ลดความอ้วนและไขมันในเลือดสูงด้วยผักพื้นบ้านไทย

Credit: en.wikipedia.org

Credit: en.wikipedia.org

ลดความอ้วนและไขมันในเลือดสูงด้วยผักพื้นบ้านไทย

รองศาสตราจารย์ .ภญ. พร้อมจิต ศรลัมพ์
สำนักงานข้อมูลสมุนไพร คณะเภสัชศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล

          ภาวะไขมันในเลือดสูงในคนไทยทั้งชายและหญิงเป็นปัญหาสุขภาพที่นับวันจะรุนแรง และมีแนวโน้มเพิ่มจำนวนขึ้นอย่างน่ากลัว พบว่าทัศนคติในการบริโภคของคนไทย โดยเฉพาะอย่างยิ่งเด็กไทยเปลี่ยนจากอาหารไทยที่อุดมไปด้วยผักนานาชนิด ไปเป็นอาหารจานด่วนแบบตะวันตก ที่เข้ามาแพร่หลาย ได้รับความนิยมสูงและหาซื้อง่าย สารอาหารที่พบในอาหารจานด่วนส่วนใหญ่เป็นคาร์โบไฮเดรต โปรตีนและไขมัน ซึ่งถ้าบริโภคเป็นประจำ จะส่งผลให้เกิดโรคอ้วน ไขมันในเลือดสูงและจะพัฒนาเป็นโรคหัวใจและหลอดเลือด เบาหวาน ความดันโลหิตสูง และมะเร็งในทางเดินอาหาร เราควรหาโอกาสไปพบคุณหมอและตรวจหาข้อมูลสุขภาพสักปีละครั้ง เพื่อป้องกันก่อนเกิดโรคเหล่านี้

image0003

ระดับไขมันในคนปกติจะต้องมีค่าโคเลสเตอรอลรวมน้อยกว่า 200 มก./ดล. ไตรกลีเซอไรด์น้อยกว่า 170 มก./ดล. ไขมันชนิดดี (HDL) ซึ่งเป็นไขมันที่ทำหน้าที่จับโคเลสเตอรอลจากเซลล์ของร่างกายและนำไปกำจัดทิ้งที่ตับ ควรมีค่ามากกว่า 60 มก./ดล. ส่วนไขมันชนิดไม่ดี (LDL) ควรน้อยกว่า 130 มก./ดล. สำหรับเด็กๆ คุณพ่อคุณแม่ควรเป็นผู้นำในการรับประทานสิ่งที่มีประโยชน์ ทำให้ร่างกายแข็งแรงและป้องกันโรคต่างๆ เอาไว้ก่อน

วัฒนธรรมการปรุงอาหารไทย ใช้เครื่องปรุงที่มีอยู่ในพื้นที่ เป็นพืชผักและเครื่องเทศ ซึ่งพบว่ามีสารประกอบพฤกษเคมี หรือไฟโตเคมิคอล (phytochemical) ที่มีบทบาทสำคัญในกระบวนการและปฏิกิริยาต่างๆ ของร่างกาย รวมทั้งต้านอนุมูลอิสระที่เกิดขึ้นด้วย ทำให้เราใช้ประโยชน์เป็นยาที่ช่วยปรับสมดุล ป้องกันและรักษาโรคได้ดีมาก มีการวิจัยเพื่อตรวจหาศักยภาพของผักในบ้านเราที่สามารถลดไขมันในเลือดได้ พบว่า

พริกไทยดำ และสารสำคัญคือไปเปอรีนสามารถลดการซึมผ่านของโคเลสเตอรอลจากลำไส้เล็กเข้าสู่กระแสเลือด (cholesterol uptake)1,2

ส่วน ข่า มีน้ำมันหอมระเหยและ ชาดำ มีสารกลุ่มแทนนินช่วยต้านกระบวนการย่อยสลายไขมันในลำไส้ของเอนไซม์ไลเปสจากตับอ่อน (pancreatic lipase activity) ทำให้ไขมันที่บริโภคไม่สามารถดูดซึมเข้ากระแสเลือดได้ และถูกขับออกมากับกากอาหารอื่น1 ข่า ยังสามารถลดระดับโคเลสเตอรอล ไตรกลีเซอไรด์ ฟอสโฟไลปิด และเพิ่มระดับไขมันชนิดดี (HDL) ในซีรัมหนูทดลองไขมันสูง3

ส่วนสารสกัด กลีบเลี้ยงกระเจี๊ยบแดง ใบมะรุมและผลมะระขี้นก ออกฤทธิ์ยับยั้งการทำงานของเอนไซม์ HMG-CoA reductase เช่นเดียวกับยาลดไขมันกลุ่มสแตติน เช่น พราวาสแตติน ทำให้การสังเคราะห์โคเลสเตอรอลในร่างกายลดลง1

     ใน เหง้าขิง มีสารสำคัญกลุ่มน้ำมันหอมระเหยและยางเรซินซึ่งไม่ค่อยละลายในน้ำ พบว่าสัตว์ทดลองไขมันสูงกินน้ำต้มขิงในขนาดสูง (500 มก./กก.) สามารถลดโคเลสเตอรอลได้ แต่ไม่มีผลลดระดับไตรกลีเซอไรด์4หลังจากให้กระต่ายทดลองที่กินขิงสกัดด้วย 50% แอลกอฮอล์ ตรวจพบปริมาณไขมันถูกขับออกมาในอุจจาระเพิ่มขึ้น5 

