โรคภูมิแพ้ในเด็ก–หลอดลมอักเสบเฉียบพลัน ทุกเพศ ทุกวัย

dailynews140914_02โรคภูมิแพ้ คืออะไร

โรคภูมิแพ้ คือ โรคที่ร่างกายเกิดปฏิกิริยาที่ผิดปกติต่อสารก่อภูมิแพ้ ทำให้เกิดการอักเสบเรื้อรังที่อวัยวะต่าง ๆ ในร่างกาย เช่น ผิวหนัง เยื่อบุจมูก เยื่อบุตา เยื่อบุทางเดินหายใจ หรือเยื่อบุทางเดินอาหาร เป็นต้น

สารก่อภูมิแพ้ได้แก่อะไรบ้าง
สารก่อภูมิแพ้ มี 2 ประเภท ได้แก่
1.สารก่อภูมิแพ้ในอากาศ เช่น ไรฝุ่น แมลงสาบ ขนสุนัข ขนแมว เกสรหญ้า หรือเชื้อรา เป็นต้น
2.สารก่อภูมิแพ้ประเภทอาหาร เช่น นมวัว นมถั่วเหลือง ไข่ อาหารทะเล หรือแป้งสาลี เป็นต้น
ผู้ป่วยโรคภูมิแพ้จะมีอาการอย่างไรบ้าง
ผู้ป่วยโรคภูมิแพ้จะมีอาการตามอวัยวะที่เกิดการอักเสบจากการกระตุ้นโดยสารก่อภูมิแพ้ เช่น

  • ผิวหนัง จะทำให้เกิดโรคผื่นภูมิแพ้ ผิวหนัง ผู้ป่วยจะมีอาการผื่นคันเรื้อรัง บริเวณใบหน้า ข้อพับ แขนขา หรือลำตัว เป็นต้น
  • เยื่อบุจมูก จะทำให้เกิดโรคเยื่อบุจมูกอักเสบภูมิแพ้ ผู้ป่วยจะมีอาการน้ำมูกเรื้อรัง ร่วมกับอาการจาม คันหรือคัดจมูก
  • เยื่อบุตา จะทำให้เกิดโรคเยื่อบุตาอักเสบภูมิแพ้ ผู้ป่วยจะมีอาการคัน หรือเคืองตาเรื้อรัง แสบตา หรือน้ำตาไหลบ่อย ๆ
  • เยื่อบุทางเดินหายใจ จะทำให้เกิดโรคหืด ผู้ป่วยจะมีอาการไอ หอบ หายใจไม่สะดวก แน่นหน้าอก หรือหายใจได้ยินเสียงวี้ด
  • เยื่อบุทางเดินอาหาร จะทำให้เกิดโรคแพ้อาหาร ผู้ป่วยจะมีอาการอุจจาระร่วงเรื้อรัง อาเจียน น้ำหนักตัวลดร่วมกับอาการผื่นเรื้อรังและภาวะซีด

ทำไมถึงเป็นโรคภูมิแพ้
ในปัจจุบันยังไม่สามารถหาสาเหตุที่แน่ชัดของโรคนี้ได้ แต่เชื่อว่าพันธุกรรมเป็นปัจจัยหนึ่งที่เป็นสาเหตุของโรคนี้ ดังจะเห็นได้ว่า ผู้ป่วยเด็กที่เป็นโรคภูมิแพ้มักจะมีบิดา หรือมารดาเป็นโรคภูมิแพ้ด้วยปัจจัยทางด้านสิ่งแวดล้อมที่เปลี่ยนไป จากสังคมชนบทสู่สังคมเมือง ทำให้มีสารมลพิษในบรรยากาศที่อาจจะเป็นตัวกระตุ้นทำให้ผู้ป่วยเป็นโรคภูมิแพ้กันมากขึ้น

