พุทธศาสน์กับ “ศักราชใหม่” พระอาจารย์คึกฤทธิ์ โสตฺถิผโล โดย ชฎาพร นาวัลย์

bangkokbiznews121230_001ต้อนรับเข้าสู่ศักราชใหม่ ด้วย “แนวทาง” หรือเครื่องมืออันทรงพลังที่จะนำทุกท่านไปพบความจริงของชีวิต จากพระอาจารย์คึกฤทธิ์ โสตฺถิผโล
ต้อนรับเข้าสู่ศักราชใหม่ ปี 2556 ซึ่งเราต่างกำหนดให้มันเป็นจุดสตาร์ทความฝัน และความมุ่งมั่นอันแรงกล้า กายใจฉบับนี้จึงขอเสนอ “แนวทาง” หรือเครื่องมืออันทรงพลังที่จะนำทุกท่านไปพบความจริงของชีวิต เพื่อความสุขความเจริญตลอดปีและตลอดไป

แท้จริงแล้ววันเวลาก็เดินของมันไปตามกลไกธรรมชาติ จะปีเก่า ปีใหม่ วันไหน ๆ ก็สำคัญเท่าเทียมกัน หากแต่ในวันนี้ ปัจจุบันนี้มนุษย์ผู้มีกิเลสหนาทั้งหลาย ยังไม่สามารถไขว่คว้าหาคำตอบให้กับตนเองได้ บ้างก็ยังมัวเมาหรือลุ่มหลงกับความบันเทิงเริงใจ จนประมาทและชะล่าใจกับการใช้ชีวิตที่ถูกครรลอง

ในขณะที่บางคนอาจค้นพบทางออกของตนแล้ว ทว่าก็ยังไม่มั่นใจในทางเลือกหรือคำตอบของตนเอง หลายคนว่าพวกเขาไม่มีหลักยึดที่ถูกต้องแท้จริง จึงโอนเอนท่ามกลางคลื่นข้อมูลความรู้ที่หลากหลายถาโถมซัดกระหน่ำ แล้วพวกเขาจะตัดสินใจให้ถูกต้องได้อย่างไร มันเป็นคำถามที่น่าแปลกใจสำหรับชาวพุทธที่มีศาสดาองค์เดียวกัน ผู้ตรัสรู้ความจริงของโลกอย่างแจ่มแจ้ง

เราเดินทางมุ่งหน้าสู่วัดหนองป่าพง อ. ลำลูกกา จ. ปทุมธานี เพื่อปุจฉา สอบถามความจริง ไขข้อสงสัยกับพระอาจารย์คึกฤทธิ์ โสตฺถิผโล ซึ่งท่านเมตตาวิสัชนา ให้ความกระจ่างกับผู้อ่านกายใจ

พระสูตรหรือพุทธวจนะคือคำตอบของทุกสิ่งหรือ

ใช่ เพราะพระพุทธเจ้าคือ สัพพัญญู รู้ทุกเรื่อง รู้โลกธาตุ เพราะฉะนั้นความศรัทธาที่ชาวพุทธมีต่อศาสดาตนเอง ต้องศรัทธาว่าพระพุทธเจ้าตรัสรู้จริง ไม่ว่าเรื่องทางโลกหรือเรื่องทางธรรม รู้ทั้งหมดและพระองค์ก็ได้จำแนก แจกแจง เปิดเผย บอกเราทุกอย่างแล้ว ก็เลยกลายเป็นว่าคำพูดของพระพุทธเจ้าคือคำตอบของทุกเรื่องในโลก
เป็นคำตอบที่เป็นสัจจะ คือความจริง ซึ่งไม่เปลี่ยนแปลงไปตามกาลเวลา ตรงจริง สัจจะในทางโลก จริงวันนี้ อีกห้าปี สิบปี ร้อยปีอาจจะเปลี่ยนก็ได้ เป็นอนิจจัง ไม่แน่นอน ดังคำที่พระพุทธเจ้าตรัสกับสาวกว่า วิธีการรักษาไว้ซึ่งความจริงคือ อย่าคิดว่าสิ่งนี้เท่านั้นจริง สิ่งอื่นเปล่า ด้วยความคิดอย่างนี้ความจริงจะถูกรักษาเอาไว้ เพราะสิ่งที่เรารู้มามันเป็นอนิจจังคือไม่แน่นอน มันเปลี่ยนแปลง

หลักธรรมใดที่เราควรยึดใช้ในชีวิต

อริยสัจ ๔ เป็นความจริงที่เป็นกฎตายตัวของธรรมชาติ เพราะข้างในของมันก็คือปฏิจจสมุปบาท อิทัปปัจจยตา ครอบคลุมทุกเรื่อง ว่าด้วยสิ่งนี้มีสิ่งนี้จะมี ถ้าสิ่งนี้ไม่มี สิ่งนี้จะไม่มี กฎตัวนี้มันเป็นหลักเหตุหลักผลของสังคม ถ้ามนุษย์ใช้หลักตรงนี้ มันตอบโจทย์ได้ทุกเรื่อง ใครค้าขายไม่ดี ก็ไปสร้างเหตุไม่ดี ซึ่งอาจเป็นเหตุทางโลกหรือเหตุทางธรรม เหตุทางโลกขยันแล้ว การศึกษาดีแล้ว ทำไมอุปสรรคเยอะ เจอแต่คนไม่ดี ทำไมโอกาสเราไม่เหมาะกับเวลา ไม่ได้จังหวะ แหม พลาดไปนิดเดียว ก็ต้องไปสร้างเหตุปัจจัยสิ่งที่บางทีเรามองไม่เห็น เรานึกไม่ถึง แต่ตถาคตทราบ นั่นคือ พระศาสดาของเรา

นั่นก็คือการต้องเป็นผู้มีศีลดี ไม่ห่างเหินจากฌาน หรือสมาธิ ประกอบกับการทำวิปัสสนา คือมีปัญญาเห็นความไม่เที่ยง อยู่วิเวกบ้าง หรือให้ความศรัทธาศีล สุตมยปัญญาก็ได้ แล้วก็จะได้สมความปรารถนา

สิ่งนี้ต้องยึดไว้ตลอดชีวิตเลย เพราะเราตายแน่นอน เพราะเวลาเราจะตาย เราจะวางจิตไม่ไหว นี่เป็นคำสอนที่ตอบได้ทั้งทางโลกและทางธรรม คนมักจะคิดไปว่าพระพุทธเจ้าสอนในเรื่องการหลุดพ้นอย่างเดียว นั่นคือเขายังไม่เข้าใจว่าสัพพัญญูคืออะไร ทางโลกก็ตอบไป ทางธรรมก็ตอบไป แต่เพราะคนยังไม่เป็นโสดาบันจึงมีความหวั่นไหวในพระพุทธเจ้า ก็เลยไปฟังคนอื่น ฟังหมอดูบ้าง พึ่งผีสางเทวดานางไม้ พึ่งตัวเลข ก็จะแสวงหาไปเรื่อย ๆ ท่านก็บอกว่าเดินไปหาที่พึ่งที่ไม่ถูกต้อง ไม่สามารถแก้ปัญหาความทุกข์ได้

แล้วมีหลักธรรมใดใช้แก้ปัญหาปากท้อง

อันดับแรกต้องเชื่อพระพุทธเจ้าก่อน กลับมารักษาศีล กลับมานั่งสมาธิ มาเห็นสัจจะว่า สัตว์โลกเป็นไปตามกรรม เดี๋ยวอุปสรรคปัญหาต่าง ๆ จะค่อย ๆ หมดไปเอง พื้นฐานต้องยอมรับระดับหนึ่งว่า แต่ละคนมีมาไม่เท่ากัน ภายใต้ความไม่เท่ากันตรงนี้ อยากให้ผลกรรมดีนั้นส่งผลในปัจจุบันไหม พระพุทธเจ้าให้ทำสมาธิ ๘ ระดับซึ่งจะส่งผลในปัจจุบันทันที เมื่อเรามีศีล สมาธิ อุปสรรคปากท้องจะค่อย ๆ หมดไป ชีวิตจะดีขึ้นไปเรื่อย ๆ ต้องศรัทธาตรงนี้ก่อน ค่อย ๆ ทำไปเรื่อย ๆ

เราจะเห็นคนจบตรี โท เอก ขยันเท่า ๆ กัน แต่ทำไมบางคนสำเร็จ บางคนไม่สำเร็จ นั่นเพราะมีเหตุปัจจัยที่หลายคนไม่รู้ แต่สัพพัญญูรู้ ท่านบอกให้พึ่งตนและพึ่งธรรมะ พระองค์ให้เจริญสติปัฏฐาน ๔ กลับมารู้ลมหายใจตนเอง เจริญอาณาปานสติ

สิ่งที่น่ากลัวที่สุดคืออะไร แล้วเราจะจัดการมันได้อย่างไร

คือการไม่รู้อริยสัจ ๔ หรือ ปฏิจจสมุปบาท น่ากลัวที่สุดเลย จึงต้องท่องเที่ยวไปตลอดกาลยาวนานในสังสารวัฏ แต่ถ้ารู้ในอริยสัจ ๔ ไม่มีอะไรจะต้องกลัว เราจะรู้ว่าชีวิตเป็นไปตามกรรม และเราออกจากกรรมได้ จะมีความมั่นคงมาก เพราะฉะนั้น จิตของพระโสดาบันจะมีความมั่นคงประดุจเสาหินยาว ๑๖ ศอกฝังลึกลงในดิน ๘ ศอก ยาวขึ้นมา ๘ ศอก โดยไม่หวั่นไหวต่อแรงโน้มท่วงที่มาทั้ง ๔ ทิศฉันใด จิตโสดาบันก็ฉันนั้น ส่วนจิตของปุถุชนก็เบาเหมือนปุยนุ่น ใครเขาบอกตรงนี้นิด ก็เอนไปแล้ว ลมพัดซ้ายทีก็ไปซ้าย พัดขวาทีก็ไปขวาอย่างนี้ ไม่มีความมั่นคง

หลักเดียวกัน หลักอริยสัจ ๔ เป็นเรื่องเร่งด่วนที่สุดที่จะต้องรู้ เหมือนฟางไหม้ผมบนศีรษะ พระพุทธเจ้าตรัสถามว่าเธอจะทำอะไรก่อน ตอบกลับมาว่าดับผมบนศีรษะก่อน พระพุทธเจ้าบอกมารู้อริยสัจก่อน ขนาดนั้น ฉะนั้นการไม่รู้ปฏิจจสมุปบาท หรืออริยสัจ ๔ ร้อนยิ่งกว่านรก ในนรกว่าร้อนแล้วนะ แต่การไม่รู้นี่ร้อนยิ่งกว่า

