คาถากันเสียสาว โดย พญ.ชัญวลี ศรีสุโข

matichon130208_001การตั้งครรภ์ในวัยรุ่นเป็นปัญหาสาธารณสุขที่สำคัญของทุกประเทศทั่วโลก นอกจากเหตุผลทางการแพทย์ ว่าอาจเกิดภาวะแทรกซ้อนช่วงตั้งครรภ์ ช่วงคลอด และหลังคลอดสูงกว่าคนทั่วไป (แท้ง ทารกพิการ น้ำหนักน้อย ขาดอาหาร ตายในครรภ์ คลอดยาก ตกเลือดหลังคลอด ฯลฯ), เหตุผลทางด้านสังคม เศรษฐกิจ จิตวิทยา (มารดาต้องหยุดเรียน รายจ่ายสูง รายรับน้อย ครอบครัวยากจนยิ่งขึ้น มารดาเครียด ซึมเศร้า วิตกกังวล ตั้งครรภ์ไม่พึงประสงค์ ทำแท้งเถื่อน ทารกถูกทอดทิ้ง ทารกไม่ได้รับการดูแลเอาใจใส่ ทารกเติบโตมาเป็นปัญหาสังคม ฯลฯ) ยังมีเหตุผลของปัจเจกบุคคล ส่งให้ท้องในวัยรุ่นสร้างบาดแผลอันเจ็บปวดแห่งความทรงจำไม่รู้ลืม ทั้งตัววัยรุ่นและผู้ปกครองเอง (14 วิธีป้องกันท้องในวัยโจ๋ พญ.ชัญวลี ศรีสุโข มติชนรายวัน 6 ก.พ.2550) แม้มีการรณรงค์ป้องกันการตั้งครรภ์ในวัยรุ่นไทยอย่างกว้างขวาง ปัญหานี้ก็ลดลงเพียงเล็กน้อย ปัจจุบันวัยรุ่นเสียสาวเร็วขึ้น โดยมีอายุเฉลี่ยเพียง 15-16 ปี จากสถิติสาธารณสุขในปี พ.ศ.2554 เด็กวัยรุ่นอายุต่ำกว่า 20 ปี คลอดเฉลี่ยวันละ 370 คน และที่เป็นเด็กหญิงอายุต่ำกว่า 15 ปี คลอดเฉลี่ยวันละ 10 คน ส่งผลให้ปัจจุบันวัยรุ่นไทยคลอดลูกสูงเป็นอันดับสองของเอเชีย

เรื่องมีเพศสัมพันธ์นั้นเป็นเรื่องเลือกได้ เชื่อแน่ว่า หากวัยรุ่นเลือกไม่มีเพศสัมพันธ์ก็ย่อมไม่มีการตั้งครรภ์ ผู้เขียนขอเสนอคาถาป้องกันการเสียสาว ดังนี้

1. A = Abstinence เว้นการมีเพศสัมพันธ์ วัยรุ่นต้องตั้งมั่นอย่างเด็ดเดี่ยวว่าจะไม่มีเพศสัมพันธ์จนกว่าถึงวัยที่จะดูแลตนเองและครอบครัวที่จะเกิดขึ้นมาใหม่ได้โดยมีพ่อแม่ผู้ปกครองให้การสนับสนุน เมื่อตัดสินใจแล้ว ต้องเคารพการตัดสินใจตนเอง เชื่อมั่นว่าเป็นของขวัญที่ดีที่สุดที่จะมอบให้ตนเอง คู่ครองในอนาคต พ่อแม่และผู้ปกครอง

2. B = Birth control การคุมกำเนิด แม้ตั้งมั่นและไม่มีเพศสัมพันธ์วัยรุ่นต้องเรียนรู้วิธีคุมกำเนิดจนเข้าใจ วัยรุ่นควรทราบว่า การคุมกำเนิดมีอะไรบ้าง แต่ละอย่างมีข้อดีข้อเสียอย่างไร มีประสิทธิภาพในการคุมกำเนิดเท่าไหร่ เพื่อไว้ป้องกันกรณีเกิดเหตุการณ์ฉุกเฉินขึ้น

