อาการหมดประจำเดือน ทำให้สูญเสียความจำ

thairath130618_001สตรีจะต้องประสบกับความทุกข์อย่างมาก ซ้ำยังมีหลักฐานแสดงว่าอาจจะสูญเสียความจำไปด้วย ในช่วงของการหมดประจำเดือน นอกจากการเกิดอารมณ์แปรปรวน อาการร้อนวูบวาบตามร่างกายขึ้นแล้ว

นักวิจัยสหรัฐฯได้หันมาจับเรื่องนี้ศึกษา หลังจากที่เคยมีการศึกษาพบมาก่อนแล้วว่า มีสตรีรายงานว่าต้องประสบกับอาการสูญเสียความจำชั่วคราว ในช่วงของการหมดประจำเดือนด้วย พวกเขาได้ศึกษาด้วยการทดสอบกับผู้หญิงที่อยู่ในวัยระหว่าง 44-62 ปี จำนวน 68 คน พวกเธอแจ้งว่า มีความ รู้สึกร้อนวูบวาบเกิดตามเนื้อตัวอาทิตย์หนึ่งไม่ต่ำกว่า 35 ครั้ง

พวกเขาพบว่าสตรีคนที่เล่าว่านึกอะไรไม่ค่อยออก ทำผลทดสอบได้คะแนนต่ำ ยิ่งคนที่เล่าว่ามีอาการร้อนวูบวาบตามตัวบ่อยและรุนแรงยิ่งถึงขั้นสอบตกเลยทีเดียว

วารสารการแพทย์ “การหมดประจำเดือน” ของสหรัฐฯ รายงานผลการศึกษาว่า ได้แสดงให้เห็นว่าการหมดประจำเดือนทำให้ความจำเสื่อมจริง แม้กระทั่งเมื่อเกิดร้อนวูบวาบ ซึ่งทำให้ไม่มีความสุขอยู่แล้ว.

ที่มา : ไทยรัฐ 18 มิถุนายน 2556

.

Related Article :

.

Relief: Scientists say that while memory loss is common among menopausal women, it is not permanent and not linked to issues such as depression.

Relief: Scientists say that while memory loss is common among menopausal women, it is not permanent and not linked to issues such as depression.

The menopause ‘can cause memory loss’: Scientists say fluctuating levels of female hormones are behind the problem 

  • Memory loss worse in year after the last period due to fluctuating hormones
  • But is likely to only be temporary and not linked to depression
  • Symptoms are common for women in their late 40s and early 50s

PUBLISHED: 16:16 GMT, 3 January 2013

Women of a certain age who feel their memory is letting them down may not be imagining it.

It is a sign of the menopause, say researchers.

A study has confirmed that around the time of the change many women struggle with memory and other brain skills.

Fluctuating levels of female hormones are the likely cause of the problem, which affects women most badly during the first year of the menopause.

But the good news is it is not linked to depression or sleep problems and the effects are unlikely to be permanent.

Dr Miriam Weber, a neuropsychologist at the University of Rochester Medical Centre, who led the study, said the findings would strike a chord with millions of women going through the menopause.

Memory difficulties are one of the most common symptoms for women in their late 40s and early 50s, she said, a transition stage known as perimenopausal.

She said: ‘This study suggests that these problems not only exist but become most evident in the women in the first year following their final menstrual period.’

The average age that women in Britain start the menopause is 50. They develop symptoms such as hot flushes, night sweats, depression, irritability and loss of concentration.

A study published in the journal Menopause looked at 117 women who were close to the menopause or had just gone through it.

The women were given a series of tests on verbal memory, working memory, attention and information processing.

The tests replicate daily tasks such as staying focused on something for a period of time, learning a phone number, and making a mental list of groceries and recalling them in the supermarket.

The researchers found that women in the early stage of post-menopause performed worse on measures of verbal learning, verbal memory and fine motor skills than women just before going through the menopause or two years into it.

The researchers also found symptoms such as sleep difficulties, depression and anxiety did not predict memory problems.

Dr Weber said: ‘While absolute hormone levels could not be linked with cognitive function, it is possible that the fluctuations that occur during this time could play a role in the memory problems that many women experience.’

Parts of the brain most dependent on oestrogen, which diminishes during the menopause, are important for verbal memory and processing speed, said Dr Weber.

