เสาวรสต้านอนุมูลอิสระ

bangkokbiznews140705_01เสาวรสผลไม้ไทย ที่สามารถในการต้านอนุมูลอิสระ ต้านการอักเสบ และกระตุ้นระบบภูมิคุ้มกันในผู้สูงอายุ

ในทางการแพทย์ส่วนของเสาวรสที่นำมาใช้ได้นอกจากผลแล้วยังมีใบ ดอก เปลือก ลำต้น โดยมีสารออกฤทธิ์ที่สำคัญหลายชนิด เช่น ฟลาโวนอยด์ สำหรับการนำไปใช้นั้นในส่วนของใบจะมีสารกลุ่มอัลคาลอยด์รวมถึงฮาร์แมนด้วย ซึ่งใช้สำหรับลดความดันโลหิต เป็นยาระงับประสาท และยาต้านเกร็ง

ขณะที่ดอกมีฤทธิ์เป็นยาระงับประสาทอย่างอ่อนและช่วยให้นอนหลับ ซึ่งคนโบราณนิยมใช้ในการแก้ปวด บำรุงปอด ใบสดใช้พอกแก้หิด ดอกใช้ขับเสมหะ แก้ไอ นอกจากนี้ยังพบว่าเสาวรสมีวิตามินเอสูงซึ่งช่วยในการบำรุงสายตา บำรุงผิวพรรณ ลดริ้วรอยเหี่ยวย่น รักษาสภาพเยื่อบุผิว และเพิ่มสมดุลให้ร่างกาย แก้อาการนอนไม่หลับ ช่วยลดไขมันในเส้นเลือดและแก้โรคกระเพาะปัสสาวะอักเสบ รวมถึงพบว่ามีแคโรทีนอยด์และวิตามินซีสูงกว่ามะนาว ช่วยสร้างภูมิคุ้มกันโรค และยังพบโปรตีนอัลบูมิน โฮโอมโลกัสในเมล็ด มีฤทธิ์ในการยับยั้งการเจริญเติบโตของเชื้อราได้ นอกจากนี้ยังมีรายงานว่าสารสกัดจากเสาวรสมีฤทธิ์ในการต่อต้านมะเร็งได้อีกด้วย

จากโครงการวิจัยเรื่อง “ผลของน้ำเสาวรสต่อการต้านอนุมูลอิสระและต้านการอักเสบในผู้สูงอายุ” ซึ่งมี ดร.ศุภวัชร สิงห์ทอง สังกัดคณะเทคนิคการแพทย์ มหาวิทยาเชียงใหม่ เป็นหัวหน้าโครงการ เพื่อศึกษาสารออกฤทธิ์ของเสาวรสทั้งชนิดเปลือกสีม่วง และสีเหลืองในหลอดทดลอง รวมทั้งศึกษาผลของการดื่มน้ำเสาวรสต่อความสามารถในการต้านอนุมูลอิสระ ต้านการอักเสบ และกระตุ้นระบบภูมิคุ้มกันในผู้สูงอายุ

ผลการวิจัยพบว่า เมื่อนำสาวรสทั้งชนิดเปลือกสีเหลืองและเปลือกสีม่วงมาทำการสกัดด้วยน้ำ และ 80% เอทานอล แล้วทำการตรวจวิเคราะห์เบื้องต้นเพื่อตรวจหาสารออกฤทธิ์สำคัญ พบว่า เสาวรสทั้ง 2 ชนิด มีสารรูติน (สารต้านอนุมูลอิสระตามธรรมชาติผลึกสีเหลือง) ไพโรแกลลอล (สารประกอบฟีนอลชนิดหนึ่ง) และกรดแกลลิค นอกจากนี้ยังพบว่าเสาวรสเปลือกสีเหลืองที่สกัดด้วย 80% เอทานอล มีปริมาณฟีนอลิกสูงที่สุดและสามารถยับยั้งอนุมูลไฮดรอกซีได้ดีที่สุด ส่วนเสาวรสเปลือกสีม่วงที่สกัดด้วย 80% เอทานอล มีปริมาณฟลาโวนอยด์และมีฤทธิ์ในการกำจัดไนตริกออกไซด์สูงที่สุด ทั้งนี้เสาวรสเปลือกม่วงที่ทำการสกัดด้วยน้ำกลั่นมีฤทธิ์ในการกำจัดไฮโดรเจนเพอร์ออกไซด์สูงที่สุด

