5 ความเชื่อผิดๆเกี่ยวกับ′สิว′

matichon140707_01สิว…สิ่งเล็กๆ ที่สร้างผลกระทบได้มากกว่าที่คุณคิด
 
นายแพทย์ประวิตร พิศาลบุตร แพทย์ผู้เชี่ยวชาญโรคผิวหนังกล่าวว่า”เนื่องจากโรคสิวเป็นโรคที่พบบ่อยและก่อความกังวลให้แก่ผู้ป่วย ผู้ป่วยมักมีความเชื่อที่ผิดเกี่ยวกับโรคสิว ทำให้การรักษาไม่ได้ผล ความเชื่อที่ผิดที่พบบ่อยเกี่ยวกับโรคสิว มีดังนี้
 
1. เชื่อว่าฝุ่นละอองและสิ่งสกปรกเป็นสาเหตุของสิว จึงล้างหน้าฟอกสบู่บ่อยๆ ความเชื่อนี้ทำให้ผู้เป็นสิวล้างหน้าบ่อยเกินไป และใช้สบู่ที่แรงหรือสบู่ยา ทำให้หน้าอักเสบ ระคายเคือง และสิวกำเริบขึ้น
 
2. เชื่อว่ากินช็อกโกแลตแล้วทำให้สิวขึ้น ไม่มีหลักฐานทางวิทยาศาสตร์ยืนยันว่าอาหารพวกช็อกโกแลต มันฝรั่ง ถั่วทอด พิซซ่า อาหารมันๆ น้ำอัดลม หรือไอศกรีม กระตุ้นให้สิวเกิดขึ้น อาหารพวกไอศกรีมและนมไม่ทำให้สิวกำเริบ ยกเว้นกรณีผู้ที่เป็นสิวอักเสบและรักษาโดยกินยากลุ่มเตตราไซคลีน ไม่ควรดื่มนมภายในเวลา 1 ชั่วโมงครึ่งก่อน หรือ 2 ชั่วโมงหลังกินยา เพราะแคลเซียมในนมขัดขวางการดูดซึมของยา
 
3. เชื่อว่าสิวเป็นแค่เรื่องความงาม ไม่ได้เป็นโรคผิวหนัง ก็เป็นความเชื่อที่ผิด เพราะสิวที่รุนแรงหากปล่อยให้หายเองจะทิ้งแผลเป็นอย่างมาก มีงานวิจัยชี้ว่าแผลเป็นเหล่านี้ส่งผลเสียทางจิตใจอย่างชัดเจน พบว่าผู้ป่วยที่เป็นโรคสิวเรื้อรัง ร้อยละ 44 เกิดความกังวล และร้อยละ 18 มีอารมณ์ซึมเศร้า
 
4. เชื่อว่าแสงแดดทำให้สิวดีขึ้น แสงแดดอาจทำให้ดูเหมือนว่าสิวดีขึ้น เพราะแสงแดดทำให้ผิวไหม้แดงและผิวคล้ำลง ช่วยบดบังรอยแดงรอยดำจากสิวอักเสบ แต่แท้จริงแล้วนอกจากแสงแดดเป็นอันตรายต่อผิวหนังแล้ว แสงแดดยังทำให้ผิวระคายเคืองและสิวกำเริบ
 
5. เชื่อว่าการรักษาสิวนั้นยิ่งใช้ยาแรงยิ่งได้ผลดี วัยรุ่นที่เป็นสิวเชื่อว่าการรักษาสิวนั้นยิ่งใช้ยาแรงยิ่งได้ผลดี ที่จริงแล้วถ้ายาความเข้มข้นต่ำได้ผลดีก็ไม่จำเป็นต้องใช้ยาแรงขึ้น นอกจากจะเสียเงินมากขึ้นโดยไม่จำเป็นแล้ว ยังอาจเกิดผลแทรกซ้อน เช่น การระคายเคืองมากขึ้น
 
ทั้งนี้ การรักษาสิวที่ถูกต้องนั้น ผู้ป่วยควรใช้ยาตามคำแนะนำของแพทย์และเภสัชกรอย่างเคร่งครัด ไม่ควรไปหลงเชื่อคำโฆษณาเกินจริงของผลิตภัณฑ์ที่ถูกผลิตออกมาเพื่อผลในทางการค้า
 
ที่มา:facebookมูลนิธิหมอชาวบ้าน
ที่มา : มติชน 7 กรกฎาคม 2557
Advertisements

ช็อกโกแลตไปยุให้สิวพุ

thairath130502_003ศูนย์แพทย์มหาวิทยาลัยในเนเธอร์แลนด์ค้นคว้าพบว่า การกินช็อกโกแลตเป็นของแสลง อาจก่อให้เกิดการอักเสบ ทำให้สิวขึ้นง่าย

นักวิจัยได้พบว่า ผู้ที่แข็งแรงปกติดี เมื่อให้กินช็อกโกแลตวันละ 48.6 กรัม 4 วันติดกัน แล้วนำตัวอย่างเซลล์โลหิตของเขาไปสัมผัสเชื้อแบคทีเรียที่ส่งเสริมให้เป็นสิว ปรากฏอาการของระบบภูมิคุ้มโรคอักเสบขึ้น ซึ่งแสดงว่าช็อกโกแลตมีส่วนส่งเสริมให้เกิดสิว

อย่างไรก็ตาม นักวิจัยกล่าวว่า ผลที่ปรากฏยังเป็นเพียงขั้นต้นเท่านั้น ควรจะต้องมีการศึกษาเพิ่มเติมอีก เพื่อจะให้รู้ว่าส่วนประกอบต่างๆ ของช็อกโกแลต ตั้งแต่ไขมันและน้ำตาล อย่างไหนเป็นตัวการ.

