดับโมเลกุลข้างในสุด จึงได้พยายามค้นคว้าหาความรู้ในสรรพคุณทางการต่อต้านความอ้วนของมัน

การศึกษาในห้องทดลอง และแบบจำลองคอมพิวเตอร์ พบว่า มันออกฤทธิ์กับยีนซึ่งควบคุมการก่อตัวของเซลล์ไขมันใหม่ มันอาจทำให้เกิดปฏิกิริยาลูกโซ่ระหว่างการเผาผลาญอาหารขึ้น ยังผลให้สกัดไขมันไว้ได้ พวกเขาเชื่อว่าผลการค้นพบคงจะทำให้ มีการนำสารสกัดจากพริกไทยดำมาใช้ในการต่อสู้กับโรคอ้วน และโรคที่เกี่ยวเนื่องกันมากขึ้น.

ที่มา: ไทยรัฐ 7 พฤษภาคม 2555

.

Related Link:

.

Unmasking Black Pepper’s Secrets as a Fat Fighter

ScienceDaily (May 2, 2012) — A new study provides a long-sought explanation for the beneficial fat-fighting effects of black pepper. The research, published in ACS’ Journal of Agricultural and Food Chemistry, pinpoints piperine — the pungent-tasting substance that gives black pepper its characteristic taste, concluding that piperine also can block the formation of new fat cells.

Soo-Jong Um, Ji-Cheon Jeong and colleagues describe previous studies indicating that piperine reduces fat levels in the bloodstream and has other beneficial health effects. Black pepper and the black pepper plant, they note, have been used for centuries in traditional Eastern medicine to treat gastrointestinal distress, pain, inflammation and other disorders. Despite that long medicinal history, scientists know little about how piperine works on the innermost molecular level. The scientists set out to get that information about piperine’s anti-fat effects.

Their laboratory studies and computer models found that piperine interferes with the activity of genes that control the formation of new fat cells. In doing so, piperine may also set off a metabolic chain reaction that helps keep fat in check in other ways. The group suggests that the finding may lead to wider use of piperine or black-pepper extracts in fighting obesity and related diseases.

The authors acknowledge funding from the National Research Foundation of Korea and the Ministry of Health, Welfare and Family Affairs.

Journal Reference:

  1. Ui-Hyun Park, Hong-Suk Jeong, Eun-Young Jo, Taesun Park, Seung Kew Yoon, Eun-Joo Kim, Ji-Cheon Jeong, Soo-Jong Um. Piperine, a Component of Black Pepper, Inhibits Adipogenesis by Antagonizing PPARγ Activity in 3T3-L1 CellsJournal of Agricultural and Food Chemistry, 2012; 60 (15): 3853 DOI: 10.1021/jf204514a

 

Data from : sciencedaily.com

3 ประโยชน์เด่น ‘ข้าวโอ๊ตโยเกิร์ต’

ช่วงนี้เด็กในวัยเรียนกำลังปิดเทอม อาจจะเอ็นจอย อีทติ้ง เพลิดเพลินกับเรื่องรับประทานจนน้ำหนักตัวเพิ่ม มีผลให้ชุดยูนิฟอร์มคับแน่น ต้องซื้อใหม่ ส่วนผู้ใหญ่ก็ใช่ว่าจะต่าง หากกินมาก กินจุบจิบ ความอ้วนมาเยือนได้ไม่ยาก

เพื่อไม่ให้หิวบ่อย รับประทานถี่ คงต้องเลือกอาหารที่อิ่มอยู่ท้อง อย่าง “ข้าวโอ๊ต” ธัญพืชมากคุณประโยชน์ที่รับประทานแล้วทำให้รู้สึกอิ่มนาน เมื่อไม่มีอาหารลงท้องบ่อยๆ ก็เท่ากับได้ควบคุมน้ำหนัก หรือลดอ้วนไปในตัว

