เกมเสริมเพิ่มพลังสมอง (ได้จริงหรือ?)

dailynews130914_001บนชั้นวางของในห้างสรรพสินค้า ในร้านขายอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ บนชั้นในร้านขายของสำหรับเด็ก หรือแม้แต่ร้านขายของข้างบ้าน ล้วนแล้วแต่มีของประเภทหนึ่งซึ่งผู้ที่มีรายได้มักจะซื้อเพื่อให้ลูกหลานได้ใช้ ได้เล่น ได้เรียนรู้ ซึ่งก็คือ “เกม” นั่นเองค่ะ

คำถามคือ เกมที่อ้างว่า “เพื่อช่วยพัฒนาทักษะทางความคิดและเพิ่มขีดความสามารถของสมอง” สามารถช่วยเสริมสร้างพลังสมองได้จริงหรือ?

เมื่อ 10 ปีก่อน นักวิจัยชาวสวีเดนได้วิจัยโดยให้เด็กเล่นเกมคอมพิวเตอร์พร้อมกับบอกว่า เล่นเกมนี้เพียงไม่กี่สัปดาห์จะพบว่ามีทักษะทางสมองเพิ่มขึ้น มีสติปัญญาสูงขึ้น จากงานวิจัยนี้ทำให้เรารู้ว่า ความเชื่อที่นักจิตวิทยาเคยเชื่อกันมาตลอดว่า ความฉลาดไม่สามารถเปลี่ยนแปลงหรือพัฒนาได้นั้น แท้จริงแล้วสามารถพัฒนาได้ ก็คงเหมือนกับกล้ามเนื้อที่มีความยืดหยุ่นดีขึ้นถ้าเราออกกำลังกายเพิ่มมากขึ้นนั่นเอง

ไม่น่าแปลกที่เรื่องของการฝึกทักษะทางสมองในลักษณะนี้จะได้รับความนิยมอย่างแพร่หลายไปทั่วโลก (เช่นเดียวกับกรณีโมสาร์ท เอฟเฟกต์ ที่ทำให้บริษัทขายซีดีเพลงทำเงินได้มหาศาล ทั้งที่เวลาต่อมา มีงานวิจัยอีกหลายฉบับตีพิมพ์แล้วว่า การที่คุณแม่ให้ลูกฟังเพลงโมสาร์ทตั้งแต่อยู่ในครรภ์ไม่ได้ทำให้ลูกคลอดออกมามีไอคิวสูงกว่าเด็กทั่วไปก็ตาม) บริษัทที่เกี่ยวข้องกับเกมฝึกสมองกล่าวอ้างไว้ว่า เกมเหล่านี้จะช่วยพัฒนาสมองในส่วนเวิร์กกิ้ง เมมโมรี่ เมื่อสมองส่วนนี้ทำงานดีขึ้น ก็เท่ากับฉลาดขึ้นนั่นเอง

ตามทฤษฎีแล้ว เวิร์กกิ้ง เมมโมรี่ นั้นเกี่ยวเนื่องกับทักษะการอ่าน การแก้ปัญหา การใช้เหตุผล การเรียนรู้และต่อยอด รวมถึงการคิดวางแผนเชื่อมโยง ซึ่งมักจะพบได้ว่า เด็กสมาธิสั้นหรือแม้แต่เด็กที่มีความบกพร่องทางการเรียนรู้ มักจะมีปัญหาตรงส่วนนี้เป็นพิเศษ ซึ่งเมื่องานวิจัยลักษณะนี้ถูกตีพิมพ์ แน่นอนว่าคุณพ่อคุณแม่ที่มีทุนทรัพย์จะรีบจัดหามาสำหรับลูกน้อยโดยทันที ในกรณีเด็กปกติหรือคนทั่วไปอาจจะเลือกเล่นเกมเพื่อประเทืองปัญญา แต่สำหรับเด็กสมาธิสั้นหรือแม้แต่เด็กที่มีความบกพร่องทางการเรียนรู้ งานวิจัยนี้เรียกได้ว่าเหมือนมีเทพเจ้ามาโปรดเลยทีเดียว จนถึงขนาดที่นิตยสารไทม์สตั้งคำถามว่า “ความฉลาดสร้างได้จริงหรือ?”