ผู้ป่วยที่เป็นโรคภูมิแพ้ควรดูแลรักษาตัวเองอย่างไร
ผู้ป่วยสามารถที่จะดำเนินชีวิตได้ตามปกติไปพร้อม ๆ กับโรคเพียงแต่รู้จักปฏิบัติตนให้ถูกต้องเท่านั้น หลักสำคัญในการปฏิบัติตนมีอยู่ด้วยกัน 3 ข้อ คือ
1.หลีกเลี่ยงสารก่อภูมิแพ้ ซึ่งสามารถทราบชนิดของสารก่อภูมิแพ้ ได้จากการทำการทดสอบผิวหนัง เพื่อหาสารก่อภูมิแพ้ การปฏิบัติตนข้อนี้ นับว่าสำคัญมาก สามารถทำให้ผู้ป่วยลดปริมาณการใช้ยาให้เหลือน้อยที่สุด เพื่อควบคุมอาการของโรค
2.การใช้ยาอย่างสม่ำเสมอ ตามคำแนะนำของแพทย์ รวมถึงสามารถใช้ยาพ่นผ่านทางจมูกหรือปากได้ถูกต้องตามขั้นตอน
3.การดูแลตนเองให้มีสุขภาพกายและใจที่แข็งแรงอยู่เสมอ หลีกเลี่ยงสภาพแวดล้อมที่อาจกระตุ้นให้มีอาการของโรคมากขึ้น เช่น ควันบุหรี่ ควันจากท่อไอเสียรถยนต์ หรือจากการประกอบอาหาร เป็นต้น

 

หลอดลมอักเสบเฉียบพลัน

เป็นโรคที่พบได้บ่อยในทุกคนทุกเพศทุกวัย ซึ่งมักพบหลังเป็นไข้หวัดหรือไข้หวัดใหญ่ ส่วนมากเกิดจากเชื้อไวรัสซึ่งจะมีอาการไอ มีเสมหะขาว บางครั้งอาจเกิดจากเชื้อแบคทีเรีย ซึ่งจะมีเสมหะสีเหลืองหรือเขียว บางครั้งอาจเกิดจากเชื้อแบคทีเรีย ซึ่งจะมีเสมหะสีเหลืองหรือเขียว นอกจากนี้ยังอาจเกิดจากการถูกสารระคายเคือง เช่น ควันบุหรี่ ไอเสียรถยนต์ ฝุ่นละออง เป็นต้น ซึ่งอาจทำให้มีอาการเรื้อรังได้

อาการ
มีอาการไอซึ่งจะเป็นมากตอนกลางคืน ระยะแรกจะไอแห้ง ๆ อาจมีเสียงแหบ และเจ็บหน้าอกเพราะไอมาก 4-5 วันต่อมาจะมีเสมหะเหนียวเป็นสีขาว (เชื้อไวรัส) หรือขุ่นข้นเป็นสีเหลืองหรือสีเขียว (เชื้อแบคทีเรีย) ในเด็กอาจไอจนอาเจียน อาจจะมีไข้ต่ำ ๆ หรือไม่มีก็ได้ ถ้าเป็นมากจะมีอาการหอบร่วมด้วย เหนื่อย หายใจเสียงดังหวีด
สิ่งที่ตรวจพบ
ส่วนมากจะไม่พบสิ่งผิดปกติ บางคนอาจมีไข้ การใช้เครื่องฟัง ตรวจปอดอาจได้ยินเสียงหายใจกรอบแกรบ (Coarse breath sound) หรือเสียงครืดคราด (Rhonchi) คนที่มีอาการหอบเหนื่อยร่วมด้วย การฟังปอดอาจได้ยินเสียงหวีด (Wheezing)

อาการแทรกซ้อน
โรคนี้มักหายได้ภายใน 1-3 สัปดาห์แต่อาการไออาจเป็นอยู่นานถึง 2-3 เดือน ที่เรียกว่าไอร้อยวันและบางรายอาจเกิดภาวะแทรก ซ้อน ที่พบได้บ่อยได้แก่ ไอออกเลือด หลอดลมอักเสบเรื้อรัง หลอดลมโป่งพอง

