‘เอสแอลอี’ ‘ลูปัส ’ โรคแพ้ภูมิตนเอง

dailynews130608_002โรคเอสแอลอี ย่อมาจากศัพท์ภาษาอังกฤษว่า Systemic Lupus Erythematosus หรือเรียกสั้น ๆ ว่า ลูปัส (Lupus) ส่วนชื่อภาษาไทยนั้น หมอมักจะบอกผู้ป่วยให้เข้าใจง่าย ๆ ว่า “โรคแพ้ภูมิตนเอง” เนื่องจากกลไกการเกิดโรคเกิดจากภูมิคุ้มกันของร่างกายเรามาทำลายตัวเราเอง

โรคเอสแอลอี เป็นโรคเรื้อรังแต่รักษาได้ เป็นโรคที่มีอาการหลากหลาย สามารถเกิดความผิดปกติได้ทุกระบบ ทุกอวัยวะในร่างกายตั้งแต่ศีรษะจดปลายเท้า อีกทั้งยังมีความหลากหลายของความรุนแรงของโรคผู้ป่วยแต่ละราย อาจมีความรุนแรงของโรคแตกต่างกันมาก แม้กระทั่งในผู้ป่วยรายเดียวกันก็มีความหลากหลายของอาการและความรุนแรง ส่วนการดำเนินโรคมีระยะโรคกำเริบและมีระยะโรคสงบ การกำเริบของโรคแต่ละครั้งอาจมีอาการและความรุนแรงแตกต่างกัน เป้าหมายของการรักษาโรคเอสแอลอีคือ ทำให้ผู้ป่วยอยู่ในภาวะโรคสงบให้นานที่สุดโดยที่ใช้ยาน้อยที่สุด

โรคเอสแอลอี หรือโรคแพ้ภูมิตนเอง เกิดจากระบบภูมิคุ้มกันทำงานมากเกินไป ส่งผลให้มีการกระตุ้นระบบภูมิคุ้มกันให้ทำลายร่างกายตัวเอง เปรียบเสมือนทหารทำการก่อกบฏ ส่วนโรคภูมิแพ้นั้นเกิดจากมีการกระตุ้นระบบภูมิคุ้มกันให้ทำลายสิ่งแปลกปลอมที่ไม่เป็นอันตราย เปรียบเสมือนทหารทำงานเกินหน้าที่แทนที่จะต่อต้านศัตรูเท่านั้นยังไปทำลายเพื่อนบ้านที่ดี เช่น การกระตุ้นระบบภูมิคุ้มกันต่ออาหารจำพวกไข่ นม อาหารทะเล ทำให้เกิดอาการแพ้อาหาร หรือการกระตุ้นระบบภูมิคุ้มกันต่ออากาศ จำพวกไรฝุ่น แมลงสาบ เกสรต่าง ๆ ทำให้เกิดอาการแพ้อากาศ เป็นต้น ทั้งสองโรคเหมือนกันคือต่างก็เป็นโรคที่เกิดจากระบบภูมิคุ้มกันทำงานมากเกินไปต่างกันคือ โรคภูมิแพ้ระบบภูมิคุ้มกันทำงานมากเกินต่อสิ่งแปลกปลอมที่ไม่อันตราย ทำให้เราเกิดอาการแพ้สารเหล่านั้น ส่วนโรคแพ้ภูมิระบบภูมิคุ้มกันทำงานเกินต่อร่างกายตนเอง จึงมีอาการอักเสบของอวัยวะต่าง ๆ ภายในตัว

หลาย ๆ คนอาจสงสัยว่าโรคแพ้ภูมิหมายถึงโรคเอสแอลอีเพียงโรคเดียวใช่หรือไม่ คำตอบคือ ไม่ใช่ เพราะมีโรคหลายชนิดที่กลไกการเกิดโรคเกิดจากการแพ้ภูมิตนเอง แต่เรามักไม่รู้ว่าโรคเหล่านั้นก็คือโรคแพ้ภูมิเหมือนกัน เนื่องจากมีหลายโรคที่เป็นโรคแพ้ภูมิจึงควรเรียกว่ากลุ่มโรคแพ้ภูมิจึงเหมาะสม ซึ่งสามารถแบ่งเป็น 2 กลุ่มย่อยได้แก่

