เอาชนะอาการร้อนวูบวาบ เมื่อวัยขึ้นเลข 4

dailynews140813_01อาการร้อนวูบวาบในผู้หญิงไม่ได้เกิดขึ้นเมื่อพบชายหนุ่มในดวงใจเท่านั้นนะคะ แต่อาจเป็นอาการของผู้หญิงวัยกลางคนที่กำลังเข้าสู่วัยทองได้ด้วย เจ้าอาการร้อนวูบวาบ นี้มักมาพร้อมกับอารมณ์แปรปรวน และมีอาการนอนไม่หลับร่วมด้วย ดังนั้น เพื่อไม่ให้อาการที่กล่าวมาสร้างปัญหาให้กับการใช้ชีวิตของคุณผู้หญิงในวัยเลข 4 และส่งผลกระทบกับคนรอบข้าง ผู้หญิงวัยนี้คงต้องเตรียมพร้อมรับมือกับการเปลี่ยนแปลงทั้งทางร่างกายและจิตใจในวัยหมดประจำเดือนไว้ก่อน แต่เพื่อให้แน่ใจว่าคุณกำลังเข้าข่ายวัยทองแล้วหรือยัง มาเช็คให้ชัวร์กันก่อนดีกว่าค่ะ

1. ประจำเดือนไม่แน่นอน บางทีมาถี่ๆ บางทีก็ทิ้งช่วงหลายเดือน และอาจมามากกว่าปกติ

2. ร้อนวูบวาบ 2 ใน 3 ของผู้หญิงวัยหมดประจำเดือนจะมีอาการร้อนวูบวาบมากที่สุดใน 2-3 ปีแรกที่ประจำเดือนหมด ซึ่งความรุนแรงและความถี่ในแต่ละคนจะต่างกันไป และจะบรรเทาลงใน 1-2 ปี

3. อาการนอนไม่หลับ หลับยาก ตื่นบ่อยๆกลางดึก หรือ ตื่นเช้ากว่าปกติ

4. อารมณ์แปรปรวน เกิดอาการซึมเศร้า โกรธง่าย หงุดหงิด โดยไม่มีสาเหตุ ควบคุมอารมณ์ได้ยาก

5. ปัญหาของช่องคลอด ฮอร์โมนเอสโตรเจนที่ลดลงทำให้เนื้อเยื่อของผนังช่องคลอดบางลง ความยืดหยุ่นและความหล่อลื่นลดลง ทำให้ผู้หญิงมักมีปัญหาติดเชื้อทางเดินปัสสาวะได้ง่าย

6. ผิวหนังแห้ง ขาดความยืดหยุ่น เมื่อฮอร์โมนเอสโตรเจนลดลง การผลิตคอลลาเจนก็ลดลงด้วย ทำให้ผิวหนังเริ่มบางลง ความยืดหยุ่นลดลง ผิวแห้งและเหี่ยวย่นง่ายขึ้น

ผู้หญิงบางคนอาจพบว่า มีอาการเหล่านี้เป็นแค่บางครั้งบางคราว เรียกว่า กำลังเข้าสู่ระยะก่อนเข้าวัยทอง โดยจะมีอาการบ้างเป็นบางครั้ง แล้วก็หายไป และอาจกลับมาเป็นซ้ำอีกวนเวียนไปจนผู้หญิงได้เข้าสู่วัยทองอย่างเต็มตัว บางคนอาจพบเจออยู่เป็นประจำ เรียกว่า เข้าสู่วัยทองแล้ว แต่ไม่ว่าคุณผู้หญิงจะอยู่ในระยะไหน วันนี้ เมก้า วีแคร์ ผู้เชี่ยวชาญด้านวิตามินและผลิตภัณฑ์เสริมอาหาร มีคำแนะนำสำหรับผู้หญิงที่รักในการดูแลสุขภาพ และอยากเตรียมรับมือก่อนเข้าสู่วัยทองด้วยวิตามิน และสารอาหารธรรมชาติ ดังนี้คะ