สารสีแดงกลุ่มแคโรทีนอยด์ใน พริกชี้ฟ้า ชื่อแคปแซนตินทำให้ระดับไขมันชนิดดีในสัตว์ทดลองสูงขึ้น6

ใบผักบุ้ง ช่วยลดระดับโคเลสเตอรอลและไตรกลีเซอไรด์ของหนูแรทที่ทำให้มีไขมันสูงได้ทั้งในเลือด ตับ ไต และหัวใจอย่างมีนัยสำคัญ7

หนูทดลองกินน้ำต้ม ใบตะไคร้ ขนาดต่างๆ นาน 42 วัน พบว่า ระดับโคเลสเตอรอลในเลือดและไขมันชนิดไม่ดีลดลงตามขนาดที่กิน แต่ไม่มีผลลดระดับไตรกลีเซอร์ไรด์8

มีผลงานวิจัยที่ทดลองในสัตว์เป็นจำนวนมาก ระบุว่า ผลมะขามป้อม มีฤทธิ์ต้านอนุมูลอิสระสูงมาก พบว่าน้ำคั้นผลมะขามป้อมสด สามารถลดระดับโคเลสเตอรอล ไตรกลีเซอไรด์และ LDL ของกระต่ายโคเลสเตอรอลสูงลงได้ โดยกลไกลดการดูดซึมในระบบทางเดินอาหาร และเพิ่มการขับถ่ายออกไปพร้อมอุจจาระ9 สารออกฤทธิ์เป็นกลุ่มฟลาโวนอยด์ และโพลีฟีนอล ซึ่งลดการสังเคราะห์ไขมันและเสริมการทำลายโคเลสเตอรอลทั้งในซีรัมและในเนื้อเยื่อของหนูที่โคเลสเตอรอลสูงด้วย10

สารอัลลิซินและอะโจอินใน กระเทียมสด มีฤทธิ์ยับยั้งกระบวนการสร้างสารโคเลสเตอรอลในร่างกายและมีฤทธิ์ต้านการก่อไขมันอุดตันในหลอดเลือดได้11

มีการวิจัย ลูกเดือย ในปี 2012 นี้สรุปว่าในลูกเดือยมีสารกลุ่มโพลีฟีนอล ซึ่งออกฤทธิ์ลดโคเลสเตอรอล ต้านอนุมูลอิสระ และลดความเสี่ยงที่จะเป็นโรคหัวใจและหลอดเลือด12

มะเขือเทศ เป็นผักที่มีไลโคปีนสูง มีฤทธิ์ต้านอนุมูลอิสระและสามารถลดระดับไขมันชนิดเลวได้ดี13 การศึกษาโดยการสังเกตและวิเคราะห์ไปข้างหน้า (Prospective cohort) พบว่าหญิงที่รับประทานมะเขือเทศเป็นหลักอย่างสม่ำเสมอ สัปดาห์ละ 7-10 มื้อ จะลดความเสี่ยงต่อโรคหัวใจและหลอดเลือดด้วย14

การนำผักเครื่องเทศเข้ามาในเมนูอาหารของครอบครัวเป็นเรื่องง่าย เติมพริกไทยในอาหารต่างๆ เพื่อเพิ่มรสชาติ แกงจืดใบตำลึง น้ำพริกแนมกับใบมะรุม ผลมะระขี้นก ใบตำลึงต้ม อันที่จริงเรามีน้ำพริกหลากหลายชนิด น้ำพริกมะม่วง น้ำพริกกะปิ น้ำพริกหนุ่ม น้ำพริกปลาร้า ไตปลาแห้ง เป็นต้น เป็นอาหารที่นำไปสู่การบริโภคผักที่ดี ไก่ต้มข่า หากใช้ข่าอ่อน จะเคี้ยวทานไปได้เลย เวลาทำข้าวต้มปลา จะใช้ข่าอ่อนโขลก เติมน้ำปลา ใส่ในข้าวต้มตอนรับประทาน และคีบเนื้อปลาจิ้ม จะหอม และกลบกลิ่นคาวปลา อร่อยมาก ตะไคร้เป็นเครื่องเทศที่พบในอาหารไทยเสมอ ยำตะไคร้ใส่กุ้งหมูและน้ำยำรสจัด ทำให้เราบริโภคตะไคร้ในปริมาณที่มากขึ้น มีพริกอยู่ในอาหารแทบทุกจานอยู่แล้ว ลองนำมะเขือเทศมาผัดกับหมูและไข่ เหยาะน้ำปลา โรยต้นหอมผักชีเล็กน้อย ทานกับข้าวสวยร้อนๆ หรือจะผัดเป็นข้าวผัดก็ดี ใส่ลูกเดือยในแกงจืด หรือทำขนมก็ได้ น้ำกระเจี๊ยบ น้ำชาจีน น้ำมะขามป้อม เป็นเครื่องดื่มที่มีรสชาติแตกต่างกันและมีคุณประโยชน์ดีกว่าน้ำอัดลม

