ทำงานกลางคืน สมองเสื่อมเร็วกว่าปกติ

matichon141111_01“วีแซท” ทีมนักวิจัยสภาวะการทำงานจากประเทศฝรั่งเศส ที่มีประสบการณ์ในการทำวิจัยเกี่ยวกับมนุษย์เงินเดือนมายาวนาน เผยแพร่ผลงานวิจัยชิ้นใหม่ในวารสาร ออคคิวเพชั่นแอนด์เอ็นไวรอนเมนทัล เมดิซีน เมื่อเร็วๆ นี้ ระบุว่า ผู้ที่ทำงานกะกลางคืนหรือในชั่วโมงการทำงานที่ผิดปกติ ซึ่งป้องกันไม่ให้บุคคลนั้นเข้านอนก่อนเวลาเที่ยงคืนหรือบังคับให้ต้องตื่นก่อน 05.00 น. จะมีภาวะความรู้ความเข้าใจ (ค็อกนิทีฟ) ของสมองเสื่อมลงเร็วกว่าปกติ

สำหรับบุคคลที่ใช้เวลาในการทำงานกะกลางคืนหรือมีชั่วโมงทำงานผิดปกติต่อเนื่องกันนานเป็นสิบปีผลกระทบต่อสมองจะเทียบเท่ากับการเสื่อมสภาพของสมองในส่วนค็อกนิทีฟในระยะเวลา 6.5 ปี แม้แต่คนที่ทำงานในชั่วโมงการทำงานผิดปกติอย่างน้อยที่สุด 50 วันใน 1 ปี ก็จะส่งผลเสียหายต่อสมองไม่น้อย การทดสอบพบว่า พนักงานดังกล่าวนี้ โดยเฉลี่ยแล้วจะสูญเสียความสามารถในด้านค็อกนิทีฟไปเทียบเท่ากับการเสื่อมของสมองในระยะเวลา 4.3 ปี แม้ว่าการทำงานในเวลาผิดปกติดังกล่าวจะมีขึ้นเมื่อหลายปีก่อนหน้าการทดสอบแล้วก็ตาม

การทดลองดังกล่าวนี้ทำกับกลุ่มตัวอย่างที่เป็นพนักงานหลากหลายสาขาอาชีพจำนวน3,232 คน โดยที่ 46 เปอร์เซ็นต์ หรือ 1,484 คน ในจำนวนดังกล่าวระบุว่าเป็นคนที่มีชั่วโมงการทำงานผิดปกติ ทั้งในปัจจุบันและก่อนหน้าการทดสอบ

อย่างไรก็ตาม ทีมวิจัยของวีแซท พบหลักฐานที่แสดงให้เห็นว่าสมองของคนเราสามารถฟื้นตัวกลับสู่ภาวะปกติได้หลังจากชั่วโมงการทำงานถูกปรับเปลี่ยนไปสู่สภาวะปกติโดยคนที่ไม่เคยทำงานในชั่งโมงทำงานผิดปกติมาก่อนเป็นเวลาอย่างน้อย 5 ปี สามารถทำคะแนนในการทดสอบค็อกนิทีฟได้ในระดับใกล้เคียงกับบุคคลทั่วไปซึ่งมีช่วงเวลาการทำงานปกติ

อย่างไรก็ตามจากการทดสอบบุคคลซึ่งมีชั่วโมงการทำงานผิดปกติอยู่ในขณะที่ทดสอบ ทำคะแนนได้แย่กว่า เทียบเท่ากับการเสื่อมของสมองในระยะเวลา 5.8 ปี กลุ่มที่ทำคะแนนได้แย่ยิ่งกว่านั้นก็คือกลุ่มที่เพิ่งเลิกการทำงานในชั่วโมงทำงานผิดปกติไปในช่วง 5 ปีก่อนหน้าการทดสอบ เพราะทำคะแนนทดสอบค็อกนิทีฟได้เทียบเท่ากับระยะเวลาการเสื่อมลงของสมองถึง 6.9 ปี

ในงานวิจัยก่อนหน้านี้หลายชิ้น ชี้ให้เห็นว่า การทำงานในชั่วโมงการทำงานที่ผิดปกติไม่สอดคล้องกับจังหวะเวลาชีวิตในรอบวันของคนเรา ที่เรียกว่า “เซอร์คาเดียน ริธึ่ม” และส่งผลร้ายต่อการทำหน้างานของความคิดจิตใจ ตัวอย่างเช่น พนักงานการบินที่ทำงานบนเครื่องบิน และพบกับภาวะเจ็ตเเล็กบ่อยครั้ง ทั้งยังไม่มีเวลาฟื้่นตัวสู่ภาวะปกติมากพอ จะทำคะแนนทดสอบด้านค็อกนิทีฟได้แย่ เช่นเดียวกับพนักงานในภาคอุตสาหกรรมกะกลางคืน ซึ่งทำคะแนนทดสอบความจำได้แย่กว่าคนที่ทำงานกะกลางวัน แม้กระทั่งพยาบาลที่ทำงานกะกลางคืนก็ทำคะแนนได้ต่ำกว่าเกณฑ์ปกติเช่นเดียวกัน

ทีมวิจัยระบุเอาไว้ในรายงานวิจัยครั้งใหม่ว่าผลจากการวิจัยแสดงให้เห็นหลักฐานเพิ่มมากขึ้นกว่า การไปรบกวนเซอร์คาเดียน ริธึ่ม ของคนเรานั้น นอกจากจะสร้างความเครียดให้กับร่างกายแล้ว

ยังส่งผลกระทบต่อโครงสร้างของสมองในส่วนเกี่ยวกับความรู้ความเข้าใจและสุขภาวะทางจิตโดยรวมอีกด้วย

ที่มา: มติชน 11 พฤศจิกายน 2557

.