นอกจากนี้ ข้าวโอ๊ตยังอุดมด้วยไฟเบอร์ชนิดละลายน้ำ ชื่อ เบต้า-กลูแคน ช่วยเสริมประสิทธิภาพระบบขับถ่าย และที่สำคัญคือ ไฟเบอร์หรือกากใยอาหารในข้าวโอ๊ตทำหน้าที่ราวกับฟองน้ำซับคอเลสเตอรอลในลำไส้ แล้วขับออกมาจากร่างกาย จึงช่วยลดระดับคอเลสเตอรอล ลดความเสี่ยงปัญหาหลอดเลือด และโรคหัวใจ

ทราบประโยชน์ของข้าวโอ๊ตแล้วอยากรับประทาน แต่ติดอยู่ที่รสชาติไม่ได้อร่อยถูกปาก โปรดอย่าเพิ่งถอดใจ ลองทำเมนูของว่างง่ายๆ เช่น “ข้าวโอ๊ตโยเกิร์ต” เพียงแค่มีโยเกิร์ตรสธรรมชาติสัก 1 ถ้วย ใส่ข้าวโอ๊ตลงไปผสมราว 2 ช้อนโต๊ะ แล้วเติมน้ำผึ้งเพิ่มรสหวานเล็กน้อย จะช่วยชูรสให้กลมกล่อม รับประทานได้ง่ายขึ้น ทั้งยังสามารถใส่ผลไม้ เช่น กล้วย สตรอเบอรี่ เข้าไปได้อีก

ทว่าไม่ชอบรับประทานโยเกิร์ต ลองเปลี่ยนใช้นมสดแทน โดยใช้นมสดสัก 1 แก้ว ใส่หม้ออุ่นให้ร้อน ระหว่างนั้นเติมข้าวโอ๊ต และน้ำผึ้ง คนเรื่อยๆ จนส่วนผสมให้เข้ากันเป็นอันเสร็จ ตักใส่ชาม รับประทานตอนอุ่นๆ แต่ไม่ควรปล่อยให้เย็นชืด เพราะข้าวโอ๊ตจะอืดนม ดูไม่น่ารับประทานและเสียรสชาติ.

ทีมเดลินิวส์ออนไลน์
takecareDD@gmail.com

 

ที่มา: เดลินิวส์ 27 เมษายน 2555

แอปเปิล…ราชาแห่งผลไม้ลดน้ำหนัก

สวย ใส เปล่งประกายออร่ามาแต่ไกล เป็นสิ่งที่สาวๆ หลายคนใฝ่ฝัน แต่จะทำยังไงให้เข้าใกล้คำนั้น ทางลัดที่ลับเฉพาะ มาบอกสาวๆ ด้วยการเลือกรับประทาน

ผลไม้ สีสันสุดจี๊ดน่ารับประทานแถมชื่อยังน่ารัก อย่าง แอปเปิล มันอุดมไปด้วยแร่ธาตุ วิตามินและสารอาหารที่มีส่วนช่วยบำรุงผิวพรรณให้เปล่งปลั่งสดชื่นมีเสน่ห์สดใส จนหนุ่มๆ ต้องหันมอง ที่สำคัญยังช่วยชะลอความเสื่อมโทรมของผิวพรรณไม่ให้ร่วงโรยไปกับกาลเวลาอีกด้วย

แอปเปิล 1 ผล เมื่อรับประทานโดยไม่ปอกเปลือกจะมีพลังงานเพียง 80 แคลอรี ซึ่งอุดมไปด้วยวิตามินและแร่ธาตุนานาชนิด อาทิ เบต้าแคโรทีน วิตามินซี และสารในกลุ่มฟลาโวนอยด์ มีส่วนช่วยทำให้ร่างกายรู้สึกสดชื่น และยังเป็นสารต้านอนุมูลอิสระ ซึ่งมีส่วนช่วยในการเสริมสร้างคอลลาเจนภายใต้ชั้นผิว ทำให้ผิวพรรณสดใส

น้ำตาลที่อยู่ในผลแอปเปิลเป็นน้ำตาลโมเลกุลเดี่ยว ซึ่งร่างกายสามารถดูดซึมและนำไปใช้ประโยชน์ได้ในเวลาไม่เกิน 10 นาที ดังนั้นการรับประทานแอปเปิลจึงมีส่วนช่วยลดความอยากอาหาร และควบคุมน้ำหนักได้