Two years ago, at the age of 47, Deborah Shelton noticed her short-term memory wasn’t as good as it used to be.

It happened at the same time as she noticed changes in her menstrual cycle and hormones – making her more emotional and tearful.

The mother of two from Southampton, now 49, said: ‘I find it harder to automatically recall things like I used to. When I went food shopping with my daughter the other day, we got back to the car and I could have sworn I forgot to buy any bread.

‘My daughter had to tell me, “no mum, you did buy it” – I thought I was going mad, I couldn’t remember picking it up!’.

Dr Weber added: ‘The most important thing that women need to be reassured of is that these problems, while frustrating, are normal and, in all likelihood, temporary.’

Dr John Stevenson, of Royal Brompton Hospital in London, said: ‘When women discover it’s probably a symptom of the menopause, they are usually very relieved as they feared they might be suffering from Alzheimer’s disease.’

SOURCE: www.dailymail.co.uk

Advertisements

“เกิดอะไร กับสตรีวัยหมดระดู”

dailynews130113_001ลายคนคงเคยได้ยินคำพูดที่ว่า คุณสุภาพสตรีเมื่อมีอายุมาก ก็จะมีวัยหนึ่งที่เรียกว่า “เลือดจะไปลมจะมา” ซึ่งผู้พูดคงจะให้ความหมายของคำว่าเลือดจะไปก็คือ สตรีวัยที่เลือดประจำเดือนหรือเลือดระดูกำลังจะหมดไป ส่วนลมจะมาก็คืออารมณ์ที่แปรปรวน (ไปในทางลบ) ในขณะที่ประจำเดือนเริ่มมีความเปลี่ยนแปลงอาจมาไม่สม่ำเสมอและลดน้อยลง

ตัวผมเองไม่ได้มีความรู้ในเรื่องนี้มากเท่าใดนัก แต่จากการได้พูดคุยกับ “ศ.นพ.นิมิต เตชไกรชนะ” หัวหน้าหน่วยวิจัยสตรีวัยหมดระดู ภาควิชาสูติศาสตร์–นรีเวชวิทยา คณะแพทยศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ในรายการสุขภาพดี 4 วัย ซึ่งผมรับหน้าที่เป็นพิธีกรอยู่นั้น ได้ความรู้ที่มีประโยชน์มากมาย จึงนำเรื่องราวมาเล่าสู่กันฟังครับ

คุณหมอนิมิตอธิบายว่า คุณสุภาพสตรีที่เข้าใกล้วัยหมดระดูหรือหมดประจำเดือน ก็จะเริ่มมีประจำเดือนไม่ปกติ ที่เป็นเหตุนั้นก็เพราะฮอร์โมนในร่างกายเริ่มแกว่งขึ้น ๆ ลง ๆ ช่วงนี้เองจะทำให้คุณผู้หญิงเริ่มมีอารมณ์ที่ไม่ค่อยปกติ บางคนก็อาจจะมีอาการร้อนวูบวาบในตอนกลางคืน บ้างก็หลับ ๆ ตื่น ๆ ทำให้ในตอนเช้าอาจจะมีสมาธิไม่ค่อยดี หลง ๆ ลืม ๆ อารมณ์ไม่ค่อยมั่นคง และโกรธง่าย โมโหง่าย เป็นต้น

ต้องบอกว่าจริง ๆ แล้ว คุณผู้หญิงนั้นจะมีช่วงที่ร่างกายเปลี่ยนผ่านอยู่ 3 ช่วงด้วยกัน ช่วงแรก คือช่วงเริ่มเข้าวัยสาวเริ่มมีประจำเดือน ตอนนั้นฮอร์โมนก็จะเริ่มเปลี่ยนแปลง ในระยะนั้นอารมณ์ก็จะไม่ค่อยคงเส้นคงวา

ช่วงที่ 2 คือระหว่างตั้งครรภ์ 3 เดือนแรกก็จะเริ่มมีอารมณ์หวั่นไหวง่าย พอหลังคลอดฮอร์โมนลดลงก็จะมีอาการซึมเศร้า ก็เป็นระยะที่อารมณ์หวั่นไหวอีกช่วงหนึ่ง

