‘โรคแพ้ตึก’ ภัยเงียบในอาคารลดสารพิษในอากาศป้องกันได้

dailynews140115_001ปัจจุบันการใช้ชีวิตของคนเมืองนิยมอาศัยอยู่ในคอนโดมิเนียม อพาร์ตเมนต์ แฟลต ตึกแถว เพราะถูกจำกัดเนื้อที่ และยังต้องทำงานอยู่ในอาคารสำนักงาน ซึ่งไม่ว่าจะนอนหรือทำงานก็ต้องใช้เครื่องปรับอากาศตลอดเวลาไม่เคยได้สัมผัสหรือรับอากาศธรรมชาติ จนทำให้หลายคนเกิดอาการอ่อนเพลีย ระคายเคืองจมูก มีอาการภูมิแพ้ ซึ่งเราเรียกลักษณะอาการเหล่านี้ว่า โรคแพ้ตึก นั่นเอง

ผศ.ดร.นพ.จามร สมณะ อาจารย์ภาควิชาเคมี คณะวิทยาศาสตร์ มหาวิทยา ลัยมหิดล อธิบายว่า โรคภูมิแพ้มี 2 ลักษณะ คือ แพ้เพราะเป็นระบบภูมิคุ้มกันของเราเอง เช่น บางคนแพ้ไรฝุ่นก็จะมีอาการ แต่บางคนไม่แพ้ไรฝุ่นก็จะไม่เป็นอะไร ส่วนการแพ้สารเคมีทุกคนเป็นเหมือนกันหมดคือ จะมีอาการระคายเคือง เพราะไม่ใช่ปฏิกิริยาจากระบบภูมิคุ้มกัน แต่เป็นการทำลายเนื้อเยื่อ ซึ่งสารเคมีไประคายเคืองเนื้อเยื่อโดยตรง

ปัญหาเรื่องสารพิษหรือสารเคมีในอากาศ ถ้าเป็นคนในชนบทไม่ค่อยมีปัญหา แต่สำหรับคนในเมืองต้องเผชิญกับหลาย ๆ ปัญหา เนื่องจากวัสดุที่ใช้ทำตึกแทบทุกอย่างมันเกิดฝุ่นหรือเกิดไอระเหยได้อยู่แล้ว ส่วนมากเมื่อเข้าสู่ปอดแล้วไม่ดีต่อสุขภาพ โดยหลัก ๆ ที่พบมาก ได้แก่ ฝุ่นปูน ไอระเหยของตัวทำละลาย เช่น ตัวสี ตัวเคลือบ น้ำยาเคลือบหนัง และผงไม้จากการทำเฟอร์นิเจอร์ ฉนวนกันความร้อน ยิปซัม ใยแก้ว หรือฉนวนยิปซัมที่บุผนังยิ่งน่ากลัว

อย่างไรก็ตาม เมื่อก่อนมีใยหินด้วย เพราะเมืองไทยไม่ได้กวดขันเรื่องการใช้แร่ใยหินในวัสดุก่อสร้างที่อยู่ในส่วนภายในมากนัก บางทีเรายังพบว่ากระเบื้องมุงหลังคาก็ยังมีแร่ใยหิน ซึ่งแร่ใยหินและแร่ใยแก้วเมื่อสูดเข้าไปในปอดแล้วร่างกายกำจัดไม่ออกจะเกิดการอักเสบเรื้อรัง จนในที่สุดปอดเราจะกลายเป็นพังผืด ทำให้หายใจลำบากและอาการจะเพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ ไม่สามารถรักษาได้ ส่วนระยะเวลาในการรับสารนั้นอยู่ประมาณ 5-10 ปี และสารระเหยจะทำให้เกิดอาการระคายเคือง ซึ่งอาการระคายเคืองมีแบบรู้ตัว คือโดนปุ๊บมีอาการทันที และระคายเคืองแบบไม่รู้ตัว เช่น ไม่ทราบว่าตัวเองเป็นอะไร ทุกวันมีน้ำมูกไหล น้ำตาไหล คอแดง เป็นหวัดง่าย และเป็นหวัดแล้วหายยาก

สำหรับอุปกรณ์ที่ติดตั้งในห้องก็มีสารพิษได้อีก อาทิ เครื่องพรินเตอร์ เครื่องถ่ายเอกสาร เนื่องจากจะมีผงหมึกออกมาได้ ซึ่งผงหมึกจะมีความละเอียดมากเมื่อเข้าปอดแล้วร่างกายมักกำจัดไม่ออกอาจจะมีอาการไม่เป็นมาก แต่ผงหมึกมันจะปล่อยก๊าซโอโซนออกมาด้วย ซึ่งโอโซนในที่นี้ไม่ใช่ดมแล้วบริสุทธิ์สดชื่น เป็นลักษณะเป็นเหมือนสารฟอกขาว เมื่อโดนโปรตีนในเยื่อบุร่างกายเราจะทำให้โปรตีนและไขมันถูกทำลายหมด

เฟอร์นิเจอร์บ้านก็เช่นกัน มีน้ำยาเคลือบหนัง แล็กเกอร์ที่ทาไม้ ฝุ่นขี้เลื่อยของเฟอร์นิเจอร์ไม้ กาวที่ใช้แปะเฟอร์นิ เจอร์ขึ้นมาซึ่งมีผลทั้งสิ้น และยิ่งบ้านไหนใช้วัตถุดิบจากใต้ดินลึก ๆ เช่น ใช้หินอ่อนแกรนิตเยอะ ๆ ซึ่งดูเหมือนเรียบร้อยดีไม่มีอะไร แต่พบว่าถ้าอยู่ในห้องอับจะมีเปอร์เซ็นต์ของก๊าซเรดอน (Radon) สูง ซึ่งเป็นก๊าซชนิดหนึ่งได้จากการสลายตัวของธาตุกัมมันตภาพรังสี ทำให้ตัวของมันมีกัมมันตภาพรังสีด้วย ปกติเป็นก๊าซที่หนักอยู่ในหินแร่ใต้โลก ปัจจุบันเรานำเอาหินอ่อนและหินแกรนิตมาประดับตึกกันมาก ทำให้มีการปล่อยก๊าซเรดอนพวกนี้ออกมาแต่น้อยมาก ซึ่งถ้าอยู่ในห้องอับ ๆ จะมีโอกาสได้รับมากขึ้นและเป็นสารก่อมะเร็ง

