ทำงานกลางคืน สมองเสื่อมเร็วกว่าปกติ

matichon141111_01“วีแซท” ทีมนักวิจัยสภาวะการทำงานจากประเทศฝรั่งเศส ที่มีประสบการณ์ในการทำวิจัยเกี่ยวกับมนุษย์เงินเดือนมายาวนาน เผยแพร่ผลงานวิจัยชิ้นใหม่ในวารสาร ออคคิวเพชั่นแอนด์เอ็นไวรอนเมนทัล เมดิซีน เมื่อเร็วๆ นี้ ระบุว่า ผู้ที่ทำงานกะกลางคืนหรือในชั่วโมงการทำงานที่ผิดปกติ ซึ่งป้องกันไม่ให้บุคคลนั้นเข้านอนก่อนเวลาเที่ยงคืนหรือบังคับให้ต้องตื่นก่อน 05.00 น. จะมีภาวะความรู้ความเข้าใจ (ค็อกนิทีฟ) ของสมองเสื่อมลงเร็วกว่าปกติ

สำหรับบุคคลที่ใช้เวลาในการทำงานกะกลางคืนหรือมีชั่วโมงทำงานผิดปกติต่อเนื่องกันนานเป็นสิบปีผลกระทบต่อสมองจะเทียบเท่ากับการเสื่อมสภาพของสมองในส่วนค็อกนิทีฟในระยะเวลา 6.5 ปี แม้แต่คนที่ทำงานในชั่วโมงการทำงานผิดปกติอย่างน้อยที่สุด 50 วันใน 1 ปี ก็จะส่งผลเสียหายต่อสมองไม่น้อย การทดสอบพบว่า พนักงานดังกล่าวนี้ โดยเฉลี่ยแล้วจะสูญเสียความสามารถในด้านค็อกนิทีฟไปเทียบเท่ากับการเสื่อมของสมองในระยะเวลา 4.3 ปี แม้ว่าการทำงานในเวลาผิดปกติดังกล่าวจะมีขึ้นเมื่อหลายปีก่อนหน้าการทดสอบแล้วก็ตาม

การทดลองดังกล่าวนี้ทำกับกลุ่มตัวอย่างที่เป็นพนักงานหลากหลายสาขาอาชีพจำนวน3,232 คน โดยที่ 46 เปอร์เซ็นต์ หรือ 1,484 คน ในจำนวนดังกล่าวระบุว่าเป็นคนที่มีชั่วโมงการทำงานผิดปกติ ทั้งในปัจจุบันและก่อนหน้าการทดสอบ

อย่างไรก็ตาม ทีมวิจัยของวีแซท พบหลักฐานที่แสดงให้เห็นว่าสมองของคนเราสามารถฟื้นตัวกลับสู่ภาวะปกติได้หลังจากชั่วโมงการทำงานถูกปรับเปลี่ยนไปสู่สภาวะปกติโดยคนที่ไม่เคยทำงานในชั่งโมงทำงานผิดปกติมาก่อนเป็นเวลาอย่างน้อย 5 ปี สามารถทำคะแนนในการทดสอบค็อกนิทีฟได้ในระดับใกล้เคียงกับบุคคลทั่วไปซึ่งมีช่วงเวลาการทำงานปกติ

อย่างไรก็ตามจากการทดสอบบุคคลซึ่งมีชั่วโมงการทำงานผิดปกติอยู่ในขณะที่ทดสอบ ทำคะแนนได้แย่กว่า เทียบเท่ากับการเสื่อมของสมองในระยะเวลา 5.8 ปี กลุ่มที่ทำคะแนนได้แย่ยิ่งกว่านั้นก็คือกลุ่มที่เพิ่งเลิกการทำงานในชั่วโมงทำงานผิดปกติไปในช่วง 5 ปีก่อนหน้าการทดสอบ เพราะทำคะแนนทดสอบค็อกนิทีฟได้เทียบเท่ากับระยะเวลาการเสื่อมลงของสมองถึง 6.9 ปี

ในงานวิจัยก่อนหน้านี้หลายชิ้น ชี้ให้เห็นว่า การทำงานในชั่วโมงการทำงานที่ผิดปกติไม่สอดคล้องกับจังหวะเวลาชีวิตในรอบวันของคนเรา ที่เรียกว่า “เซอร์คาเดียน ริธึ่ม” และส่งผลร้ายต่อการทำหน้างานของความคิดจิตใจ ตัวอย่างเช่น พนักงานการบินที่ทำงานบนเครื่องบิน และพบกับภาวะเจ็ตเเล็กบ่อยครั้ง ทั้งยังไม่มีเวลาฟื้่นตัวสู่ภาวะปกติมากพอ จะทำคะแนนทดสอบด้านค็อกนิทีฟได้แย่ เช่นเดียวกับพนักงานในภาคอุตสาหกรรมกะกลางคืน ซึ่งทำคะแนนทดสอบความจำได้แย่กว่าคนที่ทำงานกะกลางวัน แม้กระทั่งพยาบาลที่ทำงานกะกลางคืนก็ทำคะแนนได้ต่ำกว่าเกณฑ์ปกติเช่นเดียวกัน

ทีมวิจัยระบุเอาไว้ในรายงานวิจัยครั้งใหม่ว่าผลจากการวิจัยแสดงให้เห็นหลักฐานเพิ่มมากขึ้นกว่า การไปรบกวนเซอร์คาเดียน ริธึ่ม ของคนเรานั้น นอกจากจะสร้างความเครียดให้กับร่างกายแล้ว

ยังส่งผลกระทบต่อโครงสร้างของสมองในส่วนเกี่ยวกับความรู้ความเข้าใจและสุขภาวะทางจิตโดยรวมอีกด้วย

ที่มา: มติชน 11 พฤศจิกายน 2557

.

Related Link:

.

Night Shift Workers Prone to Memory Loss: Doctors

HYDERABAD:  People working on late-night shifts for long periods of time are prone towards memory loss and lack of concentration, warn experts.

A recent research has revealed that long-term shift work can help one earn more but it could adversely affect one’s brain functions such as memory and processing speed. Disruption of the body clock as a result of shift work could generate physiological stress which may, in turn, affect the functioning of the brain.

“This happens mainly due to disruption of sleep pattern. The circadian rhythm is controlled by the hypothalamus. If that is  disturbed, whatever memory issues which are to be consolidated in the brain get affected.  Usually, short-term memory loss is affected among the patients,” says Dr B Chandrasekhar Reddy, neurologist at Mediciti Hospital.

Doctors highlight the importance of adequate sleep during night and feel that those working on night shifts or who stay up late for one reason or another are extremely prone to memory loss. “The memory reinforcement or storage happens during the night time. Sleep has got a lot of important functions, one of which is consolidation of memory. Whatever a human being learns during the day, he needs to have a good sleep at night to retain it  for long. People who do not sleep in the night will have memory impairment in the long term. It also causes lack of concentration and other issues,” observes Dr Sudhir Kumar, senior consultant neurologist at Apollo Hospitals.

Experts point out that daytime sleep is not biologically normal. “The reason for this is that for sleep we have a hormone called melatonin. This is a sleep hormone which is released only at night, between 9 pm and 11 pm. The most natural time to fall asleep should be during this time,” explains Dr Sudhir. Experts point out that symptoms of memory loss and lack of concentration are most commonly being observed among young people who work on late-night shifts. Ten per cent of young people working in the IT sector suffer from memory loss. The issue is common among children too, who stay up late at night, browsing the Internet. One in 10 patients of memory loss is a child, experts reveal.

“There is a severe lack of concentration among children. Today, they are able to focus on anything for not more than 15 to 20 minutes. This is because they are not sleeping for the right amount of time,” Dr Sudhir points out. “Also, many children are drowsy and grumpy in the morning and parents have a tough time trying to wake them up to reach school in time. Everybody should get a minimum of seven to eight hours of sleep to avoid issues such as lack of concentration and memory loss,” he counsels.

