ผลศึกษาชี้ ′ย่า – ยาย′ ที่ได้อยู่กับหลานๆ ช่วยลดภาวะ”วัยทอง”

matichon141116_02ไม่ต้องใช้ “ยา” แต่ใช้ “หลาน” เนี่ยแหละ ที่อาจช่วยลดอาการวัยทองของคุณย่า คุณยาย ได้

เมื่อเร็วๆ นี้ มีผลการศึกษาของสถาบันคินซีย์ มหาวิทยาลัยอินเดียน่า สหรัฐอเมริกา และศูนย์วิจัยโรคมะเร็งเฟรด ฮัทชิสัน พบว่า ความสัมพันธ์ใกล้ชิดระหว่างย่า ยาย และหลานๆ มีผลดีมากกว่า ช่วยให้คนสองวัยได้มีการแลกเปลี่ยนประสบการณ์ชีวิตซึ่งกันและกัน หรือการสร้างสายสัมพันธ์รัก ความผูกพัน แต่อาจยังสามารถช่วยลดอาการข้างเคียง อาทิ อาการร้อนวูบวาบ อาการเหงื่อออกมากในตอนกลางคืนของหญิงวัยทองบางรายได้ด้วย

ในผลการศึกษา ภายใต้การนำทีมของเวอร์จิเนีย เจ. วิซธัม อาจารย์ภาควิชามานุษยวิทยา และนักวิจัยอาวุโสของสถาบันคินซีย์ ซึ่งใช้เวลาส่วนใหญ่ทำงานอยู่ในที่ราบตอนสูงของประเทศโบลิเวีย และจับตาศึกษาเรื่องความสัมพันธ์ระหว่างหญิงวัยกลางคนกับหลานๆ พบว่า สตรีซึ่งผ่านการผ่าตัดเอารังไข่ออก และก้าวเข้าสู่วัยหมดประจำเดือน หรือ “วัยทอง” เร็วกว่าปกติ มีอาการร้อนวูบวาบและเหงื่อออกตอนกลางคืน ลดน้อยลงเมื่อมีหลานๆ หรือเด็กๆ อยู่ด้วยในบ้าน

“เรามีผลการสำรวจ ศึกษาที่ใช้เวลากว่า 20 ปี ซึ่งพบว่า ผู้หญิงในชนบทจะมีประสบการณ์กับภาวะวัยทองแตกต่างไปจากผู้หญิงในเมือง ทั้งนี้เพราะผู้หญิงเหล่านี้มักจะมีหลานๆ อยู่ในบ้านเดียวกัน และพวกเธอเหล่านี้จะมีอาการร้อนวูบวาบน้อยกว่าผู้หญิงในประเทศอุตสาหกรรมอย่างสหรัฐ ที่ย่า ยาย ไม่มีลูกหลานอยู่ด้วย”

เวอร์จิเนียคิดว่า เหตุผลหนึ่งที่ทำให้หญิงวัยกลางคนที่มีหลานๆ อยู่ด้วยมีอาการข้างเคียงของภาวะวัยทองน้อยลง น่าจะเป็นเพราะมีการหลั่งฮอร์โมนออกซิโทซิน (oxytocin) หรือฮอร์โมนแห่งความรัก มากขึ้น

“เรารู้ดีว่า ฮอร์โมนออกซิโทซินมีบทบาทสำคัญ และจากผลการศึกษาก็แสดงให้เห็นว่า การได้คลุกคลีอยู่กับเด็กๆ สามารถช่วยกระตุ้นให้ฮอร์โมนออกซิโทซินเพิ่มขึ้น โดยเด็กๆ ไม่จำเป็นต้องเป็นหลานหรือญาติกันก็ได้ และเราก็คิดว่า ผู้หญิงที่ทำงานเป็นอาสาสมัครสอนหนังสือในห้องเรียน หรือมีกิจกรรมอะไรได้กับเด็กๆ ก็อาจจะมีฮอร์โมนออกซิโทซินเพิ่มขึ้นได้เช่นกัน”

ขณะที่ภาวะวัยทองของผู้หญิงแต่ละคนแตกต่างกันไป บางคนอาจมีอาการต่างๆ เพียงเล็กน้อย หรือบางคนอาจไม่มีอาการใดๆ เลย หรือบางคนอาจมีอาการข้างเคียงของวัยทองค่อนข้างรุนแรง เวอร์จิเนียจึงสรุปถึงผลการศึกษาของเธอว่า ยังจำเป็นต้องมีการศึกษาถึงบทบาทของฮอร์โมนออกซิโทซินต่อการช่วยลดอาการข้างเคียงของภาวะวัยทองต่อไปอีก แต่ตอนนี้สิ่งที่พอจะเป็นประโยชน์ต่อครอบครัวก็คือ คุณค่าของการอยู่ร่วมกันและความรักความผูกพันระหว่างคนรุ่นต่างๆ ในครอบครัว

“คนเราเป็นสัตว์สังคม เราต้องมีความสัมพันธ์กับกลุ่มคนต่างๆ ในสังคม และความสัมพันธ์ต่างๆ เหล่านี้ก็มีบทบาทสำคัญและเป็นที่มาของความสุข ความสนุก”

อย่างไรก็ตาม สำหรับครอบครัวที่ย่า ยาย ไม่ได้อยู่กับลูกหลาน ก็น่าจะมีการนัดกินข้าว นัดเจอกันเป็นครั้งคราว เพื่อให้ผู้สูงอายุได้ใช้เวลาอยู่ร่วมกับเด็กๆ

ที่มา: มติชน 16 พฤศจิกายน 2557

.

Related Link:

.

Credit: yahoo.com

Credit: yahoo.com

New Benefit of Leaving the Kids With Grandma

Now there’s another reason to drop the kids with their grandparents: A new study by researchers at The Kinsey Institute and the Fred Hutchinson Cancer Research Center has found that the relationship between grandmothers and their grandchildren can have benefits beyond even the traditional wisdom-sharing, loving bond — it may help some women temper the side effects of menopause.

The study, focused on relationships between mid-life women and young children, found that women who underwent surgical removal of their ovaries and experienced rapid menopause had fewer hot flashes and night sweats when young children lived in their homes.

STORY: Secrets From Parents of Valedictorians

One of the lead authors, Virginia J. Vitzthum, bioanthropologist, professor of anthropology and senior research scientist at The Kinsey Institute, works principally in the highlands of Bolivia, and she predicted an evolutionary connection between the timing of grandmotherhood and menopause. “We have quite a bit of research over the last 20 years that finds that women in non-industrial populations experience menopause differently,” she tells Yahoo Parenting. These women — who often live with grandchildren, as is consistent with human evolutionary history — report fewer hot flashes than women in industrialized populations like the U.S.

“Americans usually have a nuclearized family structure where grandparents don’t live with, and maybe don’t even interact with, their children and grandchildren regularly,” says Vitzthum. That set-up may impact how women in the US experience menopause. (In other words: The hot flashes can be worse… and Vitzthum notes that “hot flashes” is a “nice term for what can be a truly miserable experience.”)

STORY: Advice You Should Never Take From Your Parents

One reason for reduced symptoms in women who live with grandchildren may be the presence of oxytocin, the “feel-good” hormone, which also has important thermo-regulatory properties. “We know that oxytocin plays a major role in individuals’ responses to young children,” says Vitzthum, and research indicates that being around young children can create a positive hormonal response — the children don’t even necessarily have to be relatives. “We predict that women who act as volunteers in classrooms or other settings with young children might respond with positive hormonal shifts,” says Vitzthum. “The human brain is flexible enough to appreciate these interactions even without a genetic connection.”

STORY: Is It Really So Bad to Have a Favorite Child?

While the effects of menopause are highly individual — with some women suffering few to no issues and some women experiencing crippling symptoms — this study indicates the need to examine the role of oxytocin in helping ease this universal transition. More practically for families, it speaks to the value of fostering intergenerational relationships, according to Vitzthum. “We are very social animals, and we have evolved in social groups in which intergenerational relationships are powerful and important sources of joy,” she explains.

Sounds like a great reason to arrange more occasions when grandparents and other elders spend time with the youngest among us.

SOURCE: yahoo.com

Advertisements

เอาชนะอาการร้อนวูบวาบ เมื่อวัยขึ้นเลข 4

dailynews140813_01อาการร้อนวูบวาบในผู้หญิงไม่ได้เกิดขึ้นเมื่อพบชายหนุ่มในดวงใจเท่านั้นนะคะ แต่อาจเป็นอาการของผู้หญิงวัยกลางคนที่กำลังเข้าสู่วัยทองได้ด้วย เจ้าอาการร้อนวูบวาบ นี้มักมาพร้อมกับอารมณ์แปรปรวน และมีอาการนอนไม่หลับร่วมด้วย ดังนั้น เพื่อไม่ให้อาการที่กล่าวมาสร้างปัญหาให้กับการใช้ชีวิตของคุณผู้หญิงในวัยเลข 4 และส่งผลกระทบกับคนรอบข้าง ผู้หญิงวัยนี้คงต้องเตรียมพร้อมรับมือกับการเปลี่ยนแปลงทั้งทางร่างกายและจิตใจในวัยหมดประจำเดือนไว้ก่อน แต่เพื่อให้แน่ใจว่าคุณกำลังเข้าข่ายวัยทองแล้วหรือยัง มาเช็คให้ชัวร์กันก่อนดีกว่าค่ะ

1. ประจำเดือนไม่แน่นอน บางทีมาถี่ๆ บางทีก็ทิ้งช่วงหลายเดือน และอาจมามากกว่าปกติ

2. ร้อนวูบวาบ 2 ใน 3 ของผู้หญิงวัยหมดประจำเดือนจะมีอาการร้อนวูบวาบมากที่สุดใน 2-3 ปีแรกที่ประจำเดือนหมด ซึ่งความรุนแรงและความถี่ในแต่ละคนจะต่างกันไป และจะบรรเทาลงใน 1-2 ปี

3. อาการนอนไม่หลับ หลับยาก ตื่นบ่อยๆกลางดึก หรือ ตื่นเช้ากว่าปกติ

4. อารมณ์แปรปรวน เกิดอาการซึมเศร้า โกรธง่าย หงุดหงิด โดยไม่มีสาเหตุ ควบคุมอารมณ์ได้ยาก

5. ปัญหาของช่องคลอด ฮอร์โมนเอสโตรเจนที่ลดลงทำให้เนื้อเยื่อของผนังช่องคลอดบางลง ความยืดหยุ่นและความหล่อลื่นลดลง ทำให้ผู้หญิงมักมีปัญหาติดเชื้อทางเดินปัสสาวะได้ง่าย

6. ผิวหนังแห้ง ขาดความยืดหยุ่น เมื่อฮอร์โมนเอสโตรเจนลดลง การผลิตคอลลาเจนก็ลดลงด้วย ทำให้ผิวหนังเริ่มบางลง ความยืดหยุ่นลดลง ผิวแห้งและเหี่ยวย่นง่ายขึ้น

ผู้หญิงบางคนอาจพบว่า มีอาการเหล่านี้เป็นแค่บางครั้งบางคราว เรียกว่า กำลังเข้าสู่ระยะก่อนเข้าวัยทอง โดยจะมีอาการบ้างเป็นบางครั้ง แล้วก็หายไป และอาจกลับมาเป็นซ้ำอีกวนเวียนไปจนผู้หญิงได้เข้าสู่วัยทองอย่างเต็มตัว บางคนอาจพบเจออยู่เป็นประจำ เรียกว่า เข้าสู่วัยทองแล้ว แต่ไม่ว่าคุณผู้หญิงจะอยู่ในระยะไหน วันนี้ เมก้า วีแคร์ ผู้เชี่ยวชาญด้านวิตามินและผลิตภัณฑ์เสริมอาหาร มีคำแนะนำสำหรับผู้หญิงที่รักในการดูแลสุขภาพ และอยากเตรียมรับมือก่อนเข้าสู่วัยทองด้วยวิตามิน และสารอาหารธรรมชาติ ดังนี้คะ

ไอโซฟลาโวนจากถั่วเหลือง สารอาหารธรรมชาติจากถั่วเหลือง ออกฤทธิ์ทดแทนฮอร์โมนแบบธรรมชาติ ช่วยลดอาการร้อนวูบวาบ ป้องกันผิวพรรณเหี่ยวย่น หรือแห้งเกินไป ช่วยลดปัญหาการเกิดโรคกระดูกพรุนได้ ที่สำคัญการรับประทานถั่วเหลืองไม่เสี่ยงต่อการเกิดมะเร็งเต้านม โรคหัวใจและหลอดเลือดเหมือนการใช้ฮอร์โมนทดแทน เรียกว่าเป็นสารอาหารตัวแรกๆ ที่ผู้หญิงรักสุขภาพทุกคนต้องเรียกหากันเลยทีเดียว

