ปวดท้องโรคกระเพาะ…โรคฮิตของวัยรุ่น

dailynews140412_001สังคมในปัจจุบันเป็นสังคมที่มีความเร่งรีบ และมีค่านิยมในการรับประทานอาหารที่แตกต่างจากในอดีต ทำให้อาการปวดท้อง ไม่สบายท้อง อาหารไม่ย่อย หรือ dyspepsia เป็นอาการที่พบได้บ่อยที่สุดอย่างหนึ่งในเวชปฏิบัติ และมักพบได้ทุกวัยโดยเฉพาะวัยรุ่นจนถึงวัยผู้ใหญ่ ซึ่งส่วนมากมีอาการเป็นครั้งคราว ไม่รุนแรง แต่ในผู้ป่วยบางรายอาจมีอาการเรื้อรังเป็น ๆ หาย ๆ ส่งผลเสียต่อคุณภาพชีวิต ทำให้เกิดความกังวลว่าจะเกิดเป็นโรคร้ายแรงจนต้องมาพบแพทย์

สาเหตุส่วนใหญ่ของอาการปวดท้อง ไม่สบายท้องของเด็กวัยรุ่นและผู้ใหญ่ เกิดจากโรคกระเพาะแปรปรวน หรือ โรคกระเพาะชนิดไม่มีแผล ซึ่งผู้ป่วยจะมีอาการปวดท้องบริเวณลิ้นปี่ แสบ หรืออึดอัดไม่สบายท้อง จุกเสียดหลังรับประทานอาหารแล้วรู้สึกอิ่มเร็วกว่าปกติ คลื่นไส้อาเจียน มักไม่พบความผิดปกติเมื่อทำการตรวจร่างกาย หรืออาจกดเจ็บบริเวณลิ้นปี่เพียงเล็กน้อย โรคกระเพาะกลุ่มนี้ถ้าได้รับการส่องกล้องดูภายในกระเพาะอาหาร มักพบว่าผิวเยื่อบุกระเพาะอาหารปกติหรือมีการอักเสบเพียงเล็กน้อย และไม่มีแผลในกระเพาะอาหาร

สาเหตุของโรคกระเพาะแปรปรวนยังไม่ทราบชัดเจน แต่เชื่อว่าเกิดจากกลไกหลายอย่าง ได้แก่ การหลั่งกรดในกระเพาะอาหารในปริมาณมากกว่าปกติ การรับรู้สิ่งกระตุ้นไวกว่าปกติ ความผิดปกติของฮอร์โมนในทางเดินอาหาร รวมถึงการเคลื่อนไหวที่ผิดปกติของกระเพาะและลำไส้เล็กส่วนต้น โดยมีสิ่งกระตุ้นที่ทำให้อาการแย่ลง เช่น ความเครียดทางกายและจิตใจ การรับประทานอาหารบางประเภท เช่น อาหารมัน อาหารรสจัด แอลกอฮอล์ การสูบบุหรี่ เป็นต้น อย่างไรก็ตามยังมีโรคอื่น ๆ ที่อาจทำให้เกิดอาการปวดท้องคล้ายโรคกระเพาะแปรปรวน ได้ เช่น โรคกระเพาะอาหารอักเสบหรือแผลในกระเพาะอาหารหรือลำไส้เล็กส่วนต้นจากสาเหตุต่างๆ เช่น ยาแก้ปวด การติดเชื้อแบคทีเรียเฮลิโคแบคเตอร์ไพโลไร (Helicobactor pylori) โรคกรดไหลย้อน หลอดอาหารอักเสบ โรคนิ่วในถุงน้ำดี มะเร็งกระเพาะอาหารหรือหลอดอาหาร เป็นต้น

โรคเหล่านี้มักพบในผู้ใหญ่ได้มากกว่าในเด็ก หากไม่ได้รับการรักษาอย่างถูกต้องรวดเร็วแล้ว อาจเกิดภาวะแทรกซ้อนที่รุนแรงขึ้นได้ ทั้งนี้อาการที่เป็นสัญญาณอันตรายที่ควรรีบไปพบแพทย์ ได้แก่ อาเจียนรุนแรงต่อเนื่อง กลืนลำบาก เบื่ออาหาร น้ำหนักลด ซีดเหลือง ถ่ายดำ มีอาการปวดท้องแม้ในตอนกลางคืน หรือทานยาโรคกระเพาะทั่วไปแล้วอาการไม่ดีขึ้น เป็นต้น

 เมื่อผู้ป่วยมาพบแพทย์ด้วยอาการปวดท้องบริเวณลิ้นปี่ ก็จะได้รับการซักประวัติและตรวจร่างกายโดยละเอียดและแนะนำให้ตรวจเพิ่มเติมตามความเหมาะสม เช่น ตรวจเลือดดูภาวะซีด ตรวจอุจจาระเพื่อดูว่ามีเลือดปนมาหรือไม่ ตรวจโดยส่องกล้องกระเพาะอาหารเพื่อดูการอักเสบและแผล ตรวจหาเชื้อแบคทีเรียเฮลิโคแบคเตอร์ ไพโลไรด้วยลมหายใจ และอัลตราซาวด์หรือเอกซเรย์คอมพิวเตอร์ช่องท้อง

แนวทางการรักษาโรคกระเพาะขึ้นอยู่กับการวินิจฉัย หากพบเป็นโรคกระเพาะแปรปรวน หรือโรคกระเพาะชนิดไม่มีแผล แม้จะมีอาการเรื้อรัง แต่มักไม่เปลี่ยนแปลงเป็นแผลหรือมะเร็ง แต่อาการที่เป็นบ่อย ๆ นั้นอาจรบกวนชีวิตประจำวัน การรักษาโดยอาศัยการปรับเปลี่ยนการรับประทานอาหารและการดำเนินชีวิตร่วมกับการใช้ยาเพื่อลดอาการ เช่น ยาลดการหลั่งกรด ยาแก้อาเจียน ยาขับลม

ส่วนระยะเวลาในการรักษานั้นไม่แน่นอน ขึ้นกับผู้ป่วยแต่ละราย ส่วนใหญ่เมื่อรับประทานยา 1-2 สัปดาห์ อาการมักจะทุเลาลง แต่อาจเป็นซ้ำได้ ส่วนโรคกระเพาะอักเสบรุนแรง หรือเป็นแผลในกระเพาะนั้นต้องรักษาตามสาเหตุร่วมกับใช้ยาลดการหลั่งกรดเป็นเวลานาน 4-8 สัปดาห์ขึ้นไป

ทั้งนี้การปฏิบัติตัวเพื่อป้องกันหรือลดอาการปวดท้องโรคกระเพาะทำได้ไม่ยากและสามารถเริ่มได้ด้วยตัวคุณเอง ดังนี้

– รับประทานอาหารในปริมาณพอเหมาะไม่มากเกินไป
– หลีกเลี่ยงการรับประทานอาหารมันหรือรสจัด
– ลดปริมาณการดื่มชา กาแฟ เครื่องดื่มที่มีกาเฟอีน น้ำอัดลม และแอลกอฮอล์
– งดการสูบบุหรี่
– หลีกเลี่ยงการใช้ยาที่มีฤทธิ์ระคายเคืองกระเพาะอาหาร โดยเฉพาะยาแก้แพ้
– โปรดหลีกเลี่ยงความเครียดและพักผ่อนให้เพียงพอ

อาการปวดท้อง ท้องอืด อาหารไม่ย่อยเป็นภาวะที่พบได้บ่อย ส่วนใหญ่เกิดจากโรคกระเพาะแปรปรวน หรือ โรคกระเพาะชนิดไม่มีแผล ซึ่งไม่อันตราย แต่อาจก่อให้เกิดความรำคาญและวิตกกังวลความเข้าใจถึงสาเหตุและหลีกเลี่ยงปัจจัยที่ทำให้อาการแย่ลงได้ จะช่วยลดภาวะนี้ลงได้อย่างมาก ทั้งนี้ควรไปพบแพทย์ หากมีสัญญาณอันตรายหรืออาการไม่หายหลังการปรับพฤติกรรมดังกล่าวแล้ว.

อ.พญ.ฉัตต์มณี เลิศอุดมผลวณิช
ภาควิชากุมารเวชศาสตร์ คณะแพทยศาสตร์
โรงพยาบาลรามาธิบดี มหาวิทยาลัยมหิดล

ที่มา :  เดลินิวส์ 12 เมษายน 2557

‘เซ็กซ์’ ปลอดภัยวัยว้าวุ่น

dailynews130915_002วัยรุ่นที่รักสนุก ไม่ป้องกัน อาจพลาดพลั้งตั้งครรภ์โดยไม่พึงประสงค์ หรือติดโรคจากคู่นอนเป็นของแถม ซึ่งปัญหาเหล่านี้ในบ้านเรายังพบเห็นอยู่เป็นประจำ ไม่มีทีท่าว่าจะลดลง

รศ.นพ.สุรสิทธิ์ ชัยทองวงศ์วัฒนา ภาควิชาสูติศาสตร์-นรีเวชวิทยา คณะแพทยศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย อธิบาย กล่าวว่า ตอนนี้ปัญหาวัยรุ่นตั้งครรภ์พบเพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ จากสถิติผู้หญิงตั้งครรภ์ 100 คน พบว่า 14-15% เป็นผู้หญิงอายุน้อยกว่า 20 ปี เฉลี่ยประมาณ 300 คนต่อวัน หรือถ้าอายุน้อยกว่า 15 ปี คือ อายุ 14 ปีลงไป ตั้งครรภ์เฉลี่ย 10 คนต่อวัน ถือเป็นปัญหาที่สำคัญ ในฐานะคนทำงานด้านนี้มองว่าทำอย่างไรจะลดปัญหาลงได้

ปัญหาการมีเซ็กซ์ไม่ปลอดภัย นำไปสู่การตั้งครรภ์ไม่พึงประสงค์ ทำแท้ง ถ้าทำแท้งไม่ปลอดภัยก็นำไปสู่การติดเชื้อ เสียชีวิตของมารดาได้ ถ้าไม่ทำแท้ง เขาก็จะไม่ค่อยดูแลครรภ์ การตั้งครรภ์นั้นก็อาจมีภาวะแทรกซ้อนเพิ่มขึ้น คลอดออกมาทารกถูกทิ้ง ไม่ได้รับการดูแลที่เหมาะสม และเป็นปัญหาสังคมตามมา

เซ็กซ์ไม่ปลอดภัยยังเสี่ยงต่อการติดโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ โดยเฉพาะการติดเชื้อเอชไอวี ปัจจุบันพบว่ามีผู้ป่วยติดเชื้อรายใหม่ในวัยรุ่นสูงอยู่

นอกจากการตั้งครรภ์ไม่พึงประสงค์ ติดโรคแล้ว แม่อายุน้อยอาจจะมีอัตราการคลอดทารกน้ำหนักตัวน้อยกว่ากำหนดเพิ่มขึ้น เมื่อเทียบกับแม่ที่อายุปกติ หรืออาจจะมีภาวะแทรกซ้อนอื่น ๆ เพิ่มขึ้น ต้องผ่าตัดคลอดเพิ่มขึ้น เนื่องจากเชิงกรานยังไม่พร้อมที่จะคลอดลูกทางช่องคลอด มีโอกาสจะเจ็บท้องก่อนกำหนดเพิ่มขึ้น

ส่วนทารกนั้น เมื่อคลอดออกมาถ้าได้รับการดูแลดีก็จะมีพัฒนาการตามปกติได้ แต่วัยรุ่นบางคนมีการดื่มแอลกอฮอล์ ใช้ยาเสพติดขณะตั้งครรภ์ ตรงนี้จะเป็นปัญหากับทารกในครรภ์ได้

