เตือน 3 สารอันตรายจาก ‘ควันธูป’ สูดดมเสี่ยงมะเร็ง

thairath140121_001กรมอนามัย เตือนอันตรายจากการสูดดมควันธูปสะสมนานๆ อาจเสี่ยงได้รับ 3 สารก่อมะเร็ง แนะนำให้จุดธูปในที่ที่มีอากาศถ่ายเทสะดวก และดับให้สนิทเพื่อป้องกันไฟไหม้ พร้อมย้ำเด็กเล็กป่วยโรคภูมิแพ้ เลี่ยงสูดดม…

เมื่อวันที่ 21 ม.ค. 57 ดร.นพ.พรเทพ ศิริวนารังสรรค์ อธิบดีกรมอนามัย กล่าวว่า การจุดธูปจำนวนมากๆ แต่ละครั้ง ธูปที่เผาไหม้จะปล่อยฝุ่นละอองและสารมลพิษออกมามากมาย ซึ่งมีสารบางชนิดที่อาจเป็นสารก่อมะเร็ง โดยเฉพาะสารเบนซีน, 1, 3 บิวทาไดอีน และเบนโซเอไพรีน เป็นสารก่อมะเร็งที่เกิดจากการเผาไหม้ของกาว ขี้เลื่อยและน้ำหอมในธูป สารดังกล่าวสามารถก่อมะเร็งได้หลายชนิด เช่น มะเร็งเม็ดเลือดขาว มะเร็งเม็ดเลือด มะเร็งปอด และมะเร็งกระเพาะปัสสาวะ นอกจากนี้ในควันธูปยังมีสารมลพิษอีกหลายชนิด ที่ส่งผลกระทบต่อสุขภาพ เช่น ก๊าซซัลเฟอร์ไดออกไซด์ ก๊าซไนโตรเจนไดออกไซด์ ก๊าซคาร์บอนมอนออกไซด์ ก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ เป็นต้น ซึ่งมีฤทธิ์ทำให้เกิดอาการระคายเคืองตาและระบบทางเดินหายใจ เช่น ตาแห้ง แสบตา น้ำตาไหล ระคายเคืองจมูก จาม ไอ ระคายคอ หายใจลำบาก และยังทำให้ปวดศีรษะ เหนื่อยล้า ง่วงนอน และหมดสติได้หากสูดดมระยะเวลายาวนาน

“การป้องกันตนเองและบุคคลรอบข้างเพื่อป้องกันผลกระทบต่อสุขภาพ จึงควรหลีกเลี่ยงการจุดธูปในบริเวณที่อากาศไม่ถ่ายเทหรืออากาศถ่ายเทไม่สะดวก เช่น ห้องแอร์ ห้องที่ไม่มีประตูหน้าต่าง ใช้ธูปขนาดสั้นแทนธูปขนาดยาว เพื่อให้เกิดควันในระยะเวลาที่สั้นกว่า สำหรับศาลเจ้า ควรตั้งกระถางธูปไว้นอกอาคารหรือในที่ที่อากาศถ่ายเทสะดวก และเมื่อเสร็จพิธีการควรดับหรือเก็บธูปให้เร็วขึ้น เพื่อป้องกันอันตรายและเสี่ยงเกิดไฟไหม้ ที่มีสาเหตุจากความประมาทได้ ส่วนกรณีเจ้าหน้าที่ที่ปฏิบัติงานในศาสนสถาน ควรหลีกเลี่ยงการสัมผัสควันธูปเป็นระยะเวลานานและต่อเนื่อง และหลังการสัมผัสควันธูปควรล้างมือ ล้างหน้าล้างตาให้บ่อยขึ้น” อธิบดีกรมอนามัย กล่าว

ทั้งนี้ ดร.นพ.พรเทพ ยังกล่าวอีกว่า กลุ่มเด็ก สตรีมีครรภ์ ผู้สูงอายุ ผู้ที่มีโรคประจำตัว เช่น โรคหัวใจ หอบหืด ภูมิแพ้ ถุงลมปอด นับเป็นกลุ่มเสี่ยงที่จะได้รับผลกระทบมากกว่ากลุ่มอื่น โดยเฉพาะบ้านที่มีเด็กเล็ก เนื่องจากโรคภูมิแพ้เป็นโรคที่พบบ่อยในเด็ก ส่วนใหญ่เกิดจากสภาพแวดล้อมที่ไม่เหมาะสม เช่น อับทึบ ชื้น มีเชื้อรา หรือฝุ่นละออง ซึ่งเป็นสารกระตุ้นให้เด็กเกิดอาการแพ้ จึงควรหลีกเลี่ยงการสัมผัสหรือสูดดมควันธูป หากไม่สามารถเลี่ยงได้ให้ใช้ผ้าเช็ดหน้าหรือหน้ากากอนามัย ปิดปากและจมูก รวมทั้งหลีกเลี่ยงการพักผ่อนหรือนอนหลับบริเวณที่มีการจุดธูป และหมั่นทำความสะอาดบ้านอย่างน้อยสัปดาห์ละครั้ง เพื่อลดการสะสมของฝุ่นละอองจากควันธูปที่อาจตกค้างได้

ที่มา: ไทยรัฐ 21 มกราคม 2557

Advertisements

‘โรคแพ้ตึก’ ภัยเงียบในอาคารลดสารพิษในอากาศป้องกันได้

dailynews140115_001ปัจจุบันการใช้ชีวิตของคนเมืองนิยมอาศัยอยู่ในคอนโดมิเนียม อพาร์ตเมนต์ แฟลต ตึกแถว เพราะถูกจำกัดเนื้อที่ และยังต้องทำงานอยู่ในอาคารสำนักงาน ซึ่งไม่ว่าจะนอนหรือทำงานก็ต้องใช้เครื่องปรับอากาศตลอดเวลาไม่เคยได้สัมผัสหรือรับอากาศธรรมชาติ จนทำให้หลายคนเกิดอาการอ่อนเพลีย ระคายเคืองจมูก มีอาการภูมิแพ้ ซึ่งเราเรียกลักษณะอาการเหล่านี้ว่า โรคแพ้ตึก นั่นเอง

ผศ.ดร.นพ.จามร สมณะ อาจารย์ภาควิชาเคมี คณะวิทยาศาสตร์ มหาวิทยา ลัยมหิดล อธิบายว่า โรคภูมิแพ้มี 2 ลักษณะ คือ แพ้เพราะเป็นระบบภูมิคุ้มกันของเราเอง เช่น บางคนแพ้ไรฝุ่นก็จะมีอาการ แต่บางคนไม่แพ้ไรฝุ่นก็จะไม่เป็นอะไร ส่วนการแพ้สารเคมีทุกคนเป็นเหมือนกันหมดคือ จะมีอาการระคายเคือง เพราะไม่ใช่ปฏิกิริยาจากระบบภูมิคุ้มกัน แต่เป็นการทำลายเนื้อเยื่อ ซึ่งสารเคมีไประคายเคืองเนื้อเยื่อโดยตรง

ปัญหาเรื่องสารพิษหรือสารเคมีในอากาศ ถ้าเป็นคนในชนบทไม่ค่อยมีปัญหา แต่สำหรับคนในเมืองต้องเผชิญกับหลาย ๆ ปัญหา เนื่องจากวัสดุที่ใช้ทำตึกแทบทุกอย่างมันเกิดฝุ่นหรือเกิดไอระเหยได้อยู่แล้ว ส่วนมากเมื่อเข้าสู่ปอดแล้วไม่ดีต่อสุขภาพ โดยหลัก ๆ ที่พบมาก ได้แก่ ฝุ่นปูน ไอระเหยของตัวทำละลาย เช่น ตัวสี ตัวเคลือบ น้ำยาเคลือบหนัง และผงไม้จากการทำเฟอร์นิเจอร์ ฉนวนกันความร้อน ยิปซัม ใยแก้ว หรือฉนวนยิปซัมที่บุผนังยิ่งน่ากลัว

อย่างไรก็ตาม เมื่อก่อนมีใยหินด้วย เพราะเมืองไทยไม่ได้กวดขันเรื่องการใช้แร่ใยหินในวัสดุก่อสร้างที่อยู่ในส่วนภายในมากนัก บางทีเรายังพบว่ากระเบื้องมุงหลังคาก็ยังมีแร่ใยหิน ซึ่งแร่ใยหินและแร่ใยแก้วเมื่อสูดเข้าไปในปอดแล้วร่างกายกำจัดไม่ออกจะเกิดการอักเสบเรื้อรัง จนในที่สุดปอดเราจะกลายเป็นพังผืด ทำให้หายใจลำบากและอาการจะเพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ ไม่สามารถรักษาได้ ส่วนระยะเวลาในการรับสารนั้นอยู่ประมาณ 5-10 ปี และสารระเหยจะทำให้เกิดอาการระคายเคือง ซึ่งอาการระคายเคืองมีแบบรู้ตัว คือโดนปุ๊บมีอาการทันที และระคายเคืองแบบไม่รู้ตัว เช่น ไม่ทราบว่าตัวเองเป็นอะไร ทุกวันมีน้ำมูกไหล น้ำตาไหล คอแดง เป็นหวัดง่าย และเป็นหวัดแล้วหายยาก

