กล้วย ลดความอ้วนได้จริงหรือ ?

dailynews141006_01สังคมในปัจจุบันมองว่า ผู้หญิงที่ดูดี มักมีรูปร่างผอมเพรียว เอวบางร่างน้อย บรรดาสาว ๆ จึงต้องพยายามทำตัวเองให้ผอม สรรหาสูตรวิธีต่าง ๆ เพื่อให้บรรลุเป้าหมาย

ครั้นจะอดข้าวอดน้ำก็ดูจะเป็นวิธีที่ไม่เวิร์กสักเท่าไหร่ การค้นหาวิธีลดความอ้วน โดยการเลือกรับประทานอาหารให้อิ่มท้องแต่ไม่อ้วน จึงกลายเป็นตัวเลือกที่ลงตัวมากที่สุด

‘กล้วย’ เป็นอีกหนึ่งความนิยมที่บรรดาสาวๆ เลือกทานเพื่อช่วยในการลดความอ้วน จะว่าไปแล้วกล้วยเป็นผลไม้ที่อยู่คู่คนไทยมาช้านาน ตั้งแต่วัยทารก เมื่อเริ่มทานอาหารเสริมได้ สิ่งที่บรรดาแม่ๆ มักเลือกป้อนให้ทาน คือ กล้วยบด เนื่องจากกล้วยเป็นแหล่งของวิตามินบี 6 โดยร่างกายจะนำไปใช้ในการสร้างนอร์อีพิเนฟฟรินและสร้างสารซีโรโทนิน มีส่วนช่วยในการสร้างสารสื่อประสาทช่วยให้ตื่นตัว สดชื่น มีความสุข ควบคุมความอยากอาหาร ช่วยให้หลับ และมีผลต่อความจำ

อีกทั้งมีเบต้าแคโรทีนที่ร่างกายจะเปลี่ยนให้เป็นวิตามินเอ ส่งผลต่อการดูแลผิวพรรณ และเส้นใยอาหารที่ช่วยขัดล้างลำไส้ ป้องกันลำไส้จากเชื้อโรค ใยอาหารในกล้วยเป็นอาหารที่ดีของจุลินทรีย์ที่ดี ช่วยให้ร่างกายมีภูมิคุ้มกันที่ดี ทำให้อุจจาระอ่อนนิ่ม ขับถ่ายได้สะดวก

ต่อข้อสงสัยที่ส่งต่อกันมาเกี่ยวกับการทานกล้วยเพื่อลดความอ้วนเดลินิวส์ออนไลน์ จึงสอบถามข้อเท็จจริงไปยังคุณสุจิตต์ สาลีพันธ์ นักวิชาการสาธารณสุข ผู้เชี่ยวชาญด้านโภชนาการ พบว่าการทานกล้วยเพื่อลดความอ้วนสามารถทำได้ เพราะกล้วยเป็นผลไม้ชนิดหนึ่งที่อยู่ในกลุ่มของสารอาหารที่มีประโยชน์ต่อร่างกายมนุษย์ สามารถทานได้ในขณะที่ท้องว่างโดยไม่เป็นอันตราย แต่การจะเลือกทานผลไม้เพียงอย่างเดียว อาจทำให้ขาดสารอาหารจากหมู่อื่นๆอาทิ คาร์โบไฮเดรต, โปรตีน, เกลือแร่ และไขมัน จึงควรต้องทานควบคู่กันให้ครบทุกหมู่

อีกทั้ง การเลือกทานกล้วยแต่ละชนิด มีความแตกต่างกันในด้านต่างๆ หากเปรียบเทียบจากขนาด กล้วยน้ำว้า 1 ผล = กล้วยไข่ 1 ผล ในขนาดใกล้เคียงกัน = กล้วยเล็บมือนาง 3 ผล = กล้วยหอม3/4 ผล แต่หากวิเคราะห์จากคุณค่าโภชนาการใน 100 กรัม ของเนื้อกล้วยแต่ละชนิด จะให้พลังงานไม่ต่างกันมาก อาทิ กล้วยน้ำว้า 148 กก.แคลอรี่, กล้วยไข่ 140 ก.ก.แคลลอรี่, กล้วยหอม 132ก.ก.แคลลอรี่ และกล้วยหักมุข 113ก.ก.แคลลอรี่ ส่วนกล้วยชนิดอื่นๆ จะมีคุณค่าทางโภชนาการใกล้เคียงกัน ยกเว้น เบต้าแคโรทีนในกล้วยไข่ที่จะมีมากกว่ากล้วยอื่นๆ ด้วยสีของกล้วยที่เหลืองกว่า ซึ่งคล้ายกับในฟักทองและมะละกอ