ปฏิจจสมุปบาท ก็คืออริยสัจ ๔ ข้อที่ ๒ และ ๓ เราจะพูดอย่างใดอย่างหนึ่งก็ได้ คนที่ไม่รู้ก็อาจสับสน แต่มันคืออย่างเดียวกัน ปฏิจจสมุปบาท คือการลงรายละเอียดในข้อ ๒ และ ๓ สมุทัย เหตุเกิด คือ ปฏิจจสมุปบาทสายเกิด การเกิดขึ้นของความตาย ส่วนปฏิจจสมุปบาทสายดับคือตัวนิโรธ เวลาพระพุทธเจ้าจะพูดนิโรธอย่างเดียว เพราะองค์จะตรัสลำดับขั้นการดับไปของความตาย ว่าตายสามารถดับไปได้ เข้าแบบที่เหตุ ถ้าฆ่าไม่มี ตายก็ไม่มี ถ้าดับภพ ชาติจะไม่มี ถ้าดับอุปาทาน ภพจะไม่มี ถ้าดับตัณหา อุปาทานจะไม่มี ถ้าดับเวทนา ตัณหาก็ไม่มี ถ้าดับผัสสะ เวทนาจะไม่มี ไล่ดับไปเรื่อย ๆ

เรื่องนี้ไม่ใช่เรื่องที่เข้าใจยาก มีอยู่กับตัว แต่ไม่ดูเอง ก็มัวแต่เพลินกับรูปรสกลิ่นเสียง แต่อริยสัจอยู่คาตาของทุกคน พระพุทธเจ้าจึงตรัสว่า มนุษย์ทั้งหลายเป็นผู้มีผัสสะบังหน้า ก็เลยเพลินในผัสสะ เข้าใจผิดในผัสสะ ก็เลยไม่เห็นไง สุขเกิดมาสักพักก็ดับไป แต่ไม่มีใครเห็นเวลามันดับ ความทุกข์เกิดมาที่สุดก็ดับไป แต่ไม่มีใครสังเกตว่าดับไปของทุกข์ ความจริงก็เห็นอยู่ในปัจจุบันขณะ เห็นอย่างนี้ได้คนนั้นหลุดพ้นจากความตาย ไม่ต้องตายอีกต่อไป นี่คือสุดยอดของปาฏิหาริย์ ปาฏิหาริย์ใดก็ช่วยให้พ้นจากความตายไม่ได้นอกจากปาฏิหาริย์คือคำสอน

ที่ผ่านมาเราเชื่ออิทธิปาฏิหาริย์ เรามีเครื่องวัดผิด เพราะเราไม่ได้ศึกษาพุทธวจนะ พระพุทธเจ้าไม่ได้สรรเสริญนะ สังคมจึงมีมาตรฐานผิดเครื่องวัดผิด คิดว่าเขาเป็นอริยบุคคลก็เลยเชื่อไปตามนั้น มันก็เลยรู้ผิดกันไปเรื่อยๆ พอบอกแก้กรรมก็ไปรดน้ำมนต์ ไปบังสกุลเป็น-ตาย ไปสะเดาะเคราะห์ ไปดูฤกษ์ยาม คิดว่าเป็นมงคล แต่ตถาคตบอกว่านี่เป็นเดรัจฉานวิชา เลี้ยงชีวิตผิด ซึ่งถ้าเขาเป็นอริยะ เขาต้องมีสัมมาอาชีวะ และเขาต้องเพียรพยายามละมิจฉาอาชีวะให้ได้ ต้องมีสติ เพื่อเป็นสัมมาสติ ละมิจฉาสติได้ เพราะฉะนั้นมันไม่ใช่เรื่องยากหรือง่าย แต่เป็นเรื่้องจริงหรือไม่จริง อยากรู้ความจริงก็ต้องศึกษา ที่จะต้องทำความเข้าใจและอย่าหยุดความเพียร ก็จะบรรลุได้แน่นอน

เราจะแก้ไขความขัดแย้งในตัวเราและสังคมได้อย่างไร

ต้องไม่หวั่นไหวในพระศาสดา ต้องถามว่าเขาศาสนาพุทธหรือเปล่า แต่ถ้าไม่ใช่หรือมีลัทธิอื่น พระพุทธเจ้าก็มีการสอนอีกแบบหนึ่ง เราก็เอาความดีที่เห็นตรงกันมาคุยกันก่อน ศาสดาใดสมาทานความดีที่เห็นตรงกันได้มากกว่ากัน ให้เป็นเลือกนับถือสิ่งนั้น

แต่ถ้าเรามีศาสดาแล้ว นับถือพุทธใช่ไหม แต่ยังไปฟังความเห็นอื่น แสดงว่าหวั่นไหวในศาสดาของตัวเอง แต่ถ้าเชื่อมั่นก็จะฟังแต่พุทธวจนะ เพราะนี่คือคำที่ออกจากปากศาสดา สาวกมีหน้าที่จดจำคำศาสดามาถ่ายทอด พระพุทธเจ้าจึงตรัสว่า เธอทั้งหลายเป็นทายาทแห่งตถาคต เป็นโอรสอันเกิดจากปากตถาคต พระสงฆ์มีเอาไว้เป็นกระบอกเสียงของพระพุทธเจ้า แต่ไม่ใช่เอาคำพูดของตัวเองมาพูดเอง มิฉะนั้นถ้าเอาคำพูดนั้นมาได้ ก็แสดงว่าคำพระพุทธเจ้านั้นผิด เพราะพระพุทธเจ้าตรัสว่า ภิกษุทั้งหลาย จะไม่บัญญัติสิ่งที่พระพุทธเจ้าไม่เคยบัญญัติ จะไม่เพิกถอนสิ่งที่บัญญัติไปแล้ว อยากเจริญก็ทำแบบนี้ อยากเสื่อมก็บัญญัติเข้าไป เสื่อมแน่นอน เพราะฉะนั้นตถาคตก็ไม่เป็นหนึ่งเดียว นี่คือสับสนตั้งแต่ตนเอง คนอื่นก็เลยสับสน สังคมก็เลยสับสน ก็เกิดการแตกแยก นี่ขนาดแค่สังคมพุทธ ยังมีหลายสำนักหลายนิกาย

เพราะฉะนั้น อย่างที่พระพุทธเจ้าบอก สุตตันตะ เหล่าใดที่กวีแต่งขึ้นใหม่ เป็นคำร้อยกรองประเภทกาพย์กลอนมีอักษรสละสลวยมีพยัญชนะอันวิจิตร เป็นเรื่องนอกแนวเป็นคำกล่าวของสาวก เมื่อมีผู้นำสุตตันตะเหล่านั้นมากล่าวอยู่ เธอจักไม่ฟังด้วยดีไม่เงี่ยหูฟัง ไม่ตั้งจิตเพื่อจะรู้ทั่วถึงและจักไม่สำคัญว่าเป็นสิ่งที่ตนควรศึกษาเล่าเรียน ส่วนสุตตันตะเหล่าใด ที่เป็นคำของตถาคตเป็นข้อความลึกมีความหมายซึ้ง เป็นชั้นโลกุตตระว่าเฉพาะด้วยเรื่องสุญญตา, เมื่อมีผู้นำสุตตันตะเหล่านั้นมากล่าวอยู่; เธอย่อมฟังด้วยดี ย่อมเงี่ยหูฟัง ย่อมตั้งจิตเพื่อจะรู้ทั่วถึง และย่อมสำคัญว่าเป็นสิ่งที่ตนควรศึกษาเล่าเรียน

ความขัดแย้งจะหมดไป ถ้าเรามีศรัทธาร่วมกันในคน ๆ เดียว ทุกอย่างเรียบร้อยหมด ไม่ใช่ว่าพอคนนี้บอกให้หยุด อีกวันคนนั้นบอกให้หยุด คนนี้ก็บอกคนนั้นทำได้ ทำไมจะทำบ้างไม่ได้ อย่างนี้ไม่มีวันแก้ได้ แต่ถ้าเรายึดมั่นในพระศาสดา ทุกเรื่องในสังคม แก้ปัญหาได้ทั้งหมด พระพุทธเจ้าตอบปัญหาของคนทั้งโลกไว้หมดแล้ว จิปาถะ ความเห็นมนุษย์ทั้งโลกคิดได้ ๖๒ แบบ เพราะฉะนั้นคนที่มีอินทรีย์แก่กล้า ดวงตามากน้อยแค่ไหน พระพุทธเจ้ารู้ทั้งหมด แม้จะไม่มีตอบไว้ ก็มีหลักเทียบเคียง ถ้าเข้ากันได้กับสิ่งที่ควร อันนั้นก็ควร ถ้าเข้ากับสิ่งที่ไม่ควร อันนั้นก็ไม่ควร วางหลักเอาไว้แล้ว ฉะนั้นเวลาฟังคำใคร อย่าเพิ่งเชื่อ อย่ารับรอง อย่าคัดค้าน แต่จำให้ดีว่าเขาพูดว่าอะไร เสร็จแล้วเอามาเทียบเคียงกับสิ่งที่ตถาคตว่าไว้ ถ้าเข้ากันได้แสดงว่าคนที่พูดนั้น เขาจำมาถูก แต่ถ้าไม่เข้ากับคำตถาคตให้ละทิ้งความเชื่อและคำพูดนั้นเสีย

อันความขัดแย้งในสังคมนั้นมีหลายเหตุปัจจัย เหตุปัจจัยหนึ่งของการทะเลาะเบาะแว้ง ไม่ว่าจะเป็นมนุษย์ ยักษ์ นาค อสูร เทวดา มันทะเลาะกันหมด เหตุปัจจัยในการขัดแย้งคือ อิจฉา และ ตระหนี่ อิจฉากันและมีความตระหนี่หวงแหน มันจะเกิดการทะเลาะเบาะแว้งกันทันที เรียกว่าเรื่องราวอันเกิดจากการหวงกัน แล้วก็มีคนถามพระพุทธเจ้าว่าความอิจฉาและตระหนี่เกิดจากอะไร ท่านก็ตอบว่าเพราะสิ่งอันเป็นที่รักและไม่เป็นที่รัก เดี๋ยวจะเกิดอิจฉาและตระหนี่ขึ้น แล้วก็จะทะเลาะกัน ทางแก้ก็คือ เมื่อรักใครไม่ชอบใครก็ให้รีบวางอุเบกขา วางเป็นความเฉย ๆ แล้วความรักที่เกิดจากรัก รักที่เกิดจากเกลียด เกลียดที่เกิดจากรัก และเกลียดที่เกิดจากเกลียดจะดับไป อารมณ์คนมี ๔ อย่างในโลก

อีกทั้งการเจริญธรรม ๓ อย่างให้มาก นั่นคือ ถ้าเราเจริญความคิดในทางกาม ปฏิบัติ เบียดเบียน การทะเลาะก็จะเกิดขึ้น แต่ถ้าเราละ ๓ อย่างแล้วมาเจริญธรรม คือ การหลีกออกจากกาม หลีกออกจากพยาบาท และหลีกออกจากการเบียดเบียน การทะเลาะเบาะแว้งจะไม่เกิดขึ้น คนในสังคมมองกันด้วยสายตาแห่งความรัก จะเข้ากันได้ดุจน้ำกับน้ำนม

ที่มา : กรุงเทพธุรกิจ 30 ธันวาคม 2555

.

