19 ข้อ!! ป้องกันภัย ไม่พลาดท่าโดน ‘ข่มขืน’

thairath140406_001‘ข่มขืน’ เมื่อได้ยินคำนี้ทีไร ก็ต้องทำให้จิตใจหดหู่ขึ้นมาทันที ยิ่งในสังคมปัจจุบันด้วยแล้วไม่ต้องพูดถึงเลย เรียกได้ว่ามีคดีข่มขืนรายวันเลยทีเดียว ล่าสุดที่เป็นข่าวครึกโครม ในกรณี ดาราสาว ‘พรีม กัญณภัทร วรบวรภัทร์’ นางเอกละครจากค่ายเอ็กแซ็กท์ ถูกนำตัวส่งโรงพยาบาล จากการต่อสู้กับโจรบุกปล้นบ้าน และหวังข่มขืน ซึ่งถือว่าโชคดีมากที่รอดมาได้

‘ไทยรัฐออนไลน์’ เห็นอย่างนี้แล้ว จึงสอบถามผู้มีความรู้ พ.ต.ท.โชติวิเชียร วิเชียรโชติ ผู้อำนวยการศูนย์เตือนภัยผู้หญิง เพื่อเป็นการป้องกันภัย เมื่ออยู่ในสถานการณ์นั้นผู้หญิงควรทำอย่างไร…

พ.ต.ท.โชติวิเชียร วิเชียรโชติ บอกว่า ปรัชญาแห่งความปลอดภัยคือ การป้องกันไม่ให้เกิดเหตุ การป้องกันภัยสำหรับผู้หญิงคือ อย่าพาตัวเองไปอยู่ในสถานการณ์เสี่ยง 3 สถานการณ์ ได้แก่ 1.สถานที่เสี่ยง 2 เวลาเสี่ยง 3. บุคคลเสี่ยง ถ้าหลีกเลี่ยงได้ก็ปลอดภัยไปแล้ว 95% แต่ถ้าหลีกเลี่ยงไม่ได้จริงๆ แล้ว โอกาสปลอดภัยเหลือเพียง 5% ก็ต้องมีสติ, เตรียมอุปกรณ์ป้องกันตัว และใช้วิชาการต่อสู้ป้องกันตัวเท่าที่เคยฝึกมา`

พ.ต.ท.โชติวิเชียร วิเชียรโชติ ผู้อำนวยการศูนย์เตือนภัยผู้หญิง

พ.ต.ท.โชติวิเชียร วิเชียรโชติ ผู้อำนวยการศูนย์เตือนภัยผู้หญิง

ดังนั้นคำถามข้อแรกถือว่าตกอยู่ในสถานการณ์เสี่ยงแล้ว โอกาสรอดปลอดภัยเหลือเพียง 5%  ก็ต้องทำดังนี้

1.ตั้งสติให้ดี สูดหายใจลึกๆ เพื่อให้มีเลือดไปเลี้ยงสมองให้ตื่นตัว

2.หากยังไม่ถูกจู่โจมประชิดตัว ให้หาทางหลบหนีให้เร็ว

3.ประเมินสถานที่ เป็นที่โล่ง เช่น ทุ่งนา ป่ากล้วย หรือห้องแคบๆ ถ้าเป็นห้องแคบๆ โอกาสรอดน้อยมาก

4.ถ้าเป็นเวลากลางคืนให้วิ่งไปทางที่มีแสงสว่าง หากระยะทางไกลไม่ควรตะโกนร้องให้ใครช่วยเพราะจะเหนื่อยเปล่า และคนร้ายจะติดตามเราได้จากทิศทางเสียงที่เราตะโกน

5.ถ้าประเมินแล้วว่าวิ่งหนีไม่ทันแน่ ให้มองหาที่หลบซ่อน ที่คนร้ายไม่สามารถดีงตัวเราออกมาได้ เช่น มุดใต้ท้องรถยนต์ กอไผ่ หรือมองหาสิ่งที่พอทำเป็นอาวุธได้ เช่น ท่อนไม้ยาวๆ หรือปากกา ลูกกุญแจ ก้อนหิน กิ่งไม้เก็บซ่อนไว้กับตัว

6.ถ้าเป็นห้องแคบๆ ให้ร้องตะโกนให้คนช่วย เช่น ไฟไหม้ๆ

7.ถ้าหนีไม่ทันและถูกคนร้ายจับตัวได้แล้วโอกาสรอดเหลือ 1% อย่ายอมให้คนร้ายทำให้เราหมดสติ เพราะถ้าหมดสติไปแล้วโอกาสรอดเหลือ 0% และอาจถูกฆ่าตายได้

8.การไม่ยอมให้คนร้ายทำให้เราหมดสติคือ หากถูกล็อกคอหายใจไม่ออกแล้วเป็นนาทีชีวิต คนร้ายจะพยายามทำให้เราหยุดดิ้นหรือหยุดร้อง ซี่งเขาอาจบีบคอเราจนตายหรือทำร้ายเราจนหมดสติ ต้องหยุดดิ้น แล้วบอกว่ายอมแล้วๆ อย่าฆ่าฉัน ฉันมีลูกเล็ก มีแม่แก่ๆ ที่ต้องเลี้ยงดู เผื่อคนร้ายจะปล่อยมือ

9.หากคนร้ายมีอาวุธร้ายแรง เช่น มีดหรือปืน ไม่ควรต่อสู้ ควรบอกว่ายอมแล้ว เพื่อหน่วงเวลาไว้

10.หากคนร้ายปล่อยมือให้รีบสูดหายใจเอาแรงกลับมา แล้วพยายามเจรจาต่อรองเช่นทำทีเป็นยอม บอกให้คนร้ายใจเย็นๆ

11.ต่อรองกับคนร้ายว่าอย่าข่มขืนเลย ถ้ามีทรัพย์สิน เช่น สร้อย แหวนให้ปลดออกมาแล้วบอกว่าให้ไปเลย ปล่อยฉันไป จะไม่ไปแจ้งตำรวจ เผื่อคนร้ายเปลี่ยนใจ

12.หากต่อรองไม่สำเร็จให้ทำทีเป็นยอม แล้วบอกว่าสถานที่ไม่อำนวยควรหาสถานที่ดีกว่านี้ เพื่อหน่วงเวลา

13.ระหว่างเจรจาควรบอกว่าเราเป็นกามโรค หรือมีประจำเดือน แล้วบอกว่าจะให้ทรัพย์สินแทน โดยเอาบัตร ATM ให้ไป และบอกรหัสลวงไป เผื่อคนร้ายจะไม่ข่มขืน

14.หากคนร้ายพยายามข่มขืนอีก ให้ทำทียอมจูบปาก และรอจังหวะกัดลิ้นคนร้ายให้เร็วและแรงที่สุดแล้วรีบดิ้นหลุดออกมา มิฉะนั้นอาจถูกทำร้ายเสียชีวิต

15.หากคนร้ายให้ช่วยสำเร็จความใคร่ ให้ฉวยโอกาสขณะคนร้ายถอดกางเกง แล้วเตะผ่าหมากคนร้ายให้เร็วและแรง แล้วรีบวิ่งหนี

16.หากถูกคนร้ายกดทับตัวอยู่ หากเป็นบริเวณป่า หรือพื้นดินให้เอากิ่งไม้ หรือปากกา ทีซ่อนไว้ทิ่มตาคนร้าย แล้วรีบวิ่งหนี หรือถ้าเป็นพื้นทรายให้กำทรายขว้างใส่ดวงตาคนร้ายระยะประชิดให้เข้าตาคนร้าย แล้วรีบวิ่งหนี

17.หากทำทุกอย่างแล้วยังถูกข่มขืนก็ขอให้รักษาชีวิตเอาไว้ เพื่อไปแจ้งความให้ตำรวจตามจับกุมคนร้ายมารับโทษภายหลัง

18.หากที่เกิดเหตุเป็นห้องพักเรา เราควรซ่อนอาวุธไว้ในจุดใกล้ตัวมือเอื้อมถึงสามารถหยิบมาใช้ได้ และใช้การเจรจาต่อรองหน่วงเวลาเพื่อให้คนร้ายตายใจ เช่น บอกว่าควรใส่ถุงยางอนามัยก่อน เดี๋ยวจะไปหยิบให้ แล้วหากมีโอกาสให้รีบวิ่งเข้าห้องน้ำล็อกประตูขังตัวเองไว้ แล้วตะโกนว่าไฟไหม้ๆ

19.อย่ารอให้เกิดเหตุการณ์เลยครับ หากมีเวลาควรไปเข้าคอร์สเรียนการต่อสู้ป้องกันตัวเอาไว้บ้างเพื่อเอาตัวรอดยามคับขัน ผ่อนหนักให้เป็นเบาได้

“ไทยรัฐออนไลน์” เชื่อว่าข้อมูลเหล่าเป็นประโยชน์สำหรับผู้หญิงที่อยู่ในสถานการณ์นั้นได้ไม่มากก็น้อย แต่ทั้งนี้ทั้งนั้นก็อย่าพาตัวเองให้เข้าไปอยู่ในสถานการณ์เสี่ยงจะดีที่สุด

ที่มา: ไทยรัฐ 4 มีนาคม 2557

Advertisements

ติช นัท ฮันห์ ‘สนทนากับความว่าง’ โดย มนสิกุล โอวาทเภสัชช์

เครดิตภาพ : สุกล เกิดในมงคล

เครดิตภาพ : สุกล เกิดในมงคล

หนึ่งเดือนแห่งการจาริกธรรมในประเทศไทยของพระอาจารย์ติช นัท ฮันห์ พระมหาเถระแห่งพุทธศาสนามหายาน นิกายเซน ชาวเวียดนาม ผ่านไปอย่างรวดเร็ว เชื่อว่า คนไทยไม่น้อยคงจะค้นพบปาฏิหาริย์จากลมหายใจของตนเอง

หลังจากไปภาวนากับท่านในคอร์สใดคอร์สหนึ่ง หรือไม่ก็ไปฟังธรรมจากท่านครั้งใดครั้งหนึ่ง หรือว่ายังไม่เคยพบท่านเลยก็ตาม ณ พื้นที่กายใจตรงนี้จึงขอมอบลมหายใจ รอยยิ้มและความสุขจากท่าน ในชั่วขณะสองชั่วโมงที่ท่านให้สัมภาษณ์เมื่อยามเช้าวันที่ 23 เมษายน 2556 ที่ผ่านมา ณ สถานปฏิบัติธรรมนานาชาติ หมู่บ้านพลัม ประเทศไทย บ้านสระน้ำใส ต.โป่งตาลอง อ.ปากช่อง จ.นครราชสีมา

เราอาจอ่านบทสัมภาษณ์ของใครต่อใครมามาก แต่วันนี้จะขอเล่าบรรยากาศและบทสนทนาเบื้องหลังการให้สัมภาษณ์ของบุคคลระดับโลกที่ทำงานด้านสันติภาพมาตลอดชีวิต หากมีวิถีชีวิตเรียบง่ายดังเช่นพระป่าธรรมดารูปหนึ่ง

ในวันนั้นท่านให้สัมภาษณ์เป็นกันเองอย่างยิ่งบนศาลามุงจากหลังเล็กๆ ที่พระช่วยกันสร้างขึ้นใกล้ๆ กับกุฏิสงฆ์ที่จำพรรษาอยู่ประมาณ 100 รูป อยู่ห่างจากกุฏิของภิกษุณีพอสมควรซึ่งจำพรรษาอีก 60 รูป บนผืนดินที่กำลังก่อสร้างศาลาปฏิบัติธรรมที่ผสานไปกับธรรมชาติรอบๆ เขาใหญ่ที่กำลังจะกลายเป็นวัดเซนให้เราได้เรียนรู้วิถีเซนอย่างต่อเนื่องในไม่ช้านี้

หากเราเคยพบหลวงปู่มาก่อน คงสังเกตการเดินของท่านที่ไม่เหมือนใคร การเดินอย่างสงบทุกย่างก้าวที่อาจจะทำให้ใครบางคนลืมกระพริบตาหรือลืมหายใจไปชั่วขณะหนึ่ง เช่นเดียวกับขณะนี้ที่ท่านเดินออกมาจากกุฏิ ทุกย่างก้าวเต็มไปด้วยความสงบ เบา สบายอย่างยิ่ง เมื่อท่านมานั่งลงตรงกลางศาลาเรียบร้อยแล้ว ท่านนั่งสงบอยู่พักหนึ่งแล้วกล่าวว่า เราอาจให้การสัมภาษณ์ครั้งนี้เป็นการสัมภาษณ์ภาวนา นั่นหมายถึงว่าให้เป็นการสัมภาษณ์ในวิถีแห่งสติ ดังนั้น บางครั้ง เมื่อเราได้ยินเสียงระฆัง ขอให้เราผ่อนคลายกลับมาอยู่กับลมหายใจของเราอย่างมีสติ

“เพราะเราอยู่ในประเทศพุทธศาสนา เรามีสิทธิ์ที่จะทำเช่นนี้ และหลวงปู่เองก็ต้องการความสงบและสันติสุขในใจเพื่อที่จะให้สัมภาษณ์ ซึ่งผู้สัมภาษณ์ก็ต้องการสิ่งนี้เช่นเดียวกัน”

ระฆัง

นับเป็นการเริ่มต้นสัมภาษณ์ที่มีความตื่นเต้นอยู่ภายใจเป็นอย่างยิ่ง ฉันสัมผัสได้ถึงภาวะของหัวใจเต้นมากกว่าปกติ และเสียงของลมหายใจของตัวเองที่ดังกว่าใครๆ บนศาลา ทุกอย่างสงบนิ่ง ยกเว้นเสียงนกร้อง เสียงลมพัดใบไม้ไหว และเสียงภายในของฉัน แต่ไม่นานนัก ความสงบก็ค่อยๆ มาเยือนภายในใจของฉัน และพบกับความสงบอย่างยิ่งจนทำให้ลืมการสัมภาษณ์ไปเลยเมื่ออยู่ต่อหน้าหลวงปู่ที่ใจดี มีเมตตาในวัย 87 ปี พรรษาที่ 71 กระทั่ง เมื่อหลวงปู่บอกว่า จำเป็นอย่างมากที่ในระหว่างการสัมภาษณ์เราจะต้องภาวนาไปด้วยกันเพื่อรักษาสันติสุขภายในของเรา และเราจะเริ่มต้นบทสนทนาด้วยเสียงระฆัง

หลวงปู่กล่าวว่า เมื่อเราได้ยินเสียงระฆัง เราจะหยุดพูดคุย หยุดการคิด หยุดการให้สัมภาษณ์และมาเบิกบานกับเสียงระฆังด้วยกันและปล่อยให้ร่างกายของเราได้ผ่อนคลายความตึงเครียด ให้เราเบิกบานกับสิ่งรอบๆ ข้าง รับรู้ว่า ชีวิตอยู่ตรงนั้นกับเรา เราสามารถให้สัมภาษณ์โดยไม่มีความตึงเครียดและความกังวล ถ้าเราทำเช่นนั้น บทความก็จะออกมาดี

“และคนที่ได้อ่านบทความของเราก็จะได้รับความผ่อนคลายและมีความสงบสุขด้วย ในวิถีพุทธ เวลาเราได้ยินเสียงระฆัง ซึ่งเป็นตัวแทนพระพุทธองค์ เราจะหยุดคิด หยุดพูด และกลับมาอยู่กับเสียงระฆังอย่างเต็มเปี่ยม และเมื่อเธอหายใจออก เธอก็ยิ้มให้กับชีวิตและปลดปล่อยความตึงเครียดทั้งหมดในร่างกายของเ รา ในวัดของเรามักเคยชินกับการทำอย่างนี้โดยไม่ต้องบังคับตังเอง เราไม่จำเป็นต้องเคร่งขรึม เราเพียงแค่เบิกบานแล้วกลับมาตามลมหายใจเข้า หายใจออก

“ในประเพณีทางพุทธศาสนา เราสามารถฝึกปฏิบัติเพื่อที่จะผ่อนคลายร่างกายของเรา เธอสามารถทำอารมณ์ความรู้สึกให้สงบลง เธอสามารถผลิตความสุข ความสงบในปัจจุบันขณะได้ หลวงปู่ทำงานกับนักข่าวมากมายในประเทศทางตะวันตก หลวงปู่จะให้นักข่าวผ่อนคลาย เบิกบาน แล้วสนทนาบนวิถีแห่งสติไปด้วยกัน”

เชิญดื่มชา

เสียงรินน้ำชาของพระอุปัฏฐากหลวงปู่ ทำให้ฉันต้องเหลียวไปมอง ตามวิถีที่ไม่ค่อยมีสติของฉัน ซึ่งมักหันไปหาตามสัญชาตญาณ แต่การหันไปครั้งนี้ทำให้ฉันสงบลงเป็นอย่างมาก เมื่อเห็นอากัปกิริยาของพระที่ค่อยๆ รินน้ำชาอย่างมีสติจนครบทุกถ้วยแล้วหลวงปู่ก็กล่าวว่า เชิญดื่มชา