สำหรับการศึกษาในผู้สูงอายุ พบว่าชายและหญิงสูงอายุที่ดื่มน้ำเสาวรสเปลือกม่วงและเปลือกเหลืองตามลำดับ มีปริมาณวิตามินซีในซีรัมลดลงหลังการดื่มอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ ส่วนฤทธิ์ในการต้านอนุมูลอิสระโดยรวมพบว่าในหญิงสูงอายุมีฤทธิ์ในการต้านอนุมูลอิสระเพิ่มขึ้นเมื่อดื่มน้ำเสารสทั้งสองชนิด ขณะที่ปริมาณไซโตไคน์ซึ่งเป็นสารสื่อกลางในการอักเสบลดลงในชายสูงอายุที่ดื่มน้ำเสาวรสทั้งสองชนิด และในหญิงสูงอายุที่ดื่มน้ำเสาวรสเปลือกม่วง อีกทั้งปัจจัยที่เป็นเนื้อร้ายเนื้องอกลดระดับลงอย่างมีนัยสำคัญในชายสูงอายุที่ดื่มน้ำเสาวรสเปลือกเหลืองและหญิงสูงอายุที่ดื่มน้ำเสาวรสเปลือกม่วง ซึ่งผลการทดลองนี้สอดคล้องกับการศึกษาที่ผ่านมาว่าสารฟลาโวนอยด์มีฤทธิ์ในการต้านการอักเสบ

ที่มา : กรุงเทพธุรกิจ 5 กรกฎาคม 2557

Advertisements

ดับร้อนด้วย “เสาวรส” สุดจี๊ดจ๊าด

dailynews130223_001aใกล้หน้าร้อนเข้ามาทุกขณะและช่วงที่อากาศในบ้านเราร้อนจัดจนแทบไม่อยากทำอะไร การดื่มน้ำเพื่อปรับสมดุลให้ร่างกายคลายร้อนบางครั้งอาจไม่เพียงพอ การแก้กระหายด้วยการกินผลไม้ที่มีทั้งน้ำและเนื้อชุ่มฉ่ำเป็นทางเลือกที่นอกจากช่วยให้ร่างกายสดชื่นด้วยน้ำตาลฟรุคโตสและวิตามินซีแล้ว ผลไม้บางชนิดยังมีคุณสมบัติช่วยลดอุณหภูมิความร้อนของร่างกาย เสริมวิตามินและแร่ธาตุที่สูญเสียไปจากการขาดน้ำแบบครบครัน หนึ่งในผลไม้ที่ให้ได้ครบมี “เสาวรส” รวมอยู่ด้วย พิเศษสุดคือคุณประโยชน์ด้านความงามที่สาว ๆ ต้องชอบ

“เสาวรส” หรือ “แพชชั่นฟรุต” มีรสชาติตั้งแต่เปรี้ยวอมหวานไปจนถึงเปรี้ยวจี๊ดจ๊าดโดนใจ ส่วนเนื้อนุ่มละมุน กลิ่นหอมหวานสดชื่น รสชาติหรือหน้าตาของเสาวรสอาจดูไม่คุ้นตาเพราะหากินได้ค่อนข้างยาก และการที่เนื้อมีเมล็ดมากอาจทำให้ไม่สะดวกในการกินสด ๆ อย่างไรก็ตามรสชาติที่ออกเปรี้ยวหรือหน้าตาที่ดูไม่คุ้นเคยกลับแฝงไว้ด้วยประโยชน์หลายอย่าง โครงการอนุรักษ์พันธุกรรมพืชอันเนื่องมาจากพระราชดำริฯ จัดเสาวรสเอาไว้ในสมุนไพรกลุ่มยาลดไขมันในเส้นเลือด แนะนำให้เลือกผลเสาวรสที่แก่จัด ล้างทำความสะอาดแล้วผ่าครึ่งคั้นเอาแต่น้ำ แต่งรสด้วยเกลือและน้ำตาลดื่มเป็นประจำ นอกจากนี้ผลเสาวรสสุกยังมีคุณค่าทางโภชนาการอื่น ๆ อาทิ แคลเซียม โพแทสเซียม ธาตุเหล็ก วิตามินต่าง ๆ รวมถึงเบต้าแคโรทีน ด้วยสรรพคุณที่หลากหลายทำให้เสาวรสเป็นผลไม้ที่ได้รับความนิยมมากขึ้นเรื่อย ๆ ทั้งในและต่างประเทศ

