นักวิจัย ม.ฮาร์เวิร์ดค้นพบโปรตีนในเลือดซึ่งอาจใช้รักษาอาการหัวใจล้มเหลวและช่วยให้อวัยวะต่างๆ ย้อนเวลาสู่วัยหนุ่มสาวได้อีกครั้ง

voathai130510_001นักวิจัยอเมริกันที่โรงพยาบาล Brigham and Women ของมหาวิทยาลัย Harvard เปิดเผยว่าสามารถค้นพบวิธีใหม่ที่อาจใช้รักษาอาการหัวใจล้มเหลวเมื่อคนเราแก่ตัวลง โดยนักวิจัยใช้สารโปรตีนที่พบในเลือดของหนูทดลองตัวที่ยังเยาว์วัย ในการกระตุ้นให้หัวใจของหนูทดลองตัวที่แก่กว่าทำงานได้ดียิ่งขึ้น

อาการหัวใจล้มเหลวเป็นอาการที่เกิดกับคนสูงอายุจำนวนหลายล้านคนทั่วโลก เป็นโรคที่อันตรายถึงแก่ชีวิตและปัจจุบันยังไม่มีแนวทางรักษาที่มีประสิทธิภาพ อาการนี้เกิดจากกล้ามเนื้อหัวใจหนาขึ้นเมื่อแก่ตัวลง ทำให้ไม่สามารถปั๊มเลือดที่มีอ๊อกซิเจนไปเลี้ยงส่วนต่างๆ ทั่วร่างกายได้ดีเท่าที่ควร อวัยวะที่อยู่ไกลหัวใจจึงขาดเลือดไปหล่อเลี้ยงจนอาจเป็นอันตรายถึงแก่ชีวิต

นายแพทย์ Richard Lee และนักวิจัยที่ม.Harvard ในรัฐแมสซาชูเสตต์ ค้นพบโปรตีนชนิดหนึ่งเรียกว่า GDF-11 ซึ่งเป็นหนึ่งในโปรตีนจำเป็น 35 ชนิดที่เกี่ยวข้องกัยการพัฒนาของทารกในครรภ์มารดา โดยสัตย์เลี้ยงลูกด้วยนมที่ยังเยาว์วัยต่างมีโปรตีนที่ว่านี้ในระดับสูงในกระแสเลือด และจะลดลงเมื่อแก่ตัวลง

นักวิจัยทดสอบกับหนูทดลองที่อายุราว 2 ปีและมีอาการของโรคหัวใจล้มเหลว โดยต่อระบบการไหลเวียนเลือดของหนูตัวนั้นเข้ากับหนูทดลองที่อายุน้อย เพื่อให้หนูอายุมากตัวนั้นได้รับโปรตีน GDF-11 ในระดับสูงเหมือนกับหนูอายุน้อยๆ หลังจากทำวิธีนี้ติดต่อกันราว 10 สัปดาห์ นักวิจัยพบว่าหนูอายุมากมีอาการของโรคหัวใจล้มเหลวลดลง อีกทั้งอวัยวะต่างๆก็ดูจะเยาว์วัยแข็งแรงขึ้นด้วย และทำให้อวัยวะของหนูอายุ 2 ปีมีลักษณะแทบไม่ต่างจากหนูทดลองอายุ 2 เดือน

รายงานที่ตีพิมพ์ในวารสารการแพทย์ Cell ชิ้นนี้ระบุด้วยว่า สารโปรตีน GDF-11 นอกจากจะช่วยให้กล้ามเนื้อหัวใจแข็งแรงแล้ว ยังอาจช่วยให้เนื้อเยื่อส่วนอื่นๆที่เกี่ยวข้องกับการเจริญเติบโต เช่นกล้ามเนื้อหุ้มโครงกระดูกและไขสันหลัง มีความแข็งแรงเหมือนกลับสู่วัยหนุ่มสาวอีกครั้ง อย่างไรก็ตามงานวิจัยชิ้นนี้ยังคงอยู่ในช่วงศึกษาทดลองเท่านั้น

Jessica Berman
10.05.2013

ที่มา : www.voathai.com

.

Related Article :

.

Drawing on an odd experimental technique invented more than a century ago but rarely done now, researchers have found that a blood-borne protein makes old mouse hearts appear young and healthy again.

Drawing on an odd experimental technique invented more than a century ago but rarely done now, researchers have found that a blood-borne protein makes old mouse hearts appear young and healthy again.