ระหว่างการดื่มชาอึกแรก อึกที่สอง และอึกที่สาม ฉันได้ยินเสียงนกร้องรอบๆ ตัวชัดเจนมาก ชั่วขณะนั้น หลวงปู่หายไปจากความคิด ไม่มีศาลา ไม่มีแม้แต่ฉัน มีเพียงรสน้ำชาขมๆ ที่ค่อยๆ ผ่านลำคอลงไปจนหมดเกลี้ยง ถ้วยชาของฉันว่างแล้ว เมื่อเหลียวมองถ้วยชาของหลวงปู่ยังเหลืออยู่และของท่านอื่นๆ ก็ยังเหลืออยู่ ฉันเริ่มกลับมาอยู่กับความคิดใหม่ โอ้โห เราซดจนหมดเลยหรือนี่ เอ้อ ความคิดเริ่มเป็นนายเราอีกแล้ว

ชั่วขณะนั้น หลวงปู่ก็กล่าวขึ้นว่า ขณะที่กำลังถ่ายทำก็ขอให้เราเบิกบาน และยิ้มผ่อนคลาย ในระหว่างการสัมภาษณ์ไม่ควรเดินไปเดินมา เพราะจะทำให้เสียสมาธิในการสัมภาษณ์ และให้ถ่ายรูปหลังจากสัมภาษณ์แล้ว แต่ไม่ให้ถ่ายระหว่างการสัมภาษณ์

“ความเข้าใจเป็นเรื่องสำคัญมาก มันจะสะท้อนออกมาในบทความที่เราเขียน หากเราต้องการให้สังคมมีความเข้าใจกัน มีความสมานฉันท์ เราต้องรดน้ำแห่งความเมตตา กรุณาให้เกิดขึ้นในใจเราก่อน บทความนั้นก็จะเต็มไปด้วยความเข้าใจ ความเมตตาและกรุณา ”

แล้วเราก็กลับมาอยู่กับลมหายใจแห่งสติด้วยกันเมื่อเสียงระฆังดังขึ้นอีกครั้งหนึ่ง

ปลุกพุทธะให้ตื่น

จากนั้นหลวงปู่กล่าวว่า มีหัวข้อสองเรื่องที่อยากจะพูดในวันนี้ หัวข้อแรกก็คือ เราจะช่วยทำอย่างไรที่จะปรับปรุงพุทธศาสนาในประเทศนี้ให้ใหม่

“นั่นคือการคำนึงถึงบุคคลมากมาย ไม่เพียงแต่แวดวงพุทธศาสนา พระ และฆราวาสทั้งหลาย เพราะเมืองไทยเต็มไปด้วยวัฒนธรรมทางพุทธ หลวงปู่อยากให้พุทธศาสนาได้รับใช้ประเทศชาตินี้เหมือนในอดีต แต่เพราะเราไม่รู้วิธีทำให้พุทธศาสนาให้ใหม่ คำสอนและการฝึกปฏิบัติถ้าไม่ร่วมสมัย คำสอนนั้นก็จะสูญเสียความสามารถ การทำงานทางพุทธศาสนาไม่ใช่เรื่องของนักบวชหรือของพระเท่านั้นแต่เป็นเรื่องของทุกคน เป็นมรดกของประเทศชาติ ในประเทศตะวันออกกลางมีน้ำมัน แต่ประเทศเรามีพุทธศาสนา ถ้าเรารู้วิธีใช้พุทธศาสนาให้เป็นประโยชน์ เราจะไปช่วยรับใช้ประเทศชาติของเราได้ เพราะฉะนั้นการทำให้พุทธศาสนาใหม่อยู่เสมอเป็นสิ่งที่สำคัญ

“เราสามารถที่จะรักษาความสงบสุข เราสามารถที่จะถอดถอนการแบ่งแยก เราสามารถให้คนสื่อสารกันและกันมากขึ้น ง่ายขึ้น เราสามารถทำให้คืนสัมพันธภาพกันใหม่ เราสามารถทำให้นักการเมืองเป็นทุกข์น้อยลง ช่วยให้นักธุรกิจทุกข์น้อยลง ประสบความสำเร็จมากขึ้น เราอาจจะช่วยคุณครูเป็นทุกข์น้อยลง ช่วยสอนให้ดีขึ้น มีคุณภาพมากขึ้น ช่วยทำให้นักเรียนในโรงเรียนเป็นทุกข์น้อยลง สิ่งเหล่านี้สามารถทำได้ เราควรทำพุทธศาสนาเข้าไปในทุกวิถีชีวิต เพื่อที่จะหยิบยื่นสันติภาพ ความเข้าใจ ความกรุณา เพื่อที่จะรับใช้ประเทศชาติอย่างลึกซึ้ง”

สิ่งที่ท่านเน้นย้ำก็คือ เราจำเป็นต้องมีนักข่าวที่ภาวนาอย่างลึกซึ้งเพื่อที่จะได้มีคนหนุ่มสาวมาบวชอีก เมื่อก่อนวัดไทยจะต้องเป็นศูนย์กลางของหมู่บ้าน วัดเป็นผู้นำทางการศึกษา เยียวยาทุกอย่าง แต่ปัจจุบันนี้ วัดไม่ได้เป็นอย่างนั้นและได้สูญเสียความเป็นผู้นำทางพุทธศาสนา เพราะไม่สามารถปรับปรุงพุทธศาสนาให้ใหม่เพื่อนำมาใช้ในชีวิตประจำวัน

” นี่คือปัญหาไม่เพียงแต่ประเทศไทย ประเทศศรีลังกา ประเทศทางพุทธในกระแสหลัก เกาหลี ประเทศจีน พุทธศาสนากำลังตายไปอย่างช้าๆ เพราะฉะนั้นเราจะต้องปกปักรักษาประเพณีทางพุทธศาสนาไว้เป็นมรดกของประเทศชาติเรา นี่คือหัวข้อแรกที่หลวงปู่อยากจะแลกเปลี่ยน”

การเมืองในใจ

อีกหัวข้อหนึ่งที่หลวงปู่แลกเปลี่ยนก็คือ นักการเมืองจะปรองดองกันอย่างไร เพื่อรับใช้ประเทศชาติ เพราะฉะนั้น ข้อแรกเชื่อมโยงกับข้อที่สอง คือเมื่อพุทธศาสนามีชีวิตก็สามารถที่จะรับใช้สังคมและประเทศชาติได้

“ในประเทศอเมริกา สถานการณ์ในกองทัพและกรมตำรวจนั้น ตำรวจเขาใช้ปืนของเขาฆ่าตัวตาย จำนวนตำรวจที่ตายมีมากกว่าตำรวจที่ถูกพวกแก๊งฆ่า เช่นเดียวกันกับทหารทั้งหลาย จำนวนทหารที่ฆ่าตัวตายนั้น มีมากกว่าบรรดาทหารที่ถูกฆ่าในสงคราม เขาเข้าไปประเทศในตะวันออกกลาง เขาต่อสู้ แต่เขาไม่ได้ถูกฆ่าตายที่นั่น เขากลับมายังประเทศของเขาแล้วเขาทนความทุกข์ของเขาไม่ไหวจนต้องฆ่าตัวตาย เพื่อให้ออกจากความทุกข์ ปัญหานี้เป็นปัญหาที่ใหญ่มาก เป็นปัญหาที่ร้ายแรง จนเขาไม่รู้ว่าจะทำอย่างไร ไม่มีใครช่วยเขาฝึกสติ ไม่มีใครที่จะเยียวยา

“ทหารผ่านศึกที่กลับมาจากตะวันออกกลาง เราได้จัดภาวนาให้กับพวกที่เคยอยู่ในสงคราม ทหารที่ผ่านสงคราม ทหารผ่านศึก และตำรวจ เป็นการยากมากที่จะจัดภาวนาให้กับบุคคลเหล่านี้ แต่เรารู้จักตำรวจหญิงท่านหนึ่ง ที่มาภาวนาและอยากจะช่วยให้ตำรวจมีความทุกข์น้อยลง และขอให้เราช่วยจัดงานภาวนาให้กับตำรวจ เพราะมีความทุกข์ที่ใหญ่มากในกรมตำรวจ

“ตำรวจมีความทุกข์มากมายในช่วงหลายปีที่ผ่านมา ตอนเช้าไปทำงาน เขาไม่รู้ว่าตอนเย็นจะได้กลับบ้านแล้วมีชีวิตอยู่ไหม พอเขากลับบ้าน เขาก็ปฏิบัติกับคนในบ้านเหมือนกันคือเต็มไปด้วยอำนาจ เขาก็ไม่ประสบความสำเร็จในชีวิตครอบครัวเขา เพราะเขาใช้อำนาจกับลูก หลาน เพราะฉะนั้น ผู้ที่อยู่ในคุก ผู้ที่คุมคุก มีความทุกข์เป็นอย่างยิ่ง ในงานภาวนามีชื่อว่า ‘keeping the peace :รักษาสันติสุข ‘ เมื่อความสันติสุขในตนเองเกิดขึ้น นั่นก็คือสันติสุขในสังคม”

‘ฟัง’ คลายความทุกข์

หลวงปู่ให้ข้อคิดว่า ประเทศไทยเราเป็นชาวพุทธ มีองค์ประกอบของสิ่งต่างๆ เหล่านี้อยู่แล้วมากมาย เราจะต้องจัดงานภาวนาให้กับนักจิตบำบัด นักธุรกิจ ครู เราจำเป็นต้องหยิบยื่นคำสอนในวิถีพระพุทธศาสนาที่เกี่ยวพันกับสังคม จะได้ฝึกคุณครู คุณครูจะได้มีความทุกข์น้อยลง เขาจะปฏิบัติกับนักเรียนได้ด้วยใจที่เมตตากรุณา แม้ว่านักเรียนยังอายุน้อยเป็นทุกข์เพราะอาจจะมาจากครอบครัวที่แตกร้าว มีความรุนแรง คุณครูจะต้องรู้ปัญหา เพื่อที่จะให้เขามีความสงบสุขมากขึ้น และมีความทุกข์น้อยลง เมื่อคุณครูสามารถทำได้ด้วยตนเอง คุณครูก็จะสอนนักเรียนให้ทำได้

“เช่นการรับฟังอย่างลึกซึ้ง คุณครูจะต้องนั่งลงเพื่อรับฟังความทุกข์ของเขา เพียงแค่นั่งและรับฟังก็ช่วยให้มีความทุกข์น้อยลงแล้ว และช่วยจัดตั้งระหว่างคุณครูด้วยกัน กับนักเรียนและคำสอน กับการเรียนก็จะดีขึ้น ถ้านักเรียนนั่งรับฟังคุณครูได้ก็เช่นเดียวกันก็เป็นสิ่งที่ดีมาก เพราะว่าคุณครูเป็นทุกข์มาก เราจึงต้องเรียนรู้การรับฟังตามแนววิถีพุทธ เพื่อนำสิ่งที่ดีงามมาเยียวยา เราจะต้องฝึกคุณครูมากมายในหลายประเทศ เพื่อที่จะทำสิ่งเหล่านี้ เราจึงจำเป็นต้องมีธรรมาจารย์อย่างเพียงพอทั้งนักบวชและฆราวาส นั่นคือการทำให้พุทธศาสนาใหม่เสมอ”

ประตูสู่การรู้แจ้ง

สิ่งที่หลวงปู่ฝากให้เรากลับมาหาพุทธศาสนาในใจเราก็เพราะว่า ในพุทธศาสนาเรามีสติ สมาธิ และปัญญารู้แจ้ง

“เวลาที่เรามีสติ มีความสงบสุข เราจะได้รับปัญญารู้แจ้ง เราจะช่วยประเทศชาติเราได้อย่างไร ก็ช่วยโดยการฝึกสติ สมาธิและปัญญารู้แจ้งนี้เพื่อช่วยให้ประเทศชาติออกจากสถานการณ์ที่ยากลำบาก ไม่ว่าเราจะเป็นใคร ทำอาชีพอะไร ปัญญารู้แจ้งนั้นจะบอกเธอ และเธอสามารถนำปัญญารู้แจ้งนี้กลับไปให้สาธารณชนรับทราบ ดังนั้น การจะช่วยประเทศชาติได้ก็มาจากการฝึกสติ สมาธิ ซึ่งจะทำให้เกิดปัญญารู้แจ้ง ถ้าเธอชัดเจนกับปัญญารู้แจ้ง เธอจะเข้าใจอุเบกขาอย่างลึกซึ้ง นั่นคือ การไม่แบ่งแยก”

ที่มา : กรุงเทพธุรกิจ  5 พฤษภาคม 2556

พุทธศาสน์กับ “ศักราชใหม่” พระอาจารย์คึกฤทธิ์ โสตฺถิผโล โดย ชฎาพร นาวัลย์

bangkokbiznews121230_001ต้อนรับเข้าสู่ศักราชใหม่ ด้วย “แนวทาง” หรือเครื่องมืออันทรงพลังที่จะนำทุกท่านไปพบความจริงของชีวิต จากพระอาจารย์คึกฤทธิ์ โสตฺถิผโล
ต้อนรับเข้าสู่ศักราชใหม่ ปี 2556 ซึ่งเราต่างกำหนดให้มันเป็นจุดสตาร์ทความฝัน และความมุ่งมั่นอันแรงกล้า กายใจฉบับนี้จึงขอเสนอ “แนวทาง” หรือเครื่องมืออันทรงพลังที่จะนำทุกท่านไปพบความจริงของชีวิต เพื่อความสุขความเจริญตลอดปีและตลอดไป

แท้จริงแล้ววันเวลาก็เดินของมันไปตามกลไกธรรมชาติ จะปีเก่า ปีใหม่ วันไหน ๆ ก็สำคัญเท่าเทียมกัน หากแต่ในวันนี้ ปัจจุบันนี้มนุษย์ผู้มีกิเลสหนาทั้งหลาย ยังไม่สามารถไขว่คว้าหาคำตอบให้กับตนเองได้ บ้างก็ยังมัวเมาหรือลุ่มหลงกับความบันเทิงเริงใจ จนประมาทและชะล่าใจกับการใช้ชีวิตที่ถูกครรลอง

ในขณะที่บางคนอาจค้นพบทางออกของตนแล้ว ทว่าก็ยังไม่มั่นใจในทางเลือกหรือคำตอบของตนเอง หลายคนว่าพวกเขาไม่มีหลักยึดที่ถูกต้องแท้จริง จึงโอนเอนท่ามกลางคลื่นข้อมูลความรู้ที่หลากหลายถาโถมซัดกระหน่ำ แล้วพวกเขาจะตัดสินใจให้ถูกต้องได้อย่างไร มันเป็นคำถามที่น่าแปลกใจสำหรับชาวพุทธที่มีศาสดาองค์เดียวกัน ผู้ตรัสรู้ความจริงของโลกอย่างแจ่มแจ้ง

เราเดินทางมุ่งหน้าสู่วัดหนองป่าพง อ. ลำลูกกา จ. ปทุมธานี เพื่อปุจฉา สอบถามความจริง ไขข้อสงสัยกับพระอาจารย์คึกฤทธิ์ โสตฺถิผโล ซึ่งท่านเมตตาวิสัชนา ให้ความกระจ่างกับผู้อ่านกายใจ

พระสูตรหรือพุทธวจนะคือคำตอบของทุกสิ่งหรือ

ใช่ เพราะพระพุทธเจ้าคือ สัพพัญญู รู้ทุกเรื่อง รู้โลกธาตุ เพราะฉะนั้นความศรัทธาที่ชาวพุทธมีต่อศาสดาตนเอง ต้องศรัทธาว่าพระพุทธเจ้าตรัสรู้จริง ไม่ว่าเรื่องทางโลกหรือเรื่องทางธรรม รู้ทั้งหมดและพระองค์ก็ได้จำแนก แจกแจง เปิดเผย บอกเราทุกอย่างแล้ว ก็เลยกลายเป็นว่าคำพูดของพระพุทธเจ้าคือคำตอบของทุกเรื่องในโลก
เป็นคำตอบที่เป็นสัจจะ คือความจริง ซึ่งไม่เปลี่ยนแปลงไปตามกาลเวลา ตรงจริง สัจจะในทางโลก จริงวันนี้ อีกห้าปี สิบปี ร้อยปีอาจจะเปลี่ยนก็ได้ เป็นอนิจจัง ไม่แน่นอน ดังคำที่พระพุทธเจ้าตรัสกับสาวกว่า วิธีการรักษาไว้ซึ่งความจริงคือ อย่าคิดว่าสิ่งนี้เท่านั้นจริง สิ่งอื่นเปล่า ด้วยความคิดอย่างนี้ความจริงจะถูกรักษาเอาไว้ เพราะสิ่งที่เรารู้มามันเป็นอนิจจังคือไม่แน่นอน มันเปลี่ยนแปลง

