กาแฟดื่มมากเสี่ยงโรคซึมเศร้า

dailynews140311_001คนส่วนใหญ่มักติด การดื่มการแฟ ในตอนเช้าก่อนไปทำงาน เพราะเชื่อว่าจะช่วยให้ไม่ง่วงและกระตุ้นให้สมองทำงานได้ดี แต่บางคนมีนิสัยติดการดื่มกาแฟอย่างมาก โดยมีพฤติกรรมดื่มตลอดทั้งวัน หรือแม้แต่การดื่มกาแฟดำไม่ใส่นมหรือน้ำตาล ซึ่งการกระทำเช่นนั้น เป็นภัยต่อร่างกายอย่างมาก เพราะคาเฟอีนในกาแฟมีผลต่อการทำงานของหัวใจและสมอง

การศึกษาของมหาวิทยาลัยมิซิแกน แห่งรัฐมิซิแกน ประเทศสหรัฐอเมริกา พบว่า หากบริโภคปริมาณที่พอดีฤทธิ์ของกาแฟจะช่วยทำให้รู้สึกดี แต่หากมากเกินไปคาเฟอีนในกาแฟอาจอันตรายถึงชีวิตได้ โดยการบริโภคผงคาเฟอีนบริสุทธิ์ 16 ช้อนชา/วัน จะให้พลังงานที่พอดีแก่ร่างกายเกิดความแข็งแรง แต่หากทานเพิ่มขึ้นอีก 1 ใน 4 ส่วนของปริมาณเดิม จะส่งผลให้อวัยวะในร่างกายทำงานผิดปกติ เหงื่อออกมาก หัวใจเต้นเร็วขึ้น รู้สึกตึงเครียด และวิตกกังวลเฉียบพลัน จากผลการตรวจร่างกายของชาวอังกฤษพบว่า ขณะนี้มีผู้ใหญ่ประมาณ 3 ล้านคนต้องทนทุกข์ทรมานกับภาวะกลัว วิตกกังวลและซึมเศร้า ซึ่งอาจนำไปสู่การเห็นภาพหลอนได้ อาการที่บ่งชี้ถึงการเสพคาเฟอีนเกินขนาดคือ อาการปวดหัว เหนื่อยล้า ปวดกล้ามเนื้อ อารมณ์แปรปรวนและมีภาวะซึมเศร้า

เนื่องจากคาเฟอีนมีลักษณะเป็นโมเลกุลขนาดเล็กสามารถเปลี่ยนแปลงง่าย ทำให้ถูกดูดซึมผ่านเนื้อเยื้อกั้นกลางระหว่างเลือดและสมองเข้าสู่สมองได้ภายใน 20 นาที ส่งผลให้นิวโรทรานสมิตเตอร์ สารสื่อประสาทหน้าที่ในการควบคุมสัญญาณไฟฟ้าจากเซลล์ประสาทเซลล์หนึ่งไปยังอีกเซลล์หนึ่งตามระบบความเชื่อหยุดทำงาน เป็นผลให้สมองเกิดอาการเซื่องซึม

แม้ว่ากาแฟอาจเป็นเคล็ดลับง่าย ๆ ที่ช่วยให้เราผ่านความรู้สึกเหนื่อยล้าจากการทำงานไปได้ แต่คาเฟอีนในกาแฟมีฤทธิ์กระตุ้นระบบประสาทส่วนกลางให้ปรับเวลาปฏิกิริยาของความดันโลหิตและการเต้นของหัวใจ เป็นอาการทั่วไปที่นำไปสู่ความกังวล คาเฟอีนจะมีผลต่อจิตใจอย่างรุนแรงโดยเฉพาะอย่างยิ่งผู้ที่ไวต่อคาเฟอีน โดยมีผลมาจากแอดิโนซีน สารที่มีผลต่อการเต้นของหัวใจ อธิบายได้ว่า บางคนมีปัญหาการนอนหลังจากดื่มกาแฟ ในขณะที่หลายคนสามารถหลับได้ใน 1 ชั่วโมงให้หลัง

ทั้งนี้ การศึกษากรณีตัวอย่างของพยาบาล อายุ 27 ปี มีอาการหวาดกลัว หอบ ปวดศีรษะและหัวใจเต้นผิดปกติ ผลการวินิจฉัยครั้งแรกระบุว่า เป็นอาการที่เกิดจากความวิตกกังวล แต่ภายหลังค้นพบสาเหตุของอาการที่แท้จริงคือกาแฟ เพราะเธอบริโภคกาแฟเฉลี่ยประมาณ 10 -12 แก้ว/วัน นอกจากนี้ยังพบว่าผู้ที่มีลักษณะอาการคล้ายกัน มีนิสัยติดการดื่มกาแฟราว 14 แก้ว/วัน และเมื่อปริมาณคาเฟอีนลดลงอาการกลับดีขึ้นอย่างรวดเร็ว