SOURCE:  http://www.newindianexpress.com

Advertisements

นอนน้อยเท่ากับฉลาดน้อย (จริงหรือ?)

dailynews140802_02ก่อนจะเข้าสู่คำตอบว่า นอนน้อยเท่ากับฉลาดน้อยจริงหรือไม่นั้น อยากให้ท่านผู้อ่านลองคิดดูดี ๆ ว่า คืนไหนที่นอนน้อยแล้วต้องไปทำงานแต่เช้า หรือคืนไหนที่นอนน้อยแล้วต้องไปสอบ มีอาการอย่างไรบ้างเสียก่อนค่ะ

ถ้ายังตอบว่า..ดี อย่างนั้นก็ขอให้ตอบคำถามอีกสักข้อในกรณีที่เมื่อคืนนอนน้อยบ้างว่า เมื่อวานเรียนอะไรไปแล้วบ้าง หรือเมื่อวานต้องทำงานเรื่องอะไรบ้าง ขอเป็นรายละเอียดไม่ใช่แค่หัวข้อนะคะหลายท่านอาจบอกว่า..แค่คิดก็เหนื่อยแล้ว

เรื่องของการนอนก็เหมือนกับเรื่องของการรับประทานอาหารและออกกำลังกาย ที่เมื่อใดก็ตามเราใช้มันมากเกินไปหรือน้อยเกินไปก็จะกลายเป็นดาบสองคมกลับมาทำร้ายตัวเราเองได้ อย่างในคลินิก มักจะมีคุณพ่อคุณแม่ที่อยากให้ลูกเรียนเก่งมาถามว่าจะทำอย่างไรดี ซึ่งก็มีอีกเหมือนกันที่คุณพ่อคุณแม่ที่มีลูกเป็นเด็กพิเศษเข้ามาถามว่า จะทำอย่างไรที่จะช่วยให้ลูกมีทักษะวิธีการคิดที่ดีขึ้น จากการที่ได้พูดคุย คุณพ่อคุณแม่หลายท่านสนใจที่จะปรับแก้พฤติกรรมการใช้ชีวิตประจำวันก่อนเป็นลำดับแรก แต่ก็ต้องยอมรับว่าอีกหลายท่านที่ไม่เชื่อเรื่องการดูแลตัวเองจะส่งผลต่อกระบวนการเรียนรู้ ซึ่งเชื่อว่า ถ้าอ่านหนังสือมาก ๆ ก็จะทำให้สอบได้ หรือแม้กระทั่งเด็กเก่งและฉลาดมาจากยีนของพ่อแม่แต่เพียงอย่างเดียว และเด็กที่เก่งผิดแผกจากพ่อแม่ก็เป็นเพราะผลบุญที่พ่อแม่ทำ หรืออาจจะเป็นเพราะเกิดยีนผ่าเหล่าก็เป็นไปได้

นักวิจัยไม่ว่าจะเป็นด้านประสาทวิทยาศาสตร์ หรือแม้แต่วิทยาศาสตร์ทางกระบวนการคิด ได้พยายามหาคำตอบในสิ่งที่คนตั้งคำถามเรื่องกลไกของสมองมาเกือบ 200 ปี นับตั้งแต่เรารู้ว่า สมองเป็นตัวสั่งการและควบคุมการทำงานของร่างกาย แต่จนบัดนี้เรากลับรู้ความลับของการทำงานของสมองได้ไม่ถึง 30% นักวิทยาศาสตร์ไม่สามารถตอบคำถามเหล่านี้โดยใช้วิธีการสแกนสมองคนที่เสียชีวิตแล้ว เพราะสมองเขาเกือบจะหยุดทำงานทันทีที่สภาวะต่าง ๆ ในร่างกายล้มเหลว จึงจำเป็นต้องใช้สมองคนที่ยังทำงานและยังใช้การได้อยู่ ซึ่งนักวิทยา ศาสตร์เหล่านี้มีทางเลือกไม่มากนัก ด้วยเพราะการจำกัดทั้งคุณสมบัติของกลุ่มตัวอย่างที่จะวิจัย เครื่องมือที่จะตอบคำถาม หรือแม้กระทั่งการแปรผล และนี่คือสิ่งที่ 30% นั้นบอกเราว่า..

การที่เด็กบางคนทำข้อสอบได้คะแนนดี ทั้งที่อ่านหนังสือได้ไม่กี่วันนั้น ไม่ใช่เรื่องที่น่าดีใจ ถึงแม้พ่อแม่หลายท่านจะพึงมองแค่เกรดที่ลูกทำได้เท่านั้น แต่นั่นไม่ได้หมายความว่า เขาจะสามารถนำข้อมูลนั้นกลับมาใช้ได้อีก เขาอาจต้องเรียนใหม่ เรียนซ้ำเรื่องเดิมในสิ่งที่เคยเรียนรู้ไปแล้ว แต่จำไม่ได้ที่เป็นเช่นนั้นก็เพราะว่าสมองจะเก็บข้อมูลในการอ่านอย่างรวดเร็วไว้ในส่วนที่ตื้นที่สุดที่สามารถสั่งเรียกข้อมูลมาได้ไวที่สุด แต่มีข้อแม้อยู่ว่า ส่วนที่ตื้นที่สุดนั้นสามารถถูกแทนที่ด้วยข้อมูลใหม่ ๆ ได้อย่างรวดเร็วเช่นเดียวกัน ทำให้ความสามารถที่เราคิดว่าน่าจะดี โดยแท้จริงแล้วไม่ได้มีความสำคัญในแง่การเรียนรู้ ซึ่งตามปกติสมองจะเก็บข้อมูลเหล่านี้ไว้เพื่อให้เราเรียกคืนได้ง่าย ๆ เช่น จำได้ว่าเราจอดรถไว้ที่ชั้นใดหรือแม้กระทั่งชื่อของเพื่อนใหม่ที่เราเพิ่งรู้จัก ซึ่งอีกสัปดาห์หรือเดือนต่อมา เราคงจำไม่ได้แน่ ๆ ว่าเราเคยจอดรถไว้ที่ชั้นไหนบ้าง หรือแม้กระทั่งชื่อเพื่อนซึ่งถ้าเราไม่เจออีกหรือหาความเกี่ยวโยงกับเพื่อนเก่า ๆ ไม่ได้แล้วละก็ เราแทบจะลืมหลังจากที่เดินคล้อยหลังไปเสียด้วยซ้ำ

ศาสตราจารย์จากศูนย์ประสาทวิทยาศาสตร์ด้านพฤติกรรมและโมเลกุลของมหาวิทยาลัยรัทเจอร์ในสหรัฐ ได้ทำงานวิจัยแล้วพบว่า สมองของเราจะมีตัวกลางตัวหนึ่งทำหน้าที่รวบรวมข้อมูลต่าง ๆ จากสมอง ส่วนฮิปโปแคมปัส ซึ่งสมองส่วนนี้มีลักษณะเด่นคือการเก็บข้อมูลเร็วมีเนื้อความจุน้อย ไปยังสมองส่วนที่เรียกว่า นีโอคอร์เทกซ์ ซึ่งเป็นส่วนที่ใช้เวลาในการเก็บข้อมูลและมีเนื้อความจุมาก ข้อมูลที่เก็บในส่วนนี้จะมีความคงที่ นั่นหมายความว่า จะเรียกกลับขึ้นมาเมื่อไรก็ได้ หรืออีกอย่างหนึ่งคือ เป็นความทรงจำระยะยาว ซึ่งศาสตราจารย์เองก็เน้นย้ำว่า การเคลื่อนย้ายกลุ่มก้อนข้อมูลจากสมองส่วนฮิปโปแคมปัสมายังสมองส่วนนีโอคอร์เทกซ์นี้จะเกิดขึ้นขณะที่เรานอนหลับเท่านั้น นั่นก็หมายความว่า การนอนหลับจะช่วยให้ข้อมูลต่าง ๆ เคลื่อนย้ายจากสมองส่วนที่เป็นความจำตื้นมาเป็นความจำถาวร ซึ่งสำคัญและจำเป็นมากสำหรับเด็กที่กำลังเรียนหนังสือ เพราะถ้าเมื่อไหร่ก็ตามที่ข้อมูลบางส่วนขาดหายไป การเชื่อมโยงหรือปะติดปะต่อเรื่องราว (หรือบทเรียน) ก็จะยิ่งยากขึ้นนั่นเองค่ะ

ในเรื่องเดียวกันนี้ คณบดีคณะจิตวิทยาจากมหาวิทยาลัยคอร์แนลในสหรัฐได้กล่าวอ้างไว้จากหนังสือการนอนเพื่อความสำเร็จ (Sleep for success) ว่า การนอนหลับส่งผลกระทบโดยตรงต่อการจำ คนที่นอนน้อยจะทำให้ความสามารถในการเรียกข้อมูลต่ำลง 19% คนที่ไม่ได้นอนเลยจะมีความสามารถในการจดจำแค่ 50% เท่านั้น รวมถึง 2 ชั่วโมงสุดท้ายในการนอนถือว่าสำคัญที่สุดที่ข้อมูลต่าง ๆ จะถูกเคลื่อนย้ายไปยังสมองส่วนที่จดจำที่ดีที่สุด นอกจากนั้นแล้วการนอนยังมีความสำคัญมาก เพราะเป็นการเคลียร์พื้นที่สมองให้มีที่ว่างสำหรับจดจำข้อมูลในวันต่อ ๆ ไป เปรียบได้กับการฟอร์แมตเครื่องคอมพิวเตอร์ในทุกวัน

คำถามคือ แท้จริงแล้วคนเราต้องการเวลานอนหลับกี่ชั่วโมงต่อวันกันแน่ ซึ่งถึงแม้ว่าคำตอบจะเป็นเรื่องของแต่ละบุคคล แต่สถาบันเพื่อสุขภาพแห่งชาติของสหรัฐได้ให้คำแนะนำไว้ว่า คนที่อายุเกิน 18 ปีขึ้นไป ควรนอนหลับ 7.5 -9 ชั่วโมงต่อวัน ในขณะเดียวกัน ศาสตราจารย์ด้านจิตวิทยาจากมหาวิทยาลัยแคลิฟอร์เนีย-เบริ์กลี่ย์ได้สนับสนุนแนวความคิดนี้ด้วยว่า การนอนหลับคือตัวการสำคัญในการช่วยเตรียมสมองให้พร้อมเรียนรู้สิ่งใหม่ ๆ ใครก็ตามที่นอนน้อยกว่า 6 ชั่วโมงต่อวัน แล้วหวังจะให้สมองมีประสิทธิภาพในการทำงานดีเลิศ เป็นสิ่งที่เป็นไปไม่ได้ รวมถึงจากงานวิจัยยังพบด้วยว่าแนวโน้มของการเรียนรู้ในวันใหม่นั้นจะถดถอยลงตามชั่วโมงของการนอน

ดังนั้นถ้าอยากให้เก่ง ฉลาด คืออยากให้ตัวเองสามารถจดจำสิ่งที่เรียนรู้ได้อย่างรวดเร็วรวมถึงนำกลับมาใช้ได้เมื่อไหร่ที่ต้องการแล้ว ก็ควรที่จะนอนหลับให้มากเพียงพอนั่นเองค่ะ

ต้นเดือนหน้าสำหรับคุณพ่อคุณแม่ที่มีลูกน้อยวัยแบเบาะ มาพบกับคำตอบของคำถามที่ว่า เราจะสามารถสอนทักษะกระบวนการคิดให้กับเด็กอายุไม่ถึงขวบได้จริงหรือไม่ และอย่างไรค่ะ.