หลักธรรมใดที่เราควรยึดใช้ในชีวิต

อริยสัจ ๔ เป็นความจริงที่เป็นกฎตายตัวของธรรมชาติ เพราะข้างในของมันก็คือปฏิจจสมุปบาท อิทัปปัจจยตา ครอบคลุมทุกเรื่อง ว่าด้วยสิ่งนี้มีสิ่งนี้จะมี ถ้าสิ่งนี้ไม่มี สิ่งนี้จะไม่มี กฎตัวนี้มันเป็นหลักเหตุหลักผลของสังคม ถ้ามนุษย์ใช้หลักตรงนี้ มันตอบโจทย์ได้ทุกเรื่อง ใครค้าขายไม่ดี ก็ไปสร้างเหตุไม่ดี ซึ่งอาจเป็นเหตุทางโลกหรือเหตุทางธรรม เหตุทางโลกขยันแล้ว การศึกษาดีแล้ว ทำไมอุปสรรคเยอะ เจอแต่คนไม่ดี ทำไมโอกาสเราไม่เหมาะกับเวลา ไม่ได้จังหวะ แหม พลาดไปนิดเดียว ก็ต้องไปสร้างเหตุปัจจัยสิ่งที่บางทีเรามองไม่เห็น เรานึกไม่ถึง แต่ตถาคตทราบ นั่นคือ พระศาสดาของเรา

นั่นก็คือการต้องเป็นผู้มีศีลดี ไม่ห่างเหินจากฌาน หรือสมาธิ ประกอบกับการทำวิปัสสนา คือมีปัญญาเห็นความไม่เที่ยง อยู่วิเวกบ้าง หรือให้ความศรัทธาศีล สุตมยปัญญาก็ได้ แล้วก็จะได้สมความปรารถนา

สิ่งนี้ต้องยึดไว้ตลอดชีวิตเลย เพราะเราตายแน่นอน เพราะเวลาเราจะตาย เราจะวางจิตไม่ไหว นี่เป็นคำสอนที่ตอบได้ทั้งทางโลกและทางธรรม คนมักจะคิดไปว่าพระพุทธเจ้าสอนในเรื่องการหลุดพ้นอย่างเดียว นั่นคือเขายังไม่เข้าใจว่าสัพพัญญูคืออะไร ทางโลกก็ตอบไป ทางธรรมก็ตอบไป แต่เพราะคนยังไม่เป็นโสดาบันจึงมีความหวั่นไหวในพระพุทธเจ้า ก็เลยไปฟังคนอื่น ฟังหมอดูบ้าง พึ่งผีสางเทวดานางไม้ พึ่งตัวเลข ก็จะแสวงหาไปเรื่อย ๆ ท่านก็บอกว่าเดินไปหาที่พึ่งที่ไม่ถูกต้อง ไม่สามารถแก้ปัญหาความทุกข์ได้

แล้วมีหลักธรรมใดใช้แก้ปัญหาปากท้อง

อันดับแรกต้องเชื่อพระพุทธเจ้าก่อน กลับมารักษาศีล กลับมานั่งสมาธิ มาเห็นสัจจะว่า สัตว์โลกเป็นไปตามกรรม เดี๋ยวอุปสรรคปัญหาต่าง ๆ จะค่อย ๆ หมดไปเอง พื้นฐานต้องยอมรับระดับหนึ่งว่า แต่ละคนมีมาไม่เท่ากัน ภายใต้ความไม่เท่ากันตรงนี้ อยากให้ผลกรรมดีนั้นส่งผลในปัจจุบันไหม พระพุทธเจ้าให้ทำสมาธิ ๘ ระดับซึ่งจะส่งผลในปัจจุบันทันที เมื่อเรามีศีล สมาธิ อุปสรรคปากท้องจะค่อย ๆ หมดไป ชีวิตจะดีขึ้นไปเรื่อย ๆ ต้องศรัทธาตรงนี้ก่อน ค่อย ๆ ทำไปเรื่อย ๆ

เราจะเห็นคนจบตรี โท เอก ขยันเท่า ๆ กัน แต่ทำไมบางคนสำเร็จ บางคนไม่สำเร็จ นั่นเพราะมีเหตุปัจจัยที่หลายคนไม่รู้ แต่สัพพัญญูรู้ ท่านบอกให้พึ่งตนและพึ่งธรรมะ พระองค์ให้เจริญสติปัฏฐาน ๔ กลับมารู้ลมหายใจตนเอง เจริญอาณาปานสติ

สิ่งที่น่ากลัวที่สุดคืออะไร แล้วเราจะจัดการมันได้อย่างไร

คือการไม่รู้อริยสัจ ๔ หรือ ปฏิจจสมุปบาท น่ากลัวที่สุดเลย จึงต้องท่องเที่ยวไปตลอดกาลยาวนานในสังสารวัฏ แต่ถ้ารู้ในอริยสัจ ๔ ไม่มีอะไรจะต้องกลัว เราจะรู้ว่าชีวิตเป็นไปตามกรรม และเราออกจากกรรมได้ จะมีความมั่นคงมาก เพราะฉะนั้น จิตของพระโสดาบันจะมีความมั่นคงประดุจเสาหินยาว ๑๖ ศอกฝังลึกลงในดิน ๘ ศอก ยาวขึ้นมา ๘ ศอก โดยไม่หวั่นไหวต่อแรงโน้มท่วงที่มาทั้ง ๔ ทิศฉันใด จิตโสดาบันก็ฉันนั้น ส่วนจิตของปุถุชนก็เบาเหมือนปุยนุ่น ใครเขาบอกตรงนี้นิด ก็เอนไปแล้ว ลมพัดซ้ายทีก็ไปซ้าย พัดขวาทีก็ไปขวาอย่างนี้ ไม่มีความมั่นคง

หลักเดียวกัน หลักอริยสัจ ๔ เป็นเรื่องเร่งด่วนที่สุดที่จะต้องรู้ เหมือนฟางไหม้ผมบนศีรษะ พระพุทธเจ้าตรัสถามว่าเธอจะทำอะไรก่อน ตอบกลับมาว่าดับผมบนศีรษะก่อน พระพุทธเจ้าบอกมารู้อริยสัจก่อน ขนาดนั้น ฉะนั้นการไม่รู้ปฏิจจสมุปบาท หรืออริยสัจ ๔ ร้อนยิ่งกว่านรก ในนรกว่าร้อนแล้วนะ แต่การไม่รู้นี่ร้อนยิ่งกว่า

ปฏิจจสมุปบาท ก็คืออริยสัจ ๔ ข้อที่ ๒ และ ๓ เราจะพูดอย่างใดอย่างหนึ่งก็ได้ คนที่ไม่รู้ก็อาจสับสน แต่มันคืออย่างเดียวกัน ปฏิจจสมุปบาท คือการลงรายละเอียดในข้อ ๒ และ ๓ สมุทัย เหตุเกิด คือ ปฏิจจสมุปบาทสายเกิด การเกิดขึ้นของความตาย ส่วนปฏิจจสมุปบาทสายดับคือตัวนิโรธ เวลาพระพุทธเจ้าจะพูดนิโรธอย่างเดียว เพราะองค์จะตรัสลำดับขั้นการดับไปของความตาย ว่าตายสามารถดับไปได้ เข้าแบบที่เหตุ ถ้าฆ่าไม่มี ตายก็ไม่มี ถ้าดับภพ ชาติจะไม่มี ถ้าดับอุปาทาน ภพจะไม่มี ถ้าดับตัณหา อุปาทานจะไม่มี ถ้าดับเวทนา ตัณหาก็ไม่มี ถ้าดับผัสสะ เวทนาจะไม่มี ไล่ดับไปเรื่อย ๆ

เรื่องนี้ไม่ใช่เรื่องที่เข้าใจยาก มีอยู่กับตัว แต่ไม่ดูเอง ก็มัวแต่เพลินกับรูปรสกลิ่นเสียง แต่อริยสัจอยู่คาตาของทุกคน พระพุทธเจ้าจึงตรัสว่า มนุษย์ทั้งหลายเป็นผู้มีผัสสะบังหน้า ก็เลยเพลินในผัสสะ เข้าใจผิดในผัสสะ ก็เลยไม่เห็นไง สุขเกิดมาสักพักก็ดับไป แต่ไม่มีใครเห็นเวลามันดับ ความทุกข์เกิดมาที่สุดก็ดับไป แต่ไม่มีใครสังเกตว่าดับไปของทุกข์ ความจริงก็เห็นอยู่ในปัจจุบันขณะ เห็นอย่างนี้ได้คนนั้นหลุดพ้นจากความตาย ไม่ต้องตายอีกต่อไป นี่คือสุดยอดของปาฏิหาริย์ ปาฏิหาริย์ใดก็ช่วยให้พ้นจากความตายไม่ได้นอกจากปาฏิหาริย์คือคำสอน

ที่ผ่านมาเราเชื่ออิทธิปาฏิหาริย์ เรามีเครื่องวัดผิด เพราะเราไม่ได้ศึกษาพุทธวจนะ พระพุทธเจ้าไม่ได้สรรเสริญนะ สังคมจึงมีมาตรฐานผิดเครื่องวัดผิด คิดว่าเขาเป็นอริยบุคคลก็เลยเชื่อไปตามนั้น มันก็เลยรู้ผิดกันไปเรื่อยๆ พอบอกแก้กรรมก็ไปรดน้ำมนต์ ไปบังสกุลเป็น-ตาย ไปสะเดาะเคราะห์ ไปดูฤกษ์ยาม คิดว่าเป็นมงคล แต่ตถาคตบอกว่านี่เป็นเดรัจฉานวิชา เลี้ยงชีวิตผิด ซึ่งถ้าเขาเป็นอริยะ เขาต้องมีสัมมาอาชีวะ และเขาต้องเพียรพยายามละมิจฉาอาชีวะให้ได้ ต้องมีสติ เพื่อเป็นสัมมาสติ ละมิจฉาสติได้ เพราะฉะนั้นมันไม่ใช่เรื่องยากหรือง่าย แต่เป็นเรื่้องจริงหรือไม่จริง อยากรู้ความจริงก็ต้องศึกษา ที่จะต้องทำความเข้าใจและอย่าหยุดความเพียร ก็จะบรรลุได้แน่นอน

เราจะแก้ไขความขัดแย้งในตัวเราและสังคมได้อย่างไร

ต้องไม่หวั่นไหวในพระศาสดา ต้องถามว่าเขาศาสนาพุทธหรือเปล่า แต่ถ้าไม่ใช่หรือมีลัทธิอื่น พระพุทธเจ้าก็มีการสอนอีกแบบหนึ่ง เราก็เอาความดีที่เห็นตรงกันมาคุยกันก่อน ศาสดาใดสมาทานความดีที่เห็นตรงกันได้มากกว่ากัน ให้เป็นเลือกนับถือสิ่งนั้น

แต่ถ้าเรามีศาสดาแล้ว นับถือพุทธใช่ไหม แต่ยังไปฟังความเห็นอื่น แสดงว่าหวั่นไหวในศาสดาของตัวเอง แต่ถ้าเชื่อมั่นก็จะฟังแต่พุทธวจนะ เพราะนี่คือคำที่ออกจากปากศาสดา สาวกมีหน้าที่จดจำคำศาสดามาถ่ายทอด พระพุทธเจ้าจึงตรัสว่า เธอทั้งหลายเป็นทายาทแห่งตถาคต เป็นโอรสอันเกิดจากปากตถาคต พระสงฆ์มีเอาไว้เป็นกระบอกเสียงของพระพุทธเจ้า แต่ไม่ใช่เอาคำพูดของตัวเองมาพูดเอง มิฉะนั้นถ้าเอาคำพูดนั้นมาได้ ก็แสดงว่าคำพระพุทธเจ้านั้นผิด เพราะพระพุทธเจ้าตรัสว่า ภิกษุทั้งหลาย จะไม่บัญญัติสิ่งที่พระพุทธเจ้าไม่เคยบัญญัติ จะไม่เพิกถอนสิ่งที่บัญญัติไปแล้ว อยากเจริญก็ทำแบบนี้ อยากเสื่อมก็บัญญัติเข้าไป เสื่อมแน่นอน เพราะฉะนั้นตถาคตก็ไม่เป็นหนึ่งเดียว นี่คือสับสนตั้งแต่ตนเอง คนอื่นก็เลยสับสน สังคมก็เลยสับสน ก็เกิดการแตกแยก นี่ขนาดแค่สังคมพุทธ ยังมีหลายสำนักหลายนิกาย

เพราะฉะนั้น อย่างที่พระพุทธเจ้าบอก สุตตันตะ เหล่าใดที่กวีแต่งขึ้นใหม่ เป็นคำร้อยกรองประเภทกาพย์กลอนมีอักษรสละสลวยมีพยัญชนะอันวิจิตร เป็นเรื่องนอกแนวเป็นคำกล่าวของสาวก เมื่อมีผู้นำสุตตันตะเหล่านั้นมากล่าวอยู่ เธอจักไม่ฟังด้วยดีไม่เงี่ยหูฟัง ไม่ตั้งจิตเพื่อจะรู้ทั่วถึงและจักไม่สำคัญว่าเป็นสิ่งที่ตนควรศึกษาเล่าเรียน ส่วนสุตตันตะเหล่าใด ที่เป็นคำของตถาคตเป็นข้อความลึกมีความหมายซึ้ง เป็นชั้นโลกุตตระว่าเฉพาะด้วยเรื่องสุญญตา, เมื่อมีผู้นำสุตตันตะเหล่านั้นมากล่าวอยู่; เธอย่อมฟังด้วยดี ย่อมเงี่ยหูฟัง ย่อมตั้งจิตเพื่อจะรู้ทั่วถึง และย่อมสำคัญว่าเป็นสิ่งที่ตนควรศึกษาเล่าเรียน

ความขัดแย้งจะหมดไป ถ้าเรามีศรัทธาร่วมกันในคน ๆ เดียว ทุกอย่างเรียบร้อยหมด ไม่ใช่ว่าพอคนนี้บอกให้หยุด อีกวันคนนั้นบอกให้หยุด คนนี้ก็บอกคนนั้นทำได้ ทำไมจะทำบ้างไม่ได้ อย่างนี้ไม่มีวันแก้ได้ แต่ถ้าเรายึดมั่นในพระศาสดา ทุกเรื่องในสังคม แก้ปัญหาได้ทั้งหมด พระพุทธเจ้าตอบปัญหาของคนทั้งโลกไว้หมดแล้ว จิปาถะ ความเห็นมนุษย์ทั้งโลกคิดได้ ๖๒ แบบ เพราะฉะนั้นคนที่มีอินทรีย์แก่กล้า ดวงตามากน้อยแค่ไหน พระพุทธเจ้ารู้ทั้งหมด แม้จะไม่มีตอบไว้ ก็มีหลักเทียบเคียง ถ้าเข้ากันได้กับสิ่งที่ควร อันนั้นก็ควร ถ้าเข้ากับสิ่งที่ไม่ควร อันนั้นก็ไม่ควร วางหลักเอาไว้แล้ว ฉะนั้นเวลาฟังคำใคร อย่าเพิ่งเชื่อ อย่ารับรอง อย่าคัดค้าน แต่จำให้ดีว่าเขาพูดว่าอะไร เสร็จแล้วเอามาเทียบเคียงกับสิ่งที่ตถาคตว่าไว้ ถ้าเข้ากันได้แสดงว่าคนที่พูดนั้น เขาจำมาถูก แต่ถ้าไม่เข้ากับคำตถาคตให้ละทิ้งความเชื่อและคำพูดนั้นเสีย

อันความขัดแย้งในสังคมนั้นมีหลายเหตุปัจจัย เหตุปัจจัยหนึ่งของการทะเลาะเบาะแว้ง ไม่ว่าจะเป็นมนุษย์ ยักษ์ นาค อสูร เทวดา มันทะเลาะกันหมด เหตุปัจจัยในการขัดแย้งคือ อิจฉา และ ตระหนี่ อิจฉากันและมีความตระหนี่หวงแหน มันจะเกิดการทะเลาะเบาะแว้งกันทันที เรียกว่าเรื่องราวอันเกิดจากการหวงกัน แล้วก็มีคนถามพระพุทธเจ้าว่าความอิจฉาและตระหนี่เกิดจากอะไร ท่านก็ตอบว่าเพราะสิ่งอันเป็นที่รักและไม่เป็นที่รัก เดี๋ยวจะเกิดอิจฉาและตระหนี่ขึ้น แล้วก็จะทะเลาะกัน ทางแก้ก็คือ เมื่อรักใครไม่ชอบใครก็ให้รีบวางอุเบกขา วางเป็นความเฉย ๆ แล้วความรักที่เกิดจากรัก รักที่เกิดจากเกลียด เกลียดที่เกิดจากรัก และเกลียดที่เกิดจากเกลียดจะดับไป อารมณ์คนมี ๔ อย่างในโลก

อีกทั้งการเจริญธรรม ๓ อย่างให้มาก นั่นคือ ถ้าเราเจริญความคิดในทางกาม ปฏิบัติ เบียดเบียน การทะเลาะก็จะเกิดขึ้น แต่ถ้าเราละ ๓ อย่างแล้วมาเจริญธรรม คือ การหลีกออกจากกาม หลีกออกจากพยาบาท และหลีกออกจากการเบียดเบียน การทะเลาะเบาะแว้งจะไม่เกิดขึ้น คนในสังคมมองกันด้วยสายตาแห่งความรัก จะเข้ากันได้ดุจน้ำกับน้ำนม

ที่มา : กรุงเทพธุรกิจ 30 ธันวาคม 2555

.

