อึ้งคนไทย 14 ล้านคน สายตาพร่ามัว

thairath130513_002aวิถีชีวิตของคนยุคใหม่นับวันต้องพึ่งพาเทคโนโลยีมากขึ้น เรียกได้ว่าเป็นยุค Gen S (Generation of Screen) ซึ่งเป็นยุคโลกดิจิตอลที่ชีวิตส่วนใหญ่อยู่ท่ามกลาง “จอ” รอบตัว โดยเฉพาะ 4 จอที่ว่าได้แก่ จอคอมพิวเตอร์ จอแท็บเล็ต จอมือถือ และจอโทรทัศน์ นับวันเรายิ่งถูกเทคโนโลยีเหล่านี้ผลักดันให้ใช้สายตามากขึ้นและนานขึ้น โดยไม่รู้เลยว่ากำลังทำร้ายสุขภาพตาแบบไม่รู้ตัว

ผศ.ดร.เอกราช บำรุงพืชน์ จากชมรมโภชนวิทยามหิดล กล่าวว่า ข้อมูลจากการสำรวจสุขภาพสายตาของคนไทย โดยกระทรวงสาธารณสุข เมื่อปี 2550 ระบุว่า คนไทยไม่ต่ำกว่า 14 ล้านคน มีสายตาผิดปกติ สาเหตุหลักมาจากการทำงานหน้าจอคอมพิวเตอร์ติดต่อเป็นเวลานาน และยังพบว่าใช้เวลาอยู่กับหน้าจอเฉลี่ยวันละ 10 ชั่วโมงเลยทีเดียว จึงทำให้เกิดอาการเมื่อยตา ตาแห้ง เคืองตา แสบตา แพ้แสง ตาพร่า ปวดตา ปวดศีรษะ เป็นต้น นอกจากนี้ยังมีปัจจัยอื่นๆ ที่ทำให้เกิดปัญหาสายตา เช่น การทำงานกลางแจ้งนานๆ การอ่านหนังสือในที่มีแสงน้อย การสูบบุหรี่ เป็นต้น

thairath130513_002c

ดังนั้น ในแต่ละวันเราจึงควรหยุดพักและละสายตาจากจอต่างๆ เป็นระยะๆ เพื่อผ่อนคลายสายตา นอกจากนี้ควรรับประทานอาหารที่ช่วยบำรุงสายตาและถนอมดวงตานั่นก็คือ สารต้านอนุมูลอิสระที่พบมากในผักและผลไม้ต่างๆ ซึ่งมีวิตามินเอ ซี อี เบต้า-แคโรทีน ซีแซนทิน สังกะสี และไบโอฟลาโวนอยด์ โดยเฉพาะผลไม้ตระกูล “เบอร์รี่” ไม่ว่าจะเป็นบิลเบอร์รี่ ราสเบอร์รี่ เอลเดอร์เบอร์รี่ บอนเซนเบอร์รี่ ฮัคเคิลเบอร์รี่ เป็นต้น ทั้งนี้มีผลการวิจัยพบว่า สารแอนโธไซยานิน ในบิลเบอร์รี่ซึ่งเป็นสารไบโอฟลาโวนอยส์ที่มีฤทธิ์เป็นสารต้านอนุมูลอิสระสูง ช่วยป้องกันเส้นเลือดฝอยจากการถูกอนุมูลอิสระทำลาย และยังช่วยป้องกันอาการอ่อนล้าจากการคร่ำเคร่งใช้สายตา ช่วยให้สายตาทำงานดีขึ้นในที่มืดหรือที่มีแสงน้อย เพิ่มความแข็งแรงให้กับผนังหลอดเลือดฝอย จึงช่วยเพิ่มประสิทธิภาพของระบบไหลเวียนของเลือดในดวงตา

