เพิ่มโปแตสเซียม ลดเกลือหนีอัมพาต

thairath130410_001วารสาร “การแพทย์อังกฤษ” เรียกร้องให้ชาวโลกเลือกกินอาหารที่มีโปแตสเซียมบำรุงมากๆ และกินเค็มให้น้อยลง เพื่อจะได้ไม่เป็นเหยื่อของโรคอัมพาต

วารสารแจ้งว่า ได้ศึกษาพบว่าการกินผลไม้หรือผักซึ่งมีโปแตสเซียมสูง อย่างกล้วยหอม ผักขม ผักโหม และอินทผลัมให้มากขึ้นอีกวันละ 2-3 มื้อ จะเป็นประโยชน์แก่ร่างกาย และยิ่งลดเค็มลงไปด้วยแล้ว ก็จะยิ่งเป็นประโยชน์หนักขึ้น โดยเฉพาะแพทยสมาคมโรคอัมพฤกษ์อัมพาต บอกว่าการกินอาหารที่เป็นประโยชน์นับว่าเป็นหัวใจของการป้องกันโรคร้าย

โดยอธิบายให้ฟังว่า การกินอาหารที่มีโปแตสเซียมสูงจะทำให้ความดันโลหิตลด ผู้ที่เป็นผู้ใหญ่ควรได้โปแตสเซียมวันละ 4 กรัม หากกินได้ขนาดนี้ จะช่วยลดความดันโลหิตลงได้ ป้องกันโรคอัมพฤกษ์อัมพาตได้ถึงร้อยละ 24

ขณะเดียวกัน นักวิจัยของสถาบันเวชศาสตร์ป้องกันวูลฟ์สัน มหาวิทยาลัยลอนดอน ได้ศึกษาวิเคราะห์ผลการศึกษาที่ทำกันมา 34 เรื่อง พบว่าผู้ที่ความดันโลหิตสูงและปกติ ที่ลดการกินเค็มลงได้ นาน 3-4 อาทิตย์ จะได้รับผลทันตาเห็น ความดันโลหิตจะลดลงอย่างเห็นได้ทั้งชายหญิง โดยไม่เลือกว่าเชื้อชาติหรือศาสนาใด.

ที่มา : ไทยรัฐ  10 เมษายน  2556

.

Related Article :

.

Fruit, such as bananas, and most vegetables and pulses are high in potassium

Fruit, such as bananas, and most vegetables and pulses are high in potassium

Increase potassium and cut salt to reduce stroke risk

5 April 2013

Increasing potassium in our diets as well as cutting down on salt will reduce blood pressure levels and the risk of stroke, research in the British Medical Journal suggests.

One study review found that eating an extra two to three servings of fruit or vegetables per day – which are high in potassium – was beneficial.

A lower salt intake would increase the benefits further, researchers said.

A stroke charity said a healthy diet was key to keeping stroke risk down.

While the increase of potassium in diets was found to have a positive effect on blood pressure, it was also discovered to have no adverse effects on kidney function or hormone levels, the research concluded.

As a result, the World Health Organisation has issued its first guidelines on potassium intake, recommending that adults should consume more than 4g of potassium (or 90 to 100mmol) per day.

The BMJ study on the effects of potassium intake, produced by scientists from the UN World Food Programme, Imperial College London and Warwick Medical School, among others, looked at 22 controlled trials and another 11 studies involving more than 128,000 healthy participants.

The results showed that increasing potassium in the diet to 3-4 g a day reduced blood pressure in adults.

This increased level of potassium intake was also linked to a 24% lower risk of stroke in those adults.

Researchers said potassium could have benefits for children’s blood pressure too, but more data was needed.

Salt solution

A separate study on salt intake, led by researchers at the Wolfson Institute of Preventive Medicine, Queen Mary, University of London, analysed the results of 34 previous trials involving more than 3,000 people.