การรักษา
1.แนะนำให้ผู้ป่วยพักผ่อนให้มากขึ้นอย่าทำงานหนัก ควรดื่มน้ำอุ่นมาก ๆ เพื่อช่วยให้เสมหะออกได้ง่ายขึ้น ไม่ควรดื่มน้ำเย็นหรือน้ำแข็ง อาจทำให้ไอมากขึ้น ควรงดสูบบุหรี่ อย่าอยู่ในที่ ๆ มีอากาศเสียหรือฝุ่นละอองมาก
2.ให้ยาขับเสมหะ ควรหลีกเลี่ยงยาแก้ไอชนิดกดการไอ เช่น ยาแก้ไอน้ำดำ ยาแก้ไอน้ำเชื่อม ยาแก้แพ้หรือโคเดอีน (Codeine) เพราะอาจทำให้เสมหะอุดกั้นหลอดลมเล็ก ๆ ทำให้ปอดบางส่วนแฟบได้
3.ยาปฏิชีวนะ ถ้าเสมหะขาว (เกิดจากเชื้อไวรัสหรือการระคายเคือง) ไม่ต้องทานยา ถ้าเป็นเสมหะสีเหลืองหรือเขียว (เกิดจากเชื้อแบคทีเรีย) ควรให้ยาปฏิชีวนะ
4.ถ้ามีอาการหอบหืด (ฟังเสียงปอดได้ยินเสียงหวีด) ให้ยาขยายหลอดลม
5.ถ้าไอนานเกิน 3 สัปดาห์ หรือมีไข้นานเกิน 1 สัปดาห์ หรือน้ำหนักลด ควรส่งโรงพยาบาล อาจต้องเอกซเรย์ปอด ตรวจเสมหะหาสาเหตุและรักษาตามเหตุ

ข้อแนะนำ
โรคนี้มักเป็นหลังจากเป็นไข้หวัดหรือไข้หวัดใหญ่ และอาจไออยู่นาน 2-3 สัปดาห์ โดยที่สุขภาพทั่วไปแข็งแรงดี แต่ถ้าพบว่ามีอาการเบื่ออาหาร น้ำหนักลด หรือมีไข้เรื้อรัง อาจเป็นจากสาเหตุอื่น เช่น วัณโรค หากสงสัย ควรส่งโรงพยาบาล

ข้อมูลจาก ศูนย์ภูมิแพ้ (Allergy Center) แผนกกุมารเวช / คลินิกโรคระบบทางเดินหายใจและโรคปอด โรงพยาบาลพญาไท 1 / http://www.phyathai.com

นายแพทย์สุรพงศ์ อำพันวงษ์

ที่มา : เดลินิวส์ 14 กันยายน 2557

Advertisements

โรคหอบหืด

thairath140801_02aโรคหอบหืด ตอนที่ 1 : หืดป้องกันได้ ก่อนจะสายเกินแก้

พบบ่อยแค่ไหน ?  

โรคหอบหืด หรือ โรคหืด เป็นโรคภูมิแพ้ชนิดหนึ่งที่พบบ่อยในเด็กและมีแนวโน้มจะพบมากขึ้นเรื่อยๆ ข้อมูลจากการสำรวจพบว่าเด็กไทยเป็นโรคหืดถึงร้อยละ 12 หรือประมาณ 3 ล้านคน ซึ่งมีสัดส่วนเป็นร้อยละ 5 ของประชากรทั่วไป โดยมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นร้อยละ 2–4 ต่อปี

สาเหตุของโรคคืออะไร ?  

