กินอาหารต้านสุขภาพทรุดช่วงปีใหม่

dailynews121230_002ช่วงนี้หลายคนกำลังมีความสุขกับการท่องเที่ยว ดื่ม กิน อย่างเมามัน ฉลองส่งท้ายปีเก่าต้อนรับปีใหม่ จนละเลยใส่ใจดูแลตัวเอง ส่งผลให้สุขภาพทรุดโทรม ด้วยเหตุนี้ นพ.กฤษดา ศิรามพุช ผอ.ศูนย์เวชศาสตร์อายุรวัฒน์นานาชาติ จึงมีคำแนะนำดี ๆ มาฝากผู้อ่านทุกท่าน

น้ำหนักขึ้น เป็นผลมาจากการกินเลี้ยง กินกระจาย กินมหากาพย์ต่อเนื่องกันยาวตั้งแต่ก่อนปีใหม่ แก้ได้ด้วยการรับประทานมะเขือเทศ มะละกอ ข้าวโพดต้ม หรือข้าวโพดย่าง ถั่วต้ม ถั่วลิสงคั่ว ผักคะน้า เห็ด หรือจะเอามารวมเป็นผักในน้ำสลัดโดยใช้โยเกิร์ตแทนน้ำสลัดก็ได้ ถ้าเมนูง่าย ๆ คือ ส้มตำไก่ย่างแต่ควรงดข้าวเหนียว ส่วนของหวานอาจตบท้ายด้วยกระยาสารท กล้วยไข่ ข้าวเม่าคลุก มันม่วง มันมือเสือ กลอย แห้ว ฟักทองนึ่ง เพราะเมนูเหล่านี้มีทั้งเส้นใยและแร่ธาตุสำคัญอย่าง “เพคติน”และ “โครเมียม” ที่ช่วยในการเผาผลาญ

เมาค้าง ผลพวงจากการดื่มหนักติดต่อกัน ควรรับประทาน น้ำส้ม น้ำมะนาว เสาวรส สับปะรด ฝรั่งหรือน้ำกระเจี๊ยบแบบไทยๆเข้าไปให้มาก เพราะกรดเปรี้ยวมีส่วนช่วยได้ ในขณะดื่มกินควรหาเมนูไข่กับไก่รับประทานช่วยป้องกันพิษแอลกอฮอล์ได้ระดับหนึ่ง ถ้าอยากล้างพิษตับด้วยขอให้รับประทาน “ขมิ้นชัน” หรือชงชา “รางจืด” ดื่ม

นอนดึก งานเลี้ยงสังสรรค์เป็นเหตุให้นอนดึก เสียสุขภาพ ป่วยง่าย แนะนำให้รับประทาน “อาหารชาร์จแบต” ให้สมอง โดยเฉพาะเมนูที่ทำจากปลาสดทั้งปลาน้ำจืด ปลาทะเล หรือน้ำมันปลาที่มี “โอเมก้าสาม” และ “โคลีน” ที่ไปช่วยสร้างสารสื่อประสาท นอกจากนั้นก็มี ไข่แดง ข้าวกล้องงอก ข้าวโพด จมูกข้าว นมถั่วเหลือง น้ำเต้าหู้ ที่มีทั้ง “เลซิทิน” “กาบ้า” และ “วิตามินอี” ช่วยเพิ่มพลังสมองให้ความคิดไหลลื่นดี

เจ็บคอ เป็นหวัด อาจเกิดได้เพราะพักผ่อนน้อย รับประทานอาหารบำรุงคอและเสริมภูมิอย่าง “ซุปไก่เก๋ากี้” เน้นที่เก๋ากี้ให้มากเพราะช่วยเสริมภูมิได้ นอกจากนี้ให้ใส่ “โป๊ยกั้ก” ที่ช่วยป้องกันเชื้อหวัดลงไปด้วย และควรหา น้ำมะเขือเทศ ฝรั่งสด หรือไอศกรีมเชอร์เบ็ตเสาวรส มาทานได้ทั้ง “วิตามินซี” และ “ไบโอฟลาโวนอยด์” ส่วนเมนูอาหารคาวให้รับประทาน แกงป่า ต้มยำกุ้ง ต้มข่าไก่ ใส่หัวหอมกับตะไคร้ให้มาก ถ้าเจ็บคอมากและต้องรีบใช้เสียงขอให้หา “วิตามินซี” กับ “สังกะสี” แบบเม็ดมารับประทานก่อน