3. C = Control factors ควบคุมปัจจัยต่าง ๆ พ่อแม่ผู้ปกครองและวัยรุ่นต้องควบคุมปัจจัยต่างๆ ที่จะทำให้เสียสาว เช่น ไม่อนุญาตให้วัยรุ่นไปไหนด้วยกันหรืออยู่ด้วยกันสองต่อสอง, ไม่อนุญาตให้วัยรุ่นไปค้างคืนบ้านเพื่อน, ไม่ให้วัยรุ่นดื่มเหล้าจนเมามายหรือใช้ยาเสพติดเพราะการดื่มเหล้าและการใช้ยาเสพติดนั้นมักเป็นเหตุให้เสียสาว นอกจากนั้นควรสร้างปัจจัยสนับสนุนการไม่เสียสาว เช่น สอนให้รู้จักการตอบปฏิเสธ ระวังตัวไม่ให้บรรยากาศพาไป

4. D = Discourage early dating ไม่สนับสนุนให้มีการออกเดตเมื่อยังอายุน้อย งานวิจัยพบว่า การออกเดตตั้งแต่เป็นวัยรุ่นตอนต้น (12-15 ปี) และวัยรุ่นตอนกลาง (16-17 ปี) มีโอกาสเสียสาวสูง เพราะการเติบโตทางอารมณ์และจิตใจยังไม่เพียงพอที่จะยับยั้งชั่งใจ หรือป้องกันการเสียสาวให้ตนเองได้

5. E = Education teens ให้เพศศึกษาแก่วัยรุ่น ที่เหมาะสมควรให้ความรู้ตั้งแต่เป็นวัยรุ่นตอนต้น ผู้ให้ความรู้อาจจะเป็นพ่อแม่ผู้ปกครอง ครูบาอาจารย์ บุคลากรทางสาธารณสุข หน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ซึ่งต้องมีทัศนคติที่ดีในเรื่องเพศ มีวิธีสอนให้รู้จักป้องกันตนเองเรื่องเพศอย่างเข้าใจได้ง่าย ในบรรยากาศที่เป็นมิตร ทั้งเปิดโอกาสให้ผู้เรียนรู้ได้ซักถาม

6. F = Friendships การคบเพื่อนฝูง พ่อแม่ผู้ปกครองและวัยรุ่นต้องไม่ปล่อยให้เพื่อนฝูงที่เสียสาวไปแล้วกดดันให้วัยรุ่นเสียสาวตาม ในทางตรงกันข้าม ควรมีกลุ่มเพื่อนที่มีความตั้งใจไม่เสียสาวก่อนเวลาอันสมควร สนับสนุนกัน ช่วยดูแลกัน

7. G = Good parent เป็นพ่อแม่ผู้ปกครองที่ดี นอกจากมีสัมพันธภาพที่ดีกับลูก พ่อแม่ต้องมีเวลาให้ลูก สื่อสารกับลูกเป็นประจำ สังเกตการเปลี่ยนแปลงของลูก ดูแลเพื่อนฝูงของลูก สอนให้ลูกรู้จักวิธีตอบปฏิเสธเมื่อมีผู้ชักชวนให้มีเพศสัมพันธ์

8. H = Hobbies งานอดิเรก รัฐบาล หน่วยงานที่เกี่ยวข้องควรสนับสนุนให้วัยรุ่นมีงานอดิเรกที่ชอบ สนับสนุนฝันให้ไกลแล้วไปให้ถึง การดิ้นรนต่อสู้เพื่อไปสู่อนาคตที่ใฝ่ฝัน ทำให้วัยรุ่นหมกมุ่นเรื่องเพศน้อยลง โอกาสเสียสาวน้อยลง

9. I = Intensive supervision and monitoring ติดตามดูแลอย่างใกล้ชิด รัฐมีนโยบายต่อเนื่องจริงจังและจริงใจในการป้องกันวัยรุ่นเสียสาว

พ่อแม่ผู้ปกครองต้องรู้ทันเทคโนโลยีที่เปลี่ยนแปลงไป เฝ้าติดตามดูแลบุตรหลานอย่างใกล้ชิด, สังคมต้องเป็นมิตรกับวัยรุ่น, สื่อสนับสนุนสร้างบทเรียนให้วัยรุ่นไม่เสียสาวฯลฯ

…………..

