สมุนไพร vs ลิ่มเลือดอุดตัน โดย โรงพยาบาลเจ้าพระยาอภัยภูเบศร

Credit : wikipedia.org

Credit : wikipedia.org

ยาละลายลิ่มเลือด คือ ยาที่มีชื่อว่า วาร์ฟาริน (Warfarin) หรือที่เรียกอีกอย่างหนึ่งว่า ยาป้องกันการแข็งตัวของเลือด ซึ่งแพทย์มักสั่งใช้ในผู้ป่วยที่มีปัญหาลิ่มเลือดอุดตัน หัวใจเต้นผิดปกติ หรือผู้ที่ทำการผ่าตัดใส่ลิ้นหัวใจเทียมเพื่อป้องกันไม่ให้ลิ่มเลือดไหลไปอุดตันเส้นเลือดที่ไปเลี้ยงอวัยวะต่างๆ ของร่างกาย เช่น สมอง ถ้าขาดเลือดไปเลี้ยงก็อาจทำให้เป็นอัมพาต, หัวใจ หากมีลิ่มเลือดไปอุดตันก็อาจทำให้กล้ามเนื้อหัวใจตายได้

ส่วนยาแอสไพริน (Aspirin) นั้น ความจริงแล้วไม่ใช่ยาละลายลิ่มเลือดอย่างที่หลายๆ ท่านอาจเข้าใจหรือเรียกผิดไป แต่แอสไพรินเป็นยาป้องกันการเกาะกลุ่มของเกล็ดเลือด ซึ่งแพทย์มักสั่งใช้ในผู้ป่วยที่มีปัญหาโรคเรื้อรังอย่าง เบาหวาน ไขมัน ความดัน เพื่อป้องกันโรคหลอดเลือดและหัวใจ หรือในรายที่เป็นโรคหลอดเลือดและหัวใจแล้ว ก็สามารถรับประทานยานี้เพื่อป้องกันการกลับมาเป็นซ้ำของโรคได้

สำหรับผู้ป่วยที่รับประทานยาวาร์ฟาริน จะมีการติดตามการรักษาและมีการปฏิบัติตัวที่เคร่งครัดกว่าการรับประทานยาแอสไพริน เนื่องจากเป็นยาที่มีช่วงการรักษาแคบ หมายความว่า ถ้ารับประทานยาน้อยไปการรักษาก็จะได้ผลไม่ดี ทำให้ผู้ป่วยยังคงมีความเสี่ยงต่อการเกิดลิ่มเลือดที่เป็นอันตรายเหมือนกับไม่ได้รับประทานยา แต่ถ้ารับประทานยามากเกินไปก็จะเกิดปัญหาเลือดออกง่าย เนื่องจากเลือดไม่ยอมแข็งตัว โดยแพทย์จะนัดดูผลเลือด เรียกว่า ค่าไอเอ็นอาร์ (INR) ว่าผู้ป่วยได้รับยาในขนาดที่เหมาะสมตามค่าเลือดที่ต้องการหรือไม่

สิ่งสำคัญอีกอย่างหนึ่งของการรับประทานยาวาร์ฟาริน คือ การรับประทานยาวาร์ฟาริน ร่วมกับยาสมุนไพรและผลิตภัณฑ์เสริมอาหารหลายชนิด ที่มักเกิดการตีกัน ส่งผลต่อระดับยาวาร์ฟารินในเลือดไม่คงที่หรือผิดปกติไป โดยสมุนไพรและผลิตภัณฑ์เสริมอาหารที่ส่งผลต่อระดับยาวาร์ฟาริน และผู้ที่ใช้ยาควรระมัดระวัง มีดังนี้

สมุนไพรที่เพิ่มผลยาวาร์ฟารินและแอสไพริน ได้แก่ กระเทียม ขิง ขมิ้นชัน แปะก๊วย วิตามินอี น้ำมันปลา ตังกุย และโสม

สมุนไพรที่ลดผลของยาวาร์ฟาริน ได้แก่ ผักใบเขียว (ผักใบเขียวมีวิตามินเคสูง ซึ่งวิตามินเคช่วยทำให้เลือดแข็งตัว) ชาเขียว โคเอ็นไซม์คิวเทน และโสม

สำหรับโสมนั้น มีทั้งรายงานที่เพิ่มฤทธิ์ยาวาร์ฟารินและลดฤทธิ์ยาวาร์ฟาริน

แต่อย่างไรก็ตาม สมุนไพรและผลิตภัณฑ์เสริมอาหารที่กล่าวถึงนั้น ให้ระมัดระวังในท่านที่รับประทานในรูปแบบสารสกัด หรือผลิตภัณฑ์เสริมอาหาร ส่วนการรับประทานในรูปแบบผักหรือที่ไม่ใช่สารสกัดก็สามารถรับประทานได้ สำหรับท่านที่มีความต้องการรับประทานในรูปแบบสารสกัดหรือผลิตภัณฑ์เสริมอาหาร ควรปรึกษาแพทย์หรือเภสัชกรก่อนใช้ เพื่อติดตามค่าเลือดว่ายังอยู่ในช่วงการรักษาที่เหมาะสมหรือไม่