อย่างไรก็ตาม แม้ว่าการทานกล้วยจะมีประโยชน์และช่วยให้อิ่มท้อง แต่ควรเลือกทานในปริมาณพอเหมาะด้วย เนื่องจากกล้วยเป็นผลไม้ที่มีรสหวาน ซึ่งได้มาจากคาร์โบไฮเดรต แม้จะเป็นโมเลกุลที่เล็กแต่ก็ให้พลังงานสูง หากเข้าสู่ร่างกายมากเกินไป และร่างกายไม่สามารถย่อยได้หมด ก็จะสะสมและกลายเป็นไขมัน อันเป็นสาเหตุของโรคอ้วนในที่สุด

@pattdn
ทีมเดลินิวส์ออนไลน์

ที่มา : เดลินิวส์ 6 ตุลาคม 2557

Advertisements

ลดน้ำหนักอย่างไร…ถึงไม่ผอมลงสักที

dailynews140307_001หลายต่อหลายคนที่กำลังลดน้ำหนัก คงเคยอ่อนอกอ่อนใจกับความตั้งใจและความพยายามในการลด แต่พยายามยังไงก็ไม่เห็นจะผอมลงสักที มุมสุขภาพประจำวันศุกร์นี้จึงขอนำเคล็ด(ไม่)ลับดี ๆ มาฝากผู้ที่กำลังต้องการลดน้ำหนักแบบสุขภาพดี ปรับความรู้และความเข้าใจในการลดน้ำหนักที่มี ให้ถูกต้องและถูกหลักการที่ดีต่อสุขภาพ มาฝากกันค่ะ

กินสลัดเพื่อลดน้ำหนัก :จริงอยู่ที่สลัดประกอบด้วยผักสดที่ดูแล้วน่าจะสุขภาพดีและไม่อ้วน แต่น้อยคนที่จะกินสลัดโดยไม่ราดน้ำสลัด ที่สำคัญหลายคนชอบราดน้ำสลัดแบบครีมข้นหรือมีส่วนผสมของมายองเนส 2 – 3 ช้อนชา ซึ่งให้พลังงานประมาณ 100 แคลอรีหรือมากกว่าข้าวขาว 1 ทัพพี นอกจากน้ำสลัดแล้ว บางคนยังชอบใส่ข้าวโพด เผือก กล้วยตาก แห้ว ฯลฯ หรือไม่พอ กินสลัดแล้วไม่อยู่ท้อง ต้องกินอย่างอื่นเพิ่มทำให้ได้พลังงานมากเกินจนน้ำหนักเพิ่มได้

ดังนั้น สลัดที่กินแล้วช่วยให้น้ำหนักลดลง ต้องประกอบด้วยผักผลไม้พลังงานต่ำที่ให้เส้นใยสูง เช่น แอ๊ปเปิ้ล 1 ผลกลาง ให้พลังงาน 40 แคลอรี่ เป็นต้น

ไม่กินแป้งและไขมันแล้วจะผอม : เพื่อน ๆ หลายคนไม่ยอมกินข้าวเพราะกลัวอ้วน แต่การไม่กินแป้งทำให้น้ำหนักลดเฉพาะช่วงแรกเท่านั้น เพราะเมื่อน้ำหนักลดแล้ว ร่างกายจะมีอาการโหยหาแป้งและน้ำตาล เสี่ยงต่อการกินแบบสะบั้นหั่นแหลก ทำให้กลับมาอ้วนแบบตั้งรับไม่ทัน! แม้จะอยู่ในช่วงลดน้ำหนัก ร่างกายก็ต้องการคาร์โบไฮเดรตวันละประมาณ 60 – 80 กรัม ฉะนั้นไม่จำเป็นต้องอดแป้งก็ผอมได้ นอกจากแป้งแล้ว บางคนยังไม่กินไขมันเลย ถ้าร่างกายขาดไขมันอาจเกิดภาวะพร่องไขมัน ผิวแห้ง หน้าตาหม่นหมอง ผมร่วง และประจำเดือนขาด ไขมันเป็นสารอาหารที่จำเป็น เพียงแต่อย่ากินเกินวันละ 2 ช้อนชา