ต่อมาเป็นพวก หนังสือ หากเป็นหนังสือเก่า ๆ ไม่น่ามีปัญหา แต่ถ้าเป็นหนังสือใหม่ ๆ มักมีน้ำยาเคลือบสีปก ทำให้มีสารอะคริลาไมด์ (Acrylamide) ที่เป็นสารก่อมะเร็งและมีฤทธิ์ต่อระบบประสาทด้วย ปกติแล้วอะคริลาไมด์เป็นโพลิเมอร์ช่วยทำให้กระดาษมันเงา เวลาใส่ในกระดาษแล้วจะเหลือจางมาก ๆ ไม่รุนแรง ส่วนหนังสือพิมพ์ไม่ได้มีพิษมาก อาจจะมีกลิ่นน้ำมันของหมึก แต่ที่ต้องระวังคือ ตัวกระดาษถ้าฟอกไม่ดีจะมีสารฟอกขาวตกค้างทำให้เกิดการระคายเคืองได้

สารพิษทั้งหมดที่กล่าวมาเกิดจากทางเคมี นอกจากนี้ยังมีสารพิษจากทางชีวภาพอีก เช่น ห้องของเราถ้ามีซอกหรือหลืบเยอะจะเป็นที่เก็บฝุ่น และยิ่งใช้เครื่องปรับอากาศด้วยก็ยิ่งก่อสารพิษ เพราะเวลาที่เครื่องปรับอากาศพ่นไอเย็นออกมา เนื่องจากสภาพอากาศเมืองไทยชื้น ตรงไหนเป็นส่วนที่เย็นจะมีการควบแน่นเกิดหยดน้ำขึ้น ทำให้หยดน้ำไปคลุกกับฝุ่นและมีความชื้นเย็นเป็นประจำ จะทำให้มีรางอก ยีสต์งอก และไรฝุ่นเติบโตได้ดี เป็นสิ่งที่เรามองไม่เห็น ทำให้มีผลต่อสุขภาพ สำหรับคนที่แพ้ หรือร่างกายแพ้ง่ายต่อสารเคมีอยู่แล้ว ถ้ามาเจอสารพิษพวกนี้เข้าไปอีกก็จะยิ่งแพ้และเป็นโรคภูมิแพ้ได้ง่าย ส่วนคนที่ไม่แพ้ก็ไม่มีผลเท่าใดนัก

 

ผลเสียของสารพิษต่าง ๆ ทำให้มีอาการหลัก ๆ คือ
1. เกิดการแพ้
2. เกิดการระคายเคือง
3. ก่อมะเร็ง และ
4. ถ้าเป็นเชื้อโรคสะสมนอกจากจะแพ้แล้วยังทำให้เกิดเป็นโรค เช่น โรคบางชนิดที่มากับเชื้อแบคทีเรียที่อยู่ในระบบความเย็น ทำให้เป็นโรคปอดบวม ปอดอักเสบ บางรายเป็นหนักถึงขั้นติดเชื้อในกระแสเลือดและเสียชีวิตได้ นอกจากนี้พวกเชื้อราที่อาศัยอยู่ในวัสดุก่อสร้างชื้น ถ้าสปอร์ตกลงไปในปอดอาจทำให้คนที่มีภาวะภูมิคุ้มกันต่ำ ๆ เช่น คนแก่ ผู้ป่วยโรคเบาหวานอาจมีราไปงอกในปอดได้

ฉะนั้นการสังเกตอาการเจ็บป่วยนับว่าสำคัญ ถ้าเรารู้สึกว่าไปบางสถานที่แล้วเกิดการระคายเคืองเป็นพิเศษก็สงสัยได้เลยว่าในห้องนั้นอาจจะมีสารพิษหรือสารที่ทำให้เกิดการแพ้มากระตุ้นให้เราเจ็บป่วย โดยทั่วไปอาการของการได้รับสารพิษแต่ละสารพิษจะแตกต่างกัน เช่น พวกโอโซน ดมแล้วกลิ่นจะเหม็นสาบ เปรี้ยว ถ้าโดนตาและจมูกจะแห้งและแสบ สารระเหย ดมเข้าไปจะทำให้น้ำมูก น้ำตาไหล คอแห้ง และถ้าสัมผัสโดยตรงจะทำให้เป็นผื่นแพ้ขึ้นมา แต่ถ้าเป็นอาการภูมิแพ้มีหลายแบบขึ้นอยู่กับแต่ละคน เช่น ถ้าอาการเล็กน้อยอาจมีแค่จาม น้ำมูกไหล คันตา แต่ถ้าเป็นมากจะมีอาการเป็นหอบหืด ไอมาก ส่วนถึงขั้นติดเชื้อในปอด ถ้าไม่มีอาการเป็นไข้สูงก็จะมาด้วยอาการเรื้อรัง ไอเป็นเลือด แต่ถ้าเป็นอาการแบบเรื้อรังนาน ๆ จนก่อมะเร็งไม่สามารถสังเกตได้จนกว่าจะมีอาการและตรวจพบ

 

การป้องกันในเมื่อมันขึ้นอยู่กับวัสดุก่อสร้างบางทีเราเปลี่ยนไม่ได้ แต่มีวิธีลดความรุนแรง เช่น หากมีความจำเป็นต้องอยู่ในห้องพยายามอย่าเปิดแอร์ทั้งวันทั้งคืน เพราะส่วนมากที่พบผู้ป่วยเป็นหวัดแล้วรักษาไม่หายหรือเป็นโรคภูมิแพ้จะแนะนำให้นอนแบบไม่ต้องเปิดแอร์ แต่เปิดหน้าต่างโล่ง ๆ ไม่ต้องห่มผ้าห่ม ถึงแม้จะรู้สึกว่าลมข้างนอกดูสกปรกเพราะมีฝุ่น แต่ลมแอร์ก็ดูดอากาศจากข้างนอกหรือในห้องหมุนไปมา ซึ่งอากาศข้างนอกมีข้อดีกว่าคือสามารถเจือจางและนำพาเชื้อโรคที่สะสมในห้องออกไปได้