Reverse Aging Technique In Blood Makes Old Mouse Hearts Appear Young Again

By Paul Gabrielsen

It’s time to turn back the clock on an aging ticker. Drawing on an odd experimental technique invented more than a century ago but rarely done now, researchers have found that a blood-borne protein makes old mouse hearts appear young and healthy again. It’s not clear yet whether humans would react the same way, but scientists are hopeful that this discovery may help treat one of the heart’s most frustrating ailments.

“This is probably the first handle we have on what makes the heart young and what makes it old,” says cardiologist Deepak Srivastava of the Gladstone Institute of Cardiovascular Disease in San Francisco, California, who was not involved in the work.

As heart muscles get older, they grow thicker. The thickened heart can still pump blood out normally, but it can’t relax enough to refill between pumps. The condition is called diastolic heart failure, named after the heart’s resting, or diastolic, phase. There is currently no treatment to reverse the thickening of the heart and restore normal function.

But researchers continue to look for such a cardiac fountain of youth. One approach has been to apply a 150-year-old technique to infuse young blood into old mice. Called heterochronic parabiosis the method involves surgically linking the circulatory systems of two mice of different ages by opening a flap of skin on each mouse’s side and stitching the two together so that the same blood pumps through both creatures. (More than a century ago the technique was developed to study nutrient exchange between animals.) Previous studies found better muscle health and stronger healing in old mice receiving blood from a younger counterpart. But heart tissue is not known for being as resilient as skeletal muscles or skin. The effect can work both ways — young mouse stem cells lose potency in old blood.

Stem cell biologist Amy Wagers and cardiologist Richard Lee, both of the Harvard Stem Cell Institute, wondered if any circulating factors, in young blood, such as hormones, might affect aging hearts. Wagers, Lee, and their colleagues used parabiosis to yoke together five 2-year-old mice (downright ancient in mouse years) with 2-month-old counterparts. The team also joined together 12 pairs of old mice and 10 pairs of young mice, as controls. The first result was “obviously positive,” says Lee, who also practices at Brigham and Women’s Hospital in Boston. After 4 weeks of connection to young mice, the five old mice’s heart tissue had thinned and softened, looking just as spry and supple as the 2-month-olds’. The old mice now had young hearts, while the young mice’s hearts stayed strong.

But the team spent years trying to figure out why; it was often the topic of Lee and Wagers’ weekly bike rides. “There have been factors found that are suggested to be aging factors,” Lee says, “but there has not been identification of a circulating factor that can go the other way, of turning the old tissue into younger tissue.” The team began looking at factors in the blood, including 69 amino acids and more than a hundred lipids. With the help of SomaLogic, a protein-analysis company in Boulder, Colorado, the team made a breakthrough, narrowing down the likely suspects to only 13 factors.

One of the suspects, growth differentiation factor 11, or GDF-11, appeared to explain the miraculous heart rejuvenation. GDF-11, which regulates the growth of spinal and olfactory (smell) receptors, is produced abundantly in young mice, but production drops off with age. The team’s further experiments on cultured heart cells confirmed that GDF-11 stops the thickening growth seen with age.

Additionally, the researchers report online today in Cellold mice injected with this protein for 30 days developed younger, stronger heart tissue. GDF-11, they say, directly counteracts the genes responsible for muscle thickening.

“It’s conceivable that this is just an interesting mouse story,” Lee says, “but we’re hoping to get data that might tell us that it pertains to humans.” GDF-11 also appears in human blood, he says although its role in human heart aging is still unclear. Next, the team will investigate how GDF-11 affects other age-susceptible organs, such as spinal tissue.

Srivastava adds that GDF-11 appears to be effective only against heart disease due to age, but he hopes that the protein may someday help diseased hearts, stiffened by heart attacks, to relax.

This study is a modern validation of 18th-century parabiosis science using 21st century molecular biology, says cardiologist Gerald Dorn of Washington University in St. Louis. However, use of the technique lends the research a gothic, macabre flavor, he says. “I was looking to see whether Tim Burton or Vincent Price were a part of the experimental design.”

SOURCE : www.huffingtonpost.com

Advertisements

แพทย์แนะนำหลักเรื่องชะลอความแก่

dailynews130505_002โลกปัจจุบันนี้ผู้คนมีความรู้เรื่องสุขภาพดีขึ้น รู้จักดูแลตัวเองทางด้านสุขภาพทำให้แต่ละปีที่ผ่านมา คนมีอายุยืนขึ้น เวลาเราพูดถึงเรื่องนี้เรามักมองไปยังประเทศที่อยู่ใกล้บ้านเรา คือประเทศญี่ปุ่น อยู่ในทวีปเดียวกันเป็นตัวอย่างที่มีผู้สูงอายุสูงสุดอันดับหนึ่งของโลก ด้วยมีทั้งวัฒนธรรมในวิถีชีิวิตที่อยู่ในระเบียบอันดีมายาวนาน ทำให้อายุยืนยาวไปด้วย

