โรคปวดจากมะเร็งฝึกทำสมาธิช่วยทุเลาลงได้

dailynews130616_002aมะเร็งระยะสุดท้ายคนไข้มักจะพบกับอาการปวดเสมอ ปวดจนทรมานมาก กินไม่ได้ นอนไม่หลับ พลิกไปพลิกมาด้วยความไม่สบายใจ มีความรู้สึกว่าถ้าไม่ปวดไม่เจ็บ อยู่ ๆ จะวืดไม่รู้สึกตัวไปเลยก็ยังยอม เพราะผู้ที่เป็นโรคนี้มักจะรู้และยอมแล้วว่าสุดท้ายของโรคจะเป็นอย่างไร ทำใจกันมาแล้วเป็นเดือนเป็นปี แต่ที่ยังคิดกังวลตลอดคือความทรมานเรื่องปวด เบาปวดคราใดจะค่อยสบายใจทันที

ความเจ็บปวดมีการบำบัดรักษากันมามากมายหลายแบบตั้งแต่ยากิน ยาทา ยานวด ฉีดยาเข้าที่ประสาท ไปจนถึงต้องใช้ยาแรงสุดเป็นพวกฝิ่น อาจกิน ฉีด ผสมในน้ำเกลือ แล้วให้เป็นระยะตามต้องการ ประเภทฉีดก็ฉีดเมื่อปวดมากหรือเป็นระยะเช่นเดียวกัน บางคนมีความอดทนมาก นาน ๆ พอไม่ไหวจะค่อยเอ่ยปากขอสักครั้ง บางคนที่อดทนมากไม่ขอเลยก็มี หรือเปลี่ยนเป็นยาง่วง ๆ หลับแทน ผมเคยไปตามชนบท ตามป่าเขา มีการอมฝิ่นดิบระงับปวดทำให้ทุเลาไปได้เช่นกัน

dailynews130616_002b

โดยสรุปแล้วเรื่องมะเร็ง ถ้าไม่ปวดคงเป็นบุญไม่มีปัญหาอะไร แต่มักจะพบมีอาการปวดเข้ามาร่วมด้วยเสมอ เมื่อเร็ว ๆ นี้ได้มีโอกาสคุยกับ พระภิกษุ ดร.ปพนพัชร์ จิรธัมโม เจ้าอาวาสวัดคำประมง อ.พรรณานิคม จ.สกลนคร เป็นวัดที่มีชื่อเสียงการบำบัดดูแลมะเร็งระยะสุดท้าย โดยใช้สมุนไพรและทำสมาธิบำบัดเรื่องปวด ไม่ยอมให้ยาช่วยเลย และกำลังถูกเชิญไปพูดแก่ผู้สนใจที่โรงพยาบาลศูนย์ราชบุรี จ.ราชบุรี ฟังเมื่อวันที่ 31 พ.ค. 56 เลยถือโอกาสตามไปฟังด้วย

วัดคำประมง จ.สกลนคร รักษาคนไข้มะเร็งระยะสุดท้ายมาร่วมสิบปีแล้ว มีเตียงรับคนไข้กินอยู่เสร็จ คนไข้ที่มารวมแล้วราว 3,500 คน เป็นมะเร็งทุกรูปแบบหลากหลายชนิด ส่วนใหญ่จะไปรักษาที่โรงพยาบาลอื่นมาก่อน มักผ่านการตรวจชิ้นเนื้อ เอกซเรย์ ผ่าตัด ฉายรังสีและเคมีบำบัดมาแล้ว ทางวัดคำประมงมีแพทย์อาสาหลายท่านมาช่วย หนึ่งในนั้นคือ นพ.ศิริโรจน์ กิตติสารพงษ์ คอยช่วยกลั่นกรอง ตรวจ วินิจฉัยโรคให้รู้ประวัติรายละเอียดเพื่อจะได้พิจารณาดำเนินการรักษาต่อไป