ช่วงที่ 3 คือเข้าวัยทอง เป็นช่วงที่ฮอร์โมนขึ้น ๆ ลง ๆ ประจำเดือนค่อย ๆ ลดลงจนหมด ก็เป็นอีกระยะหนึ่งที่อาจมีปัญหาได้

เพราะฉะนั้นใครที่พูดว่าผู้หญิงนั้นเจ้าอารมณ์ ผมคงต้องบอกว่าเขาไม่ได้แกล้งทำนะครับ แต่เพราะฮอร์โมนทำให้เป็นเช่นนั้น เมื่อเป็นแบบนี้แล้ว ผู้อยู่ใกล้ชิดจำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องทำความเข้าใจครับ เพราะแต่ละคนก็มีความเครียดและมีเรื่องเข้ามากระทบตลอดเวลา ซึ่งในสถานการณ์ปกติเขาจะสามารถรับมือและจัดการกับมันได้ เพียงแต่ในช่วงที่ฮอร์โมนร่างกายเริ่มเปลี่ยนแปลงจะทำให้เกิดความรู้สึกเปราะบางและควบคุมตัวเองได้ยากขึ้น ตรงนี้ถ้าคนที่อยู่รอบข้างเข้าใจก็จะรู้ว่ามันเป็นระยะเปลี่ยนผ่านที่ทำให้ควบคุมตัวเองได้ยาก…แต่สิ่งสำคัญเหนืออื่นใดคือเจ้าตัวจะต้องรู้ตัวเองว่ากำลังไม่ปกติ สามารถจับอารมณ์ตัวเองได้ รู้ตัวเองว่ากำลังจะโมโหหรือแสดงอารมณ์ออกมามากเกินไปหรือไม่ แบบนี้จะทำให้สามารถควบคุมตัวเองได้ง่ายขึ้น ส่งผลกระทบกับบุคคลใกล้ตัวน้อยลง

การที่ฮอร์โมนลดลงส่งผลต่อระบบต่าง ๆ ในร่างกายได้ถึง 4 ระบบด้วยกันคือ

1. ระบบประสาทอัตโนมัติ ซึ่งจะทำให้ผู้หญิงมีอาการร้อนวูบวาบ เหงื่อออกมากตอนกลางคืน เป็นต้น

2. ระบบที่มีผลต่อจิตใจและอารมณ์ เช่น อาจทำให้เกิดอาการซึมเศร้า โกรธง่าย คุมตัวเองไม่ได้ ไม่กล้าอยู่คนเดียว บางครั้งผุดลุกผุดนั่ง วิตกกังวล บางรายอาจมีอาการหลง ๆ ลืม ๆ ไปบ้าง เพราะในช่วงกลางคืนมีอาการหลับ ๆ ตื่น ๆ ทำให้เช้าขึ้นมามีสมาธิที่ไม่ค่อยดี หงุดหงิดง่าย พานให้หลง ๆ ลืม ๆ ไปได้ชั่วขณะ ซึ่งมิได้เกี่ยวข้องหรือเป็นอาการเริ่มต้นของโรคอัลไซเมอร์แต่อย่างใด

3. ระบบทางเดินปัสสาวะและระบบสืบพันธุ์ คือจะมีช่องคลอดแห้ง หรืออาจติดเชื้อทางเดินปัสสาวะได้ง่าย เป็นกระเพาะปัสสาวะอักเสบบ่อย