Related Link:

.

Night Shift Workers Prone to Memory Loss: Doctors

HYDERABAD:  People working on late-night shifts for long periods of time are prone towards memory loss and lack of concentration, warn experts.

A recent research has revealed that long-term shift work can help one earn more but it could adversely affect one’s brain functions such as memory and processing speed. Disruption of the body clock as a result of shift work could generate physiological stress which may, in turn, affect the functioning of the brain.

“This happens mainly due to disruption of sleep pattern. The circadian rhythm is controlled by the hypothalamus. If that is  disturbed, whatever memory issues which are to be consolidated in the brain get affected.  Usually, short-term memory loss is affected among the patients,” says Dr B Chandrasekhar Reddy, neurologist at Mediciti Hospital.

Doctors highlight the importance of adequate sleep during night and feel that those working on night shifts or who stay up late for one reason or another are extremely prone to memory loss. “The memory reinforcement or storage happens during the night time. Sleep has got a lot of important functions, one of which is consolidation of memory. Whatever a human being learns during the day, he needs to have a good sleep at night to retain it  for long. People who do not sleep in the night will have memory impairment in the long term. It also causes lack of concentration and other issues,” observes Dr Sudhir Kumar, senior consultant neurologist at Apollo Hospitals.

Experts point out that daytime sleep is not biologically normal. “The reason for this is that for sleep we have a hormone called melatonin. This is a sleep hormone which is released only at night, between 9 pm and 11 pm. The most natural time to fall asleep should be during this time,” explains Dr Sudhir. Experts point out that symptoms of memory loss and lack of concentration are most commonly being observed among young people who work on late-night shifts. Ten per cent of young people working in the IT sector suffer from memory loss. The issue is common among children too, who stay up late at night, browsing the Internet. One in 10 patients of memory loss is a child, experts reveal.

“There is a severe lack of concentration among children. Today, they are able to focus on anything for not more than 15 to 20 minutes. This is because they are not sleeping for the right amount of time,” Dr Sudhir points out. “Also, many children are drowsy and grumpy in the morning and parents have a tough time trying to wake them up to reach school in time. Everybody should get a minimum of seven to eight hours of sleep to avoid issues such as lack of concentration and memory loss,” he counsels.

SOURCE:  http://www.newindianexpress.com

อย่าให้สมองอยู่ว่างขวางความทรุดโทรม

thairath130708_002คนที่ไม่ปล่อยให้สมองว่าง หมั่นอ่านและเขียนหนังสือ สมองจะเสื่อมช้าลงเมื่อตอนแก่ตัว อายุ 80 ปี ยังทดสอบความจำได้ดีอยู่เลย ทำให้เชื่อได้ว่า การระวังรักษาการปฏิบัติตัว ช่วยให้ความจำเสื่อมช้าได้

คณะนักวิจัยสหรัฐฯ ได้รายงานในวารสาร “ประสาทวิทยา” ว่า ได้ศึกษากับผู้ที่มีอายุเกิน 55 ปีขึ้นไปจำนวน 294 คน โดยการทดสอบความจำและความคิดประจำทุกปี ติดต่อกันจนกระทั่งตาย อยู่นานประมาณ 6 ปี พบว่าคนเหล่านี้ผู้ที่เขียนและอ่านอยู่ประจำ ความจำจะเสื่อมช้ากว่าปกติร้อยละ 32 ขณะคนที่อ่านและเขียนน้อยกว่าเฉลี่ย สมองจะเสื่อมเร็วกว่ากันร้อยละ 42

ดร.โรเบิร์ต วิลสัน ศูนย์แพทย์มหาวิทยาลัยรัช ที่นครชิคาโก หัวหน้านักวิจัย ชี้แจงว่า ถึงแม้จะไม่ได้หมายความถึงขนาดว่าการใช้สมองจะป้องกันสมองไม่ให้เสื่อมได้ แต่ก็ใกล้เข้าไปแล้ว และบอกแนะนำว่า คนเราควรจะเลือกทำสิ่งที่เป็นการกระตุ้นและท้าทายที่ชอบ ควรจะทำไปจนแก่จนเฒ่า”.

ที่มา : ไทยรัฐ  8 กรกฎาคม 2556

.

Related Article :

.

pentagonpost130704_001

A busy and active ‘old brain’ keeps dementia at bay

posted by Shelly Jones

July 4, 2013

A recent study has stunned us all with a scientific suggestion that a busy and active mind can protect the brain in old age. A US Researcher Team led by Dr Robert Wilson of Rush University Medical Center in Chicago has suggested that it is important to exercise the brain throughout the lifetime to have a healthy brain in old age.

According to the study report, the risk of dementia onset can be delayed by leading a healthy lifestyle from the early age. The lifestyle that contains a balanced diet and a regular exercise throughout is the best option to lower the risk of dementia onset. The study further suggested that a busy and active mind might slow down the cognitive decline rate.

During a US study, certain tests were performed on around 294 people aged over 55 every year for about six years until they died. Such tests have measured their memory and thinking processes. During the test procedure, the people under observation had answered a questionnaire about their activities, such as reading books, writing letters or diaries, and participating in other mental stimulation activities during their childhood, adolescence, middle age, and in later life. After their death, their brains were studied for the evidence of any physical symptoms of dementia, such as brain lesions and plaques. The resultant study was that those who had a record of busy brains throughout their lifetime had 15% slower cognitive decline rate than those who had a less active brain.

According to a survey related to the study, more than 820,000 people who have mental symptoms of dementia are currently living in the UK. Dr Simon Ridley, the Head of Research at Alzheimer’s Research UK, has commented that the increasing level of mental activity may help increase the cognitive level. According to Dr James Pickett, the Head of Research at the Alzheimer’s Society, more research and studies are needed to find out a way to eradicate the deterioration of intellectual faculties. Meanwhile, older people can engage themselves in reading books and solving crosswords to have healthy and active minds.