ผลเสาวรสสามารถกินได้สด ๆ หรือนำมาคั้นเป็นน้ำผลไม้ โดยเสาวรสเป็นผลไม้ที่มีน้ำมากถึงร้อยละ 70-80  จึงเหมาะกับสภาพอากาศร้อน ภาวะที่ร่างกายขาดน้ำ รสชาติที่ออกเปรี้ยวยังช่วยให้รู้สึกสดชื่นตื่นตัวขึ้นมาทันที เสาวรสมีวิตามินซีสูง โดยคิดเป็นอัตราที่สูงกว่ามะนาวถึงร้อยละ 50  เสาวรสครึ่งผลให้วิตามินซีมากกว่ามะนาวหนึ่งผลเสียอีก วิตามินซีมีคุณประโยชน์ช่วยสร้างภูมิคุ้มกันให้ร่างกาย บำรุงผิวพรรณและผลัดเซลล์ผิว นอกจากนี้เสาวรสยังมีวิตามินเอและสารไลโคปีน ซึ่งมีส่วนช่วยเติมเต็มความชุ่มชื่นให้ผิว บำรุงสายตา สมานผิวและรักษาสภาพเยื่อบุผิวหนัง ที่สำคัญคือ เสาวรสเป็นแหล่งไฟเบอร์หรือเส้นใยอาหารสูงมีประโยชน์ต่อระบบขับถ่าย การดูดซับน้ำ และช่วยลดการดูดซึมสารพิษ นอกจากคุณประโยชน์ทางยาและสารอาหารเสาวรสยังนำไปใช้ประทินผิวให้สวยเปล่งปลั่งได้ เช่น ใช้ผสมเป็นมาส์กพอกหน้า เพราะวิตามินซีและวิตามินเอในเสาวรสนั้นขึ้นชื่อทั้งในเรื่องของการสมานผิวและลดเลือนรอยเหี่ยวย่น จุดด่างดำ รอยแดง ฝ้า กระ ให้ดูจางลง ช่วยให้ผิวนุ่มเนียนขึ้น และลดอาการอักเสบของสิว ส่วนน้ำมันเสาวรสที่ใช้เป็นยาบรรเทาปวดเมื่อยได้ตั้งแต่สมัยโบราณนั้น ในปัจจุบันมีการนำมาประยุกต์ใช้สำหรับการนวดสปา ผ่อนคลายกล้ามเนื้อหรือนวดอโรมา

บางคนที่ยังไม่คุ้นกับรสชาติของเสาวรส อาจลองเริ่มจากการดื่มน้ำเสาวรสหรือน้ำเสาวรสผสมผลไม้อื่น หรือผสมน้ำผึ้งเพิ่มความหอมหวาน ต้องการเน้นการลดไขมันในเส้นเลือด ก็สามารถใช้เสาวรสผสมกระเจี๊ยบแดงหรือดอกคำฝอยได้ ในต่างประเทศมีการบริโภคเสาวรสมายาวนาน เช่น นิวซีแลนด์และออสเตรเลียนิยมกินเสาวรสเป็นฟรุตสลัด รวมถึงใช้เป็นส่วนผสมในการทำขนม ขณะที่ในเม็กซิโกมีการนำเสาวรสมาคู่กับพริกป่นและน้ำเลมอน เป็นต้น สำหรับประเทศไทยมีการบริโภคเสาวรสทั้งแบบคาวและหวาน การสร้างสรรค์เสาวรสให้เป็นของหวานแสนอร่อยทำได้หลายเมนู แต่หากจะให้สะดวกสดชื่นทันใจในหน้าร้อน และหาบริโภคได้ง่ายทุกที่ทุกเวลา คงหนีไม่พ้นไอศกรีมเสาวรสที่ทำจากน้ำเสาวรสแท้ ๆ  ไม่มีน้ำตาล ปราศจากไขมัน รสหวานอมเปรี้ยวจี๊ด แช่เย็นฉ่ำ ๆ ชื่นใจแบบเอาอะไรมาแลกก็ไม่ยอม!.