ส่วนผลไม้ตระกูลเบอร์รี่อื่นๆ ก็พบว่ามีประโยชน์ต่อสุขภาพดวงตาเช่นกัน ไม่ว่าจะเป็น แบล็คเคอร์แรนต์ ช่วยให้ตารับภาพในเวลากลางคืนได้ดี แครนเบอร์รี่ ช่วยบำรุงสุขภาพตา โช้คเบอร์รี่ ช่วยการไหลเวียนของเลือดในตาให้ดีขึ้น อาซาอิเบอร์รี่ ช่วยปกป้องการเสื่อมของเลนส์ตาและจอประสาทตา สตรอเบอร์รี่ ช่วยปกป้องเซลล์ประสาทที่ถูกทำร้ายจากอนุมูลอิสระ ซึ่งบริเวณจอประสาทตามีเซลล์ประสาทสำหรับการรับภาพอยู่มาก

thairath130513_002bดังนั้น การเลือกรับประทานผลไม้ในตระกูลเบอร์รี่ หรือในรูปเบอร์รี่สกัดเข้มข้น จึงเป็นอีกทางเลือกในการดูแลสุขภาพดวงตา แต่ต้องมีปริมาณที่เพียงพอและเหมาะสม 

อย่ารอ…ที่จะดูแลและถนอมสุขภาพดวงตาของคุณ เพื่อให้ได้เป็นเจ้าของดวงตาที่สดใสไปได้นานๆ

ที่มา : ไทยรัฐ 13 พฤษภาคม 2556

Advertisements

วัดสายตาตัดแว่น รู้ค่าจริง

เคล็ดลับสุขภาพดี ข้อควรรู้เมื่อคิดจะวัดสายตาตัดแว่น ทำอย่างไรให้เจอค่าความผิดปกติที่แท้จริง

เคล็ดลับสุขภาพดี ข้อควรรู้เมื่อคิดจะวัดสายตาตัดแว่น ทำอย่างไรให้เจอค่าความผิดปกติที่แท้จริง

ผู้ที่มีปัญหาสายตา ไม่ว่าจะสั้น ยาว หรือเอียง หากคิดแก้ด้วยวิธีการสวมแว่นสายตา ซึ่งเป็นวิธีแก้ไขที่ง่าย สวมใส่สะดวกและปลอดภัย มุมสุขภาพขอแนะนำข้อมูลควรรู้ที่ได้รับทราบมาจากหนังสือคู่มือสุขภาพตาดี จัดทำโดยภาควิชาจักษุวิทยา คณะแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์

ปัจจุบันการวัดระดับสายตาผิดปกตินิยมใช้เครื่องวัดสายตาแบบอัตโนมัติ ที่แค่วางศีรษะให้ชิดเครื่องตรวจ และมองเข้าไปในช่องมองภาพ ไม่นานก็จะมีแผ่นกระดาษรายงานค่าสายตาออกมาให้ทราบ สาระสำคัญจากคู่มือดังกล่าว แนะให้เข้าใจเพิ่มเติมว่า ในความเป็นจริง กำลังสายตาผิดปกติที่ทดสอบจากเครื่องที่ว่านี้เป็นเพียงค่าประมาณจากการเพ่งสายตาขณะตรวจ แต่การสั่งตัดแว่นยังมีปัจจัยอื่นๆ ที่ต้องพิจารณาร่วมด้วยอีกมาก ดังนั้น ควรปรึกษาจักษุแพทย์เพื่อรับการตรวจวินิจฉัยที่ถูกต้องและได้รับแว่นสายตาที่เหมาะสม

โดยเฉพาะในเด็กอายุต่ำกว่า 12 ปี หากผู้ปกครองสงสัยว่า เด็กมีสายตาผิดปกติ เช่น เด็กมักเข้าไปนั่งดูทีวีใกล้จอภาพเนื่องจากนั่งไกลแล้วมองภาพไม่ชัด จำเป็นต้องพาเข้ารับการตรวจด้วยจักษุแพทย์ เพราะก่อนการตรวจวัดสายตาในเด็กจะต้องผ่านการหยอดยาคลายการเพ่งของตาเสมอ