SOURCE : www.pentagonpost.com

ทางหนีสมองเสื่อมสำหรับคนชอบดื่ม

dailynews130422_001ผู้ที่ชอบดื่มแอลกอฮอล์ ชนิดที่คนรอบข้างยกให้เป็นคอเหล้าหรือนักดื่ม ไม่ควรพลาดข้อมูลควรรู้จากผลวิจัยของมหาวิทยาลัยโคโลราโด สหรัฐ ซึ่ง ‘ฮอลลิส แคโรลี’ หัวหน้าทีมวิจัยเล่าไว้ว่า โดยทั่วไป สมองของคนเราจะค่อยๆ เสื่อมถอยไปตามกาลเวลา แต่อีกปัจจัยที่นำความเสื่อมมาสู่สมองได้เร็วยิ่งขึ้น คือ เครื่องดื่มมึนเมาหรือแอลกอฮอล์ ยิ่งนักดื่มรายใด ดื่มบ่อย ดื่มจัดหนัก สมองก็จะยิ่งเสื่อมเร็วขึ้นไปอีก

ทว่าผลจากการศึกษาค้นคว้า พบว่า นักดื่มพอจะมีหนทางชะลอหรือหลีกหนีความเสื่อมของสมองจากพิษสงของแอลกอฮอล์ได้ เพียงแค่ออกกำลังกายแบบแอโรบิค ซึ่งก็คือ การออกกำลังกายที่ส่งผลให้หัวใจทำงานมากขึ้น เช่น วิ่ง ว่ายน้ำ เต้นแอโรบิค ปั่นจักรยาน ที่สำคัญจะต้องทำให้ได้อย่างสม่ำเสมอ

ก่อนจะสรุปออกมาได้ขนาดนี้ ทีมวิจัยได้ศึกษาผลการสแกนภาพสมองด้วยเครื่อง MRI ของอาสาสมัคร 60 ราย ร่วมกับข้อมูลด้านพฤติกรรมการดื่ม การสูญเสียการควบคุมจากการดื่มหนัก ความถี่ในการออกกำลังกายแบบแอโรบิค ผลจากการวิเคราะห์ข้อมูลเหล่านี้ ทำให้เชื่อได้ว่า คนที่ดื่มหนัก แล้วขาดหรือไม่ค่อยได้ออกกำลังกาย จะมีสภาพความเสื่อมของสมองชัดเจนกว่านักดื่มที่ออกกำลังกายหนักหรือสม่ำเสมอ โดยเฉพาะบริเวณที่เรียกว่า เนื้อสมองสีขาว (white-matter)

แม้ผลวิจัยดังกล่าวจะทำให้นักดื่มใจชื้นขึ้นได้บ้าง แต่ก็ใช่ว่าจะรอไปออกกำลังกายหลังจากวันที่ไปดื่มมาเท่านั้น ที่ดีที่สุด คือ ทุกคนควรออกกำลังกายเป็นประจำ เพื่อเสริมประสิทธิภาพและชะลอความเสื่อมของสมอง โดยเฉพาะด้านการเรียนรู้ จดจำ และการควบคุมตนเอง.

ทีมเดลินิวส์ออนไลน์
takecareDD@gmail.com

ที่มา :  เดลินิวส์ 22 เมษายน 2556

.

Related Article :

.

Exercise might have a protective effect from brain-damaging alcohol.

Exercise might have a protective effect from brain-damaging alcohol.

Report: Exercise Might Prevent Alcohol’s Brain-Damaging Effects

Those who exercised the most saw ‘no strong relationship’ between white matter damage and heavy drinking

By JASON KOEBLER

April 16, 2013

Good news for people who drink hard and exercise hard: Exercise might mitigate brain damage caused by heavy drinking.

People who exercised often did not show a “strong relationship between white matter damage and heavy drinking,” unlike those who drank but did not exercise much, according to Hollis Karoly, a researcher at the University of Colorado, Boulder and lead author of the study, which was published Tuesday in the journal Alcoholism: Clinical & Experimental Research.

White matter is one of the main components of the brain and is involved with learning, processing, cognition and communication between different regions of the brain. In the past, “heavy alcohol exposure [has been] significantly associated with decreased white matter fiber quality,” according to the study. The study asked participants to self-report their drinking and aerobic exercise habits, which include running, walking, cycling and other light-to-moderate intensity activities.

Previous studies have also shown that people who exercise regularly have better white matter “integrity” than those who don’t. Karoly says the “protective or reparative neurobiological effects” of exercise extend to those who drink heavily.

Because the study relied on self-reported drinking and exercise data, Karoly can’t prescribe a certain type or amount of exercise in order to mitigate alcohol’s brain-damaging effects. She says her findings are “preliminary” but are “consistent with the hypothesis that aerobic exercise may mitigate or reverse alcohol-related damage.”

“Given that we did not have control over the duration, intensity, frequency or type of aerobic exercise in which participants engaged, it is difficult to address the ‘dose’ of aerobic exercise that may be necessary to obtain neuroprotective benefits,” the study says.

Karoly says future research will seek to discover the mechanism by which exercise protects the brain. It is still unclear whether going for a run the day after a late night out can help mitigate alcohol’s effects or whether the exercise must be a consistent lifestyle choice.

“We were only taking into account recent exercise and drinking behavior,” she says. “It’d be interesting to look at longer-term exercise to control for how many years a person has been doing an exercise or drinking.”