โรคหืดเกิดจากการอักเสบเรื้อรังของหลอดลม ทำให้หลอดลมไวต่อสิ่งกระตุ้น เกิดการหดเกร็งของหลอดลม มีการหลั่งมูกเพิ่มขึ้น และผนังหลอดลมบวม เป็นผลให้มีอาการของหลอดลมตีบแคบ ซึ่งอาการเหล่านี้อาจทุเลาได้เองหรือโดยการใช้ยา

สาเหตุสำคัญสุดคือ สารก่อภูมิแพ้ โดยพบว่าเด็กที่เป็นหอบหืดร้อยละ 80 เกิดจากภาวะภูมิแพ้ โดยเฉพาะในเด็กที่มีพันธุกรรมของโรคภูมิแพ้ในครอบครัว โดยสารก่อภูมิแพ้ที่พบบ่อยได้แก่ ไรฝุ่น แมลงสาบ สัตว์เลี้ยง ซึ่งเป็นสารก่อภูมิแพ้ในอาคาร/บ้านที่อยู่อาศัย ส่วนสารก่อภูมิแพ้ภายนอกบ้าน ได้แก่ ละอองเกสร หญ้า วัชพืช และเชื้อรา ซึ่งเชื้อรานี้พบได้ทั้งภายในและภายนอกบ้าน

นอกจากนี้ สารระคายเคืองทางเดินหายใจและมลพิษในสิ่งแวดล้อมก็มีบทบาทเสริมการกระตุ้นให้ผู้ป่วยเป็นโรคหืดได้ง่ายขึ้น ซึ่งสารระคายเคืองที่พบบ่อยได้แก่ ควันบุหรี่ ควันท่อไอเสีย และก๊าซ

ส่วนปัจจัยอื่นที่เป็นสาเหตุเสริมให้ผู้ป่วยโรคหืดมีอาการกำเริบเฉียบพลันคือ การติดเชื้อไวรัสในระบบหายใจ หรือการติดเชื้อแบคทีเรียในทางเดินหายใจส่วนบน เช่น ไซนัสอักเสบ ทอนซิลอักเสบ นอกจากนี้ ยังมีรายงานว่าการเปลี่ยนแปลงทางอารมณ์ก็มีส่วนทำให้โรคหืดกำเริบได้

โรคหืดมีอาการอย่างไร ?      

อาการสำคัญคือ ไอ หอบเหนื่อย หายใจลำบาก แน่นหน้าอก หายใจมีเสียงวี้ด อาการมักเกิดเป็นพักๆ สลับกับช่วงไม่มีอาการ (เหมือนคนปกติ) โดยอาจเกิดอาการขณะออกกำลังกายหรือ ขณะนอนหลับกลางดึกก็ได้ จึงเป็นโรคที่ทรมาน ถ้าอาการรุนแรงและเกิดบ่อยๆ จะมีผลกระทบต่อคุณภาพชีวิตผู้ป่วยและผู้ดูแลเป็นอย่างมาก เมื่อสงสัยว่าจะเป็นโรคหืดจึงควรไปพบแพทย์เพื่อตรวจวินิจฉัยโรค หาสาเหตุ ประเมินความรุนแรง และเข้ารับการรักษาอย่างต่อเนื่อง หากผู้ป่วยไปพบแพทย์ได้ขณะกำลังมีอาการหอบหืด แพทย์อาจให้การวินิจฉัยโรคได้ไม่ยากโดยการตรวจร่างกาย ฟังเสียงหายใจผิดปกติในปอด และตรวจวัดสมรรถภาพปอด แต่ถ้าไปตรวจขณะไม่มีอาการอาจต้องอาศัยการตรวจพิเศษเพิ่มเติมมาช่วยยืนยันการวินิจฉัยโรค

โรคหืดรุนแรงถึงตาย…แต่ป้องกันได้        

ก่อนมีอาการรุนแรงจนอาจถึงแก่ชีวิต ผู้ป่วยส่วนใหญ่จะมีสัญญาณอันตรายซึ่งตัวผู้ป่วยหรือญาติพึงสังเกตได้ ดังต่อไปนี้