ทำไมเด็กต้องถูกหยอดยาคลายการเพ่งของตา? เพราะตามธรรมชาติแล้ว เด็กมักมีการเพ่งสายตาอยู่ตลอดมากกว่าผู้ใหญ่ ทำให้ขนาดสายตาที่วัดได้จากเครื่องอัตโนมัติจะมีสายตาสั้นกว่าที่เป็นจริง และถ้าเด็กได้รับแว่นที่มีค่าสายตาสั้นเกินจริง ยิ่งทำให้เด็กปวดตา ปวดศีรษะ และดึงให้เด็กมีสายตาสั้นเร็วขึ้น

ก่อนจบเคล็ดลับสุขภาพ ทิ้งท้ายกับหลักทำความสะอาดเลนส์แว่นที่หลายคนมักสงสัย โดยทำได้เพียงใช้น้ำสบู่อ่อน ๆ ชุปด้วยผ้านุ่ม ๆ แล้วเช็ดเลนส์อย่างเบามือ ทำได้บ่อยเป็นประจำทุกวัน แต่อย่าใช้แอลกอฮอล์หรือน้ำยาเคมี เพราะอาจทำอันตรายต่อเลนส์แว่นหรือสารที่เคลือบอยู่.

ทีมเดลินิวส์ออนไลน์
takecareDD@gmail.com

ที่มา : เดลินิวส์ 9 เมษายน 2556

ตาขี้เกียจ ต้องแก้ก่อน 6 ขวบ

dailynews130203_002aเด็กที่มีปัญหาสายตาผิดปกติ ส่งผลให้พัฒนาการทางสมองที่เกิดจากการกระตุ้นด้วยการมองเห็นสิ่งต่าง ๆ ถูกขัดขวาง ทำให้มองเห็นไม่ชัดมีพฤติกรรมต่างจากเด็กคนอื่น หากไม่ได้รับการตรวจสายตาและแก้ไขก่อน 6 ขวบเด็กมีโอกาสเสี่ยงที่จะเกิด “โรคตาขี้เกียจ”

เกี่ยวกับเรื่องนี้  พญ.กัลยา ตีระวัฒนานนท์ จักษุแพทย์ รพ.สมุทรปราการ  เจ้าของโครงการวิจัย ’การพัฒนาระบบคัดกรองภาวะสายตาผิดปกติและประกอบแว่นสายตาสำหรับเด็กก่อนวัยประถมศึกษาและประถมศึกษาในประเทศไทย“ กล่าวว่า   เมื่อสายตามองเห็นจะแปรภาพที่สมองว่าเห็นอะไร ถ้ากระบวนการนี้ถูกขัดขวางตั้งแต่เด็กจะทำให้สมองไม่พัฒนา ทำให้มองเห็นไม่ชัด หรือมองไม่เห็น แล้วแต่ว่าสายตาผิดปกติมากน้อยแค่ไหน

ถ้าเด็กได้รับการแก้ไขปัญหาสายตาผิดปกติก่อน 6 ขวบ  ให้ใส่แว่นตาตั้งแต่ตอนนี้ การมองเห็นชัดเจนสมองก็พัฒนาไปตามปกติ  โตขึ้นมาใส่แว่น แต่ถ้าสายตาผิดปกติไม่แก้ไข พอโตขึ้นมาใส่แว่นก็ไม่ชัด เพราะเลยจุดที่พัฒนาไปแล้ว