ไอโซฟลาโวนจากถั่วเหลือง สารอาหารธรรมชาติจากถั่วเหลือง ออกฤทธิ์ทดแทนฮอร์โมนแบบธรรมชาติ ช่วยลดอาการร้อนวูบวาบ ป้องกันผิวพรรณเหี่ยวย่น หรือแห้งเกินไป ช่วยลดปัญหาการเกิดโรคกระดูกพรุนได้ ที่สำคัญการรับประทานถั่วเหลืองไม่เสี่ยงต่อการเกิดมะเร็งเต้านม โรคหัวใจและหลอดเลือดเหมือนการใช้ฮอร์โมนทดแทน เรียกว่าเป็นสารอาหารตัวแรกๆ ที่ผู้หญิงรักสุขภาพทุกคนต้องเรียกหากันเลยทีเดียว

สารต้านอนุมูลอิสระ ผู้หญิงทุกคนคงทราบกันดีว่า สารต้านอนุมูลอิสระมีความสำคัญอย่างมากต่อการชะลอการเสื่อมของเซลล์ต่างๆ ในร่างกาย ผู้หญิงคนไหนอยากต่อต้านอนุมูลอิสระได้มาก ก็ต้องเลือกรับประทานสารต้านอนุมูลอิสระที่หลากหลาย อย่างการรับประทานโคเอนไซม์ คิวเทน, กรดอัลฟา ไลโปอิค, วิตามินเอ ซี อี ซีลีเนียม และไบโอ ฟลาโวนอยด์ ซึ่งจะช่วยเสริมฤทธิ์กันในการต่อต้านอนุมูลอิสระที่เกิดกับผู้หญิง ช่วยชะลอการเสื่อม และชราของอวัยะต่างๆ ได้

แคลซียม และวิตามินดี เพื่อการป้องกันโรคกระดูกพรุน ผู้หญิงควรได้รับแคลเซียม และวิตามินดีอย่างเพียงพอ และเป็นประจำ เนื่องจากฮอร์โมนเอสโตรเจนที่ลดลง เป็นจุดเปลี่ยนที่เพิ่มความเสี่ยงการเกิดโรคกระดูกพรุนในผู้หญิง การเลือกรับประทานผลิตภัณฑ์เสริมแคลเซียม ควรพิจารณาถึง ปริมาณแคลเซียมอิสระที่ได้รับ ตามค่า Thai RDI ปริมาณแคลเซียมที่ผู้หญิงควรได้รับต่อวันคือ 800 มก. และควรได้รับควบคู่ไปกับวิตามิน ดี3 ซึ่งจะช่วยเพิ่มการดูดซึมแคลเซียม ลดการเสียมวลกระดูก ตลอดจนลดอุบัติการกระดูกหักในผู้สูงอายุได้

ดังนั้น คุณผู้หญิงที่อายุ 40 ปีขึ้นไป นอกจากการรับประทานอาหารให้ครบ 5 หมู่แล้ว อย่าลืมเน้น เต้าหู้ นมถั่วเหลือง นม หรืออาหารที่มีแคลเซียมสูง ผักผลไม้ และควรหากิจกรรมกลางแจ้งทำ เพื่อให้ร่างกายได้รับวิตามินดีจากแสงแดด แต่หากพบว่า ตัวเราไม่สามารถรับสารอาหารเหล่านี้ได้อย่างเพียงพอ และเป็นประจำแล้ว การเลือกรับประทานผลิตภัณฑ์เสริมอาหารก็เป็นอีกหนึ่งทางเลือกที่ช่วยเติมเต็มความต้องการของร่างกายได้

ข้อมูลโดย เมก้า วีแคร์

 

ที่มา : เดลินิวส์ 13 สิงหาคม 2557

ยกย่องแสงอาทิตย์ เป็นคุณแก่สุขภาพ

thairath130510_001นักวิทยาศาสตร์มหาวิทยาลัยเอดินเบอระ ประกาศให้โลกได้รู้ว่าแสงแดดนั้นมีคุณค่ามหาศาล นอกจากจะช่วยให้ความดันโลหิตลด ป้องกันหัวใจวายและลมอัมพาตแล้ว ยังเป็นยาอายุวัฒนะขนานเอกด้วย