ดังนั้น เลือกกินแป้งที่ร่างกายดูดซึมได้ช้าและช่วยให้ระดับน้ำตาลในเลือดคงที่ เช่น ข้าวซ้อมมือ เส้นสปาเกตตีสัก 1 ถ้วยอาหาร ถั่ว ผลไม้ เช่น แอ๊ปเปิ้ล กล้วย ฝรั่ง มะละกอ ฯลฯ เป็นต้น

Sugar-free และ Low Fat : เพื่อน ๆ ที่ลดน้ำหนักมักจะเลือกกินผลิตภัณฑ์ปราศจากน้ำตาล (Sugar – free) หรือไขมันต่ำ (Low Fat) โดยเข้าใจว่ากินแล้วไม่อ้วน เป็นเพียงความรู้สึกหลอกลิ้น แต่หลอกสมองไม่ได้ เพราะสมองสามารถแยกความแตกต่างของน้ำตาลและน้ำตาลเทียมได้ เมื่อร่างกายยังไม่ได้รับน้ำตาล สมองจะสั่งการให้เรากินอาหารอื่น เพิ่มเพื่อสนองความต้องการให้สมบูรณ์ นอกจากน้ำหนักไม่ลด ยังเสี่ยงต่อโรคเบาหวาน ฯลฯ และยังไม่มีการยอมรับในวงการแพทย์ว่า กินแล้วไม่อ้วน ส่วนผลิตภัณฑ์ไขมันต่ำ (Low Fat) แม้จะมีการลดปริมาณไขมันแต่ก็มักเติมรสหวานเข้าไปแทนที่ เพื่อเพิ่มรสชาติให้น่ากิน ถ้าเพื่อน ๆ เข้าใจว่ากินเท่าไรก็ไม่อ้วน อาจได้รับพลังงานเกินความต้องการของร่างกาย ทำให้น้ำหนักเพิ่มในที่สุด

ดังนั้น ทางที่ดีควรอ่านฉลากโภชนาการที่ระบุพลังงานต่อหนึ่งหน่วยบริโภค จะได้รู้ว่าควรกินในปริมาณมากน้อยแค่ไหน

กินผลไม้ไม่อ้วนหรอก : บางคนเข้าใจว่ากินผลไม้แล้วไม่อ้วน จึงกินมากหรือกินแทนอาหารมื้อใดมื้อหนึ่ง แม้จะเป็นน้ำตาลจากผลไม้ แต่ถ้ากินมากก็อ้วนได้ แถมบางชนิดมีน้ำตาลสูงปรี๊ด เช่น กล้วยไข่ เงาะ มะม่วงสุก ลองกอง ลำไย ทุเรียน ฯลฯ หากรู้ตัวว่าวันไหนกินผลไม้มาก ควรลดอาหารพวกแป้ง และน้ำตาล เช่น ข้าว ก๋วยเตี๋ยวเพื่อให้ระดับน้ำตาลในเลือดไม่สูงเกินไป

ดังนั้น กินผลไม้อย่างใดอย่างหนึ่ง เช่น ส้ม ฝรั่ง ชมพู่ แอ๊ปเปิ้ล ฯลฯ ทุกวัน วันละไม่เกิน 2 ผล เล็กได้ประโยชน์ แถมยังไม่ทำให้น้ำหนักเพิ่ม

ดื่มเครื่องดื่มรสหวานแทนข้าวหรือขนม : บางคนพอดื่มเครื่องดื่มรสหวานแล้วรู้สึกอิ่มโดยไม่ต้องกินข้าว จึงเข้าใจว่าน่าจะช่วยลดน้ำหนักได้เครื่องดื่มหลายชนิดให้พลังงานสูงโดยที่เราคาดไม่ถึงเช่น นมรสหวาน 1 กล่อง ให้พลังงานประมาณ 250 kcal. ถ้าดื่มวันละ 2 กล่อง ให้พลังงานใกล้เคียงกับกินข้าวไข่เจียว 1จาน!