ที่กล่าวถึงเป็นเพียงตัวอย่างผักและเครื่องปรุงอาหารบางส่วนเท่านั้น อันที่จริงนอกจากสารประกอบพฤกษเคมีหลากหลายชนิดที่พบในผักผลไม้ต่างๆ แล้ว ยังมีส่วนประกอบอื่นที่มีประโยชน์ต่อสุขภาพ คือ สารแมคโครนิวเทรียนต์ (macronutrient) ได้แก่ คาร์โบไฮเดรต ไขมัน และโปรตีน สารอาหารอีกชนิดหนึ่งคือ สารไมโครนิวเทรียนต์ (micronutrient) เป็นสารที่มีความจำเป็นต่อร่างกายเช่นกัน แต่ต้องการปริมาณเพียงเล็กน้อย ได้แก่ ไวตามินและแร่ธาตุ แม้แต่ส่วนกากเส้นใย (fiber) ก็ยังช่วยดูดซับไขมันที่เราบริโภคในมื้อนั้นไว้ และช่วยนำพาไปกำจัดออกจากร่างกายพร้อมอุจจาระ

วันนี้ท่านรับประทานผักหรือยัง ทุกมื้อควรมีผักครึ่งหนึ่ง อาหารอื่นอีกครึ่งหนึ่ง เพื่อสุขภาพที่ดีเราต้องทำให้ได้ เป็นกำลังใจให้ทุกคนค่ะ

เอกสารอ้างอิง

  1. Duangjai A, Ingkaninan K, Limpeanchob N. Potential mechanisms of hypocholesterolaemic effect of Thai spices/dietary extracts. Nat Prod Res 2011;25(4):341-52.
  2. Duangjai A, Ingkaninan K, Praputbut S, et al. Black pepper and piperine reduce cholesterol uptake and enhance translocation of cholesterol transporter proteins. J Nat Med 2012;67(2):303-10.
  3. Achuthan CR and Padikkala J. Hypolipidemic effect of Alpinia galanga (Rasna) andKaempferia galanga (Kachoori). Indian J Clin Biochem 1997;12(1):55-8.
  4. Thomson M, Al-Qattan KK, Al-Sawan SM, et al. The use of ginger (Zingiber officinale Rosc.) as a potential anti-inflammatory and antithrombotic agent. Prostaglandins Leukot Essent Fatty Acids 2002;67(6):475-8.
  5. Sharma I., Gusain D., Dixit VP. Hypolipidaemic and Antiatherosclerotic effects of Zingiber officinale in cholesterol fed rabbits. Phytother Res1996;10:517–8.
  6. Aizawa K and Inakuma T. Dietary capsanthin, the main carotenoid in paprika (Capsicum annuum), alters plasma high-density lipoprotein-cholesterol levels and hepatic gene expression in rats. Br J Nutr 2009;102(12):1760-6.
  7. Sivaraman D. Hypolipidemic activity of Ipomoea aquatica Forsk. leaf extracts on lipid profile in hyperlipidemic rats. Int Pharm Biol Arch 2010;1(2):175-9.
  8. Adewale AA and Oluwatoyin AE. Hypoglycemic and hypolipidemic effects of fresh leaf aqueous extract of Cymbopogon citrarus Stapf. in rats. J Ethnopharmacol 2007;112:440-4.
  9. Mathur R, Sharma A, Dixit VP, et al. Hypolipidaemic effect of fruit juice of Emblica officinalisin cholesterol-fed rabbits. J Ethnopharmacol 1996;50:61-8.
  10. Anila L and Vijayalakshmi NR. Flavonoids from Emblica officinalis and Mangifera indica-effectiveness for dyslipidemia. J Ethnopharmacol 2002;79(1):81-7.
  11. Sendl A, Schliack M, L?ser R, et al. Inhibition of cholesterol synthesis in vitro by extracts and isolated compounds prepared from garlic and wild garlic. Atherosclerosis 1992;94(1):79–85.
  12. Wang L, Sun J, Yi Q, et al. Protective effect of polyphenols extract of adlay (Coix lachryma-jobi L. var. ma-yuen Stapf) on hypercholesterolemia-induced oxidative stress in rats. Molecules 2012; 17(8):8886-97.
  13. Agarwal S and Rao AV. Tomato lycopene and its role in human health and chronic diseases. CMAJ 2000; 163(6): 739–44.
  14. Sesso HD, Lin S, Gaziano JM, et al. Dietary lycopene, tomato – based food products and cardiovascular disease in women. J Nutr 2003; 133: 2336–41.

