แนวทางดูแลสุขภาพ…ให้ลมหายใจ ไร้มะเร็งปอด

dailynew140525_02ทุก ๆ วันที่ 31 พฤษภาคมของทุกปีถือเป็นวันงดสูบบุหรี่โลก หน่วยงานต่าง ๆ ได้มีการรณรงค์ให้ลด ละ เลิกการสูบบุหรี่ เพราะเป็นที่ทราบกันดีว่าการสูบบุหรี่ เป็นสาเหตุอันดับหนึ่งของการเกิดโรคมะเร็งปอด อีกทั้งการสูบบุหรี่ยังไม่ใช่เพียงแค่ก่อโรคร้ายให้ตัวเองเพียงคนเดียว แต่ยังส่งผลกระทบต่อบุคคลรอบข้างและคนที่เรารักด้วย

มะเร็งปอด เป็นมะเร็งที่พบมากเป็นอันดับ 2 รองจากมะเร็งตับ และยังมีแนวโน้มเพิ่มมากขึ้นทุกปี โดยพบในเพศชายมากกว่าเพศหญิง แต่ผู้ป่วยเพศหญิงก็พบสูงขึ้นด้วยเช่นกัน ผู้ป่วยโรคมะเร็งปอดส่วนใหญ่ มักจะมีประวัติการสูบบุหรี่ โดยทั่วไปพบว่า ผู้ที่สูบบุหรี่จัด 1 ซองขึ้นไปต่อวัน หรือผู้ที่สูดเอาควันบุหรี่เข้าไปจะมีอายุสั้นกว่าคนปกติทั่วไป 7-10 ปี และผู้ที่สูบบุหรี่ติดต่อกันยาวนานตั้งแต่ 10-20 ปี จะมีความเสี่ยงสูงต่อการเกิดโรคมะเร็งปอด รวมถึงการสูบบุหรี่ไฟฟ้าก็มีอันตรายต่อสุขภาพและก่อให้เกิดมะเร็งปอดได้เช่นกัน เนื่องจากคนส่วนใหญ่ทราบว่าในบุหรี่ไฟฟ้า มีปริมาณนิโคตินน้อยกว่าบุหรี่จริง ทำให้ผู้ที่สูบบุหรี่ไฟฟ้ามีความถี่ในการสูบบุหรี่ไฟฟ้าสูงขึ้น จึงไม่แตกต่างจากการสูบบุหรี่จริง

สาเหตุสำคัญของการเกิดมะเร็งปอด นอกจากการสูบบุหรี่แล้ว ยังมีปัจจัยอื่น ๆ ที่เป็นสาเหตุสำคัญของการเกิดมะเร็งปอดได้เช่นกันและมีแนวโน้มเพิ่มสูงขึ้น เช่น บุหรี่มือสอง (ได้รับควันบุหรี่จากคนรอบตัว) มลพิษทางอากาศ โดยเฉพาะในเมืองใหญ่ผู้คนหนาแน่น หรือ เขตอุตสาหกรรม รวมทั้งสารบางชนิด เช่น แร่ใยหิน สารหนู โครเมียม นิกเกิ้ล นํ้ามันดิน สารไฮโดร คาร์บอน ฯลฯ นอกจากนี้ยังมี ควันไฟจากการเผาขยะการเผาป่าหรือกิจการทางการเกษตร ควันจากธูป ควันที่เกิดจากการประกอบอาหาร และยาลูกกลอน หรือในสมุนไพรจีนบางชนิดที่มีสารหนูปนเปื้อนควรหลีกเลี่ยง