ที่มา : เดลินิวส์ 23 กุมภาพันธ์ 2556

Related Article :

กินวิตามินไม่ถูกเสี่ยงเป็นนิ่ว

dailynews130211_001บางคนเข้าใจว่า การเติมสารอาหารเสริมคือเรื่องจำเป็น แม้ไม่รู้ว่าร่างกายของตนเองขาดไปหรือไม่ แต่ก็จะกินให้มีมากเข้าไว้ ดีกว่ารอให้ขาด…โดยหารู้ไม่ว่า สารอาหารที่มีประโยชน์บางอย่าง ถ้ามีมากเกินควร อาจส่งผลเสียต่อสุขภาพ!?

อย่างเรื่องการกินวิตามินซีเสริมเป็นประจำทุกวันนั้น ล่าสุดมีผลวิจัยจากสถาบันแคโรลินสกา ในกรุงสตอกโฮล์ม ประเทศสวีเดน ศึกษาพบว่า การกินวิตามินซีเสริมชนิดเม็ดโดยไม่จำเป็นทุกวัน เพิ่มโอกาสเสี่ยงเป็นสองเท่าที่จะก่อให้เกิดก้อนนิ่วในไต

ที่เป็นเช่นนั้นเพราะ วิตามินซีส่วนเกินที่ร่างกายไม่ต้องการจะถูกขับออกมาทางปัสสาวะในรูปของสารที่ชื่อ อ็อกซาเลต สารนี้ถ้ามีมากๆ แล้วไปจับตัวกับแคลเซียมจะก่อให้เกิดผลึกหรือก้อนนิ่วที่ไต ใครเป็นมักต้องทรมานกับอาการปวดหลัง ปวดท้อง

ทั้งนี้ ทีมวิจัยมีการติดตามกลุ่มตัวอย่างจำนวน 907 ราย คนกลุ่มนี้อยู่ในวัยกลางคน และกินวิตามินซีเสริม 1 เม็ดต่อวัน (ปริมาณวิตามินซี 1,000 มิลลิกรัมต่อเม็ด) โดยผลการติดตามนานนับสิบปีพบว่า กลุ่มตัวอย่างดังกล่าว มีร้อยละ 3.4 เป็นนิ่วในไต ขณะที่อีกกลุ่มตัวอย่างซึ่งไม่ได้กินวิตามินซีเสริมเป็นประจำทุกวัน กลับพบอัตราการป่วยเป็นนิ่วในไตที่ร้อยละ 1.8

เมื่อเป็นเช่นนี้ ก่อนคิดจะกินวิตามินซีเสริม แต่ละคนควรปรึกษาแพทย์หรือผู้เชี่ยวชาญเพื่อให้ทราบความต้องการของสภาพร่างกาย อย่างไรก็ตาม ทางทีมวิจัยย้ำว่า ผลการศึกษานี้ ไม่ได้หมายรวมถึงวิตามินซีตามธรรมชาติที่ร่างกายได้รับจากการกินผักและผลไม้ โดยย้ำว่า วิตามินซีจากธรรมชาติคือสิ่งจำเป็น เพราะเป็นสารต้านอนุมูลอิสระ ดีต่อกระดูกและกล้ามเนื้อนั่นเอง.

ทีมเดลินิวส์ออนไลน์
takecareDD@gmail.com

ที่มา : เดลินิวส์ 11 กุมภาพันธ์ 2556

.

Related Article:

.