ที่มา : ไทยรัฐ 2 พฤษภาคม 2556

.

Related Article :

.

huffingtonpost130423_001

Chocolate May Trigger Acne By Changing Immune System, Study Suggests

By: Rachael Rettner, MyHealthNewsDaily Senior Writer
Published: 04/23/2013 12:21 PM EDT on MyHealthNewsDaily

Eating chocolate may change the immune system in ways that aggravate acne, a small new study from the Netherlands suggests.

In the study, researchers collected blood from seven healthy people before and after they ate 1.7 ounces of chocolate, each day for four days. (The chocolate contained about 30 percent cocoa.)

The researchers then exposed the blood cells to bacteria called Propionibacterium acnes, which contribute to acne when they grow inside clogged pores and cause pores to become inflamed, and to Staphylococcus aureus, another skin bacteria that can aggravate acne.

After eating chocolate, the participants’ blood cells produced more interleukin-1b, a marker of immune system inflammation, when exposed to Propionibacterium acnes. This suggests chocolate consumption could increase the inflammation that contributes to acne, the researchers said.

In addition, eating chocolate increased production of another immune system factor called interleukin 10 after exposure to Staphylococcus aureus. Interleukin 10 is thought to lower our bodies’ defenses against microorganisms, and thus, higher levels of interleukin 10 could create conditions that allow bacteria to infect pimples, and worsen them, the researchers said.

However, the results are preliminary, and the jury is still out on whether indulging in the sweet treat can really prompt a breakout.

Future studies should look into which components of chocolate (fats, sugars, etc.) might be responsible for the effects, and whether fat-free chocolate would have a different effect, the researchers said.

A 2011 study also found that chocolate consumption worsened acne, but the study involved only 10 men who consumed pure chocolate.

Although there’s a lot of talk about chocolate and other foods playing a role in acne, there’s very little evidence to show they do, said Dr. Kanade Shinkai, a dermatologist at the University of California, San Francisco School of Medicine, who specializes in acne treatments.

“I think there’s 10 times more discussion about it than there is data,” Shinkai said.

There is some evidence that so-called high glycemic foods, such as white bread, which release sugar very quickly into the bloodstream, may be linked to acne, Shinkai said. For instance, one study found that a population in Papua New Guinea with a low glycemic diet had no cases of acne across all ages, while in the United States more than 80 percent of teenagers have acne. Other studies looking at a possible link between diary products and acne have had conflicting results, Shinkai said.

While there may be a subset of people whose acne is influenced by diet, this is probably not true for everyone, Shinkai said. Multiple factors contribute to acne, including genetics, hormones and certain medications.

Shinkai said most dermatologists do not recommend dietary changes to help with acne, unless a patient is certain that a particular food is linked with his or her acne. Shinkai cautioned against broad dietary restrictions, such as avoiding diary, because diary products are important sources of calcium and vitamin D for many people, and the nutritional benefits of the products outweigh the impact of acne, she said.

Eating small amounts of chocolate has been linked with health benefits, such as a reduced risk of heart attack and stroke.

The new study, conducted by researchers at the Radboud University Nijmegen Medical Center in the Netherlands, was published online March 1 in the journal Cytokine.

SOURCE : www.huffingtonpost.com

รับมือโรคผิวหนังยอดฮิตในหน้าร้อน

dailynews130411_001หน้าร้อน นอกจากต้องระวังโรคลมแดด ไมเกรนกำเริบ ภาวะขาดน้ำ อันเนื่องมาจากอุณหภูมิที่เพิ่มสูงแล้ว ยังต้องระวังโรคผิวหนังบางชนิดที่มักเกิดขึ้นในช่วงเวลานี้ด้วย โดย ‘ผศ.พญ.สุวิรากร โอภาสวงศ์’ ประธานประชาสัมพันธ์สมาคมแพทย์ผิวหนังแห่งประเทศไทย เผยถึงโรคผิวหนังยอดฮิตในหน้าร้อนว่า มีทั้งผดร้อน กลาก-เกลื้อน กลิ่นตัว สิว และภูมิแพ้

สำหรับผดร้อน คุณหมอสุวิรากร เล่าว่า เมื่ออุณหภูมิร่างกายสูงขึ้น ต่อมเหงื่อทำงานหนักเพื่อปรับสมดุลความร้อนในร่างกาย หากเกิดอุดตัน ขับเหงื่อออกมาไม่ได้ จะทำให้เกิดผด ลักษณะเป็นตุ่มน้ำใสๆ เล็กๆ เรียงกัน มักขึ้นตามซอกข้อพับ หน้าอก หน้าผาก ส่วนมากจะพบในเด็ก เพราะต่อมเหงื่อยังพัฒนาไม่เต็มที่ เมื่อผดพวกนี้เกิดอักเสบจะเปลี่ยนเป็นสีแดง หากมีแบคทีเรียเข้าไปจะกลายเป็นตุ่มหนอง

ผดร้อนป้องกันได้ด้วยการใส่เสื้อผ้าโปร่งที่ระบายอากาศได้ดี หลังเล่นกีฬาหรือทำกิจกรรมที่เหงื่อออกเยอะ ไม่ควรทิ้งให้เหงื่อหมักหมมอยู่นาน และวันหนึ่งควรอาบน้ำมากกว่าสองครั้ง อย่าลืมดูแลที่นอน ปลอกหมอนให้สะอาด