อีกทั้ง เปลือกและเนื้อของมันยังมีเส้นใยอาหารที่ชื่อว่า “เพคติน” ที่มีคุณสมบัติพองตัวได้มาก ช่วยเพิ่มกากใยในระบบทางเดินอาหาร ทำให้อวัยวะในทางเดินอาหารมีการทำงานเป็นปกติ รวมถึงเพิ่มประสิทธิภาพในการขับถ่าย

ดังนั้นการรับประทานแอปเปิลจึงเป็นอีก 1 วิธีที่เหมาะสำหรับสาว ๆ ที่ต้องการควบคุมน้ำหนัก เพราะเป็นผลไม้ที่มีสีสันชวนรับประทาน เนื้อสัมผัสกรอบ รสชาติอร่อย กลิ่นหอม มีคุณค่าทางโภชนาการสูง หารับประทานได้ง่าย ราคาไม่แพง และที่สำคัญคือไม่ทำให้อ้วน

ประโยชน์ของแอปเปิล ยังแบ่งตามสีสันของมันได้อีกด้วย สำหรับ แอปเปิลแดง มีจุดเด่นที่ดีต่อสุขภาพคือมีสารแอนตี้ออกซิแดนท์มากที่สุด และยังมีอิลาสตินและคอลลาเจนที่ดีต่อสุขภาพผิวด้วย

ส่วน แอปเปิลสีชมพู มีสารฟิโนลิกมากที่สุดในบรรดาแอปเปิลด้วยกัน ซึ่งสารนี้ช่วยยับยั้งการเกิดฝ้าและชะลอความแก่ นอกจากนั้นยังมีฟลาโวนอยด์ที่ช่วยเพิ่มการดูดซึมวิตามินซีทำให้ผนังหลอด เลือดฝอยแข็งแรง ลดการอักเสบ ลดไข้ รวมทั้งช่วยป้องกันเลือดออกตามไรฟันได้อีกด้วย

ตามด้วย แอปเปิลสีเขียว มีรสเปรี้ยวอมหวานช่วยในเรื่องการควบคุมน้ำหนักได้ดี เพราะการกินแอปเปิลสีเขียวนอกจากจะได้รับน้ำตาลน้อยแล้วยังมีอิลาสตินและ คอลลาเจนที่ช่วยให้ผิวแข็งแรงและยืดหยุ่นได้ดี

ตบท้ายกับ แอปเปิลสีเหลือง มีประโยชน์ต่างจากสีอื่น ๆ โดยมีสารเควอร์ซิตินที่ช่วยลดความเสี่ยงต่อการเกิดโรคมะเร็ง โรคหลอดเลือดหัวใจ และต้อกระจก

จะเลือกสีใด ก็เลือกรับประทานตามใจชอบ แต่อย่างน้อยก่อนมื้ออาหารครั้งต่อไป อย่าลืมวาง “แอปเปิล” ไว้ใกล้มือ
ที่มา: กรุงเทพธุรกิจ 31 มีนาคม 2555

ขนมหวานไม่ใช่ศัตรูของการลดความอ้วนเสมอไป

ลบทฤษฎีเก่าๆเรื่องการลดความอ้วนได้แล้ว เพราะผลการวิจัยระบุว่า การได้ลิ้มชิมขนมอุดมคาร์โบไฮเดรตตบท้ายมื้อเช้า จะช่วยให้น้ำหนักอันตรธานหายไป โดยไม่มีโยโย่เอฟเฟกต์อย่างแน่นอน

 

หากคุณกำลังหาวิธีลดความอ้วนเพื่อให้รูปร่างกระชับสวยงามชวนมอง ความเชื่อเก่าๆ เกี่ยวกับเรื่องการลดขนมหวานที่อุดมด้วยข้าว แป้ง และน้ำตาล ได้เป็นข้อห้ามสุดฮิตที่บอกต่อกันมาทุกยุคทุกสมัย ซึ่งไม่มีใครเถียงว่ามันไม่จริง เพียงแต่ผลการวิจัยล่าสุดพบว่า ศัตรูตัวฉกาจของการลดความอ้วน อาจช่วยให้น้ำหนักที่เคยมากล้นชวนปวดหัวหายไปอย่างง่ายๆ แค่ต้องรับประทานอย่างถูกต้องตามเวลากำหนด