อย่างไรก็ตาม มหาวิทยาลัยนเรศวรได้เผยถึงปริมาณการดื่มกาแฟที่ก่อให้เกิดประโยชน์แก่ร่างกายว่า ผู้ชายสามารถดื่มกาแฟได้มากกว่า 5 แก้ว/วัน ซึ่งคาเฟอีนจะเข้าไปขยายหลอดเลือดแดงให้เลือดไปเลี้ยงหัวใจได้มากขึ้น ส่วนผู้หญิงไม่ควรดื่มเกิน 5 แก้ว/วัน โดยพบว่าผู้หญิงที่ดื่มกาแฟมีความเสี่ยงเป็นมะเร็งเต้านมน้อยกว่าผู้ที่ไม่ดื่ม

ทีมเดลินิวส์ออนไลน์

ที่มา : เดลินิวส์ 11 มีนาคม 2557

Advertisements

ทำสมาธิระงับวิตกกังวลซึมเศร้า

image140110_002นักวิจัยมหาวิทยาลัยจอห์น ฮอปกินส์ สหรัฐฯ ศึกษาพบว่าการนั่งสมาธินานวันละครึ่งชั่วโมง อาจช่วยระงับความวิตกกังวล อาการซึมเศร้าและความเจ็บปวดลงได้

คณะนักวิจัยได้พบหลักฐานระดับปานกลางยืนยันเรื่องนี้ ในรายงานผลการศึกษาในเรื่องนี้ที่แล้วมา 47 เรื่องด้วยกัน

หัวหน้านักวิจัย ดร.มัธยะ โกยัล กล่าวว่า “คนหลายคนยังคิดว่า การนั่งสมาธิคือการนั่งอยู่นิ่งๆ โดยไม่ได้ทำอะไรเลย ซึ่งไม่จริง ที่จริงแล้วเป็นการฝึกจิตให้มีสติสัมปชัญญะมากขึ้น”

เมื่อ พ.ศ. 2550 เคยมีรายงานว่า คนชาวอเมริกัน เกิดความสนใจศึกษาเรื่องนี้มากประมาณร้อยละ 9 และในจำนวนนี้ มีอยู่ร้อยละ 1 ที่แจ้งว่าได้ใช้วิธีนี้ในการรักษาโรคหรือใช้เป็นยา

ในการศึกษาครั้งล่านี้ พวกเขาได้พบว่ามีผู้ปฏิบัติประมาณร้อยละ 5-10 รายงานว่าช่วยให้คลายความวิตกกังวลลงได้ และมีมากประมาณร้อยละ 10-20 กล่าวว่าทำให้คลายความซึมเศร้าลง เมื่อเทียบกับผู้ปฏิบัติตนแบบอื่น

อย่างไรก็ดี สำหรับผลดีในการช่วยบรรเทาความเจ็บปวด ดร.มัธยะยอมรับว่ายังไม่อาจรู้ได้ว่าการนั่งสมาธิช่วยบรรเทาอาการเจ็บปวดแบบไหนลงได้มากที่สุด.

ที่มา: ไทยรัฐ 10 มกราคม 2557

.

Related Article:

.

image140110_001

Meditation may help with anxiety, depression and pain

07 Jan 2014

Using data from 47 earlier studies, researchers found moderate evidence to support the use of mindfulness meditation to treat those conditions. Meditation didn’t seem to affect mood, sleep or substance use.

“Many people have the idea that meditation means just sitting quietly and doing nothing,” wrote Dr. Madhav Goyal in an email to a news agency. “That is not true. It is an active training of the mind to increase awareness, and different meditation programs approach this in different ways.”

Goyal led the study at The Johns Hopkins University in Baltimore.

He and his colleagues write in JAMA Internal Medicine that meditation techniques emphasize mindfulness and concentration.

So-called mindfulness meditation is aimed at allowing the mind to pay attention to whatever thoughts enter it, such as sounds in the environment, without becoming too focused. Mantra meditation, on the other hand, involves focusing concentration on a particular word or sound.

Approximately 9 percent of people in US reported meditating in 2007, according to the National Institutes of Health. About 1 percent said they use meditation as some sort of treatment or medicine.