สารต้านอนุมูลอิสระ ผู้หญิงทุกคนคงทราบกันดีว่า สารต้านอนุมูลอิสระมีความสำคัญอย่างมากต่อการชะลอการเสื่อมของเซลล์ต่างๆ ในร่างกาย ผู้หญิงคนไหนอยากต่อต้านอนุมูลอิสระได้มาก ก็ต้องเลือกรับประทานสารต้านอนุมูลอิสระที่หลากหลาย อย่างการรับประทานโคเอนไซม์ คิวเทน, กรดอัลฟา ไลโปอิค, วิตามินเอ ซี อี ซีลีเนียม และไบโอ ฟลาโวนอยด์ ซึ่งจะช่วยเสริมฤทธิ์กันในการต่อต้านอนุมูลอิสระที่เกิดกับผู้หญิง ช่วยชะลอการเสื่อม และชราของอวัยะต่างๆ ได้

แคลซียม และวิตามินดี เพื่อการป้องกันโรคกระดูกพรุน ผู้หญิงควรได้รับแคลเซียม และวิตามินดีอย่างเพียงพอ และเป็นประจำ เนื่องจากฮอร์โมนเอสโตรเจนที่ลดลง เป็นจุดเปลี่ยนที่เพิ่มความเสี่ยงการเกิดโรคกระดูกพรุนในผู้หญิง การเลือกรับประทานผลิตภัณฑ์เสริมแคลเซียม ควรพิจารณาถึง ปริมาณแคลเซียมอิสระที่ได้รับ ตามค่า Thai RDI ปริมาณแคลเซียมที่ผู้หญิงควรได้รับต่อวันคือ 800 มก. และควรได้รับควบคู่ไปกับวิตามิน ดี3 ซึ่งจะช่วยเพิ่มการดูดซึมแคลเซียม ลดการเสียมวลกระดูก ตลอดจนลดอุบัติการกระดูกหักในผู้สูงอายุได้

ดังนั้น คุณผู้หญิงที่อายุ 40 ปีขึ้นไป นอกจากการรับประทานอาหารให้ครบ 5 หมู่แล้ว อย่าลืมเน้น เต้าหู้ นมถั่วเหลือง นม หรืออาหารที่มีแคลเซียมสูง ผักผลไม้ และควรหากิจกรรมกลางแจ้งทำ เพื่อให้ร่างกายได้รับวิตามินดีจากแสงแดด แต่หากพบว่า ตัวเราไม่สามารถรับสารอาหารเหล่านี้ได้อย่างเพียงพอ และเป็นประจำแล้ว การเลือกรับประทานผลิตภัณฑ์เสริมอาหารก็เป็นอีกหนึ่งทางเลือกที่ช่วยเติมเต็มความต้องการของร่างกายได้

ข้อมูลโดย เมก้า วีแคร์

 

ที่มา : เดลินิวส์ 13 สิงหาคม 2557

“ชายวัยทอง” คืออะไรและมีจริงหรือไม่?

thairath140414_001หลายคนคงเคยได้ยินคำว่า “ผู้หญิงวัยทอง” หรือวัยหมดประจำเดือนกันมาบ้าง วันนี้เราจะมาพูดถึง “ชายวัยทอง” ว่ามีจริงหรือไม่และมีอาการเช่นไร…

“ชายวัยทอง” คืออะไร?…ในทางการแพทย์ อาจอธิบายได้ใกล้เคียงที่สุดว่าคือ “ภาวะพร่องฮอร์โมนเพศของผู้ชาย” ผู้หญิงวัยทองหลายคนต้องทานยาฮอร์โมนเพื่อปรับสภาพการทำงานของอวัยวะและระบบต่างๆ ในร่างกาย ผู้ชายหลายรายก็ต้องทำเช่นเดียวกัน โดยเฉพาะคนที่มีวัยสูงขึ้น โดยบางรายอาจมีความจำเป็นต้องได้รับฮอร์โมนทดแทนจริง แต่บางรายอาจไม่มีความจำเป็นขนาดนั้น ซึ่งการได้รับฮอร์โมนทดแทนโดยไม่ได้มีความรู้ อาจไม่ก่อให้เกิดผลดีอย่างที่หวัง แต่อาจทำให้มีอาการข้างเคียงและมีอาการไม่พึงประสงค์ติดตามมาได้

อย่างไรก็ดี ปรากฏการณ์เปลี่ยนแปลงในเพศชายมีความแตกต่างจากในเพศหญิงมาก แพทย์จำนวนไม่น้อยจึงไม่ยอมรับและเรียกผู้ชายกลุ่มนี้ว่า “ชายวัยทอง” เพราะภาวะพร่องฮอร์โมนที่เกิดขึ้นในผู้ชาย ไม่ได้เกิดกับผู้ชายทุกคน และมีอาการแตกต่างกันไปในแต่ละบุคคล ผิดกับอาการในเพศหญิงที่การหมดประจำเดือนจะเป็นสัญญาณบอกถึงฮอร์โมนที่เปลี่ยนไป

จากการศึกษาพบว่าเมื่อผู้ชายอายุมากเกินกว่า 60 ปี ก็อาจมีกลุ่มที่ฮอร์โมนเพศชายลดต่ำลง ร้อยละ 50 ส่วนที่เหลืออีกร้อยละ 50 ยังคงมีฮอร์โมนอยู่ในระดับปกติ อาการของผู้ชายที่มีภาวะพร่องฮอร์โมนเพศนี้มีความหลากหลาย ไม่เฉพาะเจาะจง และอาการเหล่านี้อาจเกิดจากโรคและความผิดปกติอื่นๆ ได้เช่นกัน

โดยอาการที่มักเกิดจากภาวะพร่องฮอร์โมนเพศในผู้ชาย ได้แก่ ความต้องการทางเพศลดลง สมรรถภาพทางเพศบกพร่อง อ่อนเพลีย กล้ามเนื้อไม่แข็งแรง อารมณ์แปรปรวน หลงลืมง่าย และนอนหลับไม่สนิท เป็นต้น ฮอร์โมนที่ลดลงในเพศชาย มีความแตกต่างจากการลดในเพศหญิง จึงทำให้มีอาการอย่างค่อยเป็นค่อยไป จนอาจไม่รู้สึกถึงความผิดปกติ เพราะเป็นการเปลี่ยนแปลงตามวัย โดยมีการคาดการณ์ว่าฮอร์โมนจะค่อยๆ ลดลงร้อยละ 1-2 ต่อปีของปริมาณที่มีอยู่เดิมหลังจากผู้ชายอายุมากกว่า 40 ปี

ฮอร์โมนเพศชายสำคัญ ได้แก่ ฮอร์โมนเทสโทสเตอโรน ซึ่งผลิตจากลูกอัณฑะ มีบทบาทหลักในการพัฒนาการทางเพศ ทำให้เด็กผู้ชายแสดงลักษณะของเพศชายเมื่อก้าวเข้าสู่วัยรุ่น เช่น มีเสียงห้าว มีหนวด เครา และอวัยวะเพศมีพัฒนาการเติบโต โดยอาศัยอิทธิพลจากต่อมใต้สมองทำให้มีการผลิตฮอร์โมนตามปกติ นอกจากลูกอัณฑะแล้ว ต่อมหมวกไตยังผลิตฮอร์โมนเพศชายได้อีกประมาณร้อยละ 5 แต่มีฤทธิ์อ่อนกว่าที่ผลิตจากอัณฑะ จึงมีบทบาทไม่มากนัก

ฮอร์โมนเพศชายจะมีระดับสูงขึ้น 3 ช่วง โดยครั้งแรกคือช่วงที่อยู่ในครรภ์มารดา เมื่อมีการพัฒนาของตัวอ่อน ครั้งที่สองในช่วงอายุ 2-5 เดือน และครั้งที่สามเมื่อวัยรุ่น ฮอร์โมนเทสโทสเตอโรนประมาณร้อยละ 98 จะจับกับโปรตีนในกระแสเลือด อีกร้อยละ 2 จะล่องลอยเป็นอิสระ ทำให้เซลล์ต่างๆ สามารถดึงฮอร์โมนนี้ไปใช้ได้ แต่เมื่อมีอายุมากขึ้นปริมาณโปรตีนที่จะจับกับฮอร์โมนก็มีมากขึ้นด้วย ทำให้ฮอร์โมนที่มีความเป็นอิสระลดลง

การวินิจฉัยภาวะพร่องฮอร์โมนเพศในเพศชาย อาศัยการสังเกตอาการและการตรวจในห้องปฏิบัติการเป็นหลัก การตรวจร่างกายโดยทั่วไปมักจะปกติ แต่อาการจะมีความคล้ายคลึงกับโรคอื่นๆ ดังนั้น แพทย์จึงต้องซักประวัติอย่างละเอียดและแยกโรคอื่นๆ ออกไป อาการส่วนใหญ่มักจะมีอาการร่วมกันหลายๆ ประการ เช่น มีภาวะซึมเศร้า ความต้องการทางเพศลดลง สมรรถภาพทางเพศลดลง กล้ามเนื้อไม่แข็งแรง นอนไม่หลับ ความจำไม่ดี ขาดความคิดริเริ่มสร้างสรรค์ สิ่งสำคัญคืออาจมีโรคอื่นๆ ที่ทำให้มีอาการเช่นนี้ได้ เช่น ภาวะพร่องฮอร์โมนไทรอยด์ โรคทางจิตประสาท ที่สำคัญคือภาวะซึมเศร้า โรคทางสมอง โรคทางกล้ามเนื้อ ดังนั้น หากไม่ได้แยกโรคเหล่านี้ออกไป การรักษาอาจไม่ได้ผล หรือแก้ไขไม่ตรงจุด และกลับทำให้อาการเลวลงได้

การตรวจเลือดหาฮอร์โมนเพศชายเพียงตัวเดียวมิอาจบอกว่ามีฮอร์โมนเพียงพอหรือไม่ ฮอร์โมนที่เรามีความจำเป็นต้องทราบปริมาณคือฮอร์โมนที่เป็นอิสระไม่ได้จับกับโปรตีน การเจาะเลือดจึงต้องเจาะหาโปรตีนที่จับกับฮอร์โมนด้วย ซึ่งอาจมีการเปลี่ยนแปลงตามวัย และปริมาณของฮอร์โมนยังมีการเปลี่ยนแปลงในแต่ละช่วงเวลาของวันด้วย แพทย์จึงมักแนะนำให้ตรวจหาค่าฮอร์โมนในช่วงเช้า และหากต้องการค่าที่แน่นอนว่าฮอร์โมนเพียงพอหรือไม่ ก็จะต้องเจาะเลือดพร้อมกับค่าของโปรตีนและนำไปคำนวณร่วมกับค่าอื่นๆ เช่น น้ำหนัก เป็นต้น

การรักษา หากพบว่ามีอาการผิดปกติและฮอร์โมนพร่องจริง จึงจะทำการรักษาด้วยการให้ฮอร์โมนเสริม ซึ่งสามารถให้ได้ทั้งในรูปแบบรับประทาน ฉีดเข้ากล้ามเนื้อ หรือปิดที่ผิวหนัง ซึ่งแต่ละวิธีจะมีความแตกต่างกัน เรื่องการดูดซึม การเผาผลาญที่ตับ และผลการรักษา ผู้ป่วยจึงควรจะได้รับฮอร์โมนเสริมภายใต้การควบคุมของแพทย์ที่มีความรู้ และต้องติดตามผลด้วย โดยมากเมื่อได้รับฮอร์โมนเสริม จะรู้สึกว่ามีคุณภาพชีวิตดีขึ้น กระปรี้กระเปร่า ความจำดี กล้ามเนื้อแข็งแรง ความต้องการและสมรรถภาพทางเพศดีขึ้น

สิ่งสำคัญที่ต้องพึงระวังได้แก่อาการข้างเคียง และความผิดปกติต่างๆ เช่น ภาวะเลือดข้นจากการผลิตเม็ดเลือดแดงที่เพิ่มขึ้น เพราะหากเลือดข้นมากอาจเป็นอันตรายถึงแก่ชีวิตได้ ระดับไขมันในเลือดสูงขึ้นโดยเฉพาะอย่างยิ่งโคเลสเตอรอลก็เป็นอีกหนึ่งปัจจัยที่อันตราย นอกจากนี้ยังมีค่าเลือดของต่อมลูกหมากซึ่งต้องตรวจสอบเป็นระยะ เพราะหากมีมะเร็งต่อมลูกหมากซ่อนอยู่จะทำให้อาการรุนแรงและโตเร็วได้

จะเห็นได้ว่า “ฮอร์โมนเพศชาย” ที่ว่ามีความสำคัญต่อระบบการทำงานของร่างกายมาก แต่หากได้รับฮอร์โมนเสริมโดยขาดความรู้และไม่ได้ติดตามผลอย่างถูกต้องย่อมเป็นอันตราย ถึงแม้จะได้ประโยชน์ทำให้ผู้ป่วยมีคุณภาพชีวิตและอารมณ์ที่ดีขึ้น ทำให้ชีวิตครอบครัวสมบูรณ์ แต่ควรต้องระวังและชั่งน้ำหนักระหว่างประโยชน์ที่ได้รับกับปัจจัยเสี่ยงที่อาจจะเกิด ดังนั้น จึงสมควรปรึกษาแพทย์เพื่อให้ได้รับการวินิจฉัยที่แน่นอน เลือกวิธีการรักษาที่ถูกต้องและติดตามการรักษาอย่างใกล้ชิด