อ.ดร.ปรียาสิริ มานะสันต์
โครงการพัฒนาศักยภาพประชากรไทย
คณะแพทยศาสตร์โรงพยาบาลรามาธิบดี มหาวิทยาลัยมหิดล

ที่มา : เดลินิวส์ 2 สิงหาคม 2557

การอดนอนบั่นทอนสมอง

thairath140709_01นักวิจัยเมืองลอดช่องบอกกล่าวเตือนผู้คนทั่วไปว่า อย่าอดนอน เพราะจะทำให้สมองแก่ตัวเร็วขึ้น ยิ่งเป็นผู้สูงอายุด้วยแล้ว ยิ่งนอนน้อยเท่าใด สมองก็จะแก่หนักขึ้นเท่านั้น ซึ่งการค้นพบนี้ อาจช่วยทำให้เข้าใจได้ว่า เหตุใดจึงมีผู้สูงอายุเป็นโรคสมองเสื่อมเพิ่มมากขึ้น

นักวิจัยของโรงเรียนแพทย์ดุ้ค-เอ็นยูเอส สิงคโปร์ ได้ทำการศึกษาข้อมูลของผู้สูงอายุที่มีเชื้อจีน อายุเกิน 55 ปีขึ้นไป 66 ราย ด้วยการถ่ายภาพคลื่นสมองด้วยแม่เหล็กไฟฟ้า และวัดปริมาตรของสมองกับทดสอบสติปัญญาทางประสาทจิตวิทยา ได้พบว่า “ผู้ที่นอนน้อยโพรงสมองจะป่องออกอย่างรวดเร็ว และสติปัญญาก็จะเสื่อมลงด้วย เราพบว่าการนอนน้อยส่อให้เห็นว่าสมองแก่ลงอย่างรวดเร็ว” ดร.จิน โล หัวหน้านักวิจัยแจ้ง.

ที่มา : ไทยรัฐ 9 กรกฎาคม 2557

อยากเก่ง ง่ายนิดเดียว

dailynew140607_2เชื่อว่าจั่วหัวบทความมาอย่างนี้ คุณผู้อ่านหลายท่านที่มีลูกวัยต่าง ๆ อาจตั้งคำถามว่า

ง่ายนิดเดียว แต่ยากมากใช่ไหม? ตอบก่อนเลยว่าไม่ใช่ค่ะ

เมื่อต้นปีที่ผ่านมาศาสตราจารย์ด้านประสาทวิทยาทางพฤติกรรมจากมหาวิทยาลัยนอร์ธแคโรไลนาในสหรัฐอเมริกา ได้ออกหนังสือเล่มหนึ่งชื่อว่า The New Science of Learning (เรื่องใหม่เกี่ยวกับวิทยาศาสตร์ด้านการเรียนรู้) โดยสรุปหัวข้อต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้องกับการทำงานของสมองจากงานวิจัยที่ได้รับการตีพิมพ์ในวารสารนานาชาติมาแล้ว เป็นการแย้งกับความเชื่อดั้งเดิมที่คิดว่า พรสวรรค์และการทุ่มเทเป็นเพียง 2 อย่างเท่านั้นที่จะช่วยให้เราเก่งขึ้น แต่ความจริงแล้วมีสิ่งที่ง่ายกว่านั้นค่ะ

สอดคล้องกับเมื่อ 2 สัปดาห์ก่อนที่ได้มีโอกาสพูดคุยสอบถามเรื่องเดียวกันนี้กับ นพ.วิวัฒน์ โรจนพิทยากร คณะแพทยศาสตร์โรงพยาบาลรามาธิบดี มหาวิทยาลัยมหิดล  ในอดีตนั้นท่านเป็นผู้แทนองค์การอนามัยโลกประจำประเทศมองโกเลีย เคยได้รับรางวัลสมเด็จเจ้าฟ้ามหิดล ซึ่งเป็นรางวัลสูงสุดสำหรับผู้ทำประโยชน์ด้านการแพทย์และสาธารณสุขต่อมวลมนุษยชาติ จะว่าไปแล้วการได้รับตำแหน่งและรางวัลเหล่านี้ไม่ใช่เรื่องง่าย และก็คงไม่ใช่เฉพาะการใช้ความเก่งแต่เพียงอย่างเดียวเท่านั้น ซึ่งในตอนจบท่านก็ให้คำแนะนำมาด้วย สามารถปรับเอาไปใช้ได้ง่ายมากเลยค่ะ

ในหนังสือได้กล่าวถึงเรื่องของการเชื่อมโยงกระบวนความคิดและการเรียนรู้ไว้เป็นข้อ ๆ ดังนี้

1) งานวิจัยทางประสาทวิทยานั้นแสดงให้เห็นว่า เมื่อเราเรียนรู้อะไรใหม่ ๆ สมองจะเกิดความเปลี่ยนแปลง เช่น จากการสแกนสมองพบว่า เซลล์สมองจะพยายามหาตัวเชื่อมต่อไปยังเซลล์สมองอื่น ๆ เป็นการสร้างโครงข่ายของสมอง ซึ่งนั่นแสดงให้เห็นว่า การเรียนรู้ใหม่ ๆ นั้นกำลังเกิดขึ้น

2) เมื่อไหร่ก็ตามที่เราใช้หรือฝึกฝนสิ่งใหม่ ๆ ที่เราเพิ่งเรียนรู้มา โครงข่ายที่เชื่อมระหว่างเซลล์สมองนั้นจะยิ่งแข็งแรงขึ้น รวมถึงความสามารถในการเรียกคืนข้อมูลที่เก็บไว้ ก็ทำได้เร็วมากขึ้น

3) สิ่งที่สำคัญมากก็คือ เพื่อให้ได้โครงข่ายที่เชื่อมระหว่างเซลล์สมองที่ดีและแข็งแรง เมื่อได้รับหรือเรียนรู้ข้อมูลใหม่ ๆ จำเป็นที่จะต้องมีการฝึกฝน และถ้าจะให้กลายเป็นความจำระยะยาว ข้อมูลใหม่ ๆ นั้นควรจะอยู่บนพื้นฐานของข้อมูลเก่าด้วย

4) งานวิจัยทางประสาทวิทยายังชี้ด้วยว่า เพื่อให้ความจำนั้นยังคงอยู่แม้ไม่ได้ใช้ (เช่น ลองคิดถึงกรณีการขี่จักรยาน ซึ่งเมื่อไหร่ก็ตามที่เรากลับมาขี่ใหม่ก็ยังสามารถขี่ได้) จำเป็นจะต้องใช้ระยะเวลาของการฝึกฝนด้วยเช่นกัน

5) การเร่งเรียน หรือเร่งท่องจำ (คิดกรณีนักเรียนอ่านหนังสือก่อนสอบ 1 วัน หรือหลักสูตรอัดฉีดต่าง ๆ) ไม่ใช่การเรียนรู้ การเร่งเรียนนี้ไม่สามารถทำให้สมองสร้างความทรงจำถาวร ทำให้ไม่สามารถเรียกกลับมาใช้เมื่อระยะเวลาผ่านไปได้ ดังจะเห็นได้จากการที่เราลืมเรื่องที่เราเคยท่องได้หรือเรียนผ่านไปแล้ว

6) เราสามารถรู้ได้ว่า สิ่งที่เรียนอยู่เป็นการเรียนรู้จริงหรือไม่นั้น ดูได้จากความสามารถเชื่อมโยงความรู้ใหม่ที่ได้รับในสถานการณ์อื่น ๆ นอกเหนือจากห้องเรียน หรือนอกเหนือจากสิ่งที่สอนไปแล้วได้หรือไม่ เช่น คนที่ว่ายน้ำได้ จะต้องว่ายได้ทั้งที่สระว่ายน้ำ บึง บ่อ หรือแม้แต่ทะเลได้

