งูสวัดพาเฉียดใกล้ อัมพฤกษ์อัมพาต

thairath140109_001“วารสารประสาทวิทยา” ของแพทย์สมาคมประสาทวิทยาอเมริกัน ฉบับออนไลน์ รายงานว่า มีการวิจัยพบว่าการเป็นงูสวัดที่มีผื่นขึ้นปวดแสบปวดร้อน ทำให้เฉียดใกล้กับโรคอัมพฤกษ์อัมพาต อยู่เป็นระยะเวลานานเป็นปีๆขึ้นได้ภายหลัง

โรคงูสวัด เกิดจากเชื้อไวรัสเดียวกับไข้อีสุกอีใส ผู้ที่เคยเป็นโรคนี้สมัยเด็ก เชื้อจะยังคงแฝงตัวอยู่ตามรากประสาท ในบางราย มันอาจจะแผลงฤทธิ์ขึ้นอีก หลังจากทิ้งเวลามานานตั้งหลายปีแล้ว

รายงานกล่าวว่า ผู้ที่อยู่ในวัยอายุระหว่าง 18 ถึง 40 ปี ที่เคยเป็นงูสวัด อาจจะป่วยเป็นอัมพฤกษ์ อัมพาต โรคหัวใจวาย หรือสมองขาดเลือดชั่วคราว ต่อมาภายหลังเป็นเวลาหลายปีได้มากกว่าผู้ไม่เป็นงูสวัด และผู้ที่อายุเกิน 40 ปีขึ้นไปที่เคยเป็นงูสวัด ก็อาจจะเกิดเป็นโรคหัวใจวาย หรือสมองขาดเลือดชั่วคราว แต่ไม่ถึงกับเป็นอัมพฤกษ์อัมพาตได้มากกว่าผู้ที่ไม่ได้เป็นงูสวัด

คณะนักวิจัยได้ศึกษากับผู้ที่เคยเป็นงูสวัด 106,600 คน และคนวัยไล่เลี่ยกันที่ไม่เป็นงูสวัด จำนวน 213,200 ราย.

ที่มา: ไทยรัฐ 9 มกราคม 2557

.

Related Article:

.

telegraph140102_001

Shingles increase risk of stroke and heart attack

Suffering from shingles – especially when under the age of 40 – increases the risk of suffering a stroke or heart attack in later life

By Richard Gray, Science Correspondent
02 Jan 2014

Patients who suffer from shingles are more likely to have a stroke or heart attack in later life, according to new research.

A study of almost 320,000 people has shown that the link appears to be especially pronounced in people who had shingles between the ages of 18 and 40 years old.

Those who suffered from the viral infection under the age of 40 had a 74 per cent greater chance of a stroke and 50 per cent greater risk of heart attack.

Shingles also increased the risk of transient ischemic attacks – sometimes called a “mini-stroke” – by 2.4 times compared to those who had not had the infection.

In patients over the age of 40, shingles increased the risk of heart attack by 10 per cent.

However, the numbers of those affected were low, with just 0.21 per cent of those taking part in the study who had shingles suffering a stroke.

The study was also not able to establish whether there was a direct cause for strokes or heart attacks by shingles.
Dr Judith Breuer, a virologist at University College London who led the study, said patients suffering from shingles should, however, be monitored more closely for their risk of stroke.

She added that further work was needed to see whether vaccinating against shingles could reduce the risk of heart attack and stroke in patients.
She said: “Anyone with shingles, and especially younger people, should be screened for stroke risk factors.

“The shingles vaccine has been shown to reduce the number of cases of shingles by about 50 per cent.

“Studies are needed to determine whether vaccination can also reduce the incidence of stroke and heart attack.

“However, what is also clear is that factors that increase the risk of stroke also increase the risk of shingles, so we do not know if vaccinating people can reduce the risk of stroke per se.

“Current recommendations are that anyone 60 years and older should be vaccinated. The role for vaccination in younger individuals with vascular risk factors needs to be determined.”

Shingles is caused by the chickenpox virus which can remain dormant inside the roots of nerve cells.

Years after recovering from chickenpox it can resurface and cause the condition, causing a rash that is painful to touch.

It often strikes those who are suffering from high levels of stress or have been suffering from other illnesses that suppress the immune system.