ผลการวิจัยจากมหาวิทยาลัยในสหรัฐฯระบุชัดเจนเลยว่า การกินอาหารที่อุดมไปด้วยโปรตีน คาร์โบไฮเดรตและไขมัน ซึ่งคิดเฉลี่ยให้พลังงานไม่เกินกว่า 600 กิโลแคลอรี่   ตบท้ายมื้อเช้า เชื่อหรือไม่ว่า การทำเช่นนี้สามารถลดน้ำหนักได้มากทีเดียว โดยนักวิจัยได้ทดลองทฤษฎีสุดแปลกกับผู้หญิงหลายร้อยคนเป็นเวลา 32 สัปดาห์ ซึ่งให้สาว ๆ รับประทานอาหารเพิ่มชั้นไขมัน อย่างเช่น คุกกี้ เค้ก และช็อกโกแลต หลังมื้ออาหารเช้าเป็นประจำ ผลสรุปพบว่า พวกเธอสามารถลดน้ำหนักได้เฉลี่ยคนละ 18 กิโลกรัมโดยประมาณ และไม่พบปฏิกิริยาโยโย่ เอฟเฟกต์ ซึ่งถือว่าใช้เวลาน้อยกว่าและได้ประสิทธิภาพมากกว่ากลุ่มสาวๆ ที่เลือกลดความอ้วนด้วยวิธีไม่แม้แต่จะชายตาแลขนมหวานแสนอร่อย

 

ผู้วิจัยอธิบายถึงสาเหตุที่ศัตรูได้กลายเป็นมิตรกับคำว่าลดความอ้วนว่า กระบวนการเผาผลาญอาหารของร่างกายจะทำงานได้ดีในช่วงเวลาก่อนเที่ยง ซึ่งหมายความว่าอาหารต่างๆที่เรารับประทานเข้าไปจะถูกเผาผลาญใช้ในช่วงระหว่างวัน นั่นสามารถตอบคำถามที่ว่า การที่เราปล่อยใจตบท้ายไอศกรีมในช่วงมื้อเย็น ก็จะทำให้เราอ้วนขึ้นได้ง่าย เนื่องจากกระบวนการเผาผลาญพลังงานในร่างกายใกล้ถึงเวลาพักผ่อนแล้วนั่นเอง

แต่หากมีสาวๆขอเถียงว่า การรับประทานขนมหวานยิ่งมีแต่ทำให้อ้วนขึ้น ไม่ว่าจะเลือกกินเวลาไหนก็ตาม นักวิทยาศาสตร์ได้ให้ข้อสรุปว่า ขนมหวานก็เหมือนกับรางวัลของชีวิต การได้ลิ้มรสชาติของความสุขสักเล็กน้อยก่อนเริ่มต้นการทำงาน จะช่วยให้จิตใจผ่อนคลาย และลดความอยากอาหารระหว่างวันอีกด้วย จะเชื่อหรือไม่ คุณควรจะลองพิสูจน์ด้วยตัวเองนะจ๊ะ

ข้อมูล : cosmopolitan.com

ที่มา: ไทยรัฐ 17 กุมภาพันธ์ 2555

ลดอ้วน ลดโรคด้วยสารพัดวิธีฟิต

 ปัญหาไม่ได้อยู่ที่หุ่นอวบอั๋น (ระยะสุดท้ายสุดๆ) ที่พองออกแบบไม่แคร์สื่อแล้วเท่านั้น แต่สภาพการณ์ของภาวะอ้วน มีพุงป่อง (รอบเอวมากกว่า 80 เซนติเมตร) ยังนำไปสู่สารพัดโรคที่ทยอยมาเยือนมิได้ขาด (โอ้ววว… ไม่)     “ไม่เอาหรอก ไม่มีเวลา” เรามักจะได้ยินข้ออ้างเพื่อจะได้ไม่ต้องออกกำลังกายในทำนองนี้อยู่บ่อยๆ … ไปๆ มาๆ วันนี้คนไทยเลยกลายเป็นโรคอ้วนตุ๊ต๊ะ กันมากขึ้นเรื่อยๆ และไม่ใช่เฉพาะคนวัยทำงานเท่านั้น แต่เรากลับพบว่า ตอนนี้เด็กไทยอายุต่ำกว่า 5 ขวบก็มีแนวโน้มของโรคอ้วนมากขึ้นๆ เช่นกัน