It found that a modest reduction in salt intake for four or more weeks caused significant falls in blood pressure in people with both raised and normal blood pressure. This happened in both men and women, irrespective of ethnic group.

Lower blood pressure levels are known to reduce the risk of stroke and heart disease.

Graham MacGregor, professor of cardiovascular medicine at Queen Mary, who led the study, said that the “modest reduction” in salt intake was equivalent to halving the amount of salt we consume each day.

“In the UK on average our dietary salt intake is 9.5g, so we are talking about bringing this down to 6g, or if you’re very careful you can get it down to the recommended 5g – but it’s very difficult because of the amount of salt already in the food we buy.

“Bread is the biggest source of salt in our diet.”

Long-term target

He added that a further reduction in salt intake to 3 g per day would have a greater effect on blood pressure and should become the long-term target for population salt intake.

A combination of lower salt and higher potassium in our diets has a bigger effect than changing just one of those factors alone”

Graham Mac Gregor Professor of cardiovascular medicine, Queen Mary

Getting people to eat more fruit and vegetables containing potassium was equally important, he said.

“Salt and potassium work in opposing ways. So a combination of lower salt and higher potassium in our diets has a bigger effect than changing just one of those factors alone.”

Clare Walton, research communications officer at the Stroke Association, said high blood pressure was the single biggest risk factor for stroke.

“We know that making changes to your diet can go a long way to keeping your blood pressure under control.

“This research suggests that reducing your salt intake and eating more potassium-rich foods such as bananas, dates and spinach could reduce blood pressure and keep your risk of stroke down.”

The World Health Organisation recommends that adults should not consume more than 5g of salt a day (about one teaspoon).

The UK National Institute for Health and Care Excellence (NICE) recommends that salt intake should be reduced to 3g a day in the UK adult population by 2025.

SOURCE : bbc.co.uk

Advertisements

ลดเค็มครึ่งหนึ่ง

dailynews130310_001ใครที่กินอาหารรสชาติเค็มจัด อาจเสี่ยงเป็น โรคความดันโลหิตสูง โรคหัวใจ โรคไต และอัมพฤกษ์ อัมพาต ด้วยเหตุนี้กระทรวงสาธารณสุขจึงได้ร่วมกับสมาคมโรคไตแห่งประเทศไทย ราชวิทยาลัยอายุรแพทย์แห่งประเทศไทย จัดกิจกรรมรณรงค์เนื่องในวันไตโลก ซึ่งปีนี้ตรงกับวันที่ 14 มี.ค. โดยจัด “สัปดาห์วันไตโลก ลดเค็มครึ่งหนึ่ง” ในโรงพยาบาลทั่วประเทศ ระหว่างวันที่ 11-17 มี.ค.นี้ เพื่อให้ความรู้ความเข้าใจแก่ประชาชนในการถนอมไตไม่ให้เสียเร็ว ลดการเติมเครื่องปรุงรสเค็มในอาหารให้น้อยลงกว่าที่เคยใช้

นพ.โสภณ เมฆธน รองปลัดกระทรวงสาธารณสุข กล่าวว่า คนไทยมีแนวโน้มป่วยเป็นโรคไตเพิ่มขึ้น สาเหตุสำคัญของโรคไตเกิดจากเบาหวานและความดันโลหิตสูง นอกจากนี้อาจมีสาเหตุจากโรคนิ่วในไต ติดเชื้อที่ไต การกินยาแก้ปวดเป็นเวลานาน ๆ จากข้อมูลล่าสุดพบคนไทยป่วยเป็นโรคไตประมาณ 8 ล้านคน หากไม่ได้รับการรักษาที่ถูกต้อง อาจเกิดโรคแทรกซ้อนถึงขั้นเสียชีวิต ต้องฟอกไตยืดชีวิต รอการเปลี่ยนไตใหม่