SOURCE : www.usnews.com

คนอดมื้อกินมื้อสมัยเด็กกลับดีตอนท้าย สติปัญญาเสื่อมช้ากว่าคนอิ่มหมีพีมัน

Credit : eibalance.com

Credit : eibalance.com

คนที่เคยลำบากยากแค้นมาตั้งแต่เด็ก ต้องอดมื้อกินมื้อกลับปัญญาเสื่อมเมื่อตอนมีอายุช้ากว่าผู้ที่เคยมีกินมีใช้อย่างพอเพียง

หัวหน้านักวิจัยกล่าวว่า ผลการศึกษาเป็นไปอย่างไม่คาดฝัน เพราะการศึกษาที่แล้วๆมาต่างแสดงว่าผู้ที่เคยยากลำบากเมื่อตอนเด็กจะต้องประสบกับโรคภัยไข้เจ็บ เช่น โรคหัวใจ ตลอดจนสติปัญญาเสื่อมถอยยิ่งกว่าผู้ที่ไม่เคยทุกข์ยากเลย

วารสาร “แพทย์สมาคมประสาทวิทยาอเมริกัน” รายงานว่า นักวิจัยศึกษาจากผู้สูงอายุวัยเฉลี่ย 75 ปี ในนครชิคาโก 6,158 คน โดยถามถึงสุขภาพสมัยตอนเด็ก ฐานะทางการเงินของครอบครัว และสิ่งแวดล้อมในการเรียนรู้ ซึ่งในจำนวนนี้มีผู้เปิดเผยว่าเคยยากลำบากเมื่อสมัยตอนเด็ก ถึงกับอดมื้อกินมื้ออยู่ร้อยละ 5.8.

ที่มา : ไทยรัฐ 14 ธันวาคม 2555

.

Related Article :

.

Credit : ebscoassessments.convergencehealth.com

Credit : ebscoassessments.convergencehealth.com

Can Going Hungry as a Child Slow Down Cognitive Decline in Later Years?

Dec. 10, 2012 — People who sometimes went hungry as children had slower cognitive decline once they were elderly than people who always had enough food to eat, according to a new study published in the December 11, 2012, print issue ofNeurology®, the medical journal of the American Academy of Neurology.

“These results were unexpected because other studies have shown that people who experience adversity as children are more likely to have problems such as heart disease, mental illness and even lower cognitive functioning than people whose childhoods are free of adversity,” said study author Lisa L. Barnes, PhD, of Rush University Medical Center in Chicago.

The study involved 6,158 people with an average age of 75 who were living in Chicago. Participants, 62 percent of whom were African American, were asked about their health as children, their family’s financial situation, and their home learning environment, based on how often others read or told them stories or played games with them. Then every three years for up to 16 years, participants took cognitive tests to measure any changes.

For the African American participants, the 5.8 percent who reported that they went without enough food to eat sometimes, often or always were more likely to have a slower rate of cognitive decline, or decline that was reduced by about one-third, than those who rarely or never went without enough food to eat. The 8.4 percent of African American participants who reported that they were much thinner at age 12 than other kids their age also were more likely to have a slower rate of cognitive decline, also by one-third, than those who said they were about the same size or heavier than other kids their age. For Caucasians, there was no relationship between any of the childhood adversity factors and cognitive decline. Barnes said researchers aren’t sure why childhood hunger could have a possible protective effect on cognitive decline. One potential explanation for the finding could be found in research that has shown that calorie restriction can delay the onset of age-related changes in the body and increase the life span. Another explanation could be a selective survival effect. The older people in the study who experienced childhood adversity may be the hardiest and most resilient of their era; those with the most extreme adversity may have died before they reached old age.

Barnes noted that the results stayed the same after researchers adjusted for factors such as amount of education and health problems. The results also did not change after researchers repeated the analysis after excluding people with the lowest cognitive function at the beginning of the study to help rule out the possibility that people with mild, undiagnosed Alzheimer’s disease were included in the study.

Because relatively few Caucasians in the study reported childhood adversity, the study may not have been able to detect an effect of adversity on cognitive decline in Caucasians, Barnes said.

Story Source:

The above story is reprinted from materials provided byAmerican Academy of Neurology.

Journal Reference:

  1. L. L. Barnes, R. S. Wilson, S. A. Everson-Rose, M. D. Hayward, D. A. Evans, C. F. Mendes de Leon. Effects of early-life adversity on cognitive decline in older African Americans and whitesNeurology, 2012; 79 (24): 2321 DOI: 10.1212/WNL.0b013e318278b607

สูบบุหรี่ทำ ‘สมองเสื่อม’ เร็ว

thairath121128_001ผลวิจัยในอังกฤษชี้ สูบบุหรี่ทำ “สมองเสื่อม” เร็ว รองลงมาคือ ความดันโลหิตสูง และน้ำหนักตัวเกิน ทางที่ดีเลิกสูบบุหรี่…

นพ.ประกิต วาทีสาธกกิจ เลขาธิการมูลนิธิรณรงค์เพื่อการไม่สูบบุหรี่ กล่าวว่า จากรายงานการวิจัยจากคิงส์คอลเลจ ลอนดอน พบว่า การสูบบุหรี่ส่งผลเสียต่อความจำ การเรียนรู้ และความสามารถการวิเคราะห์ของสมอง โดยงานวิจัยดังกล่าวตีพิมพ์ในวารสารเจอร์นอลเอจ แอนด์ เอจจิ้ง โดยการติดตามผู้ที่มีอายุมากกว่า 50 ปี 8,800 คน ด้วยการทดสอบสมรรถภาพของสมอง เช่น ความจำ การเรียนรู้คำใหม่ๆ หรือการให้บอกชื่อสัตว์ให้ได้มากที่สุด ภายในหนึ่งนาที