คุณวิไลลักษณ์ ตันติตระกูล เป็นหนึ่งในจิตอาสาที่มาช่วยงานที่นี่ พร้อมศึกษาปริญญาโทจนสำเร็จ ขณะนี้กำลังทำปริญญาเอกอยู่ ได้ช่วยประสานงานกับเจ้าอาวาสซึ่ง คนมักเรียกหลวงตา ให้ได้มาคุยและบรรยายครั้งนี้ ผมเคยไปที่วัดมา 2 ครั้งแล้ว พอได้เห็นภาพว่าเขาให้การรักษากันอย่างไร วัดนี้เป็นที่สนใจ คนมาดูงานกันมากทั้งไทยและต่างชาติ มาเป็นจิตอาสาช่วยงาน ช่วยเหลือคนไข้ ช่วยงานของวัดในการดูแลคนไข้ ศึกษาและวิจัยพร้อม ทุกอย่างไม่ได้เก็บเงินคนไข้ ผลงานของที่นี่เด่นทำให้มีผู้ใจบุญกุศลได้ช่วยบริจาคกันเข้ามาอยู่ตลอด

การรักษาแบบองค์รวม : หลาย ๆ อย่างมารวมกัน ด้านธรรมะ จะมีการสวดมนต์ ทำบุญใส่บาตร ทำสมาธิ สมุนไพรบำบัด : คุณหมอพัฒธิกรณ์ ไวยสิงห์ ผู้มีความรู้ดีมากด้านสมุนไพรมาช่วยจัดยาให้ สมุนไพรจะต้มอยู่ในหม้อดินใหญ่หลายหม้อ กินกันตามโรคที่เป็น ทุกคนมีความหวังว่ากินแล้วอาการของโรคจะค่อยทุเลาลง อายุยืนยาวไปนานที่สุด นอกจากนี้มี การออกกำลังกาย จิตเวชบำบัด ดนตรีบำบัด เป็นองค์รวม คนไข้จะถูกรักษาทั้งกายและจิตไปพร้อมกัน ในความรู้สึกที่คนไข้ชอบคือ มีคนดูแลตลอด ไม่ถูกทอดทิ้ง

ทำสมาธิบำบัดอาการปวด : ในห้องประชุม รพ.ศูนย์ราชบุรี มีคนไข้หลายท่านที่ผ่านช่วงวิกฤติของการเจ็บป่วย อาการค่อยดีขึ้น อยู่ในระยะโรคสงบได้มาคุยเรื่องราวต่าง ๆ ให้ฟัง โดยเฉพาะเรื่องปวดว่า เวลาปวดแล้วทำอย่างไร คุณกนกวรรณ เกษแก้ว เป็นมะเร็งเต้านม ได้เล่าให้ฟังถึงอาการปวดที่สุดแสนจะสาหัสว่า มีแผลเต้านมด้วย ผ่านการรักษามาจากโรงพยาบาลทุกอย่างแล้ว ความอดทนเป็นเรื่องสำคัญมาก ฝึกทำสมาธิทุกวัน สรุปว่าแรก ๆ ก็ยังปวดอยู่ จนมาถึงจุดหนึ่งก็จะคลายลงหรือเอาชนะจนได้ โดยไม่เคยใช้ยาแก้ปวดช่วยเลย หลวงตามีกลยุทธ์ในการรักษาดีมาก คอยถามบ่อย ๆ ว่า ตอนตายจะให้หลวงตาเป็นประธานเผาศพหรือไม่ ความกลัวตายทำให้ลืมเรื่องปวดไปหมด

โดยสรุปแล้ว การรักษาที่วัดเป็นแบบองค์รวมของแพทย์ทางเลือก ประกอบด้วยหลายอย่างร่วมกัน คนไข้ร่วมมือร่วมใจช่วยเหลือกันเอง  มีจิตอาสาคอยช่วยและให้คำแนะนำ มีเพื่อนทุกข์คนไข้ด้วยกัน ไม่เหงาไม่ถูกทอดทิ้ง สบายใจมาก

การทำสมาธิเป็นแบบหนึ่งของวิธีการบำบัดจากมะเร็งระยะสุดท้าย คงจะต้องมีการเตรียมตัวและฝึกเป็นพื้นฐานมาก่อน ทั้งนี้ต้องอาศัยความอดทนและมีจิตใจที่เข้มแข็งเป็นหลัก เมื่อมีคนนำทางว่ามันเป็นไปได้ คนหลัง ๆ ก็น่าจะปฏิบัติตามและน่าจะเป็นไปได้เช่นกัน ข้อมูลเพิ่มเติม คุณวิไลลักษณ์ ตันติตระกูล 08-9202-9559.