ต่อมา กลาก-เกลื้อน เมื่อมีเหงื่อออกมาก ในบริเวณที่อับชื้น จะติดเชื้อเกิดเป็นกลากเกลื้อนได้ง่ายขึ้น และเมื่อเป็นแล้วครั้งหนึ่งก็อาจเป็นซ้ำได้อีก เพราะหมายความว่าลักษณะผิวหนังเหมาะที่จะทำให้เชื้อราเจริญเติบโตได้ง่าย ลักษณะของกลากจะเป็นวงแดงๆ คันๆ เกิดจากเชื้อรา มักพบตามขาหนีบ ก้น รักแร้ ง่ามเท้า ซอกนิ้วมือ มีชื่อเรียกต่างกันไปตามบริเวณที่ขึ้น เช่น ถ้าขึ้นที่ขาหนีบจะเรียกว่า สังคัง กลากบนหนังศีรษะเรียกว่า ชันนะตุ และถ้าเป็นทั้งตัวก็จะเรียกว่า  ขี้กลากหนุมาน  ส่วน เกลื้อน จะเกิดจากเชื้อยีสต์ มองเห็นเป็นจุดขาวๆ คันๆ มักพบในบริเวณที่เหงื่อออกเยอะ เช่น แผ่นหลัง

การป้องกันกลาก-เกลื้อน ควรเลี่ยงการอยู่ในอากาศที่ร้อนอบอ้าว ไม่สวมเสื้อผ้าหนาและคับ หลังการทำงานหรือเล่นกีฬาที่ทำให้มีเหงื่อออกมาก ควรรีบอาบน้ำฟอกสบู่ให้สะอาดแล้วเช็ดตัวให้แห้ง ใส่เสื้อผ้าซักสะอาด ตากให้แห้ง และเปลี่ยนเสื้อใหม่ทุกวัน

ปัญหากลิ่นตัว เกิดจากต่อมอะโพไครน์ (Apocrine) บริเวณรักแร้หลั่งสารชนิดหนึ่งออกมาเวลาร้อนๆ เมื่อสารนี้ทำปฏิกิริยากับเหงื่อและแบคทีเรียจะเกิดเป็นกลิ่นตัวขึ้น ยิ่งเหงื่อออกมาก กลิ่นตัวยิ่งแรง และแต่ละคนก็จะมีกลิ่นแตกต่างกันไป บางคนอาจกลิ่นแรงชนิดที่คนใกล้ๆ ได้กลิ่นก็แทบสลบเลยทีเดียว เคล็ดลับแก้กลิ่นตัว เพียงรักษาความสะอาดโดยเฉพาะบริเวณรักแร้ แนะใช้พวกสารระงับกลิ่นกายหรือสารส้ม พอช่วงกลางวันหากกลิ่นตัวแรงขึ้น ลองใช้ผ้าขนหนูชุบน้ำสะอาดหยดโคโลญเล็กน้อยเช็ดใต้วงแขน

ส่วนเรื่องของสิว แม้ต่อมเหงื่อกับต่อมไขมันเป็นคนละต่อมกัน แต่เมื่อเหงื่อออกเยอะๆ ความมัน ก็เลยกระจายไปทั่วใบหน้า เกิดความรู้สึกว่าหน้ามันไหลเยิ้ม บางคนก็ชอบเอามือไปจับ เกิดความสกปรก จึงทำให้เกิดการอักเสบเป็นสิวขึ้นได้ หลักป้องกัน คือ ไม่ควรใช้มือที่ไม่สะอาดสัมผัสใบหน้า เลือกใช้ผลิตภัณฑ์ที่ระบุว่าเป็น non-comedogenic คือ รับรองว่าไม่ทำให้เกิดสิว และ oil-free ที่สำคัญอย่าลืมล้างเครื่องสำอางให้สะอาดก่อนเข้านอน

สุดท้าย โรคภูมิแพ้ ในช่วงหน้าร้อน สาวๆ ที่ชอบสวมเครื่องประดับประเภทโลหะ ไม่ว่าจะเป็นต่างหู สร้อยคอ สร้อยข้อมือเมื่อเหงื่อออกมากๆ ก็อาจจะทำให้นิกเกิลละลายออกมาทำปฏิกิริยากับผิวหนังจนเกิดผื่นผิวหนังอักเสบในบริเวณที่สัมผัสกับโลหะได้ รวมถึงกลุ่มที่เป็นโรคภูมิแพ้ผิวหนัง (อโทปิก : Atopic) ความชื้นจากเหงื่อก็จะไปกระตุ้นให้คันมากขึ้นได้ ทางป้องกันที่ดี คือ งดใส่เครื่องประดับที่มีส่วนผสมของนิกเกิล เลือกใช้พวกที่เป็นเงินแท้หรือทองคำแท้แทน

นอกจากนี้ ผศ.พญ.สุวิรากร ยังแนะเพิ่มเติมด้วยว่า เพื่อคงความสดใสของผิวพรรณในช่วงหน้าร้อน ควรดื่มน้ำเยอะๆ ทดแทนน้ำที่ร่างกายสูญเสียไป และรับสารแอนตี้ออกซิแดนท์จากการทานผักผลไม้สดให้มากๆ ทาแป้งเด็กในบริเวณที่มีการเสียดสีหรือเหงื่อออกเยอะๆ จนอับชื้น ส่วนผู้ที่มีแผนจะไปเล่นสาดน้ำคลายร้อน ควรระวังเรื่องน้ำที่ใช้เล่น อาจไม่สะอาด มีการเจือปนของพยาธิและเชื้อโรคต่างๆ รวมถึงการใช้สีอันตรายมาผสมแป้งหรือดินสอพองเล่นกันซึ่งเหล่านี้อาจทำให้เกิดโรคและอาการแพ้ได้ จึงไม่ควรปล่อยทิ้งไว้บนร่างกายนานๆ ควรรีบล้างทำความสะอาดให้เร็วที่สุด.