ทั้งนี้ ภายหลังการติดตาม 4 ปี และ 8 ปี พบว่าตัวแปรที่ทำให้สมรรถภาพของสมองลดลงอย่างมีนัยสำคัญคือ การสูบบุหรี่มีผลมากที่สุด รองลงมาคือ ความดันโลหิตสูง และน้ำหนักตัวเกิน คณะผู้วิจัยสรุปว่า ตัวแปรเหล่านี้แต่เดิมมารับรู้กันว่าไม่ดีต่อหัวใจ คือทำให้เกิดโรคหัวใจ แต่งานวิจัยนี้ชี้ให้เห็นว่าไม่ดีต่อสมองด้วย

นพ.ประกิต กล่าวอีกว่า งานวิจัยนี้ยืนยันอีกครั้งหนึ่งว่า การสูบบุหรี่ส่งผลต่อการเสื่อม หรือแก่ของอวัยวะทั่วร่างกาย โดยไม่มีข้อยกเว้น เนื่องจากสารพิษและสารแปลกปลอมนับร้อยชนิดที่มีในควันบุหรี่ จะถูกกระแสเลือดพาไปสัมผัสและทำอันตรายต่อทุกอวัยวะ ที่เห็นได้ชัดคือ ผิวหนังและใบหน้าที่เหี่ยวย่น เกิดจากการที่คอลลาเจนใต้ผิวหนังถูกทำลาย โดยอนุมูลอิสระและอวัยวะ เช่น ปอดที่ถุงลมถูกทำลายจนเป็นโรคถุงลมโป่งพอง ในขณะที่เส้นเลือดทั่วร่างกายก็เกิดการแข็งตัว และรูเส้นเลือดค่อยๆ ตีบตัน การสูบบุหรี่จึงไม่เพียงแต่ทำให้เกิดการเสื่อมของร่างกายทางกายภาพเท่านั้น งานวิจัยของคิงส์คอลเลจยังแสดงว่า พิษภัยของบุหรี่ยังทำให้ระดับสติปัญญาของสมองลดลงด้วย ทางที่ดีที่สุดจึงควรที่จะเลิกสูบบุหรี่ไม่ว่าจะมีอายุเท่าไรก็ตาม.

ที่มา: ไทยรัฐ 28 พฤศจิกายน 2555

.

Related Article:

.

Smoking ‘rots’ brain, says King’s College study

26 November 2012

Smoking “rots” the brain by damaging memory, learning and reasoning, according to researchers at King’s College London.

A study of 8,800 people over 50 showed high blood pressure and being overweight also seemed to affect the brain, but to a lesser extent.

Scientists involved said people needed to be aware that lifestyles could damage the mind as well as the body.

Their study was published in the journal Age and Ageing.

Researchers at King’s were investigating links between the likelihood of a heart attack or stroke and the state of the brain.

Data about the health and lifestyle of a group of over-50s was collected and brain tests, such as making participants learn new words or name as many animals as they could in a minute, were also performed.

They were all tested again after four and then eight years.

Decline

The results showed that the overall risk of a heart attack or stroke was “significantly associated with cognitive decline” with those at the highest risk showing the greatest decline.

It also said there was a “consistent association” between smoking and lower scores in the tests.

These results underline the importance of looking after your cardiovascular health from mid-life”

Dr Simon RidleyAlzheimer’s Research UK

One of the researchers, Dr Alex Dregan, said: “Cognitive decline becomes more common with ageing and for an increasing number of people interferes with daily functioning and well-being.

“We have identified a number of risk factors which could be associated with accelerated cognitive decline, all of which, could be modifiable.”

He added: “We need to make people aware of the need to do some lifestyle changes because of the risk of cognitive decline.”

The researchers do not know how such a decline could affect people going about their daily life. They are also unsure whether the early drop in brain function could lead to conditions such as dementia.

Heart and brain

Dr Simon Ridley, from Alzheimer’s Research UK, said: “Research has repeatedly linked smoking and high blood pressure to a greater risk of cognitive decline and dementia, and this study adds further weight to that evidence.

“Cognitive decline as we age can develop into dementia, and unravelling the factors that are linked to this decline could be crucial for finding ways to prevent the condition.

“These results underline the importance of looking after your cardiovascular health from mid-life.”

The Alzheimer’s Society said: “We all know smoking, a high blood pressure, high cholesterol levels and a high BMI [Body Mass Index] is bad for our heart. This research adds to the huge amount of evidence that also suggests they can be bad for our head too.

“One in three people over 65 will develop dementia but there are things people can do to reduce their risk.

“Eating a balanced diet, maintaining a healthy weight, exercising regularly, getting your blood pressure and cholesterol checked and not smoking can all make a difference.”

 

SOURCE: bbc.co.uk

ดูแลผู้สูงอายุ : สมองเสื่อม

ดูแลผู้สูงอายุ : สมองเสื่อม

ผศ.นพ.วีรศักดิ์ เมืองไพศาล 
       ภาควิชาเวชศาสตร์ป้องกันและสังคม 

ภาวะสมองเสื่อมในผู้สูงอายุ มีอาการตั้งแต่เล็กน้อยจนถึงขั้นรุนแรง ดังนั้น ผู้ใกล้ชิดและครอบครัวจะมีวิธีดูแลแบบใดจึงจะเหมาะสมที่สุดกับผู้ป่วย มีคำตอบค่ะ