ท้องเสีย ปวดท้อง อาหารไม่ย่อย แทนที่จะกินแต่ยาขับลมลดกรด ลองหาขิง สะระแหน่ กะหล่ำปลี มารับประทาน จะเป็นเมนูปลานึ่งซีอิ๊วโรยขิง หรือ หมูผัดขิงก็ได้ เพราะขิงจะช่วยแก้คลื่นไส้และกรดไหลย้อนได้ดี ถ้าท้องเสียด้วยให้รับประทานขนมปังปิ้งเกรียมนิดกับกล้วยน้ำว้าห่ามสักลูกแล้วกลั้วคอด้วยน้ำชาชงแก่นิดหนึ่งจะช่วยได้เพราะมี “สารแทนนิน” ช่วยฆ่าเชื้อ ส่วนสะระแหน่ช่วยทั้งเรื่องฆ่าเชื้อในลำไส้ช่วยย่อยและขับลม รับประทานในแบบลาบใส่สะระแหน่หรือน้ำเสาวรสปั่นโรยสะระแหน่ให้ชื่นใจ สำหรับกะหล่ำปลีให้เอามาทำสุกก่อนรับประทานเพื่อกันท้องอืด เช่น กะหล่ำปลีผัดน้ำปลา กะหล่ำปลียัดไส้หรือซุปกะหล่ำปลีแบบฝรั่งก็ช่วยเรื่องแผลในกระเพาะได้

นอนไม่หลับ บางท่านนอนไม่หลับ ตาค้าง ทำให้มีปัญหากับการขับรถในวันรุ่งขึ้นหรือบางท่านต้องไปทำงานก่อนเพราะออฟฟิศหลายที่เปิดก่อนก็ส่งผลต่อการทำงาน ทำให้ไม่สดชื่นเท่าที่ควร ขอให้รับประทาน ไข่เป็ดต้ม สะเดาน้ำปลาหวาน แกงขี้เหล็ก ขี้เหล็กปลาย่าง ข้าวโพดต้ม น้ำนมข้าวโพด น้ำเชอรี่ หรือ กล้วยปั่นใส่น้ำผึ้ง เพราะมีสารช่วยนอนหลับอยู่ ทั้งในกลุ่มที่จะไปสร้างเป็น “เมลาโทนิน” และ “ซีโรโทนิน” ซึ่งเป็นเคมีที่ช่วยให้หลับสบายคลายเครียดในสมอง หรือจะลองหาชา “คาโมไมล์” มาดื่มดูก็ช่วยให้หลับได้เหมือนกัน

ล้างพิษและป้องกันเครียดก่อนเปิดทำงาน เมื่อหมดช่วงปีใหม่ต้องเข้าสู่สภาวะการทำงานปกติในวันนี้หรือวันพรุ่งนี้แล้วให้หา “อาหารสุข” รับประทานดักไว้ก่อน เป็นอาหารที่ช่วยเพิ่มพลังชีวิตให้รู้สึกฟิตและแข็งแรงขึ้น โดยเน้นอาหารที่มี วิตามินบี 1, 6, 12 กับอาหารที่มีสารต้านอนุมูลอิสระรับความเครียดอย่าง “โอพีซี” ส่วนการล้างพิษต้องมี “ซัลโฟราเฟน” กับ “ไลโคปีน” ช่วยด้วย นอกจากนั้นยังต้องมีสารช่วยเสริมภูมิอย่าง “เบต้ากลูแคน” ที่มีมากในข้าวโอ๊ต โดยอาจจัดเป็นเมนูดังนี้ ต้มยำปลาทูคู่กับข้าวหอมนิลร้อน ๆ ผัดคะน้าหรือบรอกโคลีกับกุ้งสดกินกับข้าวผัดซอสมะเขือเทศ แซนด์วิชขนมปังโฮลวีตใส่ทูน่าไข่ต้มกับโยเกิร์ตแบบไม่หวานจัด หรือจะเป็นข้าวต้มหรือโจ๊กสามกษัตริย์คือมีข้าวกล้องผสมข้าวโอ๊ตและลูกเดือยรับประทานกับถั่วลิสงคั่วใหม่ ๆ ก็ได้

ท้ายนี้แนะนำให้หลีกเลี่ยงอาหารหวานจัด มันจัด เค็มจัด รวมทั้งเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ทุกชนิด ควรรับประทานอาหารให้ครบ 5 หมู่ ออกกำลังกายเป็นประจำ รับรองว่าปีใหม่นี้สุขภาพดีไม่มีทรุดโทรม.