พวกเขาได้แสดงให้เห็นว่าเมื่อแดดส่องถูกผิวหนัง มันจะปล่อยสารประกอบชนิดหนึ่งเข้าสู่เลือด ทำให้ความดันโลหิตลดต่ำลง การศึกษาทำให้รู้ว่าแสงแดดนั้นเป็นคุณแก่สุขภาพทั่วทั้งสรรพางค์กาย แค่มันทำให้ความดันโลหิตลดได้ ก็มีความสำคัญเป็นล้นพ้น เกินกว่าที่จะกลัวกันว่าจะทำให้มะเร็งขึ้นที่ผิวหนังด้วยซ้ำไป

ในอังกฤษมีผู้เสียชีวิตด้วยโรคหัวใจและลมอัมพาต เนื่องมาแต่ความดันโลหิตสูงมากกว่าด้วยโรคมะเร็งผิวหนังถึง 80 เท่า

นอกจากที่มันสร้างสารที่มีชื่อว่าไนตริก ออกไซด์ ซึ่งลดความดันโลหิตแล้ว แดดยังช่วยสร้างวิตามินดี ซึ่งจะทวีเพิ่มขึ้นตามที่ได้โดนถูกแดด “จวบจนทุกวันนี้เราก็ยังเชื่อกันว่าแสงอาทิตย์ได้ประทานสิ่งดีทั้งหมด เพื่อสุขภาพของเราทั้งหมดทั้งสิ้น”.

 

ที่มา :  ไทยรัฐ  10 พฤษภาคม 2556

.

Related Article :

.

Edinburgh University researchers found skin exposed to UV rays released a compound that lowers blood pressure

Edinburgh University researchers found skin exposed to UV rays released a compound that lowers blood pressure

Sun’s blood pressure benefits ‘may outdo cancer risks’

7 May 2013

The health benefits of exposing skin to sunlight may far outweigh the risk of developing skin cancer, according to scientists.

Edinburgh University research suggests sunlight helps reduce blood pressure, cutting heart attack and stroke risks and even prolonging life.

UV rays were found to release a compound that lowers blood pressure.

Researchers said more studies would be carried out to determine if it is time to reconsider advice on skin exposure.

Heart disease and stroke linked to high blood pressure are estimated to lead to about 80 times more deaths than those from skin cancer in the UK

Dietary vitamin D supplements alone will not be able to compensate for lack of sunlight

Dr Richard WellerEdinburgh University

Production of the pressure-reducing compound, nitric oxide, is separate from the body’s manufacture of vitamin D, which rises after exposure to sunshine.

Researchers said that until now vitamin D production had been considered the sole benefit of the sun to human health.

During the research, dermatologists studied the blood pressure of 24 volunteers under UV and heat lamps.

In one session, the volunteers were exposed to both UV rays and the heat of the lamps.

In the other, the UV rays were blocked so that only the heat affected the skin.

The results showed that blood pressure dropped significantly for an hour after exposure to UV rays, but not after the heat-only sessions.

Scientists said that this suggested it was the sun’s UV rays that brought health benefits.

The volunteers’ vitamin D levels remained unaffected in both sessions.

‘Reconsider our advice’

Dr Richard Weller, a senior lecturer in dermatology at Edinburgh University, said: “We suspect that the benefits to heart health of sunlight will outweigh the risk of skin cancer.

“The work we have done provides a mechanism that might account for this, and also explains why dietary vitamin D supplements alone will not be able to compensate for lack of sunlight.

“We now plan to look at the relative risks of heart disease and skin cancer in people who have received different amounts of sun exposure.

“If this confirms that sunlight reduces the death rate from all causes, we will need to reconsider our advice on sun exposure.”

The study will be presented on Friday in Edinburgh at the world’s largest gathering of skin experts. The International Investigative Dermatology conference starts on Wednesday and runs until Saturday.