ประเทศไทยได้เดินเข้าสู่สังคมผู้สูงอายุเต็มรูปแบบแล้ว คือมีผู้สูงอายุมากถึง 1 ใน 4 ของประชากรทั้งหมด แต่เมื่อได้มีการประเมินสุขภาพ ผลสำรวจจากสำนักงานสถิติแห่งชาติเมื่อปี 2550 พบ 1 ใน 4 ของผู้สูงอายุสุขภาพอยู่ในเกณฑ์ไม่ดี จากผลสำรวจสุขภาพอนามัย ปี 2551-2552 ผู้สูงอายุมีโรคความดันโลหิตสูง 50% เบาหวาน 50% ต้องอยู่ในภาวะพิการจากโรคไม่ติดต่อถึง 85%

แสดงถึงผู้สูงอายุไทยยังมีความเปราะบางทางด้านสุขภาพ อยากอายุยืนสุขภาพต้องดี

คนญี่ปุ่นอายุยืนทั้ง ๆ ที่ประเทศมีการแข่งขันสูง ชีวิตต้องรีบเร่ง เหมือนเมืองใหญ่ ๆ สำคัญของโลก แต่เพราะชาวญี่ปุ่นมีการดูแลสุขภาพดี ได้ออกกำลังกายสม่ำเสมอ เดิน ขี่จักรยาน แช่บ่อน้ำพุร้อน ออนเซ็น เพื่อการผ่อนคลาย และที่สำคัญนิสัยการบริโภคที่ได้รับการปลูกฝังมาแต่โบราณ คือกินแค่พออิ่ม พออิ่มก็หยุดกิน อาหารส่วนใหญ่เป็นปลา เต้าหู้ ผักใบเขียว และเห็ด ล้วนมีคุณค่าทางโภชนาการสูงด้วย

dailynews130505_002bที่มาคุยเรื่องการชะลอวัยแก่วันนี้ เนื่องด้วยเมื่อ 25 เม.ย. ได้มีโอกาสไปฟัง พญ.มะลิ วิโรจน์สกุลชัย ผู้สนใจด้านชะลอความแก่ (American Board of Anti-Aging and Renerative Medicine) ได้ไปพูดให้คณะเครือข่ายสหวิทยาการแห่งราชบัณฑิตยสถานในพระราชูปถัมภ์ฯ ราว 60 ท่าน โดยมี นพ.ยงยุทธ วัชรดุลย์ เป็นประธาน ผู้ฟัง อาทิ พลเอกจรัล กุลละวณิชย์, พลเอกกิตติศักดิ์ รัฐประเสริฐ, นพ.สมชัย บวรกิตติ, ศ.กำจร มนูญ ปิจุ, ภญ.ปลื้มจิต โรจนวาณิชย์ ฯลฯ

คุณหมอได้บอกเมื่อชีวิตเข้าสู่วัยชรา ปัจจุบันถืออายุเกิน 60 ปี อวัยวะต่าง ๆ ของร่างกายมักจะค่อยเสื่อมลง ตั้งแต่ผม ตา หู จมูก ไปจนถึงอวัยวะภายในและการเคลื่อนไหวของร่างกาย พร้อมทั้งโรคภัยต่าง ๆ อาจเกิดขึ้น หัวใจ กระดูก ข้อ เบาหวาน ความดันโลหิตสูง ไปจนถึงมะเร็ง ผู้ที่มีการปรับตัวก็จะต้องทำให้ทั้งร่างกาย จิตใจ อารมณ์ พัฒนาให้มีคุณภาพชีวิตดีตามไปด้วย

ความแก่ในอุดมคติ คนแก่ยุคใหม่จะต้องปรับตัวตามสิ่งแวดล้อมที่เปลี่ยนไป เพราะทุกวันนี้จะหาลูกหลานมาช่วยดูแลยากขึ้น จึงต้องฝึกให้ไม่ต้องพึ่งพาใคร ร่างกายเคลื่อนไหวได้เองไม่ติดขัด สามารถสื่อสารต่อผู้คนรอบตัวได้ดังใจ ประสิทธิภาพของร่างกาย จิตใจ พร้อมตัดสินใจทำอะไรได้ด้วยตัวเอง มีความสุข สนุกสนาน ไม่แยกตัวจากสังคม และพยายามให้ไม่มีโรคในตัว พร้อมแก้ไขอาการต่าง ๆ เช่น อ่อนเพลีย ซึมเศร้า เหงา กังวล นอนไม่หลับ ความจำเสื่อม ฯลฯ ไปในตัวด้วย