อันตรายของมะเร็งปอด ก็เหมือนมะเร็งชนิดอื่น คือระยะแรก ๆ มักจะไม่มีอาการ จนกว่าโรคจะลุกลามไปมากแล้ว การตรวจพบในระยะเริ่มแรกเป็นไปได้ยาก การตรวจเอกซเรย์ปอด และการตรวจร่างกายประจำปีทั่วไปก็ไม่อาจตรวจพบมะเร็งปอด จะสามารถตรวจพบด้วยเครื่องเอกซเรย์คอมพิวเตอร์ ผู้ป่วยที่มาพบแพทย์ส่วนใหญ่จึงมีอาการที่โรคลุกลามแล้ว สัญญาณอันตรายของโรคมะเร็งปอดคือ ไอเป็นเวลานาน อาการไม่ทุเลาเหมือนการไอปกติ แต่กลับเป็นมากขึ้นเรื่อย ๆ หายใจเหนื่อยหอบ หายใจสั้น เสียงแหบ อ่อนเพลีย เหนื่อยง่าย ไอ หรือ มีเสมหะปนเลือด เจ็บหน้าอก หัวไหล่ หลัง และแขนเป็นประจำ (อาจเป็นเพราะก้อนเนื้อเบียดกดอยู่) เบื่ออาหาร นํ้าหนักลด มีอาการบวมบริเวณใบหน้า ลำคอ หรือ แขน รวมถึงเป็นโรคปอดบวม หรือหลอดลมอักเสบบ่อย ซึ่งหากผู้ป่วยรอสังเกตอาการผิดปกติดังที่กล่าวมา หรือมาพบแพทย์   เมื่อแสดงอาการแล้ว มักจะตรวจพบว่าเป็นมะเร็งลุกลามมาก หรืออยู่ในระยะสุดท้ายแล้ว

ดังนั้น ผู้ที่สูบบุหรี่จัด หรือผู้ที่สูดควันบุหรี่เป็นประจำ และผู้ที่มีปัจจัยเสี่ยงต่าง ๆ รวมถึงผู้ที่มีสมาชิกในครอบครัวเป็นมะเร็ง ควรได้รับการตรวจคัดกรองมะเร็งปอดสม่ำเสมอ ซึ่งในปัจจุบันผู้ป่วยมะเร็งปอดมีหนทางในการดูแลรักษา และส่งผลให้มีชีวิตที่ยืนยาวหรือดำรงชีวิตได้ดีขึ้น เมื่อได้รับการวินิจฉัยระยะแรกและมีการรักษาที่ถูกต้อง โดยมากผู้ป่วยมะเร็งปอดในระยะที่ 2 และ 3 เมื่อได้รับการรักษาอย่างทันท่วงทีสามารถหายเป็นปกติได้ แต่หากไม่ได้รับการรักษาภายในเวลา 3-6 เดือนผู้ป่วยจะเสียชีวิต ซึ่งความก้าวหน้าในการตรวจวินิจฉัยโรคมะเร็งปอดสามารถทำได้โดย การเอกซเรย์ การเจาะเลือดตรวจหามะเร็งในเลือด ตรวจปัสสาวะเพื่อหาสารบ่งชี้ อัลตราซาวด์ ถอดรหัสดีเอ็นเอ เพื่อแยกสายพันธุ์มะเร็งปอดในระดับโมเลกุล ส่วนการรักษาสามารถทำได้โดยการผ่าตัด การฉายแสง การใช้เคมีบำบัด และการใช้ยายับยั้งยีนเพื่อการรักษาตามเป้าหมาย

การจะรักษาโรคมะเร็งให้หายขาดนั้น ไม่ว่าจะเป็นมะเร็งที่ส่วนใดก็ตาม หลักการง่าย ๆ คือ ต้องกำจัดมะเร็งตั้งแต่ระยะแรก ก่อนที่มะเร็งจะเติบโตและเกิดการแพร่กระจายไปยังอวัยวะสำคัญอื่น ๆ แต่ปัญหาส่วนใหญ่ที่พบคือ ผู้ป่วยบางส่วนไม่กล้ามาพบแพทย์ เนื่องจากหวาดกลัวต่อวิธีรักษาและผลข้างเคียงที่จะเกิดขึ้นจากการให้ยาเคมีบำบัด หรือมาพบแพทย์ก็ต่อเมื่ออาการอยู่ในระยะสุดท้ายแล้ว ซึ่งในปัจจุบันแนวทางการรักษาและยามะเร็งนั้นไม่ได้น่ากลัวอย่างที่เข้าใจ เนื่องจากได้มีการพัฒนาคิดค้นสูตรยาใหม่ ๆ ที่มีประสิทธิภาพสูง เกิดผลข้างเคียงกับผู้ป่วยน้อยลง และเอื้อให้ผู้ป่วยสามารถใช้ชีวิตได้อย่างปกติ แต่ทั้งนี้ความรักความเข้าใจจากครอบครัว และกำลังใจอันเข้มแข็งของผู้ป่วยเอง จะเป็นพลังสำคัญให้ผู้ป่วยเอาชนะโรคร้ายได้สำเร็จในที่สุด