สำหรับอุปกรณ์ที่ติดตั้งในห้องก็มีสารพิษได้อีก อาทิ เครื่องพรินเตอร์ เครื่องถ่ายเอกสาร เนื่องจากจะมีผงหมึกออกมาได้ ซึ่งผงหมึกจะมีความละเอียดมากเมื่อเข้าปอดแล้วร่างกายมักกำจัดไม่ออกอาจจะมีอาการไม่เป็นมาก แต่ผงหมึกมันจะปล่อยก๊าซโอโซนออกมาด้วย ซึ่งโอโซนในที่นี้ไม่ใช่ดมแล้วบริสุทธิ์สดชื่น เป็นลักษณะเป็นเหมือนสารฟอกขาว เมื่อโดนโปรตีนในเยื่อบุร่างกายเราจะทำให้โปรตีนและไขมันถูกทำลายหมด

เฟอร์นิเจอร์บ้านก็เช่นกัน มีน้ำยาเคลือบหนัง แล็กเกอร์ที่ทาไม้ ฝุ่นขี้เลื่อยของเฟอร์นิเจอร์ไม้ กาวที่ใช้แปะเฟอร์นิ เจอร์ขึ้นมาซึ่งมีผลทั้งสิ้น และยิ่งบ้านไหนใช้วัตถุดิบจากใต้ดินลึก ๆ เช่น ใช้หินอ่อนแกรนิตเยอะ ๆ ซึ่งดูเหมือนเรียบร้อยดีไม่มีอะไร แต่พบว่าถ้าอยู่ในห้องอับจะมีเปอร์เซ็นต์ของก๊าซเรดอน (Radon) สูง ซึ่งเป็นก๊าซชนิดหนึ่งได้จากการสลายตัวของธาตุกัมมันตภาพรังสี ทำให้ตัวของมันมีกัมมันตภาพรังสีด้วย ปกติเป็นก๊าซที่หนักอยู่ในหินแร่ใต้โลก ปัจจุบันเรานำเอาหินอ่อนและหินแกรนิตมาประดับตึกกันมาก ทำให้มีการปล่อยก๊าซเรดอนพวกนี้ออกมาแต่น้อยมาก ซึ่งถ้าอยู่ในห้องอับ ๆ จะมีโอกาสได้รับมากขึ้นและเป็นสารก่อมะเร็ง

ต่อมาเป็นพวก หนังสือ หากเป็นหนังสือเก่า ๆ ไม่น่ามีปัญหา แต่ถ้าเป็นหนังสือใหม่ ๆ มักมีน้ำยาเคลือบสีปก ทำให้มีสารอะคริลาไมด์ (Acrylamide) ที่เป็นสารก่อมะเร็งและมีฤทธิ์ต่อระบบประสาทด้วย ปกติแล้วอะคริลาไมด์เป็นโพลิเมอร์ช่วยทำให้กระดาษมันเงา เวลาใส่ในกระดาษแล้วจะเหลือจางมาก ๆ ไม่รุนแรง ส่วนหนังสือพิมพ์ไม่ได้มีพิษมาก อาจจะมีกลิ่นน้ำมันของหมึก แต่ที่ต้องระวังคือ ตัวกระดาษถ้าฟอกไม่ดีจะมีสารฟอกขาวตกค้างทำให้เกิดการระคายเคืองได้

สารพิษทั้งหมดที่กล่าวมาเกิดจากทางเคมี นอกจากนี้ยังมีสารพิษจากทางชีวภาพอีก เช่น ห้องของเราถ้ามีซอกหรือหลืบเยอะจะเป็นที่เก็บฝุ่น และยิ่งใช้เครื่องปรับอากาศด้วยก็ยิ่งก่อสารพิษ เพราะเวลาที่เครื่องปรับอากาศพ่นไอเย็นออกมา เนื่องจากสภาพอากาศเมืองไทยชื้น ตรงไหนเป็นส่วนที่เย็นจะมีการควบแน่นเกิดหยดน้ำขึ้น ทำให้หยดน้ำไปคลุกกับฝุ่นและมีความชื้นเย็นเป็นประจำ จะทำให้มีรางอก ยีสต์งอก และไรฝุ่นเติบโตได้ดี เป็นสิ่งที่เรามองไม่เห็น ทำให้มีผลต่อสุขภาพ สำหรับคนที่แพ้ หรือร่างกายแพ้ง่ายต่อสารเคมีอยู่แล้ว ถ้ามาเจอสารพิษพวกนี้เข้าไปอีกก็จะยิ่งแพ้และเป็นโรคภูมิแพ้ได้ง่าย ส่วนคนที่ไม่แพ้ก็ไม่มีผลเท่าใดนัก

 

ผลเสียของสารพิษต่าง ๆ ทำให้มีอาการหลัก ๆ คือ
1. เกิดการแพ้
2. เกิดการระคายเคือง
3. ก่อมะเร็ง และ
4. ถ้าเป็นเชื้อโรคสะสมนอกจากจะแพ้แล้วยังทำให้เกิดเป็นโรค เช่น โรคบางชนิดที่มากับเชื้อแบคทีเรียที่อยู่ในระบบความเย็น ทำให้เป็นโรคปอดบวม ปอดอักเสบ บางรายเป็นหนักถึงขั้นติดเชื้อในกระแสเลือดและเสียชีวิตได้ นอกจากนี้พวกเชื้อราที่อาศัยอยู่ในวัสดุก่อสร้างชื้น ถ้าสปอร์ตกลงไปในปอดอาจทำให้คนที่มีภาวะภูมิคุ้มกันต่ำ ๆ เช่น คนแก่ ผู้ป่วยโรคเบาหวานอาจมีราไปงอกในปอดได้

ฉะนั้นการสังเกตอาการเจ็บป่วยนับว่าสำคัญ ถ้าเรารู้สึกว่าไปบางสถานที่แล้วเกิดการระคายเคืองเป็นพิเศษก็สงสัยได้เลยว่าในห้องนั้นอาจจะมีสารพิษหรือสารที่ทำให้เกิดการแพ้มากระตุ้นให้เราเจ็บป่วย โดยทั่วไปอาการของการได้รับสารพิษแต่ละสารพิษจะแตกต่างกัน เช่น พวกโอโซน ดมแล้วกลิ่นจะเหม็นสาบ เปรี้ยว ถ้าโดนตาและจมูกจะแห้งและแสบ สารระเหย ดมเข้าไปจะทำให้น้ำมูก น้ำตาไหล คอแห้ง และถ้าสัมผัสโดยตรงจะทำให้เป็นผื่นแพ้ขึ้นมา แต่ถ้าเป็นอาการภูมิแพ้มีหลายแบบขึ้นอยู่กับแต่ละคน เช่น ถ้าอาการเล็กน้อยอาจมีแค่จาม น้ำมูกไหล คันตา แต่ถ้าเป็นมากจะมีอาการเป็นหอบหืด ไอมาก ส่วนถึงขั้นติดเชื้อในปอด ถ้าไม่มีอาการเป็นไข้สูงก็จะมาด้วยอาการเรื้อรัง ไอเป็นเลือด แต่ถ้าเป็นอาการแบบเรื้อรังนาน ๆ จนก่อมะเร็งไม่สามารถสังเกตได้จนกว่าจะมีอาการและตรวจพบ

 

การป้องกันในเมื่อมันขึ้นอยู่กับวัสดุก่อสร้างบางทีเราเปลี่ยนไม่ได้ แต่มีวิธีลดความรุนแรง เช่น หากมีความจำเป็นต้องอยู่ในห้องพยายามอย่าเปิดแอร์ทั้งวันทั้งคืน เพราะส่วนมากที่พบผู้ป่วยเป็นหวัดแล้วรักษาไม่หายหรือเป็นโรคภูมิแพ้จะแนะนำให้นอนแบบไม่ต้องเปิดแอร์ แต่เปิดหน้าต่างโล่ง ๆ ไม่ต้องห่มผ้าห่ม ถึงแม้จะรู้สึกว่าลมข้างนอกดูสกปรกเพราะมีฝุ่น แต่ลมแอร์ก็ดูดอากาศจากข้างนอกหรือในห้องหมุนไปมา ซึ่งอากาศข้างนอกมีข้อดีกว่าคือสามารถเจือจางและนำพาเชื้อโรคที่สะสมในห้องออกไปได้