หากใครที่อยู่ห้องเวลากลางวันสามารถเปิดแอร์ได้ถ้าอากาศร้อนมาก ส่วนกลางคืนอากาศเย็นเปิดพัดลมและหน้าต่างก็เพียงพอ ที่สำคัญควรทำความสะอาดห้องให้เรียบร้อยไม่เก็บอะไรที่เก็บสะสมฝุ่น โดยเฉพาะพวกอาหารและเครื่องดื่ม เพราะเป็นสิ่งสะสมเชื้อรา เอกสารหนังสือไม่ควรนำเข้ามากองในห้องมากเกินไป เครื่องปรับอากาศควรทำความสะอาดอย่างน้อยปีละ 2 ครั้ง พยายามปรับตัวให้อยู่ในสภาพอากาศอุณหภูมิธรรมชาติให้ได้ ปลูกต้นไม้ใหญ่ ๆ ไว้รอบบ้านเพื่อบังฝุ่นและแสงแดดทำให้ลดการใช้เครื่องปรับอากาศลง การเปิดหน้าต่างในห้องให้อากาศถ่ายเทเป็นสิ่งที่ง่ายและดีที่สุดทำให้ลดสารพิษได้ ถึงแม้จะมีปัญหาคือฝุ่นเยอะ แต่อย่างน้อยอากาศก็ได้ถ่ายเทและหมุนเวียน ส่วนในสำนักงานควรต้องเก็บข้าวของให้เรียบร้อยเพื่อสุขภาพโดยรวม

ส่วนใครที่กำลังมองหาห้องพักควรดูที่การตกแต่งก่อนเช่าหรือซื้อว่าห้องเพดานสูงเพียงพอหรือไม่  มีประตูหลังห้องระบายอากาศและห้องน้ำมีหน้าต่างระบายความชื้นหรือไม่ เพราะเชื้อโรคก่อตัวได้ดีในห้องน้ำชื้น ๆ แสงส่องไม่ถึง หรือการปูพรมในห้องก็ไม่ดีเพราะเป็นแหล่งสะสมฝุ่นและไรฝุ่นที่ดีมาก หรือการตกแต่งห้องควรใช้วอลเปเปอร์ผิวเรียบ อย่าใช้ที่เป็นซอกหรือหลุมมาก ๆ เพราะเป็นแหล่งสะสมของเชื้อโรคและสัตว์ที่ชอบความชื้นทั้งหลาย หากใครที่ซื้อไปแล้วได้ห้องที่อับก็หากิจกรรมนอกห้องทำให้มากขึ้น เช่น ออกไปฟิตเนส ออกกำลังกายกลางแจ้งบ้าง ไม่ควรหมกตัวอยู่ในห้องบ่อย ๆ และจัดเก็บห้องให้สะอาด โล่งโปร่งสบาย พยายามอย่าให้มีข้าวของรกรุงรังเป็นแหล่งสะสมฝุ่นและเชื้อโรค

สุดท้ายถึงแม้ว่าการก่อสร้างอาคารตึกจะยังไม่มีกฎหมายควบคุมหรือกฎข้อบังคับอะไรเกี่ยวกับเรื่องนี้ ก็อยากให้ผู้ก่อสร้างออกแบบให้ดีตั้งแต่ต้น โดยการคำนึงถึงเรื่องสุขภาพและการประหยัดพลังงานด้วย.

ทีมวาไรตี้

ที่มา: เดลินิวส์ 15 มกราคม 2557

Advertisements

สารพิษซารินในซีเรีย

dailynews130907_001จากกรณีที่มีการใช้อาวุธเคมี “ซาริน” โจมตีเขตพลเรือนชานกรุงดามัสกัส ประเทศซีเรีย ส่งผลให้มีผู้เสียชีวิตกว่า 1,400 คน เป็นภาพที่สะเทือนใจของคนทั่วโลก ขณะเดียวกันอาจทำให้หลายคนอยากรู้ข้อมูล “สารพิษซาริน”มากยิ่งขึ้น

ศ.เกียรติคุณ นพ.ประเสริฐ ทองเจริญ ที่ปรึกษาคณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาล มหาวิทยาลัยมหิดล ที่ปรึกษากรมควบคุมโรค กระทรวงสาธารณสุข และราชบัณฑิต สำนักวิทยาศาสตร์ ประเภทวิทยาศาสตร์ประยุกต์ สาขาวิชาเวชกรรม ราชบัณฑิตสถาน บอกว่า “ซาริน” เป็นอาวุธเคมีที่มีพิษร้ายแรงจึงถูกจัดว่าเป็นอาวุธทำลายล้างมวลมนุษย์ หรือ เวพอนส์ ฟอร์ แมส ดีสตรัคชั่น (Weapons for Mass Destruction : WMD) อันหมายถึง อาวุธที่มีอานุภาพสูง สามารถทำลายล้างมวลชนได้ทีละมาก ๆ ทั้งทหารและพลเรือน พืชผล และปศุสัตว์

อาวุธที่มีอานุภาพสูง สามารถทำลายล้างมวลชนได้ทีละมากๆ อาจจัดไว้ในประเภทใดประเภทหนึ่งดังต่อไปนี้ คือ สารเคมี สารกัมมันตรังสี ระเบิดนิวเคลียร์ สารชีวภาพ หรือสารผสมมีทั้งสารเคมีและชีวภาพ ผสมกัน

“อาวุธเคมี” หมายถึง สารเคมีใด ๆ ที่ออกฤทธิ์โดยสำแดงพิษ เช่น สารที่ออกฤทธิ์ เป็นพิษที่ขัดขวางต่อกระบวนการดำรงชีพจนเป็นเหตุให้ถึงแก่ความตาย หรือ ก่อภาวะชะงักงันหรือก่ออันตรายต่อร่างกายได้อย่างถาวร ทั้งนี้ไม่รวมถึง สารบางอย่างที่เป็นผลพลอยได้ เช่น ควันจากการระเบิด สารที่ทำให้เกิดแรงผลักดันขับเคลื่อน เช่น ออกซิเจนเหลว

สารเคมีที่ใช้อาจส่งผลต่อปอด ระบบหายใจ ระบบประสาท ก่อให้เกิดจิตหลอน ก่อภาวะชะงักงัน ไร้ความสามารถ เป็นพิษต่อเลือด ก่อตุ่มพุพอง

“ซาริน” จัดเป็นสารเคมีที่มีพิษต่อระบบประสาทรุนแรงที่สุด เป็นของเหลว ไม่มีสี ไม่มีกลิ่น ระเหยได้ที่อุณหภูมิห้อง ละลายได้ในน้ำทุกความเข้มข้น หากต้องการนำไปใช้เพื่อวัตถุประสงค์ในการใช้เป็นอาวุธเคมี ที่ออกฤทธิ์ต่อระบบหายใจในช่วงเวลาสั้น ๆ เพื่อก่อการร้าย นำไปใช้ในวันที่อากาศอบอุ่น ไม่หนาวเย็น สารซารินก็จะระเหยเป็นไอได้มากพอที่จะก่อพิษ หากอากาศเย็น จะระเหยได้น้อย นิยมใช้พ่นเป็นละอองฝอย หรือบรรจุไว้ในหัวระเบิด เมื่อระเบิดตกลงสู่พื้นดิน ผู้คนที่อยู่บริเวณนั้น จะได้รับสารพิษ เข้าทางผิวหนังก่อน ต่อมาซารินจะระเหยออกมาเป็นก๊าซทำให้แพ้พิษโดยทางหายใจได้

