เทคนิคใหม่รักษาคนโคม่า..รอดได้ ไม่นิทรา

dailynews130318_001a‘สมอง’ อวัยวะสุดสำคัญ หากเกิดความเสียหายกับสมอง อาจทำให้เสียชีวิต หรือมีสภาพเป็นนิทรา สมรรถภาพร่างกายลดลง สติปัญญาขาดตกบกพร่องลงไป โดยเหตุหนึ่งที่อาจทำให้สมองเสียหาย คือ ภาวะหัวใจหยุดเต้น ส่งผลให้เลือดไม่สามารถไหลเวียนขึ้นไปหล่อเลี้ยงสมอง หากเกิดภาวะเช่นนี้ เซลล์สมองจะตายได้ภายในระยะเวลาอันสั้น ยิ่งถ้าได้รับการช่วยเหลือล่าช้า โอกาสเสียชีวิต หรือเป็นนิทรายิ่งมีสูง

เดลินิวส์ออนไลน์มีกรณีตัวอย่างจากผู้ที่เคยผ่านประสบการณ์เฉียดตาย สมองเสียหายเนื่องจากภาวะหัวใจหยุดเต้น แต่ทว่าเขายังโชคดี ได้รับการช่วยชีวิตอย่างรวดเร็ว ก่อนจะถูกส่งถึงมือแพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านภาวะวิกฤติสมอง

dailynews130318_001cเมื่อวันที่ 24 มกราคม 2256 นายฉัตรชัย บูรณะคุณาภรณ์ วัย 33 ปี วิศวกรของเอไอเอส ซึ่งเป็นคนแข็งแรง รูปร่างสันทัด ไม่มีโรคประจำตัว แต่ในวันเกิดเหตุขณะกำลังนั่งทำงานภายในสำนักงานตามปกติ จู่ๆ เขาก็วูบล้มลงหมดสติต่อหน้าเพื่อนๆ ทุกคนคิดว่าเขาแค่เป็นลม แต่ไม่นานใบหน้ากลายเป็นสีม่วงคล้ำ กัดลิ้นตัวเอง เพื่อนร่วมงานที่เห็นจึงรีบเข้าช่วยปฐมพยาบาลด้วยการปั๊มหัวใจและผายปอด

ผ่านไป 10 นาที ชีพจรยังเต้นอ่อนและสัมผัสได้ยาก เพื่อนจึงปั๊มหัวใจและผายปอดต่อเนื่อง ชั่วครู่ทีมกู้ชีพฉุกเฉินของโรงพยาบาลพญาไท 2 มาถึง ทีมแพทย์ได้ใช้เครื่องมือปั๊มหัวใจต่อไปอีก 47 นาที และแล้วหัวใจก็กลับมาเต้นแรงอีกครั้ง นายฉัตรชัยจึงถูกพาตัวไปยังโรงพยาบาลอย่างเร่งด่วน

จากเหตุที่เกิดขึ้น ครอบครัวและเพื่อนร่วมงานของนายฉัตรชัย ต่างวิตกเกี่ยวกับอาการหลังจากร่างกายกลับมาทำงานได้โดยกลัวว่าเขาจะตกอยู่ในสภาพเจ้าชายนิทรา เนื่องจากช่วงที่เขาหมดสติไปนั้น ก่อนเพื่อนจะปั๊มหัวใจและผายปอด ชีพจรของเขาเบาบาง ราวกับหัวใจหยุดเต้น

อย่างไรก็ตาม มีนวัตกรรมทางการแพทย์ที่สามารถช่วยรักษาไม่ให้เซลล์สมองตายเนื่องจากภาวะหัวใจหยุดเต้น และช่วยฟื้นฟูผู้ป่วยให้พ้นจากสภาวะเป็นเจ้าชายนิทรา นั่นคือ ‘วิธีลดอุณหภูมิร่างกาย หรือไฮโปเธอร์เมีย (Hypothermia)’  

dailynews130318_001b

‘นายแพทย์สมบัติ มุ่งทวีพงษา’ แพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านภาวะวิกฤติทางสมอง รพ.พญาไท 2 และเป็นแพทย์ผู้รักษานายฉัตรชัย อธิบายว่าวิธีลดอุณหภูมิร่างกาย เป็นแนวทางรักษาที่แพทย์ใช้เพื่อกอบกู้สมองหลังเกิดภาวะหัวใจหยุดเต้น รวมถึงรักษาปัญหาโรคสมองอื่นๆ เพื่อป้องกันอันตรายที่เกิดขึ้นกับเซลล์สมอง