สิ่งสำคัญ ผู้ดูแลและครอบครัวของผู้ป่วย ควรมีความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับภาวะสมองเสื่อม ศึกษาพฤติกรรมและการเปลี่ยนแปลงต่างๆ สิ่งเหล่านี้จะช่วยให้ผู้ดูแลสามารถหาวิธีรับมือกับสิ่งที่เกิดขึ้นกับผู้ป่วยได้อย่างเหมาะสม โดยทั่วไปผู้ที่มีภาวะสมองเสื่อม มักมีปัญหาด้านพฤติกรรมและอารมณ์หลายอย่าง การแก้ปัญหาหลายอย่างพร้อมๆ กัน อาจทำได้ยาก แต่การแก้ปัญหาที่สำคัญที่สุดเพียงปัญหาเดียว ก็อาจทำให้การดูแลนั้นง่ายขึ้น และไม่ควรยึดติดกับความถูกต้องทั้งหมด ถ้าผู้ป่วยยืนยันความต้องการ และไม่เป็นอันตราย ก็ไม่ควรขัดใจครับ และต้องพยายามจัดการดูแลที่สม่ำเสมอ การพูด และสื่อสารกับผู้ป่วยเป็นประจำ ใช้วิธีอธิบายสั้น ๆ ให้ผู้ป่วยทำทีละขั้น เช่น การรับประทานอาหาร รับประทานยา การออกกำลังกาย การเข้านอน ควรเป็นเวลาเดิม ๆ และวิธีการเหมือน ๆ เดิมทุกวัน ไม่เคลื่อนย้ายอุปกรณ์ของใช้บ่อย เพื่อให้ผู้ป่วยได้เรียนรู้และปรับตัว ซึ่งบางครั้งผู้ดูแลผู้ป่วย อาจเข้าใจว่า ผู้ป่วยจะเข้าใจและจำได้ แต่ก็ไม่เป็นเช่นนั้นเสมอไปครับ

ทางที่ดีควรให้ผู้ป่วยได้ทำกิจกรรมต่าง ๆ บ้าง จะได้รู้สึกว่ามีส่วนร่วมในครอบครัว แต่ต้องไม่ฝืนผู้ป่วยจนเกิดอาการหงุดหงิด และส่งผลถึงผู้ดูแลที่ทำให้อารมณ์เสียได้ และควรหลีกเลี่ยงการพูดถึงผู้ป่วยต่อหน้าในเชิงวิพากษ์วิจารณ์ เพราะอาจกระตุ้นให้อาการรุนแรงขึ้นได้ รวมถึงผู้ดูแลผู้ป่วยควรได้รับการพักผ่อนที่เพียงพอ มีอารมณ์ดี เพราะผู้ป่วยภาวะสมองเสื่อมยังต้องการความสดชื่น ถ้าผู้ดูแลอารมณ์ดี จะมีผลดีต่ออาการผู้ป่วย ฉะนั้น การดูแลผู้ป่วยภาวะสมองเสื่อม ควรผลัดกันทำหน้าที่ อย่าปล่อยให้อยู่ในความดูแลของผู้ใดคนหนึ่ง เพราะจะทำให้เกิดความเครียดได้ครับ

พบกิจกรรมดี ๆ ที่ศิริราช

• ขอเชิญเที่ยวงานสัปดาห์ “48ปี ศัลยศาสตร์ออร์โธปิดิกส์ศิริราช” ฟังเสวนาหลากหลายความรู้เรื่องกระดูกและข้อ พร้อมการแสดงจากศิลปิน นักร้อง และกิจกรรมอื่นๆ ที่น่าสนใจ ระหว่างวันที่ 20-24 สิงหาคมนี้ เวลา 10.00-13.30 น.ที่โถงอาคาร ๑๐๐ ปี สมเด็จพระศรีนครินทร์

• ขอเชิญเข้าอบรม “การดูแลผู้ป่วยสูงอายุที่มีภาวะสมองเสื่อม” ในวันพุธที่ 22 สิงหาคมนี้ เวลา 08.30-16.30 น.ที่ห้องประชุมตรีเพ็ชร์ อาคาร ๑๐๐ ปี สมเด็จพระศรีนครินทร์ ชั้น 15 สำรองที่นั่งได้ที่ โทร.09 0557 7853

ที่มา: ASTVผู้จัดการออนไลน์ 15 สิงหาคม 2555

สลายเสื่อม ขอเพียงความเข้าใจ

กว่าจะรู้ตัวว่าเข้าข่ายเป็นโรคความจำเสื่อมที่ต้องพบแพทย์ ก็ทะเลาะตบตีกับลูกหลาน ลามไปถึงผิดใจกับเพื่อนบ้าน…จนมึน

“สาเหตุที่ทำให้ญาติพาผู้ป่วยโรคสมองเสื่อมมารักษาไม่ใช่เพราะความรัก แต่มาเพราะความโกรธ เบื่อหน่ายและทนพฤติกรรมไม่ได้” เปิดประเด็นสนทนากับ พญ.สิรินทร ฉันศิริกาญจน นายกสมาคมผู้ดูแลผู้ป่วยสมองเสื่อม และหัวหน้าหน่วยเวชศาสตร์ผู้สูงอายุ โรงพยาบาลรามาธิบดี

อาการของผู้ป่วยสมองเสื่อมที่คนทั่วไปเข้าใจอาจจะคิดว่าเป็นพวกขี้ลืม ที่แท้จริงแล้วเป็นภาวะการลืมแบบหมดสิ้น เช่น กินข้าวแล้วแต่เข้าใจว่ายังไม่ได้กิน อารมณ์เปลี่ยนแปลง พฤติกรรมเปลี่ยนไปจากคนเรียบร้อยเป็นคนก้าวร้าว ซึ่งลักษณะนี้พบได้บ่อยในสังคมผู้สูงอายุ

อาการที่สังเกตได้ชัด เช่น พูดซ้ำๆ ถามคำถามเดิมๆ เรื่องเดิมกับคนๆ เดิม และอาการจะเริ่มแสดงออกชัดเจนมากขึ้นกับเรื่องที่น่าจะจำได้ แต่กลับจำไม่ได้ เช่น ขับรถไปเฉี่ยวชน แต่ตอบไม่ได้ว่าไปชนกับอะไรมา หรือเก็บเงินไว้ แต่ไม่รู้ว่าเก็บไว้ที่ไหน หรือไม่รู้ว่าเงินที่เก็บไว้เป็นเงินของใคร