การมีเซ็กซ์ก่อนวัยอันควร เกิดจากหลายปัจจัยด้วยกัน ถ้าเป็นปัจจัยที่เกิดจากตัววัยรุ่นเอง ด้านร่างกาย มีการเปลี่ยนแปลง จากเด็กผู้ชายเป็นหนุ่มที่มีกล้ามเนื้อ มีอารมณ์ทางเพศ เด็กผู้หญิงเป็นสาวมีเต้านม มีทรวดทรง

ส่วนด้านจิตใจ วัยรุ่นมีความสนใจในตัวเองและเพศตรงข้าม เริ่มไม่ฟังผู้ใหญ่ เชื่อเพื่อน เชื่อคนอื่นมากกว่าผู้ปกครอง มีพฤติกรรมเลียนแบบ เพื่อนมีแฟนตัวเองก็ต้องมีแฟนด้วย สิ่งเหล่านี้เป็นปัจจัยภายในตัววัยรุ่น

ด้านปัจจัยภายนอกมาจากครอบครัว เช่น พ่อแม่ทำแต่งาน ไม่มีเวลาให้ลูก ครอบครัวแตกแยก มีแนวโน้มที่ลูกจะไปหาความอบอุ่นจากข้างนอก เพื่อนจึงมีส่วนสำคัญที่จะทำให้เขาออกนอกลู่นอกทางได้

ขณะเดียวกันการสอนเพศศึกษาในโรงเรียนก็ยังทำได้ไม่ถูกต้อง หรือไม่ครอบคลุมเท่าที่ควร ด้วยสาเหตุหลายอย่าง เท่าที่เคยพูดคุยกับคุณครูที่ทำเรื่องนี้บอกว่าไม่ได้รับการสนับสนุน ถือว่าไม่ใช่ภาระงานของครู ดังนั้นเขาก็ทำแบบขอไปที ไม่เต็มที่

ส่วนปัจจัยอื่น ๆ เช่น สื่อลามก ภาพยนตร์ ดารา ก็เป็นปัจจัยหนึ่งที่ทำให้ค่านิยม ทัศนคติของวัยรุ่นเรื่องการมีเซ็กซ์ไม่ถูกต้อง คือ มีเซ็กซ์โดยไม่ต้องกลัวอะไร

คำแนะนำเพื่อป้องกันปัญหามี 2 ส่วน คือ

ส่วนแรก ครอบครัว พ่อแม่ ผู้ปกครอง ควรให้คำแนะนำ เป็นเพื่อนเด็กได้ ให้เด็กกล้ามาปรึกษา หรือมาพูดคุยก่อนที่เขาจะไปอยู่ในจุดที่เสี่ยงต่อการมีเซ็กซ์ เช่น เด็กผู้หญิงมีเพื่อนผู้ชายชวนไปเที่ยวต่างจังหวัดสองต่อสอง สุ่มเสี่ยงต่อการเสียตัว ถ้าเขาได้รับการชักชวนแล้วพูดคุยกับพ่อแม่จะช่วยลดความเสี่ยงลงได้ ดังนั้นพ่อแม่ต้องเปิดใจ ทำให้เด็กไว้ใจ เชื่อใจมาขอคำปรึกษา

ส่วนที่สอง เด็กผู้ชายและเด็กผู้หญิงมีแนวคิดที่แตกต่างกัน แนวคิดของผู้ชาย “เซ็กซ์” สำคัญกว่า “ความรัก” ในขณะที่เด็กผู้หญิงความรักก่อน แล้วจึงยอมมีเซ็กซ์ด้วย คือ ยอมมีเซ็กซ์เพื่อความรัก

ดังนั้นกรณีเด็กผู้ชาย ถ้าพ่อแม่ ผู้ปกครอง สอนเขาให้เกียรติผู้หญิง รู้จักยับยั้งชั่งใจ ไม่ทำอะไรก่อนวัยอันสมควรหรือก่อนเวลาอันสมควร ก็จะทำให้เขาไม่เอาเปรียบผู้หญิง ส่วนเด็กผู้หญิงต้องสอนให้รู้จักปฏิเสธการเข้าไปอยู่ในภาวะที่สุ่มเสี่ยงต่อการมีเซ็กซ์

ผมมีตัวอย่างผู้หญิงอายุ 19 ปีมาฝากท้อง รพ.จุฬาลงกรณ์ แล้วติดเชื้อเอชไอวี ปรากฏว่า สามีคนปัจจุบันซึ่งเป็นวัยรุ่นเหมือนกัน ผลเลือดเป็นลบ คุยกันไปคุยกันมาถึงได้รู้ว่าน่าจะติดเชื้อเอชไอวีจากแฟนคนแรก ซึ่งมีเซ็กซ์กันตั้งแต่อายุ 15 ปี ตอนอยู่ ม.3 ผมก็ถามว่า แล้วทำไมจึงมีเพศสัมพันธ์ เขาบอกว่า ช่วงปิดเทอมได้ไปเลี้ยงฉลองกัน พอถามว่า ดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์หรือเปล่าทำให้ยินยอมมีเซ็กซ์ เขาบอกว่าไม่ใช่ ที่ยอมเพราะรักผู้ชายคนนั้น ในที่สุดความสัมพันธ์ก็ยุติ เมื่อผู้ชายมีเซ็กซ์ด้วยแล้วก็ไม่ได้สนใจอะไรอีก กรณีนี้เป็นตัวอย่างว่า ถ้าผู้ชายถูกสอนไม่ให้เอาเปรียบผู้หญิง ผู้หญิงถูกสอนให้รู้จักปฏิเสธ รู้ว่า เซ็กซ์ไม่ใช่สิ่งที่ทำให้ความรักยั่งยืน อาจจะช่วยให้เขาป้องกันปัญหาตรงนี้ได้

ถามว่า การทำโครงการนี้ไปส่งเสริมให้เด็กมีเพศสัมพันธ์หรือเปล่า คำตอบ คือ ไม่ใช่ การไม่มีเซ็กซ์ก่อนวัยอันสมควรดีที่สุด แต่ในสหรัฐเคยมีการศึกษาว่า ถ้าทำให้เด็กไม่มีเซ็กซ์จะช่วยลดอัตราการตั้งครรภ์ในเด็กวัยรุ่นได้หรือไม่ ผลปรากฏว่าโครงการนี้ล้มเหลว เพราะไม่สามารถไปห้ามเด็กมีเซ็กซ์ได้ ดังนั้นถ้าเขาจะมีเซ็กซ์ต้องดูว่าทำอย่างไรไม่ให้เกิดการตั้งครรภ์ที่ไม่พึงประสงค์ ไม่ให้เขาติดโรค โดยเฉพาะติดเชื้อเอชไอวี คือ ไม่มีเซ็กซ์ดีที่สุด แต่ถ้ามีเซ็กซ์ต้องมีเซ็กซ์อย่างปลอดภัย

เรื่องการตั้งครรภ์ไม่พึงประสงค์เป็นปัญหาใหญ่ของบ้านเรา ในทางกฎหมายการทำแท้งไม่ได้รับการยอมรับ จึงมีการลักลอบการทำแท้งเกิดขึ้น ดังนั้นก็ต้องพยายามให้คำปรึกษาวัยรุ่นที่ตั้งครรภ์ไม่พึงประสงค์ว่าจะตั้งครรภ์ต่อหรือยุติการตั้งครรภ์ ถ้าต้องการยุติการตั้งครรภ์ก็ส่งไปในสถานที่ปลอดภัย แต่ตรงนี้อาจลำบากในการสื่อออกไปเพราะเป็นสิ่งที่ยังผิดกฎหมาย ถามว่ายังมีการให้บริการตรงนี้ไหม ยังมีอยู่

รพ.จุฬาลงกรณ์ มี “คลินิกดรุณรักษ์” ดูแลวัยรุ่นและเด็กที่มีปัญหาทางนรีเวช คลินิกนี้เป็นศูนย์รับส่งต่อคนไข้จากที่อื่น เป็นกรณีที่มีปัญหาเยอะ ๆ ไม่สามารถดูแลได้ในสถานบริการปฐมภูมิหรือทุติยภูมิ หรือบางครั้งเด็กพุ่งตรงมาที่คลินิกเราก็ยินดีให้คำปรึกษา

ในบ้านเรามีองค์กรภาครัฐและเอกชนทำเรื่องตั้งครรภ์ในวัยรุ่นเยอะ เพียงแต่ว่า อาจจะยังไม่ประสานกัน อีกทั้งวัยรุ่นก็ไม่รู้ว่าจะไปปรึกษา ขอคำแนะนำ และเข้าถึงบริการได้อย่างไร ก็เลยมีแนวคิดตั้งศูนย์ให้วัยรุ่นเข้าถึงได้ ด้วยการใช้สื่อออนไลน์เป็นตัวเชื่อมโยงวัยรุ่น ตอนนี้เรามีเฟซบุ๊กศูนย์สุขใจวัยว้าวุ่น” เป็นตัวเชื่อม เด็กวัยรุ่นสามารถติดต่อผ่านทางช่องทางนี้ ถามคำถาม หรือ ในกรณีที่ต้องการบริการด้านนี้ เราจะสื่อสารให้เขาไปพบศูนย์ที่อยู่ใกล้ ๆ ว่า ที่ไหนมีศูนย์บริการที่เป็นมิตรกับวัยรุ่นบ้าง

ที่ผ่านมากระแสละครฮอร์โมนวัยว้าวุ่นดัง เราก็เลยจะจัดเสวนา “เซ็กซ์ปลอดภัย วัยว้าวุ่น” ในวันที่ 24 ก.ย. นี้ ที่ห้องประชุมเฉลิม พรหมมาส อาคาร อปร. เวลา 13.00-15.30 น. มีผู้ร่วมเสวนา อาทิ ทีมงานซีรีส์ ฮอร์โมน นพ.สุกมล วิภาวีพลกุล คุณกรรณิกา ธรรมเกษร ผศ.นพ.ณัทธร พิทยรัตน์เสถียร พญ.ทัศน์วรรณ รังรักษ์ศิริวร รวมทั้งตัวแทนวัยรุ่น ดังนั้นผู้สนใจสามารถไปร่วมรับฟังหรือแสดงความเห็นได้.

นวพรรษ บุญชาญ : รายงาน

ที่มา: เดลินิวส์  15 กันยายน 2556

วัยว้าวุ่นกับยาเสพติด

dailynews130803_001กรณีดาราสาววัยรุ่นจากซีรีส์สุดฮิต “ฮอร์โมน วัยว้าวุ่น” มีข่าวเรื่องยาเสพติด แม้จะเป็นแค่การทดลอง ด้วยความรู้เท่าไม่ถึงการณ์ ขาดประสบการณ์ชีวิต ตามที่คนในครอบครัวออกมาชี้แจง ซึ่งผลการตรวจปัสสาวะก็พิสูจน์แล้วว่าไม่ได้ติดยาเสพติด กรณีนี้คงเป็นอุทาหรณ์ให้กับคุณพ่อคุณแม่ที่มีลูกวัยรุ่นและอาจพลาดพลั้งไปข้องแวะกับยาเสพติด มาดูกันว่ามีทางออกอย่างไร