ศ.นพ.วชิร คชการ

คณะแพทยศาสตร์ รพ.รามาธิบดี

ที่มา : ไทยรัฐ 14 มีนาคม 2557

อาการหมดประจำเดือน ทำให้สูญเสียความจำ

thairath130618_001สตรีจะต้องประสบกับความทุกข์อย่างมาก ซ้ำยังมีหลักฐานแสดงว่าอาจจะสูญเสียความจำไปด้วย ในช่วงของการหมดประจำเดือน นอกจากการเกิดอารมณ์แปรปรวน อาการร้อนวูบวาบตามร่างกายขึ้นแล้ว

นักวิจัยสหรัฐฯได้หันมาจับเรื่องนี้ศึกษา หลังจากที่เคยมีการศึกษาพบมาก่อนแล้วว่า มีสตรีรายงานว่าต้องประสบกับอาการสูญเสียความจำชั่วคราว ในช่วงของการหมดประจำเดือนด้วย พวกเขาได้ศึกษาด้วยการทดสอบกับผู้หญิงที่อยู่ในวัยระหว่าง 44-62 ปี จำนวน 68 คน พวกเธอแจ้งว่า มีความ รู้สึกร้อนวูบวาบเกิดตามเนื้อตัวอาทิตย์หนึ่งไม่ต่ำกว่า 35 ครั้ง

พวกเขาพบว่าสตรีคนที่เล่าว่านึกอะไรไม่ค่อยออก ทำผลทดสอบได้คะแนนต่ำ ยิ่งคนที่เล่าว่ามีอาการร้อนวูบวาบตามตัวบ่อยและรุนแรงยิ่งถึงขั้นสอบตกเลยทีเดียว

วารสารการแพทย์ “การหมดประจำเดือน” ของสหรัฐฯ รายงานผลการศึกษาว่า ได้แสดงให้เห็นว่าการหมดประจำเดือนทำให้ความจำเสื่อมจริง แม้กระทั่งเมื่อเกิดร้อนวูบวาบ ซึ่งทำให้ไม่มีความสุขอยู่แล้ว.

ที่มา : ไทยรัฐ 18 มิถุนายน 2556

.

Related Article :

.

Relief: Scientists say that while memory loss is common among menopausal women, it is not permanent and not linked to issues such as depression.

Relief: Scientists say that while memory loss is common among menopausal women, it is not permanent and not linked to issues such as depression.

The menopause ‘can cause memory loss’: Scientists say fluctuating levels of female hormones are behind the problem 

  • Memory loss worse in year after the last period due to fluctuating hormones
  • But is likely to only be temporary and not linked to depression
  • Symptoms are common for women in their late 40s and early 50s

PUBLISHED: 16:16 GMT, 3 January 2013

Women of a certain age who feel their memory is letting them down may not be imagining it.

It is a sign of the menopause, say researchers.

A study has confirmed that around the time of the change many women struggle with memory and other brain skills.

Fluctuating levels of female hormones are the likely cause of the problem, which affects women most badly during the first year of the menopause.

But the good news is it is not linked to depression or sleep problems and the effects are unlikely to be permanent.

Dr Miriam Weber, a neuropsychologist at the University of Rochester Medical Centre, who led the study, said the findings would strike a chord with millions of women going through the menopause.

Memory difficulties are one of the most common symptoms for women in their late 40s and early 50s, she said, a transition stage known as perimenopausal.

She said: ‘This study suggests that these problems not only exist but become most evident in the women in the first year following their final menstrual period.’

The average age that women in Britain start the menopause is 50. They develop symptoms such as hot flushes, night sweats, depression, irritability and loss of concentration.

A study published in the journal Menopause looked at 117 women who were close to the menopause or had just gone through it.

The women were given a series of tests on verbal memory, working memory, attention and information processing.

The tests replicate daily tasks such as staying focused on something for a period of time, learning a phone number, and making a mental list of groceries and recalling them in the supermarket.

The researchers found that women in the early stage of post-menopause performed worse on measures of verbal learning, verbal memory and fine motor skills than women just before going through the menopause or two years into it.

The researchers also found symptoms such as sleep difficulties, depression and anxiety did not predict memory problems.

Dr Weber said: ‘While absolute hormone levels could not be linked with cognitive function, it is possible that the fluctuations that occur during this time could play a role in the memory problems that many women experience.’

Parts of the brain most dependent on oestrogen, which diminishes during the menopause, are important for verbal memory and processing speed, said Dr Weber.

Two years ago, at the age of 47, Deborah Shelton noticed her short-term memory wasn’t as good as it used to be.

It happened at the same time as she noticed changes in her menstrual cycle and hormones – making her more emotional and tearful.

The mother of two from Southampton, now 49, said: ‘I find it harder to automatically recall things like I used to. When I went food shopping with my daughter the other day, we got back to the car and I could have sworn I forgot to buy any bread.

‘My daughter had to tell me, “no mum, you did buy it” – I thought I was going mad, I couldn’t remember picking it up!’.

Dr Weber added: ‘The most important thing that women need to be reassured of is that these problems, while frustrating, are normal and, in all likelihood, temporary.’

Dr John Stevenson, of Royal Brompton Hospital in London, said: ‘When women discover it’s probably a symptom of the menopause, they are usually very relieved as they feared they might be suffering from Alzheimer’s disease.’

SOURCE: www.dailymail.co.uk

วัยทองผ่องอำไพ

dailynews130428_001ขณะนี้ประเทศไทยเรากำลังเข้าสู่สังคมผู้สูงอายุครับ เพราะมีประชากรสูงอายุเพิ่มมากขึ้นเรื่อย ๆ เหตุผลก็เพราะประชาชนเริ่มหันมาดูแลตัวเองดีขึ้น การแพทย์เจริญก้าวหน้ามากขึ้น ผู้คนก็เข้าสู่โรงพยาบาลเพื่อตรวจเช็กสุขภาพ ดูแลโรคตั้งแต่ระยะเริ่มแรกเพิ่มมากขึ้น ด้วยวิธีต่าง ๆ เหล่านี้จึงทำให้มีอายุยืนยาวมากขึ้นครับ

เมื่อเป็นดังนี้แล้ว ผู้สูงอายุจึงจำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องเรียนรู้และเข้าใจตัวเอง เมื่อสู่ช่วงวัยที่เรียกว่า “วัยทอง” เพราะในวัยนี้จะประสบกับการเปลี่ยนแปลงมากมาย ไม่ว่าจะเป็นการเปลี่ยนแปลงทางร่างกาย อารมณ์และจิตใจ ซึ่งสาเหตุสำคัญก็มาจากเรื่องของฮอร์โมนนั่นเอง

รองศาสตราจารย์ นายแพทย์อรรณพ ใจสำราญ ฝ่ายสูติศาสตร์–นรีเวชวิทยา โรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ สภากาชาดไทย ให้ข้อมูลว่า เวลาที่พูดถึงวัยทอง ส่วนใหญ่เราจะหมายถึงผู้หญิง แต่ในความหมายจริง ๆ แล้ว หมายรวมถึงผู้ชายด้วย เพียงแต่ปัญหาวัยทองที่เราพบส่วนใหญ่มักเป็นปัญหาที่เกิดกับผู้หญิง…สำหรับคุณผู้หญิง ก่อนอื่นเลยต้องทราบว่า ในเพศหญิงนั้นมีรังไข่ซึ่งเป็นอวัยวะที่ทำหน้าที่สร้างฮอร์โมนเพศหญิง คือฮอร์โมนเอสโตรเจน ซึ่งฮอร์โมนนี้จะทำให้เด็กผู้หญิงตัวเล็ก ๆ เข้าสู่วัยสาว แต่เมื่ออายุมากขึ้นเข้าสู่วัยที่เราเรียกกันว่าวัยทอง หรือวัยหมดประจำเดือน ซึ่งโดยเฉลี่ยแล้วอายุประมาณ 49–50 ปี รังไข่ของคุณผู้หญิงก็จะเริ่มทำงานน้อยลงเรื่อย ๆ และหยุดทำงานลงในที่สุด ก็ทำให้ผู้หญิงขาดฮอร์โมนเพศหญิง จึงเกิดการเปลี่ยนแปลงต่าง ๆ ในร่างกายตามมา ซึ่งการเปลี่ยนแปลงเหล่านี้สามารถเกิดขึ้นได้กับตั้งแต่ศีรษะจดปลายเท้า และมีได้ในทุก ๆ ระบบอวัยวะ

ปัญหาก็คือ เมื่อการแพทย์และการสาธารณสุขเจริญก้าวหน้ามากขึ้น ส่งผลให้อายุเฉลี่ยของผู้หญิงในปัจจุบันอยู่ที่ 72–73 ปี ดังนั้นเราจะเห็นว่าผู้หญิงต้องใช้ชีวิตอยู่ในช่วงหมดประจำเดือนและไม่มีฮอร์โมนเพศนานกว่า 20 ปีเลยทีเดียว ดังนั้น สุภาพสตรีวัยทองควรทราบว่าจะต้องมีการปฏิบัติตัวอย่างไร เพื่อที่จะรับกับการเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นในช่วงเวลานี้ จะได้มีคุณภาพชีวิตที่ดีต่อไปในอนาคต

ส่วนในคุณผู้ชายก็มีฮอร์โมนเพศชายที่ชื่อว่าเอนโดรเจน ซึ่งสร้างมาจากลูกอัณฑะ ฮอร์โมนนี้มีหน้าที่ในการทำให้เป็นชายสมชาย แต่เมื่ออายุมากขึ้นเรื่อย ๆ การทำงานของลูกอัณฑะในการสร้างฮอร์โมนเพศชายก็จะลดน้อยลงครับ ทั้งนี้ จะมีความแตกต่างระหว่างผู้หญิงและผู้ชายตรงที่ว่า ผู้หญิงนั้นเมื่อถึงวัยหมดประจำเดือน รังไข่จะหยุดทำงานอย่างรวดเร็วและฮอร์โมนที่เคยมีอยู่ในระดับสูงก็จะลดลงอย่างรวดเร็วด้วย ทำให้การเปลี่ยนแปลงต่าง ๆ ที่เกิดขึ้นแสดงให้เห็นได้อย่างชัดเจน ต่างกับผู้ชายที่การทำงานของการสร้างฮอร์โมนเพศชายจะลดลงแบบค่อยเป็นค่อยไป ดังนั้นการเปลี่ยนแปลงต่าง ๆ ที่เกิดขึ้นในผู้ชายจึงไม่รุนแรงและเกิดขึ้นฉับพลันเหมือนกับที่เกิดในผู้หญิง จึงไม่พบคุณผู้ชายมาปรึกษาแพทย์ด้วยปัญหาวัยทองมากนัก

ถ้าถามว่าอาการแสดงซึ่งรบกวนการดำเนินชีวิตของทั้งคุณผู้หญิงและคุณผู้ชายวัยทองมากที่สุด มักเกิดขึ้นกับอวัยวะใด คงต้องอธิบายว่า ในช่วงแรกเมื่อฮอร์โมนลดลงกว่าในระดับต่ำที่เคยเป็นมา อาการที่พบในช่วงแรกเรียกว่าเป็นอาการที่เกิดจากการทำงานของระบบประสาทที่ผิดปกติไป ที่เราพบได้บ่อย ๆ ก็คือ มีอาการร้อนวูบวาบ แม้จะนั่งอยู่ในห้องแอร์ก็มีเหงื่อออกตลอด อาการร้อนวูบวาบนี้มักเป็นมากในช่วงเย็นและช่วงกลางคืน บางคนมีอาการใจสั่น หัวใจเต้นเร็ว นอนไม่หลับ แต่ในบางคนอาจมีปัญหาเรื่องอารมณ์ เช่น หงุดหงิด โมโหง่าย ควบคุมอารมณ์ไม่อยู่ อันนี้ก็จะเป็นสิ่งที่เราพบในช่วงแรก ๆ ซึ่งเกิดจากการทำงานของระบบประสาทอัตโนมัติที่ผิดปกติไป แต่ก็ไม่ได้หมายความว่าทุกคนจะต้องเป็นเหมือนกันหมด เป็นมากบ้างน้อยบ้างแตกต่างกันไปในแต่ละคน

สำหรับอาการทางอารมณ์ที่เกิดขึ้นในช่วงวัยทอง แบ่งได้เป็น 2 กลุ่ม คือ
1. หงุดหงิด ควบคุมอารมณ์ไม่ได้ ก็อาจจะมีอาการฉุนเฉียวโมโหง่ายจากคนที่ใจดีกับลูกน้องหรือใจดีกับลูกหลานมาตลอดกลับกลายเป็นว่าใครทำอะไรก็ขัดหูขัดตาตลอด
2. มีภาวะซึมเศร้า เฉื่อยชา ไม่อยากทำอะไร ซึ่งอาการทั้งสองกลุ่มนี้สามารถเกิดได้ทั้งในหญิงและชายวัยทอง