พญ.ชัญวลี ศรีสุโข (chanwalee@srisukho.com)

ที่มา :  มติชน  8 กุมภาพันธ์ 2556

Advertisements

14 วิธีป้องกัน ท้องในวัยรุ่น โดย พญ.ชัญวลี ศรีสุโข

matichon130206_001การตั้งครรภ์ในวัยรุ่นหรือท้องในวัยทีน คือตั้งครรภ์เมื่ออายุ 19 ปี หรืออ่อนกว่านี้ พบร้อยละ 10-30 ของการตั้งครรภ์ทั้งหมด นับเป็นปัญหาสาธารณสุขที่สำคัญของทุกประเทศทั่วโลก

ใน 10 ปีมานี้ ท้องในวัยทีนในประเทศไทย มีแนวโน้มรุนแรงมากขึ้น จากร้อยละ 10 ในปี พ.ศ.2536 เป็นกว่าร้อยละ 20 ในปัจจุบัน นอกจากนั้นอายุของแม่วัยทีนนับวันยิ่งน้อยลง ต่ำสุดพบเพียง 12 ปี ขณะที่ในประเทศสหรัฐอเมริกา แนวโน้มท้องในวัยทีนมีจำนวนลดลงตามลำดับ

ปัจจัยที่มีอิทธิพลต่อท้องในวัยทีน ได้แก่ ฐานะยากจน เล่าเรียนน้อย ดื่มสุรา ติดยาเสพติด ปัญหาความสัมพันธ์ในครอบครัว ซึ่งเป็นปัจจัยที่แก้ไขได้ยาก ปัจจัยหนึ่งซึ่งน่าจะแก้ไขได้ เป็นปัจจัยที่ทำให้ท้องวัยทีนในประเทศเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว คือ ค่านิยมการมีเพศสัมพันธ์ของวัยรุ่น

ทำไมวัยทีนไม่ควรท้อง?

นอกจากเหตุผลทางการแพทย์ เช่น เกิดภาวะแทรกซ้อนช่วงตั้งครรภ์ คลอด หลังคลอดสูงกว่าคนทั่วไป (แท้ง ทารกพิการ น้ำหนักน้อย ขาดอาหาร ทารกตายในครรภ์ คลอดยาก ตกเลือดหลังคลอด ฯลฯ)

เหตุผลทางด้านสังคม เศรษฐกิจ จิตวิทยา (มารดาต้องหยุดเรียน รายจ่ายสูง รายรับน้อย ครอบครัวยากจนยิ่งขึ้น มารดาเครียด ซึมเศร้า วิตกกังวล ตั้งครรภ์ไม่พึงประสงค์ ทำแท้งเถื่อน ทารกถูกทอดทิ้ง ทารกไม่ได้รับการดูแลเอาใจใส่ ทารกเติบโตมาเป็นปัญหาของสังคม ฯลฯ)

ยังมีเหตุผลของปัจเจกบุคคล ส่งผลให้ท้องวัยทีนสร้างบาดแผลอันเจ็บปวดแห่งความทรงจำไม่รู้ลืม แก่ทั้งตัววัยทีนและผู้ปกครอง
ทำไมวัยทีนจึงท้อง? ในวัยรุ่นที่สมัครใจมีเพศสัมพันธ์ พบเหตุผลใหญ่ๆ 2 ประการ คือ