นพ.วรตม์ โชติพิทยสุนนท์ ผอ.ศูนย์สุขภาพจิตระหว่างประเทศ กรมสุขภาพจิต กระทรวงสาธารณสุข บอกว่า วัยรุ่นเป็นวัยที่ต้องการรู้จักโลกภายนอกมากขึ้น อยากรู้อยากลอง อาจมีสิ่งต่าง ๆ มากมายเข้ามากระตุ้น ทำให้ตื่นเต้นเร้าใจในการดำเนินชีวิต จึงมีแนวโน้มสัมผัสกับสิ่งแปลกใหม่มากมาย เพื่อนเป็นปัจจัยที่สำคัญมาก ในบางครอบครัวเพื่อนสำคัญกว่าพ่อแม่ด้วยซ้ำ เพื่อนจะเริ่มมีบทบาทในวัยรุ่นตั้งแต่ประถม ไปจนถึงมัธยม โดยมีบทบาทมากขึ้นเรื่อย ๆ วัยรุ่นจะติดเพื่อนค่อนข้างมาก เพื่อนพูดอะไรก็เชื่อ วัยรุ่นทุกคนต้องการการยอมรับ ทั้งจากคุณพ่อคุณแม่ สังคม ครู เพื่อน ถ้าเข้าไปอยู่ในกลุ่มเพื่อนใช้ยาเสพติด เพื่อนบอกว่าลองใช้ดูสิ ไม่เป็นไร นิดนึง เล็ก ๆ น้อย ๆ ถูกแรงกดดันจากเพื่อน ก็มีแนวโน้มที่จะทำตาม ในปัจจุบันยาเสพติดหาได้ง่ายมาก มีคนบอกว่าหาง่ายกว่าเดินไปร้านสะดวกซื้ออีก มีบริการส่งถึงที่เพราะฉะนั้นโอกาสใช้ยาเสพติดเกิดขึ้นได้ง่าย โดยเฉพาะเมื่อวัยรุ่นอยู่ด้วยกันแล้วไม่มีผู้ใหญ่ดูแล อย่างบางครอบครัว พ่อแม่ ไม่มีเวลา ขาดการเข้าใจ ขาดความเหนียวแน่นในครอบครัวก็จะพบปัญหานี้ค่อนข้างมาก หรือวัยรุ่นบางคนมีโรคทางจิตเวชอยู่แล้ว เช่น โรคซึมเศร้า อารมณ์แปรปรวน วิตกกังวล หรือโรคอื่น ๆ มีปัญหาการเรียน ไม่มั่นใจด้านการเรียน ความสามารถกีฬาก็ไม่มี หน้าตาก็ไม่ดี ถ้าอยากได้รับการยอมรับจากเพื่อนก็หันไปยุ่งเกี่ยวกับยาเสพติดมีเยอะแยะ

พ่อแม่จะรู้ว่าลูกยุ่งเกี่ยวกับยาเสพติดเมื่อ 1. ลูกมาบอกเอง 2. จับได้ว่าใช้ยาเสพติด ครอบครัวส่วนใหญ่อยากให้เกิดเหตุการณ์แบบแรกมากกว่า คือ ลูกมาบอกเองว่าใช้ยาเสพติด หรือเพื่อนชักชวน แต่ก่อนจะเกิดเหตุการณ์แบบนั้นได้ต้องมีความไว้วางใจในครอบครัว หมายความว่า ครอบครัวต้องอบอุ่น เข้มแข็ง มีอะไรเปิดอกพูดคุยกัน กรณีเช่นนี้ต้องเริ่มจากวัยเด็กก่อน เวลามีปัญหาอะไรก็ตาม เล็ก ๆ น้อย ๆ ทะเลาะกับเพื่อน ทะเลาะกับครู อกหัก รักคุด เดินมาบอกพ่อแม่ ซึ่งพ่อแม่จะได้รับความไว้วางใจจากลูกต้องมีบุคลิกที่รับฟังเขา เชื่อเขา ฟังทุกอย่างก่อน ยังไม่สอน ยังไม่ด่า ยังไม่ว่า วัยรุ่นก็จะมาปรึกษา

สรุปคือถ้าคุณจะให้ลูกรับฟังหรือเชื่อฟังคำสั่งสอน พ่อแม่ต้องรับฟังลูกก่อน เริ่มตั้งแต่เด็ก ๆ เช่น ลูกบอกว่าอันนี้หนูไม่ชอบ ไม่อยากเรียน ต้องรับฟังเขา หรือเวลาลูกมีปัญหาตี ตบกับเพื่อนที่โรงเรียน พ่อแม่ในปัจจุบันมักจะบอกว่า ไปตบเขาทำไม ไปตีเพื่อนเขาทำไม ทำไมหนูทำแบบนี้ แต่สิ่งที่ควรทำ คือ ช่วยเล่าให้พ่อแม่ฟังสิว่าเกิดอะไรขึ้น วัยรุ่นจะรู้สึกว่าพ่อแม่รับฟังเขา ไม่ใช่ว่าด่าอย่างเดียว พ่อแม่ต้องให้คำปรึกษากับเขาได้ วันหนึ่งถ้าเกิดเพื่อนชักชวนเขาไปใช้ยาเสพติดแทนที่เขาจะไม่กล้าบอก เขาอาจเดินมาบอกพ่อแม่ว่า วันนี้มีเพื่อนชวนให้ใช้ยาเสพติดนะ เขาสนิทกับหนูมากเลยหนูจะทำยังไงดีเพราะฉะนั้นต้องทำให้เกิดจากความไว้วางใจมีความรักความอบอุ่นในครอบครัวแล้วปัญหาจะหมดไป

ในกรณีที่พ่อแม่จับได้ สิ่งที่ควรทำอย่างแรก คือ รับฟัง ถ้าไม่รับฟังเขาจะรู้สึกว่าเพื่อนต่างหากที่รับฟังเขา เพื่อนที่ยื่นยาเสพติดให้เขารับฟัง เข้าใจ แต่พ่อแม่ไม่เข้าใจ ดังนั้นเมื่อจับได้คุณพ่อคุณแม่ต้องทำใจว่าลูกเกิดปัญหาแบบนี้ ไม่ใช่ปัญหาของเขาคนเดียว แต่เป็นปัญหาของเราด้วย ทำไมลูกถึงไม่พูดเรื่องนี้กับเรา ดังนั้นต้องรับผิดชอบร่วมกัน พ่อแม่ก็ต้องไม่ต่อว่าลูกฝ่ายเดียว แต่ควรเปิดใจเข้าหาลูก ให้เขาได้เล่าเรื่องทั้งหมดให้ฟัง ทั้งนี้ไม่ได้หมายความว่าลูกจะเล่าเรื่องทั้งหมดให้ฟังในวันเดียว อาจต้องใช้เวลา 2-3 วัน พ่อแม่ต้องรับฟังไม่ลงโทษลูก แล้วช่วยกันแก้ปัญหา อาจไปปรึกษาจิตแพทย์ ควรดูว่าลูกเสพเฉย ๆ หรือติดจนต้องเข้ารับการบำบัดรักษา ทำอย่างไรลูกจะปฏิเสธเพื่อนไม่ไปยุ่งเกี่ยวอีก คือต้องแก้ไขทุกมิติไปพร้อม ๆ กัน

แน่นอนว่า พ่อแม่ทุกคนเมื่อรู้ว่าลูกใช้ยาเสพติด ต้องรู้สึกโกรธ เสียใจ สับสน โทษตัวเอง ลูกของฉัน ฉันเลี้ยงมาไม่ดีหรือเปล่า หรือว่าลูกไม่รักดี ทุกคนต้องเป็นแบบนี้อยู่แล้ว เป็นความรู้สึกที่เกิดได้ ดังนั้นสิ่งที่พ่อแม่ควรทำ คือ ต้องระงับอารมณ์ จัดการอารมณ์ของตัวเองและคนในครอบครัวให้ดี ปัญหายาเสพติดไม่สามารถแก้ด้วยอารมณ์ สุดท้ายอารมณ์จะทำให้ปัญหาบานปลาย

ท้ายนี้อยากให้สังคมมองว่า ผู้เสพหรือติดยาเสพติด คือ ผู้ที่หลงผิดพลาดไป เป็นผู้ป่วยที่ควรได้รับโอกาส ถามว่าต้องรับผิดหรือไม่ ก็ต้องรับผิดตามวัยนั้น แต่มิใช่ว่าต้องรับผิดอย่างเดียว ต้องมีกำลังใจให้เขาด้วย ยิ่งเขาเป็นเยาวชนการรับรู้และการตัดสินใจไม่ดีเท่าผู้ใหญ่ จะทำให้เขารู้สึกว่าโลกนี้ยอมรับเขา ยอมรับที่เขาทำผิดพลาดไป สามารถกลับมาเป็นคนดี หรือในอนาคตอาจเป็นประโยชน์ต่อสังคมได้ ไปช่วยเรื่องยาเสพติด ไปดึงคนอื่นให้กลับมา ไม่เสพยา ดังนั้นทุกคนควรให้กำลังใจผู้ติดยาเสพติด ไม่ว่าเขาจะเป็นใคร อาชีพอะไรก็ตาม.

นวพรรษ บุญชาญ : รายงาน

ที่มา : เดลินิวส์  3 สิงหาคม 2556

เหนื่อยใจ-เข้าใจ-รักใคร่-ลูกวัยรุ่น

dailynews130224_001ครอบครัวไหนมีลูกซึ่งกำลังเข้าสู่ช่วงวัยรุ่น มักบ่นเป็นเสียงเดียวกันว่า ’เหนื่อยใจเหลือเกินกับบุตรหลานที่กำลังเข้าสู่ช่วงวัยรุ่นนี้“ อย่าเพิ่งท้อครับ ผมเองในฐานะแพทย์และพ่อคนหนึ่งมีคำแนะนำง่าย ๆ ครับ “ให้เอาวัยรุ่นเป็นศูนย์กลาง อย่าใช้ตัวเองเป็นศูนย์กลาง เอาใจวัยรุ่นมาใส่ใจเรา ไม่ใช่เอาใจเราไปใส่ใจวัยรุ่น” เท่านี้ก็สามารถจะช่วยแก้ปัญหาครอบครัวอันจะส่งผลถึงปัญหาระดับประเทศไปได้ระดับหนึ่งแล้วครับ

แต่ถ้าจะให้เข้าถึงและเข้าใจวัยรุ่นมากขึ้น ผมมีคำแนะนำจากผู้เชี่ยวชาญมาให้ความกระจ่างแก่ทุกท่านครับ “แพทย์หญิงสุนิดา  โสภณนรินทร์ แพทย์ชำนาญการ สถาบันสุขภาพจิตเด็กและวัยรุ่นราชนครินทร์” อธิบายว่า

“ก่อนอื่นทุกท่านต้องเข้าใจก่อนว่า วัยรุ่นเป็นวัยที่มีปัญหาอยู่แล้ว ไม่ว่าจะเป็นลูกหรือหลานใคร มีการเลี้ยงดูที่ดีแค่ไหน คือวัยนี้มักจะมีอารมณ์ร้อน ยึดความคิดของตนเองเป็นหลัก เพราะฉะนั้นอะไรก็ตามที่ไม่ตรงกับใจเขา เขาก็จะแสดงออกเยอะ บางครั้งเจอปู่ย่าตายายทัก ก็แสดงทีท่าไม่พอใจ ส่วนหนึ่งคือมันเป็นเรื่องของความเข้าใจและการสื่อสารกัน”

ความเก้งก้างของร่างกาย การมีกลิ่นตัว หรือการแสดงออกด้านอารมณ์และท่วงท่าที่ก้าวร้าวของวัยรุ่นนั้น ส่วนหนึ่งเป็นผลมาจากฮอร์โมนในร่างกายที่เปลี่ยนแปลง ส่งผลให้เกิดพฤติกรรมเหล่านี้ขึ้นมา จะเรียกว่าเป็นเรื่องของธรรมชาติก็ว่าได้ ซึ่งถ้าผู้ปกครองลองย้อนกลับไปมองตนเองในอดีตก็จะเห็นว่าตนเองก็มีพฤติกรรมเหล่านี้เช่นกัน เพราะฉะนั้นท่านต้องเข้าใจและรู้จักให้อภัยกับพฤติกรรมเหล่านี้ของวัยรุ่นด้วยครับ แต่นอกจากเรื่องของความเปลี่ยนแปลงทางธรรมชาติเหล่านี้ที่พ่อแม่ต้องเข้าใจแล้ว สิ่งที่พ่อแม่ต้องมองลึกเข้าไป เหมือนเป็นการเปิดประตูทั้งใจตัวเองและใจลูก คือต้องยอมรับว่าเขาโตแล้วไม่ใช่เด็กอย่างที่เราคิดอีกแล้ว