การรับประทานสมุนไพรและผลิตภัณฑ์เสริมอาหาร ในผู้ป่วยที่รับประทานยาแอสไพริน ไม่ได้มีข้อควรระวังเท่ากับผู้ป่วยที่รับประทานยาวาร์ฟาริน ยกเว้นในรายที่เสี่ยงจะเกิดเลือดออกง่าย เช่น มีแผลในกระเพาะอาหาร ผู้ป่วยสูงอายุ อาจมีการติดตาม หรือสังเกตว่ามีอาการอะไรผิดปกติหรือไม่ เช่น ถ่ายดำ ปัสสาวะมีสีคล้ำ ไอหรืออาเจียนเป็นเลือด เกิดจ้ำเลือดใต้ผิวหนังเป็นสีม่วงๆ ช้ำ โดยที่ไม่ได้ไปกระแทกหรือโดนอะไรมา หากมีอาการดังกล่าวนี้ ผู้ป่วยที่รับประทานยาวาร์ฟาริน หรือแอสไพรินอยู่ควรรีบไปพบแพทย์ หรือคนที่จะทำการผ่าตัด หรือถอนฟัน ควรมีการหยุดยายาวาร์ฟาริน หรือแอสไพรินก่อนตามคำแนะนำของแพทย์

สอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่
โรงพยาบาลเจ้าพระยาอภัยภูเบศร
โทร 037-211-289

ที่มา : กรุงเทพธุรกิจ 26 เมษายน 2557

Advertisements

‘ข้าวกล้อง’ พระเอกตัวจริง

ไขข้อสงสัย ข้าวกล้อง มีสารอาหารที่เป็นประโยชน์มากกว่า ข้าวขาว อย่างไร? กับคอลัมนิสต์น้องใหม่ในแวดวงสุขภาพ @princessfangy กูรูด้านวิทยาศาสตร์อาหาร ประเดิมเรื่องแรกในคอลัมน์ ‘กินดี’ กับเรื่องข้าว ๆ

‘ข้าว’ อาหารจานหลักที่คนไทยส่วนใหญ่ขาดไม่ได้ทุกมื้อ จัดเป็นแหล่งพลังงานหลักให้กับร่างกายของเรา

แล้วทราบไหมคะว่า ข้าว จัดเป็นอาหารที่เรารับประทานกันในปริมาณมากที่สุดในชีวิตเมื่อเทียบกับอาหารชนิดอื่น กล่าวคือถ้าคำนวณด้วยหลักว่า พวกเราทานข้าวมื้อละ 100 กรัม หรือคิดเป็นปริมาณแค่ราวๆ 1 ทัพพีเองนะคะ เดือนๆ นึงข้าวที่เราทานกันจะมีน้ำหนักเกือบ 10 กิโลกรัมต่อคนเลยทีเดียวเชียวค่ะ

ในเมื่อเราทานกันในปริมาณที่เยอะขนาดนี้ ถ้าจะเรียกว่าข้าวนั้นเป็นพระเอกในมื้ออาหารไทยก็คงไม่ผิดนัก ฉะนั้น เราน่าจะลองหันมาใส่ใจกับพระเอกแห่งมื้ออาหารของเราดูว่า ข้าวแบบไหนถึงจะเรียกว่าเป็นพระเอกตัวจริงกันสักนิดดีไหมคะ

ข้าว ที่เรารับประทานกันส่วนใหญ่เป็นข้าวที่ผ่านการขัดสี จนได้เป็นข้าวขาว เมล็ดเรียวๆ สวยๆ  ทราบไหมคะว่า กว่าจะได้ข้าวขาว ๆ สวย ๆ แบบนี้นั้น ต้องผ่านการขัดสีหลาย ๆ ครั้ง จนเยื่อหุ้มของเมล็ดข้าวที่เรียกอีกชื่อว่า ‘รำ’ และจมูกข้าวหลุดออกไปจนเหลือแต่เนื้อในของข้าว ทั้งที่ความจริงแล้ว รำข้าวและจมูกข้าวที่หลุดออกไปนั้นมีคุณค่าทางอาหารที่มีประโยชน์ต่อร่างกายมาก แต่เรากลับเอาส่วนที่มีประโยชน์ที่สุดในเมล็ดข้าวหรือรำนั้น ไปให้พี่หมูน้องหมูทานแทนเรากัน ดูสิคะ!!