Related Article :

.

‘ปัจจุบันขณะ’ ต้นทางแห่งความสุข พระมหาอุเทน ปัญญาปริทัตต์ โดย มนสิกุล โอวาทเภสัชช์

bangkokbiznews121209_001พระวิปัสสนาจารย์รุ่นใหม่วัย 43 ปี 30 พรรษา แนะให้เราใคร่ครวญธรรมในช่วงเดือนสุดท้ายของปี หากวันนี้เป็นวันสุดท้ายของชีวิต อะไรคือสิ่งสำคัญ

“สำหรับปุถุชน เมื่อมีความสุขจะตกอยู่ในความประมาท เว้นเสียแต่ว่า ประสบทุกข์บ้างแล้วพิจารณาใคร่ครวญเสมอก็จะไม่ประมาท เพราะมนุษย์จะพยายามแสวงหาทางเอาตัวรอด เมื่อปีที่แล้วคงจำกันได้ถึงน้ำท่วมเป็นอาคันตุกะมาเยือนเรายาวนานจนถึงปลายปี หลายคนพบสัจธรรมตรงนั้น น้ำภายนอกมาเป็นครั้งคราว แต่น้ำในใจ มันท่วมเราอยู่หรือเปล่า ท่วมนอกยังมองเห็น แต่ท่วมในมองไม่เห็น โลภะ โทสะ โมหะ เวลามันท่วมใจเรา เราเห็นไหม”

พระมหาอุเทน ปัญญาปริทัตต์ วัดชนะสงครามราชวรมหาวิหาร กรุงเทพฯ ชักชวนให้เราครุ่นคิดในกิจปฏิบัติที่กำลังจะผ่านไปอย่างรวดเร็วในอีกสามสัปดาห์ข้างหน้าว่า หากวันนี้เป็นวันสุดท้ายของชีวิต อะไรคือสิ่งสำคัญที่สุดในชีวิตที่เราควรจะทำก่อนจากไป

สตีฟ จ๊อบส์ ยังบอกว่า ให้ใช้ชีวิตราวกับว่าวันนี้เป็นวันสุดท้าย คนเรามักจะนึกถึงชื่อเสียง เกียรติยศ เงินทอง แต่คุณรู้ไหม เมื่อความตายมาถึง ทุกสิ่งทุกอย่างมลายไปเลย แต่เมื่อมีชีวิตอยู่วันเดียว คุณสามารถทำอะไรก็ได้ตามใจปรารถนาในสิ่งที่คุณคิดว่าสำคัญที่สุด

แต่ก่อนอาตมาเป็นสามเณร เป้าหมายในปีนั้น คือจบเปรียญธรรม 9 ประโยค แล้วตำแหน่งประธานสามเณรก็มีคิวสอบเป็นประธาน ตอนนั้นมีหนังสือเล่มหนึ่ง ‘เวลาแห่งชีวิต’ เป็นจุดเริ่มต้นหักเหของอาตมา เขาบอกว่า ให้คุณลองคำนวณเวลาในชีวิตของคุณดู 3 ปี 1 ปี 6 เดือน 3 เดือน 15 วัน ถ้าหาก 3 ปีจะต้องเสียชีวิต คุณจะทำอะไร มันจะมีคำตอบออกมาเลยว่าจะทำอะไร ไล่มาตามลำดับ กระชั้นเข้ามา แล้วเราจะเห็นสิ่งที่สำคัญที่สุด

“ตอนนั้นอาตมาเขียนไปว่า 3 ปี ตั้งใจเรียนมหาจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ถ้า 2 ปีต้องจบเปรียญธรรม 9 ประโยค ถ้า 6 เดือน จะเข้ากรรมฐาน เมื่อเขียนแผนที่ออกมาอย่างนี้จะเห็นความสำคัญที่กระชั้นที่สุด เมื่อเห็นชัดเจนแล้วให้สละสิ่งที่ไม่สำคัญออกไป ตอนนั้น ประธานสามเณร ปฏิเสธไปเลย เพราะหากวันนี้เป็นวันสุดท้ายของชีวิต คำตอบของอาตมาคือ บุญกุศล ก็ต้องภาวนา พุทโธ เลย ทุกลมหายใจเข้า หายใจออก แล้วจะรู้ว่าสิ่งใดมีสาระตอนที่ต้องจากไปจริงๆ”

กายใจ : ให้เริ่มต้นภาวนาเสียแต่วันนี้หรือ

พระมหาอุเทน :เราต้องมนสิการภายในใจ การปัจเวกขณะ พิจารณาอยู่เนืองๆ นี่คือสิ่งที่ชาวพุทธเราไม่ค่อยปฏิบัติกัน เราไม่ค่อยพิจารณาว่า เรามีความแก่เป็นธรรมดา ไม่สามารถล่วงพ้นความแก่ไปได้ เรามีความเจ็บเป็นธรรมดา ไม่สามารถล่วงพ้นความเจ็บไปได้ เรามีความตายเป็นธรรมดา ไม่สามารถล่วงพ้นความตายไปได้ เราจะต้องพลัดพรากจากของรักของชอบใจเป็นธรรมดา และเรามีกรรมเป็นของของตน ไม่ว่าทำกรรมอันใดไว้ เราต้องเป็นผู้รับผลของกรรมนั้น

คนไทยเราขาดการมนสิการในข้อที่ว่า เราจะต้องพลัดพรากจากของรักของชอบใจเป็นธรรมดา ทำให้เราติดยึดคนรัก ยึดติดของรัก เมื่อเราไม่พิจารณา เวลาเจอกับเหตุการณ์ต่างๆ ที่ต้องพลัดพรากก็ทำใจไม่ได้

ทรัพย์สมบัติแท้จริงแล้วเป็นของสาธารณะ ลมก็สามารถพัดพาไปได้ น้ำก็สามารถพัดพาไปได้ ไฟก็สามารถเผาผลาญไปได้ แล้วอะไรเป็นทรัพย์ที่ไม่ใช่ของสาธารณะ นั่นคือทรัพย์ภายใน ที่ไม่มีใครเอาจากเราไปได้ ไม่ถูกทำลายจากดิน น้ำ ไฟ ลม

สมมติเรามีแหวนเพชรวงหนึ่ง ไปวางไว้ในที่สาธารณะก็หาย หรืออยู่กับเราเอง วันหนึ่งก็หาย เพราะมันเป็นของภายนอก เมื่อเราไม่ได้พิจารณา เราก็มองว่ามันเป็นของเราไปตลอด อันนี้สำคัญ ไม่ได้พิจารณาว่า มันจะต้องพลัดพรากไปเป็นธรรมดา ก็จะเกิดความทุกข์จากการติดยึด

เหมือนสังขารที่บอกว่าเป็นอนัตตา ไม่ใช่สัตว์ตัวตน บุคคล เรา เขา ไม่ว่าจะพูดด้วยภาษาอะไรก็ตาม ทุกอย่างก็ตกอยู่ในอำนาจอนัตตา แต่เราไปติดยึดว่าสังขารนั้นเป็นตัวเรา เป็นของเรา พอยึดเป็นของเราแล้ว นั่นคือต้นทางแห่งความทุกข์ เมื่อมีความเปลี่ยนแปลงเกิดขึ้นเราก็ทำใจไม่ได้ อย่างไรก็ตาม เราไม่สามารถทำลายสังขารเองได้ เพราะโดยสภาพของมันเป็นอนัตตา การทำลายสังขารหรือการฆ่าตัวตายก็คืออุปาทานในการติดยึดอีกอย่างหนึ่ง ไม่ถูกต้อง

ที่ถูกคือ เวลามีทุกข์ ควรดูใจเราว่า ที่มีทุกข์เพราะใจนะ ตอนที่อาตมาให้ปัจจัยพี่สาวพาแม่ไปอินเดีย 70,000 บาท อาตมาบอกพี่สาวว่า นี่คือปัจจัยพาแม่ไปอินเดีย แล้วอาตมาก็ปล่อยมือ แล้วบอกพี่สาวอีกครั้งว่า นี่คือกระดาษนะ เป็นไง เราก็ละความยึดติดของเราทันทีเลย คือ เราอาศัยโภคทรัพย์ไปแสวงหาอริยทรัพย์ภายใน

ปกติคนเรา ไม่ค่อยทันความคิดกันหรอกเรื่องการปล่อยวาง เพราะเราเกิดมาพร้อมกับการกำ เริ่มแรกของมนุษย์มาพร้อมกับการติดยึด คือกำและโกย ถึงแม้ตอนนี้เราแบมือก็จริง แต่เรากำมันอยู่ในใจ เราเกิดมาในวัฒนธรรมของการติดยึดว่านี่ของหนู นี่ของฉัน อยู่ตลอดเวลา เราไม่ได้เกิดในสังคมอนัตตา ว่านี่ไม่ใช่ของเรา นั่นไม่ใช่ตัวเรา แต่เราต่างถูกปลูกฝังว่า นี่คือของเราตลอด พอวันหนึ่งมาบอกว่า นั่นไม่ใช่ของเรา ลองปล่อยสิ โทษของกำเป็นทุกข์ ให้ปล่อยบ้าง ไม่ง่ายหรอก

กายใจ : แต่ก็ไม่ยากใช่ไหม

พระมหาอุเทน :ใช่ มันยากเพราะเราไม่อยากปล่อย ถ้าอยากปล่อยต้องกลับมาที่การพิจารณาบ่อยๆ เพราะตัวเรายังยึดอยู่ ธรรมที่เรามีอยู่จึงเป็นแค่เพียงสิ่งประโลมใจแค่นั้น มันไม่สามารถเข้าไปถึงภายในใจให้เราปล่อยและวางได้จริงๆ เมื่อเรากำมาเป็นเวลายาวนาน จะมาละวันนี้ไม่ใช่เรื่องง่าย

พระพุทธเจ้าตรัสว่า จะละอกุศลได้ด้วยความเพียร คนที่กำไว้แน่น เวลาจะแกะต้องใช้ความเพียรมาก และความเพียรที่จะทำให้คลายความยึดถือต้องมาทำวิปัสสนา คือมองให้ตรงตามความเป็นจริง เพราะที่ผ่านมา เรามองว่าทุกอย่างเที่ยง เป็นสุข ถ้าเราเปลี่ยนมุมมองไม่ได้ตราบใด ก็ไม่สามารถเข้าถึงวิปัสสนาปัญญาได้เลยที่จะมองให้เห็นว่าทุกอย่างเป็นอนิจจัง ทุกขัง และอนัตตา

การทำความเพียรนั้นไม่ใช่ว่าจะทำกันวันสองวัน ครั้งสองครั้ง เดินจงกรมไม่กี่รอบก็ปล่อยวางได้ มันไม่ง่ายอย่างนั้น สมมติว่า เรากำมาตลอด 50 ปี ถ้าจะปล่อยก็ต้องใช้เวลาประมาณ 50 ปีเหมือนกัน คือเราพยายามหาทางลัดสั้น มีพระบางรูปบางท่านที่พยายามบอกทางลัดสั้น ซึ่งก็บอกได้แต่วิธีการ ความเป็นจริงแล้วลัดสั้นไม่ได้หรอก มันต้องเป็นไปตามเหตุปัจจัย เป็นไปตามขั้นตอนของมัน

ถ้าลัดสั้นได้ พระพุทธเจ้าคงไม่ใช้เวลาบำเพ็ญบารมีเป็นพระโพธิสัตว์มาเป็นเวลาสี่อสงไขยกับเศษแสนมหากัปกว่าที่ท่านจะบรรลุธรรม ดังนั้นวิถีการปฏิบัติของพระโพธิสัตว์นั้นก็นำไปสู่การละนั่นเอง ละอะไร ละมัจฉริยะ ความตระหนี่ นี่คือกระบวนการที่นำไปสู่การปล่อยการวางได้ พระพุทธองค์ตรัสว่า เราได้ละทิ้งสมบัติมา สมบัตินั้นประหนึ่งก้อนน้ำลาย คนที่บ้วนน้ำลายทิ้งแล้ว มีใครที่จะเอาก้อนน้ำลายคืนบ้าง นี่คือเนกขัมมะบารมีของพระองค์ท่านที่เรานำมาเป็นครูได้

การฝึกทิ้ง ฝึกวาง คือบารมีของเรา โดยส่วนใหญ่มนุษย์เราฝึกที่จะได้ จะเอามากกว่า ไม่เคยฝึกในการละ การลด การเลิก แล้วจะให้มาละ เลิกได้อย่างไร มีคำพูดว่า ให้อูฐเข้ารูเข็มยังง่ายกว่าให้เศรษฐีทำทาน ในสภาพการแบบนี้ หากไม่เคยฝึกละมาก่อน มันจึงเป็นเรื่องยาก

การพิจารณาช่วยได้มาก มาคิดดูสิว่า ชีวิตเริ่มต้นจากตัวเปล่านะ ไม่มีอะไรมาเลย แล้วมาสร้างอะไรภายหลังต่างหาก ฉะนั้น ถ้าจะกลับไปสู่ความไม่มีอีกจึงมิใช่เรื่องแปลก เพราะจุดเริ่มต้นก็มาจากความไม่มี มาจากดิน น้ำ ไฟ ลม ที่สุดแล้วก็กลับคืนสู่ดิน น้ำ ลม ไฟเหมือนเดิม เรามาก็มาคนเดียว ตายก็ตายคนเดียว ที่มาอยู่ร่วมกันก็เป็นแค่ช่วงเวลาหนึ่ง เมื่อแรงเหวี่ยงของกรรมไปจนสุดทาง เราก็แยกจากกัน อย่างคู่สามีภรรยา ช่วงของการหมดวงโคจรของกรรม ก็แยกทางกัน ถ้าวันนี้เราต้องแยกทางกันจึงไม่ใชเรื่องแปลก มาคนเดียวไปคนเดียวจริงๆ เวลาตาย เราไม่สามารถเอาใครไปได้เลย ถ้าคิดอย่างนี้ได้ก็วางใจเป็นกับการสูญเสีย

กายใจ : ต้องอาศัยความเพียรอย่างต่อเนื่องใช่หรือไม่

พระมหาอุเทน :ปกติ ธรรมะของปุถุชนคืออัตตา ธรรมะของอริยบุคคลคืออนัตตา เราก็ฝึกพิจารณาธรรมะของอริยบุคคลไว้บ่อยๆ แม้ยังทำไม่ได้เลยก็ฟังบ่อยๆ แล้วน้อมมาปฏิบัติ เริ่มละสิ่งเล็กๆ น้อยๆ ไปจนถึงใหญ่ๆ คือ สังขาร กายใจ ของเราเอง ต้องหมั่นฟัง หมั่นทบทวน ไม่งั้นก็ลืม เพราะถ้ายังไม่เข้าไปอยู่ในใจ จิตมันก็จะไหลลงต่ำเสมอ แต่ถ้าพิจารณาอยู่เนืองๆ จิตก็ไหลลงสู่กระแสธรรมได้ ดังคำที่ครูบาอาจารย์กล่าวว่า หยั่งลงในธรรม เมื่อหยั่งลงในธรรมแล้ว ก็หมดความสงสัยในพระรัตนตรัย พอรู้ธรรม ใจก็หยั่งลงสู่ธรรม เข้าสู่กระแสของอริยชน ถ้าเป็นโสดาบันก็อาจจะขาดสติบ้าง แต่สำหรับอริยบุคคลที่สูงขึ้นไปก็จะมีสติอยู่กับเนื้อกับตัวตลอดเวลา เมื่อเรารู้ตัวว่ายังไม่มีธรรมหยั่งรู้สู่ในใจ จึงต้องหมั่นเติมธรรมไปเรื่อยๆ โดยการฟังบ้าง อ่านบ้าง ไปเข้ากรรมฐานบ้าง เพื่อให้เรารู้ว่า วิธีทำให้ใจเย็นลงทำอย่างไร จู่ๆ ถ้าเราเจอเหตุการณ์รุนแรงแล้วจะให้ทำใจเลย ทำไม่ได้หรอก