4. กลุ่มอาการทั่ว ๆ ไป เช่น มือเท้าชา ผิวแห้ง เหมือนแมลงไต่ตามตัว

ที่กล่าวมาทั้ง หมดนี้ยังไม่รวมถึงผลในระยะยาวที่ได้ยินกันบ่อยและกลัวกันมากก็คือเรื่อง “โรคกระดูกพรุน” ครับ ศ.นพ.นิมิต ให้ความเห็น ทั้งนี้เนื่องจากในร่างกายคนเราจะมีกระบวนการสลายกระดูกเก่าโดยใช้เวลาประมาณ 3– 6 สัปดาห์ จากนั้นจะมีเซลล์อีกหนึ่งตัวที่มาช่วยเสริมสร้างกระดูกใหม่ ซึ่งการสร้างนี้ใช้เวลา 3–6 เดือน ในช่วงอายุน้อย ๆ การสร้างกระดูกจะมากกว่าการสลาย ทำให้มวลกระดูกของคนเราค่อย ๆ เพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ จนอายุ 30 ปีจะมีมวลกระดูกสูงที่สุด จากนั้นจะค่อย ๆ ลดลง ซึ่งในผู้หญิงวัยสาวร่างกายจะมีฮอร์โมนเอสโตรเจนเป็นตัวยับยั้งไม่ให้เซลล์สลายกระดูกทำงานถี่เกินไป จึงช่วยรักษาสมดุลระหว่างการสลายกระดูกเก่าและเสริมสร้างกระดูกใหม่ แต่เมื่อเข้าวัยทองร่างกายขาดฮอร์โมนเอสโตรเจน เซลล์สลายกระดูกก็จะทำงานเร็วขึ้น การสร้างกระดูกไม่ทัน ผลก็คือโรคกระดูกพรุนถามหาครับ

แต่ไม่ได้หมายความว่าผู้หญิงทุกคนที่เข้าสู่วัยทองจะต้องมีโรคกระดูกพรุนนะครับ อันนี้ขึ้นกับพฤติกรรมสุขภาพ เช่น ถ้าในวัยสาวเรามีพฤติกรรมสุขภาพที่ดี สามารถสะสมมวลกระดูกได้สูง เมื่อเข้าวัยทองสูญเสียมวลกระดูกช้า ๆ โอกาสที่จะเกิดโรคกระดูกพรุนก็จะน้อย แต่ถ้าสาว ๆ ไม่ดูแลตัวเอง ปล่อยให้มีพฤติกรรมสุขภาพที่ไม่เหมาะสม เช่น สูบบุหรี่ ดื่มสุรา ไม่ออกกำลังกาย ไม่โดนแดดบ้าง ก็จะทำให้มวลกระดูกเพิ่มขึ้นน้อย และพอเข้าวัยทองมีการสูญเสียมวลกระดูกเร็ว ก็จะมีโอกาสเกิดโรคกระดูกพรุนได้สูง

ในเรื่องการรักษาอาการของสตรีวัยทองทั้งอาการทางอารมณ์ และอาการทางกายอย่างโรคกระดูกพรุนนั้น คุณหมอนิมิตอธิบายให้ฟังว่า

“จริง ๆ แล้วอาการทางอารมณ์ของสตรีวัยทองที่เกิดขึ้นเป็นผลมาจากเรื่องของฮอร์โมนที่เริ่มแกว่ง ในกลุ่มนี้ถ้าจะไปพบจิตแพทย์เพื่อการบำบัดก็ไม่ได้ช่วยมากนัก ดังนั้นในช่วงแรกแพทย์ต้องดูว่าจะใช้ฮอร์โมนเพื่อช่วยปรับให้ระดับฮอร์โมนในร่างกายไม่แกว่งมากเกินไป ซึ่งส่วนใหญ่จะใช้เวลา 1–2 เดือน ฮอร์โมนก็จะเข้าที่ จากนั้นถ้าคนไข้สามารถควบคุมอารมณ์ได้ดีขึ้นและนิ่งขึ้นได้ใน 3 เดือน ก็จะเข้าสู่การรักษาขั้นที่ 2 คือการจัดการกับความเครียด เพราะสิ่งที่มากระทบจิตใจนั้นเป็นเรื่องสำคัญ จะสั่งให้ไม่เครียดก็คงไม่ได้ แต่วิธีการที่ดีและง่ายที่สุดก็คือการออกกำลังกาย ส่วนขั้นที่ 3 ซึ่งยากที่สุดก็คือการให้คนไข้ปรับบุคลิกภาพและการมองโลก เพราะ การมองโลกในแง่ลบนั้นมีผลกระทบต่ออารมณ์และความรู้สึกเป็นอย่างมาก ส่งผลให้อาการวัยทองเป็นมากขึ้นได้…การจัดการกับความเครียดหรือเปลี่ยนมุมมองนั้นอาจเป็นเรื่องยากสำหรับหลายคนครับ จึงมองว่าการทานยานั้นง่ายกว่า แต่ต้องบอกว่าถ้าจะรักษาที่ต้นตอของสาเหตุการหายจะถาวรกว่า เพราะผมไม่เชื่อว่าคนเราจะมีสุขภาพดีและแข็งแรงได้ถ้าอยู่กับยาไปตลอดชีวิต เพราะฉะนั้นการใช้ยาเป็นเพียงเครื่องมือในช่วงแรกที่ช่วยให้คนไข้กลับมาใกล้เคียงกับปกติได้ก่อน แต่หลังจากนั้นการฝึกตัวเองจะช่วยให้ควบคุมและอยู่กับอาการวัยทองไปจนตลอดรอดฝั่งได้