7) เซลล์สมองจะพยายามเรียกหาตัวเชื่อมต่ออยู่ตลอดเวลาแม้กระทั่งก่อนที่จะเกิดการเรียนรู้ ซึ่งตัวเชื่อมต่อนี้จะเชื่อมระหว่างข้อมูลเก่ากับข้อมูลใหม่ ทำให้เราเข้าใจข้อมูลใหม่ได้ง่ายขึ้น ในทางเดียวกัน ถ้าสมองไม่เคยมีข้อมูลเรื่องนี้มาก่อนเลย เซลล์สมองไม่สามารถหาเซลล์สมองอื่นมาเชื่อมได้ สมองจะเก็บข้อมูลใหม่ไว้ในส่วนที่ตื้นที่สุด ทำให้สามารถลืมได้ทุกเมื่อ

8) การเรียนรู้ไม่สามารถเกิดขึ้นได้เลยถ้าไม่ฝึกฝน ไม่ว่าจะเป็น การฝึกซ้ำ การอ่าน การเขียน การคิด การพูด การมีส่วนร่วม ถ้าไม่เลือกทำสักอย่างหนึ่งนี้ ไม่มีทางที่จะเกิดการเรียนรู้ขึ้น

ในหนังสือนั้นได้เน้นย้ำถึงความสำคัญของปัจจัย 4 อย่างที่ส่งผลโดยตรงต่อสมอง และแน่นอนเป็นสิ่งที่เรารู้กันดีอยู่แล้ว นั่นก็คือ สารอาหาร น้ำ การนอน และการออกกำลังกาย ซึ่งหลายท่านทราบดีอยู่แล้ว แต่น้อยคนที่จะให้ความสำคัญกับทั้ง 4 อย่างผสมผสานกัน

ในหนังสือกล่าวไว้ว่า สมองคนเราใช้พลังงาน 25-30% ของพลังงานทั้งหมดที่ร่างกายมี นั่นหมายความว่า ถ้าร่างกายไม่ได้รับสารอาหารที่ถูกต้องเหมาะสมแล้ว สมองก็จะไม่ได้รับพลังงานไปด้วย และเมื่อสมองไม่ได้รับพลังงานก็ทำให้การทำงานของสมองแย่ลง นอกเหนือจากอาหารแล้ว น้ำเป็นสิ่งที่จำเป็นและสำคัญมากในการเรียนรู้ ศาสตราจารย์ด้านการแพทย์แบบบูรณาการประจำมหาวิทยาลัยชิคาโกของสหรัฐ ได้กล่าวถึงเรื่องนี้ไว้ว่า ในเซลล์สมองนั้น จะเก็บกักน้ำไว้เหมือนกับลูกบอลลูนเล็ก ๆ เพื่อให้เซลล์สมองมีสภาพสดใหม่เต็มอิ่ม เพื่อเตรียมพร้อมที่จะเรียนรู้ จำเป็นที่จะต้องมีน้ำเป็นส่วนประกอบ นอกจากนั้นแล้วน้ำยังช่วยให้สมองผลิตฮอร์โมนและให้สารสื่อประสาทในสมองทำงานได้ดีขึ้นด้วย

ศาสตราจารย์ด้านจิตเวชจากมหาวิทยาลัยฮาร์วาร์ดในสหรัฐ ยังเน้นด้วยว่าการนอนหลับส่งผลกระทบโดยตรงต่อการจำ คนที่นอนน้อยจะทำให้ความสามารถในการเรียกข้อมูลต่ำลง 19% คนที่ไม่ได้นอนเลยจะมีความสามารถในการจดจำแค่ 50% เท่านั้น รวมถึง 2 ชั่วโมงสุดท้ายในการนอนถือว่าสำคัญที่สุดที่ข้อมูลต่าง ๆ จะถูกเคลื่อนย้ายไปยังสมองส่วนที่จดจำที่ดีที่สุด นอกจากนั้นแล้วการนอนยังมีความสำคัญมาก เพราะเป็นการเคลียร์พื้นที่สมองให้มีที่ว่างสำหรับจดจำข้อมูลในวันต่อ ๆ ไป

ในตอนท้ายนั้น หนังสือเล่มนี้ยังย้ำงานวิจัยที่กล่าวว่าการออกกำลังกายอย่างเหมาะสมทำให้ช่วยพัฒนาการเรียนรู้ เพราะเมื่อไหร่ก็ตามที่เราออกกำลังกาย สมองจะหลั่งสารสารเคมีและโปรตีนออกมาจำนวนมาก ซึ่งโปรตีนและสารสื่อเคมีนี้เป็นตัวการสำคัญในการเพิ่มศักยภาพของสมองในการรับข้อมูล ประมวลผลข้อมูล รวมถึงการจดจำที่ดีขึ้นอีกด้วยค่ะ

สุดท้ายแล้ว นายแพทย์วิวัฒน์ได้กล่าวไว้ว่า การเรียนรู้ที่ดีและมีความหมายที่สุดคือการเรียนรู้อย่างเข้าใจ อย่าเรียนเพื่อให้แค่รู้ แต่ต้องเข้าใจด้วยว่ามันเกิดมาจากอะไร การทำความเข้าใจไม่ใช่จะเกิดได้เอง แต่ต้องใช้ทักษะหลายอย่างประกอบกันทั้งทำซ้ำ คิดซ้ำ เหนือสิ่งอื่นใดความเก่งคือการบังคับตัวเองให้ได้ ซึ่งก็ทำได้ง่ายนิดเดียวถ้าตั้งใจทำ.

อ.ดร.ปรียาสิริ มานะสันต์
โครงการพัฒนาศักยภาพประชากรไทย
คณะแพทยศาสตร์ โรงพยาบาลรามาธิบดี มหาวิทยาลัยมหิดล

 

ที่มา : เดลินิวส์ 7 มิถุนายน 2557

ทำหลายอย่างได้ในเวลาเดียวกัน ดีจริงหรือ

dailynew140503_02อัลเบิร์ต ไอน์สไตน์ อัจฉริยะของโลกเคยกล่าวเอาไว้ว่า

“ใครก็ตามที่สามารถขับรถได้อย่างปลอดภัยในขณะที่จูบสาวสวยไปด้วยได้ แสดงว่าคน ๆ นั้นไม่ได้ตั้งใจจูบจริงจังแน่”

คำกล่าวนี้เป็นตัวยืนยันถึงเรื่องของการตั้งใจจดจ่อได้ดีทีเดียวค่ะ

ในยุคสมัยที่ทุกอย่างดูรีบเร่งต้องทำงานแข่งกับเวลาอย่างนี้ ภาพที่เราเห็นจนชินตาเวลาใช้รถบนท้องถนนเมื่อตอนรถติดหรือรถกำลังแล่นไปช้า ๆ ก็คือ คนบางคนเลือกจะกินอาหารเช้าไปด้วย ในขณะที่หญิงสาวอีกหลายคนกำลังแต่งหน้า หรือถ้าจะให้แย่ไปกว่านั้น ก็คือการพิมพ์ข้อความหรือการคุยโทรศัพท์ไปด้วย

ถึงแม้ว่าเรื่องของประสิทธิ ภาพของสมองเมื่อต้องใช้ทำงานหลาย ๆ อย่างเวลาเดียวกันนั้นจะยังเป็นเรื่องที่น่ากังขา เช่นเดียวกับไอเดียของคนส่วนใหญ่ที่คิดว่าตัวเองเป็นพวก “มีความสามารถทำหลายอย่างได้” โดยเฉพาะในหนุ่มสาวเจเนอเรชั่นนี้ที่โตมาพร้อมกับวิดีโอเกม โทรศัพท์มือถือ และเครื่องแก็ดเจ็ตต่าง ๆ แล้วนั้น หารู้ไม่ว่า จริง ๆ แล้ว งานวิจัยได้ระบุไว้ว่า คนที่ยิ่งทำอะไรหลายอย่างมากเท่าไหร่ ประสิทธิภาพของทักษะก็จะน้อยลงมากเท่านั้น แต่ถ้าถามว่า แล้วคนที่มีความสามารถจริง ๆ (ไม่ใช่แค่อ้างหรือคิดว่าตนมี) ในการทำหลาย ๆ อย่างพร้อมกันจะมีบ้างไหม จะว่าไปแล้วจากการทดสอบก็มีค่ะ แต่น้อยมาก

ในทางทฤษฎีแล้ว การที่เราจะมีความตั้งใจจดจ่อในการทำอะไรสักอย่างหนึ่งก็หมายถึง เราต้องพุ่งความสนใจไปที่สิ่งนั้นเพียงอย่างเดียว ความตั้งใจในที่นี้โดยกระบวนการทำงานแล้วเป็นการขยายความสามารถบางอย่างในขณะที่ลดความสามารถอย่างอื่นลง