หากใครที่อยู่ห้องเวลากลางวันสามารถเปิดแอร์ได้ถ้าอากาศร้อนมาก ส่วนกลางคืนอากาศเย็นเปิดพัดลมและหน้าต่างก็เพียงพอ ที่สำคัญควรทำความสะอาดห้องให้เรียบร้อยไม่เก็บอะไรที่เก็บสะสมฝุ่น โดยเฉพาะพวกอาหารและเครื่องดื่ม เพราะเป็นสิ่งสะสมเชื้อรา เอกสารหนังสือไม่ควรนำเข้ามากองในห้องมากเกินไป เครื่องปรับอากาศควรทำความสะอาดอย่างน้อยปีละ 2 ครั้ง พยายามปรับตัวให้อยู่ในสภาพอากาศอุณหภูมิธรรมชาติให้ได้ ปลูกต้นไม้ใหญ่ ๆ ไว้รอบบ้านเพื่อบังฝุ่นและแสงแดดทำให้ลดการใช้เครื่องปรับอากาศลง การเปิดหน้าต่างในห้องให้อากาศถ่ายเทเป็นสิ่งที่ง่ายและดีที่สุดทำให้ลดสารพิษได้ ถึงแม้จะมีปัญหาคือฝุ่นเยอะ แต่อย่างน้อยอากาศก็ได้ถ่ายเทและหมุนเวียน ส่วนในสำนักงานควรต้องเก็บข้าวของให้เรียบร้อยเพื่อสุขภาพโดยรวม

ส่วนใครที่กำลังมองหาห้องพักควรดูที่การตกแต่งก่อนเช่าหรือซื้อว่าห้องเพดานสูงเพียงพอหรือไม่  มีประตูหลังห้องระบายอากาศและห้องน้ำมีหน้าต่างระบายความชื้นหรือไม่ เพราะเชื้อโรคก่อตัวได้ดีในห้องน้ำชื้น ๆ แสงส่องไม่ถึง หรือการปูพรมในห้องก็ไม่ดีเพราะเป็นแหล่งสะสมฝุ่นและไรฝุ่นที่ดีมาก หรือการตกแต่งห้องควรใช้วอลเปเปอร์ผิวเรียบ อย่าใช้ที่เป็นซอกหรือหลุมมาก ๆ เพราะเป็นแหล่งสะสมของเชื้อโรคและสัตว์ที่ชอบความชื้นทั้งหลาย หากใครที่ซื้อไปแล้วได้ห้องที่อับก็หากิจกรรมนอกห้องทำให้มากขึ้น เช่น ออกไปฟิตเนส ออกกำลังกายกลางแจ้งบ้าง ไม่ควรหมกตัวอยู่ในห้องบ่อย ๆ และจัดเก็บห้องให้สะอาด โล่งโปร่งสบาย พยายามอย่าให้มีข้าวของรกรุงรังเป็นแหล่งสะสมฝุ่นและเชื้อโรค

สุดท้ายถึงแม้ว่าการก่อสร้างอาคารตึกจะยังไม่มีกฎหมายควบคุมหรือกฎข้อบังคับอะไรเกี่ยวกับเรื่องนี้ ก็อยากให้ผู้ก่อสร้างออกแบบให้ดีตั้งแต่ต้น โดยการคำนึงถึงเรื่องสุขภาพและการประหยัดพลังงานด้วย.

ทีมวาไรตี้

ที่มา: เดลินิวส์ 15 มกราคม 2557

ระวังมะเร็งตับจากสมุนไพรแห้ง

dailynews131227_001สมุนไพรแห้ง ไม่ว่าจะจีนและไทย ยังจัดว่าเป็นยาโบราณที่ทรงคุณค่า มีผลในการช่วยบำรุง ตลอดจนฟื้นฟูร่ายกาย ตามสรรพคุณที่แพทย์แผนโบราณได้ศึกษาและบอกต่อกันมา แต่หลายต่อหลายคนอาจลืมไปว่า ของที่มีคุณ อาจกลายเป็นภัยแฝง ที่ส่งผลร้ายต่อร่างกายได้ หากกระบวนการผลิต และสภาวะการจัดเก็บที่ไม่ถูกสุขลักษณะ ไม่ได้ช่วยปกป้องสมุนไพรแห้งที่แสนจะมีประโยชน์นี้ ให้ปลอดภัยจากสารพิษที่เกิดจากเชื้อรา ที่มีชื่อว่า “อะฟลาทอกซิน (aflatoxin)” หากสมุนไพรแห้งที่นำมาใช้นั้น มาจากกระบวนการผลิต และการจัดเก็บที่ไม่ถูกสุขลักษณะ จนมีเชื้อราที่สร้างสารพิษปะปนมากับสมุนไพร ก็จะเกิดผลร้ายกับร่างกายเราได้ ที่เรียกว่าภัยแฝงนั้น นั่นเพราะ สารพิษชนิดนี้ ไม่ได้ก่อให้เกิด มะเร็งหรือโรคต่างๆกับร่างกายในทันที จนบางทีเราอาจไม่รู้ว่า ถึงเวลาที่ป่วยด้วยโรคที่เกิดจากสารพิษชนิดนี้ นั่นมีที่มาจากสมุนไพรแห้งที่เราเคยทานเป็นยาเข้าไปเมื่อนานมาแล้วนั่นเอง

ปัจจุบันองค์การ IARC ( International Association Research Cancer ) ได้จัดสารอะฟลาทอกซิน เป็นสารก่อมะเร็ง Class I ซึ่งส่วนใหญ่จะเกิดขึ้นที่ตับ และอาจก่อมะเร็งในอวัยวะอื่นๆ เช่น ไต ระบบหายใจ ระบบทางเดินอาหาร ระบบประสาท ระบบสืบพันธุ์ และระบบภูมิคุ้มกัน สารพิษอะฟลาทอกซิน เป็นสารพิษ ที่ผลิตโดยเชื้อราในกลุ่มราในโรงเก็บ (storage fungi) เชื้อราตัวสำคัญที่สร้างสารพิษนี้ได้ ได้แก่ Aspergillus flavus, A. parasiticus, Penicillium citrinum เป็นต้น ได้มีการศึกษาการสร้างอะฟลาทอกซินของ A. flavus ในห้องปฏิบัติการพบว่า A. flavus บางสายพันธุ์สร้างอะฟลาทอกซินในปริมาณสูงมาก บางตัวก็ไม่สร้าง ดังนั้นการที่พบเชื้อราเหล่านี้บนผลิตผลเกษตรจึงไม่สามารถสรุปว่าผลิตผลนั้นมีสารพิษ ในทำนองเดียวกันก็อาจมีการปนเปื้อนของอะฟลาทอกซินในผลิตผล โดยที่เราไม่เห็นเชื้อราเนื่องจากเชื้อราอาจถูกกำจัดออกไป โดยผู้ผลิตคิดว่าเมื่อไม่มีเชื้อราปรากฏให้เห็น ผลิตผลนั้นก็สะอาดปลอดภัย บริโภคได้ แต่ไม่ทราบว่าเชื้อราได้สร้างสารพิษและยังตกค้างอยู่ในผลิตผลนั้น ๆ การกำจัดอะฟลาทอกซินก็ทำได้ค่อนข้างยาก เนื่องจากสารพิษชนิดนี้ทนความร้อนได้ถึง 250 องศาเซลเซียส เป็นสารพิษที่ก่อมะเร็งที่ตับ และตับอักเสบทั้งในมนุษย์และสัตว์ที่บริโภคอาหารที่มีสารพิษนี้เข้าได้จึงเห็นได้ว่าเป็นสารพิษที่อันตรายมาก ๆ

 

สมุนไพรและผลิตผลเกษตรอื่น ๆ ที่พบแอฟลาทอกซิน

เชื้อราสร้างสารพิษแอฟลาทอกซินได้ในสมุนไพรเกือบทุกชนิด ตัวอย่างสมุนไพรที่รู้จักกันดีและใช้กันอย่างแพร่หลายที่ตรวจพบแอฟลาทอกซินได้แก่ ข้าวเย็นเหนือ อบเชยเทศ โป๊ยกั๊ก ฟ้าทะลายโจร ขิง มะขามแขก บอระเพ็ด กานพลู ขมิ้นชัน มะตูม ขี้เหล็ก แสมสาร แห้วหมู พิกุล สารภี ระย่อม อบเชยญวน เกสรบัวหลวง สมอไทย มะขามป้อม เป็นต้น โดยที่บางชนิดตรวจไม่พบเชื้อราเจริญบนสมุนไพร แต่พบสารพิษในปริมาณที่สูงกว่ามาตรฐาน เช่นในอบเชยเทศ โป๊ยกั๊ก ฟ้าทะลายโจร และกานพลู เป็นต้น นอกจากในสมุนไพรแล้วผลิตผลเกษตรที่พบแอฟลาทอกซินส่วนใหญ่เป็นผลิตผลตากแห้ง และอาหารแปรรูป เช่น ข้าวโพด ข้าวฟ่าง ข้าวกล้อง ข้าวซ้อมมือ ข้าวสาร (ที่เก็บนาน ๆ) ข้าวเหนียว ลูกเดือย งา ข้าวสาลี กระเทียม หอม พริกไทยป่น พริกป่น ปลาป่น และในผลิตภัณฑ์แปรรูปเช่น ถั่วตัด งาตัด น้ำมันถั่วลิสง (ที่นำถั่วลิสงที่ไม่มีคุณภาพมาแปรรูป) และนมสด (จากการที่นำข้าวโพด ถั่วหรืออื่น ๆ ที่มี แอฟลาทอกซิน ชนิด B1 ปนเปื้อนอยู่ เป็นส่วนผสมในอาหารเลี้ยงสัตว์ แอฟลาทอกซิน จะเปลี่ยนจากชนิด B1 เป็น M1) จึงเห็นได้ว่าแอฟลาทอกซินอยู่ใกล้ตัวเรามาก ๆ ในต่างประเทศก็มีรายงานการตรวจพบแอฟลาทอกซินในสมุนไพรเช่นกัน เช่น ในประเทศศรีลังกาพบว่าสมุนไพร 6 ชนิดที่นิยมใช้ในการรักษาโรคนั้นตรวจพบสารพิษทั้ง 6 ชนิด ส่วนในประเทศอินเดียพบว่าสมุนไพรหรือเครื่องเทศที่พบว่ามีการปนเปื้อนของ แอฟลาทอกซิน มากที่สุดคือพริกไทย