“ซาริน” ยังเกิดพิษจากไอระเหยเข้าทางการหายใจ และ เยื่อบุตา การกินก็เกิดพิษได้ ดูดซึมเข้าทางผิวหนังก็ได้ แต่ไม่มากนัก อาจไม่ทำให้ถึงตาย

เมื่อได้รับสารพิษเข้าไปแล้ว ระยะเวลาที่จะเกิดอาการต่าง ๆ ขึ้นอยู่กับปริมาณของสารพิษที่ได้รับ อาการจะคล้ายแพ้พิษ สารเคมีกำจัดศัตรูพืช “ออร์แกโนฟอสเฟท” ได้แก่ น้ำมูกไหล น้ำตาไหล ปวดลูกตา กระบอกตา ตาพร่า รูม่านตาแคบ และอาการอื่น ๆ เช่น เหงื่อไหลพราก น้ำลายไหลมาก แน่นหน้าอก หายใจหอบ หัวใจเต้นผิดปกติ อาจเต้นเร็วหรือเต้นช้าก็ได้ แรงดันเลือดผิดปกติ อาจแรงดันต่ำ หรือแรงดันสูง อ่อนเพลีย ปวดศีรษะ มีความรู้สึกสับสน คลื่นไส้ อาเจียน ท้องเดิน ปัสสาวะบ่อย กล้ามเนื้อกระตุก และอาจมีอาการชัก ถ้าได้รับเข้าไปในร่างกายในปริมาณมาก อาจหมดสติ ชักกระตุก เป็นอัมพาต การหายใจล้มเหลว หยุดหายใจ และเสียชีวิตในที่สุด

ระยะเวลาที่แพ้พิษจนเสียชีวิต อาจกินเวลาภายในไม่กี่นาที หรือภายใน 1 ชั่วโมง ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับวิถีทางที่ร่างกายได้รับสารพิษ และปริมาณของสารพิษที่ได้รับ

สำหรับการรักษา ถ้าโดนสารพิษจากระเบิด ให้อาบน้ำชำระล้างสารซารินออกให้เหลือน้อยที่สุด แล้วจึงรักษาประคับประคอง และรักษาตามอาการ ให้น้ำเกลือเข้าหลอดเลือดดำ อาการแพ้พิษนั้น คล้ายคลึงกับการถูกพิษจากสารกำจัดแมลง คือ สารเคมีซารินจะไปขัดขวางการทำงานของเอ็นไซม์ที่สำคัญในการครองชีพ คือ “อะเซติลโคลีนเอสเทอเรส” ซึ่งจะมีผลต่อการทำงานของกล้ามเนื้อ ทำให้กล้ามเนื้ออ่อนแรง ล้า และหยุดทำงาน ยาที่ใช้ต้านพิษก็คือ “ยาอะโทรปีน”

ถามว่า เคยมีรายงานการนำเอา “ซาริน” มาใช้เป็นอาวุธมาก่อนบ้างหรือไม่ พบว่า ระหว่าง ปี 2526-2531 มีรายงานการใช้สารซารินมาก่อน ในประเทศอิหร่าน แต่ไม่มีรายละเอียดว่า ฝ่ายใดเป็นผู้ใช้กับฝ่ายใด

นอกจากนี้ในปี 2538 วันโตเกียววิปโยค สถานที่เกิดเหตุ คือ ใจกลางกรุงโตเกียว ประเทศญี่ปุ่น เหตุอุบัติขึ้นตอนเช้าตรู่วันที่ 20 มี.ค. 2538 สมุนของขบวนการคลั่งลัทธิโอม ชินริเคียว ได้นำเอา ถุงพลาสติก จำนวน 5 ถุง ไปวางไว้บนพื้นรถไฟใต้ดินโดยสาร 5 ขบวน ที่วิ่งจากชานกรุงมุ่งเข้าสู่กลางกรุงจาก 5 ทิศทางต่าง ๆ กัน ภายในถุงบรรจุของเหลวซึ่งเป็นสารเคมี สารมีพิษต่อระบบประสาทชื่อ “ซาริน” โดยใช้กระดาษหนังสือพิมพ์ห่อหุ้มถุงเอาไว้อีกชั้นหนึ่ง เมื่อจะลงจากรถใต้ดิน ก็ใช้ปลายร่มกันฝนที่มีเหล็กแหลมติดอยู่แทงถุงให้แตก ของเหลวภายในถุงรั่วออกและระเหยกลายเป็นก๊าซพิษฟุ้งกระจายไปทั่วรถโดยสาร ก่ออันตรายแก่ผู้โดยสารกันทั่ว ผู้โดยสารต่างร้องขอความช่วยเหลือระงมไปหมด ในวันที่เกิดเหตุ มีสถานีรถไฟได้รับผลกระทบถึง 15 สถานี รวมรายงานผู้ได้รับสารพิษจากทุกสถานีมีจำนวนประมาณ 3,800 ราย ต้องรับไว้รักษาในโรงพยาบาล ประมาณ 1,000 ราย บางรายไม่กี่ชั่วโมงก็มีอาการดีขึ้น และแพทย์อนุญาตให้กลับบ้านได้ บางรายต้องอยู่โรงพยาบาลหลายวัน มีผู้เสียชีวิตจากเหตุการณ์ในวันนั้น 12 ราย

ภายใน 12 ชั่วโมง ตำรวจในชุดสวมหน้ากากป้องกันสารพิษได้เข้าจู่โจมที่ซ่องสุมของสมุนลัทธิโอมชินริเคียว ซึ่งตำรวจพอจะรู้เบาะแสมาแล้วว่า มีการผลิตอาวุธเคมี และอาวุธชีวภาพ (เชื้อโรค) สะสมเอาไว้ก่อการร้าย แต่ไม่ทราบว่าจะเริ่มเมื่อใดและที่ใด ต่อมาจึงได้จับหัวหน้าลัทธิ และส่งฟ้องศาล ขบวนการมีอิทธิพลมาก ทำให้มีความยุ่งยากซับซ้อนจนเวลาผ่านไปหลายปี พ.ศ. 2543 ก็ยังตัดสินลงโทษไม่ได้ รอต่อมาอีกเป็นปีจึงได้มีการตัดสินลงโทษ

จากเหตุการณ์ที่ญี่ปุ่นผ่านมาสิบกว่าปีก็เกิดเหตุการณ์ซีเรียวิปโยคขึ้นอีก ก็ได้แต่ภาวนาว่าคงจะไม่มีเหตุการณ์ในลักษณะนี้เกิดขึ้นอีกไม่ว่ากับประเทศใดในโลก.