Dr Breuer and her colleagues, whose findings are published in the journal Neurology, studied data from 106,000 patients with shingles and 213,200 non sufferers.

They followed their patient records for an average of six years, and in some cases up to 24 years, after suffering with shingles.

A total of 40 people with shingles went on to experience a stroke, compared to 45 of those who had not had the condition.

Around 250,000 people a year suffer from shingles in Britain. The findings of the latest study mirror those of a smaller one from 2009.

Dr Madina Kara, a neuroscientist at the Stroke Association, said: “This new research shows that people who have had an attack of shingles may have a heightened risk of stroke.

“A stroke is a medical emergency and it is vital that those patients who have had shingles, and who are at increased risk of stroke, are closely observed.

“Time lost is brain lost and if someone is having a stroke, it is essential they receive specialist treatment urgently.”

SOURCE : www.telegraph.co.uk

Advertisements

อัมพฤกษ์อัมพาตครึ่งซีกจากสมองขาดเลือด

โรคอัมพฤกษ์อัมพาตครึ่งซีกเป็นโรคที่พบได้บ่อย โดยเฉพาะผู้สูงอายุ บางครั้งมองเห็นทุกวันเดินไปเดินมาเป็นปกติดี วันดีคืนดีอยู่ ๆ ก็เกิดอาการเฉียบพลัน ซึ่งมักจะเป็นตอนกลางคืน เช้ามาเดินไม่ได้เสียแล้ว เกิดขึ้นกับใครจะเป็นภาระต่อคนในครอบครัวอย่างมาก เพราะไม่สามารถช่วยเหลือตัวเองได้เป็นระยะยาวนาน ทุกคนต่างมีภาระหน้าที่กันทั้งนั้น ผู้สูงอายุจึงต้องระมัดระวังรักษาสุขภาพไว้ให้ดี

Stroke เป็นอาการที่เกิดคล้ายเป็นลมไป เกิดจากสมองขาดเลือดไปเลี้ยง แล้วเกิดโรคแทรกซ้อนตามมา เกิดขึ้นกับคนทั้งโลก จนมีการตั้ง World Stroke Day ขึ้นมา ปีนี้กำหนด 29 ต.ค. 55 ในสหรัฐอเมริกาสมองขาดเลือดเป็นสาเหตุตายที่สำคัญโรคหนึ่ง ปีที่แล้วเสียชีวิต 137,000 ราย มีการรณรงค์ในคำขวัญของโลกว่า 1 ใน 6 จะเกิดในชั่วชีวิตของท่าน และทุก 6 วินาทีจะมีการตาย 1 คน

ในบ้านเราพบอยู่ได้เสมอ ไม่มีการรวบรวมว่าจริง ๆ ทั้งหมดพบมากน้อยเพียงใด

สาเหตุ สมองขาดเลือดไปเลี้ยงทั้งอาหารและออกซิเจน ทำให้เซลล์สมองตาย อาจจากหลอดเลือดสมองตีบตันจากไขมันสะสมผนังหลอดเลือด หรือจากก้อนเลือดไปอุด หรือจากเส้นเลือดสมองแตกจากโรคความดันโลหิตสูง ก้อนเลือดโป่งแตก แล้วไปกดศูนย์ประสาทต่าง ๆ ของสมองไปด้วย อีกอย่างหนึ่งคือจากก้อนเลือดอาจหลุดลอยจากที่อื่นไปอุดเส้นเลือดในสมองทำให้สมองขาดเลือดไปเลี้ยงได้เช่นกัน

อาการนำ คล้ายอาการเตือนบอกให้รู้ บางรายที่เกิดตอนกลางคืน นอนอยู่ก็ไม่รู้ ตอนกลางวันระหว่างทำกิจกรรมอยู่พอรู้ได้ ได้แก่ แขน-ขาอ่อนแรง ชาไปครึ่งซีก ปากเบี้ยวชาอ่อนแรงไปครึ่งซีกเช่นเดียวกัน พูดอ้อแอ้ พูดไม่ออก พูดไม่ชัด ตาข้างหนึ่งมัว มองไม่ค่อยเห็น หรือเห็นเป็นภาพซ้อน เวลาเดินจะเซ เสียสมดุล และมักปวดศีรษะมากทันทีขึ้นมา