นพ.สุวิทย์ เกียรติเสวี
suvit.kiatisevi@gmail.com

ที่มา : เดลินิวส์  16 มิถุนายน 2556

Advertisements

คลื่นเสียงระฆัง-ทฤษฎีสี ทางเลือกบำบัดโรคเซลล์เสื่อม

Credit: dealwatch.com.au

การบำบัดโรคด้วยคลื่นเสียงจากระฆัง หรือ “Tibetien Singing Bowl” นับเป็นแพทย์ทางเลือกศาสตร์หนึ่งที่มีต้นกำเนิดมาจากประเทศทิเบตนานกว่า 3,000 ปี ซึ่งการทำงานนั้นเป็นการใช้คลื่นเสียงของระฆังในการปรับคลื่นสมองให้สงบอยู่ในระดับ “Alpha Wave” หรือสภาวะที่เรียกว่าคลื่นสมาธิ ซึ่งคลื่นเสียงดังกล่าวไม่เพียงทำให้ร่างกายเกิดความสงบและความผ่อนคลาย แต่ยังฟื้นฟูและปรับสภาพเซลล์ในร่างกาย ที่เสื่อมสภาพจนก่อให้เกิดปัญหาสุขภาพนั้นกลับมาสมดุล หรือหายจากอาการเจ็บป่วยต่างๆ เช่น อาการปวดไมเกรน นอนไม่หลับ ปวดเมื่อยร่างกาย ความดันโลหิตสูง ภาวะเครียด โรคกระเพาะอาหาร ซึมเศร้า ซึ่งการรักษาโรคด้วยวิธีดังกล่าวสามารถทำได้ด้วยตนเอง โดยอาศัยอุปกรณ์ 2 ชิ้นที่เรียกกันว่า บาตร หรือ “ทาโด้บาตร” และ “ปูจา” ท่อนไม้เล็กๆ สำหรับใช้วนรอบบาตรเพื่อให้เกิดเสียงกังวาน

นพ.ชัชดนัย มุสิกไชย แพทย์ประจำศูนย์สุขภาพนครธนอายุวัฒนา รพ.นครธน อธิบายถึงวิธีการบำบัดด้วยคลื่นเสียงจากระฆังหรือบาตรทิเบตว่า “เริ่มจากที่ให้ผู้บำบัดนั่งหรือยืนตัวตรง จากนั้นแบมือข้างหนึ่งออกแล้ววางบาตรลงบนฝ่ามือ แล้วใช้มืออีกข้างหนึ่งจับ “ปูจา” หรือท่อนไม้วนตามเข็มนาฬิกาไปรอบๆ บริเวณขอบบาตรด้านนอก พร้อมๆ กับหลับตาทำสมาธิ หรือการหายใจเข้าออกสลับกัน วนไปเรื่อยๆ จนกว่าจะมีเสียงกังวานของระฆังออกมา (เสียงระฆังของแต่ละคนจะดังไม่เท่ากัน ขึ้นอยู่กับสมาธิของผู้ฝึก ซึ่งการหลับตาทำสมาธิจะช่วยได้) ซึ่งคลื่นเสียงจากระฆังนั้นจะช่วยทำให้ผู้บำบัดเกิดสมาธิ และนำมาสู่การฟื้นฟูเซลล์ในร่างกายที่สึกหรอให้กับมาทำงานปกติ” สำหรับระยะเวลาในการบำบัดด้วยวิธีนี้ คุณหมอบอกว่าอยู่ที่ประมาณ 3-5 นาที ซึ่งสามารถทำได้บ่อยตามต้องการ

พร้อมกันนี้ คุณหมอได้ยกตัวอย่างถึงวิธีการใช้คลื่นเสียงระฆังในการรักษาโรคไมเกรนว่า “เนื่องจากไมเกรนนั้นเกิดจากการที่เส้นเลือดในสมองเกิดการขยายตัวจนไปดึงเยื่อหุ้มสมอง จึงส่งผลให้เส้นเลือดในสมองหดตัวจนเกิดอาการปวดศีรษะ ดังนั้นคลื่นเสียงดังกล่าวจะเป็นตัวที่ทำให้คลื่นสมองเกิดความสงบ เมื่อสมองสงบ จิตใจและร่างกายจะผ่อนคลาย จึงส่งผลให้เส้นเลือดที่หดเกร็งตัวคลายกลับสู่สภาวะปกติ”