SOURCE : www.bbc.co.uk

จับคนไข้ให้้นอนตากแดดกลางแจ้ง รักษาวัณโรคกลับหายอย่างรวดเร็ว

หมอเมืองน้ำชากำลังเกิดความหวังว่า จะสามารถเอาแดดมาใช้รักษาโรควัณโรคได้ ซึ่งแต่ละปีโรคติดต่อเก่าแก่นี้ยังคงคร่าชีวิตผู้คนไปเกือบจะ 1.5 ล้านคน ซ้ำยังเกรงกันอยู่ว่ามันจะดื้อยาจนไม่มียาจะรักษาได้

วารสารสมาคมวิทยาศาสตร์แห่งชาติของสหรัฐฯ เปิดเผยว่า ได้มีการทดลองพบมาแล้วว่า หากรักษาโหมคนไข้ทั้งวิตามินดีและยาปฏิชีวนะจะทำให้หายเร็วขึ้น

การรักษาคนไข้วัณโรคด้วยวิตามินดี เคยใช้มาก่อนตั้งแต่ยังไม่ค้นพบยาปฏิชีวนะ โดยจะไล่คนไข้ให้ไปตากแดด ซึ่งจะทำให้ร่างกายสร้างวิตามินดีได้มากขึ้น มาเลิกไปเมื่อมีการพบยาปฏิชีวนะนี่เอง

ในการทดลองตามโรงพยาบาลแห่งต่างๆ ในกรุงลอนดอน รักษาด้วยวิตามินดีและยาปฏิชีวนะ ปรากฏว่า ทำให้คนไข้หายเร็วขึ้นเกือบ 2 อาทิตย์ ดร.เอเดรียน มาร์ติโน มหาวิทยาลัยควีน แมรี่ กล่าวว่า “ไม่ได้ใช้แทนยาปฏิชีวนะ แต่มันนับว่าเป็นอาวุธพิเศษ” และยังเผยว่า “อาจใช้รักษาโรคปอดบวมและโลหิตเป็นพิษได้อีกด้วย”.

 

ที่มา: ไทยรัฐ 7 กันยายน 2555

.

Related Articles:

.

Catching the rays: Vitamin D appears to dampen inflammatory responses

How basking in the sunshine could help treat patients with TB

  • Vitamin D appears to dampen inflammatory responses without affecting effect of antibiotics
  • Drug-resistant cases of Tuberculosis are on the rise in the UK

By DAILY MAIL REPORTER

PUBLISHED: 08:27 GMT, 4 September 2012

Vitamin D can speed up recovery in tuberculosis (TB) patients, say researchers.

It suggests that the 19th century practice of sending patients to retreats to soak up the sun’s rays could have done some good.

The latest study found patients recovered more quickly from the infection lung disease if they combined antibiotics with exposure to sunlight.

The findings, from Queen Mary University, suggest high doses of the vitamin dampen down the body’s inflammatory response to infection, reducing damage to the lungs.

Study leader Adrian Martineau, said: ‘Sometimes these inflammatory responses can cause tissue damage leading to … cavities in the lung.

‘If we can help these cavities to heal more quickly, then patients should be infectious for a shorter period of time, and they may also suffer less lung damage.’

The researchers also said they think vitamin D’s ability to dampen inflammatory responses without interfering with the action of antibiotics suggests supplements might be useful for patients taking antibiotics for diseases like pneumonia, sepsis and other lung infections.

TB, which people in wealthier parts of the world often mistakenly believe to be a thing of the past, is proving a tough disease to beat. In 2010, it infected 8.8 million people worldwide and killed 1.4 million.

Drug-resistant cases of Tuberculosis are on the rise in the UK, according to figures released in July. In 2010, there were 342 cases which could not be dealt with by traditional antibiotics, while in 2011, this figure rose to 431.

The infection destroys lung tissue, causing patients to cough up the bacteria which then spreads through the air and can be inhaled by others.

In recent years, rates of drug-resistant TB have been spreading fast across the world, causing alarm among public health officials and prompting calls for more research into new and more effective treatments.

The researchers, whose study was published by the Proceedings of the National Academy of Sciences on Monday, split 95 TB patients who were on standard antibiotic treatment into two groups. For the first eight weeks of their treatment, 44 of them were also given high dose vitamin D, while the remaining 51 got placebos.

Anna Coussens from Britain’s National Institute for Medical Research measured signs of inflammation in blood samples to see what effect the vitamin D had on immune responses.

‘We found that a large number of these inflammatory markers fell further and faster in patients receiving vitamin D,’ she said.

Human lung section with tuberculosis: The infection destroys lung tissue causing patients to cough up bacteria, spreading it

The researchers also found that Mycobacterium tuberculosis, the bacteria that cause TB, cleared from the phlegm coughed up from deep in the lungs faster in patients on vitamin D, taking an average of 23 days to become undetectable under the microscope compared to 36 days in those on placebo.