คุณหมอสุนิดา อธิบายเพิ่มเติมว่า “มีพฤติกรรมการแสดงออกมากมายของผู้ปกครองในบ้านที่วัยรุ่นไม่ชอบ เช่น การตี เนื่องจากสมัยเด็กเคยตีได้ พอเด็กโตพ่อแม่ก็ยังคิดว่าตีได้อยู่ อันนี้ก็จะเป็นปัญหา ซึ่งวันหนึ่งเขาแข็งแรงขึ้นมาก็อาจจะกลับมาตีเราก็เป็นได้ นอกจากนี้ การหลุดคำพูดที่ไม่ดีออกมาเวลาโกรธ เช่น การไล่ออกจากบ้าน แม้ผู้ปกครองจะไม่ได้มีจุดประสงค์ที่จะไล่ออกจากบ้านจริง ๆ แต่เมื่อพูดออกไปแล้ว ทั้งความรู้สึกและคำพูดมันคืนกลับมาไม่ได้ หรือแม้แต่การพูดให้เด็กได้รับความอับอาย ทั้งที่จุดประสงค์ของผู้ปกครองคือต้องการให้เด็กปรับตัว แต่จริง ๆ แล้วยิ่งสร้างความกดดันให้เขา ทำให้วัยรุ่นต่อต้านเรามากขึ้น และบางครั้งเขาอาจทำตรงกันข้ามจนทำให้ผู้ปกครองกลับกลายเป็นฝ่ายอายแทนด้วยซ้ำ”

คำพูดประชดประชันของผู้ปกครองหรือการพูดโดยไม่รู้ตัว ไม่พูดตรง ๆ เขาก็จะยิ่งทำอย่างที่เราพูด เพราะฉะนั้นถ้าผู้ปกครองจะเตือนจะบอกหรือพูดอะไร เราสามารถจะใช้คำพูดที่ตรงไปตรงมา และลดโทนเสียงลง ใช้แววตาที่แสดงถึงความรักความห่วงใย เท่านี้ก็จะช่วยให้บรรยากาศการสนทนาระหว่างคุณกับลูกดีขึ้นแล้ว

อีกสิ่งหนึ่งที่ผู้ปกครองหลายท่านอาจเคยทำหรือเคยใช้พูดกับลูกก็คือ การลำเลิกบุญคุณ “ชั้นเลี้ยงเธอมานะทำไมเธอทำกับชั้นแบบนี้” คำพูดเหล่านี้วัยรุ่นไม่ชอบ อีกทั้งไม่ได้ทำให้วัยรุ่นสำนึกมากขึ้น บางคนบอกว่าอยากให้ลูกกตัญญู อยากให้รู้ว่าพ่อแม่เหนื่อยยากขนาดไหน แต่ขอบอกว่าคำพูดแบบนี้ไม่ได้ช่วยอะไรเลย…วิธีที่จะทำให้ลูกรักคุณ คือการสัมผัสกัน และการพูดการบอกถึงความห่วงใยที่คุณมีต่อเขา คือวิธีที่ถูกต้องเหมาะสมที่สุด อย่ามองว่าพูดไปแล้วอาจทำให้วัยรุ่นคิดเข้าข้างตัวเองว่าตัวเองดีตัวเองเด่น อันนี้เป็นความเข้าใจที่ผิด เพราะยิ่งถ้าเราไม่พูดอาจทำให้ยิ่งเกิดช่องว่างและความเหินห่างระหว่างวัยขึ้นได้

อีกสิ่งหนึ่งที่พ่อแม่ต้องเข้าใจคือ วัยรุ่นเป็นวัยที่ต้องออกไปเผชิญชีวิตข้างนอกบ้าง การที่เขาจะมาอยู่บ้าน หรือไปไหนไปด้วยกับครอบครัวตลอดเวลานั้นคงเป็นไปไม่ได้ เขาต้องออกไปเจอเพื่อนไปเจอสังคมที่มากกว่าเดิม นั่นคือการเรียนรู้และการปรับตัวเข้าไปสู่สังคมใหม่ ๆ กับกลุ่มคนในวัยเดียวกัน

คุณหมอสุนิดา อธิบายเพิ่มเติมถึงเรื่องการคบเพื่อนในช่วงวัยรุ่นว่า “เรื่องเพื่อนเป็นอีกเรื่องสำคัญของวัยรุ่น ซึ่งวัยนี้มีทั้งเพื่อนเพศเดียวกัน และเพื่อนต่างเพศ รวมถึงความสับสนในตัวเองด้วย ว่าตกลงตัวเองเป็นเพศอะไร ซึ่งความเข้าใจของพ่อแม่ในจุดที่วัยรุ่นกำลังเลือกอยู่นี้เป็นสิ่งสำคัญ จริง ๆ เราสามารถที่จะเปิดใจพูดคุยกับลูกได้ หมอแนะนำว่าให้ใช้ตากับหูให้มากกว่าการใช้ปาก เพราะสมัยลูกยังเล็กพ่อกับแม่ก็ใช้ปากมามากแล้ว แต่พอวัยรุ่นพ่อแม่ต้องปรับเปลี่ยนมาเป็นการใช้ตากับใช้หูให้เยอะขึ้น”

ใช้ตา ก็คือการสังเกตดูสีหน้า แววตาท่าทางของลูก เช่น พ่อแม่พูดไปวัยรุ่นเสียใจหรือเปล่า ที่แม่พูดไปลูกเข้าใจไหม ที่แม่เป็นห่วงและพูดไปนั้นลูกเข้าใจแม่หรือไม่ ซึ่งการมองตานั้นสำคัญเป็นอาวุธที่ดีที่สุด นอกจากนี้การสัมผัสลูก ไม่ว่าจะเป็นการลูบหัวลูบหลัง จับมือ หรือแม้กระทั่งการกอดลูก จริง ๆ ไม่ต้องตกใจถ้าเขาจะผละออกจากเรา เป็นปฏิกิริยาปกติแต่อาจให้ผู้ปกครองพยายามทำ เพราะมันเป็นสิ่งที่ทำให้ลูกรู้ว่าคุณยังใส่ใจเขาเสมอ

ใช้หู การที่วัยรุ่นพูดเยอะ ๆ ส่วนหนึ่งก็เพราะอยากให้คนฟังเขา แต่ถ้าเราไม่ฟังก็เท่ากับเรายืนอยู่ตรงข้ามเขา เพราะฉะนั้นการใช้หูให้เป็นประโยชน์ คือฟังในสิ่งที่ลูกพูดก่อนที่เราจะสรุปความว่าเขาไม่ดี อย่ายกสิ่งที่ยังไม่เกิดขึ้นมาพูดตั้งแต่วัยรุ่นยังไม่เริ่มทำอะไรเลย

“วัยรุ่นเป็นวัยที่ต้องปรับตัวเข้ากับกลุ่มเพื่อนในวัยเดียวกัน ซึ่งบางครั้งการปรับตัวนั้นไม่ง่ายเลย แต่เมื่อมีปัญหาเขาก็ไม่กล้าจะมาบอกเรา การใช้หูฟัง หมั่นสังเกตว่าลูกยังมีความสุขไหม ยังทำกิจกรรมต่าง ๆ อยู่ดีรึเปล่า ตรงนี้เป็นจุดที่ทำให้พ่อแม่เข้ากับลูกได้ง่ายขึ้น…ถ้าคุณอยากรู้ว่าใจลูกคิดอะไร หมอแนะนำว่า ให้คุณเปิดหูให้กว้าง ๆ แล้วรับฟังให้มาก ๆ แล้วคุณจะเริ่มรู้ว่าในใจของลูกคุณมีอะไรตั้งมากมายที่คุณไม่เคยรู้เลย

ข้อมูลจาก แพทย์หญิงสุนิดา  โสภณนรินทร์ แพทย์ชำนาญการ สถาบันสุขภาพจิตเด็กและวัยรุ่นราชนครินทร์.

นายแพทย์สุรพงศ์ อำพันวงษ์

ที่มา : เดลินิวส์ 24 กุมภาพันธ์ 2556

.

dailynews130303_001

“เหนื่อยใจ-เข้าใจ-รักใคร่-ลูกวัยรุ่น” ตอนที่ 2

การลิดรอนสิทธิส่วนตัวของลูกเมื่อลูกกระทำความผิดนั้นเป็นสิ่งที่ไม่สมควรทำอย่างยิ่ง ลองคิดกลับกันว่าถ้าเป็นเราถูกกระทำแบบนั้นบ้างเราก็จำเป็นต้องดิ้นรนหาทางออกให้ได้ ซึ่งลูกเราก็เช่นเดียวกัน พฤติกรรมแบบนี้จะส่งผลให้เกิดปัญหาใหญ่ตามมา

ผู้ปกครองบางท่านสงสัยว่า เพราะอะไรเด็กถึงติดเพื่อนมากกว่าพ่อแม่ และจะแก้ปัญหานี้อย่างไร เรื่องนี้คุณหมอสุนิดาให้คำแนะนำว่า สิ่งหนึ่งที่พ่อแม่ต้องยอมรับก่อนเลยก็คือ วัยนี้เป็นวัยติดเพื่อน การติดเพื่อนจะเป็นประโยชน์ต่อลักษณะของเขาว่าจะเป็นอะไรในอนาคต กลุ่มเพื่อนที่พาไป หนังสือที่อ่าน ครูอาจารย์ที่อยู่รอบตัว สิ่งแวดล้อมภายนอกเหล่านี้เป็นตัวที่จะทำให้วัยรุ่นมีลักษณะบุคลิกไม่อย่างใดก็อย่างหนึ่ง เด็กบางคนอาจจะพูดเก่ง บางคนเขินอาย บางคนชอบทำงานคนเดียว เหล่านี้เป็นต้น ซึ่งการที่ลูกคบเพื่อนนั้นถือเป็นเรื่องปกติ ตรงกันข้ามถ้าลูกไม่คบหรือไม่มีเพื่อนเลย แบบนี้ต่างหากที่เรียกว่าผิดปกติ…แต่ถ้าพ่อแม่ไปเจอว่าเพื่อนลูกคนไหนที่มีพฤติกรรมไม่ดีไม่อยากให้ลูกคบหา สิ่งหนึ่งที่ไม่สมควรทำอย่างยิ่งคือ “บอกให้ลูกเลิกคบเพื่อนคนนั้น” เพราะการบอกให้เลิกคบจะเป็นประเด็นใหญ่มากสำหรับลูก มันคล้ายกับการที่คุณไปบอกว่าลูกนิสัยไม่ดีเหมือนกับเพื่อนคนนั้น เพราะฉะนั้นถ้าเราไม่อยากให้เขาคบใคร ให้หาทางคุยกับลูกดี ๆ อาจจะถามถึงเรื่องครอบครัวของเพื่อนลูก นิสัยของเพื่อนลูก แล้วค่อย ๆ สอนให้ลูกลองไปสังเกตเพื่อนตัวเองดู ว่ามีพฤติกรรมอะไรที่ไม่ดีหรือไม่ แบบนี้เรียกว่าสอนให้คิดเป็นและสอนให้ลงมือทำเป็น ไม่ใช่พ่อแม่เป็นฝ่ายคิด เลือกและทำให้หมดทุกอย่าง

ในกรณีที่ลูกยังคงคบค้ากับเพื่อนไม่ดีและดูเหมือนว่าพฤติกรรมของลูกก็กำลังจะเอนเอียงไปในทางที่ไม่ดีด้วย วิธีการแก้ไขและรับมือกับปัญหานี้ก็คือ การให้เขามีเพื่อนกลุ่มใหม่ ๆ เพิ่มเข้ามา เช่น ให้เด็กเข้าไปมีส่วนร่วมกับกิจกรรมจิตอาสาต่าง ๆ หรือการประกอบอาชีพต่างๆ หรือการให้รู้จักกับผู้ใหญ่ที่เขาเคารพนับถือ ก็สามารถช่วยแก้ปัญหาได้ระดับหนึ่ง