Related Article :

.

‘ปัจจุบันขณะ’ ต้นทางแห่งความสุข พระมหาอุเทน ปัญญาปริทัตต์ โดย มนสิกุล โอวาทเภสัชช์

bangkokbiznews121209_001พระวิปัสสนาจารย์รุ่นใหม่วัย 43 ปี 30 พรรษา แนะให้เราใคร่ครวญธรรมในช่วงเดือนสุดท้ายของปี หากวันนี้เป็นวันสุดท้ายของชีวิต อะไรคือสิ่งสำคัญ

“สำหรับปุถุชน เมื่อมีความสุขจะตกอยู่ในความประมาท เว้นเสียแต่ว่า ประสบทุกข์บ้างแล้วพิจารณาใคร่ครวญเสมอก็จะไม่ประมาท เพราะมนุษย์จะพยายามแสวงหาทางเอาตัวรอด เมื่อปีที่แล้วคงจำกันได้ถึงน้ำท่วมเป็นอาคันตุกะมาเยือนเรายาวนานจนถึงปลายปี หลายคนพบสัจธรรมตรงนั้น น้ำภายนอกมาเป็นครั้งคราว แต่น้ำในใจ มันท่วมเราอยู่หรือเปล่า ท่วมนอกยังมองเห็น แต่ท่วมในมองไม่เห็น โลภะ โทสะ โมหะ เวลามันท่วมใจเรา เราเห็นไหม”

พระมหาอุเทน ปัญญาปริทัตต์ วัดชนะสงครามราชวรมหาวิหาร กรุงเทพฯ ชักชวนให้เราครุ่นคิดในกิจปฏิบัติที่กำลังจะผ่านไปอย่างรวดเร็วในอีกสามสัปดาห์ข้างหน้าว่า หากวันนี้เป็นวันสุดท้ายของชีวิต อะไรคือสิ่งสำคัญที่สุดในชีวิตที่เราควรจะทำก่อนจากไป

สตีฟ จ๊อบส์ ยังบอกว่า ให้ใช้ชีวิตราวกับว่าวันนี้เป็นวันสุดท้าย คนเรามักจะนึกถึงชื่อเสียง เกียรติยศ เงินทอง แต่คุณรู้ไหม เมื่อความตายมาถึง ทุกสิ่งทุกอย่างมลายไปเลย แต่เมื่อมีชีวิตอยู่วันเดียว คุณสามารถทำอะไรก็ได้ตามใจปรารถนาในสิ่งที่คุณคิดว่าสำคัญที่สุด

แต่ก่อนอาตมาเป็นสามเณร เป้าหมายในปีนั้น คือจบเปรียญธรรม 9 ประโยค แล้วตำแหน่งประธานสามเณรก็มีคิวสอบเป็นประธาน ตอนนั้นมีหนังสือเล่มหนึ่ง ‘เวลาแห่งชีวิต’ เป็นจุดเริ่มต้นหักเหของอาตมา เขาบอกว่า ให้คุณลองคำนวณเวลาในชีวิตของคุณดู 3 ปี 1 ปี 6 เดือน 3 เดือน 15 วัน ถ้าหาก 3 ปีจะต้องเสียชีวิต คุณจะทำอะไร มันจะมีคำตอบออกมาเลยว่าจะทำอะไร ไล่มาตามลำดับ กระชั้นเข้ามา แล้วเราจะเห็นสิ่งที่สำคัญที่สุด

“ตอนนั้นอาตมาเขียนไปว่า 3 ปี ตั้งใจเรียนมหาจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ถ้า 2 ปีต้องจบเปรียญธรรม 9 ประโยค ถ้า 6 เดือน จะเข้ากรรมฐาน เมื่อเขียนแผนที่ออกมาอย่างนี้จะเห็นความสำคัญที่กระชั้นที่สุด เมื่อเห็นชัดเจนแล้วให้สละสิ่งที่ไม่สำคัญออกไป ตอนนั้น ประธานสามเณร ปฏิเสธไปเลย เพราะหากวันนี้เป็นวันสุดท้ายของชีวิต คำตอบของอาตมาคือ บุญกุศล ก็ต้องภาวนา พุทโธ เลย ทุกลมหายใจเข้า หายใจออก แล้วจะรู้ว่าสิ่งใดมีสาระตอนที่ต้องจากไปจริงๆ”

กายใจ : ให้เริ่มต้นภาวนาเสียแต่วันนี้หรือ

พระมหาอุเทน :เราต้องมนสิการภายในใจ การปัจเวกขณะ พิจารณาอยู่เนืองๆ นี่คือสิ่งที่ชาวพุทธเราไม่ค่อยปฏิบัติกัน เราไม่ค่อยพิจารณาว่า เรามีความแก่เป็นธรรมดา ไม่สามารถล่วงพ้นความแก่ไปได้ เรามีความเจ็บเป็นธรรมดา ไม่สามารถล่วงพ้นความเจ็บไปได้ เรามีความตายเป็นธรรมดา ไม่สามารถล่วงพ้นความตายไปได้ เราจะต้องพลัดพรากจากของรักของชอบใจเป็นธรรมดา และเรามีกรรมเป็นของของตน ไม่ว่าทำกรรมอันใดไว้ เราต้องเป็นผู้รับผลของกรรมนั้น

คนไทยเราขาดการมนสิการในข้อที่ว่า เราจะต้องพลัดพรากจากของรักของชอบใจเป็นธรรมดา ทำให้เราติดยึดคนรัก ยึดติดของรัก เมื่อเราไม่พิจารณา เวลาเจอกับเหตุการณ์ต่างๆ ที่ต้องพลัดพรากก็ทำใจไม่ได้

ทรัพย์สมบัติแท้จริงแล้วเป็นของสาธารณะ ลมก็สามารถพัดพาไปได้ น้ำก็สามารถพัดพาไปได้ ไฟก็สามารถเผาผลาญไปได้ แล้วอะไรเป็นทรัพย์ที่ไม่ใช่ของสาธารณะ นั่นคือทรัพย์ภายใน ที่ไม่มีใครเอาจากเราไปได้ ไม่ถูกทำลายจากดิน น้ำ ไฟ ลม

สมมติเรามีแหวนเพชรวงหนึ่ง ไปวางไว้ในที่สาธารณะก็หาย หรืออยู่กับเราเอง วันหนึ่งก็หาย เพราะมันเป็นของภายนอก เมื่อเราไม่ได้พิจารณา เราก็มองว่ามันเป็นของเราไปตลอด อันนี้สำคัญ ไม่ได้พิจารณาว่า มันจะต้องพลัดพรากไปเป็นธรรมดา ก็จะเกิดความทุกข์จากการติดยึด

เหมือนสังขารที่บอกว่าเป็นอนัตตา ไม่ใช่สัตว์ตัวตน บุคคล เรา เขา ไม่ว่าจะพูดด้วยภาษาอะไรก็ตาม ทุกอย่างก็ตกอยู่ในอำนาจอนัตตา แต่เราไปติดยึดว่าสังขารนั้นเป็นตัวเรา เป็นของเรา พอยึดเป็นของเราแล้ว นั่นคือต้นทางแห่งความทุกข์ เมื่อมีความเปลี่ยนแปลงเกิดขึ้นเราก็ทำใจไม่ได้ อย่างไรก็ตาม เราไม่สามารถทำลายสังขารเองได้ เพราะโดยสภาพของมันเป็นอนัตตา การทำลายสังขารหรือการฆ่าตัวตายก็คืออุปาทานในการติดยึดอีกอย่างหนึ่ง ไม่ถูกต้อง

ที่ถูกคือ เวลามีทุกข์ ควรดูใจเราว่า ที่มีทุกข์เพราะใจนะ ตอนที่อาตมาให้ปัจจัยพี่สาวพาแม่ไปอินเดีย 70,000 บาท อาตมาบอกพี่สาวว่า นี่คือปัจจัยพาแม่ไปอินเดีย แล้วอาตมาก็ปล่อยมือ แล้วบอกพี่สาวอีกครั้งว่า นี่คือกระดาษนะ เป็นไง เราก็ละความยึดติดของเราทันทีเลย คือ เราอาศัยโภคทรัพย์ไปแสวงหาอริยทรัพย์ภายใน

ปกติคนเรา ไม่ค่อยทันความคิดกันหรอกเรื่องการปล่อยวาง เพราะเราเกิดมาพร้อมกับการกำ เริ่มแรกของมนุษย์มาพร้อมกับการติดยึด คือกำและโกย ถึงแม้ตอนนี้เราแบมือก็จริง แต่เรากำมันอยู่ในใจ เราเกิดมาในวัฒนธรรมของการติดยึดว่านี่ของหนู นี่ของฉัน อยู่ตลอดเวลา เราไม่ได้เกิดในสังคมอนัตตา ว่านี่ไม่ใช่ของเรา นั่นไม่ใช่ตัวเรา แต่เราต่างถูกปลูกฝังว่า นี่คือของเราตลอด พอวันหนึ่งมาบอกว่า นั่นไม่ใช่ของเรา ลองปล่อยสิ โทษของกำเป็นทุกข์ ให้ปล่อยบ้าง ไม่ง่ายหรอก