ทีมเดลินิวส์ออนไลน์
takecareDD@gmail.com 

ที่มา: เดลินิวส์  11 เมษายน 2556

สิวไม่หาย เป็นไปได้ เพราะกินข้าวจุ

สัปดาห์นี้มีประเด็นเสนอแนะที่บางท่านอยากทราบว่า อาหารในแต่ละหมู่ หากทานมากเกินไปจะส่งผลเสียอย่างไรกับร่างกายบ้าง ผู้เขียนจึงจัดให้ตามคำขอ โดยครั้งนี้ขอเริ่มจากหมู่คาร์โบไฮเดรตนะคะ

คาร์โบไฮเดรตหรืออาหารจำพวกแป้งและน้ำตาล เป็นสารอาหารหลักอย่างหนึ่งที่ร่างกายจำเป็นต้องได้รับทุกวัน และเป็นสัดส่วนสูงสุดในหมวดอาหารทั้ง 5 หมู่ ทั้งยังเปรียบเสมือนเชื้อเพลิงหรือพลังงานที่ช่วยให้ร่างกายทำงานต่อไปได้

สำหรับระบบการบริหารพลังงานของร่างกายนั้น จะใช้พลังงานที่สะสมไว้ก่อนเท่านั้น ไม่ได้ใช้พลังงานตรงๆ จากอาหารที่ทานเข้าไปนะคะ การทานอาหารจึงเป็นการนำพลังงานไปสะสมไว้ แล้วจึงนำมาใช้เมื่อต้องการ

หากกล่าวเฉพาะคาร์โบไฮเดรต เมื่อเราทานเข้าไป คาร์โบไฮเดรตจะถูกย่อยให้เล็กลงเป็นน้ำตาลกลูโคส จากนั้นจะถูกสะสมไว้ตามกล้ามเนื้อและตับ หรือเรียกว่า ไกลโคเจน โดยร่างกายของเราเก็บสะสมแป้งได้อย่างจำกัด ที่ตับเก็บได้ 100 กรัม (400 กิโลแคลอรี) ส่วนกล้ามเนื้อเก็บได้ 400 กรัม (1,600 กิโลแคลอรี)

กระบวนการสะสมไกลโคเจนในกล้ามเนื้อนั้นต้องใช้เวลาราว 48 ชั่วโมง เช่นกรณีของนักกีฬาที่เตรียมตัวจะแข่งขัน พวกเขาจะทานอาหารที่ถูกกำหนดสัดส่วนเฉพาะ เพื่อสะสมไกลโคเจนไว้ก่อนการแข่ง 48 ชั่วโมง

ในกรณีของคนธรรมดาที่ไม่ใช่นักกีฬา หรือคนที่ไม่ค่อยออกกำลังกาย การทานแป้งหรือน้ำตาลทำให้สร้างไกลโคเจนได้ดีเช่นกัน แต่ถ้าทานมากประกอบกับใช้พลังงานน้อย ไกลโคเจนที่สะสมไว้ตามกล้ามเนื้อและตับจะมีมากเกินเก็บ สุดท้ายจะถูกแปรรูปเป็นไขมันสะสม และน้ำหนักตัวเพิ่มขึ้นนั่นเอง

นอกจากนี้ การทานอาหารประเภทคาร์โบไฮเดรตที่มากเกินความพอดี ยังก่อให้เกิดปัญหาภายในร่างกายดังนี้คะ

1.เมื่อเราทานคาร์โบไฮเดรตมากเกินไป โดยเฉพาะพวกน้ำตาลเชิงเดี่ยว เช่น น้ำตาลทราย น้ำผึ้ง น้ำตาลในผลไม้ และน้ำตาลในนม น้ำตาลจะเข้าสู่กระแสเลือดอย่างรวดเร็ว ทำให้เลือดมีสภาวะเป็นกรดมากเกินไป ร่างกายเกิดภาวะไม่สมดุล จึงมีการดึงแร่ธาตุจากส่วนต่างๆ ภายในร่างกายมาแก้ไขความไม่สมดุล

2.ทำให้เกิดไขมันสะสม น้ำตาลจะถูกเก็บไว้ที่ตับ ในรูปของไกลโคเจน แต่ถ้ามีมากจนเกินไป ตับก็จะส่งไปยังกระแสเลือด และเปลี่ยนเป็นกรดไขมัน โดยจะสะสมไว้ในส่วนของร่างกาย ที่มีการเคลื่อนไหวน้อย เช่น สะโพก ก้น ขาอ่อน หน้าท้องหุ่นไม่ฟิตแอนด์เฟิร์ม

3.หากยังคงทานน้ำตาลอย่างต่อเนื่อง กรดไขมันจะสะสมไว้ที่อวัยวะภายในอื่นๆ เช่น หัวใจ ตับ และไต ดังนั้น อวัยวะเหล่านี้จะค่อยๆ ถูกห่อหุ้มด้วยไขมันและน้ำเมือก ร่างกายจะเริ่มผิดปกติ ความดันเลือดจะสูงขึ้น