The condition affects 12 per cent of men and four per cent of women in the UK

The condition affects 12 per cent of men and four per cent of women in the UK

Taking vitamin C every day DOUBLES the risk of painful kidney stones

  • ‘Excruciatingly painful’ condition affects 12 per cent of men and four per cent of women in the UK
  • Some of the vitamin C absorbed by the body is excreted in urine as oxalate
  • This is one of the key components of kidney stones

By ANNA HODGEKISS

PUBLISHED: 12:05 GMT, 5 February 2013

Men who take vitamin C supplements every day double their risk of suffering from kidney stones, new research suggests.

The excruciating condition is on the rise – and Swedish researchers say a bi-product of the vitamin may be to blame.

Men who took vitamin C supplements at least once a day had the highest risk of kidney stones.

The condition affects 12 per cent of men and four per cent of women in the UK.

‘It has long been suspected that high doses of vitamin C may increase the risk of kidney stones, said lead researcher Laura Thomas, from the Karolinska Institutet in Stockholm.

This is because some of the vitamin C absorbed by the body is excreted in urine as oxalate, one of the key components of kidney stones.

Stones are made up of tiny crystals, which can be formed by calcium combining with oxalate.

The study tracked more than 22,000 middle-aged and elderly for 11 years.

The current analysis included 907 men who said they took regular vitamin C tablets and more than 22,000 who didn’t use any nutritional supplements.

Swedish supplements, like those the study participants would have taken, typically contain about 1,000 milligrams (mg) of vitamin C per tablet. Most vitamin C supplements sold in the U.K contain either 500 or 1,000 mg.

A glass of freshly squeezed orange juice contains around 120mg.

Of the vitamin C users, 3.4 per cent developed kidney stones for the first time during the study, compared to 1.8 per cent of non-supplement users.

The findings appear in the journal JAMA Internal medicine.

The researchers said hat because there are no clear benefits tied to taking high-dose vitamin C, people who have had stones in the past might want to think before taking extra supplements.

But the findings do not mean people shouldn’t get plenty of vitamin C through fruits and vegetables, since the antioxidant is important for bone and muscle health – and severe deficiency can cause scurvy.

‘Vitamin C is an important part of a healthy diet,’ Thomas said. ‘Any effect of vitamin C on kidney stone risk is likely to depend both on the dose and on the combination of nutrients with which it is ingested.’

KIDNEY STONES: A PAIN WORSE THAN CHILD BIRTH

Kidney stones are stone-like lumps that can develop in one or both of the kidneys.

The waste products in the blood can occasionally form crystals that collect inside the kidneys. Over time, the crystals may build up to form a hard stone-like lump.

After a kidney stone has formed, the body tries to pass it out in urine. If a stone is small, this may even go undetected.

However, it is fairly common for a stone to block part of the urinary system, such as the ureter (the tube connecting the kidney to the bladder) or the urethra (the tube through which urine passes out of the body).

If this happens, it can cause crippling pain in the back, abdomen or groin, painful urinary infections and in some cases, kidney failure.
Many people who have suffered kidney stones descibe the pain as ‘excruciating’ and worse than child birth.

‘Our modern lifestyles are responsible, particularly because we don’t drink enough water and eat the wrong foods,’ explains Daron Smith, a consultant urologist at University College Hospital, London.

A poor diet and dehydration are major risk factors (Saudi Arabia has one of the highest kidney stone rates in the world).

Certain people have higher than average levels of stone-forming chemicals in their body called oxalate. This means cutting down coffee, spinach and rhubarb – all of which are high-oxalate foods.