แต่ทางที่ดีเราควรดูแลสุขภาพให้สมบูรณ์แข็งแรง และป้องกัน…ให้ลมหายใจ ไร้มะเร็งปอด ซึ่งมีแนวทาง ดังนี้

1.    การป้องกันขั้นปฐมภูมิ ซึ่งเป็นการป้องกันที่ดีที่สุด โดยการหลีกเลี่ยงสารก่อมะเร็ง มลพิษ และปัจจัยเสี่ยงต่าง ๆ ดังที่กล่าวมา โดยเฉพาะการสูบบุหรี่ ควรงดไม่ว่าจะเป็นบุหรี่จริง หรือบุหรี่ไฟฟ้า แต่อย่างไรก็ตาม การป้องกันขั้นปฐมภูมินี้ เป็นวิธีที่เป็นไปได้ยากมาก เพราะแค่ก้าวออกจากบ้านเราก็ได้รับสารก่อมะเร็งจาก ฝุ่นควัน และมลพิษต่าง ๆ แล้ว

2.    การป้องกันขั้นทุติยภูมิ หรือเมื่อร่างกายได้รับสารก่อมะเร็งแล้ว ควรออกกำลังกายเพิ่มภูมิคุ้มกัน เมื่อเราไม่สามารถหลีกเลี่ยงสารก่อมะเร็งต่าง ๆ ได้ ก็ต้องออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอ บริโภคอาหารที่ดีมีประโยชน์ต่อสุขภาพ มีสารต้านอนุมูลอิสระ เน้นผักและผลไม้ปลอดสารพิษ รวมไปถึงปลาทะเลต่าง ๆ

3.    การป้องกันขั้นตติยภูมิ ด้วยการตรวจสุขภาพอยู่สม่ำเสมอ โดยเฉพาะการตรวจคัดกรอง

ฉะนั้น มะเร็งปอดจะลดลงได้เมื่อมีปัจจัยเสี่ยงต่าง ๆ ลดลง แต่ด้วยเทคโนโลยี และมลพิษที่สูงขึ้น บวกกับภาวะโลกร้อน ทำให้การกระจายตัวของมลพิษมีมากขึ้นด้วย การป้องกันโรคมะเร็งปอดสามารถทำได้โดยการหลีกเลี่ยงสารก่อมะเร็งต่าง ๆ และตรวจคัดกรองเป็นประจำทุกปี และหากตรวจพบว่าเป็นมะเร็งปอดแล้ว การรักษาจะช่วยลดความทรมานของผู้ป่วย ให้มีชีวิตอยู่ได้นาน และมีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้นได้

ข้อมูลจาก รองศาสตราจารย์ นายแพทย์นรินทร์ วรวุฒิ หน่วยมะเร็งวิทยา คณะแพทยศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย.