“การที่คนเราเปลี่ยนไปต้องมีเหตุ ไม่ใช่ว่าสูงวัย แต่เป็นเพราะโรค” คุณหมอกล่าวและว่า ภาวะสมองเป็นโรคที่พบได้ 10% หรือราว 6 แสนคนในประเทศไทย โดย 90% คนในครอบครัวมักไม่ทราบถึงความเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้น และเป็นสาเหตุทำให้ทะเลาะกัน

ต้องเข้าใจก่อนว่า สาเหตุของโรคสมองเสื่อมเกิดจากเนื้อสมองที่เปลี่ยนไป ตามวัย หรือเกิดจากโรคแทรกซ้อน เช่น โรคหลอดเลือดสมองตีบ ซึ่งปัจจุบันยังไม่มีหนทางในการรักษาให้หายขาด คุณหมอเปรียบเทียบว่า สมองเสื่อมก็เหมือนกับผมหงอก สามารถย้อมสีได้ ทั้งนี้ ต้องขึ้นอยู่กับครอบครัว และสังคม

ในผู้ป่วยที่มาพบแพทย์ ต้องแยกให้ได้ว่า อาการความจำเสื่อมมีสาเหตุจากอะไร เพราะสาเหตุบางอย่าง รักษาให้หายขาดได้ อาการก็จะหายไป หรือแม้จะไม่หาย ก็สามารถประคองอาการไม่ให้ทรุดลงได้

อย่างไรก็ตาม การดูแลผู้สูงอายุไม่ใช่เรื่องง่าย ยิ่งในรายที่มีปัญหาความจำถดถอย ความไม่เข้าใจจากบุคคลใกล้ชิดจะยิ่งสร้างปัญหาขุ่นเคืองให้เกิดขึ้นกับคนในครอบครัว หลายครั้งที่เกิดความรุนแรงทั้งคำพูดและการกระทำขึ้นด้วยความไม่ตั้งใจ จากการใช้อารมณ์เป็นพื้นฐาน

“นวลศรี อนันตกูล” ผู้มีประสบการณ์ดูแลผู้ป่วยสมองเสื่อมนานถึง 10 ปี เล่าว่า การดูแลผู้ป่วยความจำเสื่อมต้องอาศัยความเข้าใจเป็นที่ตั้ง เพราะอะไรที่คิดว่าจะทำได้ คนกลุ่มนี้ก็กลับลืมซะดื้อๆ แม้กระทั่งสิ่งที่เพิ่งบอกหรือสอนไปก็ลืมได้ในทันที

เธอเล่าจากประสบการณ์ในการดูแลพี่สาววัย 72 ปี ที่ภาวะทางสมองบกพร่อง ตั้งแต่อายุ 58 ปี จากอดีตนักวิเคราะห์ดิน ที่เป็นคนทำงานเก่ง ชอบทำขนม และเชี่ยวชาญเรื่องขับรถเป็นพิเศษ อยู่มาวันหนึ่งขณะขับรถก็กลับไม่รู้ว่าตัวเองขับรถอยู่บนถนน และไม่รู้ว่ากำลังจะไปไหน ให้ทำขนมเค้กอย่างที่เคยทำ ก็กลับทำไม่ได้

“ในช่วง 4-5 ปีแรก คนรอบข้างยังไม่เข้าใจว่าพฤติกรรมที่แสดงออกนั้นมาจากอาการป่วย มีหลายครั้งที่ทนไม่ได้ เกิดการทำร้าย ทุบตี และใช้คำพูดที่รุนแรง จนกระทั่งเริ่มมาเข้าว่าสิ่งที่แสดงออกนั้นมาจากโรคสมองเสื่อม ซึ่งต้องการการดูแลมากกว่าปกติ” นวลศรีกล่าว

พญ.สิรินทร เสริมว่า ทุกวันนี้ผู้ดูแลผู้ป่วยสมองเสื่อม จึงต้องแบกรับค่าใช้จ่ายในการดูแลรักษาพยาบาลในแต่ละเดือนค่อนข้างสูง อย่างในกรณีของนวลศรีเอง มีค่าใช้จ่ายเฉพาะค่ายาช่วยชะลออาการ ราว 2-3 หมื่นบาทต่อเดือน ไม่รวมค่าจ้างคนดูแล ซึ่งต้องมีคนอยู่ด้วยตลอด 24 ชั่วโมง รวมถึงสิ่งของที่จำเป็น เช่น ผ้าอ้อมผู้ใหญ่ที่ต้องมีไว้ติดตัวตลอดเวลา

คุณหมอบอกว่า ผู้ป่วยสมองเสื่อมต้องได้รับการดูแลเป็นพิเศษ เพราะพวกเขาสามารถกินในสิ่งที่ไม่ควรกิน ไม่สามารถแยกแยะกลิ่นได้ว่าอันไหนเป็นน้ำมันก๊าด อันไหนเป็นน้ำเปล่า ไม่สามารถใช้เครื่องใช้ไฟฟ้าได้ ซึ่งอาจเป็นอันตรายต่อชีวิต เช่น เอากาต้มน้ำไฟฟ้าไปต้มบนเตาแก๊ส

“การลืมในแบบของคนความจำเสื่อมต้องเรียกว่า ลืมเชิงซ้อน แบบไม่น่าเชื่อ เพราะสิ่งที่พึ่งพูดไปหยกๆ ยังลืมได้ พูดแล้วยังปวดหัวอยู่เลย” นวลศรีกล่าว

ฉะนั้น คนที่ดูแลผู้ป่วยสมองเสื่อมได้นั้น ต้องมีความรักและความเข้าใจ อย่างที่รู้กันว่ายาจะช่วยชะลออาการให้มีอายุยืนยาวอยู่ได้ประมาณ 10 ปี แต่การดูแลอย่างใกล้ชิดจะทำให้ผู้ป่วยกลับมาใช้ชีวิตได้ดีขึ้น