“แต่ก่อนที่จะใช้วิธีดึงลูกไปสู่เพื่อนกลุ่มใหม่ ๆ จริง ๆ แล้ว หมออยากให้ผู้ปกครองกลับมาทบทวนตัวเองในเรื่องการคุยกับลูก การใช้หูฟังลูกให้มากขึ้น ฟังว่าเพื่อนเป็นยังไง และลูกจะป้องกันตัวเองอย่างไรได้บ้าง การที่เราคุยกับลูกและลูกสามารถฟังเราได้ด้วยสีหน้าท่าทางที่เขาร่วมมือกับเรา จุดที่เขาสามารถมองตาเราและฟังเราได้ และเราเองก็ฟังเขาได้เยอะขึ้นเรื่อยๆ แบบนี้จะทำให้เกิดความเข้าใจกันมากขึ้นทั้งสองฝ่าย”

ปัญหาของวัยรุ่นที่พบได้บ่อยปัจจุบันก็คือเรื่องการขับขี่รถจักรยานยนต์เสียงดังสร้างความเดือดร้อนให้แก่ชาวบ้าน ปัญหาแบบนี้คงต้องได้รับคำปรึกษาเป็นการส่วนตัว ซึ่งปัจจุบันโรงพยาบาลในแต่ละจังหวัดจะมีจิตแพทย์ ซึ่งจิตแพทย์เป็นแพทย์อีกสาขาหนึ่งที่จะคุยกับพ่อแม่และคุยกับเด็กให้สามารถจะเข้าใจกันได้ เพราะบางครั้งการคุยกันไม่เข้าใจ การหาตัวเชื่อมตัวกลางบางครั้งก็ง่ายกว่า…เด็กวัยรุ่นบางคนไม่ชอบเข้าโรงพยาบาล ผู้ปกครองก็ต้องมีวิธีพูด เช่น พ่ออยากรู้ว่าพ่อควรจะต้องคุยกับลูกยังไง แล้วพ่อจะได้ให้ลูกบอกหมอด้วยว่าพ่อควรจะต้องเปลี่ยนแปลงยังไงบ้าง คำพูดแบบนี้จะทำให้วัยรุ่นยอมรับมากขึ้น

ถ้าพ่อแม่ตั้งคำถามกับตัวเองว่าเพราะอะไรลูกจึงไม่พูดความจริงกับคุณ? และคุณก็ต้องลองตอบกับตัวเองให้ได้ด้วยว่าทำไมลูกถึงไม่ยอมบอกความจริงกับคุณ ถ้าคุณตอบได้แสดงว่าคุณเข้าใกล้ลูกคุณมากขึ้นแล้ว…การที่ลูกไม่พูดความจริงกับคุณแสดงว่าเขากลัวความผิดแน่ๆ ซึ่งมันต้องเป็นความผิดอะไรซักอย่างที่บอกเราแล้วเราต้องทำโทษหรือดุด่าว่าเขา ซึ่งพฤติกรรมเหล่านี้ของพ่อแม่ ลูกก็เรียนรู้มาตั้งแต่เด็กจนโต เพราะฉะนั้นตรงนี้คือสิ่งที่พ่อแม่ต้องปรับท่าทีที่มีต่อลูก

ถ้าคุณรู้แน่ๆ แล้วว่าลูกพูดไม่จริง คุณกล้าไหมที่จะพูดว่า “แม่สงสัยว่าเรื่องนี้มันเกิดขึ้นกับลูกจริง ๆ หรือเปล่า ไหนลูกลองบอกแม่ซิ แม่อยากฟัง” คำว่าแม่อยากฟังมันเปิดหัวใจลูก ว่าแม่อยากฟังเรื่องของเขา แม่อยากรู้ แม่อยากช่วย ต่อให้เด็กพูดหรือบอกเราไม่ได้ เขาก็จะมีแรงฮึดกลับไปแก้ปัญหาอันนี้ด้วยตัวเอง และลูกก็จะรับรู้ด้วยหัวใจว่าเมื่อเขาไม่สามารถแก้ปัญหาด้วยตัวเองได้ คนที่เขาจะกลับมาซบอกก็คือคุณและคนในครอบครัว

เรื่องความก้าวร้าวของวัยรุ่น นอกจากจะมีผลมาจากฮอร์โมนที่เปลี่ยนแปลงไปแล้ว พ่อแม่ต้องรู้ว่าเขาเป็นวัยที่พร้อมจะลุย และบางครั้งการที่เขาสร้างความเชื่อมั่นด้วยการแสดงออกถึงความเป็นผู้ใหญ่ หรือแค่ต้องการยืนยันว่าเขาต้องการอะไร แต่บางครั้งผู้ใหญ่อย่างเราเสียอีกที่ตีความผิดไป มองว่าเป็นความก้าวร้าว

“นอกจากเรื่องของความก้าวร้าวแล้ว ยังมีวัยรุ่นอีกกลุ่มหนึ่งที่มีพฤติกรรมตรงกันข้าม คือนิ่ง ๆ เฉย ๆ ไม่พูดไม่ทำอะไรทั้งสิ้น ในเบื้องต้นพ่อแม่ต้องใช้ตาสังเกตว่าการที่เด็กแยกตัวออกไปหรือไม่กระตือรือร้น บางครั้งอาจเกิดจากตัวพ่อแม่เองที่กระตือรือร้นจนกลายเป็นว่าลูกไม่มีความเป็นตัวของตัวเอง เด็กหลายคนถูกส่งให้เรียนพิเศษ ถูกส่งให้ไปทำกิจกรรมโน่นนี่ ทั้งที่ตัวเด็กเองยังไม่พร้อม หรือเด็กหลายคนอาจไม่มีความถนัดในวิชาการเรียนบางอย่างจึงทำให้สูญเสียความมั่นใจ…แต่อีกส่วนหนึ่งอาจเป็นผลมาจากโรค LD (Learning Disorder) เรียกง่าย ๆ ก็คือการอ่านเขียนที่ไม่คล่องนั่นเอง ซึ่งไม่ใช่เพราะเด็กโง่หรือไม่ฉลาด เด็กมีไอคิวปกติ และไม่ได้ปัญญาอ่อน เพียงแค่อ่านเขียนไม่คล่อง ซึ่งพบว่าอาการแบบนี้ส่งผลให้เขาไม่สู้ในการเรียน คือเรียนแล้วไม่ได้ดี เรียนแล้วไม่ไหว เพราะฉะนั้นพ่อแม่ต้องจับสังเกตว่าการที่เด็กมีการแยกตัว ไม่อยากคุยกับเรา มันเป็นผลมาจากเรื่องใด แต่ถ้าพ่อแม่ไม่แน่ใจ การพาลูกมาหาจิตแพทย์ประเมินซ้ำเป็นเรื่องที่ง่ายที่สุด”

ถึงตรงนี้คงเห็นแล้วว่าช่วงวัยรุ่นนั้นมีความละเอียดอ่อนที่พ่อแม่ต้องทำความเข้าใจและปรับเปลี่ยนตัวเองให้พร้อมรับกับความเปลี่ยนแปลงของลูก…หลายคนบอกว่าแค่ดูที่พฤติกรรมของลูกก็พอจะบอกได้แล้วว่าพ่อแม่เป็นคนแบบไหน เพราะฉะนั้นอย่าลืมปรับพฤติกรรมของตนเองและอย่าลืมที่จะปรับตัวเข้าหาลูก เพราะถ้าพ่อแม่ดีส่วนใหญ่แล้วลูกไม้หล่นไม่ไกลต้นหรอกครับ

คำพูดที่ว่าเหนื่อยใจกับลูกวัยรุ่น คือต้องยอมรับว่ามันเหนื่อยจริง ๆ แต่มันจะอยู่กับเราไม่นานและจะผ่านพ้นไปได้ เพียงแค่ให้เขาค้นหาตัวเองให้เจอ ส่วนพ่อแม่อย่างเรามีหน้าที่คอยให้กำลังใจ เขาผิดเราก็พร้อมจะรับฟังและให้อภัย เท่านี้คุณก็จะผ่านพ้นช่วงเหนื่อยใจกับลูกวัยรุ่นนี้ไปได้อย่างสวยงาม

ข้อมูลจาก แพทย์หญิงสุนิดา  โสภณนรินทร์ แพทย์ชำนาญการ สถาบันสุขภาพจิตและวัยรุ่นราชนครินทร์.

นายแพทย์สุรพงศ์ อำพันวงษ์

 

ที่มา : เดลินิวส์ 3 มีนาคม 2556

คาถากันเสียสาว โดย พญ.ชัญวลี ศรีสุโข

matichon130208_001การตั้งครรภ์ในวัยรุ่นเป็นปัญหาสาธารณสุขที่สำคัญของทุกประเทศทั่วโลก นอกจากเหตุผลทางการแพทย์ ว่าอาจเกิดภาวะแทรกซ้อนช่วงตั้งครรภ์ ช่วงคลอด และหลังคลอดสูงกว่าคนทั่วไป (แท้ง ทารกพิการ น้ำหนักน้อย ขาดอาหาร ตายในครรภ์ คลอดยาก ตกเลือดหลังคลอด ฯลฯ), เหตุผลทางด้านสังคม เศรษฐกิจ จิตวิทยา (มารดาต้องหยุดเรียน รายจ่ายสูง รายรับน้อย ครอบครัวยากจนยิ่งขึ้น มารดาเครียด ซึมเศร้า วิตกกังวล ตั้งครรภ์ไม่พึงประสงค์ ทำแท้งเถื่อน ทารกถูกทอดทิ้ง ทารกไม่ได้รับการดูแลเอาใจใส่ ทารกเติบโตมาเป็นปัญหาสังคม ฯลฯ) ยังมีเหตุผลของปัจเจกบุคคล ส่งให้ท้องในวัยรุ่นสร้างบาดแผลอันเจ็บปวดแห่งความทรงจำไม่รู้ลืม ทั้งตัววัยรุ่นและผู้ปกครองเอง (14 วิธีป้องกันท้องในวัยโจ๋ พญ.ชัญวลี ศรีสุโข มติชนรายวัน 6 ก.พ.2550) แม้มีการรณรงค์ป้องกันการตั้งครรภ์ในวัยรุ่นไทยอย่างกว้างขวาง ปัญหานี้ก็ลดลงเพียงเล็กน้อย ปัจจุบันวัยรุ่นเสียสาวเร็วขึ้น โดยมีอายุเฉลี่ยเพียง 15-16 ปี จากสถิติสาธารณสุขในปี พ.ศ.2554 เด็กวัยรุ่นอายุต่ำกว่า 20 ปี คลอดเฉลี่ยวันละ 370 คน และที่เป็นเด็กหญิงอายุต่ำกว่า 15 ปี คลอดเฉลี่ยวันละ 10 คน ส่งผลให้ปัจจุบันวัยรุ่นไทยคลอดลูกสูงเป็นอันดับสองของเอเชีย

เรื่องมีเพศสัมพันธ์นั้นเป็นเรื่องเลือกได้ เชื่อแน่ว่า หากวัยรุ่นเลือกไม่มีเพศสัมพันธ์ก็ย่อมไม่มีการตั้งครรภ์ ผู้เขียนขอเสนอคาถาป้องกันการเสียสาว ดังนี้

1. A = Abstinence เว้นการมีเพศสัมพันธ์ วัยรุ่นต้องตั้งมั่นอย่างเด็ดเดี่ยวว่าจะไม่มีเพศสัมพันธ์จนกว่าถึงวัยที่จะดูแลตนเองและครอบครัวที่จะเกิดขึ้นมาใหม่ได้โดยมีพ่อแม่ผู้ปกครองให้การสนับสนุน เมื่อตัดสินใจแล้ว ต้องเคารพการตัดสินใจตนเอง เชื่อมั่นว่าเป็นของขวัญที่ดีที่สุดที่จะมอบให้ตนเอง คู่ครองในอนาคต พ่อแม่และผู้ปกครอง