อาการที่พบต่อมาก็คือ หลังจากเข้าสู่วัยทองได้ประมาณ 1–2 ปี ก็จะเริ่มมีการเสื่อมของเซลล์, เนื้อเยื่อ และอวัยวะต่าง ๆ ตามมา ที่พบได้บ่อยในสุภาพสตรีก็คือเรื่องของช่องคลอดที่แห้ง-แสบ รวมถึงทางเดินปัสสาวะที่อาจจะมีปัญหาในเรื่องของหูรูดที่ทำงานได้ไม่ดีเหมือนเดิม ทำให้กลั้นปัสสาวะไม่อยู่ มีแสบขัดเวลาปัสสาวะ หรือปัสสาวะบ่อย เป็นต้น

นอกจากนี้ก็เป็นปัญหาเรื่องความสวยความงาม คือ ผิวหนังมีอาการคัน รวมถึงเส้นใยใต้ผิวหนังที่ช่วยให้ผิวหนังมีความเต่งตึงนั้นเริ่มเสื่อมสภาพลง ทำให้เกิดริ้วรอยและความเหี่ยวย่น และท้ายที่สุดเมื่อเวลาผ่านไปนาน 5–10 ปี หลังจากที่หมดประจำเดือน สิ่งที่เปลี่ยนแปลงตามมาก็จะเป็นเรื่องของการสูญเสียแคลเซียมออกจากเนื้อกระดูก ทำให้มีปัญหากระดูกบาง กระดูกพรุน และกระดูกหักง่าย มีปัญหาปวดเมื่อยตามกล้ามเนื้อ และตามข้อต่อต่าง ๆ ในร่างกาย เหล่านี้คือปัญหาที่เกิดตามมาเป็นลำดับจากการที่ขาดฮอร์โมน ซึ่งพบว่าคุณผู้ชายหลายท่านก็อาจมีอาการเช่นเดียวกันกับคุณผู้หญิงได้

ไม่ว่าในผู้ชายหรือในผู้หญิง ปัญหาที่เกิดขึ้นจากวัยทอง ล้วนแตกต่างกันไปในแต่ละคน ทำให้การดูแลรักษาและการป้องกัน ไม่เหมือนกัน ถ้าท่านที่สุขภาพแข็งแรงมาตลอด ดูแลสุขภาพตนเองดีมาตลอด อาจจะมีปัญหาหรือมีการเปลี่ยนแปลงดังที่กล่าวไปข้างต้นน้อย ซึ่งอาจไม่ต้องรักษาหรือทำอะไรเลย…ขณะที่ในบางคนมีปัญหาหรือมีอาการมาก ปัญหาของท่านเหล่านี้ก็จำเป็นต้องได้รับการรักษาหรือดูแลโดยเฉพาะ เช่น แพทย์อาจให้ยาบางอย่างที่ช่วยในการชะลอหรือรักษาอาการดังกล่าว ดังนั้นจึงขึ้นอยู่กับว่าปัญหาของแต่ละท่านมีมากหรือมีน้อย ท่านได้มีการดูแลสุขภาพของตนเองมากน้อยแค่ไหน นอกเหนือจากนั้นคนในครอบครัวก็จำเป็นต้องมีส่วนร่วมด้วย ถ้าในครอบครัวมีคุณพ่อคุณแม่ หรือมีสามี-ภรรยาที่อยู่ในวัยที่ผมกล่าวถึงนี้ และเริ่มมีปัญหา แนะนำว่า ควรได้รับคำปรึกษาจากแพทย์ และหาความรู้เพื่อที่จะปฏิบัติตัวอย่างเหมาะสมครับ

ถึงตรงนี้ หลายท่านเริ่มมีคำถามเกิดขึ้นในใจว่า ในอาการต่าง ๆ ที่กล่าวไปข้างต้น เช่น ร้อนวูบวาบ หรืออาการใจสั่น ถามว่าจำเป็นหรือไม่ที่ต้องไปพบแพทย์ทันทีที่มีอาการ เรื่องนี้คุณหมออธิบายว่า ขึ้นอยู่กับอาการที่เกิดขึ้นว่ามากน้อยแค่ไหน คือถ้ามีอาการเพียงเล็กน้อย นาน ๆ จึงจะเกิดขึ้นครั้งหนึ่ง และสามารถปรับตัวได้ ก็อาจไม่จำเป็นต้องมาพบแพทย์ และจะหายเองได้ในที่สุด…แต่ในกรณีที่อาการเป็นมาก เช่น ร้อนมาก ใจสั่น นอนไม่หลับ หรือมีผลกระทบอย่างมากต่อการดำรงชีวิต แบบนี้ควรจะต้องปรึกษาแพทย์ เพราะถ้ามีอาการมากถึงขั้นที่กระทบต่อการดำเนินชีวิต อาจจำเป็นต้องใช้ยา ซึ่งยาในกลุ่มนี้ก็มีหลายตัว แพทย์จะเป็นผู้แนะนำการใช้ได้อย่างปลอดภัย ในการที่จะบรรเทาอาการต่าง ๆ

คำถามที่ตามมาก็คือ อาการวัยทองที่เป็น เช่น ร้อนวูบวาบ ถ้าปล่อยทิ้งไว้นาน ๆ โดยไม่รับการรักษาจะส่งผลอย่างไร หรือ อาการใจสั่น ซึ่งในผู้สูงอายุอาจจะมีปัญหาหลอดเลือดตีบ หรือมีปัญหากล้ามเนื้อหัวใจร่วมด้วย ถ้าปล่อยรอไว้ให้ใจสั่นมาก ๆ แล้วค่อยไปพบแพทย์ แบบนี้จะผลเสียหรือไม่อย่างไร เรื่องนี้คุณหมออธิบายว่า “ถ้าเป็นอาการที่เกิดจากการเปลี่ยนแปลงฮอร์โมน และไม่ได้รับการรักษา เป็นมากกระทั่งทำให้พักผ่อนไม่เพียงพอ ย่อมส่งผลกระทบต่อสุขภาพโดยรวม แต่อย่างไรก็ตามเมื่อเป็นมาก ๆ อาจจะสันนิษฐานได้ว่าท่านมีปัญหาโรคอื่นนอกเหนือจากการขาดฮอร์โมนร่วมด้วย เช่น เป็นโรคของต่อมไทรอยด์ ท่านอาจจะมีปัญหาเรื่องของโรคหัวใจอยู่แล้ว ถ้าปล่อยไว้ให้เป็นร่วมกันก็อาจจะทำให้มีปัญหาต่าง ๆ รุนแรงมากขึ้นได้”

มาถึงเรื่องการวินิจฉัยและรักษา ก่อนอื่นต้อง บอกว่า การไปพบแพทย์ไม่ใช่เรื่องน่าอายและน่ากลัวแต่อย่างใด ในครั้งแรกที่ไปพบแพทย์ยังคลินิกวัยทอง ก็จะมีการซักประวัติ ตรวจร่างกาย บางครั้งอาจจะมีการตรวจทางห้องปฏิบัติการ เช่น ตรวจเลือด หรือเอกซเรย์ตามความจำเป็น เพื่อจะวินิจฉัยให้ได้ว่าปัญหาที่เกิดขึ้นเกิดจากการขาดฮอร์โมนจริงหรือไม่ ถ้าใช่จริงก็จะพิจารณาว่าต้องให้การรักษาอย่างไร ในการไปพบแพทย์ครั้งแรกส่วนใหญ่จะได้รับการตรวจและวินิจฉัยเกือบจะครบถ้วนอาจจะมีการตรวจติดตามเพื่อดูผลทางห้องปฏิบัติการหรือการตรวจพิเศษบ้าง ซัก 1-2 ครั้งแล้วจึงพิจารณาให้การรักษา…หลังการรักษาก็จะมีการตรวจติดตามผล ถ้าอาการไม่มากแพทย์จะนัด 3 เดือน/ครั้ง และถ้าอาการดีขึ้นแล้วอาจจะนัดมาเพียงปีละ 1-2 ครั้ง เท่านั้น

ยาฮอร์โมนที่ใช้ในการรักษาวัยทอง ก็คือฮอร์โมนเพศครับ แต่การจะใช้ จะต้องให้แพทย์เป็นผู้แนะนำ เมื่อแพทย์พิจารณาแล้วว่าไม่มีโรคอะไรที่เป็นข้อห้ามในการใช้ฮอร์โมน แพทย์จึงจะสั่งให้ใช้…ไม่แนะนำเป็นอย่างยิ่ง และอยากจะห้าม ไม่ให้ไปซื้อยารับประทานเอง เพราะเห็นเพื่อนทานแล้วดีขึ้น จึงไปซื้อยี่ห้อเดียวกันมาทาน ทั้งนี้เพราะในแต่ละคนมีความต้องการยาไม่เหมือนกัน เราไปเอายาที่คนอื่นใช้ดีมาใช้ ซึ่งก็ไม่ได้แปลว่ามันจะดีเสมอไป บางครั้งนอกจากจะไม่ดีขึ้นแล้วอาจจะทำให้เกิดอาการข้างเคียงและอันตรายได้ เพราะปัจจุบันยาฮอร์โมนในท้องตลาดมีหลายชนิดครับ ทั้งชนิดรับประทาน ชนิดทา ชนิดแผ่นแปะที่ผิวหนัง หรือบางชนิดอาจจะใช้รักษาอาการในช่องคลอดโดยเฉพาะ ดังนั้นการจะเลือกใช้ชนิดไหน แพทย์จะมีข้อแนะนำที่แตกต่างกันไป…และในการที่ใช้ฮอร์โมน แพทย์ก็จะมีการตรวจติดตามผลด้วย เพื่อปรับขนาดยาและชนิดของยาให้เหมาะสม ซึ่งการใช้ยาฮอร์โมนนี้ก็เหมือนกับการใช้ยารักษาโรคอื่น ๆ ทั่วไป คือใช้เมื่อมีปัญหาหรือมีข้อบ่งชี้ และเมื่อมีอาการดีขึ้นหรืออาการลดน้อยลง เราก็สามารถหยุดใช้ยาได้ ไม่จำเป็นต้องทานยาไปตลอดชีวิต ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับปัญหาและความเหมาะสมของแต่ละคน.

นายแพทย์สุรพงศ์ อำพันวงษ์

ที่มา : เดลินิวส์ 28 เมษายน 2556

.

.

dailynews130505_001

วัยทองผ่องอำไพ ตอน 2

ดังที่ได้กล่าวในตอนที่ 1 แล้ว วัยทองหมายถึงวัยประมาณ 49-50 ปีขึ้นไป ยังแข็งแรง ยังช่วยเหลือตัวเองได้ดีมาก ส่วนใหญ่อยู่ในวัยทำงานได้สะสมชื่อเสียง เกียรติยศ และหลักฐานได้ดีพอควร บางคนอาจจะมีทั้งบุตรหลานแล้ว

ปัจจุบันมีสถานพยาบาลและโรงพยาบาลหลายแห่งเปิดบริการ “ชะลอวัย” “เวชศาสตร์ชะลอวัย” ซึ่งล้วนตอบสนองเพื่อยับยั้งหรือชะลออาการต่าง ๆ ของวัยสูงอายุ ให้ข้อแนะนำ รวมถึงดูแลตรวจและรักษาทดแทนในส่วนที่บกพร่อง มุ่งหวังจะให้มีอายุยืนยาวมากขึ้น ชะลอโรคหรือป้องกันโรคต่าง ๆ รวมทั้งเสริมแต่งทั้งภายนอก ภายในให้ดูดี ทั้งผิวหนัง หน้าตา บุคลิก น้ำหนักตัวให้เหมาะสม เป็นต้น

ถ้าทุกท่านมีความรู้พอเพียง และเอาใจใส่ด้านสุขภาพยาวนาน พอถึงวัยนี้ส่วนใหญ่ก็จะดูดีสมวัย หรือดูอ่อนกว่าวัยอยู่แล้ว ถ้าไม่เป็นไปดังคาดจะลองใช้บริการ “ชะลอวัย” ดูบ้างก็คงได้ ขอให้ได้รับการปฏิบัติการตรวจ-รักษาจากแพทย์ก็จะถูกต้องตามหลักวิชาการมากขึ้น