นวพรรษ บุญชาญ : รายงาน

ที่มา  : เดลินิวส์  7 กันยายน 2556

8 วิธีรับมือ เคมีร้ายในอากาศ

สืบเนื่องจากเหตุสารเคมีรั่วภายในนิคมอุตสาหกรรมมาบตาพุด นายแพทย์กฤษดา ศิรามพุช ผู้อำนวยการศูนย์เวชศาสตร์อายุรวัฒน์นานาชาติ เตือนให้ระวังอันตรายจากสารเคมีที่ปนเปื้อนมาในอากาศ

โดยบรรดาเคมีพิษในอากาศมีอยู่หลายชนิดที่ก่อให้เกิดพิษร้ายถึงขั้นส่งผลต่อสุขภาพ ดังจะขอแบ่งง่ายๆ เป็น 2 พวก คือ“พิษเฉียบพลัน” และ “พิษสะสม” ส่วนลักษณะการเกิดพิษนั้นอาจแบ่งได้เป็น “พิษเฉพาะที่” กับ “พิษทั่วตัว” ทั้งสองนี้อาจเกิดพร้อมกันไปก็ได้ ทั้งนี้ไม่ใช่แค่กับนิคมอุตสาหกรรมเท่านั้น ที่ใดที่มีสารเคมีก็ควรต้องระวังไว้ทั้งสิ้น และยังไม่เฉพาะกับซากกากเคมีเท่านั้น แต่ซากพืช ซากสัตว์ก็หมักจนเกิดพิษได้ อย่างเช่น ก๊าซมีเทน เป็นต้น

สำหรับตัวผู้ร้ายของเราที่เพิ่งระเบิดแถวนิคมอุตสาหกรรม คือ “โซเดียมไฮโปคลอไรท์” เป็นสารฆ่าเชื้อหรือใช้ฟอกขาวทำโซดาไฟก็ได้ มีกลิ่น “ฉุน” มาก ถ้ารั่วออกมามากเช่นนี้ กลิ่นจะเตะจมูกคนจนรู้สึกได้

อาการเจ็บป่วยจากการได้สารพิษมีชื่อเรียกว่า “ท็อกซิโดรมส์” มาจากท็อกซินผนวกกับซินโดรม ซึ่งผลของพิษที่ออกฤทธิ์ต่อสุขภาพมีดังต่อไปนี้ ระคายเยื่อบุอ่อน อาทิ เยื่อบุตา จมูก ช่องคอ ทางเดินหายใจ, เยื่อบุโพรงจมูกอักเสบ คออักเสบ หลอดลมบวมตีบ หายใจไม่ออก, คลื่นไส้อาเจียน, วิงเวียนสับสน, และอื่นๆ  เช่น ฤทธิ์ต่อระบบประสาท สมอง ตับ ไต หัวใจ และกล้ามเนื้อ

ส่วนวิธีปฐมพยาบาลเบื้องต้น กรณีสูดดม สัมผัสหรือเข้าหูเข้าตา โดยเฉพาะโซเดียมไฮโปคลอไรท์ และโทลูอีน เริ่มจาก“ดูอวัยวะ” ดูทางพิษเข้า เช่น กลืนเข้าคอ, สูดเข้าจมูก, สัมผัสกับผิวหนังหรือทางอื่นๆ เพราะแต่ละช่องทางการสัมผัสสารพิษจะเป็นตัวกำหนดการดูแลปฐมพยาบาลเบื้องต้น เช่น ถ้าเข้าคอก็ต้องกลั้วคอล้าง หรือเป็นหมอกควันพิษที่แสบหูแสบตาไปหมด ก็ต้องล้างออกด้วยน้ำสะอาด หรือน้ำเกลือปลอดเชื้อดังนี้ เป็นต้น

ต่อมา “ผละให้ไว” ไปยัง Support zone ที่จัดไว้ให้ไวที่สุด สารกลุ่มโซเดียมไฮโปคลอไรท์เป็นสารระเหยที่ลอยอ้อยอิ่งอยู่ในอากาศได้จึงต้องรีบออกมาจากสถานที่เกิดเหตุนั้นโดยไว แต่ก็ต้องไม่ตระหนกจนเกินไปเพราะในความสับสนนั้นอาจทำให้เกิดการฟุ้งกระจายของสารนั้นมากยิ่งขึ้นได้

“ให้ดูพิษ” ถ้าเราทราบแหล่งที่มาของสารพิษนั้นด้วยได้จะดีเพราะเป็นข้อมูลที่บอกชนิดของพิษนั้นได้ว่าจะทำอันตรายกับอวัยวะใดของเราบ้าง การมีตัวอย่างสารพิษหรือมีข้อมูลโรงงานผลิตจะช่วยคุณหมอในการดูแลรักษาเบื้องต้นได้มาก

“ไล่ตามปิด” เมื่อทราบชนิดของพิษแล้วก็จะรู้ว่าอวัยวะที่เป็นเป้าใหญ่คืออะไร ให้มาพุ่งเป้าที่ส่วนนั้นๆ เช่น ไฮโปคลอไรท์จะทำให้เยื่อบุตาอักเสบ คอเจ็บก็หาอุปกรณ์มาปิดตาปิดปากส่วนที่เสี่ยงเอาไว้ หรืออย่างโทลูอีนก็เป็นสารที่ระเหยได้หรือเป็นของเหลวให้สัมผัสได้ก็ต้องหาเสื้อกันสารเคมีชนิดที่มิดชิดมิดเม้นจะได้เลี่ยงสัมผัสเราง่าย

“ทิศทางลม” ใช้ได้กับสารระเหยที่เป็นเคมีลอยล่องอยู่ในอากาศรอบตัว โดยปกติถ้าเป็นก๊าซจะอยู่ได้ไกลถึง 600 เมตรในที่ลมสงบ แต่ถ้าลมแรงก็จะลอยไปไกลกว่านั้นมาก หากรู้ทิศแล้วจะได้หลบไว้ไม่ไปอยู่ใต้ลม เพราะเคมีบางชนิดก็เป็นก๊าซหนักจะลอยลงไปปกคลุมคนที่นอนอยู่ได้ เช่น กรณียูเนียนคาร์ไบด์ที่อินเดีย