ดังนั้น จงระวัง! เครื่องดื่มประเภทชาและกาแฟ ใส่นม ครีมและน้ำตาล หรือน้ำผลไม้ เช่น น้ำส้มคั้น น้ำฝรั่ง น้ำอ้อยฯลฯ ให้พลังงานประมาณ 250 – 300 kcal ดื่มวันละ 2 แก้วไม่แตกต่างจากการกิน ข้าวเพิ่มวันละ 1 มื้อ ทำให้น้ำหนักขึ้นเดือนละ 2 – 3 กิโลกรัม

ออกกำลังกายมาก ๆ หุ่นจะได้ผอมเพรียว : หลายคนออกกำลังกายทุกวันเพื่อลดน้ำหนัก แต่น้ำหนักกลับไม่ลด ซ้ำยังเพิ่มจากเดิมถ้าอยากลดน้ำหนัก ควรออกกำลังกายสัปดาห์ละ 3 วันวันละ 15 – 20 นาทีอย่างต่อเนื่อง เพื่อให้ร่างกายดึงไขมันมาใช้เป็นพลังงาน ถ้าเราใช้เวลาในการออกกำลังกายสั้นกว่านั้นแทนที่ร่างกายจะดึงไขมันที่สะสมมาใช้ กลับดึงกลูโคสในกระแสเลือดมาใช้แทน ทำให้ระดับน้ำตาลในเลือดต่ำ รู้สึกหิวและกินมากขึ้นทำให้การลดน้ำหนักไม่ได้ผล แถมบางคนยังคิดว่า ขอตามใจปากก่อนเดี๋ยวค่อยไปออกกำลังกายเผาผลาญทีหลัง ก็ทำให้ลดน้ำหนักไม่สำเร็จเช่นกัน

ดังนั้น การออกกำลังกายมากเกินไปจะให้ผลลัพธ์ในทางตรงกันข้าม คือ แทนที่จะดูสดชื่นแจ่มใส กลับรู้สึกอ่อนเพลียและดูโทรม

แล้วจะออกกำลังกายแบบไหนดีล่ะ : ออกกำลังกายที่เคลื่อนไหวร่างกายต่อเนื่อง เช่น เดิน วิ่ง ว่ายน้ำ ปั่นจักรยานฯลฯ ควบคู่กับฝึกความแข็งแรงกล้ามเนื้อ เช่น ยกเวต ฝึกกายบริหาร ฯลฯ เพื่อลดน้ำหนักและช่วยให้หุ่นเฟิร์ม แถมยังเป็นการลดไขมันในเส้นเลือดและเพิ่มการเผาผลาญ

ดังนั้น แนะนำกีฬาอย่าง ว่ายน้ำ (ขึ้นอยู่กับการออกแรง) 1 ชั่วโมง เผาผลาญ 250 – 650 kcal. กาย บริหาร 1 ชั่วโมง เผาผลาญ 220 kcal. เต้นรำ 1 ชั่วโมง เผาผลาญ 300 kcal. เดินเล่น 1 ชั่วโมง เผาผลาญ 120 kcal. ลองเลือกที่เหมาะกับคุณดูนะคะ

อ่านมาถึงตรงนี้แล้ว หลาย ๆ คนคงเข้าใจกับการลดน้ำหนักที่ผ่านมา ว่าทำไมน้ำหนักเราถึงไม่ค่อยจะลดลงสักที ลองปรับพฤติกรรมใหม่ตามแนวทางที่เหมาะสมนี้ ตั้งใจลดด้วยหลักการที่ถูกต้องกันอีกที หุ่นสวยและสุขภาพดี อยู่ไกลเกินเอื้อมแน่นอนค่ะ

โดย “PrincessFangy”
Twitter @Princessfangy
เนื้อหาบางส่วนจาก http://kbeautifullife.askkbank.com/

