ปวดคอ

dailynews140406_003ปัจจุบันประชาชนมักจะมีอาการปวดบริเวณต้นคอเพิ่มมากขึ้นซึ่งมีสาเหตุจากการพัฒนาเทคโนโลยี การใช้คอมพิวเตอร์ การใช้โทรศัพท์มือถือสมาร์ทโฟนเพิ่มขึ้น ผู้ใช้งานก้มคอใช้อุปกรณ์เหล่านี้ต่อเนื่องเป็นระยะเวลานาน จึงทำให้เกิดปัญหาปวดเมื่อยบริเวณต้นคอและกล้ามเนื้อบริเวณบ่า และสาเหตุอีกอย่างคือประเทศไทยเข้าสู่สังคมผู้สูงอายุทำให้ประชากรมีอายุเพิ่มมากขึ้น เกิดปัญหาของโรคข้อเสื่อมและหมอนรองกระดูกสันหลังเสื่อมเพิ่มขึ้น จึงทำให้พบปัญหาอาการปวดคอเพิ่มมากขึ้น

สาเหตุของอาการปวดคอ สามารถแบ่งได้ตามช่วงอายุและอุบัติการณ์ของการเกิดอาการปวดต้นคอซึ่งสามารถเกิดได้ตั้งแต่อายุ 20 ปีเป็นต้นไป สาเหตุส่วนใหญ่มักเกิดจากการใช้งานไม่ถูกท่า การนั่งทำงานกับคอมพิวเตอร์เป็นระยะเวลานานอย่างต่อเนื่อง การก้มใช้งานมือถือ ทำให้ต้องก้มคอตลอดเวลาซึ่งส่งผลทำให้กล้ามเนื้อเกิดอาการเกร็งตัวทำให้เกิดอาการปวดเมื่อยตามบริเวณต้นคอและสะบักทั้ง 2 ข้าง  ในบางครั้งที่มีอาการปวดต้นคออย่างรุนแรงอาจจะเกิดเนื่องจากหมอนรองกระดูกต้นคอเคลื่อนออกมากดทับเส้นประสาท ทำให้เกิดอาการบวมและอักเสบของเส้นประสาท นอกจากนี้ตัวหมอนรองกระดูกที่เคลื่อนออกมานั้นจะมีสารที่ทำให้เกิดการอักเสบโดยตรงต่อเส้นประสาทจึงทำให้ผู้ป่วยมีอาการปวดคอร้าวลงแขนเพิ่มมากขึ้น รวมทั้งในบางรายอาจจะมีอาการชาและอ่อนแรงของแขนในข้างที่เส้นประสาทไปกดทับด้วย เมื่ออายุมากขึ้น ส่วนใหญ่ประมาณตั้งแต่ 45 ปีขึ้นไป อาการปวดคอส่วนใหญ่มักเกิดจากกระบวนการเสื่อมของหมอนรองกระดูกและการอักเสบของข้อต่อระหว่างกระดูกสันหลัง บางครั้งหมอนรองกระดูกสันหลังส่วนคอมีการเสื่อมและเคลื่อนออกมากดทับเส้นประสาท หรือมีกระดูกงอกจากการเสื่อมของกระดูกข้อต่อสันหลังไปกดทับเส้นประสาท