อาจมีคนเถียงว่า เราสามารถขับรถไปด้วยพร้อมกับคุยโทรศัพท์ไปด้วยได้แถมยังจดจำได้ดีว่าปลายสายพูดว่าอะไร แสดงว่าเราใช้ทักษะความสามารถทั้งในการขับรถและการตั้งใจฟังข้อมูลจากโทรศัพท์ด้วยไม่ใช่หรือ ในทางหลักการแล้ว ไม่ใช่เลย การที่เราขับรถเป็นการดึงระบบประสาทอัตโนมัติมาใช้ เป็นเพราะว่าเราจำได้ว่า ถ้าเราจะไปข้างหน้า ก็แค่เหยียบคันเร่ง และถ้าเราจะหยุด ก็แค่เหยียบเบรก จะว่าไปแทบไม่ได้ใช้ทักษะสำคัญอื่น ๆ เสียด้วยซ้ำ

ลองคิดในทางกลับกัน ถ้าเราขับรถพร้อมกับคุยโทรศัพท์ไปสักพักพบว่า น้ำมันเต็มถนนทำให้รถเสียการทรงตัว คนส่วนใหญ่คงเลือกที่จะวางสายโทรศัพท์หรือไม่ก็คงฟังแบบไม่ตั้งใจ แล้วมาจดจ่อกับการขับรถแทน นั่นคือการเพิ่มขีดความสามารถของความตั้งใจไปยังสิ่งหนึ่งสิ่งใดมากกว่าอีกสิ่งหนึ่งตามทฤษฎีนั่นเอง

ในช่วง 10 ปีที่ผ่านมา งานวิจัยจำนวนมากเชื่อมโยงถึงความสามารถของการประมวลผลของสมอง ในขณะที่ทำกิจกรรม 2 อย่างพร้อมกัน ตัวอย่างที่ดีที่สุดคือการจับคลื่นสมองพร้อมกับความสามารถในการมองเห็นในขณะที่คุยโทรศัพท์ขณะขับรถ ผลที่ได้ก็คือ ความสามารถของเราแย่ลงอย่างรุนแรงเมื่อไหร่ก็ตามที่เราทำอะไร 2 อย่างพร้อม ๆ กัน ถึงแม้ว่าจริง ๆ แล้ว นักวิจัยจะพุ่งเป้าไปที่ทักษะการประมวลผลความคิดขั้นสูง แต่ก็กลับพบด้วยว่า กิจกรรมง่าย ๆ เช่น การเดินไปด้วยคุยโทรศัพท์ไปด้วย หรือแม้แต่เคี้ยวหมากฝรั่งไปด้วย ก็สามารถทำให้ประสิทธิภาพของความคิดลดลงเช่นเดียวกันค่ะ

คุณผู้อ่านอาจสงสัยว่าแล้วถ้าเป็นการคุยโทรศัพท์แบบแฮนด์ฟรีล่ะ จะพอช่วยได้หรือไม่

จากผลการทดลองพบว่า คนที่คุยโทรศัพท์ขณะขับรถไม่ว่าจะใช้มือจับโทรศัพท์หรือไม่ จะมีความสามารถทางการมองเห็นลดลงครึ่งหนึ่ง นั่นก็หมายถึง โอกาสที่จะไม่ทันสังเกตว่ามีวัตถุอะไรอยู่ด้านหน้าก็มีเพิ่มมากขึ้น และจากการสแกนสมองพบด้วยว่า การตอบสนองขณะที่คุยโทรศัพท์จะลดลงเกือบครึ่ง นั่นคือ ถ้ามีคนเดินตัดหน้ารถ กว่าจะสังเกตเห็นก็อาจอยู่ในระยะกระชั้นชิด รวมถึงความไวในการชะลอความเร็วก็จะลดลงอันเนื่องจากสมองทำงานช้าลง ในเรื่องเดียวกันงานวิจัยที่ถูกตีพิมพ์เมื่อปี ค.ศ. 2006 ก็คือ คนที่คุยโทรศัพท์ขณะขับรถจะเป็นพวกที่ขับรถได้แย่กว่าคนที่ดื่มแอลกอฮอล์ไม่เกินที่กฎหมายกำหนดเสียอีก

แต่ถึงตรงนี้ เป็นที่น่าแปลกที่ในชีวิตจริง คนที่คิดว่าตัวเอง “มีความสามารถในการทำหลายอย่างในเวลาเดียวกัน” มีมากขึ้น และมองว่าเป็นจุดเด่นมากกว่าจุดด้อย ทั้งที่จริงแล้ว คนที่มีลักษณะดังกล่าวแล้วมักจะมีความสามารถของการทำงานของสมองส่วนของการประมวลผลในระดับต่ำ  แต่ยังให้ค่าประสิทธิภาพของงานเหล่านั้นสูงเกินความเป็นจริง รวมถึงเป็นคนหุนหันพลันแล่นและถูกกระตุ้นง่าย หรือจะกล่าวให้เข้าใจง่ายก็คือ ความสามารถที่คิดว่าตัวเองมีกับประสิทธิภาพของงานนั้นสวนทางกันศาสตราจารย์ด้านจิตวิทยาของมหาวิทยาลัยบาธในอังกฤษกล่าวสรุปไว้ว่า การแบ่งความตั้งใจไปทำหลาย ๆ อย่าง จะเป็นการกีดขวางศักยภาพมากกว่าการส่งเสริมเสียอีก

ถึงตรงนี้เราจึงไม่พบว่า ไอน์สไตน์จะทำหลายอย่างในเวลาเดียวกันเลยนั่นเอง.

** สำหรับพ่อแม่ผู้ปกครองที่มีบุตรหลานที่เข้าข่ายมีภาวะสมาธิสั้นและสนใจเรื่องการบำบัดพฤติกรรม สามารถนัดเพื่อขอคำแนะนำและได้รับการประเมินเบื้องต้นได้ที่ 0-2200-4029 ค่ะ

อ.ดร.ปรียาสิริ มานะสันต์
โครงการพัฒนาศักยภาพประชากรไทย
คณะแพทยศาสตร์โรงพยาบาลรามาธิบดี มหาวิทยาลัยมหิดล

ที่มา : เดลินิวส์  3 พฤษภาคม 2557

รู้เปล่า? ผลวิจัยชี้ “นอนหลับ” ช่วยกำจัดขยะสมอง

matichon131022_001ผลงานวิจัยตีพิมพ์ลงในวารสารไซน์ส เปิดเผยเมื่อเร็วๆ นี้ชี้ว่า ระหว่างการนอนหลับสมองจะเกิดกระบวนการกำจัดขยะ และยังเป็นกระบวนการที่ช่วยป้องกันโรคอีกด้วย ซึ่งผลการค้นคว้าดังกล่าวตอบคำถามที่ว่า เพราะเหตุใดมนุษย์จึงต้องใช้เวลานอนหลับถึง 1 ใน 3 ของชีวิต และอาจช่วยรักษาอาการสมองเสื่อมรวมถึงความผิดปกติทางระบบประสาทอื่นๆ ได้อีกด้วย

ทีมวิจัยจากมหาวิทยาลัยศูนย์การแพทย์โรเชสเตอร์ ในนครนิวยอร์ก สหรัฐอเมริกา นำโดยนายไมเคน เนเอร์การ์ด ได้ทำการทดลองในหนูทดลอง พร้อมสังเกตการกำจัดเซลล์ขยะ รวมไปถึงโปรตีนที่ชื่อว่าแอมีลอยด์ บีตา โปรตีนที่ก่อให้เกิดอาการสมองเสื่อม ทางหลอดเลือดเข้าสูระบบหมุนเวียนของร่างกายก่อนที่จะถูกส่งไปยังตับ

นักวิจัยชี้ว่าน้ำหล่อสมองไขสันหลังซึ่งถูกสูบฉีดเข้าไปในสมองจะทำหน้าที่กำจัดขยะดังกล่าวในช่วงเวลาที่กำลังหลับ โดยช่วงเวลาดังกล่าวเป็นช่วงที่เซลล์หดตัวส่งผลให้น้ำหล่อสมองไขสันหลังสามารถเคลื่อนที่ไปทั่วสมองได้อย่างรวดเร็วและกำจัดขยะได้อย่างมีประสิทธิภาพมากกว่าตอนที่ตื่นอยู่ถึง 10 เท่า โดยนักวิทยาศาสตร์เรียกกระบวนการดังกล่าวว่าระบบ กลิมพาติก

ที่มา: มติชน 22 ตุลาคม 2556

.

Related Article:

.

scientists say they have found why we sleep

Why do we sleep? To clean our brains, say US scientists

Cerebral spinal fluid found to pump around the brain of sleeping mice, flushing out waste products like a biological dishwasher

Ian Sample, Science correspondent
theguardian.com, Friday 18 October 2013

Scientists in the US claim to have a new explanation for why we sleep: in the hours spent slumbering, a rubbish disposal service swings into action that cleans up waste in the brain.

Through a series of experiments on mice, the researchers showed that during sleep, cerebral spinal fluid is pumped around the brain, and flushes out waste products like a biological dishwasher.

The process helps to remove the molecular detritus that brain cells churn out as part of their natural activity, along with toxic proteins that can lead to dementia when they build up in the brain, the researchers say.

Maiken Nedergaard, who led the study at the University of Rochester, said the discovery might explain why sleep is crucial for all living organisms. “I think we have discovered why we sleep,” Nedergaard said. “We sleep to clean our brains.”