2. B = Birth control การคุมกำเนิด แม้ตั้งมั่นและไม่มีเพศสัมพันธ์วัยรุ่นต้องเรียนรู้วิธีคุมกำเนิดจนเข้าใจ วัยรุ่นควรทราบว่า การคุมกำเนิดมีอะไรบ้าง แต่ละอย่างมีข้อดีข้อเสียอย่างไร มีประสิทธิภาพในการคุมกำเนิดเท่าไหร่ เพื่อไว้ป้องกันกรณีเกิดเหตุการณ์ฉุกเฉินขึ้น

3. C = Control factors ควบคุมปัจจัยต่าง ๆ พ่อแม่ผู้ปกครองและวัยรุ่นต้องควบคุมปัจจัยต่างๆ ที่จะทำให้เสียสาว เช่น ไม่อนุญาตให้วัยรุ่นไปไหนด้วยกันหรืออยู่ด้วยกันสองต่อสอง, ไม่อนุญาตให้วัยรุ่นไปค้างคืนบ้านเพื่อน, ไม่ให้วัยรุ่นดื่มเหล้าจนเมามายหรือใช้ยาเสพติดเพราะการดื่มเหล้าและการใช้ยาเสพติดนั้นมักเป็นเหตุให้เสียสาว นอกจากนั้นควรสร้างปัจจัยสนับสนุนการไม่เสียสาว เช่น สอนให้รู้จักการตอบปฏิเสธ ระวังตัวไม่ให้บรรยากาศพาไป

4. D = Discourage early dating ไม่สนับสนุนให้มีการออกเดตเมื่อยังอายุน้อย งานวิจัยพบว่า การออกเดตตั้งแต่เป็นวัยรุ่นตอนต้น (12-15 ปี) และวัยรุ่นตอนกลาง (16-17 ปี) มีโอกาสเสียสาวสูง เพราะการเติบโตทางอารมณ์และจิตใจยังไม่เพียงพอที่จะยับยั้งชั่งใจ หรือป้องกันการเสียสาวให้ตนเองได้

5. E = Education teens ให้เพศศึกษาแก่วัยรุ่น ที่เหมาะสมควรให้ความรู้ตั้งแต่เป็นวัยรุ่นตอนต้น ผู้ให้ความรู้อาจจะเป็นพ่อแม่ผู้ปกครอง ครูบาอาจารย์ บุคลากรทางสาธารณสุข หน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ซึ่งต้องมีทัศนคติที่ดีในเรื่องเพศ มีวิธีสอนให้รู้จักป้องกันตนเองเรื่องเพศอย่างเข้าใจได้ง่าย ในบรรยากาศที่เป็นมิตร ทั้งเปิดโอกาสให้ผู้เรียนรู้ได้ซักถาม

6. F = Friendships การคบเพื่อนฝูง พ่อแม่ผู้ปกครองและวัยรุ่นต้องไม่ปล่อยให้เพื่อนฝูงที่เสียสาวไปแล้วกดดันให้วัยรุ่นเสียสาวตาม ในทางตรงกันข้าม ควรมีกลุ่มเพื่อนที่มีความตั้งใจไม่เสียสาวก่อนเวลาอันสมควร สนับสนุนกัน ช่วยดูแลกัน

7. G = Good parent เป็นพ่อแม่ผู้ปกครองที่ดี นอกจากมีสัมพันธภาพที่ดีกับลูก พ่อแม่ต้องมีเวลาให้ลูก สื่อสารกับลูกเป็นประจำ สังเกตการเปลี่ยนแปลงของลูก ดูแลเพื่อนฝูงของลูก สอนให้ลูกรู้จักวิธีตอบปฏิเสธเมื่อมีผู้ชักชวนให้มีเพศสัมพันธ์

8. H = Hobbies งานอดิเรก รัฐบาล หน่วยงานที่เกี่ยวข้องควรสนับสนุนให้วัยรุ่นมีงานอดิเรกที่ชอบ สนับสนุนฝันให้ไกลแล้วไปให้ถึง การดิ้นรนต่อสู้เพื่อไปสู่อนาคตที่ใฝ่ฝัน ทำให้วัยรุ่นหมกมุ่นเรื่องเพศน้อยลง โอกาสเสียสาวน้อยลง

9. I = Intensive supervision and monitoring ติดตามดูแลอย่างใกล้ชิด รัฐมีนโยบายต่อเนื่องจริงจังและจริงใจในการป้องกันวัยรุ่นเสียสาว

พ่อแม่ผู้ปกครองต้องรู้ทันเทคโนโลยีที่เปลี่ยนแปลงไป เฝ้าติดตามดูแลบุตรหลานอย่างใกล้ชิด, สังคมต้องเป็นมิตรกับวัยรุ่น, สื่อสนับสนุนสร้างบทเรียนให้วัยรุ่นไม่เสียสาวฯลฯ

…………..

พญ.ชัญวลี ศรีสุโข (chanwalee@srisukho.com)

ที่มา :  มติชน  8 กุมภาพันธ์ 2556

14 วิธีป้องกัน ท้องในวัยรุ่น โดย พญ.ชัญวลี ศรีสุโข

matichon130206_001การตั้งครรภ์ในวัยรุ่นหรือท้องในวัยทีน คือตั้งครรภ์เมื่ออายุ 19 ปี หรืออ่อนกว่านี้ พบร้อยละ 10-30 ของการตั้งครรภ์ทั้งหมด นับเป็นปัญหาสาธารณสุขที่สำคัญของทุกประเทศทั่วโลก

ใน 10 ปีมานี้ ท้องในวัยทีนในประเทศไทย มีแนวโน้มรุนแรงมากขึ้น จากร้อยละ 10 ในปี พ.ศ.2536 เป็นกว่าร้อยละ 20 ในปัจจุบัน นอกจากนั้นอายุของแม่วัยทีนนับวันยิ่งน้อยลง ต่ำสุดพบเพียง 12 ปี ขณะที่ในประเทศสหรัฐอเมริกา แนวโน้มท้องในวัยทีนมีจำนวนลดลงตามลำดับ

ปัจจัยที่มีอิทธิพลต่อท้องในวัยทีน ได้แก่ ฐานะยากจน เล่าเรียนน้อย ดื่มสุรา ติดยาเสพติด ปัญหาความสัมพันธ์ในครอบครัว ซึ่งเป็นปัจจัยที่แก้ไขได้ยาก ปัจจัยหนึ่งซึ่งน่าจะแก้ไขได้ เป็นปัจจัยที่ทำให้ท้องวัยทีนในประเทศเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว คือ ค่านิยมการมีเพศสัมพันธ์ของวัยรุ่น

ทำไมวัยทีนไม่ควรท้อง?

นอกจากเหตุผลทางการแพทย์ เช่น เกิดภาวะแทรกซ้อนช่วงตั้งครรภ์ คลอด หลังคลอดสูงกว่าคนทั่วไป (แท้ง ทารกพิการ น้ำหนักน้อย ขาดอาหาร ทารกตายในครรภ์ คลอดยาก ตกเลือดหลังคลอด ฯลฯ)

เหตุผลทางด้านสังคม เศรษฐกิจ จิตวิทยา (มารดาต้องหยุดเรียน รายจ่ายสูง รายรับน้อย ครอบครัวยากจนยิ่งขึ้น มารดาเครียด ซึมเศร้า วิตกกังวล ตั้งครรภ์ไม่พึงประสงค์ ทำแท้งเถื่อน ทารกถูกทอดทิ้ง ทารกไม่ได้รับการดูแลเอาใจใส่ ทารกเติบโตมาเป็นปัญหาของสังคม ฯลฯ)

ยังมีเหตุผลของปัจเจกบุคคล ส่งผลให้ท้องวัยทีนสร้างบาดแผลอันเจ็บปวดแห่งความทรงจำไม่รู้ลืม แก่ทั้งตัววัยทีนและผู้ปกครอง
ทำไมวัยทีนจึงท้อง? ในวัยรุ่นที่สมัครใจมีเพศสัมพันธ์ พบเหตุผลใหญ่ๆ 2 ประการ คือ

1.มีเพศสัมพันธ์โดยไม่คุมกำเนิด บ้างไม่รู้ว่ามีเพศสัมพันธ์แล้วท้อง บ้างเชื่อโดยไม่มีเหตุผลว่าตนเองไม่ท้อง บ้างคุมกำเนิดไม่เป็น บ้างไม่สนใจคุมกำเนิด บ้างไม่สามารถเข้าถึงการบริการคุมกำเนิด บ้างกลัวการคุมกำเนิด ฯลฯ

2.มีความเชื่อที่ผิดๆ ในการคุมกำเนิดทั้งในวัยรุ่นหญิงชาย เช่น ไม่สวมถุงยางอนามัยเพราะกลัวถูกว่าสำส่อน รับประทานยาคุมกำเนิด ฉีดยาคุมกำเนิด ทำให้เป็นฝ้า มดลูกแห้ง ฯลฯ

ทำไมวัยทีนส่วนหนึ่งจึงเลือกไม่มีเพศสัมพันธ์? การศึกษาในประเทศสหรัฐอเมริกา พบเหตุผลสำคัญ 4 ประการ คือ

1.เป็นความตั้งใจของวัยทีนแต่ละบุคคล บ้างเชื่อมั่นในคุณค่าของพรหมจรรย์ บ้างเชื่อฟังคำสั่งสอนพ่อแม่ผู้ปกครอง ครูบาอาจารย์ อีกส่วนหนึ่งเป็นความเชื่อทางศาสนา

2.กลัวการตั้งครรภ์

3.กลัวโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์

4.ฝ่ายชายไม่เร่งเร้า (วัยรุ่นหญิง 3 ใน 4 คนที่มีเพศสัมพันธ์ ให้เหตุผลว่าเพราะฝ่ายชายขอ)

ทำอย่างไรจึงป้องกันท้องในวัยทีน?…ผู้เขียนขอเสนอ 14 วิธีป้องกันท้องในวัยทีน ดังนี้

1.ประชาชนทุกคนต้องเห็นความสำคัญของการป้องกันท้องในวัยทีน โดยถือว่าเป็นหน้าที่ของพลเมืองดีที่จะช่วยกันอบรมสั่งสอน (เท่าที่จะเป็นไปได้) สอดส่องดูแลความประพฤติของวัยรุ่น ช่วยเป็นหูเป็นตาแจ้งผู้ปกครอง สถานศึกษา ตำรวจ ฯลฯ เมื่อพบความเสี่ยง

2.สังคมต้องมีส่วนรับผิดชอบ เช่น ลดการยั่วยุทางกามารมณ์ ไม่ปากว่าตาขยิบกับวัยรุ่น ไม่ว่าในสถานบันเทิง การขายสุรา การมั่วสุมในที่ต่างๆ ฯลฯ

3.ครอบครัวต้องถือว่าเป็นหน้าที่หลักที่จะดูแลลูกหลานวัยรุ่นของตนเองอย่างใกล้ชิด ความรักและความใกล้ชิดทำให้ตรวจพบสิ่งผิดปกติตั้งแต่เริ่มแรก

4.พ่อแม่ผู้ปกครองต้องเข้าใจจิตวิทยาของวัยรุ่น ต้องพัฒนาตนเองให้ทันยุคสมัยและสังคมที่เปลี่ยนแปลง ทั้งเรื่องข้อมูลข่าวสาร เทคโนโลยี การใช้ชีวิต ฯลฯ

5.หากมีลูกหลานเป็นชาย ควรสอนเขาตั้งแต่เด็ก ถึงความเป็นสุภาพบุรุษ ไม่ล่วงเกินเพศตรงข้าม หากยังไม่พร้อมและไม่สามารถรับผิดชอบเลี้ยงดู สร้างครอบครัวได้