Martineau said it was too early to recommend all TB patients take high-dose vitamin D alongside antibiotics, as more research with a larger group of patients was needed first.

 

SOURCE:  dailymail.co.uk

อาหารเสริิมแคลเซียมกับวิตามินดี เป็นยาอายุวัฒนะของผู้สูงอายุ

นักวิทยาศาสตร์เมืองโคนมบอกแนะนำผู้สูงอายุว่า ให้กินอาหารเสริมแคลเซียมร่วมกับวิตามินดีจะช่วยให้อายุยืน ที่สำคัญต้องกินด้วยกัน วิตามินเพียงอย่างเดียวช่วยอะไรไม่ได้ผู้ช่วยศาสตราจารย์ลาร์ส เรจมาร์ค มหาวิทยาลัยแพทย์ของเดนมาร์ก รายงานในวารสารการแพทย์ “วิทยาการต่อมไร้ท่อคลินิก” ว่า ได้พบหลักฐานความสัมพันธ์อย่างเป็นเหตุเป็นผลของแคลเซียมกับวิตามินดีว่า เป็นคุณต่อสุขภาพ ทั้งคู่ได้พิสูจน์ให้เห็นแล้วว่า ช่วยป้องกันโรคกระดูกพรุน อันเป็นสาเหตุให้ผู้สูงอายุกระดูกหัก ทำให้เสียชีวิตได้

คณะของเขาได้ศึกษา ด้วยการรวบรวมข้อมูล ผู้สูงอายุวัย 70 ปี ไม่น้อยกว่า 70,000 คน พบว่า การกินวิตามินดีอย่างเดียว ไม่ทำให้ยอดผู้เสียชีวิตลดต่ำลง ต้องกินร่วมกันกับแคลเซียม จะทำให้ลดลงได้ร้อยละ 9 การกินร่วมกัน เป็นที่รู้กันว่า ช่วยให้ผู้สูงอายุกระดูกหักน้อยลง

พวกเขายังสังเกตว่า ของบำรุงทั้งสอง ไม่แต่เพียงช่วยให้กระดูกหักน้อยลงเท่านั้น หากยังช่วยบำรุงอย่างอื่นอีกด้วย.

ที่มา: ไทยรัฐ 20 มิถุนายน 2555

.

Related Link:

.

Vitamin D Plus Calcium May Extend Life

But analysis doesn’t pinpoint the reasons why

By Steven Reinberg
HealthDay Reporter

FRIDAY, June 15 (HealthDay News) — Seniors who take calcium supplements along with vitamin D may lengthen their lives, a new analysis suggests.

However, only the combination of the two appears to be effective; vitamin D by itself had no benefit, the researchers noted.

“Our study provides evidence of a cause-effect relationship — that calcium and vitamin D causes beneficial effects to general health,” said study author Dr. Lars Rejnmark, an assistant professor at Aarhus University Hospital in Denmark. “Calcium with vitamin D has now been proven to reduce risk of osteoporotic fractures and death in the elderly.”

The report will be published in the August issue of the Journal of Clinical Endocrinology and Metabolism.

For the study, Rejnmark’s team collected data on more than 70,000 people who were around 70 years old and had taken part in one of eight trials that pitted vitamin D or vitamin D plus calcium against an inactive placebo by randomly assigning participants to one of the treatments.

The investigators found that, over three years, vitamin D alone did not reduce the risk of death (mortality), but when taken with calcium mortality was reduced 9 percent.

It is known that the combination of vitamin D and calcium can reduce bone fractures in older people.

However, Rejnmark’s group noted that the reduction in mortality seen in this analysis was not due to fewer fractures, but an effect of these supplements that went beyond bone health.

Recently there has been data tying calcium supplements to an increased risk of heart attack.

A study in the May edition of Heart found that calcium supplementation increased the risk of heart attack by 86 percent. But the risk was not increased with calcium from foods.

On Tuesday, the U.S. Preventive Services Task Force proposed that postmenopausal women not take low-dose calcium and vitamin D supplements daily to ward off bone fractures, because the effect is negligible.