นายแพทย์สุรพงศ์ อำพันวงษ์

ที่มา: เดลินิวส์ 25 พฤษภาคม 2557

Advertisements

วันงดสูบบุหรี่โลก จะสูดหรือดูดก็เสี่ยงมะเร็งปอด

วันงดสูบบุหรี่โลก จะสูดหรือดูดก็เสี่ยงมะเร็งปอด
ศ.นพ.แจ่มศักดิ์ ไชยคุนา
ภาควิชาอายุรศาสตร์

วันงดสูบบุหรี่โลกปีนี้ สิ่งที่น่าเป็นห่วง คือ การไม่รู้ว่าตนเองเป็นมะเร็งปอด เพราะกว่าจะรู้ส่วนใหญ่มะเร็งได้ลุกลามแพร่กระจายไปแล้ว

เป็นที่ยอมรับกันในวงการแพทย์ ว่า “การสูบบุหรี่” มีความสัมพันธ์กับการเกิดโรคมะเร็งปอด ซึ่งผู้ที่สูบบุหรี่จะมีความเสี่ยงต่อการเกิดโรคมะเร็งปอดมากกว่าผู้ที่ไม่สูบถึง 20-30 เท่า ทั้งนี้ ขึ้นอยู่กับจำนวนและระยะเวลาที่สูบบุหรี่ เนื่องจากในบุหรี่มีสารพิษนิโคติน ทาร์ และสารก่อมะเร็งอื่นๆ แต่ที่น่าเป็นห่วง คือ ผู้ที่ไม่ได้สูบบุหรี่ แต่จำเป็นต้องสูดควันบุหรี่จากผู้ที่อยู่ใกล้ชิด หรือในบริเวณอับที่มีควันบุหรี่อยู่ ก็มีความเสี่ยงต่อการเกิดโรคมะเร็งปอดมากกว่าคนปกติถึง 1.2-1.5 เท่า

ปัจจุบัน การตรวจและการรักษาโรคมะเร็งปอดมีความก้าวหน้าอย่างมาก ดังเช่น

1.การวินิจฉัยในระยะแรกเริ่มด้วยการตรวจเอกซเรย์ปอดและเสมหะเพื่อหาเซลล์มะเร็งในผู้ที่มีความเสี่ยง แม้จะไม่สามารถลดอัตราการเสียชีวิตของผู้ป่วยได้ แต่หากพบโรคมะเร็งในระยะแรกเริ่มจะทำให้ได้ผลการรักษาที่ดีกว่า นอกจากนี้ ยังมีความพยายามใช้การเอกซเรย์ที่มีความละเอียดสูงร่วมกับการย้อมเสมหะ ด้วยวิธีพิเศษ ทำให้เห็นเซลล์ผิดปกติได้ง่ายขึ้น ซึ่งได้ผลเป็นที่น่าพอใจ แต่ยังมีราคาค่าตรวจที่สูง

2.การผ่าตัดด้วยการส่องกล้อง เป็นวิธีที่ได้ผลดีที่สุดในปัจจุบัน เหมาะสำหรับการรักษามะเร็งที่ยังไม่แพร่กระจายไปยังต่อมน้ำเหลือง ขั้วปอด หรือส่วนอื่นๆ ของร่างกาย ช่วยให้เนื้อปอดบริเวณโดยรอบไม่ถูกทำลาย บาดแผลเล็ก และผู้ป่วยฟื้นตัวเร็ว

3.ยาเคมีบำบัด มีการค้นพบยาชนิดใหม่ๆ ที่มีผลข้างเคียงน้อยลงและได้ผลต่อโรคมากขึ้น รวมถึงการคิดค้นยาเคมีบำบัดชนิดเม็ด ทำให้ผู้ป่วยได้รับความสะดวกมากขึ้น

4.การฉายรังสี ยังมีบทบาทสำคัญในการรักษาผู้ป่วยโรคมะเร็งปอด ปัจจุบันมีการพัฒนาเทคนิคการฉายรังสีที่ทำให้ก้อนมะเร็งได้รับรังสีในขนาดที่สูงขึ้น โดยที่อวัยวะรอบข้างไม่ได้รับผลกระทบจากรังสีชนิดนั้นๆ ส่งผลให้การรักษาได้ผลดีขึ้น เพราะผู้ป่วยไม่มีอาการข้างเคียง