 

ขั้นตอนใดในการผลิตสมุนไพรที่ตรวจพบอะฟลาทอกซิน

เชื้อราสามารถเข้าทำลายและสร้างสารพิษได้ดีในสภาพที่มีความชื้นสัมพัทธ์ไม่ต่ำกว่า 80% อุณหภูมิระหว่าง 28-35 องศาเซลเซียส และเกิดได้ในทุกขั้นตอนของกระบวนการผลิตสมุนไพรหลังจากเก็บเกี่ยวมาแล้ว คือในขั้นตอนของการหั่น การตากแห้ง การบด การบรรจุ และการเก็บรักษา หรือแม้แต่ช่วงที่ผู้บริโภคซื้อมา และรับประทานไม่หมดแล้วไม่ปิดเก็บให้มิดชิดในที่แห้ง ความชื้นจากบรรยากาศก็สามารถเข้าไปทำให้สมุนไพรที่ตากแห้งแล้วมีความชื้นมากขึ้น เชื้อราจึงเจริญได้ โดยปกติเชื้อรา Aspergillus spp. อาศัยได้ทั่วไปในอากาศ ดิน เศษซากพืช สปอร์ปลิวกระจายทั่วไปโดยอาจมีปริมาณไม่มากนัก เมื่อมาสัมผัสกับสมุนไพรที่อยู่ระหว่างการตากแห้ง ที่ตากที่ลานบ้าน หรือช่วงที่รอการนำไปบดที่ร้านขายยา หรือในช่วงที่นำมาบรรจุใส่ซองหรือใส่แคปซูล ซึ่งเป็นช่วงที่มีโอกาสปนเปื้อนเชื้อและเชื้อสร้างสารพิษได้ดี เนื่องจากสมุนไพรที่บดมีขนาดเล็ก มีพื้นที่ผิวในการดูดความชื้นได้มาก จึงมีความชื้นสูงกว่าช่วงตากแห้ง การเจริญของราและการสร้างสารพิษจึงสูงกว่าในขั้นตอนอื่น ๆ กระบวนการผลิตที่ผลิตอย่างมีมาตรฐานตามข้อกำหนด GMP (Good Manufacturing Practice) จึงเป็นเรื่องที่สำคัญอย่างยิ่ง

ประเทศไทยยังไม่มีข้อกำหนด กฏหมาย ที่กำหนดปริมาณสารแอฟลาทอกซิน ในสมุนไพร มีกำหนดเฉพาะในอาหารสำหรับบริโภคเท่านั้น ที่กำหนดให้มี อะฟลาทอกซินได้ไม่เกิน 20 ไมโครกรัม/ กิโลกรัม จึงยังเป็นเรื่องที่ผู้บริโภคต้องระมัดระวังและดูแลตัวเอง ในอดีตคนไทยรับประทานสมุนไพรเป็นยาโดยรับประทานสด แม้ว่าคุณสมบัติของสารออกฤทธิ์จะลดน้อยกว่าสมุนไพรตากแห้ง ดังนั้นถ้ามีโอกาสและสามารถบริโภคสมุนไพรสดก็ควรบริโภคแบบสด แต่หากปฏิบัติไม่ได้ควรเลือกบริโภคสมุนไพรที่มีการบรรจุดี สะอาด มิดชิด ความชื้นจากบรรยากาศไม่สามารถเข้าไปได้ ควรมีทะเบียนยารับรอง ระบุวันเดือนปีที่ผลิตและวันหมดอายุ มีการควบคุมคุณภาพตามมาตรฐานขององค์การอาหารและยา การเลือกซื้อสมุนไพรที่ผลิตโดยโรงพยาบาลและบริษัทที่มี อย. รับรองจึงเป็นอีกทางเลือกหนึ่งที่ดีที่สุด

หลายท่านอาจคิดว่า ก่อนนำไปดื่มหรือบริโภค ก็ต้องนำไปผ่านความร้อนโดยการต้มให้เดือด ก็น่าจะทำลายสารพิษชนิดนี้ได้ แต่อย่าลืมนะคะว่า เจ้าสารพิษชนิดนี้ทนความร้อนได้ถึง 250 องศาเซลเซียส ซึ่งอุณหภูมิน้ำเดือดทั่วไปไม่สูงถึงขั้นจะทำลายสารพิษชนิดนี้ได้

จะเลือกทานสมุนไพรแห้งใส่ใจแหล่งที่มา จนถึงคุณภาพ และมาตรฐานในการผลิตกันให้ดีนะคะ

โดย “PrincessFangy”
Twitter @Princessfangy

เนื้อหาบางส่วนจาก http://share.psu.ac.th/blog/

ภาพประกอบจาก http://www.hanji-herb.com/herb/

ที่มา : เดลินิวส์  27 ธันวาคม 2556

เตือนผู้หญิงอยากสวย สารยืดเส้นผมก่อมะเร็ง

Credit : groupon.hk

Credit : groupon.hk

คุณสุภาพสตรีที่อยากมีผมตรงสลวยคงต้องระมัดระวังเพิ่มขึ้น หากคิดจะเลือกใช้ผลิตภัณฑ์ที่โฆษณาสรรพคุณว่าทำให้ผมยืดตรงขึ้น เพราะปัจจุบันผลิตภัณฑ์ประเภทนี้กำลังถูกจับตาในสหรัฐว่าเจือปนสารก่อมะเร็ง

สมาชิกสภาคองเกรส 3 คนจากพรรคเดโมแครต ประกอบด้วย เอ็ดเวิร์ด มาร์คีย์ ส.ส.แมสซาชูเซตส์, แจน ชาโควสกี ส.ส.อิลลินอยส์ และเอิร์ล บลูมนอเออร์ ส.ส.ออริกอน ร่วมกันทำหนังสือถึงคณะกรรมการอาหารและยาสหรัฐ (เอฟดีเอ) เมื่อกลางเดือนธันวาคม เพื่อแสดงความเป็นห่วงความปลอดภัยของผู้บริโภคจากการใช้ผลิตภัณฑ์ยืดเส้นผม ซึ่งรวมถึงยี่ห้อดังอย่าง บราซิลเลียนโบลว์เอาต์ ด้วย

หนังสือถึงเอฟดีเอเรียกร้องให้หน่วยงานนี้ปกป้องสุขภาพของสาธารณชนมากขึ้น เนื่องจากผลิตภัณฑ์ที่ว่ามีระดับของฟอร์มาลดีไฮด์ หรือฟอร์มาลีน ที่เป็นสารก่อมะเร็งในระดับสูง และเอฟดีเอเองก็เคยได้รับคำร้องเรียนมาก่อนหน้านี้แล้ว ทั้งกรณีการเกิดปัญหากับระบบประสาท เช่น เวียนศีรษะ, ปัญหาทางเดินหายใจ, คลื่นไส้, เจ็บหน้าอก, อาเจียนและเป็นผื่นคัน

ปีที่แล้ว ส.ส.ทั้งสามก็เคยยื่นเรื่องต่อเอฟดีเอมาแล้วครั้งหนึ่ง เพื่อขอให้เอฟดีเอทบทวนความอันตรายของฟอร์มาลีนในผลิตภัณฑ์จำพวกนี้ และออกคำแนะนำให้เจ้าของผลิตภัณฑ์เรียกคืนสินค้าโดยสมัครใจ ซึ่งเอฟดีเอก็รับเรื่องโดยส่งหนังสือเตือนถึงบริษัทผู้ผลิต อันรวมถึงบริษัท จีไอบี เจ้าของผลิตภัณฑ์บราซิลเลียนโบลว์เอาต์ ที่แม้จะทำตลาดกับช่างเสริมสวยมืออาชีพเป็นหลัก แต่ก็มีวางขายทางออนไลน์ และตัวแทนขายปลีกที่ทำให้ประชาชนทั่วไปสามารถซื้อมาใช้ได้เอง

กรณีของบราซิลเลียนโบลว์เอาต์ เอฟดีเอเตือนไปว่าผลิตภัณฑ์นี้ “มีสิ่งเจือปน” และ “ปลอมฉลาก” เนื่องจากมีระดับฟอร์มาลดีไฮด์สูง ทั้งๆ ที่โฆษณาสรรพคุณว่าปลอดจากฟอร์มาลดีไฮด์ คำเตือนสั่งให้จีไอบีแก้ไขปัญหาดังกล่าว