เมื่อเกิดอาการดังกล่าว ใครที่อยู่ใกล้เคียงพบเข้าหรือตัวเองพอยังรู้ตัวต้องรีบนำส่งโรงพยาบาลทันที

ภาวะกลุ่มเสี่ยง ได้แก่ ผู้สูงอายุ ชายพบมากกว่าหญิง เบาหวาน โรคความดันโลหิตสูง ไขมันสูง เครียดกังวลประจำ อ้วน และผู้ที่ชอบสูบบุหรี่ ดื่มแอลกอฮอล์บ่อย ล้วนทำให้เกิดง่ายขึ้นทั้งสิ้น กลไกการเกิด สมองเป็นศูนย์สั่งการทำงานของร่างกาย เมื่อสมองขาดเลือดจากสาเหตุใดก็ตาม จะทำให้หน้าที่เสียสั่งงานไม่ได้ ศูนย์ที่ควบคุมการทำงานของกล้ามเนื้อแขนขาเสีย จึงเกิดอัมพฤกษ์อัมพาตขึ้นทันที

การรักษา แพทย์จะประเมินจากการตรวจร่างกายและจาก CT-Scan สมอง หาสาเหตุว่าจะเกิดจากหลอดเลือดในสมองแตกหรือมีก้อนเลือดอุดตัน แล้วรีบวางแผนช่วยเหลือทันที การฉีดสีดูเส้นเลือดในสมอง เป็นวิธีการที่สำคัญอีกอย่างหนึ่งที่จะช่วยให้รู้ถึงสาเหตุและแนวโน้มจะไปอย่างไร เพื่อให้การรักษาได้อย่างถูกต้องสมบูรณ์

คนไข้หญิงอายุ 64 ปี มีประวัติกินยาความดันโลหิตสูงมา 5 ปี ทำมาค้าขายเป็นปกติ ตอนกลางวันเป็นปกติดี ตกตอนกลางคืนอยู่ ๆ ก็ปวดศีรษะมาก ชักกระตุก น้ำลายฟูมปาก ส่งเสียงพูดไม่รู้เรื่อง ญาติพบแขนขาด้านซ้ายขยับไม่ได้เลย แต่รู้สึกตัว พูดพอรู้เรื่อง ญาติจึงรีบนำส่งโรงพยาบาลจังหวัด แพทย์ได้ให้การรักษาจนเข้าที่ดีในระยะ 3 วัน และต้องการอยากให้ฉีดสีดูเส้นเลือดในสมอง จึงส่งตัวมายัง รพ.ราชวิถี

นพ.พรินทร์ มหัทธโน หัวหน้าประสาทศัลยศาสตร์ รพ.ราชวิถี ได้คุยให้ฟังว่า คนไข้แบบนี้จากอาการ การตรวจและผล CT-Scan สมอง พบเป็นเงาก้อนเลือดออกในสมองไปกดศูนย์ประสาทด้านขวา ทำให้เกิดอัมพาตครึ่งซีกด้านซ้าย ระยะที่รอการฉีดสีในสมองอีก 2 อาทิตย์ แพทย์ได้ให้ยาให้สมองยุบบวม ยากันชัก ควบคุมความดันโลหิตให้อยู่ระดับปกติ ฯลฯ ซึ่งคนไข้รายนี้เส้นเลือดในสมองแตกจากความดันโลหิตสูง 2 อาทิตย์ผ่านมา ดูคนไข้อาการต่าง ๆ ค่อยดีขึ้น หายปวดศีรษะ ไม่ชักกระตุกแล้ว มีแนวโน้มคงไม่ผ่าตัด รอดูผลจากฉีดสีอยู่

สองอาทิตย์ต่อมาได้ถูกฉีดสีเข้าเส้นเลือดแล้วถ่ายภาพเส้นเลือดในสมอง พบก้อนเลือดในสมองกดศูนย์ประสาททำให้แขนขาซีกซ้ายไม่เคลื่อนไหว ไม่พบก้อนเส้นเลือดโป่ง แขนขาข้างซ้ายเริ่มขยับได้แล้ว ทุกวันได้ฝึกให้ญาติดูการทำกายภาพเพื่อจะได้ไปทำต่อที่บ้าน คนไข้เริ่มมีกำลังใจดีขึ้นที่แขนขาขยับได้ ในช่วงอาทิตย์แรกกังวลตลอด เกรงจะถูกทอดทิ้งไม่มีใครช่วยเหลือ