ที่มา : http://www.pharmacy.mahidol.ac.th/thai/knowledgeinfo.php?id=151

Advertisements

เดินก็ไล่ทันวิ่งให้คุณสูสีกัน

Credit : health.msn.co.nz

Credit : health.msn.co.nz

วารสารของแพทยสมาคมโรคหัวใจสหรัฐฯ แจ้งว่า นักวิจัยต้องพบกับความประหลาดใจเป็นล้นพ้นว่าการเดินเร็วก็สามารถลดความดันโลหิต ลดไขมันในเลือดและป้องกันโรคเบาหวานได้ไม่แพ้กับการวิ่งเร็วเช่นกัน

นักวิจัยได้พบจากการวิเคราะห์ผลจากนักวิ่งอเมริกัน 33,360 คน เปรียบเทียบกับนักเดินเร็วปานกลาง 15,045 คน มาเป็นเวลา 6 ปี พบว่าพลังงานที่นักวิ่งเร็ว และนักเดินเร็วปานกลางใช้ยังผลให้ความดันโลหิต ปริมาณไขมันในเลือด โอกาสการเป็นเบาหวาน และโรคหลอดเลือดหัวใจลดลงได้ มากเกือบพอๆกัน

พวกเขาได้เปรียบเทียบผลของทั้งคู่ให้ดูว่า

– นักวิ่งจะลดความดันเลือดลงได้ร้อยละ 4.2 ขณะที่นักเดินลดได้ร้อยละ 7.2
– นักวิ่งลดความเสี่ยงของโรคเบาหวานได้ร้อยละ 12.1 ส่วนนักเดินลดได้ร้อยละ 12.3
– นักวิ่งลดไขมันในเลือดได้ร้อยละ 4.3 นักเดินลดได้ร้อยละ 7
– นักวิ่งลดความเสี่ยงของโรคหลอดเลือดหัวใจลงได้ ร้อยละ 4.5 ขณะที่นักเดินลดได้ร้อยละ 9.3.

ที่มา : ไทยรัฐ 11 เมษายน 2556

.

Related Article :

.

Walking Can Lower Risk of Heart-Related Conditions as Much as Running

Apr. 4, 2013 — Walking briskly can lower your risk of high blood pressure, high cholesterol and diabetes as much as running can, according to surprising findings reported in the American Heart Association journal Arteriosclerosis, Thrombosis and Vascular Biology.

Researchers analyzed 33,060 runners in the National Runners’ Health Study and 15,045 walkers in the National Walkers’ Health Study. They found that the same energy used for moderate intensity walking and vigorous intensity running resulted in similar reductions in risk for high blood pressure, high cholesterol, diabetes, and possibly coronary heart disease over the study’s six years.

“Walking and running provide an ideal test of the health benefits of moderate-intensity walking and vigorous-intensity running because they involve the same muscle groups and the same activities performed at different intensities,” said Paul T. Williams, Ph.D., the study’s principal author and staff scientist at Lawrence Berkeley National Laboratory, Life Science Division in Berkeley, Calif.

Unlike previous studies, the researchers assessed walking and running expenditure by distance, not by time. Participants provided activity data by responding to questionnaires.

“The more the runners ran and the walkers walked, the better off they were in health benefits. If the amount of energy expended was the same between the two groups, then the health benefits were comparable,” Williams said.

Comparing energy expenditure to self-reported, physician-diagnosed incident hypertension, hypercholesterolemia, diabetes and coronary heart disease, researchers found:

  • Running significantly reduced risk for first-time hypertension 4.2 percent and walking reduced risk 7.2 percent.
  • Running reduced first-time high cholesterol 4.3 percent and walking 7 percent.
  • Running reduced first-time diabetes 12.1 percent compared to 12.3 percent for walking.
  • Running reduced coronary heart disease 4.5 percent compared to 9.3 percent for walking.

“Walking may be a more sustainable activity for some people when compared to running, however, those who choose running end up exercising twice as much as those that choose walking. This is probably because they can do twice as much in an hour,” Williams said.

Study participants were 18 to 80 years old, clustered in their 40s and 50s. Men represented 21 percent of the walkers and 51.4 percent of the runners.

“People are always looking for an excuse not to exercise, but now they have a straightforward choice to run or to walk and invest in their future health,” Williams said.

Co-author is Paul D. Thompson, M.D.

The National Heart, Lung, and Blood Institute funded the study.

Story Source:

The above story is reprinted from materials provided byAmerican Heart Association.

Journal Reference:

  1. Paul T. Williams and Paul D. Thompson. Walking Versus Running for Hypertension, Cholesterol, and Diabetes Mellitus Risk ReductionArteriosclerosis, Thrombosis and Vascular Biology, April 4 2013 DOI:10.1161/ATVBAHA.112.300878

แก่นตะวัน

dailynews130227_001แก่นตะวันมีชื่อสามัญว่า Jerusalem artichoke,  sunroot, sunchoke, topinumber มีชื่อวิทยาศาสตร์ว่า  Helianthus tuberosus L. อยู่ในวงศ์  ASTERACEAE  เป็นไม้ล้มลุกอายุสั้น ทุกส่วนของลำต้นมีขนคล้ายหนาม สูง 1.5-2.0 เมตร มีเหง้าหรือหัวใต้ดิน เนื้อหัวสีนวลอมชมพู

มีใบเดี่ยวเรียงสลับ ใบหยักเป็นสามแฉกคล้ายใบบัวตอง ดอกเดี่ยวเกิดตามซอกใบ และปลายยอด เป็นดอกช่อกระจุก ช่อละ 3 ดอก  กลีบดอกชั้นนอกสีเหลือง รูปรี บาง ปลายหยักเว้า 10-12 กลีบ กลีบดอกวงในรูปหลอดเป็นกระจุกแน่น ขนาดดอกบานเต็มที่ 4.5-7  ผลแห้ง เมล็ดขนาดเล็ก รูปเรียวยาว สีน้ำตาลดำเมื่อแก่