            คุณหมอธีรศักดิ์  ลักษณานันท์ นายแพทย์เชี่ยวชาญ (ด้านเวชกรรมป้องกัน) ผู้อำนวยการกองออกกำลังกายเพื่อสุขภาพ กรมอนามัย กระทรวงสาธารณสุขบอกว่า จากผลการสำรวจ และติดตามสภาวะสุขภาพของคนไทยพบแนวโน้มของโรคที่เกิดจากพฤติกรรมการดูแลสุขภาพที่ไม่เหมาะสมมีเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ เช่น โรคเบาหวานในคนที่อายุมากกว่า 15 ปี พบ 3.5 ล้านคน (ร้อยละ 6.9) เสียชีวิตจากโรคเบาหวาน 19 คนต่อวัน โรคความดันโลหิตสูง ในคนไทยอายุมากกว่า 15 ปี พบ 10.8 ล้านคน (ร้อยละ 21.4) เสียชีวิตจากโรคความดันโลหิตสูงวันละ 6 คน โรคหัวใจในคนไทยอายุมากกว่า 15 ปี พบ 4.3 ล้านคน (ร้อยละ 8.4) เสียชีวิตจากโรคหัวใจวันละ 50 คน ภาวะอ้วนในคนไทยอายุมากกว่า 15 ปี พบผู้ชายร้อยละ 28.4 หญิงร้อยละ 40.7 ภาวะไขมันในเลือดผิดปกติพบ 10 ล้านคน (ร้อยละ 19.1)

หรือเราอาจสรุปภาพรวมได้ว่า คนไทยที่มีอายุมากกว่า 35 ปี ร้อยละ 50 จะป่วยหรือเสี่ยงต่อโรคที่เกิดจากพฤติกรรมสุขภาพที่ไม่เหมาะสมอย่างน้อยหนึ่งโรค (เบาหวาน, ความดันโลหิตสูง, หัวใจหลอดเลือด, น้ำหนักเกินเกณฑ์, อ้วน หรือไขมันในเลือดสูงผิดปกติ)

ฟังแล้วก็ชักจะหวาดเสียวซะแล้วสิ เพราะเมื่อเป็นโรคเหล่านี้แล้วย่อมส่งผลต่อสุขภาพอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้

การขาดการออกกำลังกายก็เป็นอีกปัจจัยหนึ่งที่นำไปสู่โรคเหล่านี้ นอกเหนือไปจากการรับประทานอาหารที่ไม่เป็นไปตามหลักโภชนาการ มีปัญหาสุขภาพจิต มีปัจจัยเสี่ยงต่อสุขภาพ เช่น สุรา  บุหรี่  สารเสพติด และอยู่ในสภาพแวดล้อมที่ไม่ถูกสุขลักษณะ

จากข้อมูลการออกกำลังกายพบว่า คนไทยมีแนวโน้มออกกำลังกายลดลง โดยเฉพาะ พ.ศ. 2552 พบคนไทยเคลื่อนไหวออกแรง/ ออกกำลังกายด้วยความแรงระดับปานกลาง สะสมเป็นระยะเวลาอย่างน้อยวันละ 30 นาที 5 วันต่อสัปดาห์ เพียงร้อยละ 74.9 และเคลื่อนไหวออกแรง/ออกกำลังกายด้วยความแรงระดับหนัก เป็นระยะเวลาอย่างน้อยวันละ 20 นาที สัปดาห์ละ3วัน พบเพียงร้อยละ 29.1 ซึ่ง การออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอ ช่วยลดความเสี่ยงต่อการเกิด โรคหลอดเลือดสมอง, โรคหลอดเลือดหัวใจ, โรคหัวใจ และมะเร็งเต้านมได้ร้อยละ 25-40 และถ้าบริโภคผัก ผลไม้ตามเกณฑ์มาตรฐาน จะลดโรคมะเร็งกระเพาะอาหาร, โรคหัวใจขาดเลือด และโรคเส้นเลือดในสมองตีบได้ร้อยละ 19-31 อุ้ยอะไรจะดีขนาดน้าน ว่าแล้วเราไปดูดีกว่า ว่าจะออกกำลังกายยังไงดี