เนื่องจากในร่างกายมนุษย์ประกอบไปด้วย 7 จุดจักระสำคัญที่ทำให้สุขภาพร่างกายแข็งแรงสมบูรณ์ หาก 7 จุดจักระนี้เคลื่อนไหวได้ไม่ดี ก็จะทำให้เซลล์เส้นประสาทที่เป็นตัวควบคุมการทำงานของอวัยวะส่วนต่างๆ ในร่างกายนั้นทำงานเสื่อมถอย จนก่อให้เกิดผลเสียต่อสุขภาพ นพ.ชัชดนัยให้ข้อมูลว่า “สามารถใช้คลื่นเสียงจากระฆังเพื่อบำบัดอาการป่วย ร่วมกับใช้ทฤษฎีของสีมาช่วยฟื้นฟูการเสื่อมสภาพของ 7 จุดจักระในร่างกายได้” โดยอธิบายให้ทราบถึงโรคที่มาพร้อมกับการบกพร่องของ 7 จุดจักระนี้ว่า “

สำหรับจักระจุดที่ 1 นั้นอยู่บริเวณทวารหนัก ซึ่งผู้ป่วยมักประสบกับปัญหา “ระบบสืบพันธุ์เสื่อมสภาพ” ดังนั้นการใช้สีแดงซึ่งเป็นสีที่ตรงกับจักระ เช่น การใส่เสื้อผ้าสีแดงก็ช่วยบำบัดโรคได้

ส่วนจักระที่จุด 2 นั้นอยู่บริเวณใต้สะดือลงมา 2 นิ้ว หรือที่เรียกกันว่าจุดกำหนดสมาธิ ซึ่งแทนด้วยสีส้ม นอกเหนือจากการบำบัดด้วยคลื่นเสียงระฆังแล้ว การเลือกรับประทานผักผลไม้สีส้มจะช่วยบรรเทา ”อาการฟุ้งซ่านหรือไม่มีสมาธิ” ลงได้

จักระจุดที่ 3 อยู่บริเวณลิ้นปี่ ผู้ที่เกิดความบกพร่องกับจักระจุดดังกล่าวนั้นจะมีอาการของโรค ”กระเพาะอาหาร” ดังนั้นการบำบัดโดยการวางบาตรไว้ข้างเตียง เพื่อรับคลื่นเสียงระฆัง และการใส่เสื้อผ้าที่มีสีเหลืองก็จะช่วยบรรเทาอาการของโรคลงได้

ส่วนจักระจุดที่ 4 นั้นอยู่ที่บริเวณหัวใจ ซึ่งจะส่งผลให้ผู้ป่วยมีอาการ ”ความดันโลหิตสูง” ดังนั้นผู้ป่วยสามารถลดอาการดังกล่าวลงโดยการออกไปสูดอากาศจากต้นไม้สีเขียว และใช้การบำบัดโรคด้วยระฆังใบเล็ก (ระฆังหรือบาตรประกอบด้วย 3 ขนาด เล็ก กลาง ใหญ่)

สำหรับจักระจุดที่ 5 อยู่บริเวณคอ ผู้ป่วยจะประสบกับอาการ “ไทรอยด์ต่ำ” จนทำให้ร่างกายพองและบวมน้ำ ดังนั้นควรแก้ไขด้วยการเปลี่ยนสิ่งของเครื่องใช้เป็นสีฟ้า

และจักระจุดที่ 6 อยู่บริเวณดวงตาที่ 3 หรือระหว่างคิ้วทั้งสองข้าง หากเกิดความผิดปกติกับจุดดังกล่าวจะส่งผลให้เกิดอาการ “นอนไม่หลับ” การปรับบรรยากาศภายในห้องนอนให้เป็นสีคราม จะช่วยทำให้นอนหลับง่ายขึ้น

สำหรับจักระจุดที่ 7 นั้นอยู่บริเวณกลางกระหม่อม ซึ่งอาจทำให้เกิดอาการของ “โรคซึมเศร้า” ดังนั้นการรับประทานผักผลไม้ที่มีสีม่วง ซึ่งเป็นสีประจำจักระดังกล่าว ควบคู่ไปกับบำบัดด้วยเสียงจากระฆัง ก็จะช่วยทำให้ร่างกายกลับมากระปรี้กระเปร่าและดูมีชีวิตชีวามากขึ้น คุณหมอกล่าว สำหรับผู้ที่สนใจสามารถสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ ไทยเมดิคอลสปา 0-2450-9912.