นวพรรษ บุญชาญ

ที่มา : เดลินิวส์ 30 ธันวาคม 2555

น้ำส้มสายชู “วีเนก้า” ( Vinegar) ล้างพิษ

             บางคนอาจจะสงสัยว่า วีเนก้า ( Vinegar) คืออะไร ตามพจนานุกรม คือน้ำส้มสายชูใช้เป็นเครื่องปรุงรสอาหาร อาทิ ก๋วยเตี๋ยว ข้าวขาหมู รวมทั้งเป็นส่วนผสมของน้ำจิ้มหลายชนิด เช่นน้ำจิ้มหมูสะเต๊ะ ผลิตได้จากธรรมชาติ และการสังเคราะห์ทางเคมี มีองค์ประกอบที่สำคัญ คือกรดน้ำส้ม (Acetic acid) มีสมบัติให้รสเปรี้ยว และสามารถใช้ถนอมอาหารโดยไม่มีพิษต่อร่างกาย

            สมัยก่อนกระบวนการผลิตน้ำส้มสายชูเกิดจากการหมักธัญพืช ผลไม้ น้ำตาลกับส่าเหล้า (ยีสต์) แล้วหมักกับเชื้อน้ำส้มสายชูตามกรรมวิธีธรรมชาติ การหมักจะเปลี่ยนน้ำตาลที่มีอยู่ในอาหารเหล่านี้ให้เป็นเอธิลแอลกอฮอล์โดยอาศัยยีสต์ที่มีตามธรรมชาติ เพื่อให้น้ำส้มสายชูที่หมักมีกลิ่นหอมและรสชาติดี จากนั้นจะอาศัยแบคทีเรียตามธรรมชาติเพื่อเปลี่ยนเอธิลแอลกอฮอล์ให้เป็นกรดน้ำส้ม

ปัจจุบันน้ำส้มสายชูที่ได้รับความนิยมคือน้ำส้มสายชูหมักจะมีสีเหลืองอ่อนตามธรรมชาติ มีรสหวานของน้ำตาลที่ตกค้างมีกลิ่นของวัตถุดิบที่ใช้ในการหมัก ความแตกต่างในด้านกลิ่นรสและความเข้มข้นขึ้นอยู่กับชนิดของวัตถุดิบที่ใช้ในการหมัก ถือเป็นเสน่ห์เฉพาะตัว น้ำส้มสายชูหมักจะใส มีสีเหลืองอ่อน ไม่มีตะกอน ยกเว้นตะกอนที่เกิดขึ้นตามธรรมชาติ และมีปริมาณกรดน้ำส้มไม่น้อยกว่า 4% ซึ่งกระบวนการหมักบ่มรสชาติคล้ายคลึงกับไวน์ แต่ปราศจากเอธิลแอลกอฮอล์ ส่วนน้ำส้มสายชูกลั่นจะใสไม่มีสี มีกลิ่นรสที่เป็นเอกลักษณ์ ไม่สามารถนำมาดื่มได้

น้ำส้มสายชูหมักที่รู้จักกันดีคือ น้ำส้มสายชูที่หมักจากข้าว (Rice vinegar) มีต้นกำเนิดจากประเทศญี่ปุ่นใช้ผสมในข้าวปั้น ส่วนน้ำส้มสายชูหมักจากผลไม้ ตัวอย่างเช่น น้ำส้มสายชูหมักจากแอปเปิล (Apple cider vinegar) มาจากประเทศยุโรป นอกจากนี้ยังทำมาจากองุ่น มอลต์ บัลซามิก มะพร้าว ปาล์ม อ้อย องุ่นแห้ง อินทผลัม เบียร์ สมุนไพร