ที่มา : เดลินิวส์ 7 มีนาคม 2557

คุมกระเพาะอาหาร…ลดความอ้วน

อย่างที่เรารู้กันมานานแล้วว่า ภาวะโรคอ้วน ส่งผลต่อสุขภาพกายผิดปกติ

ไม่ว่าจะเป็น เบาหวาน ความดันโลหิตสูง ไขมันในเลือดสูง ส่งผลก่อให้เกิดโรคหลอดเลือดสมอง เกิดอาการอัมพฤกษ์ อัมพาต และโรคหลอดเลือดหัวใจ และยังส่งผลเสียต่อระบบทางเดินหายใจ นิ่วในถุงน้ำดี มะเร็งทางเดินอาหาร ระบบกล้ามเนื้อ และข้อต่อของร่างกาย เช่น ข้อกระดูกสันหลัง และข้อเข่าเสื่อม เป็นต้น

หลายคนเสาะแสวงหาสารพันวิธีมากำจัดเจ้าน้ำหนักส่วนเกินนี้ออกไปจากชีวิต

นายแพทย์สุรชัย รุ่งธนาภิรมย์ อายุรแพทย์ โรงพยาบาลกรุงเทพ กล่าวว่า การควบคุมน้ำหนักอีกวิธีหนึ่งที่ไม่ค่อยมีใครพูดถึงกัน คือ การฝึกควบคุมปริมาตรของกระเพาะอาหาร

เมื่อเริ่มรับประทานอาหารจะทำให้เกิดความอิ่มใน “ช่วงต้น” ซึ่งความอิ่มช่วงนี้เป็นผลมาจาก การรับรู้ของบริเวณทางเดินอาหารเมื่อมีอาหารเข้ามาอยู่ภายใน รวมถึงความ “ตึง” ของกระเพาะอาหาร

สิ่งเหล่านี้จะกระตุ้นฮอร์โมนส่งสัญญาณไปยังศูนย์หิว-อิ่มที่อยู่ภายในสมอง ส่วนความอิ่ม “ช่วงหลัง” เกิดขึ้นหลังจากที่สมองได้รับสัญญาณจากทางเดินอาหาร และจากสิ่งกระตุ้นภายนอก ไม่ว่าจะเป็นอาหารที่มองเห็น กลิ่นที่ได้รับ และบรรยากาศรอบตัว ทำให้เกิดความอยาก หรือไม่อยากอาหารในมื้อนั้นอีกต่อไป สัญญาณความอิ่มที่ระดับทางเดินอาหารก็ดี หรือที่ระดับสมองก็ดี ต้องใช้เวลาประมาณครึ่งชั่วโมง กว่าจะส่งสัญญาณเชื่อมถึงกัน

ด้วยกลไกตามธรรมชาติของร่างกายข้างต้น จึงเป็นที่มาของการฝึกควบคุมปริมาตรกระเพาะอาหาร เพื่อให้เรากินได้น้อยลงแต่รู้สึกอิ่ม เช่น การเคี้ยวอาหารช้าๆ ให้ละเอียด นอกจากจะช่วยทำให้กระเพาะอาหาร ทำงานน้อยลงแล้ว การเคี้ยวอาหารช้าๆ จะทำให้รับประทานอาหารได้ในปริมาณน้อยลง และทางเดินอาหารมีเวลาที่จะส่งสัญญาณไปที่สมอง ทำให้รู้สึกอิ่มและไม่รู้สึกว่าต้องกินอาหารต่อได้เช่นกัน

ผู้ป่วยหลายรายที่ฝึกรับประทานอาหารโดยใช้เวลาเคี้ยวอาหารให้นานขึ้น ร่วมกับการลดปริมาณอาหารต่อมื้อ เพื่อฝึกกระเพาะอาหารให้มีปริมาตรลดลง และช่วยลดการสร้าง น้ำย่อยซึ่งกระตุ้นให้อยากอาหารน้อยลง

ผู้ป่วยเหล่านี้มักเล่าให้แพทย์ฟังว่า หลังจากการฝึกเช่นนี้อย่างต่อเนื่อง ประมาณ 2 สัปดาห์ จะรู้สึกชินกับการรับประทานอาหารปริมาณน้อยๆ ไม่รับประทานดุเดือดเท่าแต่ก่อน และทำให้น้ำหนักลดลงได้ถึง 3 กิโลกรัมต่อเดือน แถมยังมีความสุขที่ยังคงรับประทานอาหารหลายอย่างที่ชอบได้