กายใจ : แต่ก็ไม่ยากใช่ไหม

พระมหาอุเทน :ใช่ มันยากเพราะเราไม่อยากปล่อย ถ้าอยากปล่อยต้องกลับมาที่การพิจารณาบ่อยๆ เพราะตัวเรายังยึดอยู่ ธรรมที่เรามีอยู่จึงเป็นแค่เพียงสิ่งประโลมใจแค่นั้น มันไม่สามารถเข้าไปถึงภายในใจให้เราปล่อยและวางได้จริงๆ เมื่อเรากำมาเป็นเวลายาวนาน จะมาละวันนี้ไม่ใช่เรื่องง่าย

พระพุทธเจ้าตรัสว่า จะละอกุศลได้ด้วยความเพียร คนที่กำไว้แน่น เวลาจะแกะต้องใช้ความเพียรมาก และความเพียรที่จะทำให้คลายความยึดถือต้องมาทำวิปัสสนา คือมองให้ตรงตามความเป็นจริง เพราะที่ผ่านมา เรามองว่าทุกอย่างเที่ยง เป็นสุข ถ้าเราเปลี่ยนมุมมองไม่ได้ตราบใด ก็ไม่สามารถเข้าถึงวิปัสสนาปัญญาได้เลยที่จะมองให้เห็นว่าทุกอย่างเป็นอนิจจัง ทุกขัง และอนัตตา

การทำความเพียรนั้นไม่ใช่ว่าจะทำกันวันสองวัน ครั้งสองครั้ง เดินจงกรมไม่กี่รอบก็ปล่อยวางได้ มันไม่ง่ายอย่างนั้น สมมติว่า เรากำมาตลอด 50 ปี ถ้าจะปล่อยก็ต้องใช้เวลาประมาณ 50 ปีเหมือนกัน คือเราพยายามหาทางลัดสั้น มีพระบางรูปบางท่านที่พยายามบอกทางลัดสั้น ซึ่งก็บอกได้แต่วิธีการ ความเป็นจริงแล้วลัดสั้นไม่ได้หรอก มันต้องเป็นไปตามเหตุปัจจัย เป็นไปตามขั้นตอนของมัน

ถ้าลัดสั้นได้ พระพุทธเจ้าคงไม่ใช้เวลาบำเพ็ญบารมีเป็นพระโพธิสัตว์มาเป็นเวลาสี่อสงไขยกับเศษแสนมหากัปกว่าที่ท่านจะบรรลุธรรม ดังนั้นวิถีการปฏิบัติของพระโพธิสัตว์นั้นก็นำไปสู่การละนั่นเอง ละอะไร ละมัจฉริยะ ความตระหนี่ นี่คือกระบวนการที่นำไปสู่การปล่อยการวางได้ พระพุทธองค์ตรัสว่า เราได้ละทิ้งสมบัติมา สมบัตินั้นประหนึ่งก้อนน้ำลาย คนที่บ้วนน้ำลายทิ้งแล้ว มีใครที่จะเอาก้อนน้ำลายคืนบ้าง นี่คือเนกขัมมะบารมีของพระองค์ท่านที่เรานำมาเป็นครูได้

การฝึกทิ้ง ฝึกวาง คือบารมีของเรา โดยส่วนใหญ่มนุษย์เราฝึกที่จะได้ จะเอามากกว่า ไม่เคยฝึกในการละ การลด การเลิก แล้วจะให้มาละ เลิกได้อย่างไร มีคำพูดว่า ให้อูฐเข้ารูเข็มยังง่ายกว่าให้เศรษฐีทำทาน ในสภาพการแบบนี้ หากไม่เคยฝึกละมาก่อน มันจึงเป็นเรื่องยาก

การพิจารณาช่วยได้มาก มาคิดดูสิว่า ชีวิตเริ่มต้นจากตัวเปล่านะ ไม่มีอะไรมาเลย แล้วมาสร้างอะไรภายหลังต่างหาก ฉะนั้น ถ้าจะกลับไปสู่ความไม่มีอีกจึงมิใช่เรื่องแปลก เพราะจุดเริ่มต้นก็มาจากความไม่มี มาจากดิน น้ำ ไฟ ลม ที่สุดแล้วก็กลับคืนสู่ดิน น้ำ ลม ไฟเหมือนเดิม เรามาก็มาคนเดียว ตายก็ตายคนเดียว ที่มาอยู่ร่วมกันก็เป็นแค่ช่วงเวลาหนึ่ง เมื่อแรงเหวี่ยงของกรรมไปจนสุดทาง เราก็แยกจากกัน อย่างคู่สามีภรรยา ช่วงของการหมดวงโคจรของกรรม ก็แยกทางกัน ถ้าวันนี้เราต้องแยกทางกันจึงไม่ใชเรื่องแปลก มาคนเดียวไปคนเดียวจริงๆ เวลาตาย เราไม่สามารถเอาใครไปได้เลย ถ้าคิดอย่างนี้ได้ก็วางใจเป็นกับการสูญเสีย

กายใจ : ต้องอาศัยความเพียรอย่างต่อเนื่องใช่หรือไม่

พระมหาอุเทน :ปกติ ธรรมะของปุถุชนคืออัตตา ธรรมะของอริยบุคคลคืออนัตตา เราก็ฝึกพิจารณาธรรมะของอริยบุคคลไว้บ่อยๆ แม้ยังทำไม่ได้เลยก็ฟังบ่อยๆ แล้วน้อมมาปฏิบัติ เริ่มละสิ่งเล็กๆ น้อยๆ ไปจนถึงใหญ่ๆ คือ สังขาร กายใจ ของเราเอง ต้องหมั่นฟัง หมั่นทบทวน ไม่งั้นก็ลืม เพราะถ้ายังไม่เข้าไปอยู่ในใจ จิตมันก็จะไหลลงต่ำเสมอ แต่ถ้าพิจารณาอยู่เนืองๆ จิตก็ไหลลงสู่กระแสธรรมได้ ดังคำที่ครูบาอาจารย์กล่าวว่า หยั่งลงในธรรม เมื่อหยั่งลงในธรรมแล้ว ก็หมดความสงสัยในพระรัตนตรัย พอรู้ธรรม ใจก็หยั่งลงสู่ธรรม เข้าสู่กระแสของอริยชน ถ้าเป็นโสดาบันก็อาจจะขาดสติบ้าง แต่สำหรับอริยบุคคลที่สูงขึ้นไปก็จะมีสติอยู่กับเนื้อกับตัวตลอดเวลา เมื่อเรารู้ตัวว่ายังไม่มีธรรมหยั่งรู้สู่ในใจ จึงต้องหมั่นเติมธรรมไปเรื่อยๆ โดยการฟังบ้าง อ่านบ้าง ไปเข้ากรรมฐานบ้าง เพื่อให้เรารู้ว่า วิธีทำให้ใจเย็นลงทำอย่างไร จู่ๆ ถ้าเราเจอเหตุการณ์รุนแรงแล้วจะให้ทำใจเลย ทำไม่ได้หรอก

กายใจ : นอกจากความเพียรแล้ว ยังมีสิ่งใดที่ควรน้อมมาใส่ใจในการปฏิบัติ

พระมหาอุเทน :อาตมาไปอินเดียมา ไม่เคยทำการตัดต่อวิดีโอเลย ก็กลับมาเรียนรู้โปรแกรมการตัดต่อ ใจหนึ่งก็คิดว่า ไม่ใช่หน้าที่ของเรา ก็มาคิดว่า ทำไมต้องทำ แล้วก็มีคำตอบว่า เพื่อให้ธรรมะนี้เผยแพร่ไปยังประชาชนได้มากขึ้น เมื่อมองไปที่เป้าหมายของธรรมะก็ทำให้เกิดแรงบันดาลใจในการเรียนรู้ ก็อยู่กับเครื่องคอมพิวเตอร์ตั้งแต่ตีสี่ถึงห้าโมงเย็น ทำผิดทำถูก ก็ใช้กระบวนการทางปัญญาเข้ามาเยอะ

การเรียนรู้เกิดขึ้น ประกอบด้วยความเพียรจนสำเร็จ ถ้าไม่มีเป้าหมายทางธรรมที่จะเผยแผ่หลักธรรมที่นำไปสู่ความพ้นทุกข์ เราทำไม่ได้ แต่พอมีเป้าหมาย แล้วมีความสุขกับการตัดต่อ ให้ใจกับมัน ตรงนี้เองที่เรียกว่าฉันทะ คือความพึงพอใจ มาจากวิริยะ

เช่นเดียวกับตอนที่อาตมาไปอินเดียมา 11 วัน กลับมาเขียนหนังสือ ‘ธรรมยาตรารำลึก พุทธภูมิ’ ใช้เวลา 3 เดือน เขียนได้ 500 หน้า บางคนบอกว่าไปอินเดียมารอบเดียวเขียนไม่ได้หรอก แต่อาตมาทำได้แล้วสำเร็จ ช่วงที่ไปไม่ได้บันทึกข้อมูลอะไรไว้เลย ตอนเขียนใช้ความจำระลึกเอา แล้วลำดับเรื่อง ตอนนั้นบอกแต่เพียงว่า ต้องเขียนเพราะเดี๋ยวจะลืม อาศัยหนังสือเดินทางเป็นดัชนีเท่านั้นเอง แล้วมาซ่อมช่วงต้นที่ยังไม่ได้เอกภาพ มันมีความสุขในการทำใหม่มาก อะไรเกิดขึ้นในตัวเรา นั่นคือ ฉันทะ วิริยะ ความมุ่งมั่น

ขอให้เราทุกคนมีความสุขในการทำเหตุ มากกว่ายินดีรอรับผล ส่วนใหญ่คนเราไปรอรับผล แต่มักลืมไปว่าผลจะสมบูรณ์ก็ต่อเมื่อเหตุสมบูรณ์ เราเรียนมหาวิทยาลัยกว่าจะจบสี่ปี บางคนมีความสุขวันเดียวคือวันรับปริญญา ไม่กี่วันก็ทุกข์อีกเพราะไม่มีงานทำ เนื่องจากให้ความสำคัญกับเป้าหมายมากกว่าความสุขปัจจุบัน

ชีวิตคนทำงานก็เหมือนกัน แทนที่จะมีความสุขจากการทำงาน แต่กลับไปมีความสุขจากการรับเงินเดือน มันไม่ใช่เป้าหมาย เพราะยิ่งทำให้ทุกข์โดยไม่รู้ตัวมากขึ้น ทำอย่างไรให้เรามีความสุขจากการทำมากกว่าการได้ นั่นคือ ฉันทะ ส่วน โลภะคือ อยากได้ แต่ไม่อยากทำ นี่คือคำตอบว่า หากวันนี้เป็นวันสุดท้ายของชีวิตจะทำอะไร