หน้าที่สำคัญของไตคือ ควบคุมระดับโซเดียมในร่างกาย โซเดียมจะช่วยรักษาสมดุลของเหลวในร่างกาย ทำให้การทำงานของเส้นประสาทและกล้ามเนื้อเป็นปกติ โซเดียมที่ร่างกายได้รับส่วนใหญ่มาจากอาหารที่บริโภค เช่น น้ำปลา ซอสปรุงรส ผงชูรส ผงปรุงรส  ใน  1 วัน ร่างกายต้องการไม่เกิน 2,000 มิลลิกรัม หรือเท่ากับเกลือ 1 ช้อนชา แต่จากข้อมูลพบว่า คนไทยบริโภคเกลือหรือโซเดียมเกินกว่ามาตรฐานที่กำหนดถึง 2 เท่า

การกินเค็มจัดทำให้ไตทำงานหนักในการขับโซเดียมส่วนเกินออกทางปัสสาวะ เพื่อรักษาสมดุลของร่างกาย หากขับออกได้ไม่หมดโซเดียมก็จะคั่งและเป็นตัวดึงน้ำไว้ในร่างกาย ทำให้มีปริมาณของเหลวไหลเวียนในร่างกายมากผิดปกติ เพิ่มแรงดันในหลอดเลือดให้สูงขึ้น ส่งผลให้หัวใจทำงานหนักขึ้น เกิดปัญหาหลอดเลือดทั้งขนาดใหญ่และเล็กที่ไปเลี้ยงทั่วร่างกายปรับตัวหนาและแข็งตามมา โดยเฉพาะที่ไตมีผลกระทบมาก เนื่องจากมีเส้นเลือดฝอยเล็ก ๆ จำนวนมากทำหน้าที่กรองของเสียออกจากเลือด ไม่สามารถขับของเสียออกได้หมด เกิดการอักเสบของเส้นเลือด เร่งให้เกิดการเสื่อมสภาพเร็วขึ้นกว่าปกติ หากยังกินเค็มต่อเนื่อง ภายใน 5–10 ปี หลอดเลือดในไตจะเสื่อมสภาพอย่างถาวรทำให้เป็นไตวายเรื้อรัง รักษาให้กลับมาเหมือนเดิมไม่ได้ ต้องเปลี่ยนไตใหม่ จึงต้องเร่งรณรงค์ให้ประชาชนลดการกินเค็มลงกว่าเดิมครึ่งหนึ่ง เป็นการถนอมไต ป้องกันอันตรายที่จะเกิดขึ้นกับไตในระยะยาว

ผศ.นพ.สุรศักดิ์ กันตชูเวสศิริ ประธานเครือข่ายลดบริโภคเค็ม  กล่าวว่า การกินอาหารเค็มเป็นครั้งคราวคงไม่เป็นอะไร แต่การกินอาหารเค็มจัด ทำให้เกิดการคั่งของน้ำและเกลือ ส่งผลให้ไตทำงานหนักขึ้น เพื่อกรองเกลือและน้ำส่วนเกิน ผลที่ตามมาคือ ทำให้เป็นโรคไตวายเรื้อรัง การกินอาหารเค็มจัดทำให้ความดันโลหิตสูงมีโอกาสเป็นโรคหัวใจและหลอดเลือด หากไม่ได้รับการรักษาอาจนำไปสู่ภาวะหัวใจขาดเลือด หัวใจวาย เสียชีวิต เป็นอัมพฤกษ์อัมพาต

หลายคนติดรสชาติเค็ม และไม่รู้ว่าตัวเองกินเค็ม ดังนั้นควรลดเค็มลงครึ่งหนึ่ง เคยปรุงรสอาหารด้วยน้ำปลา 2 ช้อน ก็ลดลงเหลือ 1 ช้อน ใน 1 วันไม่ควรกินน้ำปลาเกิน 3 ช้อนชา หรือมื้อละ 1 ช้อนชา  กินเหลือไม่เกินวันละ 5 กรัม ควรเปลี่ยนนิสัยในการกินด้วยการชิมก่อนปรุง ไม่ใช่ว่าปรุงก่อนชิม หลีกเลี่ยงอาหารรสชาติเค็มจัด เช่น อาหารหมักดอง อาหารที่ใช้เกลือในการถนอมอาหาร เช่น ปลาเค็ม ปลาร้า  กะปิ