การจะลดอุณหภูมิร่างกายผู้ป่วยภาวะหัวใจหยุดเต้นนั้น จำเป็นต้องช่วยให้หัวใจและการไหลเวียนเลือดกลับมาเป็นปกติก่อน ในกรณีของนายฉัตรชัยถือว่าเข้าเกณฑ์เพราะเพื่อนร่วมงานช่วยปั๊มหัวใจไม่หยุด สำหรับวิธีลดอุณหภูมิร่างกาย ทำได้หลายวิธี อาจใช้เพียงวิธีเดียวหรือหลายอย่างร่วมกัน เช่นใช้อุปกรณ์ให้ความเย็นทางการแพทย์ อาทิ แผ่นแปะ ผ้าห่มให้ความเย็น หรืออาจใช้เทคนิคสอดสายเข้าหลอดเลือดดำ

หลักลดอุณหภูมิร่างกายนี้ เลียนมาจากหลักเอาของแช่ตู้เย็น โดยสมองจะหยุดกระบวนการเสียหายหรือเซลล์ถูกทำลายถ้าอุณหภูมิร่างกายลดลง โดยทางการแพทย์จะลดให้เหลือ 33 องศาเซลเซียส ควบคุมให้คงที่อยู่นาน 24 ชั่วโมง จากนั้นจะปรับอุณหภูมิกลับสู่ปกติ ซึ่งตลอดขั้นตอนตั้งแต่ลดจนปรับคืนสู่อุณหภูมิเดิม ใช้เวลาราว 3 วัน หลังผ่านการทำไฮโปเธอร์เมียหรือระหว่างทำ แพทย์จะรักษาความผิดปกติที่เป็นต้อตอด้วย อย่างกรณีของนายฉัตรชัย พบว่าเป็นโรคหัวใจเต้นผิดจังหวะชนิดหนึ่ง

เทคนิคการลดอุณหภูมิร่างกายในต่างประเทศมีมาประมาณสิบปี ส่วนในเมืองไทยใช้มาราวๆ 4-5 ปี บ้านเรายังมีแพทย์ผู้เชี่ยวชาญเรื่องการทำไฮโปเธอร์เมียอยู่ไม่มาก ทั้งในโรงพยาบาลรัฐและเอกชน แพทย์แต่ละท่านก็ยังใช้เทคนิคลดอุณหภูมิร่างกายที่แตกต่างกัน ซึ่ง นพ.สมบัติ หวังให้ในอนาคต แพทย์ไทยใช้เทคนิคไฮโปเธอร์เมียกันมากขึ้นและเป็นระบบแบบแผนชัดเจน

ด้านนายฉัตรชัย เล่าหลังผ่านประสบการณ์เฉียดตายว่า รู้สึกตนเองเป็นคนโชคดีที่ได้รับการช่วยเหลือจากเพื่อนร่วมงานที่เข้ามาปั๊มหัวใจ ประกอบกับได้พบแพทย์ที่ใช้เทคนิคลดอุณหภูมิร่างกาย ป้องกันสมองไม่ให้เสียหายจนต้องกลายเป็นเจ้าชายนิทรา หลังเกิดเหตุการณ์ ตนนอนรักษาตัวอยู่ในห้องไอซียูราว 17 วัน และตอนนี้เกือบจะใช้ชีวิตได้ตามปกติ เหลือเพียงทำกายภาพบำบัด ร่วมกับการพัฒนาสมองให้ฟื้นคืน เช่น หมั่นอ่าน เขียน เล่นดนตรี ตามคำแนะนำของแพทย์ เนื่องจากสมองส่วนความจำนั้นไวหรือได้รับความเสียหายได้ง่ายเมื่อเกิดภาวะขาดเลือด

จากกรณีตัวอย่างข้างต้น จะเห็นว่า การช่วยชีวิตคนหมดสติด้วยการปั๊มหัวใจอย่างต่อเนื่องเป็นสิ่งสำคัญ ดังนั้น อย่าละเลยการฝึกปฐมพยาบาลเบื้องต้น โดยเฉพาะการปั๊มหัวใจเพื่อช่วยชีวิตผู้อื่น.

ทีมเดลินิวส์ออนไลน์

ที่มา : เดลินิวส์ 18 มีนาคม 2556

Advertisements