1) โรคแพ้ภูมิที่มีอาการแสดงเฉพาะอวัยวะใดอวัยวะหนึ่งเท่านั้น เช่น ผิวหนัง ตับ ต่อมไทรอยด์ ระบบประสาท ยกตัวอย่างเช่น โรคเบาหวานชนิดที่ 1 เกิดจากมีการสร้างแอนติบอดี้ต่อเซลล์ที่สร้างอินซูลิน ทำให้ร่างกายเกิดการขาดอินซูลิน จึงเกิดโรคเบาหวานตามมา ซึ่งจะมีอาการเฉพาะอวัยวะนั้น ๆ เท่านั้น ไม่มีอาการผิดปกติของอวัยวะอื่น

2) โรคแพ้ภูมิที่มีอาการแสดงทั่วร่างกาย คือโรคแพ้ภูมิที่มีอาการแสดงในหลายอวัยวะในร่างกาย โรคเด่นก็คือโรคเอสแอลอีนั่นเอง นอกจากนี้ยังมีโรคข้ออักเสบรูมาตอยด์ โรคหนังแข็ง โรคเส้นเลือดอักเสบ เป็นต้น

นอกจากนี้ บางครั้งผู้อ่านอาจจะเคยได้ยินชื่อโรคอีกชื่อหนึ่งคือ กลุ่มโรคเนื้อเยื่อเกี่ยวพัน (Connective tissue disease) ซึ่งกลไกการเกิดโรคเกิดจากแพ้ภูมิตนเองและโรคในกลุ่มนี้ก็เป็นโรคเดียวกับโรคแพ้ภูมิตนเองที่มีอาการแสดงทั่วร่างกาย คราวถัดไปจะนำเสนอเรื่องราวเกี่ยวกลุ่มโรคเนื้อเยื่อเกี่ยวพัน.

พญ.พิณทิพย์ งามจรรยาภรณ์
ภาควิชาอายุรศาสตร์ คณะแพทยศาสตร์โรงพยาบาลรามาธิบดี มหาวิทยาลัยมหิดล

ที่มา : เดลินิวส์ 8 มิถุนายน 2556

.

Related Article :

.

โรคพุ่มพวง

โรคพุ่มพวง  

 
             โรคภูมิแพ้ตัวเอง หรือ ลูปัส (Lupus) หรือ SLE (Systemic Lupus Erythematosus) นั้นคนไทยรู้จักกันดีในชื่อ โรคพุ่มพวง ดวงจันทร์ เนื่องจากราชินีลูกทุ่งสาวป่วยด้วยโรคดังกล่าวก่อนที่จะเสียชีวิต
 
             น.อ.น.พ.เอนก ไสวเสวี ผอ.กองอายุรกรรมโรงพยาบาลภูมิพลอดุลยเดช กรมแพทย์ทหารอากาศ และที่ปรึกษาอนุกรรมการสาขาอายุรศาสตร์โรคข้อและรูมาติสซั่ม สมาคมรูมาติสซั่มแห่งประเทศไทย อธิบายถึงสาเหตุโรค SLE ว่า

             ตามปกติในร่างกายจะมีการสร้างระบบภูมิคุ้มกันในตนเอง ภายในเลือดของเราจะมีเม็ดเลือดขาว ซึ่งทำหน้าที่สร้างโปรตีนเพื่อกำจัดเชื้อโรค สารเคมี แปลกปลอมที่เข้ามาในร่างกาย เรียกขบวนการดังกล่าว ว่า “ภูมิคุ้มกัน”

             เมื่อมีสิ่งแปลกปลอมเข้าสู่ร่างกาย เช่น เชื้อโรค เม็ดเลือดขาวจะทำหน้าที่สร้างโปรตีนและเข้าจับเชื้อโรคแล้วทำลาย

             แต่การเจ็บป่วยด้วยโรค SLE เกิดจากกระบวนการสร้างภูมิคุ้มกันสร้างโปรตีนขึ้นมาเพื่อต่อต้านเนื้อเยื่อของตนเอง