  • มีประวัติการเป็นโรคหืดที่มีการจับหืดอย่างรุนแรงมาก่อน เช่น เคยรักษาตัวในห้องไอซียูเพราะหอบรุนแรง ต้องใส่ท่อช่วยหายใจ หรือใช้เครื่องช่วยหายใจ เป็นต้น
  • มีประวัติการเข้าห้องฉุกเฉินเพราะมีอาการหอบมากในปีที่ผ่านมา
  • มีประวัติการเข้ารักษาตัวในโรงพยาบาลเนื่องจากหอบรุนแรง ต้องให้ออกซิเจนและยาขยายหลอดลม
  • เป็นผู้ป่วยที่เคยใช้ยาพ่นสูดเป็นประจำเพื่อควบคุมอาการของโรค หรือเพิ่งหยุดยาพ่นสูดมาไม่นาน
  • เป็นผู้ป่วยที่ต้องใช้ยาสเตียรอยด์ชนิดรับประทานเป็นประจำ หรือเพิ่งหยุดยารับประทานมาไม่นาน
  • เป็นผู้ป่วยที่ไม่ค่อยยอมไปพบแพทย์ ชอบใช้ยาขยายหลอดลมเป็นประจำ และต้องใช้ยามากกว่า 1 หลอดต่อเดือน
  • เป็นผู้ป่วยหืดที่มีปัญหาทางสุขภาพจิตร่วมด้วย หรือเป็นผู้ที่เสพติดยา
  • เป็นผู้ป่วยที่ไม่ปฏิบัติตามคำแนะนำของแพทย์ ไม่ยอมใช้ยาที่แพทย์สั่งเป็นประจำ ชอบหยุดยาเองเพราะคิดว่าหายแล้ว
  • เป็นผู้ป่วยที่อยู่ในครอบครัวที่แตกแยก มีปัญหาครอบครัว ไม่มีคนดูแลเอาใจใส่

หากผู้ป่วยและคนใกล้ชิดหมั่นสังเกตปัจจัยทั้ง 9 ข้อดังกล่าว ให้ความสนใจและถามไถ่ปัญหาจากผู้ป่วย พร้อมให้คำแนะนำและช่วยเหลือให้ผู้ป่วยได้รับการรักษาอย่างถูกวิธี ผู้ป่วยก็จะสามารถใช้ชีวิตกับโรคหอบหืดได้อย่างมั่นใจ และจะได้ไม่มีใครเสียใจในภายหลัง.

รศ.นพ.สุวัฒน์ เบญจพลพิทักษ์
คณะแพทยศาสตร์ รพ.รามาธิบดี

ที่มา : ไทยรัฐ 1 สิงหาคม 2557

thairath140801_02b

โรคหอบหืด ตอนที่ 2 หอบหืด…รักษาได้

หลักการรักษาที่เหมาะสม คือ การหลีกเลี่ยงสิ่งที่แพ้ และการใช้ยาควบคุมอาการ

1. หลีกเลี่ยงสารก่อภูมิแพ้และสิ่งกระตุ้นเมื่อสังเกตว่าสารก่อภูมิแพ้หรือสิ่งกระตุ้นใดทําให้เกิดอาการหอบ ควรหลีกเลี่ยงการสัมผัสสิ่งนั้นๆ การทดสอบภูมิแพ้ทางผิวหนังโดยวิธีสะกิดหรือการตรวจเลือดหาระดับของ IgE อาจช่วยบอกชนิดของสารก่อภูมิแพ้ที่กระตุ้นให้ผู้ป่วยมีอาการได้

2. การรักษาด้วยยา ยาที่ใช้ในการรักษาโรคหืดปัจจุบันแบ่งเป็น 2 ประเภทคือ

-ยาช่วยบรรเทาอาการ (Reliever) ได้แก่ ยาขยายหลอดลม มีทั้งชนิดพ่นสูด ชนิดรับประทาน และชนิดฉีด ใช้เพื่อขยายหลอดลมในขณะที่มีอาการหอบหืด เนื่องจากออกฤทธิ์ได้ ยาวนาน จึงสามารถใช้ควบคุมอาการได้ โดยใช้ร่วมกับยาสเตียรอยด์