6.สร้างค่านิยมไม่มีเพศสัมพันธ์ในวัยรุ่น คนเก่งต้องรู้จักเซย์โน สนับสนุนการสร้างปณิธานให้รักษาพรหมจรรย์จนถึงวัยอันควร โดยใช้ความสัมพันธ์อันดีในครอบครัว, หลักการทางศาสนา, จัดตั้งกลุ่มเพื่อนช่วยเพื่อน ฯลฯ

7.สถานศึกษา และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ต้องสนับสนุนองค์ความรู้ทางเพศศึกษา (รวมถึงการคุมกำเนิด) ที่ถูกต้อง ตั้งแต่ก่อนที่นักเรียนจะเข้าสู่วัยรุ่น

8.รัฐบาลต้องถือว่าการลดการตั้งครรภ์ในวัยรุ่นเป็นนโยบายสำคัญ มีงบประมาณ กลยุทธ์ สนับสนุนองค์กรที่เกี่ยวข้อง และมีการลงมือปฏิบัติอย่างเป็นรูปธรรม

9.สื่อต่างๆ ควรสนับสนุนบทเรียนและการเรียนรู้ทางเพศศึกษาที่ถูกต้อง โดยมีดารานักร้อง ฯลฯ เป็นตัวอย่างที่ดีให้แก่วัยรุ่น

10.นักเขียน นักแสดง ผู้จัดละคร ภาพยนตร์ ควรเสนอบทเรียนของการตั้งท้องวัยทีนให้แพร่หลาย ในหลากรูปแบบงานวรรณกรรม บันเทิงคดี ฯลฯ

11.สถานพยาบาลควรมีคลีนิคให้คำปรึกษาวัยรุ่น ที่สามารถติดต่อปรึกษาได้ทุกเมื่อ

12.แพทย์พยาบาลผู้ให้บริการต้องไม่มีอคติต่อวัยรุ่นที่มีเพศสัมพันธ์ก่อนวัยอันควร

13.มีหน่วยงานทั้งภาครัฐและเอกชน ที่ช่วยปรึกษาหาทางออกให้ เมื่อวัยรุ่นพลาดพลั้งตั้งครรภ์

14.ล้อมรั้วด้วยรัก อภัย เข้าใจ และเห็นใจ ทั้งจากคนในครอบครัว และคนรอบข้าง สิ่งเหล่านี้จะสร้างความมั่นใจและให้กำลังใจ ทำให้วัยรุ่นที่เสียตัวไปแล้วไม่ตั้งครรภ์ ที่ตั้งครรภ์ไปแล้วก็จะไม่ท้องในวัยทีนซ้ำอีกเป็นครั้งที่สอง

โดย พญ.ชัญวลี ศรีสุโข chanwaleesrisukho@hotmail.com

ที่มา :  มติชน  6 กุมภาพันธ์ 2556

ได้ไวรัสอาศััยอยู่ตามผิวหนังของตัวตน เป็นมือปราบสิวสร้างทุกข์ให้คนเรือนล้าน

นักวิทยาศาสตร์สหรัฐฯ พบไวรัสไม่มีพิษภัยชนิดหนึ่งตามผิวหนังของคนเรา เป็นพรานล่าแบคทีเรียที่ทำให้เป็นสิวตัวฉกาจ

พวกเขาได้พบไวรัสตระกูลเฟจ 11 อย่างด้วยกัน ที่ล้วนเป็นพรานพวกเดียวกัน ต่างหน่วยพื้นฐานทางพันธุกรรมในตัวที่สร้างโปรตีนที่ชื่อว่า “เอนโดลิสซิน” ซึ่งมีฤทธิ์กัดทำลายผนังของเซลล์เฉพาะอย่างได้

ศาสตราจารย์โรเบิร์ต มอดลินกล่าวว่า สิวทำความเดือดร้อนให้กับคนเป็นล้าน แต่เรามีวิธีรักษาที่ปลอดภัยและได้ผลอยู่เพียงไม่กี่อย่างเท่านั้นเอง.

ที่มา: ไทยรัฐ 28 กันยายน 2555

.

Related Articles:

.

Breakthrough: Viruses could be used to target and kill acne, a condition that commonly develops during adolescence

Viruses could be used to infect and kill acne when antibiotics don’t work

  • Scientists have isolated genomes of 11 bacteria-destroying viruses
  • Could lead to topical therapies to treat condition associated with adolescence

By DAILY MAIL REPORTER

PUBLISHED: 07:27 GMT, 25 September 2012

Viruses could be used to treat acne, according to a new study.

Scientists have isolated and studied the genomes of 11 viruses, known as phage, that can infect and kill acne-causing bacteria.

The breakthrough potentially paves the way for topical therapies that use viruses or viral products to treat the skin condition particularly associated with adolescence.

Study author Doctor Graham Hatfull of the University of Pittsburgh in the United States, said: ‘There are two fairly obvious potential directions that could exploit this kind of research.

‘The first is the possibility of using the phages directly as a therapy for acne. The second is the opportunity to use phage-derived components for their activities.’

The bacterium Propionibacterium acnes is a normal resident on human skin, but its numbers increase substantially at puberty, eliciting an inflammatory response that can lead to acne.

Although antibiotics can be effective in treating acne, antibiotic-resistant strains of P. acnes have emerged, highlighting the need for better therapies.

Dr Hatfull and his colleagues at the University of Pittsburgh along with scientists from the University of California, Los Angeles, isolated phages and P. acnes bacteria from human volunteers with and without acne, then sequenced the phages’ genomes.

What they found in those genomes was surprising.

The phages were all remarkably similar, sharing more than 85 per cent of their DNA, an unheard of level of similarity among viruses, which usually exhibit a great deal of diversity.

They say the lack of genetic diversity suggests that resistance to phage-based antimicrobial therapy is less likely to develop.

All of the phages carry a gene that makes a protein called endolysin, an enzyme that is thought to break down bacterial cell walls and kill the bacteria.

Dr Hatfull said enzymes like this are used in other applications, suggesting that endolysin from these phages might also be useful as a topical anti-acne therapeutic.

He added: ‘This work has given us very useful information about the diversity of that set of enzymes and helps pave the way for thinking about potential applications.’

Dr Hatfull said future research with the phages will explore how they might be used therapeutically, but phages like these can also provide useful tools, such as genes and enzymes, that can be used to manipulate and understand the bacteria they infect.

He added: ‘The information derived from these phages helps contribute toward those kinds of genetic tools.’

The findings were reported in mBio, the online open-access journal of the American Society for Microbiology.
SOURCE:  dailymail.co.uk

วัยรุ่นจิตตก เหตุเล่นมือถือก่อนนอน

credit: mathandreadinghelp.org

ผลการศึกษาล่าสุดของคณะนักวิจัยในญี่ปุ่น เตือนสติผู้ปกครองที่มีลูกหลานอยู่ในช่วงวัยรุ่น ให้เฝ้าระวังนิสัยการใช้โทรศัพท์มือถือของกลุ่มวัยรุ่น เมื่อพบว่าวัยรุ่นที่ใช้มือถือถึงยามดึกดื่นก่อนเข้านอนนั้น นอกจากจะมีความเสี่ยงต่อการอดนอนแล้ว ยังอาจก่อปัญหาสุขภาพจิตตามมาด้วย

 

คณะนักวิจัยทำการสำรวจเด็กญี่ปุ่นเกือบ 18,000 คนที่อยู่ในวัยมัธยมต้นและมัธยมปลาย โดยตั้งคำถามเกี่ยวข้องกับปัญหาสุขภาพจิต การนอนหลับ และนิสัยการใช้โทรศัพท์มือถือ ผลการศึกษาพบเห็นความเชื่อมโยงระหว่างนิสัยการใช้มือถือก่อนเข้านอน กับปัญหาสุขภาพจิตดังกล่าว โดยควบคุมปัจจัยอื่น ๆ ที่อาจส่งผลกระทบด้วย เช่น การดื่มแอลกอฮอล์และการใช้ยา

ตามข้อมูลที่ตีพิมพ์ในวารสารจิตวิทยาเด็กฉบับเดือนตุลาคม ระบุว่า เด็กวัยรุ่นที่สำรวจแล้วพบว่ามีนิสัยติดเล่นมือถือขณะเข้านอนจะมีปัญหาสุขภาพจิต หรือกระทั่งมีความคิดฆ่าตัวตาย ขณะที่ปัญหาดังกล่าวไม่พบในกลุ่มเด็กที่ไม่ใช้มือถือ

ผลที่ออกมาสอดคล้องกับงานวิจัยก่อนหน้านี้ที่พบว่า ปัญหานอนไม่หลับในกลุ่มวัยรุ่นนั้นเกี่ยวข้องกับปัญหาทางจิตด้วย โดยมีตัวอย่างผลการศึกษาที่ตีพิมพ์ในวารสารการวิจัยทางจิตเวชเมื่อปีที่แล้ว ซึ่งพบว่าวัยรุ่นที่หลับยากมีความเสี่ยงที่จะมีความคิดฆ่าตัวตายมากขึ้น

นอกจากนี้ ผลศึกษาของศูนย์วิจัยแสงของสถาบันโพลีเทคนิคเรนส์ซเลียร์ ที่ตีพิมพ์ในวารสารการยศาสตร์ประยุกต์เมื่อไม่นานมานี้ เคยระบุไว้ว่า การเพ่งมองจอส่องแสงสว่างจากอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ จะไปยับยั้งการผลิตฮอร์โมนเมลาโทนิน ซึ่งร่างกายจะผลิตในยามหลับ และทำให้เกิดอาการนอนไม่หลับได้.

 

ที่มา: ไทยโพสต์ 9 ตุลาคม 2555

.

Related Article:

.

Using Cell Phones After Lights Out May Put Teens at Risk for Depression, Suicide

They found that teenagers who used their cell phones after going to bed were more likely to suffer from poor mental health and depression.

BY MAKINI BRICE | OCT 01, 2012
In this digital age, it seems that everyone has a cell phone. But a new study says that cell phones may have hidden dangers: using them after lights-out may be putting teens at increased risk for depression and suicidal thoughts.

The study, from Japanese researchers, examined 18,000 young people in junior and senior high school in Japan. The psychologists asked them questions designed to discover symptoms of anxiety and depression. Questions also attempted to uncover suicidal thoughts and self-harm. Researchers also asked participants how many hours of sleep students received a night and how often they checked emails or talked on the phone after going to bed.

They found that teenagers who used their cell phones after going to bed were more likely to suffer from poor mental health and depression. That link held steady even when researchers controlled for other factors that have been known to affect mental health, like drug and alcohol use.

Additionally, use of the phone after bedtime correlated with fewer hours of sleep. The research was not altogether surprising for many psychologists. A significant amount of research has found that sleep is linked with mental health. A study published last year in the Journal of Psychiatric Research found that teens who had trouble sleeping were at increased risk for suicide and self-harm.

Researchers theorize that looking at a bright screen and performing tasks that excite the brain may change the production of melatonin. The hormone is produced during sleep, and a change in its production could hurt teens’ quality of sleep.

Some say that they are unsure about the reasons for nighttime cell phone use. Some children may be reaching out for help while others believe that mental health problems could cause people to stay up late and to use their phones. One psychologist also said that the study did not go far enough, as children and teens can also be distracted by the television, computers, and video games.

In addition, some believe that the findings in Japan may not necessarily apply to Americans. Japan has one of the highest suicide rates in the world. But most psychologists are in favor of leaving cell phones out of the bedroom, though more research needs to be conducted on whether that improves mental health.