For the new report, the researchers searched several electronic databases that catalog medical research for trials that randomly assigned people with a certain condition – such as anxiety, pain or depression – to do meditation or another activity. These randomized controlled trials are considered the gold standard of medical research.

The researchers found 47 studies with over 3,500 participants that met their criteria.

After combining the data, Goyal said his team found between a 5 and 10 percent improvement in anxiety symptoms among people who took part in mindfulness meditation, compared to those who did another activity.

There was also about a 10 to 20 percent improvement in symptoms of depression among those who practiced mindfulness meditation, compared to the other group.

“This is similar to the effects that other studies have found for the use of antidepressants in similar populations,” Goyal said.

Mindfulness meditation was also tied to reduced pain. But Goyal said it’s hard to know what kind of pain may be most affected by meditation.

The benefits of meditation didn’t surpass what is typically associated with other treatments, such as drugs and exercise, for those conditions.

“As with many therapies, we try to get a moderate level of confidence that the therapy works before we prescribe it,” Goyal said. “If we have a high level of confidence, it is much better.”

But he noted that the researchers didn’t find anything more than moderate evidence of benefit from meditation for anxiety, depression and pain.

There was some suggestion that meditation may help improve stress and overall mental health, but the evidence supporting those findings was of low quality.

There was no clear evidence that meditation could influence positive mood, attention, substance use, eating habits, sleep or weight.

“Clinicians should be prepared to talk with their patients about the role that meditation programs could have in addressing psychological stress, particularly when symptoms are mild,” Goyal said.

Dr. Allan Goroll, who wrote an editorial accompanying the new study, told Reuters Health the analysis is an example of an area of much-needed scientific study, because many people make treatment decisions based on beliefs – not data.

“That is particularly the case with alternative and complimentary approaches to treating medical problems,” he said. “It ranges from taking vitamins to undergoing particular procedures for which the scientific evidence is very slim but people’s beliefs are very great.”

Goroll is professor at Harvard Medical School and Massachusetts General Hospital in Boston.

Goyal said people should remember that meditation was not conceived to treat any particular health problem.

“Rather, it is a path we travel on to increase our awareness and gain insight into our lives,” he wrote. “The best reason to meditate is to gain this insight. Improvements in health conditions are really a side benefit, and it’s best to think of them that way.”

(Agencies)

Latest News from Lifestyle News Desk

SOURCE : jagran.com

 

 

ขี้วิตกกังวลสไตล์กลายเป็นคนอายุสั้นดี อาจอยู่ได้ไม่เกินอีก10 ปีข้างหน้า

เผยผลศึกษา คนขี้วิตกกังวลด้วยเรื่องรอบตัว จนจิตใจว้าวุ่น ขาดความเชื่อถือตนเอง บางทีก็ถึงกับนอนไม่หลับมีหวังจะเสียชีวิตลงในช่วงระยะเวลา 10 ปีข้างหน้า มากกว่าคนที่ไม่รู้สึกผิดปกติถึงร้อยละ 16…

แพทย์ผู้เชี่ยวชาญเมืองน้ำชาศึกษาพบว่า คนขี้วิตกกังวลด้วยเรื่องรอบตัว จนจิตใจว้าวุ่น ขาดความเชื่อถือตนเอง บางทีก็ถึงกับนอนไม่หลับมีหวังจะเสียชีวิตลงในช่วงระยะเวลา 10 ปีข้างหน้า มากกว่าคนที่ไม่รู้สึกผิดปกติถึงร้อยละ 16

เขาเปิดเผยว่า โดยปกติแล้ว ผู้ที่มีความรู้เช่นนี้ จะมีอยู่มากถึง 1 ใน 4 และโดยมากมักไม่รู้สึกตัวด้วย พวกเขาจะรู้สึกวิตกกังวลไปตั้งแต่เรื่องฐานะการเงิน งานรอบข้าง และเรื่องเกี่ยวกับความสัมพันธ์กับบุคคล ซึ่งก็เป็นเรื่องยากเหมือนกันที่จะไม่นึกถึงมันเอาเลย

จิตแพทย์ชื่อดังผู้หนึ่ง หมอเกลิน ลูอิส บอกแนะนำว่า ให้หันไปออกกำลัง ทำสมาธิ หรือการสนทนาบำบัด อาจช่วยให้จิตใจค่อยคลายทุรนทุรายลงได้.

ที่มา: ไทยรัฐ 10 มกราคม 2556

.