5.การรักษาแบบประคับประคอง เป็นวิธีที่พยายามช่วยให้ผู้ป่วยสามารถใช้ชีวิตใกล้เคียงคนปกติที่สุด โดยอาศัยการควบคุมอาการต่างๆ ของโรค เช่น อาการเหนื่อย ไอ จนถึงขั้นไอเป็นเลือด ซึ่งทำได้โดยการดูแลสุขภาพพื้นฐานให้ดีที่สุด

ที่กล่าวมานี้ แม้วิทยาการทางการแพทย์จะช่วยรักษาโรคมะเร็งปอดได้ แต่ยังไม่ได้ผลเป็นที่น่าพอใจ ดังนั้น วิธีที่ดีที่สุด คือ การป้องกันไม่ให้เกิดโรคด้วยการหยุดสูบบุหรี่จะดีกว่า อย่างไรก็ตาม แม้ว่าบุคคลกลุ่มนี้จะสามารถหยุดสูบบุหรี่ได้ แต่อัตราการเกิดโรคมะเร็งปอดยังสูงอยู่ ซึ่งเป็นผลมาจากการสูบบุหรี่ในอดีต ซึ่งความเสี่ยงนี้จะลดลงเป็นปกติหลังหยุดสูบบุหรี่แล้ว 10 ปี ดังนั้น การรณรงค์ให้มีการตรวจร่างกายเป็นประจำ โดยเฉพาะผู้ที่มีความเสี่ยงและผู้ที่มีความผิดปกติทางการหายใจ เช่น มีอาการไอเรื้อรัง ไอจนเป็นเลือด จะทำให้แพทย์สามารถให้การวินิจฉัยว่าเป็นโรคมะเร็งปอดในระยะแรกเริ่มได้ ซึ่งจะทำให้ผลการรักษาดีขึ้น

ที่มา: ASTVผู้จัดการออนไลน์ 30 พฤษภาคม 2555

.

Related link:

มูลนิธิรณรงค์เพื่อการไม่สูบบุหรี่

 http://www.ashthailand.or.th/th/

คลิกข้อมูล อยากเลิกบุหรี่

อยากเลิกบุหรี่โทร. 1600

ศูนย์บริการเลิกบุหรี่ทางโทรศัพท์แห่งชาติ (Thailand National Quitline)
http://www.thailandquitline.or.th/

.

1600 สายด่วน!!! เลิกบุหรี่

เด็กๆ กำลังร่วมรณรงค์ “วันงดสูบบุหรี่โลก” พร้อมเชิญชวนให้เลิกบุหรี่ด้วยการใช้บริการโทร 1600 สายด่วนเลิกบุหรี่แห่งชาติ ซึ่งในแต่ละปีมีคนไทย 42,000 คน ที่ต้องเสียชีวิตสาเหตุมาจากการสูบบุหรี่ ซึ่งในจำนวนนี้มีคนกรุงเทพฯ สูบบุหรี่ 684,249 คน เฉลี่ยสูบบุหรี่ 10.21 มวนต่อคนต่อวัน คิดเป็นจำนวนบุหรี่ 6,986,386 มวน หรือ 348,977 ซองต่อวัน และมีคนไทยต้องเสียชีวิตชั่วโมงละ 4.7 คน หรือวันละ 115 คน

ขณะที่ภาครัฐ เสียค่าใช้จ่ายในการรักษาพยาบาลผู้สูบบุหรี่มากกว่า 50,000 ล้านบาท ถือเป็นการสูญเสียทั้งบุคลากรและทรัพย์สินที่มีมูลค่ามหาศาล จึงมีการรณรงค์และเชิญชวนให้ผู้สูบบุหรี่เลิกสูบบุหรี่ เพื่อสุขภาพของตนเองและคนรอบข้าง เพื่อคนที่รักและตัวคุณเองด้วย ผ่านการใช้บริการโทร 1600 สายด่วนเลิกบุหรี่แห่งชาติ