นอกจากน้ำหนักตัวจะลดลงแล้ว ยังมีความสุขที่ สามารถลดยาที่ใช้รักษาโรคประจำตัวอื่นๆ ที่เกิดจากความอ้วนได้อีกด้วย ผลตรวจเลือดต่างๆ ก็ดีขึ้นตามน้ำหนักตัวที่หายไป

 

สรุปหลักการฝึกควบคุมปริมาตรกระเพาะอาหารให้เล็กลง
1. ลดปริมาณอาหารที่กินในแต่ละมื้อให้น้อยลง
2. หลีกเลี่ยงอาหารที่มีปริมาณแคลอรีสูง โดยเฉพาะอาหารที่ผ่านการทอด
3. เคี้ยวอาหารแต่ละคำให้ช้าๆ และเคี้ยวนาน ให้ละเอียด

 

ที่มา: กรุงเทพธุรกิจ 10 กรกฎาคม 2555

7 อุบายลดน้ำหนัก

วิธีลดความอ้วน ควบคุมน้ำหนักไม่จำเป็นต้องอดอาหาร งดกินช็อคโกแลตสุดโปรด หรือเคร่งเครียดเข้ายิม ออกกำลังกายอย่างขะมักเขม้นคนเดียวเป็นวันๆ หรอกนะคะ

มีการทำวิจัยจากมหาวิทยาลัยชั้นนำหลายแห่งในต่างประเทศชี้ให้เห็นว่า การลดน้ำหนักที่สัมฤทธิ์ผลนั้น ต้องไม่เคร่งครัดเครียดขึ้งเอาจริงเอาจังเกินไป หากแต่ต้องรู้จักยืดหยุ่นผ่อนปรนกับตัวเองบ้าง

เราจึงงัด 7 กลอุบายลดน้ำหนัก ที่ผ่านการรับรองทางวิชาการมาแล้ว ..มาบอกต่อค่ะ

อุบาย 1 : แทะเล็มช็อคโกแลต

นักวิทยาศาสตร์ที่มหาวิทยาลัยแคลิเฟอร์เนีย ในซานดิเอโก ได้ทำการทดลอง นำคนจำนวน 1000 คน กินช็อคโกแลต โดยแบ่งเป็นสองกลุ่ม

กลุ่มหนึ่งให้แทะเล็มช็อคโกแลตเล็ก ๆ น้อย ๆ ทุกวัน กับอีกกลุ่มให้กินจริงจังนาน ๆ ครั้ง ซึ่งผลออกมาว่า กลุ่มคนที่กินช็อคโกแลตเป็นประจำกลับมีหุ่นเพรียวลมมากกว่ากลุ่มที่นาน ๆ จัดหนัก

ทว่าแทะเล็มพอขำๆ วันละนิดนะคะ ไม่ใช่สวาปามแทนข้าวซะงั้น

อุบาย 2 : จิบไวน์

งานวิจัยล่าสุดบ่งบอกว่า ผู้หญิงที่ดื่มไวน์แดง 1-2 แก้ว/วัน มีแนวโน้มที่จะน้ำหนักเกินน้อยกว่าคนที่ไม่ดื่มถึง 30% และที่น่าสนใจคือ ไวน์อุดมด้วยสารต้านอนุมูลอิสระ ซึ่งช่วยลดคลอเรสเตอรอลและความดันเลือดด้วย

ผลการวิจัยยังบอกอีกว่า สาวๆ ที่ดื่มแต่พอดีจะกินอาหารน้อยลง เนื่องจากนางจะกินช้าลงและรับรู้รสชาติของอาหารมากขึ้น

แทนที่จะซดเบียร์กระดกเหล้า หันมาดื่มไวน์วันละแก้วแต่พองามเถอะนะสาวไทย

อุบาย 3 : ดมกลิ่นอาหาร

ในเฟเวอร์เจอร์นัล (Flavour Journal) นำเสนอว่า กลิ่นหอมทำให้มนุษย์เรามีความอยากอาหารน้อยลง ถึงเวลาทานข้าว ก็ทานได้น้อยลง แปลกนะข้อนี้ ทั้งนี้ต้องลองค่ะ

สรรหากลิ่นหอมแนวอโรมามาสูดดมให้ฉ่ำปอดก่อนเวลาทานข้าว ดูซิว่า จะเจริญปากเท่าเจริญจมูกไหมหนอ!