– ยาควบคุมอาการ (Controller) มีฤทธิ์ต้านการอักเสบ ใช้ลดการอักเสบของหลอดลมเพื่อ ป้องกันไม่ให้เกิดอาการหอบขึ้นอีก ยาประเภทนี้ออกฤทธิ์ช้า จึงต้องใช้ติดต่อกันเป็นระยะเวลานาน ขนาดยาที่ใช้ขึ้นอยู่กับความรุนแรงของโรค ภายใต้คําแนะนําของแพทย์ ยาประเภทนี้แบ่ง เป็น 3 กลุ่มด้วยกัน คือ

1. ยาที่ไม่ใช่สเตียรอยด์ คือ ยา Montelukast เป็นยารับประทานสําหรับเด็กและผู้ใหญ่ ที่เป็นโรคหืด โรคเยื่อบุจมูกอักเสบ และโรคภูมิแพ้ มีผลข้างเคียงน้อยแต่ราคายาค่อนข้างสูง

2. ยาสเตียรอยด์ มีหลายรูปแบบ ทั้งยาพ่นสูด ยารับประทาน และยาฉีด โดยยารับประทานและยาฉีดออกฤทธิ์ได้ดีและเร็ว แต่มีผลข้างเคียงต่อร่างกายเมื่อต้องใช้บ่อยๆ หรือใช้ต่อเนื่องเป็นเวลานาน ได้แก่ ยับยั้งการเจริญเติบโตของเด็ก ความดันโลหิตสูง น้ําตาลในเลือดสูง ภูมิต้านทานต่ำ ติดเชื้อง่าย และกระดูกพรุน จึงแนะนําให้ใช้ในระยะสั้น (ไม่เกิน 3–7 วัน) และใช้เมื่อ มีความจําเป็นเท่านั้น เช่น หอบหืดรุนแรง หอบเหนื่อยอย่างต่อเนื่อง หอบหืดเฉียบพลันรุนแรง เป็นต้น

สําหรับการควบคุมอาการที่ต้องใช้ยาเป็นประจําและต่อเนื่อง แนะนําให้ใช้ยาสเตียรอยด์ในรูปแบบของยาพ่นสูดจะเหมาะสมที่สุด เนื่องจากมีประสิทธิภาพดีและมีผลข้างเคียงน้อยมาก รูปแบบของยาพ่นสูดที่นิยมใช้โดยทั่วไป มี 2 แบบ คือ      

– ยาพ่นสูดชนิดที่ใช้แรงดันก๊าซ (Meter-DoseInhaler,MDI) เป็นรูปแบบที่นิยมใช้กันมานาน ควรใช้ร่วมกับกระบอกพ่นยาและหน้ากากทุกครั้ง เนื่องจากการพ่นเข้าปากโดยตรง ต้องอาศัยจังหวะและความคล่องของผู้ป่วย หากสูดหายใจผิดวิธี จะมียาเข้า สู่ปอดน้อยมาก อย่างไรก็ตาม หากผู้ป่วยพ่นสูดด้วยวิธี MDI ได้ไม่ดี ก็สามารถเลือก วิธีการพ่นยาผ่านเครื่องพ่นฝอยละออง (Nebulizer) แทนได้ แต่มีข้อจํากัดคือต้องซื้อ เครื่องพ่นยา และยาชนิดที่ใช้กับเครื่องพ่นมีราคาค่อนข้างสูง

– ยาสูดแบบผง(DryPowderInhaler) เหมาะสําหรับเด็กโตอายุ 5–6 ขวบขึ้นไป เพราะต้องใช้แรงสูดที่แรงและเร็ว เพื่อดูดเอาผงยาเข้าไปในทางเดินหายใจและปอด

ข้อดีคือ เครื่องพ่นใช้ง่ายและพกพาสะดวก ไม่ต้องใช้ร่วมกับอุปกรณ์เสริมอื่นๆ แต่ ราคายาสูงกว่ายาพ่นสูดแบบ MDI