นอกจากปลูกลงแปลงเป็นไม้ประดับสวยงามแล้วยังปลูกเพื่อเก็บหัวหรือเหง้ามาประกอบอาหารหรือขายเชิงพาณิชย์ ผลผลิตเหง้า 2.5-2.8 ตันต่อไร่ ใช้ระยะเวลาปลูก 4 เดือน เก็บเกี่ยวด้วยการขุด นิยมขยายพันธุ์ด้วยหัว โดยหั่นหัวออกเป็นสีเหลี่ยมขนาดลูกเต๋า 2-3 ซม. บ่มในขี้เถ้าแกลบซึ่งสีดำดูดความชื้นได้ดี รดน้ำให้ชุ่ม 1 สัปดาห์จะเกิดการแตกหน่อ แล้วนำไปฝังดินกลบบาง ๆ ระยะปลูก 50 ซม. ปลูกได้ทุกฤดู ต้นฤดูหรือปลายฤดูฝน

หัวแก่นตะวันสะสมอินนูลิน (Innulin) ซึ่งเป็นคาร์โบไฮเดรตที่ประกอบด้วยน้ำตาลฟรุทโตสที่ต่อกันเป็นโมเลกุลยาว ละลายน้ำดีมีความหวานกว่าน้ำตาลซูโครส 1.5 เท่า เก็บหัวไว้ในห้องเย็นยิ่งเพิ่มความหวาน หัวแก่นตะวันมีคุณสมบัติช่วยเจริญอาหารกระตุ้นการหลั่งของน้ำดี ขับปัสสาวะ สร้างภูมิคุ้มกันโรค ลดความเสี่ยงการเป็นโรคความดันโลหิตสูง ลดไขมันในเลือด และลดความเสี่ยงการเป็นโรคเบาหวาน และโรคหัวใจ ทำให้ไม่มีความรู้สึกหิว จึงกินอาหารได้น้อยลง ช่วยป้องกันโรคอ้วน

ผลผลิตหัวสด 1 ตัน ผลิตเอทานอลได้ 80-100 ลิตร เป็นเอทานอลบริสุทธิ์ 99.5% ผสมทำแก๊สโซฮอล์ได้.

ที่มา :  เดลินิวส์ 27 กุมภาพันธ์ 2556

“เห็ด”อาหารมหัศจรรย์

เมื่อเร็ว ๆ นี้กรมพัฒนาการแพทย์แผนไทยและการแพทย์ทางเลือก กระทรวงสาธารณสุข เชิญ ดร.อานนท์ เอื้อตระกูล ผู้เชี่ยวชาญเห็ดองค์การค้าโลก แห่งสห ประชาชาติ ปี พ.ศ. 2524-2548 มาบรรยายเรื่อง “เห็ดอาหารมหัศจรรย์” ให้ประชาชนและผู้สนใจรับฟัง โดยมีข้อมูลน่าสนใจที่ท่านผู้อ่านบางท่านอาจจะยังไม่เคยรู้มาก่อน ผู้เขียนจึงนำมาเสนอให้ได้รับทราบกัน

ดร.อานนท์ บอกว่า เห็ดมีเป็นแสนชนิด แต่เพาะได้ไม่ถึง 200 ชนิด ในแสนชนิดเป็นเห็ดพิษกินแล้วตายไม่ถึง 200 ชนิด นอกนั้นเป็นเห็ดกินได้ เช่น เห็ดนางฟ้า เห็ดนางรม เห็ดหูหนู กับเห็ดกินไม่ได้ กัดไม่เข้า แต่นำมาทำเป็นยาได้ เช่น เห็ดกระถินพิมาน เห็ดบางชนิดทำให้เกิดประสาทหลอน จัดเป็นยาเสพติดให้โทษ แต่ก็มีสรรพคุณทางยา เช่น เห็ดขี้ควาย

เห็ดมีโปรตีนสูง เกลือแร่สูง ไม่มีไขมัน คนไทยจำนวนมากไม่รู้ว่าเห็ดมีคุณค่ามหาศาลต่อร่างกาย เห็นเห็ดเป็นของธรรมดาเพราะมีมากจึงกินเห็ดเป็นผัก แต่ต่างประเทศนำเห็ดไปสกัดเป็นยาส่งขายไปทั่วโลก หลายประเทศเพาะเห็ดไม่ได้ เนื่องจากอากาศหนาว

เห็ดนางฟ้า เห็ดนางรม เป็นเห็ดราคาถูกที่สุด แต่คนไทยไม่เคยคิดว่าเป็นยา ประเทศไทยเพาะได้เป็นเข่ง ๆ ขายเป็นกิโล แต่เมืองนอกไม่มีแถมราคาแพง เห็ดนางฟ้า เห็ดนางรม มีสรรพคุณรักษาความดันโลหิตสูงได้ ถ้ารับประทานเป็นประจำ ไม่จำเป็นต้องกินยารักษาโรคนี้เลย เห็ดนางฟ้า เห็ดนางรมมี “สารโลวาสแตติน” ที่สามารถทนร้อนได้ ดังนั้นไม่ว่าจะปรุงอาหารด้วยการนำไปผัด ไปแกงได้ทั้งนั้น