4.การทานน้ำตาลมากเกินไป มีผลต่อการทำงานของสมอง ทำให้รู้สึกง่วงเหงาหาวนอน

5.อาการปวดศีรษะเรื้อรัง เป็นตะคริวเวลามีรอบเดือน เป็นสิว มีผื่น แผลพุพอง ตกกระ ริดสีดวงทวาร ไมเกรน เบาหวาน วัณโรค โรคหัวใจ มะเร็งตับ เหล่านี้ล้วนสัมพันธ์กับการทานน้ำตาลมากเกินไป

6.น้ำตาลทำให้อาการของโรคติดเชื้อที่เป็นอยู่ ยิ่งทวีความรุนแรงขึ้น เพราะเชื้อโรคทุกชนิดใช้น้ำตาลเป็นอาหาร

7.ปริมาณน้ำตาลที่เกินพอดี นอกจากจะมีผลต่อผู้ใหญ่แล้ว ยังมีผลต่อเด็กอีกด้วย เพราะถ้าหากเด็กกินน้ำตาลมากจนเกินไป จะทำให้เด็กเป็นโรคกระดูกเปราะและฟันผุได้ ทั้งยังอาจเป็นคนโกรธง่าย ไม่มีสมาธิในสิ่งที่ทำอยู่

อย่างไรก็ตาม เมื่อไม่นานมานี้ มีงานวิจัยและข้อมูลทางวิชาการบางส่วน ชี้ว่าการทานคาร์โบไฮเดรตที่มากเกินไป อาจมีความเสี่ยงก่อโรคและส่งผลเสียต่อโรคบางโรค เช่น เบาหวาน มะเร็ง อัลไซเมอร์ หรือโรคเกี่ยวกับดวงตา

ในทางตรงกันข้าม หากเราทานคาร์โบไฮเดรตที่น้อยเกินไป ก็อาจส่งผลต่อร่างกายได้ดังนี้ คือ ทำให้ไขมันเผาไหม้ไม่สมบูรณ์ เกิดสารพวกคีโทน (ketone bodies) ในเลือด ซึ่งมีปฏิกิริยาเป็นกรดต่อร่างกาย โปรตีนจะถูกเผาไหม้ให้เป็นพลังงานแทน ทำให้น้ำตาลในเลือดต่ำ เกิดอาการอ่อนเพลีย และหมดสติได้

มากไปก็ไม่ดี น้อยจนเกินความพอดีก็อันตราย ดังนั้น ควรยึดทางสายกลางกันไว้นะคะ อยากมีสุขภาพที่แข็งแรง ไม่เจ็บป่วยง่าย ควรใส่ใจสิ่งที่เราจะทานเข้าไปกันสักนิด อย่าลืมประโยคสำคัญที่ว่า You are what you eat กันล่ะ.

“PrincessFangy”
twitter.com/PrincessFangy

อ้างอิงข้อมูลบางส่วนจาก http://nutrition.anamai.moph.go.th และ http://www.ku.ac.th/e-magazine

 

ที่มา: เดลินิวส์ 2 พฤศจิกายน 2555

ได้ไวรัสอาศััยอยู่ตามผิวหนังของตัวตน เป็นมือปราบสิวสร้างทุกข์ให้คนเรือนล้าน

นักวิทยาศาสตร์สหรัฐฯ พบไวรัสไม่มีพิษภัยชนิดหนึ่งตามผิวหนังของคนเรา เป็นพรานล่าแบคทีเรียที่ทำให้เป็นสิวตัวฉกาจ

พวกเขาได้พบไวรัสตระกูลเฟจ 11 อย่างด้วยกัน ที่ล้วนเป็นพรานพวกเดียวกัน ต่างหน่วยพื้นฐานทางพันธุกรรมในตัวที่สร้างโปรตีนที่ชื่อว่า “เอนโดลิสซิน” ซึ่งมีฤทธิ์กัดทำลายผนังของเซลล์เฉพาะอย่างได้

ศาสตราจารย์โรเบิร์ต มอดลินกล่าวว่า สิวทำความเดือดร้อนให้กับคนเป็นล้าน แต่เรามีวิธีรักษาที่ปลอดภัยและได้ผลอยู่เพียงไม่กี่อย่างเท่านั้นเอง.

ที่มา: ไทยรัฐ 28 กันยายน 2555

.

Related Articles:

.

Breakthrough: Viruses could be used to target and kill acne, a condition that commonly develops during adolescence

Viruses could be used to infect and kill acne when antibiotics don’t work

  • Scientists have isolated genomes of 11 bacteria-destroying viruses
  • Could lead to topical therapies to treat condition associated with adolescence

By DAILY MAIL REPORTER

PUBLISHED: 07:27 GMT, 25 September 2012

Viruses could be used to treat acne, according to a new study.

Scientists have isolated and studied the genomes of 11 viruses, known as phage, that can infect and kill acne-causing bacteria.

The breakthrough potentially paves the way for topical therapies that use viruses or viral products to treat the skin condition particularly associated with adolescence.

Study author Doctor Graham Hatfull of the University of Pittsburgh in the United States, said: ‘There are two fairly obvious potential directions that could exploit this kind of research.

‘The first is the possibility of using the phages directly as a therapy for acne. The second is the opportunity to use phage-derived components for their activities.’