อย่างไรก็ดี หนังสือของ ส.ส.ทั้งสามรายชี้ว่า แม้จะมีหนังสือเตือนจากเอฟดีเอ แต่จีไอบียังคงเพิกเฉย ไม่แก้ไขสูตรของผลิตภัณฑ์ ส่วนเอฟดีเอก็ไม่ดำเนินการใดๆ ปล่อยให้ผู้ประกอบอาชีพในร้านเสริมสวยและผู้บริโภคจำนวนมากต้องเสี่ยงต่อการรับสารก่อมะเร็งชนิดนี้ต่อไป

“เอฟดีเอควรดำเนินการห้ามการขายผลิตภัณฑ์ยืดเส้นผมที่อาจมีสารก่อมะเร็งโดยทันที และควรประเมินต่อไปด้วยว่าควรห้ามการใช้ฟอร์มาลดีไฮด์ในผลิตภัณฑ์ยืดเส้นผมทั้งหมดเลยหรือไม่” มาร์คีย์กล่าวในแถลงการณ์

จีไอบีเคยถูกฟ้องเมื่อเดือนมกราคมปีนี้ และข้อตกลงระงับคดีก็สั่งให้จีไอบีติดคำเตือนบนฉลากว่าผลิตภัณฑ์ของตนก่อก๊าซฟอร์มาลดีไฮด์ได้ระหว่างการใช้งาน

อันตรายของสารชนิดนี้ในผลิตภัณฑ์ยืดผมยี่ห้อดังกล่าว ทำให้แคนาดา, ไอร์แลนด์และออสเตรเลีย สั่งห้ามขายเป็นที่เรียบร้อยแล้ว.

ที่มา : ไทยโพสต์ 25 ธันวาคม 2555

.

Related Link:

.

Hair-Straightening Products Dangerous, US Reps Say

By Rachael Rettner, MyHealthNewsDaily Staff Writer | LiveScience.com – Wed, Dec 12, 2012

The Food and Drug Administration (FDA) should do more to protect the public from the health risks of hair straightening products, representatives of Congress said today.

Three representatives — Edward Markey (D-Mass.), Jan Schakowsky (D-Ill.), and Earl Blumenauer (D-Ore.) — sent a letter to the FDA today expressing their concerns over the products, which include the Brazilian Blowout.

These products contain unsafe levels of formaldehyde, a known carcinogen, the letter said. The FDA has previously received complaints that the products cause adverse reactions, including nervous system problems such as headaches, respiratory tract problems, nausea, chest pain, vomiting and rashes.

The representatives first voiced their concerns to the FDA last year, and asked the agency to issue a voluntary recall of the products and review the health risks of formaldehyde.

Following this request, the FDA sent a warning letter to GIB LLC, which makes Brazilian Blowout, stating the products were “adulterated” and “misbranded.” The products contain high levels of formaldehyde despite labels that describe them as formaldehyde-free, the FDA said. The agency asked GIB LLC to take quick action to correct its violations.

But since the warning was issued, the company has not reformulated its products, nor has the FDA taken further action, today’s letter from the representatives said.

“The FDA’s inaction on this matter is putting the health of thousands of salon workers and consumers at risk of dangerous formaldehyde exposure,” the representatives wrote.

“The FDA should immediately take action to stop the sale of these potentially carcinogenic hair straightening products, and continue to evaluate whether to ban formaldehyde from hair straighteners altogether,” Markey said in a statement.

A lawsuit settlement in January required GIB LLC to put warning labels on its products saying they can release formaldehyde gas upon application. Its Brazilian Blowout product has already been banned in Canada, Ireland and Australia.

While the Brazilian Blowout is marketed for use by salon professionals, it may also be used by the general public because it is sold online at and beauty retailers, the FDA says.

ทำงานเกี่ยวข้องกับฟอร์มาลดีไฮด์ เสี่ยงกับการเป็นมะเร็งเม็ดโลหิตขาว

วารสารวิชาการ “สถาบันมะเร็งแห่งชาติ” ของสหรัฐฯ ได้กล่าวเตือนว่า ผู้ที่มีการงานที่ต้องเกี่ยวข้องกับใช้ฟอร์มาลดีไฮด์ อันเป็นยาล้างฆ่าเชื้ออย่างแรง มีกลิ่นฉุนแสบจมูกบ่อยๆ มีหวังจะต้องเสี่ยงกับการเสียชีวิตด้วยโรคมะเร็งเม็ดเลือดขาวมาก

คณะนักวิจัยของแผนกมะเร็งระบาดวิทยาและพันธุกรรม ของสถาบัน ได้สอบหาความเกี่ยวพันของอัตราการเสียชีวิตของผู้ทำหน้าที่การงานเกี่ยวข้องกับยาฟอร์มาลดีไฮด์ อย่างผู้เชี่ยวชาญกายวิภาค พยาธิแพทย์ และพนักงานทำศพ ที่เสียชีวิตลงภายในช่วงระยะเวลาหนึ่ง ด้วยโรคมะเร็งเม็ดเลือดขาว เปรียบเทียบกับการเสียชีวิตด้วยโรคอื่น

รายงานผลการวิจัยกล่าวว่า “การศึกษาทำให้ได้ข้อมูลสนับสนุนเพิ่มเติม หลักฐานของความเกี่ยวพันของฟอร์มาลดีไฮด์กับโอกาสที่จะเป็นโรคมะเร็งเม็ดโลหิตขาวมากขึ้น ทำให้เข้าใจถึงความเสี่ยงที่จะเป็นโรคมะเร็งที่เกี่ยวกับฟอร์มาลดีไฮด์ยิ่งขึ้น”.

ที่มา: ไทยรัฐ  4 พฤษภาคม 2555

.

Related link:

.

Formaldehyde and Cancer Risk

.

Formaldehyde Exposure May Affect Fertility in Men

ScienceDaily (Apr. 30, 2012) — Occupational exposure to formaldehyde in Chinese men may be linked to reduced fertility, reports a paper in the MayJournal of Occupational and Environmental Medicine, official publication of the American College of Occupational and Environmental Medicine (ACOEM).

Dr Dang-xia Zhou of Xi’an Jiaotong University in Xi’an, China, looked for evidence of fertility problems among approximately 300 married men exposed to formaldehyde at a wood processing facility in China. Key reproductive outcomes were compared for the wives of men with and without occupational formaldehyde exposure.

The wives of formaldehyde-exposed men had longer times to pregnancy (TTP) than the wives of men not exposed to formaldehyde. With adjustment for other factors, the rate of prolonged TTP was nearly three times higher for wives of men exposed to formaldehyde.

Formaldehyde exposure was also associated with a higher rate of miscarriage (spontaneous abortion). After adjustment, the risk for miscarriage was nearly twice as high in women whose husbands were exposed to formaldehyde at work.

The reproductive toxicity appeared “dose dependent,” with higher rates of fertility problems for wives of men exposed to higher levels of formaldehyde. Other reproductive outcomes — such as preterm birth or birth defects — were unrelated to formaldehyde exposure.

Formaldehyde is an important chemical used in many different industries. In recent years, China has surpassed the United States as the world’s largest producer and consumer of formaldehyde. Most previous studies of formaldehyde’s possible reproductive toxicity have focused on women, with inconsistent results.

Together with recent animal studies, the new results suggest that formaldehyde could be a contributor to well-documented reductions in sperm quality worldwide. However, the researchers emphasize that further studies — including data on the direct correlation between formaldehyde exposure and sperm quality — would be needed to address this issue.

 

Data from: sciencedaily.com

 

เตือนภัยน้ำยาย้อมผมอันตรายถึงขั้นต้นเหตุมะเร็ง

กรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ แนะวิธีรักษาอาการแพ้น้ำยาย้อมผม ที่อาจเป็นสาเหตุทำให้เกิดมะเร็ง เตือนประชาชนก่อนซื้อผลิตภัณฑ์ย้อมผม ต้องอ่านฉลากและปฏิบัติตามคำเตือนอย่างเคร่งครัด และควรทดสอบอาการแพ้ก่อนใช้…

เมื่อวันที่ 21 เม.ย. 55 นพ.บุญชัย สมบูรณ์สุข อธิบดีกรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ เปิดเผยกรณีที่มีข่าวว่ามีการจำหน่ายผลิตภัณฑ์ย้อมผมในรูปแบบแชมพู และมีการโฆษณา ทำให้เข้าใจผิดว่าเป็นผลิตภัณฑ์ประเภทแชมพูสระผม ที่สระแล้วทำให้สีผมเปลี่ยนไป ทำให้ผู้บริโภคเข้าใจผิดว่า สามารถใช้สระผมได้ทุกวันเหมือนแชมพูทั่วไป กรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ จึงขอเตือนประชาชนให้ระมัดระวังในการใช้ผลิตภัณฑ์ย้อมผม เพราะผลิตภัณฑ์ย้อมผมที่มีขายทั่วไปในท้องตลาดมีหลายประเภท ทั้งประเภทย้อมผมชั่วคราว ได้แก่ ดินสอทาสีผม สเปรย์ย้อมสีผม ประเภทย้อมผมกึ่งถาวร สีจะคงทนได้นาน 3-5 สัปดาห์ ได้แก่ แชมพูย้อมสีผม โลชั่นและโฟมย้อมสีผม และประเภทย้อมผมถาวร จะทนทานต่อการสระด้วยแชมพู เนื่องจากมีสีออกซิเดชั่น เช่น สารพาราฟินีลินไดอะมีน (p-phenylenediamine) รวมทั้งเกลือและอนุพันธ์ของสารนี้ ซึ่งเป็นสารก่อกลายพันธุ์ และทำให้เกิดมะเร็งในสัตว์ทดลอง โดยมีรายงานว่าสารเคมีที่เป็นส่วนประกอบของผลิตภัณฑ์ย้อมผมชนิดถาวร เป็นปัจจัยที่ก่อให้เกิดมะเร็งได้หลายชนิด

อธิบดีกรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ กล่าวว่า นอกจากนี้ยังพบว่าสารพาราฟินีลินไดอะมีน เมทิลฟินีลีนไดอะมีน 4-อะมิโน-2-ไฮดรอกซีโทลูอีน และพาราอะมีโนฟีนอล เป็นสีย้อมที่มีแนวโน้มก่อให้เกิดการแพ้ได้ โดยจะมีอาการบวมบริเวณเปลือกตา ใบหน้า และริมฝีปาก อาการขั้นแรกผิวหนังมีผื่นแดงเป็นตุ่มใส และมีน้ำเหลือง มีอาการคันมากบริเวณศีรษะ ใบหน้า และต้นคอ ถ้าแพ้มากทำให้หายใจลำบาก นอกจากนี้ทำให้เกิดจ้ำเขียวเป็นผื่น และว่าการใช้ผลิตภัณฑ์ย้อมผมผู้บริโภคควรใช้อย่างระมัดระวัง ไม่ควรใช้ติดต่อกันเป็นระยะเวลานาน และห้ามใช้หากหนังศีรษะมีรอยถลอก เป็นแผลหรือโรคผิวหนัง และขณะที่ย้อมผมไม่ควรเกาศีรษะแรงๆ เพื่อป้องกันไม่ให้สารเคมีถูกดูดซึมเข้าสู่ร่างกาย ไม่ปล่อยให้สีย้อมผมค้างบนเส้นผมหรือหนังศีรษะนานเกินความจำเป็น เพราะอาจทำให้สารเคมีซึมผ่านหนังศีรษะหรือผิวหนังบริเวณใกล้เคียง ควรสวมถุงมือทุกครั้งเมื่อใช้ผลิตภัณฑ์ย้อมผม สระผมให้สะอาด หลังจากใช้ผลิตภัณฑ์ย้อมผมแล้วเกิดความผิดปกติแม้เพียงเล็กน้อยควรหยุดใช้ทันที หากพบว่ามีอาการแพ้ต้องรีบล้างหนังศีรษะและผมด้วยน้ำสบู่อ่อนๆ หรือแชมพูอ่อนๆ เพื่อล้างผลิตภัณฑ์ย้อมผมที่ยังเหลืออยู่ให้หมดไป หากอาการแพ้ไม่ดีขึ้นควรพบแพทย์ โดยนำฉลาก ซองหรือกล่องของผลิตภัณฑ์ที่ใช้ไปด้วย เพื่อแพทย์จะได้รับทราบข้อมูลต่างๆ ที่เกี่ยวข้องต่อไป

ที่มา: ไทยรัฐ 21 เมษายน 2555

Related Link:

.

กรมวิทย์แนะวิธีรักษาอาการแพ้น้ำยาย้อมผม

กรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ แนะผู้บริโภคใช้ผลิตภัณฑ์ย้อมผมให้ปลอดภัย หากมีอาการแพ้น้ำยาย้อมผม ให้ล้างหนังศีรษะด้วยแชมพูอ่อนๆ เพื่อล้างสารพาราฟินีลินไดอะมีน ซึ่งเป็นสารที่ทำให้เกิดอาการแพ้ได้ และอาจเป็นสาเหตุทำให้เกิดมะเร็ง เตือนประชาชนก่อนซื้อผลิตภัณฑ์ย้อมผม ต้องอ่านฉลากและปฏิบัติตามคำเตือนอย่างเคร่งครัด และควรทดสอบอาการแพ้ก่อนใช้

นพ.บุญชัย สมบูรณ์สุข อธิบดีกรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ เปิดเผยว่า จากกรณีข่าวมีการจำหน่ายผลิตภัณฑ์ย้อมผมในรูปแบบแชมพู และมีการโฆษณาทำให้เข้าใจผิดว่าเป็นผลิตภัณฑ์ประเภทแชมพูสระผมที่สระแล้ว ทำให้สีผมเปลี่ยนไป ทำให้ผู้บริโภคเข้าใจผิดว่า สามารถใช้สระผมได้ทุกวันเหมือนแชมพูทั่วไป กรมวิทยาศาสตร์การแพทย์จึงขอเตือนประชาชนในการให้ระมัดระวังใช้ผลิตภัณฑ์ย้อมผม เพราะผลิตภัณฑ์ย้อมผมที่มีขายทั่วไปในท้องตลาดมีหลายประเภท ทั้งประเภทย้อมผมชั่วคราว ได้แก่ ดินสอทาสีผม สเปรย์ย้อมสีผม ประเภทย้อมผมกึ่งถาวร สีจะคงทนได้นาน 3-5 สัปดาห์ ได้แก่ แชมพูย้อมสีผม โลชั่นและโฟมย้อมสีผม และประเภทย้อมผมถาวร จะทนทานต่อการสระด้วยแชมพู เนื่องจากมีสีออกซิเดชัน เช่น สารพาราฟินีลินไดอะมีน (p-phenylenediamine) รวมทั้งเกลือและอนุพันธ์ของสารนี้ ซึ่งเป็นสารก่อกลายพันธุ์ และทำให้เกิดมะเร็งในสัตว์ทดลอง โดยมีรายงานว่า สารเคมีที่เป็นส่วนประกอบของผลิตภัณฑ์ย้อมผมชนิดถาวรเป็นปัจจัยที่ก่อให้เกิดมะเร็งได้หลายชนิด นอกจากนี้ ยังพบว่า สารพาราฟินีลินไดอะมีน เมทิลฟินีลีนไดอะมีน 4-อะมิโน-2-ไฮดรอกซีโทลูอีน และ พาราอะมีโนฟีนอล เป็นสีย้อมที่มีแนวโน้มก่อให้เกิดการแพ้ได้ โดยจะมีอาการบวมบริเวณเปลือกตา ใบหน้า และ ริมฝีปาก อาการขั้นแรกผิวหนังมีผื่นแดงเป็นตุ่มใส และมีน้ำเหลือง มีอาการคันมากบริเวณศีรษะ ใบหน้า และต้นคอ ถ้าแพ้มากทำให้หายใจลำบาก นอกจากนี้ทำให้เกิดจ้ำเขียวเป็นผื่น

อธิบดีกรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ กล่าวเพิ่มเติมว่า การใช้ผลิตภัณฑ์ย้อมผม ผู้บริโภคควรใช้อย่างระมัดระวัง ไม่ควรใช้ติดต่อกันเป็นระยะเวลานาน และห้ามใช้หากหนังศีรษะมีรอยถลอก เป็นแผล หรือโรคผิวหนัง และขณะที่ย้อมผมไม่ควรเกาศีรษะแรงๆ เพื่อป้องกันไม่ให้สารเคมีถูกดูดซึมเข้าสู่ร่างกาย ไม่ปล่อยให้สีย้อมผมค้างบนเส้นผม หรือหนังศีรษะนานเกินความจำเป็น เพราะอาจทำให้สารเคมีซึมผ่านหนังศีรษะ หรือผิวหนังบริเวณใกล้เคียง ควรสวมถุงมือทุกครั้งเมื่อใช้ผลิตภัณฑ์ย้อมผม สระผมให้สะอาด หลังจากใช้ผลิตภัณฑ์ย้อมผมแล้วเกิดความผิดปกติแม้เพียงเล็กน้อยควรหยุดใช้ทันที หากพบว่ามีอาการแพ้ต้องรีบล้างหนังศีรษะ และผมด้วยน้ำสบู่อ่อนๆ หรือแชมพูอ่อนๆ เพื่อล้างผลิตภัณฑ์ย้อมผมที่ยังเหลืออยู่ให้หมดไป หากอาการแพ้ไม่ดีขึ้นควรพบแพทย์ โดยนำฉลาก ซองหรือกล่องของผลิตภัณฑ์ที่ใช้ไปด้วย เพื่อแพทย์จะได้รับทราบข้อมูลต่างๆ ที่เกี่ยวข้องและทำการรักษาต่อไป