แต่ก็ต้องยอมรับว่าคนวัยทองหลายคนไม่เพียงแต่ห่วงสุขภาพ แต่ห่วงที่จะดูดี เพราะในวัยทองนั้นจะมีการเปลี่ยนแปลงของผิวพรรณอันเกิดจากการขาดฮอร์โมนด้วย ในกรณีที่เป็นมากจริงๆ การให้ฮอร์โมนก็อาจจะช่วยได้ แต่โดยหลักการแพทย์ในปัจจุบันการรักษาด้วยการใช้ฮอร์โมนเพศ ไม่ได้เป็นข้อบ่งชี้เพื่อการชะลอวัย หรือทำให้แก่ช้าลง หรือทำให้ผิวหนังเต่งตึงมากขึ้น ถ้าเป็นปัญหาเฉพาะที่ผิวหนังเหี่ยวหรือแห้ง เราก็จะแนะนำว่าให้ใช้วิธีธรรมชาติคือการใช้ครีมบำรุง หรือสารให้ความชุ่มชื้นแก่ผิวหนัง หลีกเลี่ยงพฤติกรรมเสี่ยงที่จะทำให้ผิวหนังแย่ลงไป เช่น การใช้สารเคมีต่าง ๆ หรือการโดนแสงแดด รวมถึงอากาศแห้ง ๆ เพราะการที่จะไปใช้ฮอร์โมนเพื่อหวังผลเรื่องความงามอย่างเดียวยังไม่ได้เป็นข้อบ่งชี้ทางการแพทย์โดยตรง

ดังนั้นเพื่อให้ผู้สูงอายุทุกท่าน เป็นวัยทองที่ผ่องอำไพและงามสง่า คุณหมอมีคำแนะนำในการดำเนินชีวิตว่า

1. ต้องมีความรู้ความเข้าใจถึงปัญหาที่เกิดขึ้นจากการเปลี่ยนแปลงของวัยทองนี้

2. เรื่องของการปฏิบัติตัวในวัยทอง แบ่งได้เป็น 3 ส่วนใหญ่ ๆ คือ
– อาหาร
– การออกกำลังกาย
– การทำจิตใจให้สงบ ผ่องใส รวมถึงมองโลกในแง่ดี

ในส่วนของอาหาร ถ้าเราสามารถรับประทานอาหารได้ครบถ้วน วิตามินหรือแร่ธาตุต่างๆ ที่อยู่ในอาหารตามธรรมชาติถือว่าดีต่อสุขภาพที่สุด ไม่จำเป็นต้องไปสรรหาวิตามินหรืออาหารเสริมพิเศษอะไรมารับประทาน แต่อาจจะให้วิตามินหรือแร่ธาตุบางตัวเสริมในกรณีที่รับประทานไม่เพียงพอ ที่ให้กันบ่อยๆ ก็คือแคลเซียม ในคนที่เข้าสู่วัยทองแนะนำว่าต้องมีแคลเซียมในร่างกายอย่างน้อยประมาณ 1,000 มก./วัน ทั้งนี้เนื่องจากอาหารไทยที่เรารับประทานกันจะมีแคลเซียมเฉลี่ยอยู่ที่ประมาณ 400–500 มก./วัน จึงควรทานอาหารที่มีแคลเซียมมากขึ้น เช่น ดื่มนมวันละ 2 แก้ว แต่ถ้าไม่เพียงพอก็อาจรับประทานแคลเซียมเสริมบ้าง อันนี้ก็ไม่ได้มีข้อห้ามแต่ประการใด ส่วนวิตามินหรืออาหารเสริมตัวอื่น ๆ ถ้ารับประทานอาหารตามธรรมชาติได้เพียงพอแล้วก็ไม่จำเป็นเลยครับ ไม่มีอาหารที่วิเศษอะไรเลย เพราะอาหารที่ดีที่สุดก็คืออาหารตามธรรมชาติครับ พร้อมกันนี้ควรรับประทานอาหารที่มีกากใยหรือไฟเบอร์ให้เพียงพอ เพื่อช่วยในเรื่องระบบขับถ่ายด้วย

เรื่องของการออกกำลังกายสำหรับคนวัยทองทั้งในผู้หญิงและผู้ชายนั้นมีความสำคัญมาก เพราะปัญหาที่ผมได้กล่าวไปข้างต้นแล้วก็คือเรื่องของกระดูก รวมถึงข้อต่อและกล้ามเนื้อต่าง ๆ ซึ่งจะเกิดมากขึ้นในวัยทองหลังจากที่ขาดฮอร์โมน ดังนั้นการที่จะมีการออกกำลังกายอย่างเหมาะสมและสม่ำเสมอจึงมีความสำคัญ ในวัยทองนั้นเราแนะนำว่าการออกกายควรจะมีสองส่วน คือ

1. การออกกำลังกายแบบแอโรบิก เช่น การวิ่งเหยาะ ว่ายน้ำ เพื่อให้มีการสูบฉีดโลหิตให้หัวใจและปอดทำงานดีขึ้น นี่คือสิ่งที่ต้องทำเพื่อป้องกันปัญหาเรื่องของโรคหัวใจ ความดันโลหิตสูง และไขมันในเลือดสูง ที่จะเกิดขึ้นตามมาในคนสูงอายุ

2. การออกกำลังกายแบบแบกรับน้ำหนัก เนื่องจากเมื่อเข้าสู่วัยทองวัยหมดประจำเดือนจะมีการสูญเสียเนื้อกระดูกและสูญเสียแคลเซียมออกจากกระดูก ซึ่งการที่เราได้ออกกำลังกายแบบที่มีการแบกรับน้ำหนักก็จะช่วยทำให้ลดการสูญเสียเนื้อกระดูกได้ ในต่างประเทศนิยมใช้การยกน้ำหนัก หรือยกเวต ซึ่งบ้านเราอาจจะไม่เป็นที่นิยมมากนัก จึงแนะนำว่าการออกกำลังกายแบบแบกรับน้ำหนักที่ทำได้ง่ายก็คือการแบกรับน้ำหนักตัวเอง ได้แก่การเดิน ซึ่งจะช่วยให้กระดูกมีความแข็งแรงยิ่งขึ้น นอกจากนี้ยังมีการออกกำลังกายอื่น ๆ อีก เช่น ชี่กง หรือ ไทเก๊ก เหล่านี้เป็นการออกกำลังกายที่มีประโยชน์ต่อกระดูกและกล้ามเนื้อโดยตรงเพราะมีการเกร็ง และมีการแบกรับน้ำหนักของร่างกายด้วย เรียกว่าได้ประโยชน์โดยตรง ที่สำคัญคือเป็นการออกกำลังกายที่ไม่มีการกระแทกกระทั้นมากนัก ดังนั้นโอกาสที่จะมีอุบัติเหตุเกิดขึ้นกับข้อ หรือเกิดขึ้นกับกล้ามเนื้อต่าง ๆ ก็จะเป็นไปได้น้อย ส่วนการเล่นโยคะ ถ้าเราสามารถที่จะเลือกท่าทางหรือเลือกการปฏิบัติ ซึ่งไม่ทำให้เกิดปัญหาหรืออันตรายต่อกล้ามเนื้อและข้อได้ ก็เป็นสิ่งที่สามารถจะกระทำได้

ท้ายที่สุดและสำคัญที่สุดคือ ถ้าคิดว่าปัญหาวัยทองที่ตนเองประสบไม่สามารถแก้ไขได้ด้วยตัวเอง และจำเป็นต้องได้รับการดูแล ก็ควรเข้ารับคำปรึกษาจากแพทย์ครับ ซึ่งปัจจุบันทางกระทรวงสาธารณสุข ทั้งโรงพยาบาล โรงเรียนแพทย์ และสภากาชาดไทย ทุกแห่งล้วนมีบริการให้คำปรึกษา ดูแลทั้งบุรุษและสตรีที่อยู่ในวัยทองครับ ซึ่งเราเรียกกันง่ายๆ ว่าคลินิกวัยทอง ส่วนในโรงพยาบาลที่เล็กลงมาอาจจะไม่มีคลินิกเฉพาะเรื่องวัยทอง แต่ก็สามารถจะปรึกษากับแพทย์เฉพาะทางได้ อย่างกรณีของคุณผู้หญิงที่เริ่มเข้าสู่วัยทองก็สามารถปรึกษากับสูตินรีแพทย์ ซึ่งทุกท่านก็จะมีความรู้ความสามารถที่จะดูแลปัญหาเหล่านี้ได้ ส่วนคุณผู้ชายก็สามารถปรึกษาได้กับแพทย์ศัลยกรรมระบบทางเดินปัสสาวะ ซึ่งก็สามารถจะดูแลปัญหานี้ได้เช่นเดียวกันครับ.

นายแพทย์สุรพงศ์ อำพันวงษ์

 

ที่มา : เดลินิวส์  5 พฤษภาคม 2556

“เกิดอะไร กับสตรีวัยหมดระดู”

dailynews130113_001ลายคนคงเคยได้ยินคำพูดที่ว่า คุณสุภาพสตรีเมื่อมีอายุมาก ก็จะมีวัยหนึ่งที่เรียกว่า “เลือดจะไปลมจะมา” ซึ่งผู้พูดคงจะให้ความหมายของคำว่าเลือดจะไปก็คือ สตรีวัยที่เลือดประจำเดือนหรือเลือดระดูกำลังจะหมดไป ส่วนลมจะมาก็คืออารมณ์ที่แปรปรวน (ไปในทางลบ) ในขณะที่ประจำเดือนเริ่มมีความเปลี่ยนแปลงอาจมาไม่สม่ำเสมอและลดน้อยลง

ตัวผมเองไม่ได้มีความรู้ในเรื่องนี้มากเท่าใดนัก แต่จากการได้พูดคุยกับ “ศ.นพ.นิมิต เตชไกรชนะ” หัวหน้าหน่วยวิจัยสตรีวัยหมดระดู ภาควิชาสูติศาสตร์–นรีเวชวิทยา คณะแพทยศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ในรายการสุขภาพดี 4 วัย ซึ่งผมรับหน้าที่เป็นพิธีกรอยู่นั้น ได้ความรู้ที่มีประโยชน์มากมาย จึงนำเรื่องราวมาเล่าสู่กันฟังครับ

คุณหมอนิมิตอธิบายว่า คุณสุภาพสตรีที่เข้าใกล้วัยหมดระดูหรือหมดประจำเดือน ก็จะเริ่มมีประจำเดือนไม่ปกติ ที่เป็นเหตุนั้นก็เพราะฮอร์โมนในร่างกายเริ่มแกว่งขึ้น ๆ ลง ๆ ช่วงนี้เองจะทำให้คุณผู้หญิงเริ่มมีอารมณ์ที่ไม่ค่อยปกติ บางคนก็อาจจะมีอาการร้อนวูบวาบในตอนกลางคืน บ้างก็หลับ ๆ ตื่น ๆ ทำให้ในตอนเช้าอาจจะมีสมาธิไม่ค่อยดี หลง ๆ ลืม ๆ อารมณ์ไม่ค่อยมั่นคง และโกรธง่าย โมโหง่าย เป็นต้น

ต้องบอกว่าจริง ๆ แล้ว คุณผู้หญิงนั้นจะมีช่วงที่ร่างกายเปลี่ยนผ่านอยู่ 3 ช่วงด้วยกัน ช่วงแรก คือช่วงเริ่มเข้าวัยสาวเริ่มมีประจำเดือน ตอนนั้นฮอร์โมนก็จะเริ่มเปลี่ยนแปลง ในระยะนั้นอารมณ์ก็จะไม่ค่อยคงเส้นคงวา

ช่วงที่ 2 คือระหว่างตั้งครรภ์ 3 เดือนแรกก็จะเริ่มมีอารมณ์หวั่นไหวง่าย พอหลังคลอดฮอร์โมนลดลงก็จะมีอาการซึมเศร้า ก็เป็นระยะที่อารมณ์หวั่นไหวอีกช่วงหนึ่ง

ช่วงที่ 3 คือเข้าวัยทอง เป็นช่วงที่ฮอร์โมนขึ้น ๆ ลง ๆ ประจำเดือนค่อย ๆ ลดลงจนหมด ก็เป็นอีกระยะหนึ่งที่อาจมีปัญหาได้

เพราะฉะนั้นใครที่พูดว่าผู้หญิงนั้นเจ้าอารมณ์ ผมคงต้องบอกว่าเขาไม่ได้แกล้งทำนะครับ แต่เพราะฮอร์โมนทำให้เป็นเช่นนั้น เมื่อเป็นแบบนี้แล้ว ผู้อยู่ใกล้ชิดจำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องทำความเข้าใจครับ เพราะแต่ละคนก็มีความเครียดและมีเรื่องเข้ามากระทบตลอดเวลา ซึ่งในสถานการณ์ปกติเขาจะสามารถรับมือและจัดการกับมันได้ เพียงแต่ในช่วงที่ฮอร์โมนร่างกายเริ่มเปลี่ยนแปลงจะทำให้เกิดความรู้สึกเปราะบางและควบคุมตัวเองได้ยากขึ้น ตรงนี้ถ้าคนที่อยู่รอบข้างเข้าใจก็จะรู้ว่ามันเป็นระยะเปลี่ยนผ่านที่ทำให้ควบคุมตัวเองได้ยาก…แต่สิ่งสำคัญเหนืออื่นใดคือเจ้าตัวจะต้องรู้ตัวเองว่ากำลังไม่ปกติ สามารถจับอารมณ์ตัวเองได้ รู้ตัวเองว่ากำลังจะโมโหหรือแสดงอารมณ์ออกมามากเกินไปหรือไม่ แบบนี้จะทำให้สามารถควบคุมตัวเองได้ง่ายขึ้น ส่งผลกระทบกับบุคคลใกล้ตัวน้อยลง