โรคอัมพฤกษ์อัมพาตยังพบบ่อยโดยเฉพาะผู้สูงอายุที่มีโรคความดันโลหิตสูง เบาหวาน ไขมันสูงร่วมด้วย เป็นแล้วจะเป็นภาระต่อครอบครัวอย่างมาก จึงต้องหมั่นดูแลรักษาสุขภาพไว้ให้ดี.

นพ.สุวิทย์ เกียรติเสวี
suvit.kiatisevi.gmail.com

 

ที่มา: เดลินิวส์  14 ตุลาคม 2555

ระวังภัยฉีดสารเสริมความงาม

จากกรณีพริตตี้แนะนำสินค้าและพิธีกร วัย 33 ปีช็อกหมดสติ สาเหตุจากการไปฉีดเสริมตะโพกที่คอนโดมิเนียมแห่งหนึ่ง กับผู้ที่อ้างตัวว่าเป็นแพทย์ คงเป็นอุทาหรณ์ให้กับหลายคนว่า การไปใช้บริการคลินิกเถื่อน หมอเถื่อน หรือแพทย์ที่ขาดคุณธรรมจริยธรรม มีอันตรายอย่างไร?

เกี่ยวกับเรื่องนี้ รศ.นพ.อาทิ เครือวิทย์ อดีตหัวหน้าหน่วยศัลยศาสตร์ตกแต่ง ภาควิชาศัลยศาสตร์ คณะแพทยศาสตร์ โรงพยาบาลรามาธิบดี อดีตนายกสมาคมศัลยแพทย์ตกแต่งแห่งประเทศไทย อดีตนายกสมาคมศัลยแพทย์ตกแต่งเสริมสวยแห่งประเทศไทย บอกว่า การฉีดสารแปลกปลอมบางอย่างเข้าสู่ร่างกายเพื่อไปเสริมเนื้อเยื่อที่ผิดรูปมีข้อเสียมากกว่าข้อดี ไม่ช้าก็เร็ว การทายา หรือการกินยา ก็ไม่สามารถช่วยได้ การผ่าตัดเสริมส่วนที่ขาดแม้จะช่วยได้เหมือนการเสริมเต้านม ก็ต้องพิจารณาให้รอบคอบ เพราะการผ่าตัดทุกอย่างมีอันตรายได้ทั้งนั้น จะบอกว่าหมอเก่งเชี่ยวชาญแล้วไม่เป็นอะไรก็ไม่ได้เหมือนการขึ้นเครื่องบินโดยกัปตันที่ชั่วโมงบินสูง

ปัจจุบันสารเหลวที่นำมาฉีดมีทั้งที่ถูกกฎหมายได้รับอนุญาตจากสำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา (อย.) ให้ใช้ในทางการแพทย์ แต่ก็ยังมีสารที่ผิดกฎหมาย ราคาถูก หาได้ง่าย ส่วนใหญ่คนที่ฉีดเป็นหมอเถื่อน ลักลอบทำ

การฉีดสารเหลวเสริมความงามจึงควรทำโดยหมอผู้เชี่ยวชาญเท่านั้น และควรทำในสถานพยาบาลที่มีเครื่องมือพร้อม มีอุปกรณ์ในการกู้ชีพ เพราะหากเกิดปัญหาสามารถช่วยชีวิตได้ทันที จึงไม่ควรไปใช้บริการในที่ลับตาตามคอนโดหรือคลินิกเถื่อน หากเกิดปัญหาแม้แต่หมอเทวดาก็ช่วยไม่ได้