ที่มา: ไทยโพสต์  6 พฤศจิกายน 2555

.

Related Video :

.

Chakras Cleansing Guided Meditation *NEW*

 

Root Chakra Meditation with Tibetan singing bowls

โรคมะเร็งวัดคำประมงดูแลให้สุขสบายใจ

โรคมะเร็ง ในความรู้สึกของคนทั่วไป จะมองว่าเป็นโรคที่รุนแรง อายุจะไม่ยืนยาว ทำให้คนกลัวและหวาดระแวงว่าอาจเกิดขึ้นกับตัวเราเองวันหนึ่งวันใดได้ แต่ถ้าเรามองในแง่ดี ชีวิตมนุษย์เป็นสัจธรรม ต้องจากไปตามธรรมชาติแน่ เมื่อไรไม่รู้ เข้านอนคืนนี้ไม่รู้เช้าจะตื่นหรือไม่ แต่โรคมะเร็งมีสัญญาณเตือนว่าจะอยู่อีกระยะหนึ่งไม่นานนัก ช้าเร็วอยู่ที่การปฏิบัติตัว ทำให้เราได้มีเวลาเตรียมตัวเตรียมใจไว้พร้อมที่จะเผชิญกับปัญหาอย่างท้าทาย


วัดคำประมง อ.พรรณานิคม จ.สกลนคร ผมเคยเขียนถึงครั้งหนึ่งเมื่อ 5 ปีมาแล้ว เดือนนี้ได้มีโอกาสผ่านไปแวะเยือนอีก หลวงตาเจ้าอาวาส พระปพนพัชร์ จิรธัมโม ได้รับพระราชทานปริญญาวิทยาศาสตรดุษฎีบัณฑิต มหาวิทยาลัยราชภัฏสกลนคร เรียบร้อย มีศิษย์มากมาย ได้รับการบริจาคสร้างสถานที่สำหรับทำกิจกรรมทางศาสนาเพิ่มขึ้นมาก ด้วยผลงานการดูแลคนไข้มะเร็งมายาวนาน

หลวงตาได้พาเดินดูรอบบริเวณวัดเป็นเรือนคนไข้แบบเป็นห้องเรียงแถวกันไป และมีเป็นบ้านหลัง ๆ ตั้งแต่ปี 2547 มีคนไข้มารับบริการเกิน 3,000 ราย จะมีใบส่งตัวจากต้นสังกัดบอกมาเสร็จว่าเป็นมะเร็งอะไร ได้ทำการรักษาอย่างไรไปแล้ว เช่น ผ่าตัดเอาก้อนออก เคมีบำบัดหรือรังสีรักษา ทางนี้ก็มีแพทย์อาสามาช่วยดูให้ด้วย คนไข้วันนี้มีอยู่ 70 คน

คนไข้ส่วนใหญ่จะมีญาติมาด้วย ญาติจะช่วยดูแลเรื่องอาหาร มีโรงครัวบริการ คอยช่วยเหลือคนไข้ลุกยืน นั่ง ไปห้องน้ำและมีจิตอาสาคอยช่วยด้วย ญาติทุกคนเห็นเป็นจิตอาสาหมด ช่วยปัดกวาด ทำความสะอาดห้องน้ำโดยไม่รังเกียจ งานเสร็จคนไข้ที่เดินได้จะมานั่งรวมกลุ่มใต้ต้นไม้ คุยแลกเปลี่ยนความคิดเห็นกัน คนไข้คนหนึ่งบอกว่า เราว่าหนักแล้วยังมีคนป่วยมากกว่าเรา ใจยังสู้ ทำให้มีกำลังใจขึ้น คนที่หนักเห็นมีคนมาดูแลให้กำลังใจก็อบอุ่นใจ มีพลังจิตเพิ่มขึ้น