การป้องกันและการรักษา

1. การปรับเปลี่ยนท่าทางและการใช้ชีวิตประจำวัน พยายามหลีกเลี่ยงการนั่งอ่านหนังสือนาน ๆ การก้มคอใช้โทรศัพท์มือถือ การแหงนศีรษะ เมื่อใช้งานกับคอมพิวเตอร์เป็นเวลานานจำเป็นต้องปรับตำแหน่งของจอคอมพิวเตอร์ให้อยู่ในระดับสายตา การเปลี่ยนอิริยาบถในขณะทำงานกับจอคอมพิวเตอร์นาน ๆ แม้กระทั่งการนอนดูโทรทัศน์นาน ๆ ก็อาจจะทำให้เกิดอาการปวดคอได้ ดังนั้นควรมีการปรับท่าทางให้เหมาะสม เช่น ควรนั่งดูโทรทัศน์มากกว่าการนอน ไม่ก้มคอใช้งานโทรศัพท์มือถืออย่างต่อเนื่องเป็นระยะเวลานาน เมื่ออายุมากขึ้น ควรจะหลีกเลี่ยงกีฬาบางประเภทเพราะอาจจะทำให้มีอาการปวดต้นคอเพิ่มมากขึ้นได้ เช่น  แบดมินตัน เพราะมักจะต้องแหงนศีรษะเวลาตีลูก ซึ่งจะทำให้ช่องทางเดินประสาทแคบลงเมื่อแหงนศีรษะ ทำให้เกิดการกดทับเส้นประสาทเพิ่มมากขึ้น และเกิดการอักเสบของกระดูกสันหลังบริเวณข้อต่อ ในผู้ป่วยที่มีอาการปวดต้นคอมากควรหลีกเลี่ยงการนอนสระผมที่ร้านทำผม เพราะการนอนสระผมจะมีการแหงนศีรษะมากทำให้ช่องทางเดินประสาทแคบลง และทำให้กระดูกข้อต่อเกิดการอักเสบ จึงทำให้เกิดอาการปวดเพิ่มมากขึ้นได้  และไม่ควรแหงนศีรษะเป็นระยะเวลานานเพราะจะทำให้กระดูกข้อต่อสันหลังบริเวณคอเกิดการอักเสบ ทำให้เกิดอาการปวดและเกร็งตัวของกล้ามเนื้อ

2. การทำกายภาพบำบัด ด้วยการดึงคอ เป็นการใช้แรงดึงกระทำต่อร่างกายและกระดูกสันหลังส่วนคอ ช่วยทำให้ช่องระหว่างกระดูกสันหลังส่วนบริเวณคอกว้างขึ้น ลดการกดทับเส้นประสาท ช่วยในการยืดกล้ามเนื้อ เส้นเอ็น และการเกร็งตัวของกล้ามเนื้อ นอกจากนี้ยังมีการใช้คลื่นเสียงความถี่สูงช่วยในการบำบัดรักษา คลื่นเหนือเสียงที่มีความถี่ 20,000 รอบต่อนาที ซึ่งจะกระตุ้นให้เกิดความร้อนลึกเฉพาะที่ ส่งผลในการช่วยลดอักเสบ อาการปวด เพิ่มความยืดหยุ่นของกล้ามเนื้อและเนื้อเยื่อ ช่วยทำให้อาการของผู้ป่วยทุเลาลง

3. การรับประทานยาลดปวด ยาลดการอักเสบ ซึ่งยาจะออกฤทธิ์ในการลดปวดตามส่วนต่าง ๆ ของร่างกาย ซึ่งยาแต่ละชนิดก็ออกฤทธิ์แตกต่างกัน ก็ช่วยทำให้อาการปวด อาการชาทุเลาลงได้ ข้อควรระวังในการใช้ยาลดการอักเสบคือต้องรับประทานยาหลังอาหารทันทีเพราะอาจจะมีผลทำให้เกิดอาการระคายเคืองต่อกระเพาะอาหาร และไม่ควรรับประทานต่อเนื่องนานเกิน 1 เดือน

4. การฉีดยาชาระงับปวดเข้าไประหว่างชั้นกล้ามเนื้อ ซึ่งเป็นที่อยู่ของเส้นประสาทที่ไปเลี้ยงกล้ามเนื้อที่มีอาการเกร็งตัว เพื่อลดการนำสื่อประสาท จะช่วยทำให้กล้ามเนื้อตรงบริเวณคอ และบริเวณบ่าและกล้ามเนื้อรอบ ๆ สะบัก คลายตัวลง ลดการเกร็งตัวของกล้ามเนื้อ จะช่วยลดอาการปวดได้ดีมากโดยเฉพาะในช่วงระยะ 2 สัปดาห์หลังการฉีดยา