จากข้อมูลของสหรัฐพบว่า หากลดบริโภคเกลือลง 30% ต่อวันจะลดความดันโลหิตได้ 5-10 มิลลิเมตรปรอท เท่ากับลดโอกาสเสี่ยงในการเกิดโรคแทรกซ้อนต่าง ๆ และถ้าประชากรทั้งประเทศลดการบริโภคเกลือลง 30% จะลดจำนวนผู้ป่วยได้มาก เช่น ลดจำนวนผู้ป่วยโรคหัวใจและหลอดเลือดเหลือ 60,000-100,000 คนต่อปี ลดจำนวนผู้ป่วยอัมพฤกษ์ อัมพาตเหลือ 30,000-60,000 คนต่อปี  และลดอัตราการตาย 40,000-90,000 คนต่อปี และยังสามารถลดค่าใช้จ่ายในการดูแลรักษาผู้ป่วยกลุ่มนี้ได้นับหมื่นล้านดอลลาร์ต่อปี  ดังนั้นคนไทยควรลดการบริโภคอาหารเค็มจัด โดยเฉพาะซีอิ๊ว น้ำปลา กะปิ ผงชูรส

นพ.อนุตตร จิตตินันทน์ นายกสมาคมโรคไตแห่งประเทศไทย แนะนำวิธีป้องกันโรคไต คือ
1. ผู้ป่วยโรคเบาหวาน ความดันโลหิตสูงควรไปพบแพทย์อย่างสม่ำเสมอ
2. พยายามควบคุมเบาหวานและความดันให้ดี
3. หลีกเลี่ยงการกินอาหารรสชาติเค็มจัด โดยลดเค็มลงครึ่งหนึ่ง
4. หลีกเลี่ยงการกินยาแก้ปวดโดยไม่จำเป็น ไม่ควรซื้อยากินเอง ไม่ว่ายาชุด ยาหม้อ การกินยาติดต่อกันเป็นเวลานานมีผลต่อไตโดยตรง และ
5. คนที่เป็นโรคอ้วน มีโอกาสเป็นโรคไตมากขึ้น ดังนั้นควรควบคุมน้ำหนักให้เหมาะสม

ด้าน ดร.ทิพย์วรรณ ปริญญาศิริ ผอ.สำนักอาหาร สำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา (อย.) กล่าวว่า อย.บังคับให้อาหารกรุบกรอบ 5 ชนิด คือ มันฝรั่งทอดหรืออบกรอบ ข้าวโพดคั่วทอดหรืออบกรอบ ข้าวเกรียบหรืออาหารขบเคี้ยวชนิดอบพอง ขนมปังกรอบ แครกเกอร์หรือบิสกิต และเวเฟอร์สอดไส้  ต้องแสดงฉลากโภชนาการแบบจีดีเอด้านหน้าซองมองเห็นได้ชัดเจน  โดยแสดงค่าพลังงาน น้ำตาล ไขมัน และโซเดียม  หลังจากบังคับใช้มา 1 ปี ตอนนี้ขยายไปยังขนมกรุบกรอบทุกชนิด รวมถึงบะหมี่กึ่งสำเร็จรูป ซุปต่าง ๆ จากเดิมมีผู้ประกอบการอยู่ในข่ายกว่า 1,000 ราย ตอนนี้คาดว่าจะกระทบผู้ประกอบการประมาณ 4,000-5,000 ราย อย่างไรก็ตามได้ขอความร่วมมือผู้ประกอบการปรับสูตรอาหารทางเลือก เช่น อาหารเค็มน้อย หวานน้อย สำหรับผู้บริโภคด้วย.