ได้คุยกับหลวงตาราว 2 ชม. พอสรุปได้ว่า ที่นี่ต้อนรับคนไข้มะเร็งทุกราย ทุกระยะ ให้เอาใบส่งตัวมา ผลเลือด ฟิล์ม อัลตราซาวด์ ผลชิ้นเนื้อ เพื่อจะได้รู้ว่าเป็นอะไร ระยะไหนแล้ว ที่สำคัญต้องเอาญาติมาด้วย 1-2 คน บางครั้งจิตอาสาไม่เพียงพอดูแลได้ทั่วถึง แต่การตรวจเยี่ยมหลวงตาจะตรวจเยี่ยมดูแลเช้า-เย็นทุกวัน ทุกอย่างไม่ต้องเสียค่าใช้จ่าย ด้วยมีผู้มีจิตศรัทธาช่วยกันบริจาคมาตลอด

เป้าหมายการรักษา ไม่ได้อยู่ที่โรคจะหายหรือไม่ ต้องการให้มีความสุขสบายใจระหว่างเจ็บป่วย หากจะจากไปก็จากไปอย่างสงบสุข การรักษาที่นี่จะเป็นแบบองค์รวม เอาศาสตร์ต่าง ๆ มาประยุกต์ใช้เข้าด้วยกัน ธรรมะบำบัด ใส่บาตรตอนเช้าทุกวัน ทำสมาธิ ฟังธรรม ถือเป็นสุดยอดของพุทธศาสนา สมาธิบำบัด ช่วงสมาธิ การหายใจ ชีพจรช้าลง สารก่อเซลล์มะเร็งจะลดน้อยลงด้วย จิตเวชบำบัด ช่วยให้กำลังใจและความคิดทางบวกกับคนไข้ คนไข้บ่นปวด หลวงตาจะชี้แนะลองกินยาหม้อชามนี้ดู คนอื่นกินหายปวดหมด ลองกินดูเดี๋ยวก็หาย

การรักษาด้วยสมุนไพร เห็นมีหม้อต้มยามากมาย หลวงตามีสูตรสมุนไพรมาก ทดลองมานานปี เชื่อว่าช่วยผ่อนคลายอาการต่าง ๆ ของโรคได้ เพราะตัวยาแต่ละชนิดทราบว่าหายากมาก ทุกอย่างได้สะสมความรู้และประสบการณ์มายาวนาน โดยเฉพาะเรื่องปวด กินสมุนไพรน้ำ 1 ชาม อาการปวดจะคลายลง การรักษาจะเป็นไปแบบประคับประคอง ทั้งกายและจิตตลอด

ดูแลด้วยความเป็นมนุษย์ คนไข้จะบอกว่า มักถูกทอดทิ้งมาไม่ค่อยมีใครสนใจมากนัก มาที่นี่มีคนมาถามอาการ ให้กำลังใจ หายามาให้ เหมือนเป็นครอบครัวเดียวกัน เป็นสิ่งที่ขาดและต้องการมากที่สุด ชีวิตมีหมดทุกอย่าง ขาดคนอยู่เคียงข้างรับฟังทุกข์สุข ทุกวันนี้ต่างคนต่างมีภาระหน้าที่ต้องทำ โอกาสจะหาคนมาดูแลใกล้ชิดยาก ที่นี่มีทั้งจิตอาสา และคนไข้ด้วยกัน พอคลายเหงาไปได้

แหล่งวิจัยและวัฒนธรรม เห็นมีทั้งชาวไทยและต่างชาติมาทำวิจัยกันมาก เขาอยากรู้ว่าทำไมคนไข้จึงสนใจมาที่นี่ ทำไมไม่อยู่กับบ้าน มีความหวังอย่างไรในการมาอยู่ที่นี่ ขนบธรรมเนียมวัฒนธรรมไทย ยามเจ็บป่วยมีการช่วยเหลือเกื้อกูลกันอย่างไร มีโอกาสคงจะได้คุยกันต่ออีก สำหรับจิตอาสา เท่าที่เห็นดูจะน้อยไป มาอยู่เพียงระยะสั้นก็กลับ คนใหม่มาต้องมาเริ่มต้นกันใหม่อีก

วัดคำประมง จ.สกลนคร เป็นสถานพักฟื้นบำบัดโรคมะเร็งแห่งหนึ่ง เป็นทางเลือกอย่างหนึ่งสำหรับคนไข้ที่ต้องการเยียวยาทางสมุนไพรและธรรมะ เป้าหมายคือให้มีความสุขมากที่สุดระหว่างอยู่ที่นี่ ข้อมูลเพิ่มเติม 08-1601-6960, 08-1111-7107.

 

ที่มา: เดลินิวส์  25 มีนาคม 2555