” เมื่อมีธรรมะในหัวใจเป้าหมายก็คือธรรมะ เราจะทำเหตุเพื่อไปหาผล หรือทำเหตุเพื่อเหตุ ก็อยู่ที่ตัวเรา ”

 

ที่มา: กรุงเทพธุรกิจ 9 ธันวาคม 2555

ดับไฟโลกด้วย สติ

พระรุ่นใหม่ยึดหลักธรรมคำสอน ที่ว่าทุกสิ่งทุกอย่างบนโลกนี้ คืออนิจจัง เปลี่ยนแปลงอย่างไม่จบไม่สิ้น สรรพสิ่งจึงเป็นสิ่งใหม่อยู่เสมอ

พระพุทธา ฐิตโพธิ วัดมหาธาตุยุวราชรังสฤษฎิ์ ราชวรมหาวิหาร กรุงเทพมหานคร มอบคาถาประจำใจให้กับเราทุกคนในวันที่วงปี พ.ศ.2554 กำลังจะเต็มรอบ และ วงปี พ.ศ.2555 กำลังจะมาเยือน

“ใกล้ปีใหม่แล้ว ถ้าจะให้พร อาตมาขอให้พรวิเศษข้อหนึ่ง ขอให้วันปีใหม่มีทุกวัน เพราะการเปลี่ยนแปลงของจิตใจมนุษย์ไม่ต้องรอถึงปีใหม่ ปีใหม่เป็นเพียงปฏิทิน ขอให้ความคิดใหม่ๆ ดีๆ งอกงามเกิดขึ้นทุกวัน ที่สำคัญ ขอให้เรามีสติ รู้อยู่กับปัจจุบัน ทุกๆ ขณะ”

พระพุทธา ฐิตโพธิ พระรุ่นใหม่ยึดหลักธรรมขององค์พระสัมมาสัมพุทธเจ้าที่สอนว่าทุกสิ่งทุกอย่างบนโลกนี้ คืออนิจจัง มีการเปลี่ยนแปลงอย่างไม่จบไม่สิ้น ทำให้สรรพสิ่งเป็นสิ่งใหม่อยู่เสมอ ตัวอย่างใกล้ตัวที่สุดคือ เซลล์ในร่างกายที่เกิดดับตลอดเวลา

“จริงๆ เราเกิดใหม่ตลอดเวลา เหมือนวันเกิด ไม่ต้องไปแฮปปี้เบิร์ดเดย์ เพราะเราเกิดทุกวัน วันปีใหม่ก็เช่นกัน มีทุกวัน จึงขอให้เรามีสติทุกวันที่พระอาทิตย์ขึ้น ขอให้มีสิ่งที่ดีๆ เกิดขึ้น แล้วมันดีที่เรามีลมหายใจอยู่ เพื่อที่จะทำหน้าที่ที่เรารับผิดชอบให้ลุล่วง เพื่อให้เราทำบุญ ทำทาน ถือศีล เจริญภาวนา ให้สมบูรณ์แบบที่สุด ”

วาระสำคัญในปี 2554 ที่พุทธศาสนิกชนหลายคนอาจลืมไปคือ เป็นปีที่เจ้าชายสิทธัตถะตรัสรู้ธรรมครบ 2600 ปี ทรงสามารถจับตัว “ตัณหา” อันเป็นต้นเหตุแห่งทุกข์ และค้นพบทางออกจากตัณหาด้วยพระองค์เองจนบรรลุเป็นพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ผู้รู้ (ตามความเป็นจริง) ผู้ตื่น (จากอวิชชา) ผู้เบิกบาน (จากกิเลสตัณหาทุกชนิด) หลังข้ามคืนที่พระพุทธองค์อธิษฐานจิตนั่งสมาธิจนพบอริยสัจสี่ กุญแจดอกสำคัญที่นำตัวพุทธองค์และมวลมนุษยชาติไปสู่ทางพ้นทุกข์ได้อย่างสิ้นเชิง

รุ่งวันเพ็ญวิสาขบูชา 15 ค่ำ เดือน 6 เมื่อ 2600 ปีก่อน ท่านประกาศกับมารที่อยู่ภายในใจของท่าน ดังปรากฏอยู่ในปฐมพุทธภาสิตคาถาว่า

“นี่แน่ะ นายช่างผู้ปลูกเรือน เรารู้จักเจ้าเสียแล้ว เจ้าจะทำเรือนให้เราไม่ได้อีกต่อไป โครงเรือนของเจ้า เราหักเสียแล้ว ยอดเรือนเราก็รื้อเสียแล้ว จิตของเราถึงแล้ว ซึ่งสภาพที่อะไรปรุงแต่งไม่ได้อีกต่อไป มันได้ถึงแล้ว ซึ่งความสิ้นไปแห่งตัณหา คือถึงนิพพาน”

เลยผ่านกึ่งพุทธกาลมา 100 ปี จนถึงวันนี้มีหน่อเนื้อแห่งพุทธะได้เดินตามรอยพระพุทธองค์อย่างไม่ขาดสาย

เช่นเดียวกับ พระพุทธา ฐิตโพธิ อดีตผู้จัดการหนุ่มคนหนึ่งวัย 29 ปี หลังจากไปบวชที่ใต้ต้นพระศรีมหาโพธิ์เมื่อสองปีก่อน แล้วปฏิบัติเจริญสติ สมาธิภาวนาจนพบกับสภาวธรรมบางอย่าง ทำให้เกิดความเบื่อหน่ายคลายจางในเหยื่อล่อทางโลก พร้อมๆ กับการได้อุปัฏฐากพระเทพโพธิวิเทศ (ทองยอด ภูริปาโล) เจ้าอาวาสวัดไทยพุทธคยา หัวหน้าพระธรรมทูตไทยสายอินเดีย -เนปาล ซึ่งเป็นพระอุปัชฌาย์ของท่าน ในช่วงที่ท่านเป็นมะเร็งต่อมน้ำเหลืองอยู่หกเดือนก่อนละสังขาร เมื่อสัจธรรมความตายอันยิ่งใหญ่ที่ปรากฏต่อหน้าของสมณะหนุ่มจนทำให้พระพุทธา ฐิตโพธิ ไม่ครองสมณเพศจนถึงวันนี้

“อาตมาเรียนจบจากคณะวิทยาศาสตร์สถิติ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ วันที่ไปบวช ไม่ได้สนใจทางธรรมเท่าไหร่ ก็นั่งเล่น ทำงานเป็นผู้จัดการทั่วไป โยมพ่อก็บอกว่า ไปบวชกันไหมที่อินเดีย ก็ไปสิ ตอนบวช ไม่ได้ศรัทธาอะไรมาก รู้ว่าเป็นศาสนาตามพจนานุกรม และรู้สึกว่าพระพุทธเจ้ามีเหตุมีผล อริยสัจสี่ถูกต้องเป็นวิทยาศาสตร์ก็เลยชอบ แต่ไม่ได้คลั่งไคล้จนเว่อร์ เมื่อเดินทางไปอินเดีย บวชใต้ต้นพระศรีมหาโพธิ์ เสร็จก็ไม่มีอะไร อาตมาเป็นพระตัวแสบอยู่ที่วัดไทยพุทธคยา แล้วก็ท่องเที่ยวไปสังเวชนียสถานทั้งสี่คือสถานที่ ประสูติ ตรัสรู้ แสดงปฐมเทศนา และปรินิพพาน

“กระทั่งหลวงพ่อทองยอดอาพาธ อาตมาจึงได้กลับมาเมืองไทยมาอุปัฏฐากท่านที่โรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์จนท่านละสังขารไปอย่างสงบ ก่อนท่านสิ้น ท่านเอามือมาจับที่มืออาตมาเหมือนจะบอกอะไรบางอย่าง นี่เอง ทำให้อาตมายังไม่สึก”

ท่านเล่าย้อนไปตอนบวชว่า ช่วงนั้นเหมือนเด็กได้เล่นของใหม่ เที่ยวไปถามบรรดาอาจารย์ว่าเทวดามีจริงไหม ผีมีจริงไหม จัดว่าเป็นพระที่ซนมาก พอพระอาจารย์ยืนยันว่าเทวดา ภูตผีมีจริง ยังถูกย้อนถามกลับว่า ถ้าผีมีจริงทำไมถึงมองไม่เห็น

“ท่านบอกว่า ปฏิบัติแล้วจะรู้เอง ปฏิบัติอะไรล่ะ นั่งสมาธิหรือ หลวงพ่อทองยอด ตอนนั้นท่านยังมีชีวิตอยู่ ก็จัดให้มีการเรียนวิปัสสนาด้วย มีพระวิปัสสนามาสอน เรียนพุทธประวัติ อาตมาเป็นคนที่อยากเรียนรู้ อยากบินได้ ก็ถามอาจารย์ที่สอนว่า นั่งสมาธิแล้วบินได้จริงไหม อาจารย์บอกว่า ถ้าอยากบินได้ มันจะบินไม่ได้ ต้องไม่อยากบินจะบินได้ อาตมาก็ปฏิบัติไป ตามหลักสติปัฏฐานสี่ ปฏิบัติไปก็เกิดสภาวะบางอย่าง เห็นรูปนาม เห็นไตรลักษณ์มันปรากฏชัดขึ้นมา มันเข้าโครงสร้างไปเอง มันเลยถอดถอนความอยาก เรื่องนี้ไม่สามารถเล่าให้ฟังได้ ต้องปฏิบัติเองจนเห็นเอง

สิ่งที่พระพุทธาเห็น นอกจากอภินิหารที่ได้พบแล้ว สิ่งที่มหัศจรรย์มากไปกว่านั้นก็คือ เรื่องของกายและใจนี่เอง

“อยู่ดีๆ ก็เห็นหัวใจเต้น เห็นเส้นเลือดในร่างกายวิ่งไปวิ่งมา มันเกิดขึ้นจากกำลังของสมาธิ เพราะเราไม่เคยฝึกไง พอฝึกไปถึงระดับหนึ่งก็ไปถึงญาณบางตัว ที่ทำให้เราเห็นไตรลักษณ์อย่างชัดแจ้ง มันถอดถอนหมดเลย เราจะเห็นกายเราไม่ใช่เรา ปฏิบัติไปแล้วจะเห็นว่า แท้ที่จริง ทุกสิ่งทุกอย่างบนโลกนี้มันไร้สาระ ได้ทบทวนว่าตั้งแต่เราเกิดมาเที่ยววิ่งหาแต่ความอยาก เติมไม่เคยเต็ม ”

แล้วการเป็นพระเติมเต็มอย่างไร ?