เห็ดฟาง มีสารต้านอนุมูลอิสระสูง โปรตีนสูงที่สุด สังเกตได้ว่าอะไรก็ตามโตเร็ว บานเร็ว เน่าเร็ว เสียเร็ว แสดงว่ามีโปรตีนสูง เห็ดฟางมี “สารอิริตาดีนีนลดไขมันในเส้นเลือดให้อยู่ในภาวะปกติ และลดไตรกลีเซอไรด์ได้ด้วย เห็ดฟางเป็นเห็ดชนิดเดียวที่ประเทศไทยเพาะได้ แต่ทั่วโลกเพาะไม่ได้เพราะเป็นเมืองหนาว

เห็ดหูหนู โปรตีนต่ำที่สุด เห็นได้จากโตช้า เสียช้า แสดงว่ามีโปรตีนต่ำ แต่มี “กรดแอสคอบิก” และ “วิตามินซีสูงมีสรรพคุณช่วยต่อต้านไวรัสที่ก่อให้เกิดโรคไข้หวัดใหญ่ได้

หูหนูขาว เหมาะกับคนที่เป็นโรคเกี่ยวกับปอด แต่การเพาะเห็ดไม่ว่า เห็ดหูหนูหรือ หูหนูขาว ความรับผิดชอบของเกษตรกรบางส่วนยังไม่มี คือ เวลาเพาะเห็ดหูหนูจะมีไรไข่ปลาเกิดขึ้น เชื้อเห็ดก็เสีย บางคนอาจใช้ยาฆ่าแมลงฉีด ถ้าฉีดแล้วไม่ตายเห็ดก็เสีย ก็อาจใช้ฟูราดาน ซึ่งทั่วโลกไม่ใช้กัน เคล้ากับอาหารเห็ดหรือวัสดุเพาะเห็ด เห็ดก็มีการปนเปื้อนฟูราดาน ส่วนเห็ดหูหนูขาวก็ผ่านการฟอกสีจนขาว ล้วนแต่เป็นพิษทั้งนั้น

ถามว่าควรกินเห็ดชนิดใดบ้าง ก็ต้องตอบว่า เห็ดทุกชนิดกินได้หมด เพราะช่วยสร้างภูมิคุ้มกัน แต่ถ้าเป็นเห็ดที่ไม่รู้จักไม่ควรกินเพราะอาจเป็นอันตราย

ในกรณีที่เป็นโรคมะเร็ง เป็นโรคต่าง ๆ ค่อยมาพิจารณาว่าจะกินเห็ดชนิดใด ทั้งนี้เห็ดบางชนิดมีสรรพคุณยับยั้งเซลล์มะเร็งไม่ให้กระจาย เช่น เห็ดกระถินพิมาน มีสรรพคุณบำรุงเลือด เหมาะกับคนที่เป็นมะเร็งต่อมลูกหมาก มะเร็งตับ มะเร็งปอด ปัจจุบันประเทศไทยไม่มีแล้ว นอกจากนี้เห็ดกระถินพิมาน เห็นหลินจือ เห็ดหอม เห็ดแครง เห็ดขอนช้อน ก็มีสรรพคุณในการยับยั้งเซลล์มะเร็งเช่นกัน

ส่วนเห็ดที่มีสรรพคุณเสริมสมรรถภาพทางเพศ เช่น เห็ดถั่งเช่า เห็ดเยื่อไผ่ หรือเห็ดร่างแห เป็นอาหารบนโต๊ะจีนที่ทุกคนรู้จักกันดี

นอกจากสรรพคุณในการพิชิตโรค   ต่าง ๆ แล้วเห็ดยังมี “สารเบต้ากลูแคนช่วยกระตุ้นให้มีการสร้างคอลลาเจนใหม่ หรือถ้านำไปหมักอย่างถูกวิธีจนเกิดกรดแลคติกนำไปทาผิวหน้าให้ผ่องใสได้ด้วย

เห็ดจึงเป็นมากกว่าอาหาร เพราะมีสรรพคุณเป็นยา ระหว่างวันที่ 5-9 ก.ย. นี้ กรมพัฒนาการแพทย์แผนไทยและการแพทย์ทางเลือก กระทรวงสาธารณสุข จะจัดงาน “มหกรรมสมุนไพรแห่งชาติ ครั้งที่ 9” ภายใต้กรอบแนวคิด “นวดไทย มรดกไทย สู่มรดกโลก” ที่อิมแพ็ค เมืองทองธานี สำนักการแพทย์ทางเลือก เตรียมจัดกิจกรรมบรรยายเกี่ยวกับเห็ดหลายหัวข้อ อาทิ สวยด้วยเห็ด เห็ดพิชิตมะเร็ง เห็ดพิชิตอัลไซเมอร์ เรื่องเพศจากเห็ด โรคภูมิแพ้กับเห็ด โรคความดันกับเห็ด โรคเบาหวานกับเห็ด นอกจากนี้ยังมีการเปิดเผยเคล็ดลับในการเลี้ยงเห็ดถั่งเช่า เคล็ดลับในการเลี้ยงเห็ดเยื่อไผ่ด้วย.