The bacterium Propionibacterium acnes is a normal resident on human skin, but its numbers increase substantially at puberty, eliciting an inflammatory response that can lead to acne.

Although antibiotics can be effective in treating acne, antibiotic-resistant strains of P. acnes have emerged, highlighting the need for better therapies.

Dr Hatfull and his colleagues at the University of Pittsburgh along with scientists from the University of California, Los Angeles, isolated phages and P. acnes bacteria from human volunteers with and without acne, then sequenced the phages’ genomes.

What they found in those genomes was surprising.

The phages were all remarkably similar, sharing more than 85 per cent of their DNA, an unheard of level of similarity among viruses, which usually exhibit a great deal of diversity.

They say the lack of genetic diversity suggests that resistance to phage-based antimicrobial therapy is less likely to develop.

All of the phages carry a gene that makes a protein called endolysin, an enzyme that is thought to break down bacterial cell walls and kill the bacteria.

Dr Hatfull said enzymes like this are used in other applications, suggesting that endolysin from these phages might also be useful as a topical anti-acne therapeutic.

He added: ‘This work has given us very useful information about the diversity of that set of enzymes and helps pave the way for thinking about potential applications.’

Dr Hatfull said future research with the phages will explore how they might be used therapeutically, but phages like these can also provide useful tools, such as genes and enzymes, that can be used to manipulate and understand the bacteria they infect.

He added: ‘The information derived from these phages helps contribute toward those kinds of genetic tools.’

The findings were reported in mBio, the online open-access journal of the American Society for Microbiology.
SOURCE:  dailymail.co.uk

นั่งสมาธิใช้รักษาโรคทางกายได้ ตั้งแต่เป็นสิวจนถึงโรคสะเก็ดเงิน

นักวิทยาศาสตร์เมืองน้ำชาศึกษาพบว่า การนั่งสมาธิก็ช่วยบรรเทาอาการโรคทางกาย อย่างโรคผิวหนังต่าง ๆ ตั้งแต่สิวไปจนถึงโรคสะเก็ดเงินได้

คณะนักวิทยาศาสตร์มหาวิทยาลัยเชฟฟิลด์ ได้ความรู้จากการศึกษา ผลการศึกษาเรื่องเก่า ๆ ว่า สามารถจะนำวิธีรักษาโรคทางจิตใจต่างๆ ตั้งแต่ การนั่งสมาธิ พฤติกรรมบำบัดกับการเปลี่ยนความคิด และการฝึกผ่อนคลายความเครียดมารักษาโรคทางกาย เช่น พวกโรคผิวหนัง อย่างโรคเรื้อนกวาง สิว โรคสะเก็ดเงิน และโรคด่างขาว พวกเขาลงความเห็นว่า การนำวิธีรักษาโรคทางจิตใจมาใช้ “ให้ประโยชน์อย่างแท้จริง”

นายกสมาคมแพทย์โรคผิวหนังอังกฤษกล่าวว่า เป็นที่ยอมรับว่าวิธีรักษาโรคทางจิตใจต่าง ๆ นั้น เป็นคุณประโยชน์ช่วยให้คนไข้คลายผลกระทบทางจิตใจที่เกิดจากโรคลงได้ และยังเป็นที่ปรากฏให้เห็นเป็นครั้งแรกว่า มันยังช่วยให้อาการต่าง ๆ ทางกายดีขึ้นได้อีกด้วย

นักวิจัยได้ให้ความเห็นว่า การนำเอาวิธีรักษาเหล่านั้นมาใช้ จะให้ผลดีที่สุด กับการทำให้คนไข้เปลี่ยนนิสัยใจคอเสียใหม่ไปได้เอง.

ที่มา: ไทยรัฐ  30 สิงหาคม 2555

.

read more:

Influence of a mindfulness meditation-based stress reduction intervention on rates of skin clearing in patients with moderate to severe psoriasis undergoing phototherapy (UVB) and photochemotherapy (PUVA).

data from: http://www.ncbi.nlm.nih.gov/pubmed/9773769

แพทย์เตือน “วัยรุ่นไทย” กินยารักษาสิวเสี่ยงเกิดโรคกระเพาะ

“นพ.จีรวัส ศิลาสุวรรณ” นายแพทย์อายุรกรรมทั่วไป และอายุรกรรมโรคทางเดินอาหารและตับ โรงพยาบาลพญาไท 2 เตือนวัยรุ่นไทยห่วงสวยที่นิยมกินยารักษาสิว เสี่ยงอาจเกิดแผลทางเดินอาหารหรือโรคกระเพาะได้ ซ้ำอาจเกิดภาวะแทรกซ้อนถึงขั้นเป็นมะเร็งตับเหมือนนักร้องลูกทุ่งคนดัง “ยอดรัก สลักใจ” อีกด้วย