ท่านแจงความสงสัยว่า การครองเพศสมณะช่วยจำกัดความอยาก เมื่อไม่มีความอยากแทนที่จะกลายเป็นความว่างเปล่ากลับปรากฏความเติมเต็ม

“อาตมามีคำถามที่ถามตัวเองว่า ใครกันที่รวยที่สุด ต้องบอกเลยว่าพระ ทำไมพระจึงรวยที่สุด เพราะภาชนะของพระมันเล็ก มันจึงเต็มตลอดเวลา มันเต็มด้วยปัจจัยสี่พื้นฐาน มันจึงรวยและเต็มตลอด ขณะที่ฆราวาส ใส่ไม่เคยพอ พอใส่ไม่เคยพอ มันจึงไม่เคยเต็ม คุณจะรวยพันล้าน แสนล้าน คุณก็มีแค่สิบเปอร์เซ็นต์เอง แต่ของเขามันเต็มตลอด พระจึงเป็นโครงสร้างที่มหัศจรรย์มากในพระพุทธศาสนา”

จากเด็กที่เที่ยวเล่น ทำงานแบบเล่นๆ ไม่เคยสนใจพระพุทธศาสนา จนหันมาปฏิบัติวิปัสสนากรรมฐาน ทำให้พระพุทธาเริ่มเห็นความจริงที่ปรากฏต่อหน้าที่ไม่สามารถปฏิเสธได้ การปฏิบัติวิปัสสนาอย่างถูกต้องยังทำให้ผู้ปฏิบัติถอดถอนสิ่งที่ไร้สาระออกจนหมด จนพบว่าโลกมันไม่มีอะไร โลกมีแต่ซากปรักหักพัง เป็นโลกแห่งความอยาก ที่ไม่เคยพอ แต่ความเป็นพระ คือความเต็มบริบูรณ์

“จริงๆ แล้วทุกคนบนโลก อยากจะหาสิ่งที่ดีที่สุดในชีวิต มีความสุขที่สุด อยากได้ของนี้ พอได้มาไม่เกินสามวัน ก็โยนทิ้ง นั่นเป็นความสุขจากอามิส คือ ต้องมีเหยื่อล่อ แต่ความสุขเมื่อมีสติ คือความไม่มี ไม่เป็น เป็นสุขที่ไม่มีทุกข์เจอปน ไม่มีเหตุล่อให้เกิดทุกข์เจือปน มันจึงเป็นสิ่งที่มหัศจรรย์มาก”

“ปีนี้เราเจอความทุกข์จากน้ำท่วมกัน คนที่ไม่ถูกท่วมก็เจอผลกระทบ มันเป็นลูกโซ่ไปหมด ก่อนน้ำท่วม เรายึดมั่นถือมั่นว่า บ้านเราน้ำจะไม่ท่วม เราจึงสร้างบ้านติดพื้น เรามั่นใจในน้ำประปา จึงคิดว่า น้ำจะมีตลอด เรามั่นใจในเขื่อน แต่เขื่อนก็แตกได้ จริงๆ แล้ว เราเคยเจอสึนามิที่ญี่ปุ่น ขนาดญี่ปุ่นมีการเตรียมการอย่างดี เวลาสึนามิมาทีหนึ่งสิบกว่าเมตรเอาไม่อยู่ โรงงานไฟฟ้านิวเคลียร์ยังเละเลย น้ำท่วมประเทศไทยยังน้อย ถ้าเราเห็นภัยพิบัติที่อื่น บางแห่งไฟไหม้ทั้งหมู่บ้าน บางที่ ที่ดินถูกสูบหายไปเลย นี่เรายังเหลือบ้านไว้ให้ล้าง เรายังสบายกว่าเขาเยอะ”

ท่านบอกว่า น้ำท่วมที่ผ่านมาจึงเป็นโอกาสหลายๆ อย่างให้เราเรียนรู้เรื่องชีวิต

“ตอนน้ำไม่ท่วมเราไม่รู้เลยว่า เรารักบ้าน รักรถ หรือรักเมีย รักลูกมากกว่ากัน คุณยึดความสุขกับโลกใบนี้ คุณยึดความเป็นตัวเป็นตนไปหมด ท้ายที่สุด พอน้ำท่วมเขา คุณก็เริ่มขยับรถ เวลาน้ำท่วมบ้านเรือนล้าน รถเรือนแสน ไม่มีอะไรมีความหมายเท่ากันชีวิต และที่สำคัญกว่านั้นคือ ชีวิตของคนในครอบครัว มีผู้หญิงคนหนึ่งเขาบอกว่า อยากให้น้ำท่วมทั้งปีเลย เพราะตลอดเวลาที่ผ่านมาตอนน้ำไม่ท่วม ลูกไปทำงานที่กรุงเทพฯตลอด ไม่เคยกลับบ้าน แต่พอน้ำท่วมลูกกลับมาดูแลแม่ แม่เขารู้สึกทุกข์นะที่น้ำท่วม แต่มีความสุขที่ได้อยู่กับลูกชายตลอด ลูกไม่เคยบอกว่ารัก แต่ลูกมาดูแลแม่อย่างดี ทุกวิกฤติมีโอกาสให้เราได้เห็นความจริง ทำให้เห็นความสวยงามของความเป็นจริง”

ท่านแนะว่า อย่าไปวิตกกังวลกับสิ่งใด พยายามวางจิตวางใจ มองสิ่งไม่ดี ให้เจอข้อดี

“น้ำลด มันเห็นสัจธรรมมากว่า นี่คือบ้านเราหรือ มันเห็นไตรลักษณ์อย่างชัดเจน เห็นความสืบเนื่อง (สันตติ) ว่า บ้านที่คิดว่าจะต้องอยู่ชั่วลูกชั่วหลาน พอน้ำท่วมปุ๊บ มันเห็นความสืบเนื่องขาดสะบั้น เกิดสันติในใจ คือความปล่อยวาง บ้านกลายเป็นซากดินซากโคลน ทำให้เห็นว่า บ้านเป็นเพียงที่หลับที่นอน เราไม่ต้องยึดมั่นถือมั่นอะไรมาก พอเห็นแล้วปล่อยเราก็ไม่ทุกข์”

สำหรับปีใหม่ที่กำลังใกล้เข้ามา พระพุทธาปรารถนาให้มนุษย์ย้อนดูอดีต และมองเห็นข้อเท็จจริงว่ามนุษย์แสวงหาความอยากมาตลอด อยากเป็นสิ่งนั้นสิ่งนี้ อยากได้สิ่งนั้นสิ่งนี้ ใช้ชีวิตอยู่กับ โลภะ โทสะ โมหะตลอดเวลา ปีใหม่ที่จะถึงนี้จึงเป็นวาระที่มนุษย์ควรมองเห็นในสิ่งที่เป็นธรรมะ ที่จริงก็อยู่ใกล้ปลายเพียงจมูก นั่นคือการมองเห็นตามความเป็นจริง คือการพิจารณาว่า น้ำท่วมก็เป็นเรื่องปกติ การแก่ก็เป็นเรื่องปกติ การอยู่ การเป็นก็เป็นเรื่องปกติ ไม่นำไฟมาใส่ตัว

“ความทุกข์เปรียบเหมือนกองไฟ แต่ใครจุดไฟ ใครเอาเข้า ใครเอาออก หมายความว่า กองไฟเกิดขึ้นจากจิต จิตเป็นผู้ก่อกองไฟ แล้วเราก็ตะโกนบอกว่าเราไม่อยากทุกข์ แท้จริงแล้วเรานั่นแหละ เป็นคนจุดไฟเอง พรปีใหม่ ขอให้ 365 วัน ขอให้ถอดถอนกองไฟนั้นซะ เหตุแห่งไฟ อันได้แก่ความอยากได้ อยากมี อยากเป็น ไม่รู้จักพอ เอาไฟกองนั้นออกก่อน กองที่หนึ่ง ไฟแห่งความโกรธ ไฟกองที่สอง โลภะ และไฟกองที่สาม ความหลงผิด ความเขลา อันเป็นโมหะ เมื่อถอดไฟทั้งสามกองนี้ออกทุกวัน ก็จะเกิดความสงบสันติทุกวัน ไม่ว่าน้ำจะท่วมสูงสักกี่เมตร ไม่ว่าโลกจะแตกเป็นกี่เสี่ยง หากเราสงบจิตสงบใจได้ ก็จะไม่มีไฟเลย เพราะการมีสติ ทำให้ไฟทั้งโลกดับ”

สำหรับวิธีการฝึกสติ ให้มีกำลังต่อเนื่องเพื่อไปดับไฟในใจได้ ในการถอดถอนไฟทั้งสามกองนั้น พระพุทธาแนะว่า จริงๆ กุญแจของมัน ง่ายมาก

“เพียงแค่เรา ‘รู้สึกตัว’ อยู่บ่อยๆ เท่านั้นเอง ถ้าเรารู้สึกตัวได้บ่อยขึ้น เราจะเห็นว่า ไฟทั้งสามกองเป็นเพียงการอุปโลกน์ของจิตเท่านั้นเอง เมื่อเราจับตัวมันถูก เราก็ไม่ตกเป็นทาสมัน ดังนั้น ปีใหม่นี้ขอให้ทุกท่านมีสติ”

ที่มา: กรุงเทพธุรกิจ 25 ธันวาคม 2554

ปล่อยจิต ให้เป็นโสด (บ้างเถอะ!) โดย ดร.วรภัทร์ ภู่เจริญ

ปล่อยจิต ให้เป็นโสด (บ้างเถอะ!)