SOURCE:  dailymail.co.uk

กิน ‘กีวี’ ได้เอนไซม์พิเศษช่วยย่อยเร็ว

เอ่ยชื่อผลไม้ กีวี หลายคนมักคิดว่าเป็นผลิตผลท้องถิ่นที่มีต้นกำเนิดมาจากนิวซีแลนด์ เพราะมีนกกีวีเป็นสัตว์สัญลักษณ์ประเทศ ดังนั้น ผลไม้ที่ใช้ชื่อ กีวี ก็คงต้องมาจากแหล่งดังกล่าว

ทว่า เซสปรี แบรนด์ผลไม้ซึ่งทำตลาดกีวี เผยข้อมูลแท้จริงว่า กีวี มีถิ่นกำเนิดอยู่ที่ประเทศจีน แต่เมื่อปี ค.ศ.1904 อิซาเบล เฟรเซอร์ ชาวนิวซีแลนด์กลับบ้านเกิดเมืองนอนหลังเสร็จทริปท่องเที่ยวแดนมังกร โดยเฟรเซอร์ได้นำเมล็ดพันธุ์กีวีกลับมาด้วย นับจากนั้นชาวนิวซีแลนด์ก็เริ่มปลูกและพัฒนาสายพันธุ์เรื่อยมา จนกลายเป็นแหล่งเพาะปลูกและส่งออกเลื่องชื่อ

สำหรับในเมืองไทย กีวี อาจยังไม่ได้รับความนิยมเท่าผลไม้ท้องถิ่น แต่ถ้าลองได้รู้คุณประโยชน์ของกีวีแล้ว ผู้อ่านเดลินิวส์ออนไลน์อาจสนใจกีวีมากขึ้นก็เป็นได้ สารอาหารที่โดดเด่นในกีวีมีทั้ง ‘วิตามินซี’ ที่ช่วยสร้างภูมิคุ้มกันของร่างกาย และเป็นแหล่งของสารต้านอนุมูลอิสระ ยังมี ‘ไฟเบอร์’ เข้าไปเพิ่มกากใยในระบบทางเดินอาหารและกระตุ้นการขับถ่าย

ทั้งนี้มีงานวิจัยของสถาบันริดเดทท์ ในนิวซีแลนด์ ระบุไว้ว่า สามารถพบ ‘แอคตินิดิน’ เอนไซม์ชนิดพิเศษได้ในกีวีเขียว ประสิทธิภาพของเอนไซม์ตัวนี้จะช่วยเพิ่มความสามารถในการย่อยโปรตีนในอาหาร เช่น เนื้อสัตว์ นม พืชตระกูลถั่ว และธัญพืชชนิดต่างๆ ได้สมบูรณ์และรวดเร็วมากกว่าการย่อยด้วยน้ำย่อยในกระเพาะอาหารและลำไส้อย่างเดียว

นอกจากนี้ กีวี ยังเป็นผลไม้ที่มีค่าดัชนีน้ำตาลต่ำ จึงมีไขมันต่ำ และลดความเสี่ยงโรคเบาหวาน ขณะที่ป่วยเป็นเบาหวานแล้วก็สามารถรับประทานได้

ปกติเราจะเลือกรับประทานกีวีเฉพาะเนื้อด้านในที่มีลักษณะใสนุ่มชุ่มน้ำ ออกรสเปรี้ยวอมหวาน บางคนเวลาจะรับประทานก็ใช้มีดผ่ากลางผลแล้วใช้ช้อนคว้านตักใส่ปากเป็นคำ แต่ถ้าอยากนำกีวีมาทำเป็นเมนูเครื่องดื่มบ้าง ‘มุมสุขภาพ’ ชวนลองทำ ‘เชอเบท กีวีเขียว‘ สูตรที่เซสปรีแนะนำมาอีกที

ขั้นตอนในการทำ เริ่มจากหั่นครึ่งผลกีวี ใช้ช้อนตักเนื้อออกเป็นชิ้นเล็กๆ ใส่เครื่องปั่น จากนั้นนำเจลาตินละลายกับน้ำร้อน ผสมด้วยน้ำตาลทราย น้ำมะนาว เกลือป่น และน้ำแข็ง เทลงในเครื่องปั่นแล้วปั่นส่วนผสมทั้งหมดพร้อมกันจนเข้ากันดี จากนั้นเทใส่แก้ว ตกแต่งด้วยกีวีฝานแว่นบาง พร้อมเสิร์ฟให้ลิ้มรสกันแล้ว.