รศ.ดร.จินตนา ยูนิพันธุ์ ผู้อำนวยการศูนย์บริการเลิกบุหรี่ทางโทรศัพท์แห่งชาติ แถลงข่าวเชิญชวนให้เลิกบุหรี่ด้วยการใช้บริการโทร 1600 สายด่วนเลิกบุหรี่แห่งชาติ เปิดเผยว่า ตั้งแต่ปี 2545 – 2549 มีผู้สูบบุหรี่โทรเข้ามาใช้บริการเลิกบุหรี่ผ่านทางโทรศัพท์หมายเลข 1600 เพิ่มขึ้นจากร้อยละ 2 เป็นร้อยละ 18 ซึ่งอัตราการเติบโตดังกล่าวเป็นการตอกย้ำให้เห็นว่า การใช้บริการเลิกบุหรี่ผ่านการให้คำปรึกษาทางโทรศัพท์ หมายเลข 1600 ทำให้ผู้สูบบุหรี่สามารถเลิกบุหรี่ได้อย่างเห็นผล

โดยพบว่ากว่าร้อยละ  50 ของผู้สูบที่เข้ารับบริการสายด่วนเลิกบุหรี่ จะเลิกสูบบุหรี่ได้มากกว่าผู้ที่อ่านคู่มือเลิกบุหรี่ด้วยตนเอง ทำให้ 3 องค์กรหลักคือ กระทรวงสาธารณสุข สสส. และ สปสช. ทำข้อตกลงร่วมกันในการก่อตั้งสายด่วนเลิกบุหรี่แห่งชาติขึ้น โดยมอบให้มูลนิธิสร้างสุขไทยจัดทำโครงการศูนย์บริการเลิกบุหรี่ทางโทรศัพท์แห่งชาติขึ้นและมีภารกิจในการดำเนินการสายด่วนเลิกบุหรี่แห่งชาติดังกล่าว และทดลองเปิดบริการ ตั้งแต่วันที่ 5 มกราคมที่ผ่านมา

จากการวิเคราะห์ข้อมูลการใช้บริการของผู้เลิกบุหรี่ผ่านทาง 1600 สายเลิกบุหรี่ พบว่า ตั้งแต่เดือนมกราคม – เมษายน 2552 มีผู้ใช้บริการ 2,383 คน เป็นเพศชาย 1,942คน (ร้อยละ 81.5) เพศหญิง 439 คน (ร้อยละ 18.4) โดยพบว่าผู้ที่มาใช้บริการร้อยละ 77.8 เคยเลิกบุหรี่มาแล้ว โดยผู้สูบบุหรี่ที่มาขอรับบริการที่มีอายุมากที่สุดคือ 82 ปี และน้อยที่สุดคือ 9 ปี มีจำนวนบุหรี่ที่สูบเฉลี่ย 15.38 มวนต่อวัน โดยมากที่สุดสูบ 90 มวนต่อวัน และน้อยที่สุดสูบ 2 มวนต่อวัน

โดยผู้สูบบุหรี่ที่มาขอรับบริการ ให้เหตุผลในการเลิกบุหรี่ว่า เพื่อสุขภาพ ร้อยละ 45.9 เพื่อครอบครัว ร้อยละ 48.6  รู้สึกไม่ดี ร้อยละ 19.3 สิ้นเปลืองค่าใช้จ่าย ร้อยละ 35.1สังคมไม่ยอมรับ ร้อยละ 15.3 โดยจากการติดตามผลผู้ที่เข้ารับบริการ ติดตามได้จำนวน 267 คน ในจำนวนดังกล่าวพบว่าเลิกได้แล้ว 84 ราย คิดเป็นร้อยละ 31.46 กำลังเลิก 85 ราย คิดเป็นร้อยละ 31.84 เลิกไม่ได้ 38 ราย คิดเป็นร้อยละ 14.23 และติดต่อไม่ได้ 60 ราย คิดเป็นร้อยละ 22.47