เจ้าวีเนก้า มีความน่าสนใจ ตรงไหนกัน ถึงทำให้กลุ่มคนรักสุขภาพยอมจ่ายเงินเพิ่มเพื่อซื้อหาน้ำส้มสายชูหมักชนิดต่างๆ ซึ่งมีทั้งที่ผลิตภายในประเทศและนำเข้ามาจากต่างประเทศ แม้กระทั่งห้างขนาดใหญ่ยอมเจียดพื้นที่ขายให้อย่างเป็นเรื่องเป็นราวกันทีเดียว เราลองมาดูข้อมูลที่ระบุถึงเหตุผลที่ควรรับประทานวีเนก้า กันดีกว่า

นพ.วัลลภ พรเรืองวงศ์ ได้นำเสนอ บทความเรื่อง ‘Health benefitsof vinegar’ ในเว็บไซต์ ‘howstuffworks’  ที่กล่าวถึง ประโยชน์ต่อสุขภาพของน้ำส้มสายชู ไว้ว่า

– ช่วยเพิ่มการดูดซึมแคลเซียม

น้ำส้มสายชูมีกรดน้ำส้ม ซึ่งออกฤทธิ์ได้คล้ายกับกรดอินทรีย์ที่เป็นกรดอ่อนชนิดอื่น เช่น วิตามิน C หรือกรดแอสคอร์บิคคือ ช่วยเพิ่มการดูดซึมสารอาหาร เช่น แคลเซียม ธาตุเหล็ก ฯลฯ

– ช่วยควบคุมระดับน้ำตาลในเลือด

น้ำส้มสายชูช่วยลดระดับน้ำตาลกลูโคสในเลือดได้ ในคนบางคน กลไกที่เป็นไปได้ คือ กรดในน้ำส้มสายชูไปทำให้เอนไซม์ที่เป็นน้ำย่อย คาร์โบไฮเดรต (อาหารกลุ่มข้าว-แป้ง-น้ำตาล) ทำงานได้น้อยลง ผลคือ ทำให้การย่อยอาหารช้าลง ระดับน้ำตาลในเลือดเพิ่มขึ้นช้าลงหรือลดลงช้าลง ทำให้อิ่มนานขึ้น กลไกนี้อาจช่วยให้คนลดความอ้วนได้พวกนี้ด้วย ทำให้มีความเป็นไปได้ที่จะใช้น้ำส้มสายชูในการป้องกันเบาหวาน หรือกินก่อนอาหารมื้อใหญ่ในคนทั่วไป

– ใช้แทนไขมันที่ไม่ดีกับสุขภาพและเกลือโซเดียม

การใช้น้ำส้มสายชูปรุงรสอาหารช่วยลดการใช้เกลือโซเดียม เช่น ซอส น้ำปลา ฯลฯ และช่วยลดการใช้ไขมัน เช่น ทำสลัดน้ำใสสูตรน้ำส้มสายชูแทนสลัดน้ำข้น

นอกจากนั้น ยังช่วยกำจัดกรดแลคติค ที่เกิดหลังการทำงานหนัก ซึ่งเป็นสารที่ทำให้ร่างกายอ่อนเพลีย กล้ามเมื่อยล้า เนื้อเคลื่อนไหวช้าเกิดอารมณ์ผันผวน ฉุนเฉียวง่าย ภาวะเช่นนี้ทำให้เสี่ยงต่อการเกิดโรค

การดื่มน้ำส้มสายชูหมักจะทำให้ภาวะเลือดเป็นกรดที่เกิดจากคาร์บอนไดออกไซด์ลดลง ซึ่งจะทำให้ตับทำงานน้อยลง น้ำส้มสายชูหมักจึงเปรียบเป็นโอสถทิพย์จากธรรมชาติขนานแท้ที่ช่วยบำบัดร่างกายให้กลับมาอยู่ในภาวะสมดุล

จึงไม่น่าแปลกเมื่อ 2,000 ปีก่อน วีเนก้าถูกนำไปใช้เป็นยารักษาโรคหลากหลายรูปแบบ ยกตัวอย่างในอิตาลี เวลาที่มีคนเป็นลมใช้วีเนก้ามาสูดดมเพราะมีกลิ่นฉุน ต่อมาจึงถูกนำไปใช้ปรุงอาหารในเมนูต่างๆ ของอาหารยุโรปแทบทุกจานก็ว่าได้

ข้อมูลจาก : กรุงเทพธุรกิจ วันจันทร์ ที่ 22 สิงหาคม 2554