“ผสมน้ำ” การปฐมพยาบาลด้วยน้ำสะอาดยังเป็นสิ่งที่ใช้ได้อยู่เสมอ หากแสบหูแสบตามากให้ล้างด้วยน้ำสะอาดหลายๆ น้ำ หรือเปิดน้ำก๊อกให้ไหลผ่าน ถ้าเปื้อนตามตัวให้ถอดเสื้อผ้าที่เปื้อนนั้นออก แล้วล้างน้ำให้มากเข้าไว้ จะช่วยให้ไม่ต้องเสี่ยงต่อการสัมผัสเคมีพิษซ้ำสอง

“ไม่ซ้ำอาเจียน” สำหรับท่านที่เผลอกลืนเข้าไป การให้อาเจียนไม่ใช่ทางแก้ที่ดีนัก เพราะความตกใจอยู่แล้วอาจทำให้สำลักลงปอดยิ่งพาให้สารนั้นเข้าปนเปื้อนในตัวเราหนักขึ้นถึงขั้นปอดอักเสบ หรือถ้าไม่สำลักสารก็มักขึ้นมาในหลอดอาหารอีกครั้งทำอันตรายขึ้นมาได้ซ้ำสองอีกครั้งหนึ่ง

และ “พบหาหมอ” เมื่อแก้เบื้องต้นแล้วก็ยังไม่พ้นคุณหมอ โดยคุณหมอด้านเกี่ยวกับพิษต่อสุขภาพนี้คือ “นักพิษวิทยา” เป็นเชี่ยวชาญอาการพิษจากเคมี เมื่อไปหาแล้วให้ข้อมูลท่านละเอียดก็จะบอกได้ถึงชนิดของพิษนั้นและวิธีแก้หรือการส่งต่อไปหาคุณหมอเฉพาะทางในแต่ละด้าน เช่น โดนสารเคมีเข้าตาก็ส่งไปพบจักษุแพทย์.

takecareDD@gmail.com

ที่มา: เดลินิวส์  8 พฤษภาคม 2555

.

Related link:

.

แนะ 8 วิธีปฐมพยาบาลเบื้องต้น หากได้รับสาร “โทลูอีน” และ “โซเดียม ไฮโปคลอไรท์”

 

ศูนย์ TCELS ห่วงใยสุขภาพประชาชนบริเวณนิคมฯ มาบตาพุด หลังเกิดเหตุระเบิดโรงงานและมีสารพิษรั่วไหล มอบ ศูนย์เวชศาสตร์ฯ ให้ความรู้เรื่องสารพิษ พร้อมแนะ 8 วิธีป้องกันและปฐมพยาบาลเบื้องต้นหากได้รับสารพิษ “โทลูอีน” และ “โซเดียม ไฮโปคลอไรท์” ที่ลอยมาตามลม

จากเหตุการณ์ระเบิดโรงงานอุตสาหกรรม ที่นิคมอุตสาหกรรม มาบตามพุด จ.ระยอง ทำให้เกิดปัญหาสารพิษรั่วไหล ส่งผลให้ประชาชนที่อยู่ในบริเวณดังกล่าวที่ต้องเผชิญกับสารเคมีในอากาศ ซึ่งกระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี โดย ศูนย์ความเป็นเลิศด้านชีววิทยาศาสตร์ (TCELS) มีความห่วงใยในสุขภาพของประชาชน จึงได้มอบหมายศูนย์เวชศาสตร์อายุรวัฒน์นานาชาติแนะนำวิธีป้องกันตัวให้พ้นจากอันตราย โดย นพ.กฤษดา ศิรามพุช ผู้อำนวยการศูนย์เวชศาสตร์ฯ กล่าวว่า สารเคมีที่รั่วไหลออกมาจากโรงงานอุตสหากรรมมีอยู่หลายชนิดที่ก่อให้เกิดพิษร้ายถึงขั้นส่งผลต่อสุขภาพ ซึ่งมีทั้งพิษเฉียบพลันและพิษสะสม ส่วนลักษณะการเกิดพิษนั้น อาจแบ่งได้เป็นพิษเฉพาะที่กับพิษทั่วตัว ทั้งสองนี้อาจเกิดพร้อมกันได้ ทั้งนี้ เคมีพิษที่ลอยอยู่ในอากาศนั้น น่ากลัวที่สุดจะเป็นชนิดมาเงียบ คือ ไม่มีสีและไม่มีกลิ่นอย่างคาร์บอนมอนนอกไซด์ ที่ถือเป็นฆาตรกรเงียบที่น่ากลัว

“สำหรับตัวร้ายที่เพิ่งระเบิดที่อุตสาหกรรมมาบตาพุด คือ โซเดียมไฮโปคลอไรท์ ซึ่งเป็นสารฆ่าเชื้อ หรือใช้ฟอกขาวทำโซดาไฟ ก็ได้มีกลิ่นฉุนมาก หากสูดดมเข้าไปก็จะเกิดอาการเจ็บป่วยจากการได้สารพิษมีชื่อเรียกว่า ท็อกซิโดรมส์ มาจากท็อกซินผนวกกับซินโดรมซึ่งผลของพิษที่ออกฤทธิ์ต่อสุขภาพคือ ระคายเยื่อบุอ่อน อาทิ เยื่อบุตา จมูก ช่องคอ ทางเดินหายใจ, เยื่อบุโพรงจมูกอักเสบ คออักเสบ, หลอดลมบวมตีบ หายใจไม่ออก, คลื่นไส้อาเจียน, วิงเวียนสับสน และอื่นๆ เช่น ฤทธิ์ต่อระบบประสาท,สมอง, ตับ, ไต, หัวใจและกล้ามเนื้อ” ผอ.ศูนย์เวชศาสตร์ฯ กล่าว

นพ.กฤษดา กล่าวต่อว่า สารเคมีบางชนิดก็มีพิษเมื่อสูดดม, สัมผัสหรือเข้าหูเข้าตา หรือว่าบางชนิดจะอันตรายต่อเมื่อเข้มข้นมาก ที่พูดถึงกันมากในเวลานี้เห็นมีอยู่ 2 เคมี คือ “โทลูอีน (Toluene)” กับ “โซเดียม ไฮโปคลอไรท์(Sodium hypochlorite)” จึงอยากขอนำวิธีปฐมพยาบาลเบื้องต้นของทั้ง 2 สารนี้ และวิธีที่เผื่อไว้ป้องกันสารพิษที่ลอยตามลม 8 วิธี คือ 