สำหรับสารที่ฉีดควรเป็นสารที่ถูกกฎหมาย อย.อนุญาตให้ใช้ได้ ถูกดูดซึมหรือร่างกายกำจัดได้ มีความสะอาดบริสุทธิ์ปราศจากเชื้อโรค แม้บางครั้งสารที่ฉีดสะอาดก็จริง แต่ยังถือว่าเป็นสารแปลกปลอม ร่างกายอาจไม่ยอมรับ อาจจะแพ้ยาหรือเกิดการต่อต้าน ฉีดบางอย่างเข้าไปแล้วกลายเป็นก้อนแข็ง เช่น ซิลิโคนเหลว น้ำมันมะกอก พาราฟินเหลว และยังทำให้เกิดการอักเสบติดเชื้อได้อีกด้วย

แม้แต่สารที่ถูกกฎหมายที่ใช้ในทางการแพทย์ เช่น ฟิลเลอร์ ยังเกิดปัญหาได้มากมาย แต่มีรายงานน้อย เช่น การฉีดเสริมจมูกแล้วสารเหลวหลุดเข้าหลอดเลือดเกิดการอุดตันหลอดเลือดบริเวณจมูกที่มีหลอดเลือดเล็ก ๆ อยู่ ทำให้ผิวหนังตาย บางรายถึงขั้นตาบอดได้เช่นกัน ดังนั้นไม่ว่าฉีดบริเวณใดก็ตามหากสารที่ฉีดเข้าไปอุดตันหลอดเลือดบริเวณนั้นก็ทำให้ผิวหนังตายได้

เมื่อเกิดการอักเสบติดเชื้อจะรักษาให้หายยาก การฉีด หรือกินยาปฏิชีวนะอาจควบคุมทำให้การอักเสบหายได้ชั่วคราวเท่านั้นเพราะยังมีสารแปลกปลอมอยู่ ต่อมาก็จะเกิดการอักเสบติดเชื้อได้อีก ดังนั้นการรักษาจึงต้องผ่าตัดเอาสิ่งแปลกปลอมที่เป็นก้อนออก ให้เหลือแต่เนื้อเยื่อดี ๆ การอักเสบจึงจะไม่เกิดขึ้นอีก อย่างไรก็ตามการตัดเอาสิ่งแปลกปลอมออกไป ก็จะต้องตัดเนื้อเยื่อที่ดีติดไปด้วย ส่งผลให้เกิดรอยบุ๋ม หลอดเลือดฝอย เส้นประสาทฝอย ก็ถูกตัดออกไปด้วย และบางรายอาจทำให้ติดเชื้อซ้ำได้ถ้าสิ่งแปลกปลอมยังเหลืออยู่ เพราะการตัดออกหมดอาจทำให้บริเวณดังกล่าวพิการมากขึ้น เป็นร่องบุ๋ม ผิดรูปผิดร่าง

บางคนที่ฉีดสารแปลกปลอมเข้าไป เสริม จมูก แก้ม คาง เจ้าโลก จะพอใจในวันแรก ๆ แต่ปัญหาอาจไม่ได้เกิดขึ้นทันที คือ ไม่ใช่ฉีดวันนี้เกิดอาทิตย์ถัดไป หรือเดือนถัดไป เพราะผลข้างเคียงอาจเกิดขึ้นใน 2 เดือน 3 เดือน หรือ 6 เดือนข้างหน้า ดังนั้นถ้าจะบอกว่า ฉีดสารแปลกปลอมเข้าสู่ร่างกายแล้วไม่เกิดผลอะไรเลยคงไม่มี มีแต่เกิดช้าหรือเร็วเท่านั้น ตอนแรกอาจรู้สึกดี แต่ระยะยาวไปอาจเกิดผลข้างเคียงได้

ในรายที่โชคร้ายอาจกลายเป็นเจ้าหญิง เจ้าชายนิทรา หรือเสียชีวิตทันที เนื่องจากปลายเข็มทิ่มเข้าไปในหลอดเลือด ทำให้สารที่ฉีดเข้าไปลอยตามหลอดเลือดไปอุดตันที่ปอด หัวใจหยุดเต้น สมองขาดออกซิเจน ยากินยาฉีดให้สลบถ้าใช้มากเกินขนาดก็ทำให้เกิดอันตรายถึงชีวิตได้ ถ้าไม่สามารถกู้ชีวิตได้ทัน