นางหรรษา ไชยวานิช ผู้อำนวยการสำนักเครื่องสำอางและวัตถุอันตราย กรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ กล่าวว่า เครื่องสำอางทุกชนิดรวมทั้งผลิตภัณฑ์ย้อมผมจัดเป็นเครื่องสำอางควบคุมตามประกาศกระทรวงสาธารณสุข โดยเฉพาะสารย้อมผมหลายชนิดเป็นสารควบคุมปริมาณการใช้ เช่น พาราฟินีลินไดอะมีน และ เมทิลฟินีลีนไดอะมีน ใช้ได้ในผลิตภัณฑ์สำหรับย้อมผมในอัตราส่วนสูงสุด 6% และ 10% เมื่อคำนวณในรูปเบสอิสระ (free base) ตามลำดับ สารไดอะมีโนฟีนอลล์ และสารรีซอร์ซินอลใช้ได้ในอัตราส่วนสูงสุด 10% และ 5% ตามลำดับ เป็นต้น นอกจากนี้ ยังได้กำหนดให้ฉลากเครื่องสำอางที่มีการควบคุมต้องระบุข้อความที่จำเป็น ได้แก่ ชื่อทางการค้า ประเภทหรือชนิด ชื่อของสารทุกชนิดที่ใช้เป็นส่วนผสม วิธีใช้ ชื่อและผู้ผลิต ที่ตั้ง ปริมาณสุทธิ เลขที่แสดงครั้งที่ผลิต เดือนปีที่ผลิต และการแสดงคำเตือน เช่น อาจก่อให้เกิดการแพ้ได้ สวมถุงมือที่เหมาะสมขณะใช้ ระวังอย่าให้เข้าตา ห้ามใช้ย้อมขนตา หรือขนคิ้ว ห้ามใช้เมื่อหนังศีรษะมีรอยถลอก เป็นต้น ดังนั้นก่อนใช้ผลิตภัณฑ์ย้อมผมควรทดสอบการแพ้ก่อนใช้ และที่สำคัญ ควรอ่านฉลากและปฏิบัติตามคำเตือน และวิธีใช้อย่างเคร่งครัด

ที่มา: ASTVผู้จัดการออนไลน์ 20 เมษายน 2555

ระวัง โฟม ใส่อาหาร – คุณหมอขอบอก

ในปัจจุบันข้าวของเครื่องใช้พลาสติกเข้ามาเกี่ยวข้องกับชีวิตคนเราเป็นอย่างมาก “โพลีสไตรีน”หรือ “โฟม” เป็นพลาสติกชนิดหนึ่งที่นิยมใช้เป็นภาชนะใส่อาหารเย็นและอาหารร้อน ซึ่งในงานประชุมวิชาการโรคมะเร็งแห่งชาติ ครั้งที่ 11 ระหว่างวันที่ 14-16 มี.ค. ที่ผ่านมา จัดโดยสถาบันมะเร็งแห่งชาติ กรมการแพทย์ กระทรวงสาธารณสุข ได้มีการพูดถึงเรื่องนี้เอาไว้ด้วย

ดร.ศุลีพร แสงกระจ่าง นักวิจัยสถาบันมะเร็งแห่งชาติ กล่าวว่า ต้องยอมรับว่าวิถีชีวิตของคนเราในปัจจุบันเปลี่ยนแปลงไปมาก โฟมก็ถือเป็นอีกหนึ่งในเทคโนโลยีใหม่ มีการออกแบบโฟมให้ใช้เป็นภาชนะบรรจุอาหาร แต่ถ้าจะให้เหมาะสมควรจะเป็นอาหารที่เย็นไม่ใช่อาหารร้อน แต่ว่าบ้านเราอาหารไทยมีหลากหลาย ก็เลยมีการเอาภาชนะที่ทำจากโฟมไปใส่ก๋วยเตี๋ยว ใส่แกง ใส่อาหาร ร้อน ๆ อันตรายจากการใช้พลาสติกประเภทนี้ คือ “สารสไตรีนซึ่งถูกจัดให้เป็นสารก่อมะเร็งในกลุ่ม 2B คือ สาร (สารประกอบ) หรือส่วนผสมที่น่าจะเป็นสารก่อมะเร็งในคน

ขณะนี้ทั่วโลกตื่นตัวและมีการรณรงค์งดใช้สิ่งของที่ทำจากโฟม รวมถึงการใช้พลาสติกโฟมเพื่อกันของแตกหักในการขนส่งสินค้า เนื่องจากสารสไตรีนเป็นสารละลายในน้ำมัน และแอลกอฮอล์ ได้ดี ดังนั้นหากนำภาชนะที่ทำจากโฟมใส่อาหารที่มีไขมันสูงหรือใส่อาหารร้อน เป็นกรด อาจทำให้ได้รับสารสไตรีนออกมาจากภาชนะ อย่างก๋วยเตี๋ยวน้ำร้อนจัด แถมมีการปรุงรสด้วยน้ำส้มเข้าไปอีกก็อาจไปกระตุ้นให้สารสไตรีนออกมามากขึ้น

ไม่ได้หมายความว่า ทุกคนที่กินอาหารใส่ภาชนะที่ทำจากโฟมจะเป็นมะเร็งทุกคน เพราะขึ้นอยู่กับความบ่อย ปริมาณที่กินเข้าไป ถ้าจะใช้ใส่อาหารต้องระมัดระวัง แม้ว่าในทางวิทยาศาสตร์จะยังไม่มีข้อพิสูจน์ว่าการใช้โฟมทำให้เกิดโรคมะเร็ง แต่ว่ามันเป็นแค่การเพิ่มความเสี่ยง อีกทั้งโรคมะเร็งไม่ได้เกิดจากสาเหตุเดียว มันมีหลายปัจจัยเสี่ยง เพราะฉะนั้นถ้าหลีกเลี่ยงได้ก็ควรหลีกเลี่ยง เพื่อที่จะไม่ได้รับสารตัวนี้เข้าไปสะสมในร่างกาย  คือ ต้องบอกว่ามะเร็งบางอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ แต่เรามีสิทธิเลือกก็น่าจะเลือก

เนื่องจากโฟมเป็นพลาสติกที่ราคาไม่แพงเมื่อเทียบกับวัสดุอื่นๆ คงเป็นเหตุผลที่มีการนำมาใช้มาก ดังนั้นถ้าเราจำเป็นต้องใช้โฟมใส่อาหารจริง ๆ เช่น ใส่อาหารร้อนจัดก็ควรเอาพลาสติกกันร้อนรองก่อน  แต่เท่าที่สังเกต คือ ส่วนใหญ่จะรองข้างล่างแต่ไม่ปิดข้างบน อาหารที่ร้อนก็ยังสัมผัสกับภาชนะโฟมอยู่

โดยส่วนตัวอยากให้ประเทศไทยรณรงค์เรื่องนี้ให้มากขึ้น ถ้าเป็นไปได้ไม่ควรใช้ภาชนะใส่อาหารที่ทำจากโฟมเลย เพราะโฟมเป็นพลาสติกที่นำกลับมารีไซเคิลยาก ทำได้แต่ต้นทุนสูง ส่วนใหญ่เลยไม่ทำกัน ก็จะทิ้งเป็นขยะ แล้วการย่อยสลายต้องใช้เวลานานหลายปี กลายเป็นขยะล้นโลกทำให้โลกร้อน

ร้านขายอาหารบางร้านมีทั้งกล่องโฟมและกระดาษสำหรับห่ออาหาร  ถ้าเป็นไปได้อยากให้ผู้บริโภคเลือกเอง คือ บอกให้คนขายใช้กระดาษสำหรับห่ออาหารแทนที่จะเป็นกล่องโฟม  คือ เราต้องช่วยกันรณรงค์ว่าไม่ควรใช้โฟมเลยเพราะอาหารไทยเป็นอาหารร้อน  การรณรงค์เรื่องนี้ก็มีมานานแล้วเพียงแต่มันไม่มีผลตอบรับ การใช้โฟมก็ไม่ลดลง

ถ้ามีการรณรงค์แล้วไม่ได้ผล  ลูกค้าบอกพ่อค้าแม่ค้าอาจจะยาก แต่ถ้าสื่อช่วยกันบอกว่า ใช้โฟมแล้วต้องใช้พลาสติกรองข้างบนข้างล่างด้วยก็น่าจะดีขึ้น  อยากให้ทุกคนลดการใช้ให้มากที่สุด ลดไปจนกว่าเราจะมีเทคโนโลยีที่ใช้กล่องหรือภาชนะแบบอื่นที่เป็นธรรมชาติมาทดแทน ตอนนี้ก็มีการทำวิจัยกันอยู่ เพียงแต่ว่าราคายังแพงอยู่  เพราะต้นทุนสูง วันหนึ่งหากมีภาชนะที่ปลอดภัยมาแทนที่ การใช้โฟมก็อาจลดลง แต่จริงๆ เราไม่ควรไปรอถึงขนาดนั้นเพราะรู้อยู่แล้วว่าไม่มีประโยชน์และไม่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม

ควรกลับมาใช้ใบตองหรือไม่? ดร.ศุลีพร กล่าวว่า อาหารบางประเภท เช่น ผัดไทย  ถ้าทำได้ก็ดี  แต่ถ้าจะให้ดี อย่างน้อยที่สุดเราน่าจะใช้กล่องพาสติกที่เข้าไมโครเวฟได้หรือนำภาชนะไปใส่เอง เพราะภาชนะเหล่านี้ใช้ได้หลายครั้งแทนที่จะใช้โฟมแล้วทิ้งเลย

สรุปว่า ควรหลีกเลี่ยงการใช้ภาชนะที่ทำจากโฟมใส่อาหารร้อน มัน เป็นกรด ดีที่สุด.