Writing in the journal Science, Nedergaard describes how brain cells in mice shrank when they slept, making the space between them on average 60% greater. This made the cerebral spinal fluid in the animals’ brains flow ten times faster than when the mice were awake.

The scientists then checked how well mice cleared toxins from their brains by injecting traces of proteins that are implicated in Alzheimer’s disease. These amyloid beta proteins were removed faster from the brains of sleeping mice, they found.

Nedergaard believes the clean-up process is more active during sleep because it takes too much energy to pump fluid around the brain when awake. “You can think of it like having a house party. You can either entertain the guests or clean up the house, but you can’t really do both at the same time,” she said in a statement.

According to the scientist, the cerebral spinal fluid flushes the brain’s waste products into what she calls the “glymphatic system” which carries it down through the body and ultimately to the liver where it is broken down.

Other researchers were sceptical of the study, and said it was too early to know if the process goes to work in humans, and how to gauge the importance of the mechanism. “It’s very attractive, but I don’t think it’s the main function of sleep,” said Raphaelle Winsky-Sommerer, a specialist on sleep and circadian rhythms at Surrey University. “Sleep is related to everything: your metabolism, your physiology, your digestion, everything.” She said she would like to see other experiments that show a build up of waste in the brains of sleep-deprived people, and a reduction of that waste when they catch up on sleep.

Vladyslav Vyazovskiy, another sleep expert at Surrey University, was also sceptical. “I’m not fully convinced. Some of the effects are so striking they are hard to believe. I would like to see this work replicated independently before it can be taken seriously,” he said.

Jim Horne, professor emeritus and director of the sleep research centre at Loughborough University, cautioned that what happened in the fairly simple mouse brain might be very different to what happened in the more complex human brain. “Sleep in humans has evolved far more sophisticated functions for our cortex than that for the mouse, even though the present findings may well be true for us,” he said.

But Nedergaard believes she will find the same waste disposal system at work in humans. The work, she claims, could pave the way for medicines that slow the onset of dementias caused by the build-up of waste in the brain, and even help those who go without enough sleep. “It may be that we can reduce the need at least, because it’s so annoying to waste so much time sleeping,” she said.

SOURCE : www.theguardian.com

กินน้ำตาลมากฉลาดน้อยจริงหรือ?

dailynews131012_001ในสภาวะสังคมที่มีร้านอาหาร ร้านเบเกอรี่ ร้านขายขนม ร้านกาแฟอยู่มากมายรอบตัว คุณผู้อ่านเคยสังเกตบ้างไหมคะว่า ในวัน ๆ หนึ่ง เราทานอาหาร เครื่องดื่ม หรือขนมที่ไม่มีสารอาหารอันจำเป็นต่อร่างกาย มากมายขนาดไหนกัน

เราเคยได้ยินว่าการกินน้ำตาลมากเกินไปเสี่ยงต่อการเกิดโรคหลายโรค ไม่ว่าจะเป็นโรคหัวใจ โรคมะเร็ง โรคอ้วน หรือแม้กระทั่งตับล้มเหลว ใครจะเชื่อว่าเมื่อ 10,000 ปีก่อน คนเรากินน้ำตาลแค่ 20 ช้อนชาต่อปี แต่ในปัจจุบันเรากินถึง 27 กิโลกรัมต่อปีต่อคน ซึ่งนับได้ว่าเป็นจำนวนมากขึ้นและมากขึ้นทุกปี

โดยเฉพาะอย่างยิ่ง น้ำตาลฟรักโทสคอร์นไซรัป (หรือน้ำตาลปรุงแต่งที่ห่างไกลกับธรรมชาติ ตามชื่อที่ว่า คอร์นคือ ข้าวโพด) ถึงแม้ว่าจะมีต้นกำเนิดมาจากข้าวโพดก็จริง แต่สูตรการปรุงแต่งน้ำตาลที่ยังคงเป็นความลับทำให้ตัวน้ำตาลแทบจะไม่หลงเหลือความเป็นน้ำตาลข้าวโพดอยู่เลย

ในขณะที่น้ำตาลแดงหรือน้ำตาลซูโครส โดยทั่วไปจะมีโมเลกุลคู่ 2 ตัว นั่นคือ กลูโคสกับฟรักโทสอยู่เท่า ๆ กัน เกาะเกี่ยวเป็นเกลียว เมื่อคนเราทานเข้าไปแล้ว น้ำย่อยเราจะย่อยน้ำตาลแดงนี้ให้เป็นโมเลกุลที่เล็กที่สุดเพื่อเข้าสู่ร่างกายไปใช้เป็นพลังงานต่อไป ส่วนน้ำตาลฟรักโทสคอร์นไซรัปไม่ได้มีสัดส่วนโมเลกุลระหว่างกลูโคสกับฟรักโทสเท่า ๆ กัน ไม่ได้เรียงตัวกันเป็นแบบแผน อีกทั้งยังมีความกระจายตัวของโมเลกุลเป็นอย่างมาก ดังนั้นเมื่อเรากินน้ำตาลประเภทนี้เข้าไป น้ำตาลก็จะถูกดูดซึมเข้าสู่กระแสเลือดอย่างรวดเร็ว ฟรักโทสจำนวนหนึ่งจะพุ่งตรงเข้าสู่ตับ เราจึงพบได้ว่า คนที่รับประทานน้ำตาลมากเกินไปส่วนหนึ่งจะมีภาวะไขมันพอกตับ และจะมีภาวะตับแข็งได้ ทั้งที่ไม่ได้ดื่มแอลกอฮอล์

ในขณะที่ฟรักโทสอีกส่วนหนึ่งจะไปทำให้ฮอร์โมนอินซูลินสูงขึ้น จึงเป็นสาเหตุที่ทำให้เกิดโรคอ้วน น้ำหนักเกิน โรคหัวใจ และโรคมะเร็งนั่นเองค่ะ

เมื่อกลางปีที่แล้ว ศาสตราจารย์ด้านประสาทวิทยาจากมหาวิทยาลัยแคลิฟอร์เนีย-ลอสแอนเจลิส ได้ทำงานวิจัยที่ถูกตีพิมพ์ลงวารสารด้านสรีรวิทยาของสหรัฐ กล่าวถึงผลกระทบของน้ำตาลฟรักโทสคอร์นไซรัปที่ส่งผลทำให้สมองมีประสิทธิภาพลดลง โดยการนำหนูทดลองมาเลี้ยงให้ฝึกหาทางออกอยู่ในเขาวงกตเป็นเวลา 5 วัน ในช่วงนี้ให้หนูกินอาหารหนูและน้ำเปล่าเป็นประจำทุกวัน หลังจากนั้นอีก 6 สัปดาห์เริ่มเปลี่ยนน้ำจากน้ำเปล่าเป็นน้ำที่ผสมฟรักโทสคอร์นไซรัปขนาดความเข้มข้น 15% แล้วมาทดสอบโดยปล่อยหนูลงไปในเขาวงกตอีกครั้ง

นักวิจัยพบว่า หนูเดินช้าลงบางตัวเดินกลับไปกลับมาแทนที่จะเดินไปข้างหน้า รวมถึงใช้เวลานานกว่าเดิมในการหาทางออกได้ และเมื่อมีการสแกนสมองหนูก็พบว่า เส้นใยประสาทของสมองทำงานติดขัดรวมถึงการเชื่อมโยงของเซลล์สมองก็ช้าลงอย่างเห็นได้ชัด

จากงานวิจัยนี้ทำให้ได้ข้อสรุปว่า การกินน้ำตาลจำนวนมากทำให้สารสื่อประสาททำงานเชื่อมโยงไม่เป็นระบบ อีกทั้งยังส่งผลโดยตรงต่อการเรียนรู้ที่แย่ลงและอาจทำให้เกิดภาวะหลงลืม นอกจากนี้ยังทำให้ระดับอินซูลินในเลือดสูงขึ้น ซึ่งอินซูลินนี้ไม่เพียงเกี่ยวเนื่องกับระบบการทำงานของร่างกายโดยภาพรวม แต่ยังเกี่ยวข้องกับการทำงานของสมองส่วนที่เกี่ยวกับความจำโดยตรง อาจกล่าวได้ว่า ระดับอินซูลินที่สูงขึ้นสกัดกั้นการส่งสัญญาณของเส้นประสาทของสมอง หรือจะให้เข้าใจง่ายกว่านั้นก็คือ การกินน้ำตาลนี้จะไปกั้นการสื่อสารระหว่างเซลล์สมอง 2 เซลล์ มีผลทำให้คิดช้าและสมองประมวลผลข้อมูลได้ยากขึ้น

เรื่องนี้นักวิจัยได้สรุปในตอนท้ายว่า การทำงานของสมองจะช้าลงอย่างแน่นอนถ้ารับประทานน้ำตาลฟรักโทสคอร์นไซรัปต่อเนื่องกันเป็นระยะเวลานาน

ส่วนคำถามที่ว่าเราจะพบน้ำตาลฟรักโทสคอร์นไซรัปที่ไหนได้บ้าง คำตอบก็คือ น้ำอัดลมต่าง ๆ เครื่องปรุงอาหาร ซอสต่าง ๆ รวมถึงขนมขบเคี้ยว และที่น่าตกใจก็คือ อาหารที่เขียนว่าเด็กเล็กสามารถกินได้ก็มีน้ำตาลประเภทนี้อยู่มากเช่นเดียวกัน

สำหรับผู้ใหญ่การเลือกกินอาหารเป็นสิ่งที่จะช่วยทำให้ร่างกายทำงานได้ดีขึ้น แข็งแรงขึ้น แต่สำหรับเด็กเล็กที่สมองจำเป็นจะต้องได้รับการพัฒนาอย่างเต็มที่ การเลือกอาหารที่กินอย่างเดียวคงไม่พอ คงเป็นหน้าที่ของคุณพ่อคุณแม่ที่จะต้องหลีกเลี่ยงสารอาหารที่ไม่เป็นประโยชน์ต่อร่างกายเช่นเดียวกันค่ะ.