ทั้งนี้ ศูนย์บริการเลิกบุหรี่ทางโทรศัพท์แห่งชาติ ตั้งเป้าที่จะมีผู้ใช้บริการไม่ต่ำกว่า 2,000 คนต่อเดือนและเตรียมเรื่องคู่สายโทรศัพท์ พร้อมคู่สายสำหรับอนาคตหากมีความต้องการสามารถขยายถึง 30 คู่สายจากปัจจุบันเปิดให้บริการ 10 คู่สาย พร้อมทั้งพัฒนาระบบเทคโนโลยีให้มีประสิทธิภาพสูง เพื่อเพิ่มศักยภาพในการบริการ ประมวลผล สร้างงานวิจัย และนำเสนอผลงานวิจัยเพื่อการพัฒนา “สายด่วนเลิกบุหรี่แห่งชาติ” ต่อไป

รศ.ดร.จินตนา ยูนิพันธุ์ กล่าวถึงกลยุทธ์ในการให้บริการของศูนย์บริการเลิกบุหรี่ทางโทรศัพท์แห่งชาติ หรือ 1600 สายเลิกบุหรี่ว่า ด้วยเป้าหมายที่ต้องการให้คำปรึกษา (เชิงรับ) เพื่อการเลิกบุหรี่ ขณะเดียวกันก็ให้คำปรึกษาและให้กำลังใจ (เชิงรุก) ด้วยการโทรศัพท์กลับเพื่อติดตามให้กำลังใจผู้ที่กำลังเลิกบุหรี่

การให้บริการจึงมีความหลากหลาย ทั้งการรับโทรศัพท์พร้อมให้คำปรึกษาโดยผู้ที่มีความรู้ นอกจากนี้ ยังมีการฝากหมายเลขไว้ในเครื่องบันทึก และให้คำปรึกษาผู้สูบบุหรี่ ที่ได้รับการส่งต่อจากเครือข่ายวิชาชีพสุขภาพ และจากระบบบริการในภาคส่วนต่างๆ อาทิเช่น โรงพยาบาล คลินิกยา เป็นต้น

นอกจากนี้ยังให้บริการข้อมูลข่าวสาร เรื่องการเลิกบุหรี่ทางไปรษณีย์ และบริการข้อมูลข่าวสารทางเว็บไซต์ ภายใต้ชื่อ www.thailandquitline.or.th โดยบริการให้คำปรึกษาและข้อมูลข่าวสารจะไม่เสียค่าใช้จ่ายใดๆ ทั้งสิ้น ส่วนการให้บริการทางโทรศัพท์ 1600 สายเลิกบุหรี่ เปิดให้บริการระหว่างเวลา 07.30 – 20.00 น. ตั้งแต่วันจันทร์ถึงศุกร์ จะเสียค่าใช้จ่ายจากการใช้บริการโทรศัพท์ตามระบบจริง โดยใช้บริการโทรศัพท์บ้าน (TOT) และโทรศัพท์มือถือระบบ AIS จะเสียค่าใช้จ่าย 3 บาทต่อครั้งทั่วประเทศ

“การให้บริการเลิกบุหรี่ทางโทรศัพท์ (Telephone Quitline) เป็นกระบวนการช่วยเหลือผู้ติดบุหรี่ให้เลิกบุหรี่ได้ด้วยตนเอง โดยใช้กระบวนการให้คำปรึกษาโดยผู้ประกอบการวิชาชีพทางสุขภาพ (Professional  Counseling) ซึ่งผ่านการพัฒนาสมรรถนะอย่างต่อเนื่องเกี่ยวกับการให้คำปรึกษาจากผู้มีความรู้ ความชำนาญ ในการบริการแบบ Quitline ลักษณะการให้บริการมีทั้งการรับสายผู้โทรเข้ามาขอรับบริการ หรือบริการเชิงรับ (Reactive Quitline) และการบริการโทรกลับ (Call back service) หรือบริการเชิงรุก (Proactive Quiline) การโทรศัพท์กลับผู้ที่ต้องการเลิกสูบบุหรี่ และโทรศัพท์กลับเพื่อติดตาม ให้กำลังใจผู้ที่ต้องการเลิกสูบบุหรี่”