1.มีเพศสัมพันธ์โดยไม่คุมกำเนิด บ้างไม่รู้ว่ามีเพศสัมพันธ์แล้วท้อง บ้างเชื่อโดยไม่มีเหตุผลว่าตนเองไม่ท้อง บ้างคุมกำเนิดไม่เป็น บ้างไม่สนใจคุมกำเนิด บ้างไม่สามารถเข้าถึงการบริการคุมกำเนิด บ้างกลัวการคุมกำเนิด ฯลฯ

2.มีความเชื่อที่ผิดๆ ในการคุมกำเนิดทั้งในวัยรุ่นหญิงชาย เช่น ไม่สวมถุงยางอนามัยเพราะกลัวถูกว่าสำส่อน รับประทานยาคุมกำเนิด ฉีดยาคุมกำเนิด ทำให้เป็นฝ้า มดลูกแห้ง ฯลฯ

ทำไมวัยทีนส่วนหนึ่งจึงเลือกไม่มีเพศสัมพันธ์? การศึกษาในประเทศสหรัฐอเมริกา พบเหตุผลสำคัญ 4 ประการ คือ

1.เป็นความตั้งใจของวัยทีนแต่ละบุคคล บ้างเชื่อมั่นในคุณค่าของพรหมจรรย์ บ้างเชื่อฟังคำสั่งสอนพ่อแม่ผู้ปกครอง ครูบาอาจารย์ อีกส่วนหนึ่งเป็นความเชื่อทางศาสนา

2.กลัวการตั้งครรภ์

3.กลัวโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์

4.ฝ่ายชายไม่เร่งเร้า (วัยรุ่นหญิง 3 ใน 4 คนที่มีเพศสัมพันธ์ ให้เหตุผลว่าเพราะฝ่ายชายขอ)

ทำอย่างไรจึงป้องกันท้องในวัยทีน?…ผู้เขียนขอเสนอ 14 วิธีป้องกันท้องในวัยทีน ดังนี้

1.ประชาชนทุกคนต้องเห็นความสำคัญของการป้องกันท้องในวัยทีน โดยถือว่าเป็นหน้าที่ของพลเมืองดีที่จะช่วยกันอบรมสั่งสอน (เท่าที่จะเป็นไปได้) สอดส่องดูแลความประพฤติของวัยรุ่น ช่วยเป็นหูเป็นตาแจ้งผู้ปกครอง สถานศึกษา ตำรวจ ฯลฯ เมื่อพบความเสี่ยง

2.สังคมต้องมีส่วนรับผิดชอบ เช่น ลดการยั่วยุทางกามารมณ์ ไม่ปากว่าตาขยิบกับวัยรุ่น ไม่ว่าในสถานบันเทิง การขายสุรา การมั่วสุมในที่ต่างๆ ฯลฯ

3.ครอบครัวต้องถือว่าเป็นหน้าที่หลักที่จะดูแลลูกหลานวัยรุ่นของตนเองอย่างใกล้ชิด ความรักและความใกล้ชิดทำให้ตรวจพบสิ่งผิดปกติตั้งแต่เริ่มแรก

4.พ่อแม่ผู้ปกครองต้องเข้าใจจิตวิทยาของวัยรุ่น ต้องพัฒนาตนเองให้ทันยุคสมัยและสังคมที่เปลี่ยนแปลง ทั้งเรื่องข้อมูลข่าวสาร เทคโนโลยี การใช้ชีวิต ฯลฯ

5.หากมีลูกหลานเป็นชาย ควรสอนเขาตั้งแต่เด็ก ถึงความเป็นสุภาพบุรุษ ไม่ล่วงเกินเพศตรงข้าม หากยังไม่พร้อมและไม่สามารถรับผิดชอบเลี้ยงดู สร้างครอบครัวได้

6.สร้างค่านิยมไม่มีเพศสัมพันธ์ในวัยรุ่น คนเก่งต้องรู้จักเซย์โน สนับสนุนการสร้างปณิธานให้รักษาพรหมจรรย์จนถึงวัยอันควร โดยใช้ความสัมพันธ์อันดีในครอบครัว, หลักการทางศาสนา, จัดตั้งกลุ่มเพื่อนช่วยเพื่อน ฯลฯ