การที่ฮอร์โมนลดลงส่งผลต่อระบบต่าง ๆ ในร่างกายได้ถึง 4 ระบบด้วยกันคือ

1. ระบบประสาทอัตโนมัติ ซึ่งจะทำให้ผู้หญิงมีอาการร้อนวูบวาบ เหงื่อออกมากตอนกลางคืน เป็นต้น

2. ระบบที่มีผลต่อจิตใจและอารมณ์ เช่น อาจทำให้เกิดอาการซึมเศร้า โกรธง่าย คุมตัวเองไม่ได้ ไม่กล้าอยู่คนเดียว บางครั้งผุดลุกผุดนั่ง วิตกกังวล บางรายอาจมีอาการหลง ๆ ลืม ๆ ไปบ้าง เพราะในช่วงกลางคืนมีอาการหลับ ๆ ตื่น ๆ ทำให้เช้าขึ้นมามีสมาธิที่ไม่ค่อยดี หงุดหงิดง่าย พานให้หลง ๆ ลืม ๆ ไปได้ชั่วขณะ ซึ่งมิได้เกี่ยวข้องหรือเป็นอาการเริ่มต้นของโรคอัลไซเมอร์แต่อย่างใด

3. ระบบทางเดินปัสสาวะและระบบสืบพันธุ์ คือจะมีช่องคลอดแห้ง หรืออาจติดเชื้อทางเดินปัสสาวะได้ง่าย เป็นกระเพาะปัสสาวะอักเสบบ่อย

4. กลุ่มอาการทั่ว ๆ ไป เช่น มือเท้าชา ผิวแห้ง เหมือนแมลงไต่ตามตัว

ที่กล่าวมาทั้ง หมดนี้ยังไม่รวมถึงผลในระยะยาวที่ได้ยินกันบ่อยและกลัวกันมากก็คือเรื่อง “โรคกระดูกพรุน” ครับ ศ.นพ.นิมิต ให้ความเห็น ทั้งนี้เนื่องจากในร่างกายคนเราจะมีกระบวนการสลายกระดูกเก่าโดยใช้เวลาประมาณ 3– 6 สัปดาห์ จากนั้นจะมีเซลล์อีกหนึ่งตัวที่มาช่วยเสริมสร้างกระดูกใหม่ ซึ่งการสร้างนี้ใช้เวลา 3–6 เดือน ในช่วงอายุน้อย ๆ การสร้างกระดูกจะมากกว่าการสลาย ทำให้มวลกระดูกของคนเราค่อย ๆ เพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ จนอายุ 30 ปีจะมีมวลกระดูกสูงที่สุด จากนั้นจะค่อย ๆ ลดลง ซึ่งในผู้หญิงวัยสาวร่างกายจะมีฮอร์โมนเอสโตรเจนเป็นตัวยับยั้งไม่ให้เซลล์สลายกระดูกทำงานถี่เกินไป จึงช่วยรักษาสมดุลระหว่างการสลายกระดูกเก่าและเสริมสร้างกระดูกใหม่ แต่เมื่อเข้าวัยทองร่างกายขาดฮอร์โมนเอสโตรเจน เซลล์สลายกระดูกก็จะทำงานเร็วขึ้น การสร้างกระดูกไม่ทัน ผลก็คือโรคกระดูกพรุนถามหาครับ

แต่ไม่ได้หมายความว่าผู้หญิงทุกคนที่เข้าสู่วัยทองจะต้องมีโรคกระดูกพรุนนะครับ อันนี้ขึ้นกับพฤติกรรมสุขภาพ เช่น ถ้าในวัยสาวเรามีพฤติกรรมสุขภาพที่ดี สามารถสะสมมวลกระดูกได้สูง เมื่อเข้าวัยทองสูญเสียมวลกระดูกช้า ๆ โอกาสที่จะเกิดโรคกระดูกพรุนก็จะน้อย แต่ถ้าสาว ๆ ไม่ดูแลตัวเอง ปล่อยให้มีพฤติกรรมสุขภาพที่ไม่เหมาะสม เช่น สูบบุหรี่ ดื่มสุรา ไม่ออกกำลังกาย ไม่โดนแดดบ้าง ก็จะทำให้มวลกระดูกเพิ่มขึ้นน้อย และพอเข้าวัยทองมีการสูญเสียมวลกระดูกเร็ว ก็จะมีโอกาสเกิดโรคกระดูกพรุนได้สูง

ในเรื่องการรักษาอาการของสตรีวัยทองทั้งอาการทางอารมณ์ และอาการทางกายอย่างโรคกระดูกพรุนนั้น คุณหมอนิมิตอธิบายให้ฟังว่า

“จริง ๆ แล้วอาการทางอารมณ์ของสตรีวัยทองที่เกิดขึ้นเป็นผลมาจากเรื่องของฮอร์โมนที่เริ่มแกว่ง ในกลุ่มนี้ถ้าจะไปพบจิตแพทย์เพื่อการบำบัดก็ไม่ได้ช่วยมากนัก ดังนั้นในช่วงแรกแพทย์ต้องดูว่าจะใช้ฮอร์โมนเพื่อช่วยปรับให้ระดับฮอร์โมนในร่างกายไม่แกว่งมากเกินไป ซึ่งส่วนใหญ่จะใช้เวลา 1–2 เดือน ฮอร์โมนก็จะเข้าที่ จากนั้นถ้าคนไข้สามารถควบคุมอารมณ์ได้ดีขึ้นและนิ่งขึ้นได้ใน 3 เดือน ก็จะเข้าสู่การรักษาขั้นที่ 2 คือการจัดการกับความเครียด เพราะสิ่งที่มากระทบจิตใจนั้นเป็นเรื่องสำคัญ จะสั่งให้ไม่เครียดก็คงไม่ได้ แต่วิธีการที่ดีและง่ายที่สุดก็คือการออกกำลังกาย ส่วนขั้นที่ 3 ซึ่งยากที่สุดก็คือการให้คนไข้ปรับบุคลิกภาพและการมองโลก เพราะ การมองโลกในแง่ลบนั้นมีผลกระทบต่ออารมณ์และความรู้สึกเป็นอย่างมาก ส่งผลให้อาการวัยทองเป็นมากขึ้นได้…การจัดการกับความเครียดหรือเปลี่ยนมุมมองนั้นอาจเป็นเรื่องยากสำหรับหลายคนครับ จึงมองว่าการทานยานั้นง่ายกว่า แต่ต้องบอกว่าถ้าจะรักษาที่ต้นตอของสาเหตุการหายจะถาวรกว่า เพราะผมไม่เชื่อว่าคนเราจะมีสุขภาพดีและแข็งแรงได้ถ้าอยู่กับยาไปตลอดชีวิต เพราะฉะนั้นการใช้ยาเป็นเพียงเครื่องมือในช่วงแรกที่ช่วยให้คนไข้กลับมาใกล้เคียงกับปกติได้ก่อน แต่หลังจากนั้นการฝึกตัวเองจะช่วยให้ควบคุมและอยู่กับอาการวัยทองไปจนตลอดรอดฝั่งได้

ถึงตรงนี้หลายคนสงสัยว่าถ้าเกิดโรคกระดูกพรุนขึ้นแล้วจะรักษาอย่างไร สิ่งแรกเลยก็คือต้องปรับเปลี่ยนพฤติกรรมสุขภาพครับ เช่น คนที่เคยสูบบุหรี่ ดื่มสุรา หรือดื่มกาแฟมากเกินไป ไม่ออกกำลังกาย ไม่ออกไปสัมผัสกับแสงแดดบ้าง ก็ต้องปรับเปลี่ยนครับ แต่ในรายที่กระดูกพรุนมาก ๆ แล้ว ก็จำเป็นต้องใช้ยาครับ ซึ่งข้อเสียของยาก็คือมีราคาแพง ต้องใช้ต่อเนื่องระยะยาว และมีผลข้างเคียง ดังนั้นถ้าเป็นไปได้เริ่มต้นป้องกันตั้งแต่ก่อนกระดูกจะพรุนจะดีกว่าครับ

จริง ๆ แล้วถ้าคนเรามีความรู้ทางด้านสุขภาพพอประมาณ เราก็สามารถเป็นหมอให้ตัวเองได้ เพราะไม่มีหมอคนไหนรู้จักเราและรักเราเท่ากับตัวเราเอง เพราะฉะนั้นการมีความรู้ด้านการป้องกันและส่งเสริมสุขภาพนั้น จะทำให้เราสามารถดูแลตัวเองได้ตั้งแต่ต้น แต่ถ้าเราปล่อยจนเป็นโรคร้ายแรงแล้ว ตรงนั้นต้องไปหาหมอแล้วล่ะครับ และต้องหาหมอที่มีความเชี่ยวชาญเฉพาะทาง แน่นอนว่าค่าใช้จ่ายก็จะสูงมากตามไปด้วย เพราะฉะนั้นทุกสิ่งทุกอย่างทั้งการกินการอยู่การใช้ชีวิต ถ้าเราเริ่มต้นดูแลตัวเองตั้งแต่วันนี้…ดีกว่ามารักษาในวันหน้าแน่นอนครับ.

นายแพทย์สุรพงศ์ อำพันวงษ์

……………………………………………..
27 มกราคม 2556 คือวันครบรอบ 91 ปี วันคล้ายวันสถาปนายุวกาชาดไทย สำนักงานยุวกาชาด สภากาชาดไทย ได้จัดกิจกรรมเพื่อเป็นการแสดงพลังของอาสายุวกาชาดในการมีจิตอาสาช่วยเหลือภารกิจของสภากาชาดไทย ภายใต้คำขวัญ “TRCY 91 : Youth on the move-91 ปีพลังยุวอาสาเพื่อภารกิจสภากาชาดไทย” โดยได้จัดกิจกรรมต่อเนื่องตั้งแต่วันที่  25-27 มกราคม 2556 ดังนี้
• กิจกรรมพลังอาสายุวกาชาด ร่วมบริจาคโลหิต ดวงตา อวัยวะ
• กิจกรรมประกวดขบวนพาเหรด  Youth on the move
• กิจกรรมการแข่งขันการปฐมพยาบาล
• กิจกรรมประกวดนิทรรศการ
• กิจกรรมการประกวดแนวคิดนักข่าวยุวอาสา RCY News ผ่านโซเชียล มีเดีย

สถานศึกษา เยาวชน และประชาชนที่สนใจต้องการเข้าร่วมกิจกรรม หรือมาชมกิจกรรมติดต่อสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมที่ สำนักงานยุวกาชาด โทร. 0-2256-4041-2 หรือสอบถามที่ศูนย์บริการข้อมูลสภากาชาดไทย โทร. 1664

 

ที่มา : เดลินิวส์  13 มกราคม 2556

สอนสตรีวัยทองย่างก้าววันละ 6 พัน จะข้ามพ้นทั้งเบาหวานและโรค

The report concluded for middle aged women, the journey to health begins with 6,000 steps

The report concluded for middle aged women, the journey to health begins with 6,000 steps

วารสาร “สมาคมหญิงวัยทองอเมริกาเหนือ” รายงานว่า ถ้าหากสตรีวัยนี้เดินให้ได้วันละไม่ต่ำกว่า 6,000 ก้าว ไม่ว่าจะเร็วจะช้าอย่างไร จะหนีห่างจากโรคเบาหวาน โรคหัวใจ และหลอดเลือดได้ไกล

รายงานผลการศึกษากล่าวว่า การกระทำกิจกรรมต่างๆเป็นนิสัย ไม่ว่าจะเป็นการออกกำลัง หรือการทำกิจวัตรประจำวัน ต่างก็ล้วนแต่ช่วยส่งเสริมสุขภาพด้วยกัน

นักวิจัยบราซิลศึกษากับเหล่าสตรีวัยระหว่าง 45-72 ปี จำนวน 292 คน โดยให้ติดเครื่องบันทึกการเดินไว้กับตัว เพื่อคอยนับก้าวเดินของแต่ละวัน พร้อมกับตรวจเช็กระดับไขมัน น้ำตาลในเลือด และขนาดเอวกับสะโพกด้วย พบว่า ผู้ที่เดินมากถึงวันละ 6,000 ก้าว จะเป็นคนคล่องแคล่ว ในขณะที่ผู้ที่ขยันเดินน้อยกว่าจะป้อแป้ นอกจากนั้น คนที่ว่องไวยังเป็นผู้ที่ไม่ค่อยอ้วนและเป็นโรคเบาหวานอีกด้วย.

ที่มา: ไทยรัฐ 5 ธันวาคม 2555

.