“โรคตาขี้เกียจ” เป็นข้างเดียวหรือ 2 ข้างก็ได้ ที่พบบ่อยมักเป็นข้างเดียว  เด็กที่เกิดมามีสายตาผิดปกติ ทั้งสายตาสั้น สายตายาว สายตาเอียง เด็กจะไม่รู้ตัว  ลืมตาขึ้นมาเขาเห็นภาพแบบนั้น จะไม่ทราบว่า การมองเห็นที่ชัดเจนเป็นอย่างไร ในเด็กที่สายตาดีข้างหนึ่ง อีกข้างหนึ่งมองไม่ชัด เขาจะใช้อยู่ข้างเดียว อีกข้างหนึ่งไม่ได้ใช้ ดังนั้นถ้าไม่รักษาปล่อยให้เลย 6 ขวบไปแล้ว สายตาข้างนั้นก็ไม่ถูกพัฒนาทำให้เกิดภาวะที่เรียกว่าสายตาขี้เกียจ เมื่อโตขึ้นจะขอกลับมาแก้ไขไม่ได้แล้ว ถ้าจะแก้ไขระยะเวลาที่ดีที่สุดคือ ก่อน 6 ขวบ  ถามว่าหลัง 6 ขวบแก้ไขได้หรือไม่ แก้ได้ แต่ยาก อย่างไรก็ตามสายตาขี้เกียจไม่ได้เกิดขึ้นทุกคนที่สายตาผิดปกติ เกิดขึ้นกับบางคนเท่านั้น

อุบัติการณ์สายตาขี้เกียจในประเทศไทยและต่างประเทศพบได้ประมาณ 1-2%  แต่โครงการวิจัยที่ดำเนินการใน 4 จังหวัด คือ สมุทรปราการ ลำพูน นครพนม สุราษฎร์ธานี ด้วยการคัดกรองเด็กชั้นอนุบาล 1 จนถึง ป.6  จำนวน 5,461 คน พบเด็กสายตาผิดปกติทุกชนิดต้องใส่แว่น 226 คน คิดเป็น  4.1% ในจำนวนนี้เป็นสายตาขี้เกียจประมาณ 0.7% ตาเขซ่อนเร้น หรือ ตาส่อนก็พบมากขึ้น คือ ยังไม่เขจริงแต่ในอนาคตเด็กมีโอกาสตาเขได้มาก  ดูด้วยตาเปล่าไม่รู้ ต้องตรวจคัดกรองจะรู้เลยว่ามีตาเขซ่อนเร้น ทั้งนี้ในปัจจุบันพบว่า เด็กใช้สายตาในระยะใกล้ค่อนข้างเยอะ เช่น การใช้คอมพิวเตอร์ แท็บเล็ต การใช้แต่สายตาใกล้ทำให้กล้ามเนื้อถูกใช้เยอะไม่แข็งแรง อาจทำให้เด็กตาเหล่ได้ โดยเด็กตาเหล่กล้ามเนื้อตาไม่ดีก็เจอเยอะ นอกนั้นก็เป็นโรคตาทั่ว ๆ ไป

dailynews130203_002b“เด็กชั้นอนุบาล 1 ถึง ป.6 ในขณะนี้มีประมาณ 8-9 ล้านคน ถ้าทั่วประเทศมีเด็ก 4.1% ที่มีปัญหาสายตาผิดปกติจำเป็นต้องใส่แว่น คิดเป็นเด็กประมาณกว่า 3 แสนคนที่จะเสียโอกาสได้รับการแก้ไข เด็กก็เรียนรู้เรื่อง ทำกิจกรรมได้ตามปกติ ดูเป็นคนปกติ ไม่ถูกครู หรือผู้ปกครองว่า เป็นเด็กดื้อ หรือเด็กโง่ เพราะเด็กบางคนไม่สามารถเรียนได้ เพราะมองไม่เห็น ไม่ใช่ว่าเขาสมองไม่ดี  แต่เพราะเขามองไม่เห็นก็ไม่อยากเรียน  โตขึ้นแทนที่จะได้ทำงานที่ดี ก็ขาดโอกาสตรงนี้ไปทำให้สูญเสียโอกาสทางสังคม โดยเฉพาะเด็กตาขี้เกียจไปแล้ว ถ้าสายตาขี้เกียจข้างเดียว เด็กจะสูญเสียโอกาสในการประกอบอาชีพบางอย่าง เช่น นักบิน หรืออาชีพต้องใช้สายตา เช่น จักษุแพทย์ ส่วนสายตาขี้เกียจทั้ง 2 ข้างก็ยิ่งแย่ไปใหญ่ เพราะเหมือนเป็นคนที่มีความพิการทางสายตามองอะไรก็ไม่ชัด มองอะไรก็เบลอ อย่างบางคนมารักษามาตอน ม.ปลายหรือมหาวิทยาลัยเป็นตาขี้เกียจไปแล้วก็ไม่สามารถแก้ไขได้