       1.ดูอวัยวะ คือ การดูทางพิษเข้า เช่น กลืนเข้าคอ, สูดเข้าจมูก, สัมผัสกับผิวหนัง หรือทางอื่นๆ เพราะแต่ละช่องทางการสัมผัสสารพิษจะเป็นตัวกำหนดการดูแลปฐมพยาบาลเบื้องต้น เช่น ถ้าเข้าคอก็ต้องกลั้วคอล้าง หรือเป็นหมอกควันพิษที่แสบหูแสบตาไปหมดก็ต้องล้างออกด้วยน้ำสะอาดหรือน้ำเกลือปลอดเชื้อดังนี้ เป็นต้น

2.ผละให้ไว ไปยัง “Support zone” ที่จัดไว้ให้ไวที่สุด สารกลุ่มโซเดียมไฮโปคลอไรท์เป็นสารระเหยที่ลอยอยู่ในอากาศได้ จึงต้องรีบออกมาจากสถานที่เกิดเหตุนั้นโดยไว แต่ก็ต้องไม่ตระหนกจนเกินไป เพราะในความสับสนนั้นอาจทำให้เกิดการฟุ้งกระจายของสารนั้นมากยิ่งขึ้นได้

3.ให้ดูพิษ ถ้าเราทราบแหล่งที่มาของสารพิษนั้นด้วยได้จะดีเพราะเป็นข้อมูลที่บอกชนิดของพิษนั้นได้ว่าจะทำอันตรายกับอวัยวะใดของเราบ้าง การมีตัวอย่างสารพิษหรือมีข้อมูลโรงงานผลิตจะช่วยคุณหมอในการดูแลรักษาเบื้องต้นได้มาก

4.ไล่ตามปิด เมื่อทราบชนิดของพิษแล้วก็จะรู้ว่าอวัยวะที่เป็นเป้าใหญ่คืออะไร ให้มาพุ่งเป้าที่ส่วนนั้นๆ เช่น ไฮโปคลอไรท์ จะทำให้เยื่อบุตาอักเสบ คอเจ็บก็หาอุปกรณ์มาปิดตาปิดปากส่วนที่เสี่ยงเอาไว้ หรืออย่างโทลูอีนก็เป็นสารที่ระเหยได้ หรือเป็นของเหลวให้สัมผัสได้ก็ต้องหาเสื้อกันสารเคมีชนิดที่มิดชิดจะได้เลี่ยงสัมผัสเราง่าย

5.ทิศทางลม ใช้ได้กับสารระเหยที่เป็นเคมีลอยล่องอยู่ในอากาศรอบตัว โดยปกติถ้าเป็นก๊าซจะอยู่ได้ไกลถึง 600 เมตรในที่ลมสงบ แต่ถ้าลมแรงก็จะลอยไปไกลกว่านั้นมาก หากรู้ทิศแล้วจะได้หลบไว้ไม่ไปอยู่ใต้ลม เพราะเคมีบางชนิดก็เป็นก๊าซหนักจะลอยลงไปปกคลุมคนที่นอนอยู่ได้ เช่น กรณียูเนียนคาร์ไบด์ที่อินเดีย

6.ผสมน้ำ (Decontamination) การปฐมพยาบาลด้วยน้ำสะอาดยังเป็นสิ่งที่ใช้ได้อยู่เสมอ หากแสบหูแสบตามาก ให้ล้างด้วยน้ำสะอาดหลายๆ น้ำ หรือเปิดน้ำก๊อกให้ไหลผ่าน ถ้าเปื้อนตามตัวให้ถอดเสื้อผ้าที่เปื้อนนั้นออกแล้วล้างน้ำให้มากเข้าไว้ จะช่วยให้ไม่ต้องเสี่ยงต่อการสัมผัสเคมีพิษซ้ำสอง

7.ไม่ซ้ำอาเจียน สำหรับท่านที่เผลอกลืนเข้าไป การให้อาเจียนไม่ใช่ทางแก้ที่ดีนัก เพราะความตกใจอยู่แล้ว อาจทำให้สำลักลงปอดยิ่งพาให้สารนั้นเข้าปนเปื้อนในตัวเราหนักขึ้นถึงขั้นปอดอักเสบ หรือถ้าไม่สำลักสารก็มักขึ้นมาในหลอดอาหารอีกครั้งทำอันตรายขึ้นมาได้ซ้ำสองอีกครั้งหนึ่งได้ สุดท้าย คือ

8.พบแพทย์ เมื่อแก้เบื้องต้นแล้วให้รีบไปพบแพทย์ด้านพิษวิทยาเพราะจะเป็นผู้เชี่ยวชาญอาการพิษจากเคมีทั้งหลาย เมื่อไปหาแล้วให้ข้อมูลท่านละเอียดก็จะบอกได้ถึงชนิดของพิษนั้นและวิธีแก้หรือการส่งต่อไปพบแพทย์เฉพาะทางในแต่ละด้าน

อย่างไรก็ตาม สารพิษหลายชนิดทั้ง โซเดียม ไฮโปคลอไรท์หรือ โทลูอีน ก็ไม่ได้มียาต้านพิษ (Antidote) เฉพาะ แพทย์ก็ใช้การรักษาแบบประคับประคองไปเหมือนกับเรา ดังนั้น การจะหายหรือแย่จึงอยู่แค่ความแม่นของผู้ที่แก้ปัญหาเฉพาะหน้าตรงนั้นเท่านั้นเอง

ที่มา: ASTVผู้จัดการออนไลน์ 8 พฤษภาคม 2555

ผลิตภัณฑ์กำจัด ‘ปลวก’

ปลวก นับเป็นปัญหาใหญ่ของหลาย ๆ คน  เพราะก่อให้เกิดความเสียหายต่อบ้านเรือน ที่อยู่อาศัย และทรัพย์สิน จึงไม่แปลกที่ผลิตภัณฑ์กำจัดปลวกในท้องตลาดจะขายดิบขายดี ไม่ว่าจะเป็นชนิดผงโรย สเปรย์อัดก๊าซ เหยื่อ หรือของเหลว

นพ.จักรธรรม ธรรมศักดิ์ อธิบดีกรมวิทยาศาสตร์การแพทย์  บอกว่า ผลิตภัณฑ์กำจัดปลวก มีทั้งชนิดฉีดพ่น เทราดลงพื้นดิน ส่วนผลิตภัณฑ์ที่เป็นเหยื่อ จะมีผลไปยับยั้งการลอกคราบในตัวอ่อนทำให้ตายในที่สุด