ปัจจุบันมีผู้ที่ใส่ใจสุขภาพหันมาทานข้าวแบบไม่ขัดสีหรือที่เรียกกันว่า ‘ข้าวกล้อง’ กันอย่างแพร่หลายมากขึ้น สมัยที่เรายังเด็ก อาจเคยได้ยินคนโบราณเขาเรียกข้าวประเภทนี้ว่า ‘ข้าวซ้อมมือ’ ซึ่งนี่แหละค่ะคือพระเอกตัวจริงของเรา

ความจริง ไม่ว่าจะเรียกข้าวกล้องหรือข้าวซ้อมมือ ก็คือข้าวที่มีประโยชน์ชนิดเดียวกันนั่นเองค่ะ แต่ที่คนโบราณเรียกว่าข้าวซ้อมมือนั้น ก็เพราะสมัยก่อนชาวบ้านจะใช้วิธีการตำข้าวด้วยมือ เพื่อเอาเปลือกออกไป ซึ่งปัจจุบันใช้การสีเอาเปลือกออกด้วยเครื่องสีข้าวแทน

สงสัยไหมคะว่า ข้าวกล้องมีสารอาหารที่มีประโยชน์ ที่ทำให้เป็นพระเอกตัวจริงมากกว่าข้าวขาวอย่างไร? มาดูกันค่ะ

อันดับแรกเลย คาร์โบไฮเดรตหรือพลังงานในข้าวอาจจะไม่ต่างกัน แต่สิ่งที่ช่วยให้พระเอกอย่างข้าวกล้องดูจะเหนือกว่าพระรองอย่างข้าวขาวนั้น คือวิตามินในกลุ่มบี ไม่ว่าจะเป็น วิตามินบี 1 ที่ข้าวกล้องมีมากกว่าข้าวขาวถึง 4 เท่า วิตามินบี 2 มี มากกว่าข้าวขาวประมาณ 2 เท่า อีกทั้งวิตามินบี 3 (ไนอาซีน) หรือวิตามินบี 5 (กรดแพนโทเทนิก) บี 6 ที่มีมากกว่าข้าวขาวตั้ง 5 เท่าเลยนะคะ

วิตามินบีต่างๆที่กล่าวมานี้ช่วยในการทำงานของระบบประสาทและสมอง ทำให้ความจำดี อารมณ์ดี ช่วยในการทำงานของกล้ามเนื้อ ช่วยเสริมความฟิตของกล้ามเนื้อหัวใจ ช่วยรักษาโรคเหน็บชา เพิ่มความแข็งแรงของเยื่ออ่อนในร่างกาย เช่นเยื่อตา เยื่อบุในปาก และยังช่วยเผาผลาญคาร์โบไฮเดรตอีกด้วย

นอกจากนั้นยังมีวิตามินอี ซึ่งเป็นสารต้านอนุมูลอิสระสำคัญที่ร่างกายไม่สามารถสร้างขึ้นมาเองได้ ทั้งยังช่วยในเรื่องการขยายหลอดเลือดฝอย ทำให้การไหลเวียนเลือดดีขึ้น ลดการอุดตันของเส้นเลือด แถมยังช่วยลดคอเลสเตอรอล ช่วยในการผลัดผิวหนังขึ้นมาใหม่ ช่วยเพิ่มการทำงานของอินซูลิน ทำให้ระบบประสาทดีขึ้น และยังเชื่อว่าทำลายฤทธิ์ของสารก่อมะเร็งได้ด้วย

ถัดมาข้าวกล้องยังมีกากอาหาร (Fiber) ซึ่งช่วยระบบขับถ่าย ไม่ทำให้ท้องผูก และยังช่วยป้องกันมะเร็งลำไส้ได้อีกด้วย นอกจากนี้พระเอกตัวจริงของเรายังมีโปรตีน วิตามินและแร่ธาตุอื่นๆ มากกว่าข้าวขาว ที่ช่วยในการส่งเสริมการทำงานของส่วนต่างๆในร่างกายให้ทำงานอย่างมีประสิทธิภาพและเสริมสร้างส่วนที่สึกหรอ

ส่วนใครที่รู้สึกว่าข้าวกล้องมีสีสันไม่น่าทานแถมยังแข็งไม่นุ่มลิ้น แนะนำให้ผสมข้าวขาวเล็กน้อยก่อนในระยะแรก ๆ อาจตามด้วยแครอท ข้าวโพด เห็ดหอม และเมล็ดแตงโม เพื่อเพิ่มคุณค่าสารอาหารชนิดอื่น ๆ และเพิ่มสีสัน ความอร่อยให้กับข้าวกล้องได้อีกนะคะ

ถึงตอนนี้ก็พอจะรู้จักพระเอกตัวจริงหรือข้าวกล้องกันแล้ว รู้ขนาดนี้แล้วอย่าลืมหาข้าวกล้องมาฝึกทานให้เป็นประจำทดแทนข้าวขาวที่เคยทานอยู่

ฝรั่งเขาบอกว่า You are what you eat ทานอะไรก็เป็นแบบนั้น ดังนั้นใส่ใจสักนิดเลือกพระเอกตัวจริงไว้ในทุกมื้ออาหาร จะได้ทานอะไรที่เป็นประโยชน์ต่อร่างกายกันดีกว่าค่ะ.

“PrincessFangy”
twitter.com/PrincessFangy

 

ที่มา: เดลินิวส์ 7 กันยายน 2555