          องค์การอนามัยโลก กำหนดให้ทุกวันที่ 31 พฤษภาคม ของทุกปี เป็นวันงดสูบบุหรี่โลก ซึ่งในปีนี้ก็เช่นกัน ทั่วโลกร่วมกันจัดกิจกรรมเพื่อรณรงค์เชิญชวนให้ผู้สูบบุหรี่ลด ละ เลิก การสูบบุหรี่ ภายใต้สโลแกน ” Tobacco Health Warnings” ส่วนประเทศไทยเองก็จัดกิจกรรมเพื่อรณรงค์การงดสูบบุหรี่เช่นกัน โดยกำหนดคำขวัญประจำปีว่า “บุหรี่มีพิษ ร่วมคิดเตือนภัย” พร้อมเชิญชวนให้เลิกบุหรี่ด้วยการใช้บริการโทร 1600 สายด่วนเลิกบุหรี่แห่งชาติ

Data from: thaihealth.or.th

download poster : World No Tobacco Day 2012

World No Tobacco Day 2012

Theme: Tobacco industry interference

16 SEPTEMBER 2011 – The World Health Organization (WHO) selects “tobacco industry interference” as the theme of the next World No Tobacco Day, which will take place on Thursday, 31 May 2012.

The campaign will focus on the need to expose and counter the tobacco industry’s brazen and increasingly aggressive attempts to undermine the WHO Framework Convention on Tobacco Control (WHO FCTC) because of the serious danger they pose to public health.

Tobacco use is one of the leading preventable causes of death. The global tobacco epidemic kills nearly 6 million people each year, of which more than 600,000 are people exposed to second-hand smoke. Unless we act, it will kill up to 8 million people by 2030, of which more than 80% will live in low- and middle-income countries.

As more and more countries move to fully meet their obligations under the WHO FCTC, the tobacco industry’s efforts to undermine the treaty are becoming more and more energetic.

For example, in an attempt to halt the adoption of pictorial health warnings on packages of tobacco, the industry recently adopted the novel tactic of suing countries under bilateral investment treaties, claiming that the warnings impinge the companies’ attempts to use their legally-registered brands.

Meanwhile, the industry’s attempts to undermine the treaty continue on other fronts, particularly with regard to countries’ attempts to ban smoking in enclosed public places and to ban tobacco advertising, promotion and sponsorship.

World No Tobacco Day 2012 will educate policy-makers and the general public about the tobacco industry’s nefarious and harmful tactics.

It will also be in keeping with the letter and the spirit of the WHO FCTC. The preamble of the treaty recognizes “the need to be alert to any efforts by the tobacco industry to undermine or subvert tobacco control efforts and the need to be informed of activities of the tobacco industry that have a negative impact on tobacco control efforts”.

In addition, Article 5.3 of the treaty states that “in setting and implementing their public health policies with respect to tobacco control, Parties shall act to protect these policies from commercial and other vested interests of the tobacco industry in accordance with national law”.

Furthermore, the guidelines to the implementation of Article 5.3 state that Parties are recommended to “raise awareness about…tobacco industry interference with Parties’ tobacco control policies”.

On World No Tobacco Day 2012, and throughout the following year, WHO will urge countries to put the fight against tobacco industry interference at the heart of their efforts to control the global tobacco epidemic.

Data from: www.who.int

 image credit : wallpapers.dgreetings.com 

www.who.int

World No Tobacco Day

31 May 2012

On 31st May each year WHO celebrates World No Tobacco Day, highlighting the health risks associated with tobacco use and advocating for effective policies to reduce consumption. Tobacco use is the second cause of death globally (after hypertension) and is currently responsible for killing one in 10 adults worldwide.

The World Health Assembly created World No Tobacco Day in 1987 to draw global attention to the tobacco epidemic and its lethal effects. It provides an opportunity to highlight specific tobacco control messages and to promote adherence to the WHO Framework Convention on Tobacco Control. Tobacco use is the number one preventable epidemic that the health community faces.

 image credit: .thaihealth.or.th