พฤติกรรมเด็กที่มีสายตาผิดปกติมีวิธีสังเกตดังนี้ เวลาอ่านหนังสือเด็กอาจยกมาเกือบชิดใบหน้า โดยปกติจะห่างจากใบหน้าประมาณ 1 ฟุต เวลาดูทีวีไม่นั่งดูอาจเดินเข้าไปดูใกล้ ๆ เด็กบางคนซุ่มซ่าม เหมือนกับว่าเล่นอะไรแล้วหกล้มไปชนอะไรต่าง ๆ เด็กบางคนเขียนตัวหนังสือเอียง ส่วนตาเขซ่อนเร้นสังเกตยาก มีคนเข้าใจผิดว่าโตขึ้นค่อยมารักษา ดังนั้นขอแนะนำให้มารักษาตั้งแต่เด็กไม่ต้องรอตอนโต อย่างไรก็ตามจากโครงการวิจัยได้ไปพูดคุยกับผู้ปกครองเด็ก ส่วนใหญ่จะไม่ทราบว่าเด็กมีสายตาผิดปกติ เพราะไม่เคยแสดงพฤติกรรมให้เห็นมาก่อน อีกทั้งเวลาเด็กมีปัญหาตาผิดปกติข้างเดียวจะไม่ได้รับการวินิจฉัยเนื่องจากไม่เคยทดลองปิดตาอีกข้างหนึ่งแล้วใช้ตาเพียงข้างเดียว  ดังนั้นหากพ่อแม่ หรือครูที่โรงเรียนช่วยคัดกรองเด็กส่งต่อไปให้จักษุแพทย์ก็จะช่วยเด็กที่มีปัญหาสายตาผิดปกติได้.

นวพรรษ บุญชาญ รายงาน

ที่มา :  เดลินิวส์  3 กุมภาพันธ์ 2556

สายตายาว

พออายุมากขึ้น ปัญหาสายตายาวเริ่มมาเยือน หลายคนจึงไปตรวจวัดสายตาตัดแว่น บ้างก็หาซื้อแว่นสายตาตามตลาดนัดมาสวมเวลาอ่านหนังสือตามแต่เศรษฐานะ

พญ.สุพัตรา จามรสุวรรณ จักษุแพทย์ รพ.เมตตาประชารักษ์ (วัดไร่ขิง) บอกว่า โดยทั่วไปคนเราจะมีการเปลี่ยนแปลงสภาพตาเริ่มตั้งแต่อายุประมาณ 37-38 ปีขึ้นไป ใกล้ ๆ 40 ปี ทำให้ระยะในการอ่านหนังสือเปลี่ยนไป อาจต้องยืดระยะให้ไกลขึ้นเพื่อให้เห็นชัด แต่ถ้าต้องยืดไปไกลมากแล้วยังไม่สามารถอ่านได้ อาจต้องใช้แว่นสายตาช่วย บางครั้งถ้าเราใช้ตาเปล่าในการอ่านหนังสือ เพ่งนาน ๆ โดยไม่สวมแว่นจะทำให้ปวดตา เมื่อยล้า ตาพร่ามัว ทำให้มองเห็นภาพซ้อน เบลอ ถ้าเป็นบ่อย ๆ จะรู้สึกหงุดหงิดรำคาญ เพราะฉะนั้นโดยทั่วไปการใส่แว่นสายตาจะช่วยในการอ่านหนังสือระยะใกล้ หรือการใช้คอมพิวเตอร์ ทำให้สบายตาขึ้น เห็นชัดขึ้น อาการปวดตาก็ลดลง