Related Article :

.

Study shows anxiety and depression lower life expectancy

By Ian Birch

YI’ve reported previously for Mental Healthy that people with severe mental illnesses who take anti-psychotic drugs have a significantly reduced life expectancy. Now for the first time a new British study, published in the British Medical Journal, has established that anxiety and depression can also lower life expectancy — though not so dramatically.

Researchers at University College London and Edinburgh University analysed statistics from the decade from 1994 to 2004 with a sample size of nearly 70,000 patients.

They discovered that even people with mild, rather than moderate or severe, anxiety and depression, have slightly reduced life expectancies.

The researchers ensured they took into account other health and lifestyle factors such as exercise, weight, diabetes, alcohol consumption and smoking.

Dr David Batty, a Wellcome Trust research fellow in the Department of Epidemiology and Public Health at UCL and senior author on the study, said: “This increased mortality is not simply due to people with higher levels of psychological distress having poorer health behaviours.”

Whilst the causes of the link are not clear in this study, it is thought, that a deterioration in physical health caused by psychiatric medications is primarily responsible for reducing life expectancy in people with schiozphrenia e.g. by developing cardiovascular (heart) problems or diabetes.

Paul Jenkins, chief executive of the charity Rethink, told BBC News: “Sadly, these findings do not come as a surprise.

“While this study looks at depression and anxiety, people with severe mental illnesses such as bipolar disorder and schizophrenia die, on average, 20 years earlier than the rest of us. It’s an absolute scandal.
“There is a huge lack of awareness amongst health professionals about the increased risk of physical illness for this group, which means people are dying needlessly every day.”
Charlotte Fantlli from Mental Healthy says: “Whilst these finding make sad reading, they are also positive in the fact they wake us up to the real ‘physical’ side of mental illness. Hopefully this will make doctors keener to treat mental health problems with the same importance as physical ones.
“Mental illness has too long been thought of as ‘in the mind’ when psychiatric problems have a profound reaction on the body. Perhaps studies like these will go some way towards making a positive change.”
Mental Healthy are firm believers in aiding recovery of mental illness with a positive lifestyle. Good diet and exercise can dramatically increase life expectancy, please see our food for good mental health and fitness sections for more information.

 

โรค​ตื่น​ตระหนก​

เอ่ยชื่อ “โรคตื่นตระหนก” หรือ “โรคแพนิก” หลายคนอาจจะไม่รู้จักโรคนี้ด้วยซ้ำ  แต่ถ้าใครที่มีอาการวิตกกังวล กลัวอย่างรุนแรงฉับพลันทันใด มือสั่น ตัวสั่น หายใจขัด พูดไม่ออก เวลาที่ต้องพูดต่อหน้าคนจำนวนมาก หรืออยู่ในที่คับแคบรู้สึกอึดอัดหายใจไม่ออก และมีอาการอีกสารพัด คุณอาจจะอยู่ในข่ายเป็นโรคตื่นตระหนกก็เป็นได้

เกี่ยวกับเรื่องนี้ นพ.วชิระ เพ็งจันทร์ รองอธิบดีกรมสุขภาพจิต กระทรวงสาธารณสุข อธิบายว่า โรคตื่นตระหนกเป็นอาการป่วยทางจิตเวชอย่างหนึ่ง พบในเพศหญิงมากกว่าเพศชาย อุบัติการณ์ในประเทศไทย จากโครงการสำรวจระบาดวิทยาสุขภาพจิตคนไทยปี พ.ศ. 2551 พบประมาณ  1.1% หรือประมาณ 7 แสนคน โดยพบมากในคนอายุระหว่าง 30-35 ปี

สาเหตุของโรคตื่นตระหนก ยังไม่ทราบแน่ชัดว่าเกิดจากอะไร แต่สันนิษฐานว่า ส่วนหนึ่งอาจมีความผิดปกติทางพันธุกรรม และมีปัจจัยทางด้านร่างกายและจิตใจเข้ามาเกี่ยวข้องด้วย และอาจเกิดจากประสบการณ์ชีวิตด้านลบที่เกิดขึ้นในอดีต เช่น การสูญเสีย การพลัดพราก หรือกังวลว่าจะถูกพลัดพราก ถูกกระทบกระเทือนทาง จิตใจ เช่น ถูกทำร้าย ร่างกาย ถูกทารุณกรรมทางเพศ ส่วนใหญ่เหตุการณ์ด้านลบในชีวิตมักเกิดก่อนอายุ 15 ปี พอโตขึ้นประสบการณ์ ดังกล่าวก็ยังตามมาหลอกหลอนอยู่ หากเจอสิ่งเร้าหรือสิ่งกระตุ้นในลักษณะเดียวกันอาการอาจกำเริบได้