ทีมเดลินิวส์ออนไลน์
takecareDD@gmail.com

 

ที่มา: เดลินิวส์ 17 สิงหาคม 2555

“เห็ด”อาหารมหัศจรรย์

เมื่อเร็ว ๆ นี้กรมพัฒนาการแพทย์แผนไทยและการแพทย์ทางเลือก กระทรวงสาธารณสุข เชิญ ดร.อานนท์ เอื้อตระกูล ผู้เชี่ยวชาญเห็ดองค์การค้าโลก แห่งสห ประชาชาติ ปี พ.ศ. 2524-2548 มาบรรยายเรื่อง “เห็ดอาหารมหัศจรรย์” ให้ประชาชนและผู้สนใจรับฟัง โดยมีข้อมูลน่าสนใจที่ท่านผู้อ่านบางท่านอาจจะยังไม่เคยรู้มาก่อน ผู้เขียนจึงนำมาเสนอให้ได้รับทราบกัน

ดร.อานนท์ บอกว่า เห็ดมีเป็นแสนชนิด แต่เพาะได้ไม่ถึง 200 ชนิด ในแสนชนิดเป็นเห็ดพิษกินแล้วตายไม่ถึง 200 ชนิด นอกนั้นเป็นเห็ดกินได้ เช่น เห็ดนางฟ้า เห็ดนางรม เห็ดหูหนู กับเห็ดกินไม่ได้ กัดไม่เข้า แต่นำมาทำเป็นยาได้ เช่น เห็ดกระถินพิมาน เห็ดบางชนิดทำให้เกิดประสาทหลอน จัดเป็นยาเสพติดให้โทษ แต่ก็มีสรรพคุณทางยา เช่น เห็ดขี้ควาย

เห็ดมีโปรตีนสูง เกลือแร่สูง ไม่มีไขมัน คนไทยจำนวนมากไม่รู้ว่าเห็ดมีคุณค่ามหาศาลต่อร่างกาย เห็นเห็ดเป็นของธรรมดาเพราะมีมากจึงกินเห็ดเป็นผัก แต่ต่างประเทศนำเห็ดไปสกัดเป็นยาส่งขายไปทั่วโลก หลายประเทศเพาะเห็ดไม่ได้ เนื่องจากอากาศหนาว

เห็ดนางฟ้า เห็ดนางรม เป็นเห็ดราคาถูกที่สุด แต่คนไทยไม่เคยคิดว่าเป็นยา ประเทศไทยเพาะได้เป็นเข่ง ๆ ขายเป็นกิโล แต่เมืองนอกไม่มีแถมราคาแพง เห็ดนางฟ้า เห็ดนางรม มีสรรพคุณรักษาความดันโลหิตสูงได้ ถ้ารับประทานเป็นประจำ ไม่จำเป็นต้องกินยารักษาโรคนี้เลย เห็ดนางฟ้า เห็ดนางรมมี “สารโลวาสแตติน” ที่สามารถทนร้อนได้ ดังนั้นไม่ว่าจะปรุงอาหารด้วยการนำไปผัด ไปแกงได้ทั้งนั้น

เห็ดฟาง มีสารต้านอนุมูลอิสระสูง โปรตีนสูงที่สุด สังเกตได้ว่าอะไรก็ตามโตเร็ว บานเร็ว เน่าเร็ว เสียเร็ว แสดงว่ามีโปรตีนสูง เห็ดฟางมี “สารอิริตาดีนีนลดไขมันในเส้นเลือดให้อยู่ในภาวะปกติ และลดไตรกลีเซอไรด์ได้ด้วย เห็ดฟางเป็นเห็ดชนิดเดียวที่ประเทศไทยเพาะได้ แต่ทั่วโลกเพาะไม่ได้เพราะเป็นเมืองหนาว

เห็ดหูหนู โปรตีนต่ำที่สุด เห็นได้จากโตช้า เสียช้า แสดงว่ามีโปรตีนต่ำ แต่มี “กรดแอสคอบิก” และ “วิตามินซีสูงมีสรรพคุณช่วยต่อต้านไวรัสที่ก่อให้เกิดโรคไข้หวัดใหญ่ได้