ถึงตรงนี้หลายคนสงสัยว่าถ้าเกิดโรคกระดูกพรุนขึ้นแล้วจะรักษาอย่างไร สิ่งแรกเลยก็คือต้องปรับเปลี่ยนพฤติกรรมสุขภาพครับ เช่น คนที่เคยสูบบุหรี่ ดื่มสุรา หรือดื่มกาแฟมากเกินไป ไม่ออกกำลังกาย ไม่ออกไปสัมผัสกับแสงแดดบ้าง ก็ต้องปรับเปลี่ยนครับ แต่ในรายที่กระดูกพรุนมาก ๆ แล้ว ก็จำเป็นต้องใช้ยาครับ ซึ่งข้อเสียของยาก็คือมีราคาแพง ต้องใช้ต่อเนื่องระยะยาว และมีผลข้างเคียง ดังนั้นถ้าเป็นไปได้เริ่มต้นป้องกันตั้งแต่ก่อนกระดูกจะพรุนจะดีกว่าครับ

จริง ๆ แล้วถ้าคนเรามีความรู้ทางด้านสุขภาพพอประมาณ เราก็สามารถเป็นหมอให้ตัวเองได้ เพราะไม่มีหมอคนไหนรู้จักเราและรักเราเท่ากับตัวเราเอง เพราะฉะนั้นการมีความรู้ด้านการป้องกันและส่งเสริมสุขภาพนั้น จะทำให้เราสามารถดูแลตัวเองได้ตั้งแต่ต้น แต่ถ้าเราปล่อยจนเป็นโรคร้ายแรงแล้ว ตรงนั้นต้องไปหาหมอแล้วล่ะครับ และต้องหาหมอที่มีความเชี่ยวชาญเฉพาะทาง แน่นอนว่าค่าใช้จ่ายก็จะสูงมากตามไปด้วย เพราะฉะนั้นทุกสิ่งทุกอย่างทั้งการกินการอยู่การใช้ชีวิต ถ้าเราเริ่มต้นดูแลตัวเองตั้งแต่วันนี้…ดีกว่ามารักษาในวันหน้าแน่นอนครับ.

นายแพทย์สุรพงศ์ อำพันวงษ์

……………………………………………..
27 มกราคม 2556 คือวันครบรอบ 91 ปี วันคล้ายวันสถาปนายุวกาชาดไทย สำนักงานยุวกาชาด สภากาชาดไทย ได้จัดกิจกรรมเพื่อเป็นการแสดงพลังของอาสายุวกาชาดในการมีจิตอาสาช่วยเหลือภารกิจของสภากาชาดไทย ภายใต้คำขวัญ “TRCY 91 : Youth on the move-91 ปีพลังยุวอาสาเพื่อภารกิจสภากาชาดไทย” โดยได้จัดกิจกรรมต่อเนื่องตั้งแต่วันที่  25-27 มกราคม 2556 ดังนี้
• กิจกรรมพลังอาสายุวกาชาด ร่วมบริจาคโลหิต ดวงตา อวัยวะ
• กิจกรรมประกวดขบวนพาเหรด  Youth on the move
• กิจกรรมการแข่งขันการปฐมพยาบาล
• กิจกรรมประกวดนิทรรศการ
• กิจกรรมการประกวดแนวคิดนักข่าวยุวอาสา RCY News ผ่านโซเชียล มีเดีย

สถานศึกษา เยาวชน และประชาชนที่สนใจต้องการเข้าร่วมกิจกรรม หรือมาชมกิจกรรมติดต่อสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมที่ สำนักงานยุวกาชาด โทร. 0-2256-4041-2 หรือสอบถามที่ศูนย์บริการข้อมูลสภากาชาดไทย โทร. 1664

 

ที่มา : เดลินิวส์  13 มกราคม 2556