อาการ คือ รู้สึกวิตกกังวลหรือรู้สึกกลัวฉับพลันทันทีทันใด โดยผู้ป่วยอาจจะมีอาการ เช่น  ตื่นเต้น ตัวสั่น ใจสั่น มือสั่น หายใจขัด หายใจไม่ออก แน่นหน้าอก รู้สึกไม่สบาย คลื่นไส้ ท้องไส้ ปั่นป่วน มึนงง วิงเวียนศีรษะ มือเย็นเท้าเย็น ควบคุมตัวเองไม่ได้ เป็นลม รู้สึกเหมือนกำลังจะตาย โดยอาการดังกล่าวอาจเกิดขึ้นขณะอยู่คนเดียว หรืออยู่กับคนหมู่มากก็ได้ อาการมักจะเกิดประมาณ 10-30 นาที แต่ไม่เกิน 1 ชั่วโมง

โรคนี้เป็นแล้วไม่ถึงตาย แต่ในคนที่มีอาการรุนแรง หากไม่ไปพบแพทย์ หรือจิตแพทย์  เกิดอาการขึ้นบ่อย ๆ อาจส่งผลต่อการดำเนินชีวิตประจำวัน ทำให้ไม่กล้าอยู่คนเดียว ไม่กล้าออกจากบ้าน แยกตัวเองออกจากสังคม บางรายอาจมีอาการของโรคซึมเศร้าร่วมด้วย หรือในคนไข้บางรายทนทุกข์ทรมานไม่ไหว อาจหันไปพึ่งสุรา ยาเสพติด หรือยาที่ออกฤทธิ์ต่อจิตและประสาท ดังนั้นใครก็ตามที่มีอาการรุนแรงจนส่งผลกระทบต่อการดำเนินชีวิตควรไปปรึกษาแพทย์ หรือจิตแพทย์ 

การรักษาโรคนี้มี 2 วิธี คือ
1.การกินยา แพทย์จะให้ยาต่อต้านอาการตื่นตระหนก เช่น    ยากล่อมประสาท ยาคลายเครียด หรือยารักษาโรคซึมเศร้า
2.แพทย์จะรักษาความคิด พฤติกรรมบำบัด เช่น ปรับความคิด ฝึกที่จะเผชิญกับสิ่งเร้าที่คนไข้กังวล นอกจากนี้อาจแนะนำให้ออกกำลังกาย ฝึกสมาธิ ผ่อนคลายความตึงเครียด ขณะเดียวกันคนไข้ควรหลีกเลี่ยงสารที่อาจไปกระตุ้นทำให้อาการกำเริบมากขึ้น เช่น เครื่องดื่มที่มีส่วนผสมของแอลกอฮอล์  หรือสารเสพติด

ในอดีตหมอเคยรักษาคนไข้คนหนึ่ง เป็นข้าราชการระดับเล็ก ๆ จนปัจจุบันไต่เต้ามีตำแหน่งสูงขึ้น ตอนนั้นคนไข้มีปัญหาเวลาพูดต่อหน้าคนหมู่มาก จะพูดไม่ออก พูดไม่ได้ จนมารับการรักษา คนไข้มีความมั่นใจสามารถพูดต่อหน้าคนหมู่มากได้ ซึ่งต้องขอเรียนว่า ในคนที่ป่วยและมีอาการรุนแรง  จริง ๆ เวลาพูดต่อหน้าคนจำนวนมาก จะพูดไม่ออก พูดไม่ได้เลย แต่ในคนที่อาการเพียงเล็กน้อย แค่เสียงสั่น มือสั่น สามารถฝึกฝนทักษะในการพูดก็ไม่จำเป็นต้องกินยาหรือมาพบแพทย์ก็ได้

สิ่งที่หมออยากส่งสัญญาณไปยังประชาชนทุกคน คือ คนไข้ในบ้านเรามักจะไม่ไปพบแพทย์ จึงอยากย้ำว่า โรคนี้สามารถรักษาได้ คนไข้สามารถดำเนินชีวิตได้ตามปกติเหมือนคนทั่วไป และมีความก้าวหน้าในหน้าที่การงานได้.

นวพรรษ บุญชาญ : รายงาน

ที่มา: เดลินิวส์ 21 มิถุนายน 2552