ต้อกระจกก็มีส่วนทำให้สายตายาวเพิ่มขึ้น โดยเฉพาะถ้าต้อกระจกหนาเพิ่มขึ้นเป็นหมอกหรือฝ้ามากขึ้น แว่นก็ช่วยไม่ได้ ต้องไปผ่าตัดตา ทั้งนี้เป็นเพราะตัวเลนส์ตาเปลี่ยนสภาพมีการเพิ่มขนาดหรือขยายตัวขึ้นทำให้ระยะในการมอง การอ่านหนังสือเปลี่ยนไป ทำให้มีสายตายาวเพิ่มขึ้นจากเดิม ตัวเลนส์มีการขยายตัวขึ้นทุกปี เพราะฉะนั้นสายตาก็จะเปลี่ยนไปทุกปี ตัวเนื้อเลนส์จากปกติที่เคยใส พออายุมากขึ้นเนื้อเลนส์ก็ขุ่นและพร่ามากขึ้นเริ่มเป็นต้อกระจก ฝ้าก็เยอะ มองไกล มองใกล้ อ่านหนังสือไม่ชัด ใส่แว่นสายตายาวก็ไม่ค่อยชัด จนไม่สามารถเปลี่ยนแว่นได้แล้วก็ต้องไปผ่าตัดเปลี่ยนเลนส์แก้วตาเทียม

สำหรับแว่นสายตานั้น ถ้าเป็นแว่นตาที่ตัดจากร้านก็จะได้ค่าสายตาที่แม่นยำกว่าแว่นตาที่ขายตามท้องตลาดทั่วไป เพียงแต่ว่าราคาแว่นที่ตัดตามร้านสูงกว่า ถ้าคนที่มีปัญหาสายตายาวอย่างเดียวทั้ง 2 ข้าง โดยที่ไม่มีสายตาสั้นหรือเอียงร่วมด้วยอยากจะใช้แว่นสายตาตามท้องตลาดก็ได้ เพราะสายตาแค่ทำให้เราอ่านหนังสือไม่ชัด เราอาจจะลองใช้แว่นที่ขายตามท้องตลาดมาใส่ดูก่อนว่าชัดหรือไม่ ถ้าพออ่านหนังสือได้ชัด ไม่ปวดตา หรือไม่เวียนศีรษะเราก็ใช้ได้ เพราะแว่นสายตาต้องเปลี่ยนอยู่แล้วเป็นระยะ ๆ บางคน 1-2 ปีอาจเปลี่ยนที แต่ต้องลองก่อนว่าแว่นที่ขายตามท้องตลาดใส่แล้วไม่มีปัญหาหรือไม่ เพราะบางคนตัดแว่นมาสายตายาวระดับหนึ่ง แว่นที่ขายตามท้องตลาดระบุสายตายาวเท่ากันแต่อาจจะใส่ไม่ได้ เพราะบางครั้งไม่ตรงกับตาเราต้องลองใส่ดูก่อน