Dr. Michael Holick, a professor of medicine, physiology and biophysics at Boston University School of Medicine, said that “other studies have shown that if you have adequate vitamin D, [it] can reduce the risk of mortality by about 7 percent.”

Although the exact mechanism of why these supplements prolong life isn’t known, Holick believes that both improve cell function and cardiovascular health, he said.

Holick also believes the task force misunderstood the data on the benefit of vitamin D and calcium. He said the amount of these supplements taken in the studies they looked at were too low to have any beneficial effect.

Knowing what to do about supplements can be confusing, Holick said. He recommends adults take 1,500 to 2,000 international units of vitamin D daily with 1,000 to 1,200 milligrams of calcium from both diet and supplements in combination.

“By doing so, you will preserve your bone health, you will improve muscle strength and you may have additional health benefits including [lowering the] risk of cardiovascular disease, certain cancers, type 2 diabetes and infectious diseases,” Holick said. “There is no downside to increasing your vitamin D intake.”

More information

For more information on calcium and vitamin D, visit the U.S. National Institutes of Health.

SOURCES: Lars Rejnmark, M.D., Ph.D., assistant professor, Aarhus University Hospital, Denmark; Michael F. Holick, M.D., Ph.D., professor, medicine, physiology and biophysics, Boston University School of Medicine; August 2012, Journal of Clinical Endocrinology and Metabolism

Last Updated: June 15, 2012

Data from: healthday

อาบแดดรับวิตามินดี

image : sun-protection-and-you.comแม้ประเทศไทยจะขึ้นชื่อว่าเป็นเมืองร้อน มากไปด้วยแสงแดดเจิดจ้า แต่คนไทยก็ยังเสี่ยงที่จะขาดวิตามินดีกันมากขึ้น

คนไทยเสี่ยงที่จะเกิดภาวะขาดวิตามินดีกันมากขึ้น โดยเฉพาะหนุ่มสาววัยทำงานที่ตื่นเช้าเดินทางไปทำงานตั้งแต่พระอาทิตย์ยังไม่ขึ้น และกลับบ้านเมื่อพระอาทิตย์ตกดินไปแล้ว จึงมีโอกาสสัมผัสกับแสงแดดน้อยมากในแต่ละวัน

“จากการสำรวจประชากรไทย น่าตกใจที่กลุ่มเสี่ยงที่จะเกิดภาวะขาดวิตามินดีได้มากสุดคือ วัยหนุ่มสาวที่ทำงานในตึกและผู้สูงอายุวัยปลดเกษียณที่อยู่แต่ในบ้าน เพราะนอกจากสัมผัสกับแสงแดดน้อยแล้ว ก่อนออกจากบ้านยังนิยมทาโลชั่นที่มีส่วนผสมของสารป้องกันแดด SPF 8 ขึ้นไป ก็มีผลทำให้ร่างกายไม่สังเคราะห์วิตามินดี” ศ.นพ.บุญส่ง องค์พิพัฒนกุล หน่วยต่อมไร้ท่อและเมตะบอลิสึม ภาควิชาอายุรศาสตร์ คณะแพทยศาสตร์ โรงพยาบาลรามาธิบดี กล่าว

หลายคนคงสงสัยอีกว่า แล้วอยู่ใต้แสงไฟในที่ทำงานทั้งวัน ร่างกายสังเคราะห์วิตามินดีได้หรือไม่ คุณหมอ อธิบายว่า ร่างกายคนเราจะรับวิตามินดีได้ 3 วิธี ได้แก่ การออกแดดโดยให้แขนและใบหน้าสัมผัสกับแสงแดด โดยไม่ทาโลชั่นกันแดดช่วงเวลา 10.00-14.00 น.ซึ่งมีรังสียูวีบีอย่างน้อย 15 นาทีต่อวัน

แต่ในอีกด้านหนึ่งการสัมผัสแสงแดดมากเกินไป ก็มีผลเสียคือทำให้เป็นมะเร็งผิวหนังเพิ่มขึ้น และทำให้ผิวหนังแห้งและเหี่ยวย่นหรือแก่เร็วขึ้น ปัจจุบันนี้ยังไม่มีมาตรฐานว่าควรอาบแดดนานเท่าใดจึงจะพอดีได้ประโยชน์จากการได้รับวิตามินดี โดยไม่เสี่ยงต่อการเป็นมะเร็ง