อุบาย 4 : ขบเคี้ยวเมล็ดกาแฟ

ตามการศึกษาของมหาวิทยาลัยสแครนตัน (Scranton Unibersity) กล่าวไว้ว่า การกินเมล็ดกาแฟเล่น ๆ ราวกับเป็นของขบเคี้ยวนั้น ทำให้น้ำหนักลดลงได้ เพราะมันจะชะลอการดูดซึมไขมันและน้ำตาลกลูโคส (glucose) ในกระเพาะอาหาร

เอ่อ รสชาติขมไปหน่อยนะฮะ กูรูเค้าแนะแค่วันละ 2 เม็ดเอง …ไหวมะคะ

อุบาย 5 : ถือขวดน้ำขณะออกกำลังกาย

จากการศึกษาของมหาวิทยาลัยสแตนฟอร์ด (Stanford University) พบว่า การรักษาอุณหภูมิที่มือเราให้เย็นขณะออกกำลังกาย จะช่วยให้ออกกำลังกายได้นานขึ้น ผลลัพธ์คือ น้ำหนักก็จะพร่องลงอย่างรวดเร็วขึ้น

ไปยิมครั้งต่อไป อย่าลืมติดขวดน้ำเย็นไปถือขณะกำลังฟิตเสียเหงื่อด้วยนะจ๊ะ

อุบาย 6 : ไม่ต้องเข้าฟิตเนสทุกวัน

ผู้เชี่ยวชาญพูดว่า การออกกำลังกายทุกวันส่งผลร้ายต่อเป้าหมายของผู้เล่นมากกว่าผลดี ที่สำคัญ การจัดตารางเป๊ะ ๆ ฉันต้องไปทุกวันเวลานี้ ขลุกอยู่ในยิม 3 ชั่วโมงอย่างต่ำ แทนที่จะให้กระฉับกระเฉง กลับเหนื่อยล้า พาลเบื่อหน่าย

ผู้เชี่ยวชาญแนะให้หาวันหยุด ไม่ต้องเข้ายิมออกกำลังกายสัก 2 วันต่อสัปดาห์ หรือไม่ก็พักผ่อนปล่อยตัวสบาย ๆ ไปเลย 1 สัปดาห์

ครั้นกลับมาออกกำลังกาย ความรู้สึกจะเปลี่ยนไป เกิดแรงจูงใจ ขยันอยากฟิตแอนด์เฟิร์มมากขึ้น ไม่รู้สึกถูกบังคับ

อุบาย 7 : มีเพื่อนไปออกกำลังกายด้วยกัน

มหาวิทยาลัยบราว์น (Brown University) ทำการทดลองมาแล้วว่า คนที่มีเพื่อนไปออกกำลังกายด้วยกัน ทั้งคู่จะลดน้ำหนักได้เร็วกว่าคนที่ไปคนเดียวตามลำพัง หรือไปเลือกเล่นกีฬาที่ต้องออกกำลังกายพร้อมกันเป็นกลุ่ม อย่าง เต้นแอโรบิค ผู้เล่นจะลดน้ำหนักได้ผลมากกว่าศิลปินเดี่ยวไปวิ่งคนเดียว

แหมแน่ละ ออกกำลังเต้นเป็นกลุ่ม สนุกเพลิดเพลินจะตาย น้ำหนักไม่ลดได้ไง

ช่างตรงกับหลักการทางพุทธศาสนาเราเน้นยึดหลักทางสายกลาง

ดังนั้นสาวตุ้ยนุ้ยท่านใดกำลังวางแผนอยากลดความอ้วน นอกจากไม่ตึงเกินและหย่อนไปแล้ว คุณต้องมี ‘สติวินัย’ ในการบริหารอุบายลดน้ำหนักข้างต้นด้วยนะคะ ..ถึงเอาอยู่!

ข้อมูลจากคอสโมโพลิแทน

 

ที่มา: ASTVผู้จัดการออนไลน์ 20 มิถุนายน 2555