อย่างการตัดแว่นสายตา หลายคนจะไม่ค่อยรู้ ตัดเฉพาะมองใกล้ ใช้อ่านหนังสือ พอมองไกลแล้วปวดตา ก็ต้องเลือกแว่น 2 ชั้น ชั้นล่างเอาไว้เพื่ออ่านหนังสือ ชั้นบนไว้สำหรับมองไกล สามารถใช้ในชีวิตประจำวันได้โดยไม่ต้องถอดแว่น คือมองได้ทั้งระยะอ่านหนังสือและระยะไกลได้เลย แต่ถ้าไม่ได้ใส่แว่นแบบนั้น คือใส่แว่นเฉพาะอ่านหนังสืออย่างเดียว แล้วไปมองไกลก็จะทำให้มัว เบลอ ยิ่งปวดตาเพราะต้องเพ่งมากขึ้นทำให้มองไกลไม่ชัด บางคนอาจจะทำให้เกิดอุบัติเหตุได้ง่ายขึ้น เพราะฉะนั้นแนะนำให้ใส่เป็นแว่น 2 ชั้น แต่ถ้าไม่ชอบจริง ๆ ก็ต้องพกแว่น 2 อัน คือ แว่นสำหรับอ่านหนังสืออันหนึ่ง สำหรับมองไกลอันหนึ่ง ทั้งนี้บางคนอาจคิดว่าแว่น 2 ชั้นทำให้บุคลิกดูเหมือนเป็นคนสูงอายุ บางคนก็ไม่ชอบ ก็จะมีแว่นอีกแบบหนึ่งเรียกว่า “โปรเกสสีพเลนส์” หรือ “เลนส์ไร้รอยต่อ” ทำให้เรามองชัดได้ทุกระยะ

ระหว่างการใส่แว่นสายตากับคอนแทกเลนส์สายตาอันไหนดีกว่ากัน ?

พญ.สุพัตรา กล่าวว่า ขึ้นอยู่กับว่าเรามีสายตาที่ผิดปกติมากน้อยแค่ไหน ถ้าผิดปกติมาก ๆ ใส่แว่นแล้วมีปัญหา คนที่ไม่สามารถใส่แว่นได้ หรือกลุ่มคนที่เล่นกีฬาก็ต้องมาใส่คอนแทกเลนส์ จะได้เล่นกีฬาถนัด แต่การใส่คอนแทกเลนส์มีข้อเสีย คือ ทำให้เกิดโรคต่าง ๆ ที่เกิดจากคอนแทกเลนส์ น้ำยา หรือการดูแลความสะอาดคอนแทกเลนส์ ที่ไม่ดีพอก่อให้เกิดการติดเชื้อที่กระจกตา ซึ่งอาจทำให้ตาบอดได้ ถ้าเรารักษาไม่ทันหรือรักษาไม่ถูกวิธี ดูแลไม่สะอาดก็มีโอกาสติดเชื้อได้ แต่ปัญหาที่พบบ่อยสำหรับคนที่ใส่คอนแทกเลนส์คือ ตาแห้งมาก โดยเฉพาะคนที่ใช้สายตาจ้องคอมพิวเตอร์นาน ๆ ตลอดทั้งวันตาก็จะแห้งและอักเสบพัฒนาไปสู่ภูมิแพ้คอนแทกเลนส์เพิ่มขึ้น เพราะฉะนั้นการใส่คอนแทกเลนส์ก็เหมาะสำหรับคนที่มีสายตาผิดปกติมากจริง ๆ หรือเป็นกลุ่มที่ไม่สามารถใช้แว่นได้ แต่ถ้าสายตาผิดปกติเล็กน้อย เพื่อความสวยงาม จะต้องรักษาความสะอาดคอนแทกเลนส์ให้ดี แต่ถ้าคิดว่าตัวเองรักษาความสะอาดได้ไม่ดีพอแนะนำให้ใส่แว่นดีกว่า

ท้ายนี้แนะนำว่าอายุ 40 ปีก็ควรไปตรวจสภาพตา ไม่ว่าจะเป็นสายตา ความดันตา จอประสาทตา เหมือนกับการตรวจร่างกายประจำปี เพราะนอกจากสายตายาวแล้วยังมีเรื่องโรคต้อลม โรคต้อเนื้อ ที่ร้ายกว่านั้นคือ โรคต้อหิน ซึ่งพบอุบัติการณ์มากขึ้นในกลุ่มคนที่อายุมากกว่า 45 ปีขึ้นไป.

นวพรรษ บุญชาญ รายงาน

ที่มา :  เดลินิวส์  2 กุมภาพันธ์ 2556