             เมื่อกระบวนการทำลายนี้ เดินทางไปบริเวณใดของร่างกาย ก็จะทำลายหลอดเลือดในส่วนนั้นๆ ทำให้เกิดการเจ็บป่วย ติดเชื้อขึ้น เช่น ปอดติดเชื้อ ไขข้ออักเสบ ไตอักเสบ ปวดข้อ ผมร่วง เกิดผื่นแพ้รุนแรง เป็นต้น

             โรค SLE เป็นการผิดเพี้ยนของพันธุกรรม ไม่สามารถบอกสาเหตุว่าเกิดขึ้นได้จากอะไร แต่เมื่อได้รับสิ่งกระตุ้นก็จะเกิดอาการขึ้น

             กลุ่มเสี่ยงที่จะเกิดโรคนี้ คือ ผู้หญิงป่วยมากกว่าผู้ชาย แต่หากผู้ชายป่วยจะรุนแรงมาก

             ส่วนใหญ่เกิดขึ้นในวัยเจริญพันธุ์ ในอัตรา 10 ต่อ 1 เมื่อเทียบกับผู้ชาย

             มักพบโรคเกิดขึ้นในช่วงอายุ 16-30 ปี

             มีข้อสันนิษฐานที่ทำให้เชื่อได้ว่า สาเหตุของโรค SLE ส่วนหนึ่งเกิดจากฮอร์โมนทางเพศ เนื่องจากอัตราความเสี่ยงในการเกิดโรค ช่วงวัยเด็ก ผู้หญิงและชาย เท่ากัน และต่างกันเมื่อผู้หญิงเข้าสู่วัยเจริญพันธุ์ และกลับมามีความเสี่ยงเท่ากันอีกครั้ง เมื่อผู้หญิงเริ่มหมดประจำเดือน

             ตัวกระตุ้นที่ทำให้เกิดโรคในผู้ที่มีสารพันธุกรรมผิดปกติและมีโรคฝังอยู่ เช่น ยา สารเคมี เชื้อไวรัส แบคทีเรีย โดยไม่มีใครสามารถคาดการณ์ได้ว่า อะไรจะเป็นสิ่งกระตุ้นได้บ้างเพราะแต่ละคนมีสิ่งกระตุ้นต่างกัน เช่น เคยพบว่าหญิงท้องบางรายป่วยด้วยโรค SLE เมื่อตั้งครรภ์ และหายเมื่อคลอดลูก ซึ่งไม่สามารถอธิบายได้ว่าเกิดจากอะไร

             น.อ.น.พ.เอนก ระบุว่า แม้โรค SLE ไม่สามารถรักษาให้หายได้ แต่สามารถควบคุมอาการให้อยู่ในภาวะโรคสงบได้

             โดยผู้ป่วยโรคนี้ต้องปฏิบัติตามคำแนะนำของแพทย์ ต้องหลีกเลี่ยงแสงแดด โดยเฉพาะช่วงเวลา 11.00-16.00 น. รักษาสุขภาพให้แข็งแรงอยู่เสมอ หลีกเลี่ยงปัจจัยเสี่ยง เช่น บุหรี่ เหล้า และพักผ่อนให้เพียงพอ

             นอกจากนี้ ผู้ป่วยโรค SLE จะต้องรับประทานยากดภูมิคุ้มกันตลอด โดยอยู่ในการดูแลของแพทย์ เพราะระยะของโรคแต่ละช่วงจะมีปริมาณการใช้ยาต่างกัน

             หากอยู่ในระยะกำเริบ อาจจะต้องรับประทานยา 10-20 เม็ด แต่หากสามารถควบคุมอาการให้เป็นปกติได้ ก็จะรับประทานยาเพียงครึ่งเม็ดก็มี

             แม้ในอดีตจะเป็นโรคที่เคยอันตราย แต่ปัจจุบันวิวัฒนาการทางการแพทย์ก้าวหน้าไปอย่างมาก ทำให้ผู้ป่วยโรค SLE สามารถมีคุณภาพชีวิตที่ดีได้เฉกเช่นคนทั่วไป

 
 
 
ข้อมูลจาก : ข่าวสด วันอังคาร ที่ 30 สิงหาคม 255