The recent study was published in the Journal of Pediatric Psychology.
SOURCE: medicaldaily.com

เตือนวัยรุ่นกิน “อาหารเสริม” มาก เสี่ยงไอคิวต่ำ ทำตับไตพัง

ผู้เชี่ยวชาญด้านโภชนาการ ห่วง วัยรุ่นกลัวไม่ผอม ไม่สวย หันมากินอาหารเสริมแทนข้าว ชี้เสี่ยงเป็นโรคขาดสารอาหาร และได้รับสารเคมีเกิน ทำตับไตพัง ไอคิวต่ำลง สมองไม่แล่น ป่วยง่าย ย้ำไม่มีอาหารเสริมชนิดใดที่กินแล้วร่างกายจะได้รับสารอาหารครบถ้วนทั้ง 5 หมู่ แนะออกกำลังกาย กินผักและผลไม้

นายสง่า ดามาพงษ์ ผู้เชี่ยวชาญด้านโภชนาการและที่ปรึกษาสำนักโภชนาการ กรมอนามัย กระทรวงสาธารณสุข (สธ.) ให้สัมภาษณ์ว่า ขณะนี้กระแสของวัยรุ่นทั้งชายและหญิงในปัจจุบัน ใช้ชีวิตอย่างน่าเป็นห่วง โดยเฉพาะวัยรุ่นที่อยากมีรูปร่างผอมเพรียวเหมือนนางแบบตามกระแสแฟชั่น หรืออยากมีผิวขาวสวย ตาหวาน มักจะนิยมกินอาหารเสริมต่าง ๆ ทั้งชนิดเม็ด แคปซูล หรือชงดื่ม เช่น ผงบุก วิตามินต่าง ๆ ซึ่งมีราคาถูก หาซื้อได้ง่ายทางอินเทอร์เน็ต และตามห้างสรรพสินค้าต่าง ๆ ส่วนใหญ่นิยมกินแทนกินอาหารหลัก เพราะอาหารประเภทนี้กินแล้วจะทำให้อิ่ม ไม่หิวง่าย ทำให้น้ำหนักลด บางรายการอาจมีการโฆษณาเสริมวิตามินหรือสารอาหารอื่น ๆ เข้าไปด้วย ทำให้เข้าใจ หลงเชื่อว่ามีสารอาหารครบถ้วน และยังมีสรรพคุณป้องกันโรคมะเร็ง หรือสร้างภูมิต้านทานโรคด้วย ซึ่งเป็นเรื่องที่อาจเกิดอันตรายต่อร่างกายได้

นายสง่ากล่าวว่า วัยรุ่น วัยเรียนเป็นวัยที่กำลังเจริญเติบโต จำเป็นต้องได้รับสารอาหารอย่างครบถ้วนและเพียงพอ การหันไปกินอาหารเสริมต่าง ๆ เพื่อให้อิ่มจะได้ไม่ต้องกินอาหารหลัก หวังลดน้ำหนัก ให้รูปร่างผอมเพรียวนั้น เสี่ยงต่อการขาดสารอาหารบางตัว ร่างกายได้รับสารอาหารไม่ครบถ้วน มีโอกาสที่จะเป็นโรคขาดสารอาหารซึ่งโรคนี้เคยเป็นปัญหาในกลุ่มเด็กเล็กในอดีตและพบได้น้อยลงแล้วในปัจจุบัน โรคอาจหวนกลับมาเป็นปัญหาใหม่ของกลุ่มวัยรุ่นไทยก็ได้ จากการกินอาหารเสริมแทนอาหารมื้อหลัก ซึ่งจะส่งผลให้มีร่างกายอ่อนแอ ป่วยง่าย เพราะมีภูมิต้านทานโรคต่ำ มีอาการเซื่องซึม ไม่กระตือรือร้น เรียนหนังสือไม่รู้เรื่อง เพราะการกินอาหารเสริมนั้น ไม่สามารถไปทดแทนอาหารหลัก เช่น ข้าวราดแกง ก๋วยเตี๋ยว ได้
“วัยเรียนเป็นวัยที่จำเป็นต้องได้รับสารอาหารอย่างเพียงพอ หากกินแต่อาหารเสริมแทนอาหารหลักจะมีผลต่อเซลล์สมอง จะได้รับสารอาหารไม่เต็มที่ การเจริญเติบโตของเซลล์สมองไม่เป็นไปตามปกติ ส่งผลให้การเรียนรู้และสติปัญญาด้อยกว่าที่ควรจะเป็น ไอคิวต่ำลง มีผลต่อการเรียนหนังสือและความจำด้วย เพราะฉะนั้นการกินอาหารเสริมไม่ว่าด้วยเหตุผลใด ไม่สามารถช่วยได้ร้อยเปอร์เซ็นต์ ไม่มีอาหารเสริมเม็ดใด ขวดใด แคปซูลใด ที่กินแล้วร่างกายจะได้รับสารอาหารที่ครบถ้วนทั้ง 5 หมู่ คือมี โปรตีน วิตามิน แร่ธาตุ ไขมัน และคาร์โบไฮเดรต อย่างครบถ้วน” ผู้เชี่ยวชาญด้านโภชนาการ ล่าว

นายสง่ากล่าวอีกว่า สำหรับอาหารเสริมประเภทที่ผลิตจากวัตถุดิบธรรมชาติ เช่น ผงบุก วิตามินสาร สกัดจากตะบองเพชร ที่มีการโฆษณาว่าไม่เป็นอันตรายนั้น ในแง่ของโภชนาการ ก็ไม่สามารถทดแทนอาหารหลักได้เช่นกัน และหากเป็นอาหารเสริมที่ทำมาจากสารเคมีหรือสังเคราะห์จากสารเคมียิ่งมีอันตราย เพราะหากกินเป็นจำนวนมาก กินติดต่อกันเป็นเวลานาน จะมีโอกาสเสี่ยงที่ร่างกายจะได้รับสารเคมีเกิน จะทำให้ตับและไตทำงานหนัก อาจทำให้เกิดตับวายและไตวายได้ในที่สุด เช่น สารแอลคาร์นิทีน (L-carnitine) ที่อยู่ในอาหารเสริมลดน้ำหนัก หากกินมากๆ อาจจะเป็นอันตรายต่อชีวิตได้ ซึ่งข้อเท็จจริงสารอาหารชนิดนี้ มีอยู่ในอาหารตามธรรมชาติ เช่น สัตว์เนื้อแดงชนิดต่าง ๆ ปลา หรือผัก ผลไม้อยู่แล้ว ไม่จำเป็นต้องพึ่งจากอาหารเสริมซึ่งเป็นสารสังเคราะห์ มีราคาแพงและเปล่าประโยชน์

“จึงขอฝากเตือนวัยรุ่นที่นิยมกินอาหารเสริม ไม่ว่าจะด้วยเหตุผลใดก็ตาม หากกินไปแล้วเพราะความหลงเชื่อโฆษณา ก็ควรลด และควรเลิกกินอย่างเด็ดขาด ขอให้หันมากินอาหารหลักให้ครบทั้ง 5 หมู่ และเพิ่มการออกกำลังกาย กินผักผลไม้สดให้ได้วันละครึ่งกิโลกรัม นอนหลับพักผ่อนให้เพียงพอ เพียงเท่านี้ความต้องการที่จะมีหุ่นสวย ตาใส ร่างกายแข็งแรง สมส่วน มีสมองที่ปราดเปรียว พร้อมในการเรียนหนังสือ จะมีตามที่ต้องการ และยังไม่เสี่ยงเป็นโรคขาดสารอาหารอีกด้วย” ผู้เชี่ยวชาญด้านโภชนาการกล่าว

ที่มา: ASTVผู้จัดการออนไลน์ 7 สิงหาคม 2555

ชี้ ‘วัยรุ่น’ ไม่กินไม่นอน-ซึมเศร้า สัญญาณเตือน ‘เสี่ยงฆ่าตัวตาย’

กรมสุขภาพจิต เผย กลุ่มวัยรุ่นไทยมีแนวโน้มการฆ่าตัวตายเพิ่ม โดยจะมีสัญญาณการเตือน เช่น มีอาการไม่แจ่มใส หงอย นอนไม่หลับ ชอบพูดเรื่องความตายล่วงหน้า 1-2 สัปดาห์ โดย 40% มีสัญญาณแต่ถูกมองข้าม แนะคนใกล้ชิดต้องพูดคุย จะช่วยลดความเสี่ยงลงได้…

เมื่อวันที่ 11 ก.ค.2555 นพ.เกียรติภูมิ วงศ์รจิต รองอธิบดีกรมสุขภาพจิต กล่าวว่า ตามที่ในช่วงที่ผ่านมามีข่าวการฆ่าตัวตายเกิดขึ้นบ่อย โดยเฉพาะในช่วงเดือนที่ผ่านมา และที่สำคัญพบว่าคนที่ฆ่าตัวตายนั้นมีอาชีพที่ได้รับการยอมรับในสังคม และมีวุฒิภาวะสูง เช่น แพทย์ ครู จึงเกิดข้อสงสัยว่าจำนวนผู้ที่ฆ่าตัวตายในประเทศมีจำนวนที่เพิ่มขึ้นหรือไม่ จากการตรวจสอบสถิติผู้ที่ฆ่าตัวตายในรอบปีที่ผ่านมาพบว่าไม่ได้มีจำนวนที่เพิ่มสูงขึ้น โดยมีเฉลี่ยอัตราการฆ่าตัวตายอยู่ 6 ต่อ 1 แสนประชากร แต่ที่เป็นข่าวเพราะคนที่ฆ่าตัวตายเป็นบุคคลที่มีหน้าที่การงานที่ดี

รองอธิบดีกรมสุขภาพจิต กล่าวต่อว่า ทั้งนี้การป้องกันไม่ให้เกิดการฆ่าตัวตายนั้น ครอบครัวและผู้ที่ใกล้ชิดต้องคอยให้ความสนใจผู้ที่จะฆ่าตัวตาย เพราะคนกลุ่มนี้จะมีอาการที่แสดงให้เห็นก่อนประมาณ 1-2 อาทิตย์ เป็นสัญญาณเตือน เช่น มีอาการไม่แจ่มใส หงอย นอนไม่หลับ ชอบพูดเกี่ยวกับเรื่องความตาย กินข้าวไม่ได้ และมักจะเกิดอาการเหล่านี้ขึ้นหลังจากที่พบกับการสูญเสีย หมดหวังในชีวิต คนในครอบครัว และคนใกล้ชิดต้องสนใจ คอยที่จะพูดคุยด้วย หรือสามารถโทรมาปรึกษาที่สายด่วนกรมสุขภาพจิตได้ที่โทร.1323 ซึ่งการที่ผู้ที่คิดจะฆ่าตัวตายได้พูดคุยกับผู้อื่นในการให้คำปรึกษาจะช่วยให้ความรู้สึกอยากฆ่าตัวตายลดลงได้

นพ.ยงยุทธ วงศ์ภิรมย์ศานติ์ หัวหน้าทีมโฆษกกรมสุขภาพจิต กล่าวว่า ร้อยละ 40 ของผู้ที่คิดจะฆ่าตัวตาย จะมีการส่งสัญญาณเตือน แต่มักถูกมองข้าม ทั้งที่การที่ผู้ที่คิดจะฆ่าตัวตายได้มีโอกาสพูดคุยจะช่วยลดความเสี่ยงในการฆ่าตัวตายลงได้

ขณะที่ นพ.ทวีศิลป์ วิษณุโยธิน ที่ปรึกษากรมสุขภาพจิต กล่าวว่า แม้อัตราการฆ่าตัวตายในประเทศไทยไม่ได้เพิ่มขึ้น แต่หากดูเฉพาะในกลุ่มวัยรุ่นอายุ 10-19 ปี พบว่าในช่วง 3 ปีที่ผ่านมา พบว่ามีจำนวนเพิ่มมากขึ้นอย่างต่อเนื่อง โดยในปี 2551 มีจำนวนการฆ่าตัวตาย 188 คน ปี 2552 จำนวน 202 คน และปี 2553 จำนวน 215 คน ดังนั้นครอบครัวและผู้ที่ใกล้ชิดควรที่จะต้องให้ความสนใจกลุ่มของวัยรุ่นมากขึ้น.

 

ที่มา: ไทยรัฐ 12 กรกฎาคม 2555