ดร.วรภัทร์ ภู่เจริญ

ประวัติ ดร.วรภัทร์ ภู่เจริญ อดีตนักวิทยาศาสตร์ขององค์การนาซ่า ผู้นำหลักพุทธมาใช้ในการจัดการองค์กรของตน และเป็นผู้สอน (และวางแผน) หลักบริหารองค์กรแนวพุทธแก่บริษัทชั้นนำทั่วประเทศ เจ้าของหนังสือ ฉลาด…ได้อีก! สุขได้อีก…เยอะเล้ย ! และอีกมากมาย ประสบการณ์การปฏิบัติธรรม 10 ปี

               คนเราทำอะไรต้องมีเป้าหมายโดยเริ่มจากการตั้งหางเสือ แล้วพุ่งไปที่เป้าหมาย

…ดังเช่นตัวผมตั้งเป้าที่จะไปนิพพาน ผมจึงปักธงชัยไว้ที่นิพพานแล้วเดินตามเส้นทางแห่งการหลุดพ้นไปเรื่อย ๆ เมื่อยก็พัก แต่ไม่เคยหยุด ทำให้ไม่ทุกข์ ไม่คาดหวัง แต่ไม่เลิก ฝึกไปเรื่อย ๆ โดยไม่ประมาท ถึงไม่ถึงเป็นเรื่องที่รู้ได้เฉพาะตน เหมือนการอิ่มข้าว ซึ่งเจ้าตัวเท่านั้นที่รู้

ผมใช้หลักการที่ว่า หากเส้นทางเดินถูกต้องตามที่พระพุทธองค์ได้ทรงชี้แนะไว้ อย่างไรก็ไม่หลงทาง ตราบใดที่เรามั่นใจในกระบวนการ ซึ่งระหว่างทางก็อาจทำเพื่อโลกบ้าง เพื่อธรรมบ้าง ตราบนั้นเราเดินทางถึงแน่นอน

มีคนเคยถามผมว่า ทำไมผมจึงตั้งเป้าเช่นนั้น หากอุปมาก็เหมือนกับคนที่เคยกินมะม่วงแล้วพบว่าอร่อย ก็เลยกินต่อ กับคนเคยกินของบูดเน่าแล้วรู้ว่าไม่อร่อย เลยเข็ดขยาดไม่กินอีก…มะม่วงอร่อยที่กล่าวถึงคือความสุขทางธรรมระดับลึก ๆ ที่เกิดขึ้นกลางใจ ทำให้ใจโล่งโปร่งสบาย ซึ่งยิ่งใหญ่และลึกซึ้งกว่าความสุขบนโลก (สุขทางเนื้อหนัง วัตถุสิ่งสมมุติทั้งหลาย) อย่างไม่สามารถเปรียบเทียบได้ ดังนั้นการที่ผมตั้งเป้าหมายที่จะไปนิพพานจึงไม่ใช่เรื่องแปลกอะไร

แต่กระนั้นการที่ผมทำงานเยอะและหลากหลายทำให้ตัวเองไม่ค่อยมีเวลา ผมจึงใช้หลักการ “บวชอยู่กับงาน” ดังที่ท่านพระอาจารย์พุทธทาสเคยสอนว่า “งานคือธรรม ธรรมคืองาน” แทน .. ในงานทั้งหลายที่เราจำเป็นต้องทำนั้น มีทั้งโจทย์และแบบฝึกหัดให้ฝึกสติมากมาย ตั้งแต่ กายในกาย เวทนาในเวทนา จิตในจิต จนถึงธรรมในธรรม

ทุกวินาที ทุกอิริยาบถที่ผ่านไป คือแบบฝึกหัดสำหรับฝึกฝนเพื่อสร้างกำลังสติให้ได้เข้าไปดูและรู้ทันการทำงานของขันธ์ 5 ที่ปรากฏตามความเป็นจริง เวลาในการทำงานเปรียบเสมือนนาทีทองที่ทำให้เราได้เห็นความคิดที่ไม่ได้ตั้งใจวิ่งเข้ามากระแทกใจของตัวเองแล้วทำให้อารมณ์เบี่ยงเบนไป

การฝึกรู้เท่าทันความคิดโดยการทำงาน เป็นเคล็ดไม่ลับฝึกได้ตลอดเวลา งานยิ่งหนัก ยิ่งเห็นจิตเห็นความคิดขัด ดังนั้นคนขี้เกียจจะเข้าใจเรื่องทางพุทธศาสนาได้ยาก

แต่ทั้งนี้ต้องเข้าใจก่อนว่า “จิตกับความคิด” เป็นคนละตัวกัน มือใหม่หัดฝึก ผมแนะนำว่า ทำทีละขั้น เริ่มจากกายรู้กาย ไล่ไปเวทนารู้เวทนา แล้วไปจิตรู้จิต จนในที่สุดจะเป็นธรรมรู้ธรรม เริ่มแรกให้ฝึกสร้างตัวรู้ที่ฐานกายให้ต่อเนื่อง โดยไม่เอาความคิดไปคิดแทนกาย ให้กายรู้เองว่ามีอะไรเกิดขึ้นกับกาย เช่น รู้ลมหายใจ รู้ผิวหนังที่หน้า รูจมูกรู้ว่ามีลมหายใจเข้า-ออกเป็นอย่างไร ช้า-เร็ว อุ่น-เย็น ฝ่าเท้ารู้ว่าพื้น อ่อน-แข็ง ผิวหนังรู้ว่า ร้อน-เย็น สั่นสะเทือน เจ็บปวด ฯลฯ

ครั้นเมื่อฝึกจนชำนาญแล้ว จึงค่อยฝึกสังเกตการณ์ทำงานของขันธ์ 5 คือ ฝึกเฝ้าระวัง “ความคิดจร” หรือความคิดที่ไม่ได้เชิญและไม่ได้ตั้งใจจะคิด ซึ่งเป็นความคิดที่เข้ามาเปลี่ยนอารมณ์ของเรา

ตัวอย่างเช่น เมื่อจะเริ่มทำงานก็ดูว่าจิตของเราโล่ง ๆ สบาย ๆ ไหม แล้วลงมือทำงานด้วยใจที่สบาย ๆ หายใจเข้า-ออกสบาย ๆ คิดเรื่องงานที่ทำอยู่ต่อหน้าเป็นปัจจุบัน หากมีความคิดจรแวบเข้ามาก็รู้ให้ทัน ถ้าเป็นเรื่องกุศลก็โอเค รู้แล้วปล่อย ถ้าเป็นเรื่องอกุศลก็รีบดีดทิ้งไป ไม่ต้องไปสนใจ ไม่ต้องตีความ และไม่ต้องขยายความ

ผมเรียกการฝึกแบบนี้ว่า การฝึกแบบสิ้นคิด คือสิ้นคิดไปก่อน ให้กายให้ขันธ์เขามาบอกเรา ไม่ใช่คิดเองเออเอง พวกเราตกเป็นทาสของความคิดมานานเกินพอ เราควรฝึกจิตให้รู้เท่าทันความคิด เฝ้าระวังไม่ให้ความคิดส่งอิทธิพลต่อจิตได้แล้ว หลวงพ่อกัณหาบอกผมว่า เมื่อเราทำได้ เราจะมี “หัวใจติดแอร์”

เมื่อเราฝึกกายรู้กาย จิตรู้จิตดีแล้ว ภายในใจเราก็จะสบาย ๆ ภายนอกก็จะรับผิดชอบการงานหน้าที่อย่างเต็มที่ หากเมื่อใดมีความคิดแวบเข้ามาเป็นอกุศล เราจะรู้เท่าทัน อุปมาเป็นดัง “นีโอ” พระเอกเรื่อง “The Matrix” จับความคิดจรที่มาในรูปของกระสุน จากกิเลส (คุณสมิทธใส่แว่นดำ) ยิงเข้าหาได้ทัน และวางมันลงเสีย ดังนั้นเมื่อเจอเหตุการณ์ที่จะทำให้เกิดอารมณ์หรือจิตไม่ว่าง เราก็จะรู้ตัวตั้งแต่ความคิดแรก ๆ หรือกระสุนลูกแรก ๆ ที่กิเลสยิงมา และสามารถจับวางได้ทัน เมื่อความคิดไม่ไปกระแทกจิต จิตก็จะไม่เกิดอาการ ทำให้จิตเรา โล่ง ๆ สบาย ๆ ชิล ๆ ต่อไป

               ด้วยเหตุนี้ หลังจากที่ผมผ่าตัดแล้วฟื้นขึ้นมา พบว่าแขนสองข้างขยับไม่ได้ ยกไม่ได้ เข็มแทงก็ไม่เจ็บ ได้แต่ห้อยต่องแต่งอยู่ข้างตัว ผมจึงรู้สึกสบาย ๆ ชิล ๆ ไม่ทุกข์อะไร เพราะรู้เท่าทันความคิด เช่น พอคิดว่าน้อยใจในโชคชะตาก็ดับมัน พอคิดสงสัยว่าเป็นอะไรก็ดับมัน พอคิดจะพิพากษาหมอที่ผ่าก็ดับความคิดนั้น ๆ หยุดคิดพิพากษา หันมารู้ตัวทั่วพร้อมที่กายในกาย เวทนาในเวทนา จิตในจิต ธรรมในธรรม สุดท้ายกลับกลายเป็นผมเองเสียอีกที่ปลอบใจหมอว่า “ไม่เป็นไร”

หรือตอนที่คุณพ่อคุณแม่ของผมท่านป่วยหนักใกล้ตาย ผมก็เฉย ๆ ชิล ๆ เพราะรู้เท่าทันความคิด ก่อนจะร้องไห้ขอให้เรารู้เท่าทันกาย ที่แน่นจากท้องน้อยขึ้นมาอก ดับความคิด ไม่ต้องคิดไปอนาคตว่าพ่อตายจะทำอย่างไร ไม่ต้องคิดถึงอดีตว่าพ่อเคยดีอย่างไร เมื่อเรารู้เท่าทัน เราก็จะมีสติ ทำให้ผ่านเหตุการณ์ทั้งหมดไปได้โดยใจไม่กระเทือน

ถ้าจิตกับความคิดเป็นสามีภรรยากัน ก็จงฝึกให้เขาหย่ากัน แล้วให้ความคิดแต่งงานกับสติ… จิตก็จะเป็นอิสระ (โสด!) คือว่าง โล่ง โปร่งและสบายในที่สุด

Tip!เรื่องทางพุทธศานาเป็นอายตนะทางใจ แต่การอ่าน การฟังเป็นอายตนะทางตาและหู ซึ่งไม่สามารถอธิบายสิ่งที่ปรากฏที่อายตนะทางใจได้เลย… ถ้าอยากจะเข้าใจเรื่องพวกนี้ ควรมีครูบาอาจารย์สายวิปัสสนาพาฝึกพาทำ เมื่อ ทำ-ทำ-ทำ แล้วก็ถาม จะทำให้เราเข้าใจได้อย่างลึกซึ้งมากขึ้น 

เรื่องจาก นิตยสารซีเคร็ต ปีที่ 4 ฉบับที่ 77 (10 กันยายน 2554)