 

ที่มา: เดลินิวส์ 17 มีนาคม 2555

‘โค้ก-เป๊ปซี่’ เปลี่ยนส่วนผสม ‘น้ำดำ’ เลี่ยงสารก่อมะเร็ง

บริษัทเครื่องดื่มยักษ์ใหญ่ “โคลา-โคลา” และ “เป๊บซี่” ตัดสินใจเปลี่ยนส่วนผสมในน้ำอัดลม เพื่อเลี่ยงสารที่ก่อให้เกิดมะเร็ง ตามข้อกำหนดของกฎหมายรัฐแคลิฟอร์เนีย…

สมาคมเครื่องดื่มอเมริกัน (เอบีเอ) ออกแถลงการณ์ในนามตัวแทนผู้ผลิตและจัดจำหน่ายเครื่องดื่มทั่วสหรัฐฯ เมื่อ 9 มี.ค.โดยระบุว่า ผู้ผลิตน้ำอัดลมประเภทโคลาทั่วประเทศ ลงมติเห็นชอบการเปลี่ยนแปลงส่วนผสมในการผลิตน้ำอัดลม โดยจะปรับลดปริมาณการใช้สารเมธิลอิมิดาโซล หนึ่งในสารก่อมะเร็ง (คาร์ซิโนเจน) ซึ่งถูกใช้ในการปรุงแต่งน้ำอัดลมให้เป็นสีดำ แต่เอบีเอยืนยันว่าการเปลี่ยนแปลงดังกล่าวจะไม่กระทบต่อรสชาติของเครื่องดื่ม

ทั้งนี้ บริษัทผู้ผลิตน้ำอัดลมรายใหญ่ของสหรัฐฯ ทั้ง บ.โคคา-โคลา โค., บ.เป๊บซี่โค อิงค์ และ บ.ด็อกเตอร์ เป๊บเปอร์ สแนพเปิลส์ กรุ๊ป ซึ่งเป็นผู้ครองตลาดน้ำอัดลมสีดำกว่า 90 เปอร์เซ็นต์ทั่วสหรัฐฯ ลงมติเห็นชอบให้เปลี่ยนแปลงส่วนผสมในเครื่องดื่มของบริษัท เพื่อหลีกเลี่ยงการเปลี่ยนแปลงฉลากสินค้า หลังรัฐบาลท้องถิ่นรัฐแคลิฟอร์เนียออกกฎบังคับบริษัทน้ำอัดลม ให้แปะฉลากเตือนผู้บริโภค ว่าผลิตภัณฑ์ของตนมีส่วนผสมของสารก่อมะเร็ง.

ที่มา: ไทยรัฐ 10 มีนาคม 2555

เปลี่ยนส่วนผสมเฉพาะในประเทศในสหรัฐอเมริกา!!!  แล้วประเทศไทย… ???

—————————————————————————————-

Related Link:

The Center for Science in the Public Interest  (CSPI)  

Lab Tests Find Carcinogen in Regular and Diet Coke and Pepsi

Ammoniated “Caramel Coloring” Contaminated with 4-methylimidazole

March 5, 2012

New chemical analyses have found that Coca-Cola, Pepsi-Cola, Diet Coke, and Diet Pepsi contain high levels of 4-methylimidazole (4-MI), a known animal carcinogen. The carcinogen forms when ammonia or ammonia and sulfites are used to manufacture the “caramel coloring” that gives those sodas their distinctive brown colors, according to the Center for Science in the Public Interest, the nonprofit watchdog group that commissioned the tests. CSPI first petitioned the FDA to ban ammonia-sulfite caramel coloring in February 2011.

CSPI today reiterated its call to the Food and Drug Administration to revoke its authorization for caramel colorings that contain 4-MI, and in the interim to change the name of the additive to “ammonia-sulfite process caramel coloring” or “chemically modified caramel coloring” for labeling purposes.

“Coke and Pepsi, with the acquiescence of the FDA, are needlessly exposing millions of Americans to a chemical that causes cancer,” said CSPI executive director Michael F. Jacobson. “The coloring is completely cosmetic, adding nothing to the flavor of the product. If companies can make brown food coloring that is carcinogen-free, the industry should use that. And industry seems to be moving in that direction. Otherwise, the FDA needs to protect consumers from this risk by banning the coloring.”

CSPI collected samples of Coca-Cola, Pepsi-Cola, Diet Coke, Diet Pepsi, Dr Pepper, Diet Dr Pepper, and Whole Foods 365 Cola from Washington, D.C.-area stores. Pepsi’s products had 145 to 153 micrograms (mcg) of 4-MI in two 12-ounce cans. Regular Coca-Cola had 142 mcg per 12 ounces in one sample and 146 mcg in another. Diet Coke had 103 mcg per 12 ounces in one sample and 113 mcg in another.

To put those levels into context, the state of California has a 29-microgram benchmark for 4-MI. Levels above that in a serving of food or beverage may be required to bear a warning notice. Based on California’s risk model, CSPI estimates that the 4-MI in the Coke and Pepsi products tested is causing about 15,000 cancers in the U.S. population.

While federal law bans food additives that cause any number of cancers, the FDA has an exception for contaminants of food additives, for which it tolerates a lifetime risk of one cancer in one million people. Three of four samples of Dr Pepper or Diet Dr Pepper that CSPI tested had low levels of 4-MI, with about 10 mcg per 12 ounces. But even those levels pose a cancer risk of seven in one million—seven times greater than what FDA allows. The lower levels in those three samples indicate that it is possible to lower, if not eliminate, the amount of 4-MI.

Pepsi told CSPI that it has switched to a coloring in California that contains much less 4-MI and plans to do the same in the rest of the country.

“When most people see ‘caramel coloring’ on food labels, they likely interpret that quite literally and assume the ingredient is similar to what you might get by gently melting sugar in a saucepan,” Jacobson said. “The reality is quite different. Colorings made with the ammonia or ammonia-sulfite process contain carcinogens and don’t belong in the food supply. In any event, they shouldn’t be obscured by such an innocuous-sounding name as ‘caramel coloring.’”

As troubling as the new test results are, CSPI says soda drinkers should be much more concerned about the high-fructose corn syrup or other sugars used in soft drinks. Soda drinkers are much more likely than non-soda drinkers to develop weight gain, obesity, diabetes, and other health problems.

—————————————————————————————-

Ammoniated “Caramel Coloring” Contaminated with 4-methylimidazole
New chemical analyses have found that Coca-Cola, Pepsi-Cola, Diet Coke, and Diet Pepsi contain high levels of 4 methylimidazole (4-MI), a known animal carcinogen. The carcinogen forms when ammonia or ammonia and sulfites are used to manufacture the “caramel coloring” that give those sodas their distinctive brown colors, according to the Center for Science in the Public Interest, the nonprofit watchdog group that commissioned the tests. CSPI first petitioned the FDA to ban ammonia-sulfite caramel coloring in February 2011

—————————————————————————————-

foxnews.com, Mar 9, 2012

Coke, Pepsi altering recipes to avoid cancer warning
 http://video.foxnews.com/v/1497888946001/

—————————————————————————————-

healthcareglobal.com

Cancer fears force Coke and Pepsi to change recipes

The two soft drinks giants have been forced to alter the recipe for their products after studies found a commonly-used caramel colouring is carcinogenic

Coca-Cola Co and PepsiCo have been forced to change the recipe of their products after studies have found a caramel colouring ingredient they use has links to cancer.

Both the soft drinks companies have chosen to alter the ingredients used to make Coke and Pepsi drinks rather than attaching cancer-warning labels to their packaging.

The move was initially done to comply with Californian laws, after 4-methylimidazole was added to the state’s list of carcinogens.

Amended drinks have already been introduced in California and now the manufacturers say they will roll out the changes across the whole of the US to streamline their production processes.

Although Coca-Cola and Pepsi will continue to use the 4-methylimidazole (4-MI) chemical in their products, they will reduce the amount they use.

Studies carried out by the Center for Science in the Public Interest (CSPI) detected unsafe levels of the chemical in Coca-Cola, Pepsi Cola, Dr Pepper and 365 Cola.

However, the American Beverage Agency is claiming that 4-MI poses no risk to humans, despite a link being found between itself and cancer in rodents.

“Consumers will notice no difference in our products and have no reason at all for any health concerns,” a statement released by the organisation read.

These claims are being supported by the US Food and Drug Administration (FDA), although it is reviewing a petition from the CSPI to ban the chemical.

FDA spokesperson, Doug Karas, said: “A consumer would have to consume well over a thousand cans of soda a day to reach the doses administered in the studies that have shown links to cancer in rodents.”

Meanwhile, while talking the news agency Press Association, Coca-Cola representative Diana Garza-Ciarlante added: “While we believe that there is no public health risk that justifies any such change, we did ask our caramel suppliers to take this step so that our products would not be subject to the requirement of a scientifically unfounded warning.”

Sales of Coca-Cola and Pepsi products together make up approximately 90 percent of the fizzy drinks market in the US.