อ.ดร.ปรียาสิริ มานะสันต์
โครงการพัฒนาศักยภาพประชากรไทย
คณะแพทยศาสตร์โรงพยาบาลรามาธิบดี มหาวิทยาลัยมหิดล

ที่มา: เดลินิวส์ 12 ตุลาคม 2556

.

Related Article:

.

What’s Wrong With High Fructose Corn Syrup?

High fructose corn syrup, HFCS, also known as glucose/fructose in Canada, is a sweetener used in most packaged foods and soft drinks. It is cheaper to produce than refined sugar mostly due to large government subsidies.

It is good to see that more people are becoming aware of the consequences of eating food (or should I say non-food) containing HFCS.

Concerns about HFCS contributing to diabetes and obesity are real. There is an increasing amount of experimental data supporting these claims! Some companies such as Heinz, and Hunts, are bowing under pressure and running adds stating the product or drink does not contain HFCS.

Buyer beware, they are back to using sugar, trying to trick consumers into believing that sugar is much better for us!

Also, now that the public have been alerted to the dangers, the corn refiners association wants the FDA to change the name of high fructose corn syrup to corn sugar. Same product, different name.

A little background

Use of HFCS in processed foods began in the 70’s and gradually replaced cane and beet sugar in foods.
The 80’s showed a huge spike in the use of HFCS and not surprisingly this coincides with skyrocketing obesity.
85% of HFCS is made from genetically modified corn.

HFCS can be found in candies, juice, ketchup, canned fruits and vegetables, aperetifs, chocolate, frozen meals, vitamins, cough syrup, crackers, mayonnaise, salad dressing, pastry, ice cream, cookies, yogurt, yogurt drinks, gum, jam, etc.

The trouble with HFCS?

There is no level of satiation.

Here’s what happens…

Sugar, glucose and other sugars cause the pancreas to produce insulin. Fructose does not. Fructose also has no effect on the production of leptin, a hormone produced by the body’s fat cells. Both insulin and leptin signal the body to start suppressing appetite.

When soft drinks were sweetened with sugar if you drank a lot you would probably vomit. Now you can drink a few liters and the body will tolerate it. You can also consume a whole bag of cookies and want to eat more. The same holds true for any snack sweetened with HFCS.

Also, HFCS does not raise glycemic levels, it is transformed into triglycerides, which is a kind of fat, which is found in the blood and deposited in the arteries. It raises our cholesterol and is a major factor in the cause of heart disease, heart attack and other health disorders.

Sugar and HFCS have some of the same effects on the body…here are only a few

  • Immediately depresses the immune system
  • Increases acidity in the body
  • Increases free radicals
  • Can contribute to hyperactivity, anxiety and depression
  • Causes cavities

 

How to Avoid High Fructose Corn Syrup?

1. Drink pure water, kick your soft drink habit. If you have a real addiction, reduce slowly to avoid severe withdrawal symptoms, severe headaches, etc.

2. Cook more from scratch. Making your own healthy food instead of consuming processed packaged food is one way to ensure you are not consuming HFCS.

3. Read labels carefully. If you do buy packaged foods read the labels and avoid foods with HFCS.

4. If you need to use sweetener, choose a natural sweetener

Once you start making healthy eating choices and following a healthy diet it is easy to avoid foods that contain high fructose corn syrup.

The healthier you eat the more you crave healthy foods.

 

SOURCE: www.health-and-natural-healing.com

นอนกลางวัันจำเป็น กับสมองของเด็กเล็ก

thairath131007_002นักวิจัยมหาวิทยาลัยแมสซาชูเสตต์ แอมเฮิร์สท์ ที่อเมริกาแนะว่า ควร จะให้เด็กเล็กวัย 3–5 ขวบ นอนหลับกลางวันหลังกินอาหาร นานสัก 1 ชม. จะช่วยใน การเรียนรู้ของเขา ทำให้มีความจำติดแน่นขึ้น สามารถจำบทเรียนในชั้นอนุบาลดีขึ้น

คณะนักวิจัยได้รายงานผลการศึกษาในวารสารของ “สมาคมวิทยาศาสตร์แห่งชาติ” ว่า เราจะเห็นผลของการให้นอนได้ ตั้งแต่เด็กตื่นนอนขึ้นไปจนกระทั่งวันใหม่ รายงานอ้างว่า การนอนเป็นสิ่งที่ไม่อาจจะขาดได้ของการเปลี่ยนแปลงทางกายภาพและจิตใจ ซึ่งเกิด ขึ้นมาจากการที่สมองเป็นผู้รวบรวม เรียบเรียง และเป็นการสร้างข้อมูลขึ้นมาใหม่ โดยความจำระยะสั้น จะถูกตกผลึก กลายเป็นส่วนของความจำระยะยาวหรือความจำถาวร ซึ่งการ นอนหลับจะช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการเปลี่ยนความจำระยะสั้นให้เป็นความจำระยะยาว

เด็กที่ได้นอน จะทำงานที่เกี่ยวกับภาพและพื้นที่ ตั้งแต่เวลานั้นไป จนถึงวันรุ่งขึ้นได้เก่งขึ้น เมื่อเทียบกับเพื่อนคนที่ไม่ได้นอนอย่างเห็นได้ชัด คุณหนูเหล่านั้นจะจำความรู้ใหม่ในวันต่อมาได้เพิ่มมากขึ้นอีกร้อยละ 10 ถ้าได้นอนกลางวัน

ดร.โรเบิร์ต สกอตต์ จัปป์ แห่งราชวิทยาลัยแพทย์กุมารเวชศาสตร์ และอนามัยเด็กของอังกฤษให้ความเห็นว่า “ในแต่ละวันเด็กเล็กๆ เหมือนกับจมอยู่ในบ่อแห่งความรู้

ยิ่งโตขึ้นก็อยากรู้อยากเห็นโลกรอบๆตัวเอง และเป็นตัวของตัวเองมากขึ้น แต่พวกเขาจะตื่นตัวเต็มที่ได้ก็ต่อเมื่อได้นอนระหว่างวันนานประมาณวันละ 11-13 ชม. เพื่อที่สมองจะได้พักและพร้อมที่จะเติมความรู้เข้าไปใหม่สำหรับวันหน้า บัดนี้เรารู้แล้วว่า การนอนตอนกลางวันก็สำคัญไม่แพ้ตอนกลางคืน หากว่าพวกเขาไม่ได้นอนก็จะหัวเสีย ขี้ลืมและไม่มีสมาธิ”.

ที่มา: ไทยรัฐ 7 ตุลาคม 2556

.

Related Article:

.

bbc130924_001

‘Afternoon naps’ aid children’s learning

24 September 2013

Getting young children to take an hour-long nap after lunch could help them with their learning by boosting brain power, a small study suggests.

A nap appeared to help three-to-five-year-olds better remember pre-school lessons, US researchers said.

University of Massachusetts Amherst researchers studied 40 youngsters and report their findings in Proceedings of the National Academy of Sciences.

The benefit persisted in the afternoon after a nap and into the next day.

The study authors say their results suggest naps are critical for memory consolidation and early learning.


This is important, because pre-school nurseries are divided on whether they should allow their children a nap”

Paediatrician Dr Robert Scott-Jupp

When the children were allowed a siesta after lunch they performed significantly better on a visual-spatial tasks in the afternoon and the next day than when they were denied a midday snooze.

Following a nap, children recalled 10% more of the information they were being tested on than they did when they had been kept awake.

Close monitoring of 14 additional youngsters who came to the researchers’ sleep lab revealed the processes at work in the brain during asleep.

As the children napped, they experienced increased activity in brain regions linked with learning and integrating new information.

Memory aid

Lead investigator Rebecca Spencer said: “Essentially we are the first to report evidence that naps are important for preschool children.

“Our study shows that naps help the kids better remember what they are learning in preschool.”

She said while older children would naturally drop their daytime sleep, younger children should be encouraged to nap.

Dr Robert Scott-Jupp, of the Royal College of Paediatrics and Child Health, said: “It’s been known for years that having a short sleep can improve the mental performance of adults, for example doctors working night shifts. Up until now, no-one has looked at the same thing in toddlers. This is important, because pre-school nurseries are divided on whether they should allow their children a nap.

“Toddlers soak up a huge amount of information everyday as they become increasingly inquisitive about the world around them and begin to gain independence.