งานวิจัยหลายฉบับต่อจากนี้อาจจะทำให้ผู้อ่านหลายท่านผิดหวัง เมื่อโดยแท้จริงแล้ว คำตอบที่ได้คือ ไม่จริง อย่างน้อยความฉลาดไม่ได้เกิดจากการฝึกสมองผ่านเกมคอมพิวเตอร์อย่างที่เข้าใจกัน ในเรื่องนี้นักวิจัยจากยุโรปได้รวบรวมงานวิจัยที่เกี่ยวกับการฝึกสมองจากทั่วโลก ใช้วิธีการทางสถิติประมวลผล จนได้ข้อมูลในท้ายที่สุดที่ว่า การเล่นเกมอาจช่วยให้เกิดการพัฒนาทักษะทางสมองส่วนที่ได้รับการฝึก แต่ในท้ายที่สุดแล้ว การพัฒนานี้ไม่สามารถเชื่อมโยงไปยังการเพิ่มขีดความสามารถของเวิร์กกิ้ง เมมโมรี่ ในเรื่องของการอ่าน คณิตศาสตร์ หรือแม้แต่การวัดไอคิวในรูปแบบต่าง ๆ ได้เลย

การเล่นเกมทำให้ผู้เล่นมีทักษะในเกมที่เล่นก็จริง แต่ทักษะเหล่านี้สมองไม่สามารถประยุกต์ใช้ในชีวิตจริงนั่นเอง

เรื่องนี้กลายเป็นที่ถกเถียงระหว่าง 2 ฝ่ายคือ ฝ่ายนักวิจัยด้านการเรียนรู้กับนักวิจัยของบริษัทผลิตเกม ที่ยังคงฟาดฟันเพื่อให้ได้คำตอบของคำถามที่ว่า เราจะฉลาดขึ้นผ่านการเล่นเกมคอมพิวเตอร์จริงหรือไม่? ทีมนักวิจัยจากมหาวิทยาลัยจอร์เจียเทคของสหรัฐ อเมริกาได้ตีพิมพ์เรื่องนี้ลงในวารสารประสาทวิทยา หลังจากที่พยายามหาคำตอบนี้แล้วสรุปไว้ว่าแท้จริงแล้ว การฝึกสมองผ่านเกมไม่สามารถช่วยเรื่องไอคิว ให้สูงขึ้นหรือความฉลาดได้จริง ขณะเดียวกันเมื่อต้นปีที่ผ่านมานักวิจัยจากประเทศสวีเดนได้ทดลองแล้วพบว่า การฝึกสมองโดยใช้การเล่นเกมนี้ แท้จริงแล้วไม่ได้ช่วยอะไรเลย นอกจากการพัฒนาทักษะการเล่นเกมก็เท่านั้นเอง

ง่าย ๆ คือ การที่เด็กคนหนึ่งจะฉลาดขึ้นหรือไม่นั้น คงไม่สามารถวัดจากเครื่องสแกนสมองเพียงอย่างเดียว แต่คงต้องรวมถึงความสามารถในด้านต่าง ๆ ที่เด็กแสดงออกเวลาที่เขาอยู่ในห้องเรียน เวลาที่อยู่กับเพื่อน เวลาที่ทำกิจกรรมต่าง ๆ ไม่ใช่หรือ?

สำหรับเด็กปกติแล้ว การเล่นเกมคอมพิวเตอร์อาจช่วยฝึกฝนความจำ (เช่น เกมโยงภาพกับคำศัพท์ การจำรูปแบบของตัวเลข) แต่สำหรับเด็กพิเศษไม่ว่าจะเป็นเด็กสมาธิสั้นหรือเด็กที่มีความบกพร่องทางการเรียนรู้ การเล่นเกมเหล่านี้อาจทำให้คุณพ่อคุณแม่ต้องจ่ายเงินมากขึ้น เพื่อซื้อการฝึกฝนรูปแบบอะไรสักอย่าง ที่ในท้ายที่สุด เด็กก็ไม่สามารถนำไปปรับใช้ได้จริงเลย.

อ.ดร.ปรียาสิริ มานะสันต์
โครงการพัฒนาศักยภาพประชากรไทย
คณะแพทยศาสตร์โรงพยาบาลรามาธิบดี มหาวิทยาลัยมหิดล

ที่มา: เดลินิวส์  14 กันยายน 2556

Advertisements

หมั่นออกกำลังอยู่เป็นประจำทุกวัน ให้คุณประโยชน์ทั้งร่างกายและจิตใจ

thairath121219_003มหาวิทยาลัยโอทาโกของนิวซีแลนด์ศึกษาค้นคว้าพบอย่างจังว่า การออกกำลังเป็นประจำ นอกจากทำให้ร่างกายคล่องแคล่วปราดเปรียวแล้ว ยังทำให้สติปัญญาแจ่มใสอีกด้วย