หากคนรอบข้างมีความเข้าใจเป็นที่ตั้ง

ที่มา : กรุงเทพธุรกิจ 17 มกราคม 2555

หมอเผยคนไทยป่วยสมองเสื่อม 3 แสน

แพทย์ประเมินคนไทยป่วยสมองเสื่อม 3 แสน พบส่วนใหญ่ญาติไม่รู้ พร้อมจัดประชุมอัลไซเมอร์โลก หวังผลักดันการดูแลผู้ป่วยเป็นนโยบายสุขภาพระดับชาติ

พญ.สิรินทร ฉันศิริกาญจน หัวหน้าหน่วยเวชศาสตร์ผู้สูงอายุ ภาควิชาอายุรศาสตร์ คณะแพทยศาสตร์ โรงพยาบาลรามาธิบดี และนายกสมาคมผู้ดูแลผู้ป่วยสมองเสื่อม  เปิดเผยว่า รายงานขององค์การโรคอัลไซเมอร์ระหว่างประเทศ ปี 2553 ระบุว่ามีผู้ป่วยโรคสมองเสื่อมทั่วโลกมากกว่า 35 ล้านคน อยู่ในเอเชียอาคเนย์ 2.4 ล้านคน

ขณะที่ประเทศไทยรายงานการสำรวจสุขภาพประชาชนไทยโดยการตรวจร่างกาย ครั้งที่ 4 ปี 2551-2552 โดยสำนักงานสำรวจสุขภาพประชาชนไทย สถาบันวิจัยระบบสาธารณสุข พบว่าผู้สูงอายุ อายุ 60 ปีขึ้นไปมีภาวะสมองเสื่อม 12.4% โดยในผู้ชายพบ 9.8% ขณะที่ผู้หญิงอยู่ที่ 15.1% แบ่งตามช่วงอายุ 60 – 69 ปี อยู่ที่ 7.1% ช่วงอายุ 70-79 ปีอยู่ที่ 14.7% และอายุ 80 ปีขึ้นไปพบสูงถึง 32.5%

ขณะที่ข้อมูลผลการสำรวจประชากรสูงอายุ ปี 2553 จากสำนักงานสถิติแห่งชาติ สัดส่วนผู้สูงอายุอยู่ที่ 12% ของประชากรไทย และประมาณการว่าจะเพิ่มขึ้นถึง 17% ในปี 2563  ทั้งนี้โดยประมาณของผู้ป่วยสมองเสื่อมทั้งประเทศมีอย่างน้อย 3 แสนคน ซึ่งนับว่าเป็นตัวเลขที่ไม่น้อยเลย และที่น่าตกใจคือ ผู้ป่วยเหล่านี้ รวมทั้งญาติและผู้ดูแล ไม่ทราบว่าป่วยเป็นสมองเสื่อม

ในปี พ.ศ. 2555 สมาคมผู้ดูแลผู้ป่วยสมองเสื่อม ซึ่งเป็นสมาชิกของสมาคมอัลไซเมอร์นานาชาติ ได้เป็นเจ้าภาพจัดงานการประชุมทางวิชาการ เรื่อง ภาวะสมองเสื่อม และการประชุมภาคพื้นเอเชียแปซิฟิกขององค์การอัลไซเมอร์นานาชาติ ครั้งที่ 14 ระหว่างวันที่ 11 – 13 ม.ค.ที่ โรงแรมสวิสโซเทล เลอ คองคอร์ด รัชดาภิเษก โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อพัฒนาคุณภาพชีวิตของผู้ป่วย สมองเสื่อมและครอบครัว และผลักดันการดูแลผู้ป่วยสมองเสื่อมให้เป็นนโยบายสุขภาพระดับชาติ

ด้าน รศ.มานะ ศรียุทธศักดิ์ จากคณะวิศวกรรมศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย กล่าวว่า ในงานจะมีการเปิดตัวเครื่องมือระบุตัวตนของผู้ป่วยสมองเสื่อม เพื่อป้องกันการเดินหลงหายไปจากบ้าน ผู้ป่วยสมองเสื่อมเมื่ออยู่ในบ้าน มีปัญหาแบบหนึ่ง เมื่ออยู่นอกบ้าน ก็จะมีปัญหาอีกแบบหนึ่ง เช่น อุบัติเหตุ กลับบ้านไม่ได้ ระบุตัวตนกับบุคคลภายนอกไม่ได้ ทำให้การช่วยเหลือก็แน่นอนว่า ย่อมเป็นไปไม่ได้

ทั้งนี้เครื่องมือการระบุตัวตนจะช่วยผู้ป่วยเหล่านี้ได้ เช่น การ์ด ริสต์แบนด์ หรือสร้อยข้อมือ และเหรียญล็อคเก็ตห้อยคอ ที่ด้านหลังจะมีบาร์โค้ด และชิพที่ระบุข้อมูลของผู้ป่วยไว้ เช่น ชื่อ ที่อยู่ อายุ โรค กลุ่มเลือด และการแพ้ยา เป็นต้น ข้อมูลเหล่านี้จะเชื่อมโยงกับเครื่องอ่านที่จะติดตั้งอยู่ตามจุดสำคัญ ๆ เช่น สถานีตำรวจ ห้างสรรพสินค้า ศูนย์การค้า เป็นต้น  ที่สำคัญคือการเผยแพร่ความรู้ความเข้าใจต่อสังคม เกี่ยวกับการให้ความช่วยเหลือผู้ป่วยโรคสมองเสื่อม

 

ที่มา: โพสต์ทูเดย์ 5 มกราคม 2555