นวพรรษ บุญชาญ

 

ที่มา: เดลินิวส์ 11 สิงหาคม 2555

หนุนใช้มะระขี้นก-กระเจี๊ยบแดง พิชิตเบาหวาน-ความดัน

กระทรวงสาธารณสุข สนับสนุนให้บริโภคยาสมุนไพร เช่น มะระขี้นก กระเจี๊ยบแดง เพื่อควบคุมป้องกันโรคเบาหวานและความดันโลหิตสูง ส่งเสริมประชาชนใช้สมุนไพรใกล้ตัวดูแลสุขภาพ โดยไม่ต้องพึ่งพายารักษาโรค…

นายวิทยา บุรณศิริ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข กล่าวถึง ทิศทางการดำเนินงานของกระทรวงสาธารณสุขในปีนี้ ว่า จะเน้นการพัฒนาศักยภาพของโรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบล หรือรพ.สต.ทั้ง 9,810 แห่งทั่วประเทศ ให้เป็นสถานพยาบาลใกล้บ้านใกล้ใจประชาชน เพิ่มความสะดวกแก่ประชาชน มีแพทย์ประจำครอบครัว ให้การรักษากรณีเจ็บป่วยทั่วๆ ไป มีระบบปรึกษาแพทย์ผ่านทางระบบคอมพิวเตอร์ได้ด้วย รวมทั้งดูแลผู้ป่วยโรคเรื้อรังอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะโรคเบาหวาน  และความดันโลหิตสูง ซึ่งขณะนี้คนไทยทั้งเขตเมืองและชนบทป่วยกันมากประมาณ 3 ล้านคน และพบผู้ที่มีอาการผิดปกติ เสี่ยงจะป่วยเพิ่มอีกประมาณ 6 ล้านคน ให้สามารถตรวจรักษาได้ใกล้บ้าน ไม่ต้องเดินทางไปโรงพยาบาลในตัวอำเภอหรือจังหวัด ขณะนี้ได้เร่งจัดบุคลากร เครื่องมือแพทย์จำเป็นให้

ขณะเดียวกัน จะให้ รพ.สต.เร่งป้องกันควบคุมโรคเบาหวาน และโรคความดันโลหิตสูงในชุมชนที่รับผิดชอบ ร่วมกับ อสม. โดยในปีนี้กระทรวงสาธารณสุข ได้เตรียมจัดหาเครื่องมืออุปกรณ์ในการตรวจคัดกรองหาผู้ป่วยเบาหวาน โรคความดันโลหิตสูง ให้ อสม.ที่ผ่านการอบรมเป็น อสม.เชี่ยวชาญในการควบคุมป้องกัน 2 โรคที่กล่าวมา มีชุดปฏิบัติการตรวจคัดกรองจำนวน 170,000 ชุด ให้ อสม. เฉลี่ยหมู่บ้านละ 2 ชุด เช่น เครื่องตรวจวัดความดันโลหิต แถบสีตรวจหาน้ำตาลในปัสสาวะเพื่อตรวจหาโรคเบาหวาน  เครื่องชั่งน้ำหนัก สายวัดรอบเอว  ซึ่งที่ผ่านมา อสม. มีเครื่องมือในการทำงานน้อยมาก

ประการสำคัญจะส่งเสริมให้เพิ่มยาสมุนไพร เช่น มะระขี้นก ซึ่งมีสรรพคุณช่วยลดน้ำตาลในเลือดได้ หรือกระเจี๊ยบแดง ซึ่งมีสรรพคุณในการลดไขมันในเลือด ลดความดันโลหิตได้ หรือสมุนไพรตัวอื่นๆ ที่ให้ผลในการป้องกันโรคด้วย เพื่อส่งเสริมให้ประชาชนได้ใช้สมุนไพรใกล้ตัวมาดูแลสุขภาพ โดยได้มอบหมายให้กรมสนับสนุนบริการสุขภาพ ประชุมพิจารณาคัดเลือกกำหนดรายละเอียดเครื่องมือและยาสมุนไพร ในวันที่ 3 เมษายน 2555 เมื่อ อสม.มีเครื่องมือในการทำงาน มั่นใจว่าจะสามารถสนองนโยบายในการลดโรค ป้องกันโรคของกระทรวงสาธารณสุขได้สำเร็จ.