3. วัคซีนภูมิแพ้ หากผู้ป่วยโรคหืดที่มีสาเหตุจากภูมิแพ้ได้ทําการหลีกเลี่ยงสารก่อภูมิแพ้และสิ่งกระตุ้น รวมไปถึงดูแลสุขภาพเป็นอย่างดีและใช้ยาเต็มที่แล้ว ก็ยังไม่สามารถควบคุมอาการได้ อาจพิจารณาการฉีดวัคซีนภูมิแพ้ร่วมด้วย โดยการใช้สารละลายที่ผสมสารก่อภูมิแพ้ นํามาฉีดหรืออม ใต้ลิ้นทุกสัปดาห์หรือทุกเดือน เริ่มจากขนาดยาน้อยๆ แล้วปรับความเข้มข้นให้มากขึ้น จนระบบ ภูมิคุ้มกันในตัวผู้ป่วยเปลี่ยนแปลงไป สามารถทนอยู่ในสิ่งแวดล้อมที่มีสารก่อภูมิแพ้ได้ ระยะเวลา ในการรักษาด้วยวัคซีนภูมิแพ้ประมาณ 3–5 ปี แต่มีข้อจํากัดคือ ในขณะที่ฉีดหรืออมใต้ลิ้นอาจก่อ ให้เกิดอาการแพ้อย่างรุนแรง (Anaphylaxis) จึงต้องพิจารณาถึงความเสี่ยงและความจําเป็นในการรักษาด้วยวิธีนี้ และต้องทําการรักษาโดยแพทย์ผู้เชี่ยวชาญโรคภูมิแพ้เท่านั้น

โรคหืดรักษาหายหรือไม่

โรคหืดมีธรรมชาติของโรคที่หลากหลาย ผู้ป่วยประมาณร้อยละ 25 เป็นหอบหืดในวัยเด็กเท่านั้น เมื่อโตขึ้นก็ไม่มีอาการอีกเลย ส่วนเด็กที่มีอาการหอบหืดเนื่องจากติดเชื้อในทางเดินหายใจอีกร้อยละ 25 มีอาการตั้งแต่เด็กและป่วยต่อเนื่องจนเป็นผู้ใหญ่เนื่องจากหลีกเลี่ยงสารก่อภูมิแพ้ได้ยาก ที่เหลืออีกร้อยละ 50 จะมีอาการเป็นๆ หายๆ บางคนมีอาการปกติในช่วงวัยรุ่นและวัยผู้ใหญ่ แต่พออายุมากขึ้น (ประมาณ 40 ปี) ก็กลับมามีอาการอีก

โรคหอบหืดเป็นโรคที่พบบ่อยในเด็กไทยและมีแนวโน้มจะเพิ่มขึ้นในอนาคต ผู้ป่วยต้องทุกข์ทรมาน และมีคุณภาพชีวิตแย่ เป็นๆ หายๆ หรือต้องเข้า-ออกโรงพยาบาลบ่อยๆ หากมีอาการรุนแรงอาจเป็นอันตรายถึงแก่ชีวิต ผู้ป่วยควรได้รับการตรวจวินิจฉัยและรักษาโดยแพทย์ผู้เชี่ยวชาญ ไม่ควรซื้อหรือปรับขนาดยาเอง ควรมาพบแพทย์ ตามนัดเพื่อประเมินผลการรักษา ปรับขนาดและชนิดของยาให้เหมาะสม จะทําให้ผู้ป่วยโรคหืดสามารถใช้ชีวิตได้ ตามปกติและมีคุณภาพชีวิตที่ดีเช่นเดียวกับคนทั่วไป.

รศ.นพ.สุวัฒน์ เบญจพลพิทักษ์
คณะแพทยศาสตร์ รพ.รามาธิบดี

ที่มา : ไทยรัฐ 8 สิงหาคม 2557