7.สถานศึกษา และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ต้องสนับสนุนองค์ความรู้ทางเพศศึกษา (รวมถึงการคุมกำเนิด) ที่ถูกต้อง ตั้งแต่ก่อนที่นักเรียนจะเข้าสู่วัยรุ่น

8.รัฐบาลต้องถือว่าการลดการตั้งครรภ์ในวัยรุ่นเป็นนโยบายสำคัญ มีงบประมาณ กลยุทธ์ สนับสนุนองค์กรที่เกี่ยวข้อง และมีการลงมือปฏิบัติอย่างเป็นรูปธรรม

9.สื่อต่างๆ ควรสนับสนุนบทเรียนและการเรียนรู้ทางเพศศึกษาที่ถูกต้อง โดยมีดารานักร้อง ฯลฯ เป็นตัวอย่างที่ดีให้แก่วัยรุ่น

10.นักเขียน นักแสดง ผู้จัดละคร ภาพยนตร์ ควรเสนอบทเรียนของการตั้งท้องวัยทีนให้แพร่หลาย ในหลากรูปแบบงานวรรณกรรม บันเทิงคดี ฯลฯ

11.สถานพยาบาลควรมีคลีนิคให้คำปรึกษาวัยรุ่น ที่สามารถติดต่อปรึกษาได้ทุกเมื่อ

12.แพทย์พยาบาลผู้ให้บริการต้องไม่มีอคติต่อวัยรุ่นที่มีเพศสัมพันธ์ก่อนวัยอันควร

13.มีหน่วยงานทั้งภาครัฐและเอกชน ที่ช่วยปรึกษาหาทางออกให้ เมื่อวัยรุ่นพลาดพลั้งตั้งครรภ์

14.ล้อมรั้วด้วยรัก อภัย เข้าใจ และเห็นใจ ทั้งจากคนในครอบครัว และคนรอบข้าง สิ่งเหล่านี้จะสร้างความมั่นใจและให้กำลังใจ ทำให้วัยรุ่นที่เสียตัวไปแล้วไม่ตั้งครรภ์ ที่ตั้งครรภ์ไปแล้วก็จะไม่ท้องในวัยทีนซ้ำอีกเป็นครั้งที่สอง

โดย พญ.ชัญวลี ศรีสุโข chanwaleesrisukho@hotmail.com

ที่มา :  มติชน  6 กุมภาพันธ์ 2556

คู่ชีวิตป่วน คุมกำเนิดไม่เป็น

ข้อมูลใหม่จากการสำรวจวันคุมกําเนิดโลก 2555 (World Contraception Day 2012) เผยผลสำรวจในหลายประเทศหัวข้อ ‘การคุมกําเนิด: มองอนาคต’ (Contraception: Looking to the Future) ซึ่งสนับสนุนโดยไบเออร์ เฮลธ์แคร์ (Bayer HealthCare) ผู้นำด้านการดูแลสุขภาพของผู้หญิง มีผู้ให้ข้อมูลกว่า 800 คนจาก 8 ประเทศในเอเชีย พบสิ่งสำคัญที่ระบุว่า คนหนุ่มสาวต้องคิดถึงอนาคตรวมถึงการคุมกําเนิดไว้ในแผนในอนาคตมากขึ้น

ขณะที่สถิติในประเทศไทย พบว่าอายุเฉลี่ยของผู้หญิงที่มีเพศสัมพันธ์ครั้งแรกคือ 22 ปี แต่อายุเฉลี่ยของผู้หญิงที่วางแผนมีบุตรคนแรกคือ 30 ปี เป็นช่วงที่ห่างกันเกือบ 10 ปี แถมผู้ให้ข้อมูลทั้งชายและหญิงมากกว่า 1 ใน 4 ไม่ต้องการมีบุตร หรือยังไม่แน่ใจว่าต้องการมีหรือไม่