กายใจ : นอกจากความเพียรแล้ว ยังมีสิ่งใดที่ควรน้อมมาใส่ใจในการปฏิบัติ

พระมหาอุเทน :อาตมาไปอินเดียมา ไม่เคยทำการตัดต่อวิดีโอเลย ก็กลับมาเรียนรู้โปรแกรมการตัดต่อ ใจหนึ่งก็คิดว่า ไม่ใช่หน้าที่ของเรา ก็มาคิดว่า ทำไมต้องทำ แล้วก็มีคำตอบว่า เพื่อให้ธรรมะนี้เผยแพร่ไปยังประชาชนได้มากขึ้น เมื่อมองไปที่เป้าหมายของธรรมะก็ทำให้เกิดแรงบันดาลใจในการเรียนรู้ ก็อยู่กับเครื่องคอมพิวเตอร์ตั้งแต่ตีสี่ถึงห้าโมงเย็น ทำผิดทำถูก ก็ใช้กระบวนการทางปัญญาเข้ามาเยอะ

การเรียนรู้เกิดขึ้น ประกอบด้วยความเพียรจนสำเร็จ ถ้าไม่มีเป้าหมายทางธรรมที่จะเผยแผ่หลักธรรมที่นำไปสู่ความพ้นทุกข์ เราทำไม่ได้ แต่พอมีเป้าหมาย แล้วมีความสุขกับการตัดต่อ ให้ใจกับมัน ตรงนี้เองที่เรียกว่าฉันทะ คือความพึงพอใจ มาจากวิริยะ

เช่นเดียวกับตอนที่อาตมาไปอินเดียมา 11 วัน กลับมาเขียนหนังสือ ‘ธรรมยาตรารำลึก พุทธภูมิ’ ใช้เวลา 3 เดือน เขียนได้ 500 หน้า บางคนบอกว่าไปอินเดียมารอบเดียวเขียนไม่ได้หรอก แต่อาตมาทำได้แล้วสำเร็จ ช่วงที่ไปไม่ได้บันทึกข้อมูลอะไรไว้เลย ตอนเขียนใช้ความจำระลึกเอา แล้วลำดับเรื่อง ตอนนั้นบอกแต่เพียงว่า ต้องเขียนเพราะเดี๋ยวจะลืม อาศัยหนังสือเดินทางเป็นดัชนีเท่านั้นเอง แล้วมาซ่อมช่วงต้นที่ยังไม่ได้เอกภาพ มันมีความสุขในการทำใหม่มาก อะไรเกิดขึ้นในตัวเรา นั่นคือ ฉันทะ วิริยะ ความมุ่งมั่น

ขอให้เราทุกคนมีความสุขในการทำเหตุ มากกว่ายินดีรอรับผล ส่วนใหญ่คนเราไปรอรับผล แต่มักลืมไปว่าผลจะสมบูรณ์ก็ต่อเมื่อเหตุสมบูรณ์ เราเรียนมหาวิทยาลัยกว่าจะจบสี่ปี บางคนมีความสุขวันเดียวคือวันรับปริญญา ไม่กี่วันก็ทุกข์อีกเพราะไม่มีงานทำ เนื่องจากให้ความสำคัญกับเป้าหมายมากกว่าความสุขปัจจุบัน

ชีวิตคนทำงานก็เหมือนกัน แทนที่จะมีความสุขจากการทำงาน แต่กลับไปมีความสุขจากการรับเงินเดือน มันไม่ใช่เป้าหมาย เพราะยิ่งทำให้ทุกข์โดยไม่รู้ตัวมากขึ้น ทำอย่างไรให้เรามีความสุขจากการทำมากกว่าการได้ นั่นคือ ฉันทะ ส่วน โลภะคือ อยากได้ แต่ไม่อยากทำ นี่คือคำตอบว่า หากวันนี้เป็นวันสุดท้ายของชีวิตจะทำอะไร

” เมื่อมีธรรมะในหัวใจเป้าหมายก็คือธรรมะ เราจะทำเหตุเพื่อไปหาผล หรือทำเหตุเพื่อเหตุ ก็อยู่ที่ตัวเรา ”

 

ที่มา: กรุงเทพธุรกิจ 9 ธันวาคม 2555

ความสุขของมนุษย์อยู่ที่ใด

dailynews121202_001ธรรมชาติของมนุษย์นั้นรักสุขเกลียดทุกข์ ความสุขจึงเป็นสิ่งที่ทุกคนแสวงหา ต่างไขว่คว้าหาหนทางพยายามให้บรรลุเป้าหมายให้ได้ด้วยวิธีต่าง ๆ กัน สิ่งตรงข้ามคือความทุกข์ไม่มีใครต้องการ จะหลีกเลี่ยงหนี อยากมีแต่ความสุข สุขทั้งกายและใจ ต่างดิ้นรนหากันไป อาจมีอุปสรรคมากน้อยก็แก้ไขกันไป

ผมมาคุยเรื่องธรรมะวันนี้ด้วยเมื่อเร็ว ๆ นี้ได้ไปฟัง ดร.บุญธรรม ปวีณ์วรรณ อาจารย์คณะวิศวกรรมศาสตร์ ม.เกษตรฯ ได้ไปพูดเรื่องความสุขของมนุษย์อยู่ที่ใด ที่สโมสรโรตารีกรุงเทพบางลำพูฯ เห็นว่าเป็นเรื่องน่าสนใจดี ตรงกับความต้องการของผู้คนที่แสวงหากันมาก จึงขอถ่ายทอดมาเล่าสู่กันฟัง

ดร.บุญธรรม เคยบวชระยะสั้นมาครั้งหนึ่ง สนใจและซาบซึ้งในธรรมะมากได้เล่าให้ฟังถึงชีวิตตั้งแต่เล็กจนเติบใหญ่ ว่าชีวิตเขานั้นอยากทำอะไรให้สำเร็จทุกขั้นตอน เพื่อจะได้มีความสุข เริ่มตั้งแต่การเรียน เรียนจนเก่ง เรียนจนถึงระดับสูงด้วยได้ทุนไปศึกษาต่อต่างประเทศ ได้ปริญญาเอกที่ ม.เคมบริดจ์ ประเทศอังกฤษ ต่อมาก็มีครอบครัวและได้ทำงานในบริษัทน้ำมัน เลื่อนระดับสูงขึ้นมาเรื่อย ๆ ก้าวหน้าดีมาก จนถึงกรรมการบริหารถือเป็นระดับสูงและหยุดกับเงินตราที่คนชอบสะสมกันมาก ถือว่าเพียงพอแล้ว

ดร.บุญธรรม เคยพูดไว้กับผู้ที่สอบสัมภาษณ์ก่อนได้ทุนไปเรียนว่า หากเขาได้รับการช่วยเหลือจนไปศึกษาต่อต่างประเทศได้ เหมือนกับเป็นผู้ได้รับ มีโอกาสเมื่อใดจะขอปวารณาตัวมาเป็นผู้ให้บ้าง จนเมื่อได้มีโอกาสทำงานเป็นผู้บริหารระยะหนึ่งที่คิดว่าได้ผลประโยชน์พอสมควรแล้ว อายุเพียง 40 ปียังไปอีกไกล ได้ขอลาออกมาเป็นอาจารย์สอนนักศึกษาคณะวิศวกรรมศาสตร์ ม.เกษตรฯ ตามสัญญาทางใจที่ได้รับปากไว้

ผู้บรรยายได้สรุปให้ฟังว่า ทุกอย่างที่หวังไว้ว่าจะมีความสุข มันก็มีจริง ๆ แต่จะเป็นอยู่ชั่วระยะหนึ่งเท่านั้น แล้วมันก็จางไป ด้วยกิเลสที่มีอยู่อยากได้สุขมากกว่าเก่า ต้องการมีสุขเพิ่มขึ้นอีกเหมือนเป็นเงาตามตัว ทำให้ต้องดิ้นรนไขว่คว้าไปเรื่อย ๆ ไม่มีที่สิ้นสุด กลายเป็นความทุกข์เข้ามาแทนอยู่ตลอด

พระวิวัฒน์ ธัมมวัฒโฒ แห่งวัดโสมนัสราชวรวิหาร ได้มาบรรยายธรรมที่บ้านอารีย์ ซอยอารีย์ ถนนพหลโยธินบ่อย ดร.บุญธรรมเป็นศิษย์ ผมก็ไปฟังท่านบรรยายบ่อย มีอะไรที่ยังไม่กระจ่างก็ไปถามท่าน  ท่านได้สรุปเรื่องนี้ให้ฟังว่า เป็นธรรมะของพระพุทธเจ้า สุขที่ยั่งยืนอยู่ที่นี่ เดี๋ยวนี้ คือการมีสติอยู่กับปัจจุบัน การใช้ชีวิตที่เรียบง่าย เคร่งครัดในศีลไว้ จะช่วยให้อยู่กับปัจจุบันได้มั่นคงและยาวนานขึ้น

หลวงพี่วิวัฒน์ได้ให้หลักไว้ว่า จิตมีสติรู้กาย จิตต้องอยู่กับกาย จะสังเกตได้จากอิริยาบถ กายไหว กายกระทบ จิตอยู่ในกายตลอด จิตไม่มีสติ ได้แก่ ง่วง หลับ คิด ไปรู้เรื่องข้างนอก เช่น ดูโทรทัศน์ รู้ข้างนอกแต่ไม่รู้ที่กาย ฟังดูก็ง่าย แต่พอมาฝึกปฏิบัติยากมาก ต้องค่อย ๆ ลองฝึกไปผิด ๆ ถูก ๆ สักวันหนึ่งคงเข้าที่เอง

ความรู้สึกตัวเปลี่ยนชีวิต บังเอิญได้มีโอกาสไปคุยกับ อ.กำพล ทองบุญนุ่ม อาจารย์พลศึกษา ได้ประสบอุบัติเหตุเมื่อปี 2522 ร่างกายเคลื่อนไหวไม่ได้หมด ได้ต่อสู้ชีวิตด้วยการปฏิบัติธรรมจนเป็นวิทยากรที่มีลูกศิษย์มากมาย ได้คุยกับอาจารย์แล้วสบายใจว่าถ้าปฏิบัติได้เหมือนที่บรรยายไว้ ชีวิตจะเปลี่ยนทันที หลัก ๆ ของท่านก็คล้าย ๆ กัน จะต้องมีสติและรู้สึกตัวไว้อยู่เสมอ ให้มีสติอยู่กับปัจจุบัน

ความรู้สึกตัว ลงไปที่สติปัฏฐาน 4 คอยดู กาย ว่าเป็นอย่างไร อยู่นิ่งหรือเคลื่อนไหว หายใจเข้า-ออกให้รู้ว่ากายมิใช่ตัวเราต่อไปลงที่ เวทนา ความเจ็บปวดทั้งหลายเราเป็นผู้เห็น มิใช่เป็นผู้ทุกข์เสียเอง ใครทำได้คงมาใช้กับเรื่องเจ็บป่วยและเจ็บปวดได้อย่างดี เราเป็นผู้เห็นมิใช่เป็นผู้ปวด ลงที่ จิต ดูเรื่องความคิด ปรุงแต่งต่าง ๆ เป็นอาการของจิต เราเพียงเฝ้าดูไม่ยุ่งด้วย ข้อสุดท้ายเห็นใน ธรรม เห็นอกุศลในจิตเรา แต่ก่อนเราทำบุญทำบาป เรานึกว่าเราเป็นผู้ทำ จิตพอชินเข้าจะตื่น แยกออกมาเป็นผู้เห็น ไม่มีตัวเรา กายเป็นผู้ทำ เราเพียงดู ทั้งหมดที่กล่าวมาคือผลของการรู้สึกตัว ถ้าทำได้ คิดได้ แยกได้ ชีวิตจะสุข

ความสุขเป็นสิ่งที่มนุษย์แสวงหากันมาก ได้มาแล้วมักอยู่เพียงชั่วคราวแล้วก็จางไป ต้องวิ่งหากันใหม่ที่ดีกว่าเดิม เหมือนเงาตามตัวอยู่ตลอด ความสุขที่ยั่งยืนที่พบแล้วคือ การฝึกให้มีสติอยู่กับปัจจุบันจะอยู่ได้มั่นคงและยาวนานตลอดไป.

นพ.สุวิทย์ เกียรติเสวี
suvit.kiatisevi.gmail.com

 

ที่มา: เดลินิวส์ 2 ธันวาคม 2555

การทำสมาธิเป็นประจำช่วยป้องกันโรคหวัดและไข้หวัดใหญ่ได้

New research suggests that meditation could be effective at preventing winter ailments

งานวิจัยล่าสุดพบว่าการทำสมาธิช่วยป้องกันอาการป่วยจากอากาศที่หนาวเย็นได้

การทำสมาธิแบบเจริญสติช่วยปรับสมดุลของอารมณ์ ลดความเครียด เพิ่มภูมิคุ้มกัน ห่างไกลจากโรคติดเชื้อ โดยไม่ต้องพึ่งสมุนไพรและวิตามิน

Forget popping vitamins, MEDITATION could stave off colds and flu

  • Adults who meditated for eight weeks missed 76 per cent fewer days of work than those who did nothing
  • Moderate exercise such as jogging also helps

By ANNA HODGEKISS

PUBLISHED: 18:51 GMT, 15 November 2012

Millions of us pop vitamins or herbal remedies as ‘insurance policy’ to stave off colds and flu.

But new research suggests that meditation could be very effective at preventing the winter ailments.

Adults who meditated or did moderately intense exercise, such as a brisk walk, for eight weeks suffered fewer colds than those who did nothing, according to a study from the University of Wisconsin–Madison.

Previous research has found that mindfulness meditation may improve mood, decrease stress, and boost immune function.

The 149 people in this new study were divided into three groups. One performed mindful meditation, a type of meditation that essentially involves focusing the mind on the present.

Another group jogged regularly for eight weeks while the third group did nothing.

The researchers then followed the health of the volunteers through the winter from September to May, although they didn’t check whether or not people carried on exercising or meditating after the eight–week period.

The participants were observed for cold and flu symptoms such as a runny nose, stuffiness, sneezing, and sore throat.

Nasal wash samples were collected and analysed three days after the symptoms began.

The study, found that meditators missed 76 per cent fewer days of work from September through to May than those who did nothing.

Those who had exercised missed 48 per cent fewer days during this period.

In addition, mindful meditation can reduce the duration or severity of acute respiratory infections such by up to 50 per cent, and exercise by up to 40 per cent.

And according to the website Scientific America, those who had exercised or meditated suffered for an average of five days; colds of participants in the control group lasted eight.

Adults who meditated for eight weeks missed 76 per cent fewer days of work than those who did nothing

In addition, tests confirmed that the self-reported length of colds correlated with the level of antibodies in the body, which indicate the presence of a virus.

‘Nothing has previously been shown to prevent acute respiratory infections,’ said lead author Dr Bruce Barrett, a family medicine doctor and associate professor at the University.

‘A lot of previous information suggested that meditation and exercise might have prevention  benefits, but no high-quality, randomised trial had been done.

‘Flu shots are partially effective, but only work for three strains of flu each year. The apparent 40 to 50 per cent benefit of mindfulness training is a very important finding, as is the apparent 30 to 40 per cent benefit of exercise training. If this pans out in future research, the impact could be substantive indeed.’

The study was published in the Annals of Family Medicine.

SOURCE: dailymail.co.uk

การศึกษาสมองส่วน amygdala ยืนยันว่าการฝึกสมาธิช่วยเพิ่มการควบคุมอารมณ์

การศึกษาสมองส่วน amygdala ยืนยันว่าการฝึกสมาธิช่วยเพิ่มการควบคุมอารมณ์

Meditation produces enduring changes in emotional processing in the brain, study shows

November 12, 2012 in Neuroscience

A new study has found that participating in an 8-week meditation training program can have measurable effects on how the brain functions even when someone is not actively meditating. In their report in the November issue of Frontiers in Human Neuroscience, investigators at Massachusetts General Hospital (MGH), Boston University (BU), and several other research centers also found differences in those effects based on the specific type of meditation practiced.

“The two different types of meditation training our study participants completed yielded some differences in the response of the amygdala – a part of the brain known for decades to be important for emotion – to images with emotional content,” says Gaëlle Desbordes, PhD, a research fellow at the Athinoula A. Martinos Center for Biomedical Imaging at MGH and at the BU Center for Computational Neuroscience and Neural Technology, corresponding author of the report. “This is the first time that meditation training has been shown to affect emotional processing in the brain outside of a meditative state.”

Several previous studies have supported the hypothesis that meditation training improves practitioners’ emotional regulation. While neuroimaging studies have found that meditation training appeared to decrease activation of the amygdala – a structure at the base of the brain that is known to have a role in processing memory and emotion – those changes were only observed while study participants were meditating. The current study was designed to test the hypothesis that meditation training could also produce a generalized reduction in amygdala response to emotional stimuli, measurable by functional magnetic resonance imaging (fMRI).

Participants had enrolled in a larger investigation into the effects of two forms of meditation, based at Emory University in Atlanta. Healthy adults with no experience meditating participated in 8-week courses in either mindful attention meditation – the most commonly studied form that focuses on developing attention and awareness of breathing, thoughts and emotions – and compassion meditation, a less-studied form that includes methods designed to develop loving kindness and compassion for oneself and for others. A control group participated in an 8-week health education course.