หากใครยังใช้ข้ออ้างว่าไม่มีเวลา เชิญดีลีทออกจากความทรงจำได้แล้ว เพราะเราสามารถออกกำลังได้ทุกที่ ทุกเวลา (อย่าอ้างขี้เกียจล่ะ) เช่น ยกแขนขึ้นลง บิดลำตัว ก้ม-เงย ทำงานบ้าน เดินขึ้นบันไดแทนการขึ้นลิฟท์ ฯลฯ แต่ถ้าจะให้ดี เราก็มีวิธีแนะนำในอีกระดับ เช่น เดินเร็ว อย่างน้อยวันละ 30 นาที วิ่งเหยาะ อย่างน้อยวันละ 20 นาที ถีบจักรยาน อย่างน้อยวันละ 30 นาที กระโดดเชือก อย่างน้อยวันละ 10 นาที ว่ายน้ำ อย่างน้อยวันละ 20 นาที และเต้นแอโรบิก อย่างน้อยวันละ 15 นาที

นอกจากนี้ ยังอาจเลือกออกกำลังกายอื่นๆ ได้ตามต้องการอีกหลายอย่าง เป็นต้นว่า เล่นบาสเกตบอลอย่างน้อย 15นาที ทำสวนขุดดิน ใช้เวลาอย่างน้อย 30-45 นาที หรือจะปั่นจักรยานในสวนสาธารณะ ใช้เวลาอย่างน้อย 30-40 นาที หรือล้างจานและเช็ดรถ ใช้เวลาอย่างน้อย 45-60 นาที

ทั้งนี้ มีรายงานว่า การเดินออกกำลังกายเป็นประจำสามารถป้องกันโรคหัวใจ มะเร็งบางชนิด และเบาหวาน โดยเฉพาะเมื่อนำน้องหมาไปเดินด้วยจะช่วยเผาผลาญพลังงานได้มากกว่าเดินเล่นกับคนถึง 24% (เอ๊ะ ! ยังไง) กระโดดเชือกช่วยส่งเสริมสุขภาพกระดูก ปั่นจักรยาน หรือเดินเล่นหลังอาหาร ช่วยควบคุมอินซูลินและปริมาณกลูโคสในเลือดอย่างได้ผลพอๆ กับการใช้ยารักษา (เบาหวาน) การวิ่งจ๊อกกิ้ง ช่วยทำให้อายุยืนขึ้นได้ (รายงานจากม.สแตนฟอร์ด สหรัฐฯ) ว่ายน้ำ ช่วยให้หลอดเลือดหัวใจทำงานดีเยี่ยม และป้องกันการกระแทกสำหรับผู้สูงอายุ

            การออกกำลังกายแต่ละครั้งไม่ควรหักโหมมากเกินไป เพราะอาจทำให้เกิดโทษต่อสุขภาพได้ ที่สำคัญหากออกกำลังกายอย่างถูกวิธี นอกจากจะช่วยให้มีร่างกายที่สมบูรณ์แล้ว ยังเป็นการผ่อนคลายความตึงเครียดจากการทำงานในแต่ละวันซึ่งจะส่งผลต่อสุขภาพจิตที่ดีตามมาอีกด้วย

ไม่ว่าจะเลือกออกกำลังกายแบบไหน เชื่อว่า ย่อมทำให้สุขภาพดีแบบ ลดอ้วน ลดโรคอย่าง แน่นอน

ข้อมูลจาก : มติชน วันพฤหัสบดี ที่ 18 สิงหาคม 2554