นักวิจัยมุ่งศึกษา เพื่อพิสูจน์คำกล่าวที่ว่า “จิตใจที่ดีอยู่ในร่างกายที่ดี” จากกลุ่มผู้สูงอายุ พบความจริงว่า คนที่ร่างกายแข็งแรงสมบูรณ์มากกว่า จะทำคะแนนการทดสอบทางสติปัญญาได้ดีกว่าคนที่ขี้โรค พร้อมกันนั้นยังมีการศึกษาพบว่า แม้แต่ในการทดสอบด้านสติปัญญา ผู้ที่ถูกสั่งให้ออกกำลังแบบแอโรบิก ก็ยังทำคะแนนได้ดีกว่าเพื่อนที่ออกกำลังแบบพื้นๆ

นักวิจัยมหาวิทยาลัยโรแฮมป์ตันศึกษาพบว่า ผู้ที่ออกกำลังด้วยการขึ้นบันได 5 ชั้น เป็นความสูง 15 เมตร สัปดาห์ละ 5 หน หากก้าวขึ้นทีละชั้นจะเผาผลาญแคลอรีเฉลี่ยถึง 302 แคลอรี แต่หากก้าวขึ้นทีละ 2 ขั้น จะเผาผลาญไปได้ 260 แคลอรีเท่านั้น.

 

ที่มา: ไทยรัฐ  19 ธันวาคม 2555

.

Related Article :

.

Aerobic Exercise Boosts Brain Power, Review Finds

Dec. 13, 2012 — The physical benefits of regular exercise and remaining physically active, especially as we age, are well documented. However, it appears that it is not only the body which benefits from exercise, but the mind too. The evidence for this is published in a new review by Hayley Guiney and Liana Machado from the University of Otago, New Zealand, which focuses on the importance of physical activity in keeping and potentially improving cognitive function throughout life. Their review is published online in the Springer publicationPsychonomic Bulletin & Review.

A certain amount of mental deterioration is expected with advancing age. However, this may not necessarily have to be the case as particular aspects of cognitive function such as task switching, selective attention and working memory among others, all appear to benefit from aerobic exercise. Studies in older adults reviewed by the authors consistently found that fitter individuals scored better in mental tests than their unfit peers. In addition, intervention studies found scores in mental tests improved in participants who were assigned to an aerobic exercise regimen compared to those assigned to stretch and tone classes.

Interestingly, these results were not replicated in children or young adults. The one area where physical fitness or regular exercise was found to have an effect on cognitive function in these age groups was for memory tasks. Both the updating of working memory and the volume of information which could be held was better in fitter individuals or those put on an aerobic exercise regime. The authors comment that despite physical fitness not affecting all areas of cognitive function in younger people, evidence is mounting that just because they are in their prime developmentally does not mean that they cannot benefit from regular exercise.

In older generations, the evidence for improvement in cognitive function is insurmountable. The types of tests of cognitive function reviewed here are important in showing that exercise may attenuate age-related decline for specific tasks. For example, it has been found to positively affect mental tasks relating to activities such as driving, an activity where age is often seen as a limiting factor.

The authors conclude that engagement in exercise can provide a simple means for people to optimize their cognitive function. They add that more research into the effects of exercise on young adults and children is required. However, they say that “the indications reported thus far — that regular exercise can benefit brains even when they are in their prime developmentally — warrant more rigorous investigation, particularly in the context of society becoming increasingly sedentary.”

Story Source:

The above story is reprinted from materials provided bySpringer.

Journal Reference:

  1. Hayley Guiney, Liana Machado. Benefits of regular aerobic exercise for executive functioning in healthy populationsPsychonomic Bulletin & Review, 2012; DOI:10.3758/s13423-012-0345-4

SOURCE : sciencedaily.com

ช็อกโกแลตทำให้ชนะรางวัลโนเบล ชาติที่กินมากยิ่งมีผู้ได้รางวัลมาก

ไม่มีผลการศึกษาที่ไหนจะยกย่องช็อกโกแลตได้เลิศลอยเท่าที่เปิดเผยอยู่ในวารสาร “การแพทย์นิวอิงแลนด์” ซึ่งอ้างว่า คนของชาติที่ชอบกินช็อกโกแลตมาก จะเป็นคนของชาติที่ได้รับรางวัลโนเบลมากกว่าเพื่อน

รายงานอ้างว่า  คนสวิสได้รับรางวัลโนเบลมากกว่าเพื่อน  ตามด้วยคนสวีเดนและเดนมาร์กติดๆกัน ส่วนอเมริกันอยู่ระหว่างหมู่คนชาติที่กินช็อกโกแลตในปริมาณปานกลาง