หูหนูขาว เหมาะกับคนที่เป็นโรคเกี่ยวกับปอด แต่การเพาะเห็ดไม่ว่า เห็ดหูหนูหรือ หูหนูขาว ความรับผิดชอบของเกษตรกรบางส่วนยังไม่มี คือ เวลาเพาะเห็ดหูหนูจะมีไรไข่ปลาเกิดขึ้น เชื้อเห็ดก็เสีย บางคนอาจใช้ยาฆ่าแมลงฉีด ถ้าฉีดแล้วไม่ตายเห็ดก็เสีย ก็อาจใช้ฟูราดาน ซึ่งทั่วโลกไม่ใช้กัน เคล้ากับอาหารเห็ดหรือวัสดุเพาะเห็ด เห็ดก็มีการปนเปื้อนฟูราดาน ส่วนเห็ดหูหนูขาวก็ผ่านการฟอกสีจนขาว ล้วนแต่เป็นพิษทั้งนั้น

ถามว่าควรกินเห็ดชนิดใดบ้าง ก็ต้องตอบว่า เห็ดทุกชนิดกินได้หมด เพราะช่วยสร้างภูมิคุ้มกัน แต่ถ้าเป็นเห็ดที่ไม่รู้จักไม่ควรกินเพราะอาจเป็นอันตราย

ในกรณีที่เป็นโรคมะเร็ง เป็นโรคต่าง ๆ ค่อยมาพิจารณาว่าจะกินเห็ดชนิดใด ทั้งนี้เห็ดบางชนิดมีสรรพคุณยับยั้งเซลล์มะเร็งไม่ให้กระจาย เช่น เห็ดกระถินพิมาน มีสรรพคุณบำรุงเลือด เหมาะกับคนที่เป็นมะเร็งต่อมลูกหมาก มะเร็งตับ มะเร็งปอด ปัจจุบันประเทศไทยไม่มีแล้ว นอกจากนี้เห็ดกระถินพิมาน เห็นหลินจือ เห็ดหอม เห็ดแครง เห็ดขอนช้อน ก็มีสรรพคุณในการยับยั้งเซลล์มะเร็งเช่นกัน

ส่วนเห็ดที่มีสรรพคุณเสริมสมรรถภาพทางเพศ เช่น เห็ดถั่งเช่า เห็ดเยื่อไผ่ หรือเห็ดร่างแห เป็นอาหารบนโต๊ะจีนที่ทุกคนรู้จักกันดี

นอกจากสรรพคุณในการพิชิตโรค   ต่าง ๆ แล้วเห็ดยังมี “สารเบต้ากลูแคนช่วยกระตุ้นให้มีการสร้างคอลลาเจนใหม่ หรือถ้านำไปหมักอย่างถูกวิธีจนเกิดกรดแลคติกนำไปทาผิวหน้าให้ผ่องใสได้ด้วย

เห็ดจึงเป็นมากกว่าอาหาร เพราะมีสรรพคุณเป็นยา ระหว่างวันที่ 5-9 ก.ย. นี้ กรมพัฒนาการแพทย์แผนไทยและการแพทย์ทางเลือก กระทรวงสาธารณสุข จะจัดงาน “มหกรรมสมุนไพรแห่งชาติ ครั้งที่ 9” ภายใต้กรอบแนวคิด “นวดไทย มรดกไทย สู่มรดกโลก” ที่อิมแพ็ค เมืองทองธานี สำนักการแพทย์ทางเลือก เตรียมจัดกิจกรรมบรรยายเกี่ยวกับเห็ดหลายหัวข้อ อาทิ สวยด้วยเห็ด เห็ดพิชิตมะเร็ง เห็ดพิชิตอัลไซเมอร์ เรื่องเพศจากเห็ด โรคภูมิแพ้กับเห็ด โรคความดันกับเห็ด โรคเบาหวานกับเห็ด นอกจากนี้ยังมีการเปิดเผยเคล็ดลับในการเลี้ยงเห็ดถั่งเช่า เคล็ดลับในการเลี้ยงเห็ดเยื่อไผ่ด้วย.

นวพรรษ บุญชาญ

 

ที่มา: เดลินิวส์ 11 สิงหาคม 2555