สารเคมีที่นิยมใช้ในผลิตภัณฑ์กำจัดปลวก คือ

กลุ่มออร์กาโนฟอสเฟต ปลวกจะถูกฆ่าทันทีเมื่อสัมผัสกับสารกลุ่มนี้ ซึ่งมีความเป็นพิษต่อคน สัตว์ และสัตว์น้ำ เข้าสู่ร่างกายโดยการสัมผัส ก่อให้เกิดการระคายเคือง ถ้ากลืนกินเข้าไปทำให้มีอาการคลื่นไส้ อาเจียน มีน้ำลายขับออกมามาก ปวดศีรษะ เวียนศีรษะ ตัวซีดเป็นสีเขียว เนื่องจากขาดออกซิเจน

กลุ่มไพรีทรอยด์ ออกฤทธิ์ทำให้เกิดอัมพาตในแมลง การสัมผัสทำให้เกิดการระคายเคือง ถ้ากลืนกินจะทำให้คลื่นไส้ อาเจียน ปวดศีรษะ ทำให้เกิดอาการโคม่า กล้ามเนื้อกระตุก และชัก

กลุ่มคาร์บอเนต กลไกการออกฤทธิ์คล้ายกับกลุ่มออร์กาโนฟอสเฟต เมื่อได้รับสารนี้จะทำให้เกิดอาการน้ำตาไหล เป็นตะคริวที่ท้อง งง ชัก และโคม่า การหายใจล้มเหลว

กลุ่มฟีนิลไพราโซล การสัมผัสทำให้เกิดการระคายเคือง การกลืนกินเข้าไป จะมีอาการกระวนกระวาย และชักได้

ผลิตภัณฑ์กำจัดปลวก จัดเป็นวัตถุอันตรายชนิดที่ 3 ตาม พ.ร.บ.วัตถุอันตราย พ.ศ. 2535 ผู้ผลิตและผู้นำเข้า จะต้องขอขึ้นทะเบียนผลิตภัณฑ์ และขออนุญาตก่อนการผลิตและนำเข้า จะต้องแสดงฉลากตามที่กฎหมายกำหนด และมีความเข้มข้นของสารสำคัญตามที่ฉลากระบุ

ดังนั้นเพื่อเป็นการคุ้มครองผู้บริโภคให้มีความปลอดภัยจากการใช้ผลิตภัณฑ์กำจัดปลวก มด และแมลง กรมวิทยาศาสตร์การแพทย์จึงได้ทำการตรวจสอบคุณภาพของผลิตภัณฑ์กำจัดปลวกที่มีจำหน่ายในท้องตลาด รวม 32 ตัวอย่าง  พบว่า สารออกฤทธิ์ที่ใช้ในผลิตภัณฑ์ส่วนใหญ่เป็นสารในกลุ่มไพรีทรอยด์ โดยปริมาณสาระสำคัญไม่เป็นไปตามเกณฑ์ 7 ตัวอย่าง คือ มีสารสำคัญเกินกว่าเกณฑ์การยอมรับ หรือต่ำกว่าที่ระบุไว้ในฉลาก

นอกจากนี้ยังได้เก็บตัวอย่าง ครีมกำจัดจิ้งจก แมลงสาบ และแมงมุมจากรถเร่ ที่ตระเวนเร่ขายตามหมู่บ้าน จากการตรวจดูลักษณะทั่วไป  พบว่า มีลักษณะเป็นครีมข้นสีเขียว มีกลิ่นหอมเล็กน้อย บรรจุอยู่ในกระป๋องพลาสติก ติดฉลากแจ้งชื่อผลิตภัณฑ์ วิธีการใช้ และราคา แต่ไม่ระบุชื่อที่อยู่ผู้ผลิต วันเดือนปีที่ผลิตและเลขทะเบียนขออนุญาต

เมื่อนำมาทำการตรวจวิเคราะห์ทางห้องปฏิบัติการ พบสารเคมีกำจัดแมลงประเภทคาร์บาเมต ชนิดเมทโธมิล จัดเป็นสารเคมีที่มีความเป็นพิษร้ายแรง หากได้รับสารชนิดนี้โดยการหายใจเข้าไป จะก่อให้เกิดการระคายเคืองต่อระบบทางเดินหายใจ วิงเวียนศีรษะ เหนื่อยง่าย หายใจติดขัด ถ้าสัมผัสทางผิวหนังจะทำเกิดการระคายเคืองต่อผิวหนัง ถ้ากินหรือกลืนเข้าไปจะทำให้ระคายเคืองต่อระบบทางเดินอาหาร ท้องร่วง คลื่นไส้ อาเจียน อ่อนเพลีย และถ้าสัมผัสถูกตาจะก่อให้เกิดการระคายเคือง ตาแดง พร่ามัว 

จากการสอบถามผู้ใช้พบว่า มีบางรายใช้มือเปล่าแตะครีมดังกล่าว แล้วป้ายตามฝาบ้าน เสา ขื่อ และแหล่งที่จิ้งจกหรือแมลงชุกชุม ซึ่งการกระทำลักษณะดังกล่าวอาจก่อให้เกิดอันตรายจากการได้รับสารพิษได้ ดังนั้นเพื่อความปลอดภัย ของผู้ใช้ไม่ควรสัมผัสสารโดยตรง อาจสวมถุงมือ  หรือใช้วัสดุอื่นช่วยในการป้ายสาร ควรมีการเปิดระบายอากาศบริเวณที่ป้ายสารไว้ เพื่อขจัดไอพิษของสารชนิดนี้ และเก็บให้พ้นมือเด็ก ไม่ควรนำซากของจิ้งจกไปให้สัตว์อื่นกินเป็นอาหาร เนื่องจากอาจทำให้เกิดอันตรายแก่สัตว์เหล่านั้น ทางที่ดีควรนำซากไปฝังดิน และกลบให้เรียบร้อย 

ท้ายนี้ขอแนะนำว่า ในการเลือกใช้ผลิตภัณฑ์กำจัดปลวกและแมลงให้ปลอดภัยนั้น ควรเลือกใช้ผลิตภัณฑ์ที่ขึ้นทะเบียนเป็น“วัตถุอันตรายทางสาธารณสุข” โดยฉลากต้องแสดง “วอส.” และการใช้ต้องปฏิบัติ ตามฉลากอย่างเคร่งครัด.

นวพรรษ บุญชาญ : รายงาน

 

ที่มา: เดลินิวส์  14 พฤศจิกายน 2552