“To be at their most alert toddlers need about 11-13 hours of sleep a day, giving their active minds a chance to wind down and re-charge, ready for the day ahead. We now know that a daytime sleep could be as important as a nighttime one. Without it, they would be tired, grumpy, forgetful and would struggle to concentrate.”

SOURCE : www.bbc.co.uk

ความรักไม่ทรมาน หายเจ็บปวดร้าวราน

Credit: wugange.com

Credit: wugange.com

นักแต่งเพลงตั้งแต่ไหนแต่ไรมามักจะโทษว่า ความรักทำให้เจ็บปวดร้าวราน แต่บัดนี้นักวิทยาศาสตร์เถียงได้ว่า ความรักทำให้คลายเจ็บปวดก็มี

นักวิจัยมหาวิทยาลัยสแตมฟอร์ดของอเมริกา ได้ทดลองกับนักศึกษา 15 คน มาทรมานให้เกิดความเจ็บปวดเล็กน้อยพร้อมกับใช้เครื่องตรวจวัดคลื่นสมองคอยจับการทำงานของสมองดูด้วย เพราะเป็นที่ทราบกันว่า ความรู้สึกในความรักอย่างรุนแรงก่อให้สมองหลายส่วนเกิดปฏิกิริยาอย่างคึกคัก แล้วคอยจับตาดูว่า เมื่อพวกเขาเห็นภาพคนรักจะแสดงอาการอย่างใดบ้าง

คณะวิจัยได้พบว่า การได้เห็นรูปคนรักทำให้พวกเขาคลายความรู้สึกเจ็บปวดลงได้มากกว่าได้เห็นรูปคนที่แค่รู้จักเท่านั้น

ศาสตราจารย์ปอล กิลเบิร์ต แพทย์ผู้ชำนาญด้านประสาทและจิตเวช มหาวิทยาลัยเดอร์บี้ แสดงความเห็นว่า ความสัมพันธ์ของอารมณ์กับความรู้สึกเจ็บปวดนั้นสามารถเห็นได้ชัด “ตัวอย่างอันหนึ่ง ก็คือ นักฟุตบอลที่บาดเจ็บก็ยังโขยกเขยกทนเจ็บเล่นต่อไปได้ก็เพราะกำลังมีอารมณ์สู้”

ที่มา: ไทยรัฐ 30 กันยายน 2556

.

Related Article:

.

Credit: weheartit.com

Credit: weheartit.com

Love can ease pain, say brain researchers

14 October 2010

Love hurts, at least according to many a romantic songwriter, but it may also help ease pain, US scientists suggest.

Brain scans suggest many of the areas normally involved in pain response are also activated by amorous thoughts.

Stanford University researchers gave 15 students mild doses of pain, while checking if they were distracted by gazing at photos of their beloved.

The study focused on people early in a romance, journal PLoS One reported, so the “drug of love” may wear off.

The scientists who carried out the experiment used “functional magnetic resonance imaging” (fMRI) to measure activity in real-time in different parts of the brain.

It has been known for some time that strong feelings of love are linked to intense activity in several different brain regions.

These include areas linked to the brain chemical dopamine, which produces the brain’s feel-good state following certain stimulants – from eating sweets to taking cocaine.

“Light up”

The Stanford University researchers had noticed that when we feel pain, some of the same areas “light up” on the scans – and wondered whether one might affect the other.

They recruited a dozen students who were all in the first nine months of a relationship, defined as “the first phase of intense love”.

Each was asked to bring in a picture of the object of their affection and photos of what they deemed an equally attractive acquaintance.


It’s important to recognise that people who feel alone and depressed may have very low pain thresholds, whereas the reverse can be true for people who feel secure and cared for”

Professor Paul GilbertUniversity of Derby

While their brains were scanned, they were shown these pictures, while a computer controlled heat pad placed in the palm of their hand was set up to cause them mild pain.

They found that viewing the picture of their beloved reduced perceptions of pain much more than looking at the image of the acquaintance.

Dr Jarred Younger, one of the researchers involved, said that the “love-induced analgesia” appeared to involve more primitive functions of the brain, working in a similar way to opioid painkillers.

“One of the key sites is the nucleus accumbens, a key reward addiction centre for opioids, cocaine and other drugs of abuse.

“The region tells the brain that you really need to keep doing this.”

Professor Paul Gilbert, a neuropsychologist from the University of Derby, said that the relationship between emotional states and the perception of pain was clear.

He said: “One example is a footballer who has suffered quite a painful injury, but who is able to continue playing because of his emotionally charged state.”

He added that while the effect noticed by the Stanford researchers might only be short-lived in the early stages of a love affair, it may well be replaced by something similar later in a relationship, with a sense of comfort and wellbeing generating the release of endorphins.

“It’s important to recognise that people who feel alone and depressed may have very low pain thresholds, whereas the reverse can be true for people who feel secure and cared for.

“This may well be an issue for the health service, as patients are sometimes rushed through the system, and perhaps there isn’t this focus on caring that might have existed once.”

SOURCE : www.bbc.co.uk

สาเหตุที่ต้องขึ้นเตียง เพื่อเติมน้ำมันสมอง

thairath130906_001นักวิทยาศาสตร์มหาวิทยาลัยวิสคอนซินของอเมริกา เชื่อมั่นว่า รู้สาเหตุแล้วว่า เหตุใดคนเราต้องนอนหลับ ที่แท้ก็เพื่อที่จะ “เติมน้ำมัน”  ให้กับบรรดาเซลล์สมองเรือนเป็นล้านๆ นั่นเอง

การนอนจะไปเร่งระดมสร้างเซลล์สมอง ซึ่งจะไปผลิตสารอันเป็นฉนวน ที่เรียกว่า ไมอีลิน ที่คอยป้องกันวงจรของสมอง

พวกเขาได้ความรู้มาจากการศึกษากับหนู และรู้มาว่า เมื่อหนูหลับ การผลิตไมอีลีนเพื่อไปสร้างเซลล์ประสาทชนิดหนึ่งของระบบประสาทส่วนกลางที่มีกิ่งก้านน้อยเพียง 2-3 กิ่ง จะเพิ่มขึ้นเป็น 2 เท่า

นักวิทยาศาสตร์พยายามหาเหตุผลการนอนของคนเรามานานหลายศตวรรษแล้ว รู้แต่เพียงว่าเราต้องนอนเพื่อพักผ่อนและสมองจะได้ทำงานดีขึ้น เพิ่งจะมารู้สาเหตุทางด้านชีววิทยาเมื่อไม่นานมานี้เอง

ดร.เชียรา ไซเรลลิ หัวหน้านักวิจัย ชี้ว่า ความรู้จากหนูจะช่วยให้เข้าใจในความสำคัญของการนอน เพื่อซ่อมแซมและความเจริญเติบโตของสมองมากขึ้น.

ที่มา :  ไทยรัฐ 6 กันยายน 2556

 

.

Related Article:

.

Myelin ensheaths nerves to protect them and speed up their signalling

Myelin ensheaths nerves to protect them and speed up their signalling

Sleep ‘boosts brain cell numbers’

4 September 2013

Scientists believe they have discovered a new reason why we need to sleep – it replenishes a type of brain cell.

Sleep ramps up the production of cells that go on to make an insulating material known as myelin which protects our brain’s circuitry.

The findings, so far in mice, could lead to insights about sleep’s role in brain repair and growth as well as the disease MS, says the Wisconsin team.

The work is in the Journal of Neuroscience.

Dr Chiara Cirelli and colleagues from the University of Wisconsin found that the production rate of the myelin making cells, immature oligodendrocytes, doubled as mice slept.

The increase was most marked during the type of sleep that is associated with dreaming – REM or rapid eye movement sleep – and was driven by genes.

In contrast, the genes involved in cell death and stress responses were turned on when the mice were forced to stay awake.

Precisely why we need to sleep has baffled scientists for centuries. It’s obvious that we need to sleep to feel rested and for our mind to function well – but the biological processes that go on as we slumber have only started to be uncovered relatively recently.

Growth and repair

Dr Cirelli said: “For a long time, sleep researchers focused on how the activity of nerve cells differs when animals are awake versus when they are asleep.

“Now it is clear that the way other supporting cells in the nervous system operate also changes significantly depending on whether the animal is asleep or awake.”

The researchers say their findings suggest that sleep loss might aggravate some symptoms of multiple sclerosis (MS), a disease that damages myelin.

In MS, the body’s immune system attacks and destroys the myelin coating of nerves in the brain and spinal cord.

Future studies could look at whether or not sleep affects the symptoms of MS, says Dr Cirelli.

Her team is also interested in testing whether lack of sleep, especially during adolescence, may have long-term consequences for the brain.

Sleep appears necessary for our nervous systems to work properly, says the US National Institute of Neurological Disorders and Stroke (NINDS).

Deep sleep coincides with the release of growth hormone in children and young adults. Many of the body’s cells also show increased production and reduced breakdown of proteins during deep sleep.

Since proteins are the building blocks needed for cell growth and for repair of damage from factors like stress and ultraviolet rays, deep sleep may truly be “beauty sleep”, says NINDS.

SOURCE : www.bbc.co.uk