หัวใจหยุดเต้นเกินกว่า 4 นาที โอกาสสมองขาดเลือด กลายเป็นเจ้าหญิงนิทรา เจ้าชายนิทรา หรือภาวะสมองตาย มีสูงมาก สภาพเหมือนกับคนที่ได้รับอุบัติเหตุสมองตาย โอกาสรักษาให้กลับคืนมาเป็นปกติคงยาก และริบหรี่

ปัญหาที่กล่าวมาทั้งหมดคงไม่เกิดขึ้น หากไม่มีคนเห็นแก่ตัว ไร้คุณธรรม จริยธรรม เห็นแก่เงิน โดยไม่คำนึงถึงผลเสียที่จะตามมา ทั้ง ๆ ที่รู้ว่าทำแล้วมีผลกระทบอย่างไร บางคนทำผิดอีกที่หนึ่ง หนีไปแล้วยังทำผิดที่อื่นอีก

กรณีที่มีปัญหาส่วนใหญ่ เพราะคนที่มิใช่หมอทำ เนื่องจากขบวนการการฉีดสารเหลวไม่ได้ยุ่งยาก ได้เงินง่าย อีกทั้งบางคนเชื่อคนง่าย ชอบราคาถูก กลัวการผ่าตัด พอมีหน้าม้ามานำเสนอก็หลงเชื่อ ส่วนหนึ่งเป็นเพราะเข้าใจผิด ขาดความรู้ ไม่รอบคอบ พอไม่รู้ว่าข้อดีข้อเสียเป็นอย่างไร ก็ตกเป็นเหยื่อคนขี้โกง มิจฉาชีพ หรือแพทย์ที่ไม่ซื่อสัตย์ต่อวิชาชีพ ต้องมานั่งเสียใจภายหลัง

ของดีราคาถูกมีหรือไม่? รศ.นพ.อาทิ กล่าวว่า ของดีราคาถูกก็มี อยู่ที่คนทำ ของแพงไม่ได้ดีเสมอไป ราคาถูกหรือแพงไม่ได้เกี่ยวกับว่าดีหรือไม่ดี เปรียบกับคนรวย คนจน ไม่ได้หมายความว่าคนจนเป็นคนไม่ดี คนจนทำตัวดี ๆ ก็มีเยอะแยะ

ท้ายนี้แนะนำว่า การใช้บริการเสริมความงามควรไปพบแพทย์ผู้เชี่ยวชาญโดยตรง มีใบประกอบโรคศิลปะยังไม่พอต้องดูว่าแพทย์ท่านนั้นมีวุฒิบัตรผู้เชี่ยวชาญเฉพาะทางหรือไม่ ถ้าเป็นหมอเถื่อน ยิ่งอันตรายมาก หลีกเลี่ยงการฉีดได้จะดีที่สุด.

นวพรรษ บุญชาญ : รายงาน

ที่มา: เดลินิวส์ 22 กันยายน 2555

.

Related Link:

.

อย. เตือนหญิงสาว อย่าหลงเชื่อการฉีดคอลลาเจนเสริมความงาม…

รู้เท่าทัน ‘ภาวะอ่อนแรงเฉียบพลัน’

รู้เท่าทัน ‘ภาวะอ่อนแรงเฉียบพลัน’  

 
             สุขภาพดีเป็นสิ่งที่ทุกคนต่างปรารถนา การรู้เท่าทันต่อโรคภัยไข้เจ็บดูแลสุขภาพเตรียมความพร้อมไว้สิ่งนี้มีความหมายความจำเป็น
 

             ยิ่งกลุ่มผู้สูงวัยที่มีความเสี่ยงหรือกำลังเผชิญกับ โรคเบาหวาน ไขมันในเลือดสูงหรือความดันเลือดสูง ควรดูแลสุขภาพใกล้ชิดและหากมีอาการผิดปกติ อย่างเช่น อ่อนแรงเฉียบพลัน อย่านิ่งนอนใจควรพบแพทย์เพื่อรับการตรวจวินิจฉัยแต่เนิ่น ๆ !!