ยาที่ใช้รักษาสิวหลักๆ เลยคือ 1. ยาฆ่าเชื้อ 2. ยาลดการอักเสบ 3. ยาลดไขมันที่หน้า นี่คือ 3 กลุ่มหลัก ๆ ของยารักษาสิว ส่วนใหญ่ยาที่มีปัญหากับเรื่องทางเดินอาหารจะเป็นยาพวกฆ่าเชื้อกับยาลดการอักเสบ  ส่วนยาลดไขมัน ลดการเกิดสิวทั่วๆ ไปจะรู้จักในชื่อของโรแอคคิวเทน ซึ่งส่วนใหญ่จะไม่ค่อยมีปัญหากับทางเดินอาหารเท่าไร แต่จะมีปัญหาเรื่องไขมันสูง ปากแห้ง คนท้องหรือมีแพลนว่าจะตั้งครรภ์ห้ามรับประทานเด็ดขาด เพราะเด็กอาจพิการได้ ส่วนยาฆ่าเชื้อกับลดการอักเสบ กินแล้วอาจมีอาการคลื่นไส้ ขมคอได้ อันนี้เป็นผลข้างเคียงที่เจออยู่แล้ว แต่ประเด็นสำคัญคือยาพวกนี้ถ้ากินแล้วกินน้ำน้อย ยาจะไปค้างอยู่ในหลอดอาหาร ทำให้เกิดแผล ซึ่งเจอบ่อยมากในผู้หญิงที่กินยาแล้วกินน้ำน้อย หรือกินยาแล้วนอนทันที เพราะยาดอกซี่ไซคลินถ้ากินแล้วดื่มน้ำน้อยหรือนอนทันที จะทำให้เกิดแผลในหลอดอาหารได้ อาจทำให้เกิดกรดไหลย้อนได้ เพราะยาไปกระตุ้นหลอดอาหารทำให้เกิดการอักเสบขึ้น

สำหรับยาลดการอักเสบที่ใช้กันอยู่จะมี 2 กลุ่ม คือ  ยา กลุ่มแรกเป็นกลุ่มพวกยาแก้ปวด อยู่ในกลุ่มเดียวกับ พอนสแตน แต่มีการต้านการอักเสบร่วมด้วย ใช้รักษาสิวได้ แต่เป็นนอน-สเตอรอยดอล   อันที่ 2 ก็คือกลุ่มที่เรียกว่าสเตอรอยด์ ดอล ตัวสำคัญคือกลุ่มที่เป็นนอนสเตอรอยด์ดอล ซึ่งไม่มีฤทธิ์ของสเตอรอยด์ ส่วนใหญ่กินทันทีหรือหลังอาหารพวกนี้จะทำให้เกิดแผลในกระเพาะ ส่วนสเตอรอยด์ อาจจะใช้ช่วงสั้นๆ ในกรณีที่มีสิวอักเสบค่อนข้างเยอะ บางคนอาจมีโรคประจำตัวห้ามกินสเตอรอยด์เช่น โรคไวรัสในตับบี กินสเตอรอยด์เข้าไปแล้วทำให้โรคกำเริบก็ต้องระวัง มันอาจจะเป็นภัยเงียบที่ทีคนทั่วไปไม่ค่อยรู้ว่าต้องระมัดระวังอะไรบ้าง เพราะว่าแค่รักษาสิวอาจมีภาวะแทรกซ้อนตามมาได้ เราต้องบอกหมอนิดหนึ่งถ้าเราเป็นโรคไวรัสตับอักเสบบี โรคอื่นอาจไม่สำคัญเท่า แต่ไวรัสในตับบีจะเจอได้ 10% ของประชากรคือ 10 คนเป็น 1 คน แล้วส่วนใหญ่เราคิดว่าเป็นพาหะด้วยซ้ำไป พวกนี้เป็นอยู่อาจจะไม่กำเริบ พอกินพวกสเตอเรอยด์เข้าไปโรคก็จะกำเริบขึ้น แล้วหมอที่ไม่ใช่หมอทางเดินอาหาร ก็จะไม่รู้ว่าสเตอรอยด์มีผลอะไรต่อโรคตับ แต่ว่าใช้ทาได้

คนที่ไม่รู้ตัวว่าเป็นไวรัสในตับหรือเปล่า จริงๆ เราอยู่ในวัยทำงานควรจะต้องตรวจ หรือถ้าคนในครอบครัวมีใครเป็นไวรัสในตับบี เคยมีประวัติดีซ่านในอดีต มีมะเร็งในตับ พวกนี้ควรจะต้องมาตรวจว่ามีไวรัสในตับบีหรือเปล่า เพราะส่วนใหญ่พวกนี้จะไม่มีอาการเลยจนต้องไปตรวจคัดกรอง จะรู้ก็ต่อเมื่อตรวจผลเลือดเท่านั้น หรือรู้ตอนที่เป็นโรคคือเป็นมะเร็งแล้ว ถึงรู้ว่าตัวเองเป็นไวรัสตับบีมาก่อน เหมือนกับ “ยอดรัก สลักใจ”

ยิ่งคนที่ซื้อยากินเองอันตรายมาก เพราะบางทีเภสัชก็ไม่รู้ ควรจะอ่านใบประกอบยานิดนึง แต่คนไทยน้อยมากที่จะอ่านใบประกอบเอกสารยา พวกอาหารเสริมก็ทำให้คนไข้ตับวายได้ เท่าที่หมอเจอมาคนที่กินติดต่อกันยาวนานควรจะต้องมาเจาะเลือดดูบ้าง เพราะเราไม่รู้หรอก บางทีอาจจะเป็นสาเหตุของตับอักเสบหรือตับแข็งได้ ยาทุกตัวทำงานที่ตับ แต่ไม่จำเป็นว่ายาทุกตัวมีปัญหาต่อตับ มันต้องเลือกว่าตัวไหนที่มีปัญหาต่อตับ ยาฆ่าเชื้อราก็มีปัญหาต่อตับ ต้องระวัง ยาพาราถ้ากินเกินขนาด กินเกิน 20-30 เม็ดต่อวัน พวกนี้ก็มีปัญหาต่อตับ ขึ้นอยู่กับว่าเป็นยาชนิดไหน ปริมาณเท่าไร และมีโรคประจำตัวอะไรหรือไม่

ที่มา: แนวหน้า 22 กรกฎาคม  2555

.