Within three weeks before beginning and three weeks after completing the training, 12 participants from each group traveled to Boston for fMRI brain imaging at the Martinos Center’s state-of-the-art imaging facilities. Brain scans were performed as the volunteers viewed a series of 216 different images – 108 per session – of people in situations with either positive, negative or neutral emotional content. Meditation was not mentioned in pre-imaging instructions to participants, and investigators confirmed afterwards that the volunteers had not meditated while in the scanner. Participants also completed assessments of symptoms of depression and anxiety before and after the training programs.

In the mindful attention group, the after-training brain scans showed a decrease in activation in the right amygdala in response to all images, supporting the hypothesis that meditation can improve emotional stability and response to stress. In the compassion meditation group, right amygdala activity also decreased in response to positive or neutral images. But among those who reported practicing compassion meditation most frequently outside of the training sessions, right amygdala activity tended to increase in response to negative images – all of which depicted some form of human suffering. No significant changes were seen in the control group or in the left amygdala of any study participants.

“We think these two forms of meditation cultivate different aspects of mind,” Desbordes explains. “Since compassion meditation is designed to enhance compassionate feelings, it makes sense that it could increase amygdala response to seeing people suffer. Increased amygdala activation was also correlated with decreased depression scores in the compassion meditation group, which suggests that having more compassion towards others may also be beneficial for oneself. Overall, these results are consistent with the overarching hypothesis that meditation may result in enduring, beneficial changes in brain function, especially in the area of emotional processing.”

Eric Schwartz, PhD, of the BU Department of Electrical and Computer Engineering and Center for Computational Neuroscience and Neural Technology, is senior author of the Frontiers in Human Neuroscience report. Additional co-authors are Lobsang T. Negi, PhD, and Thaddeus Pace, PhD, Emory University; Alan Wallace, PhD, Santa Barbara Institute for Consciousness Studies; and Charles Raison, MD, University of Arizona College of Medicine. The study was supported by grants from the National Center for Complementary and Alternative Medicine, including an American Recovery and Reinvestment Act grant to Boston University.

Journal reference: Frontiers in Human Neuroscience

Provided by Massachusetts General Hospital

SOURCE: medicalxpress.com

=================================================

amygdala เป็นส่วนของสมองที่ทำหน้าที่ในการรับรู้ความทรงจำทางด้านอารมณ์ (emotional) เป็นที่รวบรวมอารมณ์ในช่วงเวลาแห่งความสำเร็จหรือล้มเหลวความหวังและความกลัวความหดหู่ท้อถอยหรือความสับสน ซึ่งจะใช้ความทรงจำนี้ในการตรวจสอบข้อมูลที่เข้ามาใหม่ทางระบบประสาทต่างๆเพื่อประเมินถึงภาวะอันตรายหรือโอกาสอันดี โดยเปรียบเทียบกับประสบการณ์ทางอารมณ์ที่ผ่านมา

ในบางครั้งเมื่อประสบในภาวะคับขันหรือเกิดอันตราย เช่น เรามองเห็นสิ่งที่ขดอยู่ในมุมมืดดูคล้ายงูจะกระโดดหนีทันที เป็นการทำงานของ amygdala ที่เกิดขึ้นแบบลัดวงจรโดยเมื่อตามองเห็นสิ่งที่คล้ายงูจะส่งกระแสประสาทไปยังสมอง ส่วนที่เรียก thalamus (อยู่ในระบบ limbic เช่นกัน) ซึ่งจะส่งกระแสประสาทไปยัง visual cortex บริเวณสมองส่วนหลัง เพื่อแปลออกมาว่าเป็นอะไรถ้าเป็นสิ่งที่เกี่ยวพันกับอารมณ์ จะส่งกลับไปยัง amygdala ซึ่งถือว่าเป็นศูนย์รวมของความทรงจำ ทางอารมณ์ต่าง ๆ เพื่อส่งต่อไปยัง prefrontalcortex ในการสั่งการโต้ตอบที่เหมาะสมแต่ในเวลาเดียวกันจะมีเส้นใย ประสาท อีกส่วนหนึ่งลัดจาก thalamus มายัง amygdala เลยทำให้เกิดการตอบสนองทางอารมณ์ทันที ไม่ว่าจะเป็นแบบสู้ (หาไม้ตีงู) หรือหนี (กระโดดหลบ) การทำงานแบบลัดวงจรนี้พบได้มากในสัตว์ชั้นต่ำ เช่น นกหรืองูซึ่งเป็นสัญชาตญาณเพื่อการอยู่รอดการทำงานของสมองเช่นนี้ ต้องการความรวดเร็วมากกว่าความถูกต้องชัดเจน หรือเหตุผลต่อเมื่อเหตุการณ์ผ่านไป แล้ว สมองจะสั่งการทบทวนอีก เช่น ดูให้ชัดว่าเป็นงู หรือขดเชือก โดยสมองส่วน neocortex จะสั่งการที่เหมาะสมต่อไป ในบางคนจะมีการโต้ตอบแบบลัดวงจรนี้ทันทีเมื่อถูกกระตุ้นทางอารมณ์ที่เรียกกันว่าพวกที่ทำก่อนคิดหรือใช้อารมณ์อยู่เหนือ เหตุผล

จากการศึกษาผู้ป่วยที่มีอุบัติเหตุ หรือทำให้ทางเชื่อมระบบประสาทจาก amygdala ไปยัง neocortex ถูกตัดขาด จะมีชีวิตอยู่อย่างไร้อารมณ์ ความรู้สึกไม่สามารถตัดสินใจเพราะไม่รู้ถึงผลที่ตามมา ไม่รับรู้ถึงอารมณ์ของผู้อื่น ไม่รู้สึกผิด หรืออับอาย เมื่อทำอะไรผิด

ที่มา: สมชาย  จักรพันธุ์. เรื่องราว E.Q.  วารสารหมออนามัย 9(16) : 80-83

SOURCE: natres.psu.ac.th

===================================================

ต่อมอไมกดาลาขนาดเท่าเมล็ดอัลมอนด์ นอกจากจะทำหน้าที่บันทึกความกลัวไว้ให้หัวสมองแล้ว นักวิจัยยังพบว่า มันก็ทำหน้าที่ “ลบลืม” ความกลัวให้เราได้ด้วยเช้นกัน

นักวิจัยเอ็นวายยูพบ “ต่อมลืมกลัว” ในสมอง

บีบีซีนิวส์ – อาการ “กลัว” หรือผวากับสิ่งต่างๆ รอบตัว ดูเหมือนว่าจะเป็นอุปสรรคสำคัญของมนุษย์ โดยเฉพาะการ “กลัวอย่างไร้เหตุผล” ล่าสุด นักวิทยาศาสตร์จากมหาวิทยาลัยนิวยอร์กสามารถระบุตำแหน่งบนสมองที่ช่วยพวกเราลบ “ความกลัว” ที่มีอยู่ออกไปได้

นักวิจัยจากมหาวิทยาลัยนิวยอร์ก (New York University) เปิดเผยผ่านวารสารทางด้านประสาทวิทยา “นิวโรน” (Neuron) ว่าในมนุษย์ก็มีต่อมลบอาการกลัวได้ เช่นเดียวกับสัตว์ โดยเชื่อว่าต่อมดังกล่าวอยู่ในสมองบริเวณที่เดียวกับที่เราบันทึกความกลัวลงไป

บริเวณที่ลบหรือลืมความกลัวดังกล่าวเรียกว่า “อไมกดาลา” (amygdala) พื้นที่ขนาดเท่าเมล็ดอัลมอนด์ ฝังอยู่บริเวณซีรีบรัม โดยเชื่อมต่อกับไฮโปธารามัส ซึ่งสมองตรงอไมกดาลาทำหน้าที่สำคัญในการควบคุมเหตุผลและอารมณ์

ที่สำคัญกลไกทำงานลืมความจำของ “อไมกดาลา” นี้พบอยู่ในสมองสัตว์ แต่ยังไม่เคยมีผู้ใดพบในสมองของมนุษย์มาก่อน และการค้นพบกลไกของ “อไมกดาลา” ที่ช่วยให้ลืมกลัวแบบเดียวกับสัตว์ในสมองมนุษย์นี้ จะช่วยทุ่นแรงให้บรรดาหมอๆ ทั้งหลายในการรักษาอาการจิตประสาท หรือ “โฟเบีย” ของคนไข้ได้

ดร.อลิซาเบธ เฟลปส์ และทีมงาน จากมหาวิทยาลัยนิวยอร์ก เปิดเผยว่า การค้นพบตำแหน่งลืมความกลัวนี้เป็นสิ่งที่สำคัญมาก เพราะจะเป็นโอกาสได้ศึกษาว่าอาการกลัวในมนุษย์นั้นเกิดขึ้นได้อย่างไร และเราจะดูแลมันอย่างไร แต่งานวิจัยน้อยชิ้นนักที่จะเข้าใจถึงวิธีการลดความกลัวให้น้อยลง

“ยกตัวอย่าง เด็กๆ หลายคนกลัวความมืดเมื่อตอนวัยเยาว์ แต่พอโตขึ้นพวกเขาก็จะเลิกกลัวความมืด หรืออาจจะมีแต่น้อยลง” ดร.เฟลปส์ กล่าว โดยเธอและทีมงานพยายามศึกษาหากลไกลดความกลัวในสมอง โดยนำอาสาสมัครมาทดลองสร้างและลดความกลัว พร้่อมทั้งสังเกตดูว่า สมองส่วนใด ตรงไหนที่ทำงานในขณะนั้น

ทีมงานของ ดร.เฟลปส์ใช้การสร้างภาพด้วยคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้าหรือเอ็มอาร์ไอ (MRI – magnetic resonance imaging) เพื่อเข้าไปดูว่ามันเกิดอะไรขึ้นกับสมองในช่วงระหว่างที่เราเริ่มเลิกกลัว สิ่งที่เคยกลัว โดยพวกเขาได้ให้อาสาสมัครดูภาพสี่เหลี่ยมจตุุรัสที่ระบายสีไว้ พร้อมทั้งช็อตด้วยกระแสไฟฟ้าอ่อนๆ จะทำให้เกิดสภาวะกลัว เหมือนๆ กับอาการจิตประสาท หรือโฟเบีย

เมื่ออาสาสมัครมองภาพสี่เหลี่ยมที่ระบายสีครั้งต่อๆ ไปจะทำให้เกิดอาการกลัวๆ กังวล จากนั้นนักวิทยาศาสตร์ทำให้เลิกกลัวด้วยการ ย้อนคือเหตุการ คือ ให้อาสาสมัครดูภาพสีเหลี่ยมระบายชุดเดิม (ที่กลัวไปแล้วเพราะโดนช็อต) พร้อมทั้งช็อตกระแสไฟเข้าไปอีกรอบในปริมาณเท่าเดิม และค่อยลดๆ ลงจนอาสาสมัครดูภาพแบบปกติโดยไม่มีกระแสไฟช็อต ก็จะทำใ้ห้อาการกลัวภาพนั้นหายไป

อย่างไรก็ดี เมื่อคณะวิจัยดูผลจากการสแกนสมองขณะอาสาสมัครถูกกระตุ้นให้กลัวจนหายกระทั่งหายกลัวแล้วพบว่า ตำแหน่งของ “อไมกดาลา” นั้นทำงานขณะที่กำลังบันทึกความกลัวเข้าสู่หัวสมอง และทำงานอีกเมื่ออาสาสมัครคลายความกลัวของพวกเขาลงไป พร้อมกับสมองอีกส่วนหนึ่ง

การค้นพบเหล่านี้สนับสนุนงานวิจัยชิ้นก่อนๆ ที่อธิบายกันมาว่าในสัตว์มีระบบการแก้ไขความวิตกกังวลหรือความกลัวอย่างผิดปกติได้ โดย ดร.เฟลปส์กล่าวว่า หากในมนุษย์ก็มีกลไกนี้เช่นกัน ก็จะง่ายต่อการหายารักษาที่ตรงจุด

“ขณะนี้พวกเราทั้งหมดเริ่มมองหาสิ่งที่แตกต่างออกไปจากเดิมเพื่อที่จะรักษาอาการกลัว ในมนุษย์พวกเราพยายามที่จะควบคุมอาการกลัว บางสถานการณ์พวกเรารู้ว่าไม่แสดงอาการกลัวออกมา แต่บางสถานการณ์กลับแสดงออกมา”

“อย่างเช่น คนทั่วไปกลัวเสือ แต่เมื่อไปดูเสือในสวนสัตว์ เราก็จะไม่กลัวมัน สิ่งนี้เป็นคำตอบว่า ร่างกายของเราจัดการกับความกลัวได้ แต่จะจัดการอย่างไร” ดร.เฟลปส์อธิบาย

ที่มา: ASTVผู้จัดการออนไลน์ 26 กันยายน 2547

ผลการสแกนสมองพระในพุทธศาสนา “การฝึกสมาธิ” ทำให้สมองส่วนความสุขมีขนาดใหญ่กว่าคนปกติ

ผลการสแกนสมองพระในพุทธศาสนา “การฝึกสมาธิ” ทำให้สมองส่วนความสุขมีขนาดใหญ่กว่าคนปกติ

การฝึกสมาธิ สามารถเปลี่ยนสมอง ความคิดและชีวิตได้

การฝึกสมาธิอย่างต่อเนื่องเป็นประจำทุกวันสามารถเพิ่มขนาดของสมองส่วนความสุขให้ใหญ่ขึ้นได้

Matthieu Ricard เขาคือผู้ชายที่มีความสุขมากที่สุดในโลก?

Is this the world’s happiest man? Brain scans reveal French monk has ‘abnormally large capacity’ for joy – thanks to meditation

  • Brain scans reveal Buddhist monk Matthieu Ricard has largest capacity for happiness ever recorded
  • Meditation ‘completely changes your brain and therefore changes what you are’, says 66-year-old
  • He says you can do it too by learning how to let your thoughts drift

By CLAIRE BATES

PUBLISHED: 10:41 GMT, 31 October 2012

Ricard: ‘Meditation is not just blissing out under a mango tree but it completely changes your brain’

A French genetic scientist may seem like an unusual person to hold the title – but Matthieu Ricard is the world’s happiest man, according to researchers.

The 66-year-old turned his back on Parisian intellectual life 40 years ago and moved to India to study Buddhism. He is now a close confidante of the Dalai Lama and respected western scholar of religion.

Now it seems daily meditation has had other benefits – enhancing Mr Ricard’s capacity for joy.

Neuroscientist Richard Davidson wired up the monk’s skull with 256 sensors at the University of Wisconsin as part of research on hundreds of advanced practitioners of meditation.

The scans showed that when meditating on compassion, Ricard’s brain produces a level of gamma waves – those linked to consciousness, attention, learning and memory – ‘never reported before in the neuroscience literature’, Davidson said.

The scans also showed excessive activity in his brain’s left prefrontal cortex compared to its right counterpart, giving him an abnormally large capacity for happiness and a reduced propensity towards negativity, researchers believe.

Research into the phenomenon, known as “neuroplasticity”, is in its infancy and Ricard has been at the forefront of ground-breaking experiments along with other leading scientists across the world.

‘We have been looking for 12 years at the effect of short and long-term mind-training through meditation on attention, on compassion, on emotional balance,’ he said.

‘We’ve found remarkable results with long-term practitioners who did 50,000 rounds of meditation, but also with three weeks of 20 minutes a day, which of course is more applicable to our modern times.’

Andy Francis (left) and associate scientist and Antoine Lutz (right) outfit Matthieu Ricard with a net of 128 sensors

He added to AFP: ‘It’s a wonderful area of research because it shows that meditation is not just blissing out under a mango tree but it completely changes your brain and therefore changes what you are.’

He believes meditation can alter the brain and improve people’s happiness in the same way that lifting weights puts on muscle.

A computer monitor displays graphic renderings of Matthieu Ricard’s brain during an MRI test at the University of Wisconsin-Madison

The son of philosopher Jean-Francois Revel and abstract watercolour painter Yahne Le Toumelin, became something of a celebrity after writing ‘The Monk And The Philosopher’ with his father. This was a dialogue on the meaning of life.

He followed up with a practical guide in 2011 called ‘The Art Of Meditation’ making the case for why others should follow the same path.

Matthieu Ricard is a close confidante of the Dalai Lama

Ricard said: ‘That was the end of my quiet time because it was a bestseller. Suddenly I was projected into the western world. Then I did more dialogues with scientists and the whole thing started to spin off out of control.

‘I got really involved in science research and the science of meditation.’

A prominent monk in Kathmandu’s Shechen Monastery, Ricard divides his year between isolated meditation, scientific research and accompanying the Dalai Lama as his adviser on trips to French-speaking countries and science conferences.