นั่นแปลว่า เขาหรือเธอไม่เห็นความสำคัญ ไม่อยากคุมกำเนิด หรือ พวกเขาไม่รู้วิธีคุมกำเนิดที่ถูกต้อง…กันแน่

เรื่องบนเตียง ชายหญิงต้องรู้

ผลสำรวจจากผู้ให้ข้อมูลว่า 16% ไม่ใช้วิธีคุมกําเนิดตอนมีเพศสัมพันธ์ครั้งแรก และ 17% ยังใช้วิธีหลั่งภายนอก ซึ่งไม่มีข้อมูลใดยืนยันได้ว่าเป็นวิธีคุมกําเนิดที่น่าเชื่อถือ หากเทียบกับการคุมกําเนิดที่มีประสิทธิผลมากกว่า อย่างยาเม็ดคุมกำเนิด ซึ่งมีประสิทธิภาพ 99% หากใช้อย่างถูกต้อง

งานสำรวจประจำปีวันคุมกําเนิดโลก เมื่อวันที่ 26 กันยายนที่ผ่านมา ผู้ให้ข้อมูลเกี่ยวกับการวางแผนครอบครัวระยะยาว เผยว่าวิธีการคุมกำเนิดยอดนิยมเพื่อการวางแผนครอบครัวระยะยาว นั่นคือ ถุงยางอนามัยผู้ชาย แต่น่าแปลกใจว่า ผู้ให้ข้อมูลเกือบ 1 ใน 3 ไม่เห็นความจำเป็นของการคุมกำเนิดสำหรับวางแผนครอบครัว เพียงแต่ใช้วิธีการหลั่งภายนอกเท่านั้น

ศ.นพ.สุรศักดิ์ ฐานีพานิชสกุล คณบดีวิทยาลัยวิทยาศาสตร์สาธารณสุข จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย อธิบายว่า คนจำนวนไม่น้อย ยังคงเข้าใจผิดว่าการหลั่งภายนอกเป็นวิธีการคุมกำเนิดที่เชื่อถือได้ ยิ่งไปกว่านั้นหลายคนยืนกรานว่าไม่จำเป็นต้องใช้วิธีคุมกำเนิด อีกทั้งผู้หญิง 40% เคยใช้ยาคุมกําเนิดฉุกเฉินอย่างน้อยหนึ่งครั้ง ซึ่งข้อเสียของมันมีมากมาย บางคนจึงลงท้ายด้วยการทำแท้ง

นอกจากนั้นยังมีการศึกษาเปรียบเทียบในประเทศไทย พบว่า อายุของการแต่งงานเพิ่มขึ้นอย่างช้าๆ และอัตราเจริญพันธุ์รวมลดลงกว่าครึ่งตลอด 40 ปี

เห็นได้ชัดว่า ยังมีความรู้ผิดๆและก็เห็นแนวโน้มการเจริญพันธุ์ที่ถดถอยลง แต่การรับรู้เรื่องการคุมกําเนิดกลับไล่ตามไม่ทัน

สิ่งที่ทำได้ง่ายๆ คือ ให้ความรู้ที่ถูกต้องสำหรับหญิงชาย อาจเริ่มพูดคุยเกี่ยวกับการคุมกําเนิด และทำให้การคุมกําเนิดเข้าถึงง่ายสำหรับทุกคน

“อยากสนับสนุนให้ทุกคน กำหนดอนาคตด้วยตัวเอง คุยกับคู่รักและแพทย์เพื่อหาวิธีคุมกำเนิดที่เหมาะสม เพื่อให้การใช้ชีวิตควบคู่ดำเนินไปอย่างราบรื่น พร้อมการคุมกำเนิดที่เหมาะสม” ศ.นพ.สุรศักดิ์ กล่าว