ภาวะฮอร์โมนไม่สมดุล ผู้สูงอายุกับเรื่องฮอร์โมนในร่างกายไม่สมดุลเป็นเรื่องใหญ่ที่มีคนกล่าวถึงกันมาก จะให้หรือไม่ให้ดี ให้มากน้อยเท่าใด ระยะยาวนานเท่าใด ให้แล้วจะก่อให้เกิดมะเร็งตามมาง่ายขึ้นหรือไม่ จึงต้องอยู่ในดุลพินิจของแพทย์ผู้ดูแลและเชี่ยวชาญเรื่องนี้จะเป็นผู้ให้คำแนะนำและรักษา

คุณหมอมะลิได้สรุป ให้ใช้ชีวิตในทางถูกต้อง อาหาร ออกกำลังกาย ทำจิตให้ผ่องใส หลีกเลี่ยงความสุขจากการดื่มแอลกอฮอล์มาก อาหารรสจัด หวาน มัน เค็ม ขนมปัง เนยแข็ง หรือการฉลองยามดึก ว่าเป็นความสุขที่ไม่จีรังยั่งยืน

dailynews130505_002cตรวจเส้นเลือดคอหาความเสี่ยงอัมพาต โรงพยาบาลพระราม 2 ได้นำทีมแพทย์พยาบาลพร้อมเครื่องมือตรวจหาความตีบแคบของเส้นเลือดแดงคาโรติดบริเวณคอทั้งสองข้าง เพื่อดูความเสี่ยงต่อการเกิดโรคอัมพฤกษ์ อัมพาต กับบรรดาสมาชิกของราชบัณฑิตยสถาน คนสนใจกันมาก เพราะผู้ที่มาล้วนเป็นผู้อาวุโสทั้งสิ้น ถ้าเส้นเลือดตีบแคบมากจากไขมันไปเกาะเลือดจะไปเลี้ยงสมองได้น้อย โอกาสจะเกิดอัมพฤกษ์อัมพาตย่อมมีมากขึ้น

การปฏิบัติตัวเพื่อให้ร่างกายมีสุขภาพดี อายุยืนยาวคงต้องอาศัยหลักพื้นฐานทั่ว ๆ ไป การเลือกอาหารการกินให้เหมาะสม ออกกำลังกายสม่ำเสมอ และไม่เครียดเกินไป มีอาการอะไรที่ผิดปกติก็ควรปรึกษาแพทย์แล้ว สุขภาพจะดีทั้งกายและใจ.

นพ.สุวิทย์ เกียรติเสวี
suvit.kiatisevi@gmail.com

ที่มา : เดลินิวส์  5 พฤษภาคม 2556

มนุษย์จะมีอายุยืนยาวขึ้นไปเรื่อย ไม่มีวี่แววสิ่งที่จะมาเป็นขีดจำกัด

ถ้าหากการคาดหมายอายุคาดเฉลี่ยจะเป็นจริง มนุษย์รุ่นต่อไป มีหวังจะมีอายุยืนยาวจนถึงได้เห็นศตวรรษที่ 2 ได้อย่างแน่นอน

อายุคาดเฉลี่ยได้ยาวขึ้นอีกทศวรรษละ 2 ปี โดยไม่มีท่าทีว่าจะลดต่ำลงเลย จนบัดนี้อายุขัยเฉลี่ยของคนทั่วโลก สูงกว่า มนุษย์สมัยเมื่อ 200 ปีก่อนเกือบสองเท่าอยู่แล้ว พวกผู้เชี่ยวชาญได้เคยหวั่นว่าอัตราเพิ่มของอายุคาดเฉลี่ยจะเริ่มอ่อนลง จนหยุดนิ่งในที่สุด มาตั้งแต่ทศวรรษของปี พ.ศ. 2523 แต่ก็เป็นที่พิสูจน์ให้เห็นแล้วว่า พวกเขาคาดผิดมาซ้ำแล้วซ้ำเล่า

ดังนั้น เราจึงสามารถจะคาดหวังได้ว่า ชีวิตจะยืนยาวออกไปได้เรื่อยๆ โดยไม่มีขีดจำกัดว่าจะแก่ลงเมื่อไร

ศาสตราจารย์ทอม เคิร์กวู้ด ผู้เชี่ยวชาญของสถาบันสุขภาพและความแก่ชรา มหาวิทยาลัยนิว คาสเซิล กล่าวเปิดเผยว่า เหตุที่อายุคาดเฉลี่ยได้ยาวออกไปเรื่อย ก็เนื่องด้วยอัตราตายของผู้สูงอายุได้ลดต่ำลง