He addressed the World Economic Forum in Davos at the height of the financial crisis in 2009 to tell gathered heads of state and business leaders it was time to give up greed in favour of “enlightened altruism”.

He was awarded the French National Order of Merit for his work in preserving Himalayan culture but it is his work on the science of happiness which perhaps defines him best.

Ricard sees living a good life, and showing compassion, not as a religious edict revealed from on high, but as a practical route to happiness.

‘Try sincerely to check, to investigate,’ he said.

‘That’s what Buddhism has been trying to unravel – the mechanism of happiness and suffering. It is a science of the mind.’

MATTHIEU RICARD ON WHY YOU SHOULD MEDITATE AND HOW YOU CAN DO IT

Mattieu Ricard has spoken about The Art of Meditation in a video hosted by the charity RSA. Here are some hints and tips…

  • A healthy mind should act like a mirror – faces can be reflected in a glass but none of them stick. Use the same technique with thoughts – let them pass through your mind but don’t dwell.
  • It’s impossible to stop thoughts from coming but focusing on a particular sound or the breath going in and out calms the mind, giving greater clarity. Controlling the mind is not about reducing your freedom, it’s about not being a slave to your thoughts. Think of it as directing your mind like a boat rather than drifting.
  • Be mindful – pay attention to the sensations of your breath going in and out. If you notice your mind wandering simply bring it back to focusing on your breath. This is known as mindfulness. You can apply it to other sensations to bring you into the ‘now’ rather than dwelling on the past or future. You could focus instead  on heat, cold and sounds that you hear.
  • Once you’ve achieved some skill in this you can use that to cultivate qualities such as kindness, or dealing with disturbing emotions. He says everyone has felt all-consuming love but usually it lasts for about 15 seconds, but you can hold on and nurture this vivid feeling by focusing on it in meditation. If you feel it becoming vague you can consciously revive it.
  • Like when playing the piano, practising the feeling for 20 minutes has a far greater impact over time than a few seconds.  Regular practise is also needed like watering a plant.
  • You can then use meditation to gain some space from negative emotions. Ricard says: ‘You can look at your experience like a fire that burns. If you are aware of anger you are not angry you are aware. Being aware of anxiety is not being anxious it is being aware.’ By being aware of these emotions you are no longer adding fuel to their fire and they will burn down.
  • You will see benefits in stress levels and general wellbeing as well as brain changes with regular practise in a month. Those who say they don’t have enough time to meditate should look at the benefits: ‘If it gives you the resources to deal with everything else during the other 23 hours and 30 minutes, it seems a worthy way of spending 20  minutes,’ Ricard says.

 

Mr Ricard has undergone a battery of tests, including an MRI (left) to reveal how his ‘enlightened’ mind works

A computer monitor displays data being recorded during an EEG test conducted with Mr Ricard

SOURCE:  dailymail.co.uk

ใช้สมองทำงานในช่วงเช้า ช่วยสร้างสุขภาพให้แข็งแรง

Credit: creative-contractor.com

การใช้สมองคิดในการทำงานที่ชอบ ไม่เพียงส่งผลให้สุขภาพกายและสุขภาพจิตใจแข็งแรงแล้ว แต่การใช้สมองเพื่อคิดในสิ่งต่างๆ ยังเป็นการหาทางออกให้กับปัญหา ช่วยสร้างสติและสมาธิ รวมถึงยังเป็นการเพิ่มเชาวน์ปัญญาให้คมอยู่ตลอดเวลานั่นเอง เพราะนั่นเท่ากับคุณได้บริหารสมองทั้งซีกทั้งซ้ายและขวาที่ทำงานต่างกัน ให้ทำงานประสานกันได้อย่างมีประสิทธิภาพ ส่วนใครหลายคนที่ใช้สมองไปกับการแก้ปัญหาที่เกิดขึ้นในการทำงาน จนนำไปสู่โรคภัยไข้เจ็บหรือผลเสียต่อสุขภาพ หรือเกิดอาการเครียดนั้น มีคำแนะนำดีๆ จากผู้หญิงเก่งที่มีสุขภาพแข็งแรงจากการทำงานหนัก อย่างคุณอุไรศรี ชเนศร์ ประธานกรรมการบริหารกลุ่มโรงพยาบาลกล้วยน้ำไท และสถานดูแลผู้ป่วยฯ (แผนกผู้สูงอายุ) และแพทย์ผู้เชี่ยวชาญสาขาอายุกรรมสมอง นพ.สุวินัย บุษราคัมวงษ์ แพทย์สาขาอายุรกรรมสมอง มาฝากคุณหนุ่มๆ สาวๆ วัยทำงาน

เริ่มกันที่วิธีดูแลสุขภาพของคุณอุไรศรี ที่แม้จะก้าวล่วงในวัย 78 ปีแล้ว แต่เคล็ดลับที่ทำให้เจ้าตัวดูแข็งแรงนั้นอยู่ที่การ “เป็นคนที่สนุกกับงานและไม่ค่อยจะเครียดกับอะไรง่ายๆ ได้ยิ่งทำงานยากๆ หรือโครงการใหญ่ๆ ก็ยิ่งรู้สึกว่าน่าสนุก เพราะทำให้ตัวเองได้ใช้สมองคิดวางแผน พูดคุยกับคนที่เชี่ยวชาญเฉพาะทางในสาขาต่างๆ และได้ลงมือทำจนงานนั้นๆ ประสบความสำเร็จ และเนื่องจากมีข้อมูลที่ศึกษาพบว่าในช่วงเช้าๆ จะเป็นช่วงที่สมองปลอดโปร่ง และทำงานได้เนื้องานมากที่สุด เพราะเป็นช่วงที่สมองแจ่มใส มีสมาธิ และไม่เครียด ตนจึงมักจะคิดเรื่องสำคัญๆ ในตอนเช้า”

ส่วนการที่หนุ่มๆ สาวๆ วัยทำงานหลายคนมีปัญหาในเรื่องของการทำงานหนักหลายอย่างพร้อมๆ กันจนทำให้สุขภาพแย่ลงนั้น คุณอุไรศรีบอกว่า “การที่ต้องทำหลายๆ เรื่อง และงานหลากหลายในทุกๆ วัน ถือเป็นการดูแลตัวเองไปโดยอัตโนมัติ เพราะการเข้าประชุมนานๆ ต้องเข้าพบผู้ใหญ่ ต้องไปโน่นมานี่ตลอดเวลา ทำให้ต้องดูแลร่างกาย และสุขภาพให้แข็งแรง เช่น ต้องวิ่งลู่ ไปไดรฟ์กอล์ฟ จะว่าไปแล้วก็เพราะทำงานอย่างมีความสุข เลยทำให้กระฉับกระเฉง ร่างกายแข็งแรงและสดชื่นอย่างที่เห็น ดังนั้นการเปลี่ยนทัศนคติมาคิดบวกหากต้องทำงานหนัก และหันมาออกกำลังอย่างที่กล่าวมาข้างต้น ก็เป็นอีกหนทางหนึ่งในการมีสุขภาพที่ดีได้”

แม้การทำงานอยู่ตลอดเวลาจะเป็นการกระตุ้นการใช้สมอง แต่ความเครียดจากการทำงานที่ส่งผลให้นอนไม่หลับ นับเป็นปัญหาหนึ่งที่คนวัยทำงานมักพบได้ ดังนั้นการแก้ไขปัญหาด้วยวิธีนี้ คุณอุไรศรีให้คำแนะนำว่า “ก่อนหน้านี้มักมีปัญหาเรื่องนอนไม่ค่อยหลับ เพราะถึงเวลานอนแล้วแต่สมองก็ยังมีเรื่องงานค้างอยู่ ก็เลยใช้วิธีสวดมนต์และแผ่ส่วนกุศลก่อนจะเข้านอน ซึ่งก็ช่วยให้ไม่เครียดและนอนหลับได้ดี” พร้อมกันนี้ผู้บริหารสาวได้เผยหลักของการทำงานให้มีสุขภาพดี นอกจากการดูแลสุขภาพและบริหารสมองอย่างที่กล่าวมาข้างต้น โดยการใช้หลักอิทธิบาท 4 “โดยส่วนตัวจะใช้หลักอิทธิบาท 4 นี่ล่ะค่ะ คือ ฉันทะ วิริยะ จิตตะ วิมังสา ฟังดูเหมือนจะยากแต่ก็ทำได้ง่ายๆ ขอเพียงแค่รักและสนุกกับงานที่ทำ เริ่มจากฉันทะ มีความรักในงานที่ทำ อิทธิบาท 4 ข้อต่อมาก็คือวิริยะ หรือความพากเพียร ทำอย่างไม่ท้อถอย พอเจอปัญหาก็พยายามหาทางที่จะทำให้ได้ ส่วนจิตตะ หรือความใส่ใจในงานที่ทำในทุกๆ ขั้นตอนจนกว่าจะเสร็จ และสุดท้ายคือวิมังสา คือการนำข้อมูลทั้งหมดที่เราได้รวบรวมไว้จากฉันทะ วิริยะ และจิตตะมาทบทวนค้นคว้าหาเหตุและผล จากนั้นจึงนำมาปฏิบัติให้แน่ชัด”

ท้ายนี้ คุณอุไรศรียังฝากแง่คิดว่า “ทุกอย่างอยู่ที่จิตใจ ถ้าเรามีความสุขกับงานที่เราทำ ถึงจะมีความเครียดแต่ก็เป็นเพียงแค่ระยะหนึ่ง แต่เมื่อมองผลลัพธ์ที่เห็นอยู่ข้างหน้าความเครียดก็จะหายไป แต่เป็นความสุขเข้ามาแทนที่ เพราะฉะนั้น “การทำงาน” นอกจากจะทำให้มีความสุขในทุกๆ วันแล้ว ยังทำให้สุขภาพแข็งแรงและอายุยืนด้วย”

สอดคล้องกับข้อมูลจาก นพ.สุวินัย บุษราคัมวงษ์ ที่ให้ข้อมูลว่า “การทำงานหนักในงานที่ตนเองชอบ และทำเพื่อให้สำเร็จตามเป้าหมายที่ตั้งไว้ ทำให้เกิดความพึงพอใจในตัวเอง และการที่เราเผชิญหน้ากับภาวะกดดัน คับขัน ที่ต่างออกไปจากที่เป็นอยู่ทุกวัน เป็นการบังคับให้สมองได้หาทางออกของปัญหา บริหารสมอง คิดหาทางออก เป็นการเพิ่มศักยภาพของสมองในการเปิดรับข้อมูลใหม่ๆ เรียนรู้สิ่งใหม่ๆ อยู่ตลอดเวลา ทำให้เราได้ฝึกสมองทั้ง 2 ซีก (สมองซีกขวาจะควบคุมเกี่ยวกับความคิดสร้างสรรค์และเรื่องของศิลปะ ส่วนสมองซีกซ้ายจะควบคุมเกี่ยวกับเรื่องของการคำนวณและตัวเลข) แต่โดยทั่วไปสมองทั้ง 2 ซีกก็ทำงานร่วมกัน มีการประสานงานกันอยู่แล้ว ซึ่งการทำงานตอนเช้ามักจะทำได้ดีกว่าช่วงอื่นๆ ของวัน เพราะเราได้นอนพักผ่อนเต็มที่ เท่ากับสมองคนเราได้ฟื้นฟูประสิทธิภาพ เหมือนกับการได้ชาร์จแบตเตอรี่ จึงมีผลให้สมองสดชื่น คิด ตัดสินใจได้อย่างดี มีประสิทธิภาพ”.

ที่มา: ไทยโพสต์  27 ตุลาคม 2555

อานาปานสติกู้โลก พระอาจารย์มิตซูโอะ คเวสโก

สมัยพุทธกาล ถ้าใครถามว่าพระสมณโคดมเจ้าทำอะไรอยู่ ท่านตอบว่าเจริญอานาปานสติ ผู้ที่ยังมีกิเลสก็เจริญอานาปานสติเพื่อดับกิเลส

2600 ปี ชัยชนะแห่งมหาบุรุษเอกของโลกที่สามารถมีชัยเหนือกิเลสมารทั้งปวง เป็นผู้ที่ถูกกล่าวถึงอยู่ทุกขณะจิตคงไม่มีใครเกินไปกว่าพระพุทธเจ้า ประทีปแห่งทวีปเอเชียเป็นแน่

ในปีแห่งการเฉลิมฉลองวันตรัสรู้ หรือวันเกิดใหม่จากเจ้าชายสิทธัตถะสู่การไม่เป็นอะไรอีกแล้ว น่าจะเป็นช่วงเวลาที่เราควรมาย้อนรอยศึกษาและปฏิบัติตามแนวทางของท่านว่า อะไรเล่า ที่ทำให้บุรุษผู้หนึ่งสามารถลาออกจากวัฏสงสาร กรงขังจิตวิญญาณมนุษย์มานับไม่ถ้วนอสงไขยได้ แม้รายการแฟนพันธุ์แท้ได้แข่งขันตอบปัญหา “พระพุทธเจ้าตรัสรู้อะไร” กันไปแล้วก็ตามที แต่หัวใจหรือวิธีการที่ทำให้พระพุทธเจ้าตรัสรู้นั้น สำคัญไม่น้อยไปกว่า

ในช่วงที่หอจดหมายเหตุพุทธทาส อินทปัญโญ และมูลนิธิปิดทองหลังพระสืบสานแนวพระราชดำริ ร่วมกันจัด “เที่ยวทั่วไทย หัวใจถึงธรรม” ขึ้น และพาลูกทัวร์ไปปฏิบัติธรรมกันที่วัดสุนันทวนาราม จังหวัดกาญจนบุรี ซึ่งมี พระอาจารย์มิตซูโอะ คเวสโก เป็นเจ้าอาวาส ท่านได้เมตตาตอบคำถามมากมายหลังการปฏิบัติธรรมไปสองวันอย่างละเอียดเกี่ยวกับหนทางในการดับทุกข์

มากไปกว่านั้น ด้วยความเป็นห่วงเด็กรุ่นใหม่ที่กำลังถูกดูดวิญญาณโดยเครื่องล่อสารพัด อันมีเทคโนโลยีเป็นสื่อ ท่านจึงคิดตั้ง “สถาบันอานาปานสติ” ขึ้นมา เพื่อให้ชาวไทยและชาวโลกได้มาศึกษาธรรมวิจัย สิ่งที่พระพุทธเจ้าทรงใช้เป็นเครื่องมือประหารกิเลส เมื่อสองพันกว่าปีก่อนด้วยตนเอง

ท่านเล่าว่า แนวคิดนี้มีมานานแล้ว เมื่อมีโยมถวายที่ดินประมาณ 1,000 ไร่ บริเวณกิโลเมตรที่ 17 .5 ซึ่งอยู่ติดกับ วัดหลวงตามหาบัว ญาณสัมปันโน (วัดเสือ) จึงรับไว้ในนามมูลนิธิพระอาจารย์มิตซูโอะ คเวสโก และเริ่มต้นโดยการปลูกป่าให้สมบูรณ์ก่อน ปัจจุบันมีเก้ง หมูป่า และสัตว์ป่าต่างๆ มาอยู่แล้ว จากนั้นตั้งใจรวบรวมข้อมูลเกี่ยวกับอานาปานสติให้สมบูรณ์ โดยมีหอจดหมายเหตุพุทธทาส ฯ มาช่วยรวบรวมเอกสารเกี่ยวกับอานาปานสติทั้งภาษาไทยและภาษาอังกฤษ เพื่อให้ทุกคนได้มาศึกษากัน

“อาจารย์เองศรัทธาในอานาปานสติสูตร แล้วก็สอนเรื่องนี้ด้วย จึงอยากให้มีการศึกษาเปรียบเทียบกับครูบาอาจารย์ต่างๆ ศึกษาปริยัติแล้วก็ปฏิบัติในป่า ใครสนใจก็มาปฏิบัตินี่แหละ อานาปานสติ เข้าใจว่าเป็นการปฏิบัติที่ถูกต้องและสมบูรณ์ที่สุด อาจารย์เองก็เลยอยากจะทำสถานที่ไว้วิเคราะห์ วิจัย และปฏิบัติ จะทำมีห้องสมุดใหญ่ ๆ มีการอบรม มีการปฏิบัติ มีการเสวนา นี่คือสถาบันอานาปานสติ”

สำหรับปัจจุบัน ท่านกล่าวว่า ยังไม่มีอะไร มีพระปักกลดอยู่สองรูป แถวนั้นชาวบ้านมีการเผาถ่าน เงินได้ไม่เท่าไหร่ แต่ป่าหมด

“อาตมาจะเข้าไปหยุดตัดป่า 5 ปี เมื่อป่าจะสมบูรณ์ขึ้น ทำระบบน้ำให้สมบูรณ์ขึ้น ไม่กี่ปีก็น่าอยู่ ทุกคนก็มาปฏิบัติได้”