             อ่อนแรงเฉียบพลันจากสมองขาดเลือด อาการดังกล่าวพบในกลุ่มผู้สูงอายุ นพ.อนุสรณ์ โสฬสรุ่งเรือง รังสีแพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านระบบประสาท ศูนย์รังสีวินิจฉัยรัชวิภาเอ็มอาร์ไอเซ็นเตอร์ ให้ความรู้ พร้อมแนะนำถึงการดูแลรักษาสุขภาพ ลดเลี่ยงพฤติกรรมเสี่ยงหลีกไกลจากอาการดังกล่าวว่า โรคดังกล่าวเป็นความผิดปกติทางระบบประสาทอย่างหนึ่งซึ่งผู้ป่วยจะมาด้วยอาการแขนขาอ่อนแรง ชา อาจจะมีอาการพูดไม่ชัดปากเบี้ยว ฯลฯ ซึ่งในความผิดปกติจะอยู่ที่สมองเป็นส่วนใหญ่ อาจเกิดจากสมองขาดเลือดและอีกอย่างหนึ่งคือมีเลือดออกในสมอง

             “ในอาการสมองขาดเลือดมีสาเหตุจากความผิดปกติของหลอดเลือดสมอง อาจมีการตีบเนื่องจากมีไขมันไปพอกมีแคลเซียมเกาะหรืออาจมีการอุดตันของลิ่มเลือด เนื่องจากภาวะความผิดปกติของหัวใจ ขณะที่ภาวะเลือดออกในสมองมีหลายเหตุที่พบได้บ่อยคือความดันโลหิตสูง ส่วนสาเหตุอื่นที่อาจพบเจอในกลุ่มผู้ป่วยอายุน้อยอาจเป็นความผิดปกติของหลอดเลือดสมองแต่กำเนิดซึ่งสาเหตุทั้งหมดนี้ทำให้เกิดความผิดปกติของอาการที่เกี่ยวกับระบบประสาทซึ่งจะไปทำลายเนื้อสมองส่วนที่ควบคุมการทำงานของร่างกาย เกิดความอ่อนแรงขึ้นได้”

             อาการอ่อนแรงเฉียบพลันที่เกิดขึ้นจึงไม่ควรมองข้าม ควรรีบพบแพทย์เพื่อรับการตรวจวินิจฉัย หากพบแพทย์เพื่อรับการวินิจฉัยเร็วเท่าไหร่ก็จะสามารถช่วยฟื้นฟูรักษาได้ทันท่วงที ดังที่ทราบ ช่วงที่สมองขาดเลือดเนื้อสมองอาจจะยังไม่ตายทันที แต่การที่เลือดไปเลี้ยงสมองน้อยลงจะทำให้การทำงานมีความผิดปกติ ในทางตรงข้ามถ้าช่วยให้เลือดเลี้ยงสมองได้มากขึ้นก็จะช่วยฟื้นฟูให้กลับคืนสู่ปกติได้ แต่หากปล่อยทิ้งไว้สมองขาดเลือดนานก็อาจจะถูกทำลายทำให้มีอาการเหล่านั้นถาวร

             “ภาวะอาการดังกล่าวพบได้บ่อยโดยมากมักเกิดขึ้นกับผู้สูงอายุ ผู้ที่มีโรคประจำตัวอย่างเช่น เบาหวาน ไขมันในเลือดสูง ความดันเลือดสูง ในกลุ่มที่สูบบุหรี่ ดื่มสุรา ฯลฯ ก็อาจมีปัจจัยเสริมกัน ดังนั้นควรเพิ่มความระมัดระวังดูแลสุขภาพเตรียมความพร้อมไว้

             ส่วนสัญญาณเตือนก่อนต้องเผชิญกับภาวะอ่อนแรงเฉียบพลันในผู้ป่วยบางคนอาจจะมีอาการเพียงเล็กน้อยอาจจะพบอาการแขนขาอ่อนแรงเมื่อตื่นขึ้นมา แต่ก็จะเป็นเพียงช่วงสั้น ๆ และจะหายไปหรือหากมีภาวะความเสี่ยงสมองขาดเลือดชั่วคราวก็จะมีอาการหายเป็นปกติได้ภายใน 24 ชม. แต่อย่างไรแล้วก็ถือเป็นความเสี่ยงเป็นเหมือนสัญญาณเตือนซึ่งไม่ควรนิ่งนอนใจควรได้รับการตรวจจากแพทย์ผู้เชี่ยวชาญ”