หลังจากฉีดยา อาการปวดจะทุเลาลงเป็นอันดับแรก ต่อมาอาการชาตามแขนและมือจะค่อย ๆ ดีขึ้นตามลำดับ ส่วนใหญ่ผู้ป่วยมักจะกังวลกลัวว่าจะเกิดโรคอัมพฤกษ์อัมพาต จากอาการชา เนื่องจากโรคหมอนรองกระดูกคอเสื่อมกดทับเส้นประสาท ซึ่งถ้าแพทย์ซักประวัติ ตรวจร่างกายอย่างละเอียดและให้การวินิจฉัยว่าเป็นโรคหมอนรองกระดูกคอเสื่อม ก็จะช่วยทำให้ผู้ป่วยคลายความกังวลลงไปได้  โดยทั่วไปอาการปวด ปวดชาร้าวลงแขนจะค่อย ๆ ดีขึ้น ใช้ระยะเวลาประมาณ  3–4 เดือน ผู้ป่วยมากกว่าร้อยละ 90 สามารถให้การรักษาด้วยวิธีการข้างต้นได้ผลเป็นอย่างดี โดยไม่จำเป็นต้องรักษาด้วยการผ่าตัด สำหรับข้อบ่งชี้ในการผ่าตัดกระดูกสันหลังบริเวณคอ จะทำในกรณีที่มีการกดทับของเส้นประสาทและไขสันหลัง ทำให้ผู้ป่วยมีอาการเกร็ง ตัวแข็งเดินเกร็ง  ก้าวเดินลำบาก มีอาการอ่อนแรงของแขนและขา อุจจาระและปัสสาวะลำบากไม่สามารถควบคุมได้จึงจำเป็นต้องผ่าตัด  ถ้าผู้ป่วยมีแค่เพียงอาการปวดต้นคอ ปวดร้าวลงแขนและมือ หรือมีอาการชาร่วมด้วย เราสามารถให้การรักษาด้วยวิธีการข้างต้นได้ผลเป็นอย่างดี โดยไม่มีความจำเป็นต้องรักษาด้วยการผ่าตัด

การเกิดกระดูกคอเสื่อมและการเกิดกระดูกงอกที่บริเวณข้อต่อระหว่างกระดูกนั้นเกิดจากกระบวนการเสื่อมของหมอนรองกระดูกสันหลัง จึงทำให้เกิดกระดูกงอกและบางครั้งทำให้เกิดการกดทับเส้นประสาท ผู้ป่วยบางท่านมีความกังวลใจว่าการรับประทานแคลเซียมวันละ 1 เม็ดนั้นหรือการรับประทานแคลเซียมมาเป็นระยะเวลานานมีผลทำให้เกิดภาวะกระดูกงอกหรือไม่ การรับประทานแคลเซียมวันละ 1 เม็ดในปริมาณประมาณ 600 มิลลิกรัมนั้น ไม่มีผลทำให้เกิดกระดูกงอกอันใดเลยเพราะสาเหตุของการเกิดกระดูกงอกตามส่วนต่าง ๆ ของข้อและกระดูกนั้นเกิดจากกระบวนการเสื่อมของร่างกาย ไม่เกี่ยวกับการรับประทานแคลเซียม.

ผศ.นพ.ธนินนิตย์ ลีรพันธ์ ภาควิชาออร์โทปิดิกส์
คณะแพทยศาสตร์, มหาวิทยาลัยเชียงใหม่
tleerapun@gmail.com, http://www.taninnit.com,
Facebook : Dr.Keng หมอเก่ง,
line ID search : keng3407

ที่มา :  เดลินิวส์ 6 เมษายน 2557