คุยเรื่องลับ กับสังคม

นายแพทย์กิตติพงศ์ แซ่เจ็ง ผู้อำนวยการสำนักอนามัยการเจริญพันธุ์ กรมอนามัย กระทรวงสาธารณสุข ให้คำแนะนำว่าการให้ความรู้เรื่องการคุมกำเนิดนั้น ต้องอยู่บนพื้นฐานความต้องการที่แท้จริงของคู่รัก ให้ทางเลือกบวกกับความรู้ที่ถูกต้องของทางเลือกนั้นๆ

อันดับแรก ต้องกระตุ้นว่าทั้งชายและหญิงมีบทบาทเท่า ๆ กัน ไม่ใช่ของผู้หญิงฝ่ายเดียว ผู้ชายต้องมีความรับผิดชอบ และเป็นฝ่ายสนับสนุนฝ่ายหญิงให้คุมกำเนิดร่วมด้วย อันดับต่อมาคือ หาความรู้ที่ถูกต้อง ว่าการคุมกำเนิดมีอะไรบ้างที่เหมาะสมกับแต่ละราย และความต้องการของคู่ครองว่าต้องการคุมระยะสั้นหรือยาว รวมทั้งข้อดีข้อเสียของชนิดการคุมกำเนิดนั้นๆ

คุณหมอบอกเล่าถึงการคุมกำเนิดที่อันตรายมาก ๆ คือการบริโภคยาคุมฉุกเฉินแบบผิดวิธี ผู้ใช้ต้องรู้ถึงข้อเสียของมัน ว่าอาจมีผลข้างเคียง เช่น เวียนหัว อาเจียน ประจำเดือนมาไม่ปกติ อาจเกิดความผิดปกติที่รังไข่ และเยื่อบุโพรงมดลูก เลือดออกกะปริด กะปรอย ปวดท้อง เพิ่มความเสี่ยงจากการตั้งครรภ์นอกมดลูก ประสิทธิภาพในการป้องกันการตั้งครรภ์ต่ำ เฉลี่ยร้อยละ 75 และลืมได้ง่ายเพราะต้องรับประทานภายใน 72 ชั่วโมงหลังมีเพศสัมพันธ์ ตลอดจนวิธีการใช้ ซึ่งไม่ควรเกิน 4 เม็ด (2แผง) ต่อเดือน อย่าเห็นแก่ความสะดวกเพียงอย่างเดียว เพราะยังมีทางเลือกอื่นๆอีกที่ปลอดภัยและป้องกันการตั้งครรภ์ได้ดีกว่า อย่าง ยาคุมกำเนิดชนิดเม็ด ฉีด ฝัง แปะหรือใส่ห่วงอนามัย เป็นต้น

“ยกตัวอย่างผู้ใช้แรงงานที่ต้องโยกย้ายถิ่นบ่อยๆ และยังไม่อยากมีลูกไปสัก 3-5 ปี ก็ควรใช้การฝังยาคุมกำเนิด หรือใส่ห่วงอนามัย ซึ่งเป็นการคุมกำเนิดระยะยาว แต่ก็ต้องพิจารณาหรือปรึกษาแพทย์ว่าตนเหมาะกับการคุมกำเนิดแบบใด อย่างห่วงอนามัย อาจไม่เหมาะกับคนที่มีเลือดออกง่าย หรือติดเชื้อในมดลูก ในทางตรงข้ามถ้าต้องการป้องกันในช่วงเวลาสั้น ๆ และมีเพศสัมพันธ์บ่อย ก็ควรรับประทานยาคุมกำเนิดหรือฉีด ซึ่งก็ต้องเลือกชนิดที่มีฮอร์โมนเหมาะสมกับสตรีแต่ละคนด้วย รวมถึงฝ่ายชายก็ควรสวมถุงยางอนามัย นั่นเป็นทางออกที่ดีที่สุด” นายแพทย์กิตติพงศ์ กล่าวทิ้งท้าย

ที่มา: กรุงเทพธุรกิจ 25 ตุลาคม 2555