Related Article:

.

Trying to beat the mid-life bulge? You’ve just got to find the time to walk 6,000 steps a day 

  • Strapping on a pedometer can lower the risk of conditions associated with the menopause, such as diabetes

By AMANDA WILLIAMS

PUBLISHED: 10:19 GMT, 22 November 2012

 

It is the bane of many a woman’s life once she hits middle age – the dreaded spare type that refuses to shift.

Now Brazilian researchers say they they have the answer – you just need to find the time to walk 6,000 steps a day.

Not only will it aid weight loss, but strapping on a pedometer and measuring at least that number of steps can lower the risk of conditions associated with the menopause – such as diabetes and metabolic syndrome, a precursor to diabetes.

Researchers followed 292 women in Passo Fundo, Brazil, between 45 to 72 and recorded their daily steps.

They were given health checks such as cholesterol and blood sugar and their waist and hip measurement was taken, to measure abdominal obesity –  a risk for diabetes and cardiovascular disease.

Women who took 6,000 or more steps per day were considered active and those who took fewer inactive.

The study, published in Menopause, the journal of the North American Menopause Society, found the active women were much less likely than the inactive ones to be obese.

It also found they were less likely to have metabolic syndrome or diabetes, whether or not they had gone through menopause- the time of life when these risks usually go up.

The report said: ‘For midlife women, it looks like the journey to health begins with 6,000 steps.’

Pedometers count the number of steps you take, whether you are walking or running.

It clips to a waistband or belt.

Previous studies have found using a pedometer could halve people’s chances of developing diabetes during middle age.

Volunteers who used the step-counting machines to walk for just half an hour a day for a year radically reduced their risk of  suffering the disease.

Previous research has shown walking to be an excellent barometer of health.

Middle-aged people who walk slowly and have a poor grip could be at greater risk of dementia or stroke in later life, researchers at Boston Medical Centre found.

Those with a slower walking speed were found to be one and a half times more likely to develop dementia over the age of 65 compared with those who were more speedy.

Meanwhile, in 2008 researchers at Canterbury Christ Church University found that men with hypertension saw their blood pressure reduced for four hours after just a 30 minute walk.

SOURCE: dailymail.co.uk

สูตินรีแพทย์แนะหญิงวัยทอง เรียนรู้ปรับตัวช่วยเซ็กซ์ราบรื่น

ปัญหาที่พบได้บ่อยๆ สำหรับผู้หญิงที่อยู่ในวัย 50-70 ปี หรือวัยทองนั้น คือปัญหาช่องคลอดแห้ง ซึ่งจะส่งผลต่อการมีเพศสัมพันธ์ในช่วงวัยดังกล่าว และสาเหตุของอาการดังกล่าวนั้นร้อยละ 72 พบว่า เกิดจากการขาดฮอร์โมนเพศหญิง ซึ่งสร้างความกังวลใจให้สาววัยทองจำนวนมาก เพราะอาจกระทบต่อความสัมพันธ์ในครอบครัว อย่างไรก็ตามมีคำแนะนำดีๆ ในการดูแลสุขภาพจากคุณหมอมาฝากกัน เพราะปัญหาช่องคลอดแห้งสามารถแก้ไขได้ หากเรียนรู้วิธีการดูแลตนเองที่ถูกต้อง เมื่อวัยหมดประจำเดือนมาถึง

นพ.ก้องศาสดิ์ ดีนิรันดร์ สูตินรีแพทย์ประจำคลินิกเครือโรงพยาบาลกล้วยน้ำไท เปิดเผยว่า “ผู้หญิงไทยจะเริ่มเข้าสู่วัยทองในช่วงอายุประมาณ 45-59 ปี ซึ่งสังเกตได้ง่ายๆ จากประจำเดือน ช่วงแรกมักเกิดขึ้นตอนอายุ 40-45 ปี เป็นช่วงที่ประจำเดือนจะมาเร็วขึ้น จากรอบ 1 เดือน เปลี่ยนเป็น 3 อาทิตย์ ช่วงที่ 2 จะเป็นช่วงที่ประจำเดือนเริ่มห่างขึ้น เช่น อาจเปลี่ยนเป็น 2-3 เดือนมาครั้งหนึ่ง ส่วนช่วงสุดท้ายคือช่วงที่ประจำเดือนหมด มักเกิดในช่วงอายุ 50 ปีขึ้นไป โดยประจำเดือนจะหายไป 1 ปีขึ้นไป

สำหรับสาเหตุสำคัญที่ทำให้ช่องคลอดแห้ง และเพศสัมพันธ์ไม่ค่อยราบรื่นช่วงวัยทองนั้น เกิดจากการลดลงของฮอร์โมนเอสโตรเจน (ฮอร์โมนเพศหญิง) หนึ่งในหน้าที่ของฮอร์โมนดังกล่าวคือ ทำให้ภายในช่องคลอดมีความอวบอิ่ม ยืดหยุ่น และทำให้เกิดความชุ่มชื้นภายใน เมื่อระดับฮอร์โมนที่ลดลงช่วงวัยทอง ทำให้ความรู้สึกทางเพศลดลง ช่องคลอดไม่ยืดหยุ่นบาง และรู้สึกแห้งเพราะความชุ่มชื้นภายในลดลง และยังส่งผลให้ปริมาณแบคทีเรียที่ดีต่อช่องคลอดน้อยลงตามไปด้วย อาจทำให้เกิดการระคายเคืองและไม่รู้สึกสบายในบริเวณนั้น

คุณหมอกล่าวต่อว่า ไม่เพียงแต่ฮอร์โมนเอสโตรเจน แต่ประสิทธิภาพในการทำงานของต่อมบาร์โธลินที่ทำหน้าที่ผลิตน้ำหล่อลื่นก็ลดลงไปด้วย ในช่วงก่อนอาจใช้เวลาเพียงไม่กี่วินาทีในการเตรียมพร้อมสำหรับเพศสัมพันธ์ แต่ในช่วงวัยทองอาจใช้เวลาค่อนข้างนาน จากสาเหตุดังกล่าวหญิงวัยทองหลายคนจึงพบว่าความรื่นรมย์ในการร่วมเพศลดลงช่วงวัยทอง จากความเจ็บ แสบ ช่วงการมีเพศสัมพันธ์ และยังอาจติดเชื้อได้ง่ายขึ้น

แม้พฤติกรรมต่างๆ ที่เราทำอยู่เป็นประจำ การดื่มแอลกอฮอล์ สูบบุหรี่ ไม่ออกกำลังกาย พักผ่อนน้อย เครียด ฯลฯ จะส่งผลกระทบต่อการสร้างฮอร์โมนของเรา รวมถึงการตัดรังไข่ก็จะเป็นตัวเร่งให้เข้าสู่ช่วงวัยทองได้เช่นเดียวกัน แต่สาวใหญ่ก็สามารถดูแลตัวเองได้ โดยการรับประทานอาหารที่มีสารไฟโตรเอสโตรเจน, ไอโซฟลาโวนส์ และลิกแนน ซึ่งมีโครงสร้างและคุณสมบัติคล้ายเอสโตรเจน พบมากในผลิตภัณฑ์จากถั่วเหลือง ถั่วประเภทต่างๆ ธัญพืช และเมล็ดลินิน (เฟล็กซีด), เลือกรับประทานอาหารที่มีกรดไขมันไลโนเลอิกที่จะทำหน้าที่เพิ่มความชุ่มชื้นให้กับผนังช่องคลอดและเยื่อบุช่องคลอด พบมากในดอกคำฝอย, เมล็ดทานตะวัน, เมล็ดงาและผักใบเขียว

นอกจากนี้ การดื่มน้ำมะพร้าวที่หาง่ายๆ ในบ้านเรา และกำลังเป็นที่นิยมของนักร้องชื่อดังอย่างมาดอนนา และดาราสาว เจนนิเฟอร์ อนิสตัส ก็ช่วยสาววัยทองได้เช่นกัน เนื่องจากมีเอสโตรเจน อาหารที่ควรต้องระวังก็เป็นประเภทไขมัน เครื่องดื่มแอลกอฮอล์และกาเฟอีน งดสูบบุหรี่ ออกกำลังกายเป็นประจำ พักผ่อนให้เพียงพอ ไม่เครียด สิ่งสำคัญคือ ทำจิตใจให้แจ่มใส รับกับความเปลี่ยนแปลงให้ได้ ขณะเดียวกันคุณหมอแนะนำว่า “ไม่ควรหลีกเลี่ยงการมีเพศสัมพันธ์กับสามี เพราะเพศสัมพันธ์ช่วยกระตุ้นการไหลเวียนของเลือด ซึ่งจะช่วยทำให้ผนังช่องคลอดแข็งแรง และช่วยบรรเทาความไม่สบายตัวจากผนังช่องคลอดบางลงได้ดีขึ้น”

ส่วนสาวใหญ่หลายคนที่เริ่มประสบปัญหาดังกล่าว อาจจะรู้สึกอายไม่กล้าเข้าพบสูตินรีแพทย์ แต่การเข้าพบแพทย์เฉพาะทางจะลดปัญหาต่างๆ ในวัยทองลงได้ เพื่อให้สามารถดำเนินชีวิตได้อย่างปกติสุขโดยไม่ส่งผลกระทบต่อตนเอง สามี และคนใกล้ชิด หากมีปัญหาดังกล่าวควรเข้าพบแพทย์เฉพาะทางเพื่อตรวจอาการเบื้องต้น ซึ่งแพทย์จะดูความสมดุลของฮอร์โมนในร่างกาย และรักษาเพื่อบรรเทาอาการต่างๆ เช่น ร้อนวูบวาบ ช่องคลอดแห้ง หงุดหงิด นอนไม่หลับ ฯลฯ ในบางคนแพทย์อาจแนะนำให้ใช้เจลฮอร์โมนเหน็บ หรือรับฮอร์โมนเอสโตรเจนเสริม และจะหยุดการใช้ยาเมื่ออาการต่างๆ ดีขึ้น

ท้ายนี้ นพ.ก้องศาสดิ์กล่าวว่า “ไม่ควรจะเครียดกังวลกับปัญหานี้มากเกินไป จนเสียสมดุลในชีวิตประจำวันและความสัมพันธ์กับคนรอบข้าง เนื่องจากปัญหาช่องคลอดแห้งในผู้หญิงวัยทองเป็นเรื่องธรรมดาที่เกิดขึ้นได้ และจะหายไปโดยเฉลี่ยประมาณ 4 ปี ไม่ได้เป็นตลอดชีวิต ดังนั้นการดูแลตัวเองทั้งร่างกายและจิตใจเป็นสิ่งสำคัญ และทำได้ตั้งแต่ยังไม่เข้าสู่วัยทองจะยิ่งส่งผลดี”.

 

ที่มา: ไทยโพสต์ 7 มิถุนายน 2555

ชีวิตที่ (ต้อง) เปลี่ยนไป เมื่อ “วัยทอง” มาเยือน

การหมดประจำเดือน (Menopause) เป็นสภาวะที่พบในผู้หญิงวัยทอง ซึ่งไม่ได้หยุดลงทันที แต่จะเริ่มจากมีประจำเดือนไม่สม่ำเสมอ ผู้หญิงจะเข้าสู่ภาวะการหมดประจำเดือนหลังจากที่ประจำเดือนไม่มาครบ 1 ปีเต็ม บ่อยครั้งที่ภาวะการหมดประจำเดือนได้รับการยอมรับว่าเป็นช่วง “การเปลี่ยนแปลงชีวิต” ในหลายประการ

“สภาวะก่อนการหมดประจำเดือน” อาจมีระยะเวลานานหลายปี และมักจะเริ่มต้นในช่วงอายุตั้งแต่ 40 ปีขึ้นไป โดยรังไข่จะผลิตฮอร์โมนเอสโตรเจนในปริมาณที่ลดลงทีละน้อยอย่างต่อเนื่อง ฮอร์โมนเริ่มไม่คงที่ ผู้หญิงวัยทองจะเริ่มสังเกตเห็นความเปลี่ยนแปลงในร่างกาย

ความเปลี่ยนแปลงเมื่อวัยทองมาเยือน

ความรู้สึกร้อนวูบวาบตามร่างกาย คือ อาการหนึ่งที่พบมากที่สุดในผู้หญิงที่ใกล้เข้าสู่ภาวะการหมดประจำเดือน ซึ่งมักพบอาการร้อนที่ใบหน้าและมีเหงื่อออกด้วย ขณะเดียวกันบางรายเกิดร้อนวูบวาบช่วงกลางคืน ทำให้นอนไม่หลับ บ้างหงุดหงิด บางรายผมบาง ผิวแห้ง และส่วนใหญ่ ถูกคุกคามจากน้ำหนักตัวที่เพิ่มขึ้นและรูปร่างที่เปลี่ยนไป ซึ่งแก้ไขได้ยาก