Web link Buddhist meditation retreats

Web link Buddhist meditation retreats

รวมเว็บปฏิบัติธรรมภาวนาวิถีพุทธ

Meditation Retreats inThailand http://www.tatnews.org/emagazine/5250.asp
Revelations in Meditation : The Path to Inner Wellness http://www.tatnews.org/emagazine/5175.asp
A Good Dose of Dhamma for Meditators When They AreIll http://www.vipassanadhura.com/GoodDoseofDhamma.html
Forest Dhamma Books, a non-commercial service that gives away Buddhist books free of charge all over the world http://www.forestdhammabooks.com/
Venerable Acariya Maha Boowa Nanasampanno  The forest monastery of Baan Taad http://www.luangta.com/English/
หลวงตามหาบัว ญาณสัมปันโน   วัดป่าบ้านตาด http://www.luangta.com
Vipassana Meditation As Taught By S.N. Goenka in the tradition of Sayagyi U Ba Khinศูนย์วิปัสสนาตามแนวทางอาจารย์โกเอ็นก้า http://www.dhamma.org/
Meditation Study andRetreatCenter,   Wat Mahadhat Yuwarach Rangsarit,Bangkok
วัดมหาธาตุยุวราชรังสฤษฎ์  เขตพระนคร กรุงเทพฯ
http://www.meditation-watmahadhat.com/English-Language.html
The International Buddhist Meditation Centre (I.B.M.C.), Wat Mahadhat http://www.mcu.ac.th/IBMC/
Wat Nong Pah Pong http://www.watnongpahpong.org/indexe.php
วัดหนองป่าพง พระอาจารย์ชา สุภทฺโท http://www.watnongpahpong.org/index.php
The Young Buddhists Association ofThailandUnder The Royal Patronage (YBAT), Bangkok Thailand. email:ybatoffice@ybat.org http://www.ybat.org/v4/download.asp
ยุวพุทธิกสมาคมแห่งประเทศไทย ในพระบรมราชูปถัมภ์ กรุงเทพฯ http://www.ybat.org/v4/samanen.asp
Mae Chee Sansanee Sthirasuta,  Sathira-dhammasathan http://www.sathira-dhammasathan.org/index.php?topgroupid=     1    &groupid=     18
แม่ชีศันสนีย์ เสถียรสุต   เสถียรธรรมสถาน http://www.sdsweb.org/
หอจดหมายเหตุพุทธทาส อินทปัญโญ (สวนโมกข์ กรุงเทพฯ) http://www.bia.or.th/
วัดป่าเชิงเลน  บางกอกน้อย กรุงเทพมหานคร http://www.watpachoenglane.com/
หลวงพ่อวิริยังค์ สิรินฺธโร   สถาบันพลังจิตตานุภาพ วัดธรรมมงคล กรุงเทพมหานคร http://www.samathi.com/
Phra Paisal Visalo http://www.visalo.org/englishArticles/index.htm
รวบรวมงานเขียนและบทความของพระไพศาล วิสาโล http://www.visalo.org/
English Dharmma Talk, The first Saturday of every month 09.30 – 11.30 am. By Pha Ajahn Ponpol Pasonno  At BaanAree http://www.baanaree.net/index.php?option=com_content&view=category&id=62&Itemid=170
หลวงพ่อชาญชัย อธิปญฺโญ  ร่มอารามธรรมสถาน  หนองเสือ จังหวัดปทุมธานี http://romaram.org/default.asp
วัดปัญญานันทาราม หลวงพ่อปัญญานันทะ http://www.watpanya.com/home/
หลวงพ่อจรัญ ฐิตธัมโม วัดอัมพวัน จังหวัดสิงห์บุรี http://www.jarun.org/v6/th/dhamma-course.html
พระครูสมุห์จิรยุทธ์ อธิฉนฺโท  วัดตาลเอน  อ.บางปะหัน จ.พระนครศรีอยุธยา http://www.wattanen.org/med.php
วัดพระราม ๙ กาญจนาภิเษก  ห้วยขวาง  กรุงเทพฯ  E-mail: mindsparama9@gmail.com http://www.rama9temple.org/
พระอาจารย์มานพ อุปสโม,   ศูนย์ปฏิบัติธรรม เฉลิมพระเกียรติ 84 พรรษา ราชนครินทร์ (เขาดินหนองแสง) อ.แก่งหางแมว จ.จันทบุรี   E-mail : kdns88@gmail.com http://www.nhongsang.com/
Wat Sanamnai, Ampher Bangkruay, Nonthaburi http://en.watsanamnai.org/
The instruction of Luang Por Teean  “Self-Awareness”   email : watsanamnai@yahoo.com http://en.watsanamnai.org/index.php?lay=show&ac=article&Ntype=10&Id=539158057
วัดสนามใน ปฏิบัติธรรมตามแนวทางของ หลวงพ่อเทียน จิตฺตสุโภ http://www.watsanamnai.org/
พระอาจารย์ธมฺมทีโป  ศูนย์พัฒนาจิตเฉลิมพระเกียรติ บ้านวังเมือง อ.ท้ายเหมือง จ.พังงา http://www.thammatipo.com/
The meditation retreats at the
International Dhamma Hermitage of Wat Suan Mokkh, Ampoe Chaiya, Surat Thani
http://www.suanmokkh-idh.org/
พระอาจารย์มิตซูโอะ คเวสโก  วัดสุนันทวนาราม,  ต.ไทรโยค  จ.กาญจนบุรี http://www.watpahsunan.org/
Wat Pah Nanachat (WPN) The International Forest Monastery, Ubon Rachathani,Thailand http://www.watpahnanachat.org/
Dipabhāvan Meditation Center,   Koh Samui Thailand http://dipabhavan.weebly.com/
Bhikkhu P.A. Payutto  Wat Nyanavesakavan
พระพรหมคุณาภรณ์  วัดญาณเวศกวัน อ.สามพราน จังหวัดนครปฐม
http://www.watnyanaves.net/th/home
วัดมเหยงคณ์ พระนครศรีอยุธยา http://www.mahaeyong.org/Site/Welcome.html
พระอาจารย์อัครเดช (ตั๋น) ถิรจิตโต วัดบุญญาวาส  อ.บ่อทอง จ.ชลบุรี http://www.watboonyawad.com/
พระอาจารย์สมชาติ ธมฺมโชโต   สำนักปฏิบัติแสงธรรมส่องชีวิต  อ.หนองแค จ.สระบุรี http://www.sangdhamsongchevit.com/contact.html
ธรรมนิพนธ์  พระพรหมคุณาภรณ์ (ป.อ. ปยุตโต) http://www.watnyanaves.net/th/book_search
Buddhist Digital Library http://www.buddhist-elibrary.org/
Buddhist Meditation Online http://www.buddhanet.net/meditation.htm
Mahachulalongkornrajavidyalaya University
มหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย จ.พระนครศรีอยุธยา
http://www.mcu.ac.th/En/index.php
Royal Thai Monastery Lumbini, Lumbini, Nepal
วัดไทยลุมพินี มหาวิหาร  ประเทศเนปาล
E-mail :  lumbini979@gmail.com
http://www.watthailumbini-th.org/
Wat Thai Buddhagaya-India (Royal Thai Monastery) Bodh-Gaya, Bihar  INDIA
วัดไทยพุทธคยา-อินเดีย  ตำบลโพธิ์คยา อำเภอคยา   รัฐพิหาร  ประเทศอินเดีย
E-mail: watthai_b@yahoo.com
http://www.royalthai.org/
Wat Thai Kusinarachalermraj, Kushinagar (U.P.)  INDIA
วัดไทยกุสินาราเฉลิมราชย์ เมืองกุสินารา รัฐอุตตรประเทศ สาธารณรัฐอินเดีย   พระราชรัตนรังสี (ว.ป. วีรยุทโธ)
E-mail :  kusinara980@gmail.com
http://www.watthaikusinara-th.org
Wat Thai Chetavan Mahavihar Sravasti, (U.P)  India.
วัดไทยเชตวันมหาวิหาร นครสาวัตถี ประเทศอินเดีย
E-mail :  chetavan980@gmail.com
http://www.watthaichetavan.org/
AjahnBrahmavamso Mahathera, Western Australia http://www.ajahnbrahm.org/about.html
Abhayagiri BuddhistMonastery,CA  USA http://www.abhayagiri.org/
Cloud Mountain Retreat Center, CastleRock,WA  USA http://cloudmountain.org/index.php?page=about-us
Sati Center for Buddhist Studies,Redwood City,CA  USA http://www.sati.org/
Buddhist Peace Fellowship (occasional trainings & workshops) http://www.bpf.org/
The International Network of Engaged Buddhists (INEB) http://www.inebnetwork.org/
Comunidade Buddhista Nalanda, Brazil http://nalanda.org.br/
Bhavana Society, WV  USA http://www.bhavanasociety.org/
Vimutti Monastery, New Zealand http://www.vimutti.org.nz/
Bodhinyanarama Monastery, New Zealand http://www.bodhinyanarama.net.nz/
DhammagiriForestHermitage, Australia http://www.dhammagiri.org.au/
Tisarana BuddhistMonastery, Canada http://www.tisarana.ca/
Buddhistisches Waldkloster Muttodaya, Stammbach  Germany http://www.muttodaya.org/
Dhammapala Buddhistisches Kloster, Kandersteg   Switzerland http://www.dhammapala.org/
Santacittarama, Frasso Sabino (Rieti)  Italy http://santacittarama.altervista.org/welcome.htm
Amaravati Buddhist Monastery, Hertfordshire, United Kingdom http://www.amaravati.org/abmnew/index.php
Aruna Ratanagiri Harnham Buddhist Monastery, Northumberland, United Kingdom http://www.ratanagiri.org.uk/
Cittaviveka Chithurst Buddhist Monastery,  Petersfield, Hampshire  United Kingdom http://www.cittaviveka.org/
Hartridge Buddhist Monastery, Devon, United Kingdom http://www.hartridgemonastery.org/
Wat Pah Santidhamma The Forest Hermitage, Warwickshire, United Kingdom http://foresthermitage.org.uk/
The Middle WayRetreat, Wat Phra Dhammakaya, Thailand http://www.themiddlewaymeditation.org/th/retreat
A guide to meditation centers in Thailand, http://www.dhammathai.org http://www.dhammathai.org/e/meditation/page1.php
The World Fellowship of Buddhists (The WFB)    Sukhumvit 24,  Bangkok
องค์การพุทธศาสนิกสัมพันธ์แห่งโลก
http://wfbhq.org/index.php/meditation/62-meditation-practice-in-thailand
ท่านติช นัท ฮันห์  “หมู่บ้านพลัม” http://www.thaiplumvillage.org/
Plum Village Meditation Practice Center by Venerable Thich Nhat Hanh (Thây) http://www.plumvillage.org/