นวพรรษ บุญชาญ : รายงาน

ที่มา:  เดลินิวส์ 10 มีนาคม 2556

อย่าให้ ‘ความเค็ม’ เรียกพี่

bangkokbiznews130226_001คนไทยกินเกลือมากกว่าที่ร่างกายควรได้รับถึง 2 เท่า จากสารพัดเมนูแฝงโจ๊กซอง อาหารถุง อาหารไมโครเวฟและขนมกรุบกรอบ
จากการสำรวจของกรมอนามัย กระทรวงสาธารณสุข พบว่า คนไทยบริโภคเกลือและโซเดียมสูงเกินกว่าที่แนะนำ 2 เท่า หรือ 10.8 กรัม (โซเดียม 5,000 มิลลิกรัม) สูงเป็น 2 เท่าของที่ร่างกายควรได้รับต่อวัน หรือไม่เกิน 5 กรัมต่อวัน (โซเดียม 2,400 มิลลิกรัม) โดย 71 % มาจากการเติมเครื่องปรุงรสระหว่างการประกอบอาหาร ที่นิยมใช้มาก 5 ลำดับแรก คือ น้ำปลา ซีอิ๊วขาว เกลือ กะปิ และซอสหอยนางรม

เมื่อเปรียบเทียบจะพบว่าเกลือ 1 ช้อนโต๊ะ มีปริมาณโซเดียม 6,000 มิลลิกรัม น้ำปลา 1 ช้อนโต๊ะ มีปริมาณโซเดียม 1,160-1,420 มิลลิกรัม ซีอิ๊ว 1 ช้อนโต๊ะ มีปริมาณโซเดียม 960-1,420 มิลลิกรัม ซอสปรุงรส 1 ช้อนโต๊ะมีปริมาณโซเดียม 1,150 มิลลิกรัม กะปิ 1 ช้อนโต๊ะ มีปริมาณโซเดียม 1,430-1,490 มิลลิกรัม ซอสหอยนางรม1 ช้อนโต๊ะ มีปริมาณโซเดียม 420-490 มิลลิกรัม

นอกจากนี้ยังพบว่าอาหารถุงปรุงสำเร็จ มีปริมาณโซเดียมเฉลี่ยต่อถุง 815 – 3,527 มิลลิกรัม เช่น ไข่พะโล้ แกงไตปลา คั่วกลิ้ง ส่วนอาหารจานเดียว มีปริมาณโซเดียม 1,000-2,000 มิลลิกรัมต่อ 1จาน อาทิ ข้าวหน้าเป็ด ข้าวมันไก่ ข้าวขาหมู และข้าวคลุกกะปิ เป็นต้น

“อาหารรสเค็มจัดจะส่งผลให้ความดันโลหิตสูง เพิ่มการรั่วของโปรตีนในปัสสาวะ และยังมีผลเสียต่อไตโดยตรง ทำให้หัวใจทำงานหนักก่อให้เกิดภาวะหัวใจวาย และความดันโลหิตสูง ความดันในสมองเพิ่มขึ้น มีโอกาสเป็นโรคอัมพฤกษ์อัมพาต จึงควรสร้างนิสัยการรับประทานอาหารอ่อนเค็ม เริ่มจากการการลดเค็มลงครึ่งหนึ่ง จะช่วยคนไทยห่างไกลโรค” ผศ.นพ.สุรศักดิ์ กันตชูเวสศิริ ประธานเครือข่ายลดบริโภคเค็ม ราชวิทยาลัยอายุรแพทย์แห่งประเทศไทย กล่าว