เคยมีการสำรวจว่า ช่วงเวลาใดในชีวิตบ้างที่ผู้หญิงส่วนใหญ่จะมีน้ำหนักเพิ่มขึ้น คำตอบที่ได้รับมากที่สุด คือ ช่วงตั้งครรภ์และช่วงวัยทอง น้ำหนักที่เพิ่มขึ้นเป็นเรื่องที่จำเป็นและเป็นที่คาดหวังสำหรับการตั้งครรภ์แต่ไม่ใช่ช่วงวัยทอง แต่น้ำหนักที่เพิ่มขึ้นในช่วงการเปลี่ยนแปลงของชีวิตเป็นเรื่องที่หลีกเลี่ยงได้

จาก “ลูกแพร์” กลายเป็น “แอปเปิล”

เอสโตรเจนทำให้เกิดการสะสมของไขมันในร่างกายส่วนล่าง การสะสมแคลอรีในรูปไขมันบริเวณสะโพกและต้นขา ทำให้ร่างกายของสตรีมีครรภ์และสตรีให้นมบุตรมีพลังงานพอเพียง แต่เมื่อวัยทองมาถึง ไขมันที่ในร่างกายส่วนล่างดังกล่าว ไม่เป็นที่ต้องการอีกต่อไป เนื่องจากร่างกายไม่อยู่ในภาวะเจริญพันธุ์ แต่ร่างกายก็พยายามรักษาความสมดุลของฮอร์โมน โดยเก็บกักไขมันไว้ เนื่องจากไขมันในร่างกายจะทำหน้าที่ผลิตฮอร์โมนเอสโตรเจนและปล่อยออกสู่กระแสโลหิต

ดังนั้น การมีน้ำหนักเพิ่มขึ้นในช่วงหมดประจำเดือนจึงสังเกตเห็นได้ชัด โดยเฉพาะกลางลำตัว ซึ่งจะพบว่ารูปร่างทรงลูกแพร์สมัยวัยสาวกำลังเปลี่ยนเป็นทรงแอปเปิล รอบเอวที่หนาขึ้น ซึ่งไม่ได้เป็นปัญหาเฉพาะความงาม แต่รวมถึงสุขภาพ เนื่องจากไขมันที่สะสมอยู่บริเวณพุงไม่ได้สะสมอยู่เฉพาะระดับพื้นผิวของอวัยวะเท่านั้น แต่ยังอยู่ใต้พื้นผิวรอบๆ อวัยวะภายในซึ่งมีผลให้เกิดการสร้างฮอร์โมนและสารอื่นๆ ปลดปล่อยเข้าสู่ระบบในร่างกาย ทำให้ความดันโลหิตสูงขึ้น

ไม่เพียงเท่านั้น การเปลี่ยนแปลงยังส่งผลต่อระดับคอเลสเตอรอล และยับยั้งสมรรถนะของร่างกายในการจัดการกับคาร์โบไฮเดรต ทำให้มีความเสี่ยงต่อการเกิดโรคเรื้อรังที่เกี่ยวเนื่องกับโรคอ้วนเพิ่มมากขึ้น อย่างโรคหัวใจและเบาหวาน

เคล็ด (ไม่) ลับกับการหยุด “อ้วน” เมื่อใกล้วัยทอง

แต่ไม่ใช่จะมีแต่เรื่องร้าย เรื่องดีก็มีบ้างคือ ผู้หญิงที่อยู่ในช่วงการก้าวผ่านพ้นภาวะหมดประจำเดือนอาจจะไม่มีปัญหาน้ำหนักตัวเพิ่มก็ได้ หากใช้กลยุทธ์ดูแลและควบคุมน้ำหนักให้เหมาะสม ได้แก่ การบริโภคอาหารที่มีแคลอรีต่ำ คุณค่าทางโภชนาการสูง อาทิ ผักและผลไม้จะให้ไฟเบอร์และสารสำคัญจากพืชแต่แคลอรีต่ำ สำหรับโปรตีนไร้ไขมันที่ดีต่อสุขภาพ อาทิ ปลา เนื้ออกเป็ดหรือไก่ ผลิตภัณฑ์นมไร้ไขมัน รวมถึงถั่วเหลืองช่วยระงับหิว

การบริโภคอาหารที่มีไขมันต่ำและดีต่อสุขภาพจะช่วยลดความเสี่ยงในการเป็นโรคหัวใจที่เกิดจากระดับฮอร์โมนเอสโตรเจนลดลง เนื่องจากเอสโตรเจนช่วยเสริมสร้างกระดูกให้แข็งแรง ระดับเอสโตรเจนที่ลดลงจะทำให้ผู้หญิงมีความเสี่ยงต่อการเป็นโรคกระดูกพรุนเพิ่มมากขึ้น การสูญเสียมวลกระดูกจะทำให้กระดูกแตกได้ง่าย ดังนั้นผู้หญิงจึงควรบริโภคอาหารที่มีแคลเซียมสูง อาทิ ผลิตภัณฑ์นมและผักใบเขียว เพื่อเพิ่มความแข็งแกร่งให้แก่กระดูก

การออกกำลังก็เป็นสิ่งสำคัญด้วย และสิ่งที่ดีที่สุดสิ่งหนึ่งที่ผู้หญิงควรทำ คือ การออกกำลังกายเพื่อสร้างความแข็งแกร่งให้กล้ามเนื้อ การยกน้ำหนักช่วยให้กระดูกแข็งแรง สร้างมวลกล้ามเนื้อส่งผลให้ร่างกายมีการเผาผลาญแคลอรีได้ดีขึ้นอีกด้วย ออกกำลังกายเป็นประจำช่วยให้หลับสบายขึ้น อารมณ์ดีขึ้น ทั้งยังสามารถปรับตัวให้สอดรับกับการเปลี่ยนแปลงของร่างกายในช่วงวัยทอง

ที่มา: กรุงเทพธุรกิจ 16 มีนาคม 2555

เตือนเมื่อ“วัยทอง”มาเยือน ต้องปรับเปลี่ยนการใช้ชีวิต

การหมดประจำเดือน (Menopause) เป็นสภาวะที่พบในผู้หญิงวัยทอง ซึ่งบ่อยครั้งที่ภาวะการหมดประจำเดือนได้รับการยอมรับว่าเป็นช่วง “การเปลี่ยนแปลงชีวิต” ในหลายประการ เมื่อเข้าสู่ “ภาวะหมดประจำเดือน” นั่นหมายถึง การสิ้นสุดของการมีรอบเดือน แต่โดยส่วนใหญ่ประจำเดือนของผู้หญิงไม่ได้หยุดลงโดยทันที แต่จะเป็นการมีประจำเดือนที่มาอย่างไม่สม่ำเสมอ ผู้หญิงจะเข้าสู่ภาวะการหมดประจำเดือนหลังจากที่ประจำเดือนไม่มาครบ 1 ปีเต็ม

โภชนากรซูซาน  โบเวอร์แมน ที่ปรึกษาของเฮอร์บาไลฟ์ อินเตอร์เนชั่นแนล ลิมิเต็ด กล่าวว่า ผู้หญิงวัยทองมากกว่าครึ่งจะพบกับความรู้สึกร้อนวูบวาบ ซึ่งมักพบอาการร้อนที่ใบหน้าและมีเหงื่อออกด้วย ขณะเดียวกันก็มีผู้หญิงจำนวนมากเกิดอาการร้อนวูบวาบในช่วงกลางคืน ซึ่งทำให้นอนไม่หลับ

นอกจากนี้การเปลี่ยนแปลงทางอารมณ์และความรู้สึกหงุดหงิดเป็นอาการที่พบบ่อยในช่วงวัยทอง และในผู้หญิงบางรายอาจพบว่ามีเส้นผมบางลง หรือมีผิวแห้งไม่นุ่มนวลร่วมด้วย และส่วนใหญ่ผู้หญิงวัยหมดประจำเดือน ยังจะพบกับการคุกคามจากการมีน้ำหนักตัวเพิ่มขึ้น และการมีรูปร่างที่เปลี่ยนไป ซึ่งเป็นสิ่งที่แก้ไขได้ยาก เราจะพบว่ารูปร่างทรงลูกแพร์สมัยวัยสาว กำลังแปรเปลี่ยนไปเป็นทรงแอปเปิล รวมถึงรอบเอวที่เพิ่มขึ้น ซึ่งไม่ได้เป็นปัญหาเฉพาะด้านความงามเท่านั้น แต่เป็นปัญหาเรื่องสุขภาพตามมาด้วย เนื่องจากไขมันที่สะสมอยู่บริเวณพุงที่อยู่ส่วนกลางของลำตัว ไม่ได้สะสมอยู่เฉพาะระดับพื้นผิวของอวัยวะเท่านั้น แต่ยังอยู่ใต้พื้นผิวรอบๆ อวัยวะภายในร่างกาย ซึ่งมีผลให้เกิดการสร้างฮอร์โมนและสารอื่นๆ ปลดปล่อยเข้าสู่ระบบในร่างกาย ทำให้ความดันโลหิตสูงขึ้น ไม่เพียงเท่านั้น การเปลี่ยนแปลงนี้ยังส่งผลต่อระดับคอเลสเตอรอล และมีผลยับยั้งสมรรถนะของร่างกายในการจัดการกับคาร์โบไฮเดรต ทำให้มีความเสี่ยงต่อการเกิดโรคเรื้อรังที่เกี่ยวเนื่องกับโรคอ้วนเพิ่มมากขึ้น ซึ่งโรคที่รู้จักอย่างแพร่หลายมากที่สุดคือ โรคหัวใจและโรคเบาหวาน

การปรับเปลี่ยนชีวิตเมื่อเข้าสู่วัยทองจึงเป็นเรื่องที่ไม่ควรมองข้าม ซึ่งโภชนากรซูซานกล่าวว่า ผู้หญิงที่อยู่ในช่วงการก้าวผ่านพ้นภาวะหมดประจำเดือน อาจจะไม่มีปัญหาเกี่ยวกับการเพิ่มขึ้นของน้ำหนักตัวก็ได้ หากใช้กลยุทธ์ในการดูแลและควบคุมน้ำหนักของร่างกายให้เหมาะสม ได้แก่ การบริโภคอาหารที่มีแคลอรีต่ำ แต่อุดมด้วยคุณค่าทางโภชนาการสูง อาทิ ผลไม้ ผัก อาหารโปรตีนไร้ไขมัน (Lean protein) และผลิตภัณฑ์นมไร้ไขมันจะให้สารอาหารตามที่ร่างกายต้องการ ผักและผลไม้จะให้ไฟเบอร์และสารสำคัญจากพืชแต่ให้แคลอรีต่ำ สำหรับโปรตีนไร้ไขมันที่ดีต่อสุขภาพ อาทิ ปลา เนื้ออกเป็ดหรือไก่ ผลิตภัณฑ์นมไร้ไขมัน รวมถึงถั่วเหลืองจะช่วยระงับความหิว ดังนั้นอาหารเหล่านี้จึงควรเป็นองค์ประกอบหลักในการบริโภคของคนเรา การบริโภคอาหารที่มีไขมันต่ำและดีต่อสุขภาพ จะช่วยลดความเสี่ยงในการเป็นโรคหัวใจ ที่เกิดจากระดับฮอร์โมนเอสโตรเจนลดลง เนื่องจากเอสโตรเจนช่วยเสริมสร้างกระดูกให้แข็งแรง ระดับเอสโตรเจนที่ลดลงจะทำให้ผู้หญิงมีความเสี่ยงต่อการเป็นโรคกระดูกพรุนเพิ่มมากขึ้น การสูญเสียมวลกระดูกจะทำให้กระดูกแตกได้ง่าย ดังนั้นผู้หญิงจึงควรบริโภคอาหารที่มีแคลเซียมสูง อาทิ ผลิตภัณฑ์นมและผักใบเขียว เพื่อเพิ่มความแข็งแกร่งให้แก่กระดูก

“การออกกำลังก็เป็นสิ่งสำคัญด้วย และสิ่งที่ดีที่สุดสิ่งหนึ่งที่ผู้หญิงควรทำคือ การออกกำลังกายเพื่อสร้างความแข็งแกร่งให้กล้ามเนื้อ (Strength training) การยกน้ำหนักนอกจากจะทำให้กระดูกแข็งแรงแล้ว ยังช่วยสร้างมวลกล้ามเนื้อในร่างกาย ส่งผลให้ร่างกายมีการเผาผลาญแคลอรีได้ดีขึ้นอีกด้วย การออกกำลังกายเป็นประจำอย่างสม่ำเสมอจะช่วยให้ผู้หญิงนอนหลับสบายขึ้น มีอารมณ์ดีขึ้น รู้สึกแข็งแรงและมีสุขภาพดี ทั้งยังสามารถปรับตัวให้สอดรับกับการเปลี่ยนแปลงของร่างกาย ในช่วงวัยที่ร่างกายต้องเปลี่ยนแปลงได้ดียิ่งขึ้น” โภชนากรซูซานกล่าวในตอนท้าย.

 

ที่มา:  ไทยโพสต์ 22 กุมภาพันธ์ 2555