             นอกจากนี้บางครั้งอาจไม่มีการเตือนล่วงหน้า แต่ทั้งนี้ก็ขึ้นอยู่กับปริมาณสมองที่ถูกทำลาย ถ้าถูกทำลายไปไม่มากอาการที่เกิดขึ้นก็อาจมีปรากฏเล็กน้อย แต่หากถูกทำลายไปมากก็จะมีกระบวนการต่าง ๆ ตามมา เช่น เซลล์จะบวมมากขึ้น เนื้อสมองแน่นขึ้น และเนื่องจากภายในกะโหลกศีรษะของคนเราจะมีเนื้อที่จำกัด หากสมองบวมจะยิ่งกดเบียดที่อันตรายสุดเป็นการเบียดดันร่นมาที่บริเวณสำคัญ ดังนั้นหากทราบเร็วได้รับการตรวจรักษาทันท่วงทีก็จะมีโอกาสมากขึ้น อีกทั้งยังสามารถป้องกันไม่ให้เกิดภาวะแทรกซ้อนได้

             ขณะที่ปัจจุบันมีเทคโนโลยีมากขึ้นไม่ว่าจะเป็น ซีที สแกนหรือ เอ็มอาร์ไอ เครื่องมือช่วยการตรวจวินิจฉัยที่มีความก้าวหน้าสามารถตรวจได้อย่างรวดเร็วเข้าถึงซึ่งก็จะมีผลต่อการรักษาช่วยเหลือผู้ป่วยซึ่งการรักษาแต่ละโรคจะมีความต่างกัน อย่าง สมองขาดเลือด เลือดออกในสมอง แพทย์ผู้เชี่ยวชาญทางสมองจะเป็นผู้วินิจฉัยในการรักษาและการรักษาอาการทางสมองแต่ละวินาทีมีความสำคัญ หากได้รับการวินิจฉัยได้รวดเร็วก็จะยิ่งส่งผลดีต่อผู้ป่วย

             ดังนั้น หากพบว่ามีอาการชา อ่อนแรงอย่านิ่งนอนใจควรรีบมาพบแพทย์เพราะอาการที่ปรากฏนั้นไม่อาจทราบได้ว่าจะมีความผิดปกติของเนื้อสมองหรือความผิดปกติด้านใดมากน้อยแค่ไหนและถ้าปล่อยเนิ่นนานไปก็อาจจะยากต่อการแก้ไขให้กลับคืน

             “อาการอ่อนแรงมีหลายระดับนับแต่กำมือไม่แน่น กำมือไม่ได้ไปจนกระทั่งถึงยกขาใช้มือขยับไม่ได้ซึ่งความอ่อนแรงนั้นคือไม่มีกำลัง อย่างปกติมือสามารถจะหยิบจับสิ่งของได้ แต่ในอาการดังกล่าวอาจหยิบจับแล้วหลุดออกจากมือหรือไม่สามารถหยิบจับได้ก็ไม่ควรประมาท อาการเหล่านี้จะต่างกันไปขึ้นอยู่กับความรุนแรงของโรคหรือความผิดปกติของเนื้อสมองที่ได้รับความเสียหาย” ด้วยที่สมองมีความหมาย ความสำคัญเช่นเดียวกับหัวใจ การจะหลีกไกลจากภาวะอาการดังกล่าวแพทย์ผู้เชี่ยวชาญท่านเดิมให้คำแนะนำทิ้งท้ายว่า การควบคุมพฤติกรรมอาหารการกิน หมั่นตรวจวัดความดันตรวจสุขภาพประจำปีสิ่งเหล่านี้ต้องไม่ละเลย

             เช่นเดียวกับเรื่องของการออกกำลังกาย รับประทานอาหารที่มีประโยชน์หลากหลาย รวมถึงการพักผ่อนให้เพียงพอสิ่งเหล่านี้นับเป็นพื้นฐานที่ต้องปฏิบัติอย่างเคร่งครัดต่อเนื่องและยิ่งกลุ่มที่มีปัจจัยเสี่ยงต้องเพิ่มความระมัดระวังรวมทั้งไม่มองข้ามกับอาการความผิดปกติที่เกิดขึ้น
 
 
 
ข้อมูลจาก : เดลินิวส์ วันจันทร์ ที่ 22 สิงหาคม 2554