คนที่ทำงานอยู่แต่ในอาคารซึ่งมีแต่แสงจากหลอดไฟ ร่างกายไม่สามารถสังเคราะห์วิตามินดี เพราะแสงจากหลอดไฟไม่มีรังสียูวีบีเหมือนอย่างที่แสงแดดมี อีกทั้งรังสียูวีบีก็ไม่สามารถผ่านกระจก จึงทำให้คนที่ออกจากบ้านแต่เช้ามืดกลับบ้านจนดึก รวมถึงผู้สูงอายุที่อยู่แต่ในบ้านมีความเสี่ยงที่จะขาดวิตามินดีมากกว่าเพื่อน

ทั้งนี้ ร่างกายคนเราสามารถสังเคราะห์วิตามินดีได้เองจากแสงแดด รังสีชนิดยูวีบีจากแสงแดดจะทำให้มีการสังเคราะห์วิตามินดีที่ผิวหนัง หลังจากนั้นจะถูกเปลี่ยนโครงสร้างที่ตับและไต และพัฒนาเป็นฮอร์โมนที่สมบูรณ์สำหรับร่างกายนำไปใช้ประโยชน์

การบริโภคอาหารที่มีวิตามินดี เป็นอีกช่องทางหนึ่งที่ร่างกายจะได้รับวิตามินดีได้นอกจากแสงแดด เช่น การบริโภคเห็ดหอมแห้ง ซึ่งจากการวิจัยพบว่ามีวิตามินดีสูงกว่าเห็ดหอมสดกว่า 10 เท่า ปลาแซลมอนธรรมชาติเพราะมีปริมาณวิตามินดีมากกว่าปลาแซลมอนแบบเลี้ยง 6-10 เท่า วิธีการสุดท้ายคือ การพึ่งพาเม็ดวิตามินดีเสริมซึ่งต้องอยู่ในความดูแลของแพทย์

ภาวะขาดวิตามินดีที่เกิดขึ้น อาการไม่แสดงออกมารุนแรง แต่ระยะยาวมีผลทำให้มวลกระดูกลดลง กระดูกเปราะบาง และหักง่าย ซึ่งในคนที่ร่างกายขาดวิตามินดีมานาน จะทำให้กล้ามเนื้ออ่อนแรง ปวดเมื่อยกล้ามเนื้อ มีอาการยืนและเดินลำบากในกรณีถ้าเกิดกับเด็กเล็ก และเกิดการหกล้มได้ง่ายหากเป็นในผู้ใหญ่

สาเหตุที่วิตามินดีมีผลต่อมวลกระดูก เพราะวิตามินดีมีส่วนเพิ่มการดูดซึมของแคลเซียม และฟอสฟอรัสที่ลำไส้เล็ก รวมถึงลดการขับแคลเซียมและฟอสฟอรัสออกมาทางปัสสาวะ เป็นผลให้ร่างกายมีปริมาณแคลเซียมและฟอสฟอรัสเพียงพอในการเสริมสร้างมวลกระดูก ทำให้กระดูกมีความแข็งแรงนั่นเอง

“ในสิ้นปีนี้ คนไทยจะมีข้อมูลที่ใช้อ้างอิงเป็นของตัวเอง เรื่องช่วงเวลาที่เหมาะสมสำหรับการรับแสงแดดเพื่อให้ร่างกายสังเคราะห์วิตามินดี รวมถึงจะมีองค์ความรู้ด้านวิตามินดีเสริมที่เหมาะสมกับคนไทยเพิ่มขึ้น เช่น การบริโภคปลาจากแหล่งน้ำของไทยมีวิตามินดีมากแค่ไหน กินแทนปลาแซลมอนได้หรือไม่” คุณหมอกล่าวและว่า ขณะนี้ทีมแพทย์จากสถานพยาบาลหลายแห่ง กำลังช่วยกันเก็บข้อมูลโดยมีคนไทยเป็นฐานข้อมูลหลัก เพื่อความก้าวหน้าทางการแพทย์และรองรับปัญหาด้านสุขภาพที่จะเกิดขึ้นในอนาคต

ที่มา : กรุงเทพธุรกิจ 17 พฤษภาคม 2555