การลดปริมาณเกลือโซเดียมทำได้โดย หลีกเลี่ยงการใช้เกลือ น้ำปลา ซอสปรุงรสต่างๆ และผงชูรส (แม้ไม่เค็มแต่มีโซเดียมสูง) ในการปรุงอาหาร หลีกเลี่ยงการเติมเครื่องปรุง เช่น ปรุงรสเพิ่มในก๋วยเตี๋ยว เติมพริกน้ำปลาในข้าวแกง หลีกเลี่ยงอาหารประเภทดองเค็ม อาหารแปรรูป เช่น ไข่เค็ม ปลาเค็ม ปลาแดดเดียว ปลาส้มแหนม ไส้กรอก กุนเชียง หมูหยอง เป็นต้น

เลือกรับประทานอาหารที่มีหลายรสชาติ เช่น แกงส้ม ต้มยำ เพื่อทดแทนรสชาติเค็ม,น้ำซุปต่างๆ เช่น ก๋วยเตี๋ยวมักมีปริมาณโซเดียมสูง ควรรับประทานแต่น้อยหรือเทน้ำซุปออกบางส่วนแล้วเติมน้ำเพื่อเจือจาง และตรวจดูปริมาณโซเดียมต่อหน่วยบริโภคบนฉลากของซอสปรุงรส อาหารสำเร็จรูป และขนมถุง เพื่อหลีกเลี่ยงอาหารที่มีปริมาณโซเดียมสูง

ด้านนาวาอากาศเอก นพ.อนุตตร จิตตินันทน์ นายกสมาคมโรคไตแห่งประเทศไทย กล่าวว่า ในเดือนมีนาคมของทุกปี จะมีการจัดกิจกรรมวันไตโลก ซึ่งการจัดงานสัปดาห์วันไตโลก ลดเค็มครึ่งหนึ่ง ปี 2556 จะจัดขึ้นระหว่างวันที่ 11-17 มีนาคมนี้ ส่วนภูมิภาคจัดที่โรงพยาบาลภาครัฐทุกแห่งทั่วประเทศ และส่วนกลางจัดงานวันไตโลก ในวันอาทิตย์ที่ 17 มีนาคม ภายในศูนย์การค้าเซ็นทรัลเวิลด์ เพื่อให้เกิดความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับโรคต่างๆ และการป้องกันโรคอย่างเหมาะสม

กิจกรรมภายในงาน อาทิ การให้ความรู้เรื่องโรคทั่วไป การสาธิตโภชนาการและผลิตภัณฑ์ทางด้านอาหารลดเค็มเพื่อผู้บริโภค การเปิดรับบริจาคไต การตรวจสุขภาพ การเสวนาทางการแพทย์ และการแสดงบนเวที โดยกลุ่มศิลปินนักแสดงมากมาย สามารถดูรายละเอียดได้ที่เว็บไซต์ www.nephrothai.org หรือเว็บไซต์ www.lowsaltthailand.org ไม่เสียค่าใช้จ่ายใดๆ ทั้งสิ้น

ทั้งนี้ การจัดงานสัปดาห์วันไตโลก ลดเค็มครึ่งหนึ่งและงานวันไตโลก ถือเป็นความสำคัญที่ราชวิทยาลัยอายุรแพทย์แห่งประเทศไทยให้การสนับสนุนในเรื่องการรณรงค์ลดเค็มอย่างต่อเนื่อง เพื่อไม่ให้คนไทยเป็นโรคต่างๆ สูงขึ้น โดยเฉพาะโรคความดันโลหิตสูง ที่มีผู้ป่วยถึง 11.5 ล้านคน โรคไต 7.6 ล้านคน โรคหัวใจขาดเลือด 7.5 แสนคน และโรคหลอดเลือดสมอง โรคอัมพฤกษ์ อัมพาต 5 แสนคน โรคกลุ่มนี้เกิดจากพฤติกรรมการบริโภคที่ไม่ถูกต้อง ซึ่งชื่นชอบอาหารรสชาติเค็ม ซึ่งถือเป็นภัยเงียบที่ส่งผลร้ายต่อสุขภาพอย่างคาดไม่ถึง

 

ที่มา :  กรุงเทพธุรกิจ 26 กุมภาพันธ์ 2556