เขามีความเชื่อว่าร่างกายของคนเราได้วิวัฒนาการ เพื่อจะคงรักษาและซ่อมแซมตนเองไว้ให้ดีขึ้นอยู่เรื่อย ทั้งยีนของเราก็ได้ทุ่มเท เพื่อจะให้ความเสียหายอันจะเป็นเหตุให้ชีวิตต้องจบลงห่างไกลออกไป เป็นผลให้สภาพความเป็นจริงของความแก่ชราไม่มีขีดคั่น

เขายังกล่าวเสริมว่า “เรากำลังมาถึงยุคของวัยชรา ที่บอบช้ำน้อยกว่าคนรุ่นก่อนๆ ชอกช้ำน้อยกว่ากัน”.

ที่มา: ไทยรัฐ 30 กรกฎาคม 2555

.

Related Link:

.

Is there a limit to life expectancy?

19 March 2011 Last updated at 01:00 GMT
By Philippa RoxbyHealth reporter, BBC News

Move over Methuselah. Future generations could be living well into their second century and still doing sudoku, if life expectancy predictions are to be believed.

Increasing by two years every decade, they show no signs of flattening out. Average lifespan around the world is already double what it was 200 years ago.

Since the 1980s, experts thought the increase in life expectancy would slow down and then stop, but forecasters have repeatedly been proved wrong.

So can we go on living longer and longer? Is there a limit to how long we can survive into old age?

The reason behind the steady rise in life expectancy is “the decline in the death rate of the elderly”, says Professor Tom Kirkwood from the Institute of Ageing and Health at Newcastle University.

He has a theory that our bodies are evolving to maintain and repair themselves better and our genes are investing in this process to put off the damage which will eventually lead to death.

As a result, there is no ceiling imposed by the realities of the ageing process.

“There is no use-by-date when we age, ageing is not a fixed biological process,” Professor Kirkwood says.

A large study of people aged 85 and over in Newcastle, carried out by Professor Kirkwood and his colleagues, discovered that there were a remarkable number of people enjoying good health and independence in their late 80s and beyond.


“We are reaching old age with less accumulative damage”

Professor Tom KirkwoodNewcastle University

With people reaching old age in better shape, it is safe to assume that this is all down to better eating habits, living conditions, education and medicine.

There are still many people who suffer from major health problems, but modern medicine means doctors are better at managing long-term health conditions like diabetes, high blood pressure and heart disease.

“We are reaching old age with less accumulative damage than previous generations. We are less damaged,” says Professor Kirkwood.

Our softer lives and the improvements in nutrition and healthcare have had a direct impact on longevity.

‘No natural limit’

Nearly one-in-five people currently in the UK will live to see their 100th birthday, the Office for National Statistics predicted last year.

Life expectancy at birth has continued to increase in the UK – from 73.4 years for men for the period 1991 to 1993 to 77.85 years for 2007 to 2009.

Life expectancy for females at birth has also increased – from 78.9 years (91-93) to 82 years (2007-2009).

A report in Science from 2002 which looked at life expectancy patterns in different countries since 1840, concluded that there was no sign of a natural limit to life.

Researchers Jim Oeppen and Dr James Vaupel found that people in the country with the highest life expectancy would live to an average age of 100 in about six decades.

But they stopped short of predicting anything more.

“This is far from eternity: modest annual increments in life expectancy will never lead to immortality,” the researchers said.

“It is striking, however, that centenarians may become commonplace within the lifetimes of people living today.”

“There has been no flattening out of life expectancy”

Prof David LeonLSHTM

Gene play

We do not seem to be approaching anything like the limits of life expectancy, says Professor David Leon from the London School of Hygiene and Tropical Medicine.

“There has been no flattening out of the best of the best – the groups which everyone knows have good life expectancy and low mortality,” he says.

These groups, which tend to be in the higher social and economic groups in society, can live for several years longer than people in lower social groups, prompting calls for an end to inequalities within societies.

Within populations, genes also have an important role to play in determining how long we could survive for – but environment is still the most important factor.

It is no surprise that healthy-eating, healthy-living societies like Japan have the highest life expectancies in the world.

But it would still be incredible to think that life expectancy could go on rising forever.

“I would bet there will be further increases in life expectancy and then it will probably begin to slow,” says Professor Kirkwood, “but we just don’t know.”

Methuselah is not turning in his grave just yet.

Data from: bbc.co.uk