 

ที่มา: ไทยรัฐ 2 เมษายน 2555

คำแนะนำในการลดน้ำหนักและไขมันในเลือด โดย รศ. นพ. ปารยะ อาศนะเสน

คำแนะนำในการลดน้ำหนักและไขมันในเลือด

รศ. นพ. ปารยะ อาศนะเสน

ภาควิชาโสต นาสิก ลาริงซ์วิทยา
Faculty of Medicine Siriraj Hospital

คณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาล

 

1.     หลีกเลี่ยงการดื่มน้ำอัดลม  น้ำหวาน  โอเลี้ยง  ชาดำเย็น  เครื่องดื่มที่ใส่นมข้นหวาน  นมเปรี้ยว  นมปรุงแต่งรสต่างๆ  และเครื่องดื่มที่มีส่วนผสมของแอลกอฮอล์  เช่น  ไวน์  เบียร์  วิสกี้  เนื่องจากมีแคลอรีสูงมาก     ถ้าต้องการดื่มชาหรือกาแฟ  ไม่ควรใส่น้ำตาล  ครีมเทียม  หรือนมข้นหวาน  อาจใส่นมพร่องมันเนย หรือน้ำตาลเทียมแทน       ถ้าต้องการดื่มน้ำอัดลม  สามารถดื่มได้เฉพาะน้ำอัดลมที่ใส่น้ำตาลเทียม  เช่น  ไดเอทโค้ก  เป็ปซี่แม็กซ์ หรือดื่มโซดาจืด    ถ้าต้องการดื่มนม ควรเลือกนมพร่องมันเนย หรือนมที่มีไขมันต่ำ

2.     หลีกเลี่ยงอาหารที่ปรุงด้วยกระทะ  เช่น  อาหารผัด  อาหารทอดทุกชนิด   ถ้าจำเป็นควรเลือกใช้น้ำมันพืช     ควรรับประทานอาหารที่ปรุงด้วยการต้ม, นึ่ง, ปิ้ง, ย่าง, เผา, อบ  เช่น  แกงจืด  แกงส้ม กับข้าว       หลีกเลี่ยงแกงมันๆ  เช่น  แกงกะทิ  ไม่ควรรับประทานอาหารประเภทแป้ง  เช่น  ข้าวสวย  ขนมปัง  หรือก๋วยเตี๋ยวในปริมาณที่มากเกินไป

3.     ควรรับประทานผัก  ผลไม้  และน้ำเปล่า  เป็นปริมาณมากขึ้นในแต่ละมื้อ  เช่น ส้ม  กล้วย  แอปเปิ้ล  แตงโม  ฝรั่ง     ไม่ควรรับประทานผลไม้ที่มีรสหวานจัด  เช่น  ทุเรียน  ลำไย  ขนุน หรือผลไม้เชื่อม หรือผลไม้แห้งทุกชนิด

4.     งดรับประทานขนมกินเล่น  ขนมหวาน  หรืออาหารที่มีกะทิหรือน้ำตาลมาก  เช่น  ทองหยิบ  ทองหยอด  ฝอยทอง  ขนมปังหวาน  เค้ก  สังขยา  ลูกกวาด  ช็อกโกแล็ต  คุกกี้  ไอศกรีม  แกงบวด  รวมทั้งของจุบจิบระหว่างมื้อ

5.     หลีกเลี่ยงการรับประทานอาหารที่มีโคเลสเตอรอลสูง  หรือมีไขมันอิ่มตัวสูง  เนื่องจากมีแคลอรี่สูง  เช่น  เนื้อมะพร้าว  อาหารที่ประกอบจากกะทิ   ไขมันสัตว์  เครื่องในและสมองสัตว์  ไข่แดง         ไข่ปลาต่างๆ   เนื้อสัตว์ที่มีมันปน อาหารที่มีส่วนประกอบของเนยสัตว์  หมูสามชั้น  หมูบด  ขาหมู  หนังสัตว์ เช่น หนังหมู, เป็ด, ไก่    ไส้กรอก   กุนเชียง    อาหารทะเลบางชนิด  เช่น  กุ้ง  ปู  หอย  ปลาหมึก    ควรรับประทานปลา หรือเนื้อหมู, ไก่ หรือวัวที่ไม่ติดมัน

6.     ไม่ควรรับประทานอาหารหรือขนม  ของหวาน  ขณะดูโทรทัศน์  ขณะอ่านหนังสือ หรือทำงานอื่น          ควรรับประทานช้าๆ  เคี้ยวนานๆ  และควรดื่มน้ำเปล่าเป็นระยะๆ   ควรลดปริมาณอาหารที่ทานในมื้อเย็น

7.     ควรออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอ  เป็นระยะเวลาติดต่อกัน วันละ 20-30 นาที อย่างน้อยสัปดาห์ละ 3 – 4 ครั้ง  โดยเป็นการออกกำลังกายที่ทำให้หัวใจเต้นเร็วขึ้น   หายใจเร็วขึ้น  (Aerobic exercise) เช่น วิ่ง  เดินเร็ว  ขึ้นลงบันได ว่ายน้ำ  ขี่จักรยาน  เตะฟุตบอล  เล่นเทนนิส หรือแบดมินตัน          พึงระลึกเสมอว่า  การที่น้ำหนักจะลดลงได้  พลังงานที่ใช้ต้องมากกว่าพลังงานที่ได้รับ   ถ้าไม่สามารถออกกำลังกายได้ หรือ ออกกำลังกายได้น้อย   ต้องลดพลังงานที่ได้รับลง คือ ควบคุมปริมาณอาหาร   ถ้าไม่สามารถควบคุมอาหารได้   ต้องเพิ่มการใช้พลังงาน คือ ออกกำลังกายให้มากขึ้น

ข้อมูลจาก: คณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาล มหาวิทยาลับมหิดล

http://www.si.mahidol.ac.th/sidoctor/e-pl/articledetail.asp?id=643