หลังจากที่ท่านเล่าถึงอนาคตของสถาบันอานาปานสติ ที่จะมาเกื้อกูลชาวไทยและชาวโลกได้ศึกษากัน ก็มีคำถามมากมายจากผู้ปฏิบัติ ซึ่งจะทำให้เราเข้าใจอย่างลึกซึ้งว่า อานาปานสติ มีอานิสงสเพียงใดในการดับทุกข์ทางใจให้กับมนุษยชาติ

ปุจฉา : อยากให้ครอบครัวไปปฏิบัติธรรม แต่ไม่ยอมมาจะทำอย่างไรดีคะ
วิสัชนา : เอาหนังสืออาจารย์เล่มเล็กๆ ไปไว้ที่บ้าน เมื่อไม่กี่วัน มีจดหมายฉบับหนึ่งมา เขาบอกว่า มาปฏิบัติธรรมที่นี่ ลูกสาวอยากจะมา แล้วซื้อหนังสืออาจารย์ไปหลายเล่ม อ่านๆ ไม่น่าเชื่อว่า เดี๋ยวนี้ใจเย็นขึ้น แต่ก่อนใจร้อนมาก มีคนหนึ่ง สามีไปมีเมียน้อย อยากจะฆ่าผู้หญิงคนนั้น แต่เขาก็หลบหนีได้ สามปีก่อน ก็จะขับรถไปชนให้เขาพิการ แต่เขาก็หลบหนีไปก่อน แต่เดี๋ยวนี้ไม่น่าเชื่อ ใจเย็น อ่านหนังสืออาจารย์แล้วใจเย็น ระวังตัวนะ ใครเป็นเมียน้อยของผู้ชายคนนี้ เอาชีวิตเป็นเดิมพัน

มีอีกคนหนึ่ง เคยคิดฆ่าตัวตาย เจอหนังสืออาจารย์ อ่าน เปลี่ยนความคิด หยุดฆ่าตัวตาย มีอีกคนหนึ่งเหมือนกัน อยากจะฆ่าแฟนกับผู้หญิงคนใหม่ ทั้งๆ ที่ตัวเองก็มีครอบครัวอยู่แล้ว แต่ครอบครัวตัวเองมีปัญหาจึงไปคบกับผู้ชายคนหนึ่ง ที่อายุน้อยกว่าตัวเองเยอะๆ ทีนี้ ผู้ชายเขาบอกว่า อยากมีชีวิตปกติ อยากแต่งงานกับผู้หญิงวัยเดียวกัน อายุประมาณ 30 ปี เพราะพ่อแม่อยากให้มีครอบครัวแล้ว ผู้ชายอายุ 30 กว่านิดหน่อย อยากแต่งงานแล้วก็คบกับผู้หญิงคนหนึ่ง ฝ่ายผู้หญิงที่คบกับเขาอายุเยอะกว่า ทำใจไม่ได้

แต่เจอหนังสืออาจารย์ แล้วตามมาหาถึงวัด ถือปืนมาหา อาตมาก็ถาม เอามาจากไหน เขาบอก ซื้อมาหลายหมื่นบาท ลงทะเบียนถูกต้องมาด้วยนะ ติดคุกอะไรก็ไม่เสียดาย มาเล่าให้ฟังว่า เขาวางแผนจะฆ่าอย่างไร โชคร้าย มีหนังสืออาจารย์มิตซูโอะ ใจมันก็เปลี่ยน ไม่ฆ่าดีกว่า คิดใหม่ ไม่ฆ่า จากนั้นทั้งคู่ก็มาปฏิบัติธรรมที่นี่ เข้าใจกัน

มีคนป่วยทางจิตจากจังหวัดตรัง เขียนจดหมายมาถามเรื่องการปฏิบัติธรรมกับอาจารย์ ก็เลยส่งหนังสือเกี่ยวกับอานาปานสติไปให้ ผ่านไปสามเดือน เขาเขียนจดหมายมาบอกว่า ไม่น่าเชื่อว่า อานาปานสติ เปลี่ยนชีวิตของผมไปถึงขนาดนี้ ผมเคยเป็นโรคประสาทมา 7 ปี ต้องอาศัยหมอจิตเภทให้กินยามา 7 ปี ตั้งแต่อ่านหนังสืออาจารย์ ฝึกอานาปานสติ หายใจเข้าลึกๆ หายใจออกยาวๆ ไม่ต้องกินยาอยู่ได้ เจ้านายพาไปทำงานต่างประเทศ เดี๋ยวนี้ไม่ต้องกินยาแล้ว อ่านหนังสือแล้วก็ฝึกอานาปานสติ โรคประสาท 7 ปี หาย ลักษณะอย่างนี้มีไม่น้อย

ปุจฉา : มีภรรยาแล้ว ชอบคนอื่นอีก เขาก็ชอบเรา ทำอย่างไรดีครับ
วิสัชนา : ทำอย่างไรดีหนอ กาย วาจา ใจ ตั้งมั่นอยู่ในศีล 5 คบกับแบบกัลยาณมิตร หรือ เป็นพี่น้องกัน อย่างนั้นก็พออนุโลมได้

ปุจฉา : ถ้าเราเจอสิ่งที่ต้องโกรธ จะทำจิตอย่างไรคะ
วิสัชนา : เริ่มต้น เราก็ห่างๆ จากปัญหาแล้วเราก็ต้องศึกษา ซื้อหนังสือ “เหตุผลความโกรธไม่มีในโลก” 10 บาท อ่าน ถ้าเราเข้าใจกฎแห่งกรรมแล้ว จะเข้าใจว่า อดีตเป็นเหตุ ปัจจุบันเป็นผล ได้ลาภ เสื่อมลาภ ได้ยศ เสื่อมยศ นินทา ทุกข์

เราอาจจะรู้สึกว่า เขาทำอะไรไม่ดี ไม่ถูก จริงๆ แล้ว นั่นคือวิบากกรรมของตัวเองกันทั้งนั้น เราก็รีบศึกษากฎแห่งกรรม แล้วก็พยายามอบรม คิดดี คิดถูก ยอมรับความจริง ให้กำลังใจนี้กับตัวเอง เวลาจะโมโห ก็เมตตาตัวเอง

พระพุทธเจ้าตรัสว่า ความรักเสมอตนไม่มี ตัวเองนั้นแลน่ารักที่สุด ธรรมชาติของจิต ธรรมชาติของเราทุกคนเป็นประภัสสร ผ่องใส โดยธรรมชาติ เราต้องรู้จักฝึกเมตตาตัวเอง ให้คิดดี คิดถูก ให้หนักแน่น ค่อยๆ ฝึก ในที่สุด พอเราต้องเข้าไปหาปัญหา เราก็ทนได้ รอได้ ด้วยใจดี ทุกสถานการณ์

ปุจฉา : พระอาจารย์มีเคล็ดลับ หรือวิธีในการเอาชนะความง่วง ในการปฏิบัติธรรมไหมครับ
วิสัชนา : 1. ห้ามหลับตา 2. กำหนดท่านั่ง ดูความรู้สึกง่วงนอนที่กาย ใจไม่ต้องกำหนด ปล่อยสบายๆ   การกำหนดที่กายคือ ดูอิริยาบทใหญ่ ถ้าง่วงนอน ก็กัดฟัน

พระพุทธเจ้าสอนพระโมคคัลลานะ ตอนที่ปรารถความเพียรอยู่ วันที่ 8 ง่วงนอนสัปหงก พระพุทธเจ้าตรวจดูจิตของพระโมคคัลลานะว่าสามารถบรรลุพระอรหันต์ได้ พระพุทธเจ้าก็สอนวิธีแก้ง่วงนอนให้ อธิบายว่า ง่วงนอนคือ จิตจมลงในสัญญาขันธ์ ฉันจึงง่วงนอน วิธีแก้ง่วงนอน คนเจริญวิปัสสนากรรมฐานต้องยกจิตให้อยู่เหนือสัญญาขันธ์ ให้มีสติสัมปชัญญะ ให้มีความรู้ตัว ตั้งสติระลึกถึงความรู้สึกง่วงนอน ให้สติตื่นตัว

ถ้าไม่หาย พระพุทธเจ้าให้ยกธรรมะขึ้นมาพิจารณา   ถ้าไม่หายอีก ก็สวดมนต์ สาธยายธรรมะ    ถ้าไม่หาย ก็กระกระตุ้นประสาทตัวเอง ดึงผมตัวเองก็ได้    ถ้าไม่หาย ก็นึกถึงกลางแจ้ง พระอาทิตย์สว่างอยู่ตรงหน้า    ถ้าไม่หายก็ลุกขึ้นเดินจงกรม   แต่ถ้าง่วงที่สุดแล้ว ทำทุกอย่างแล้ว นั่งหลับก็ไม่เป็นไร ไม่ได้ลงโทษ

ปุจฉา : มีอาชีพขายเนื้อสัตว์ ถ้าเราระลึกถึงการกระทำที่ไม่ดี แล้วไม่สบายใจทำอย่างไรครับ
วิสัชนา : เมื่อเราระลึกถึงการกระทำใดแล้วไม่สบายใจ ก็เป็นบาป ถ้าไม่เป็นชาวพุทธอาจจจะมองการฆ่าสัตว์เป็น

อาหารเป็นเรื่องธรรมดา แต่ถ้าเป็นชาวพุทธ เราต้องพิจารณาว่า อะไรที่เบียดเบียนสัตว์ ถ้าเปลี่ยนอาชีพได้ก็เปลี่ยน ดูความรู้สึกตัวเองว่า ถ้าไม่สบายใจก็ไม่ดี

ปุจฉา: ขอให้พระอาจารย์ช่วยสรุปอานาปานสติสั้นๆ ค่ะ
วิสัชชนา : อานาปานสติ 16 ขั้น พระพุทธเจ้าก็ดี พระอริยสาวกก็ดี อยู่ด้วยอานาปานสติ เจริญอานาปานสติกันทั้งนั้น

สมัยพุทธกาล พระพุทธเจ้าสอนลูกศิษย์ว่า ถ้าใครถามว่า พระสมณโคดมเจ้าทำอะไรอยู่ ต้องตอบว่า เจริญอานาปานสติ ผู้ที่ยังมีกิเลสก็เจริญอานาปานสติ เพื่อดับกิเลส คนที่หมดกิเลสแล้ว ก็เพื่อรักษาสติสัมปชัญญะ และมีความสุขในปัจจุบัน

อานาปานสติ พูดถึงคร่าวๆ บางครั้งเรียกว่า การเจริญสติปัฏฐานสี่ ทำให้จิตใจของเราบริสุทธิ์ได้ เพราะฉะนั้น ผู้ปฏิบัติธรรมจะต้องรับการปฏิบัติสติปัฏฐานสี่เท่านั้น ซึ่งอยู่ในอริยมรรคมีองค์ 8 ตั้งแต่พระพุทธเจ้าแสดงปฐมเทศนา จนถึงวันสุดท้ายของการปรินิพพาน พระพุทธเจ้าแสดงธรรมว่า ผู้ใดเจริญอริยมรรคมีองค์ 8 ไม่ปราศจากพระโสดาบัน สกทาคามี อนาคามี และพระอรหันต์ ใน 84,000 พระธรรมขันธ์ ไม่ออกจากอริยมรรคมีองค์ 8 ถ้าย่อลงมาก็คือ ศีล สมาธิ ปัญญา

ทีนี้ โครงสร้างของอานาปานสติ 16 ขั้น ในสติปัฏฐานสี่เป็นอย่างไร  ขั้นที่ 1-4 เป็นหมวดกายานุปัสสนาสติปัฏฐาน ถ้าปฏิบัติถูกต้อง ก็รู้เห็นตามความเป็นจริงของร่างกายนี้ว่า กายนี้ไม่ใช่บุคคล ไม่ใช่เรา ไม่ใช่เขา ไม่ใช่ตัว สักแต่ว่ากาย นี่คือการเจริญอานาปานสติ 4 ขั้นแรกในหมวดกาย สติ ระลึกถึงลมหายใจเข้า หายใจออก จนไม่มีลมหายใจปรากฎ ไม่มีร่างกาย เมื่อออกจากสมาธิแล้ว ลมหายใจปรากฏขึ้น เราก็พิจารณาลมหายใจจนรู้เห็นตามความเป็นจริงว่า กายก็สักแต่ว่ากาย เพื่อจะละสักกายทิฏฐิ วิจิกิจฉา และสีลัพพตปรามาส

ขั้นที่ 5-8 เป็นหมวดเวทนานุปัสสนาสติปัฏฐาน ขั้นที่ 9-12 เป็นหมวดจิตตานุปัสสนาสติปัฏฐาน ขั้นที่ 13-16 ก็เป็นหมวดธัมมานุปัสสนาสติปัฏฐาน ทั้งสี่หมวด คือ กาย เวทนา จิต ธรรมะ เพราะฉะนั้น พระพุทธเจ้าอธิบายไว้ ว่า การเจริญอานาปานสติ มีผลใหญ่ มีอานิสงค์ใหญ่ เราสามารถ เจริญสติปัฏฐานสี่ได้ การเจริญสติปัฏฐานสี่สมบูรณ์ทำให้เกิด โพชฌงค์ 7 เมื่อโพชฌงค์ 7 สมบูรณ์ ก็เข้าถึงวิชชา และวิมุตติ คือ จิตใจหลุดพ้นเข้าถึง โสดาบัน สกทาคามี อนาคามี และอรหันต์

อานาปานสติทั้ง 16 ขั้น กาย เวทนา จิต ธรรมะ เมื่อเราจัดเป็นลงมาเป็นศีล สมาธิ ปัญญา ขั้นที่ 1-2 เป็นศีลสิกขา ชั้นที่ 3-4 เป็นสมาธิสิกขา ขั้นที่ 5-16 เป็นปัญญาสิกขา และเมื่ออธิบายในภาควิปัสสนากรรมฐาน อานาปานสติขั้นที่ 1-4 เป็นสมถะกรรมฐานดยตรง ขั้นที่ 5-12 เป็นสมถะและวิปัสสนากรรมฐาน ขั้นที่ 13-16 เป็นวิปัสสนากรรมฐานโดยตรง เมื่อปฏิบัติอย่างต่อเนื่อง โพธิปักขิยธรรม 36 ข้อสมบูรณ์ได้ด้วยอานาปานสติ ศีล สมาธิ ปัญญา ก็สมบูรณ์

เพียงแค่ปฏิบัติอานาปานสติในขั้นที่1-2 มีสติอยู่ทุกลมหายใจเข้าและลมหายใจออกอย่างต่อเนื่อง เราจะพบกับความปกติของใจ ศีล คือ ปกติ หนักแน่น ไม่ยินดียินร้ายต่อทุกสิ่งทุกอย่างที่มากระทบทางตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ เห็นลมหายใจชัดเจนในอิริยาบถ ยืน เดิน นั่ง นอน เมื่อเรามีลมหายใจชัดเจน จิตใจเราจะไม่อยู่ในอารมณ์ ขี้เกียจ กลัว น้อยใจ เสียใจ

อาจารย์มีความเห็นว่า มนุษย์ทุกคนควรมีสุขภาพจิตใจที่ดีด้วย ” อานาปานสติ” นี้เอง ไม่ต้องไปหาตัวช่วยข้างนอกเลย

ที่มา: กรุงเทพธุรกิจ 3 มิถุนายน 2555

.

Related link:

วัดสุนันทวนาราม พระอาจารย์มิตซูโอะ คเวสโก
วัดสุนันทวนาราม (สาขาที่ 117 ของวัดหนองป่าพง)  เลขที่ 110 บ้านท่าเตียน ตำบล ไทรโยค จังหวัด กาญจนบุรี 71150  โทร. 087-045-7232

อบรมปฏิบัติธรรม “อานาปานสติภาวนา” – วัดสุนันทวนาราม กาญจนบุรี ประจำปี 2555

มูลนิธิพระอาจารย์มิตซูโอะ คเวสโก  เลขที่ 3 ถ. กรุงเทพกรีฑา 20 แยก 7 แขวงสะพานสูง เขตสะพานสูง จังหวัดกรุงเทพมหานคร 10240  โทร : 02-368-3991

โครงการปฏิบัติธรรมเฉลิมพระเกียรติพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวฯ เนื่องในวโรกาสทรงพระชนมายุครบ 84 พรรษา (ศุกร์, เสาร์ , อาทิตย์) – อาคารมูลนิธิ กรุงเทพมหานคร ประจำปี 2555

โครงการปฏิบัติธรรมสำหรับผู้สูงวัย (ส.ว.) ณ อาคารมูลนิธิฯ  กรุงเทพมหานคร ประจำปี 2555 

โครงการปฏิบัติธรรมสำหรับเด็ก (อายุ 6-12 ปี) ณ อาคารมูลนิธิฯ  กรุงเทพมหานคร ประจำปี 2555  สอบถามรายละเอียดได้ที่ โรงเรียนสยามสามไตร โทร.  02 311 0134 

http://www.facebook.com/Dhama4kids