รายงานอ้างต่อไปว่า คนสวิสโดยเฉลี่ย ไม่ว่าจะเป็นผู้ชาย หญิง หรือเด็ก จะฟาดสิ่งที่ยกย่องกันว่าเป็น “ทองดำ” คนหนึ่งปีละ 120 แท่ง แท่งละหนัก 3 ออนซ์
ปรากฏมีนักฟิสิกส์อเมริกัน อาจารย์อีริก คอร์เมลล์ ผู้เคยร่วมรับรางวัลโนเบล เมื่อปี พ.ศ.2544 เปิดเผยว่า “ผมยอมรับอย่างไม่อาจลืมได้ว่า ความสำเร็จที่ทำให้รับรางวัล มาจากการกินช็อกโกแลตมาก ๆ โดยส่วนตัว ผมรู้สึกว่าการกินช็อกโกแลตใส่นมทำให้โง่ จึงกินแต่ช็อกโกแลตดำ”

สำหรับผู้ศึกษาวิจัยเรื่องนี้ นายเมสเซลิแห่งโรงพยาบาลเซนต์ลุครุสเวลต์ ที่นครนิวยอร์ก เปิดเผยว่า เกิดความคิดขึ้นมาเมื่อตอนศึกษาเกี่ยวกับสารฟลาโวนอยด์ อันเป็นสารต้านอนุมูลอิสระอย่างหนึ่ง ที่มีในโกโก้และไวน์ พบว่า มีส่วนทำให้ทำคะแนนในการทดสอบสติปัญญาดี จึงเริ่มศึกษาการบริโภคช็อกโกแลตในชาติต่างๆ 23 ชาติ

เคยมีการศึกษาก่อนหน้ามาเป็นลำดับว่า การกินช็อกโกแลตดำอาจช่วยบำรุงสมอง หัวใจ และพลอยช่วยลดน้ำหนักตัวได้ด้วย.

ที่มา: ไทยรัฐ 16 ตุลาคม 2555

.

Related Article:

.

Credit: foxnews

Eat More Chocolate, Win More Nobel Prizes, Study Says

It doesn’t take a genius IQ to love chocolate, but evidently geniuses are more likely to eat large quantities of the dark gold.

BY MAKINI BRICE | OCT 11, 2012 10:55 AM EDT

It doesn’t take a genius IQ to love chocolate, but evidently geniuses are more likely to eat large quantities of the dark gold. According to a paper published in the New England Journal of Medicine, countries that eat more chocolate produce more Nobel Laureates.

Franz Messerli was inspired by reading a study about flavanols, found in wine and in chocolate, which showed that consumption of the substance increased cognitive performance. Messerli wondered whether that correlation would exist in countries as well, where chocolate consumption would be linked with country-wide cognitive performance. He used Nobel Prizes as a surrogate for cognitive performance.

Messerli examined chocolate consumption per person. Because, by the very nature of the prestigious award, there are so few Laureates, he calculated the number of Nobel prizes per 100,000 people. The relationship between chocolate consumption and Nobel Prizes was even stronger when Messerli removed Sweden from the list.

Evidently, the home of the Nobel Prize is ranked much higher than it should be based on its chocolate consumption. Messerli wrote, “One cannot quite escape the notion that either the Nobel Committee in Stockholm has some inherent patriotic bias when assessing the candidates for these awards or, perhaps, that the Swedes are particularly sensitive to chocolate, and even minuscule amounts greatly enhance their cognition.”

So who’s at the top of their class? Switzerland, of course, followed by Sweden and Denmark. The Netherlands and, strangely, France and Belgium fall in the middle of the pack. China and Brazil are at the end. Though the United States has the greatest number of Nobel Laureates of any single country, the U.S. also has the largest population. For that reason, the United States is in the middle of the pack as well.

“I attribute essentially all my success to the very large amount of chocolate that I consume,” joked Eric Cornell, an American physicist who received the Nobel Prize in 2001. “Personally I feel that milk chocolate makes you stupid. Now dark chocolate is the way to go. It’s one thing if you want like a medicine or chemistry Nobel Prize…but if you want a physics Nobel Prize it pretty much has got to be dark chocolate.”

Messerli, who was born in Switzerland and who eats chocolate on a daily basis, stresses that correlation does not equal causation. He also says that the correlation could go in the other direction as well: countries that have higher cognitive performance just tend to eat more chocolate.

Apparently, the average Swiss person eats 120 3-ounce bars of chocolate per year. In order to produce just one more Nobel Laureate, the United States would have to eat 275 million pounds of chocolate per year. So get on it, Americans!

This week, the Nobel Prize Committee is announcing this year’s list of winners. The Committe has already awarded the Nobel Prize for Physiology or Medicine to Sir John B. Gurdon and Shinya Yamanaka.

SOURCE: medicaldaily.com