Related Link:

.

เรื่อง “สิว..สิว”

เคล็ดลับสุขภาพดี : “ฤาษีดัดตน” แก้สิวช่วยให้หน้าใส

ฤๅษีดัดตน เป็นภูมิปัญญาด้านสุขภาพของไทยที่มีการสืบทอดกันมายาวนาน โดยสามารถเยียวยารักษาอาการเจ็บป่วยได้ ซึ่งทางกรมพัฒนาการแพทย์แผนไทยและแพทย์ทางเลือก กระทรวงสาธารณสุข ได้รวบรวมจัดหมวดหมู่และประยุกต์ฤๅษีดัดตนเป็นท่าออกกำลังกายขั้นพื้นฐานทั้งหมด 15 ท่า โดยท่าพื้นฐานที่ 1 มี  7 ท่าย่อยที่ช่วยบริหารใบหน้าทำให้หน้าใสไร้สิว ที่เคล็ดลับสุขภาพดีนำมาฝากให้ฝึกฝนกันค่ะ

ชลาลัย โชคดีศรีจันทร์ แพทย์แผนไทย โรงพยาบาลเจ้าพระยาอภัยภูเบศร กล่าวถึงการบริหารใบหน้าด้วยท่าฤๅษีดัดตนว่า การบริหารใบหน้าแบบฤๅษีดัดตนประยุกต์มาจากท่าทางที่เราใช้ในชีวิตประจำวัน เช่น เสยผม ทาแป้ง เช็ดปาก และตบท้ายทอย เป็นต้น ทำให้จดจำและนำไปทำตามได้ง่ายไม่มีอันตรายต่อร่างกาย หากกระทำต่อเนื่องจะช่วยให้กล้ามเนื้อใบหน้ากระชับ กระตุ้นระบบหมุนเวียนโลหิตบริเวณใบหน้า กระตุ้นการผลัดเซลล์ผิว ส่งผลให้เลือดลมดี ผิวพรรณผ่องใส ไร้สิวฝ้า นอกจากนี้ยังสามารถเยียวยาความผิดปกติที่เกิดกับกล้ามเนื้อบริเวณหน้าและศีรษะได้อีกด้วย

การเกิดโรคหรือความผิดปกติที่ร่างกาย เกิดจากระบบไหลเวียนโลหิต
ที่อวัยวะบริเวณนั้นไม่ดี สาเหตุเกิดจากความผิดปกติของเม็ดเลือดหรือกล้ามเนื้อเกร็ง ตึง ทำให้สูบฉีดเลือดไปเลี้ยงอวัยวะต่าง ๆ ได้ไม่เต็มที่ การบริหารใบหน้าด้วยท่าฤๅษีดัดตนจึงช่วยบรรเทาโรคอัมพาตใบหน้า ปวดกระบอกตา ปวดไมเกรน และกรามค้าง แต่มีข้อระวังว่าควรฝึกหลังรับประทานอาหารอย่างน้อย 2 ชั่วโมง และไม่ควรฝึกตอนหิวหรืออ่อนแรง เพราะอาจทำให้วิงเวียน สำหรับผู้มีสิวอักเสบควรหลีกเลี่ยงการกดจุดบริเวณที่มีสิว เพราะผิวหนังจะอักเสบมากยิ่งขึ้น

วิธีฝึกฤๅษีดัดตนด้วยตนเองเริ่มจากนั่งขัดสมาธิ จากนั้นทำท่าเหล่านี้ตามลำดับท่าละ 5-10 ครั้ง
1. ท่าเสยผม กดปลายนิ้วชี้ กลาง และนาง ตรงขอบกระบอกตาบนทั้ง 2 ข้างพร้อมกัน ลากนิ้วทั้ง 3 ผ่านหน้าผากขึ้นไปจนถึงศีรษะ และกดลากลงมาจนถึงท้ายทอยอย่างช้า ๆ
2. ท่าทาแป้ง กดนิ้วกลางทั้ง 2 ข้างลงข้างดั้งจมูก ลากนิ้วขึ้นไปตามแนวดั้งจมูกจนถึงกลางหน้าผาก และ
3.ท่าเช็ดปาก แนบฝ่ามือซ้ายกับแก้มและปากด้านขวาให้ปลายนิ้วก้อยชิดติ่งหู ค่อย ๆ ลากมือผ่านปากไปทางด้านซ้าย โดยออกแรงกดเบา ๆ พร้อมกับเม้มริมฝีปาก จากนั้นสลับทำมือขวา

เมื่อทราบคุณประโยชน์ของภูมิปัญญาไทยแบบนี้แล้ว อย่าลืมลองฝึกท่าฤๅษีดัดตนเพื่อหน้าใสไร้สิวกันดูนะคะไม่ยาก แถมได้ประโยชน์เต็ม ๆ หรือหากใครอยากรู้วิธีคงหน้าใสไร้สิวและริ้วรอยฉบับเต็ม ไปค้นหาคำตอบได้ที่งาน Health Cuisine & Beauty Festival ในวันที่ 4-8 กรกฎาคม 2555 เพลนารีฮอลล์ ศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์ ตั้งแต่เวลา 10.00-20.00 น.

ที่มา: เดลินิวส์ 1 กรกฎาคม 2555

.

Related Link:

.

มีภาพฤาษีดัดตนแบบเคลื่อนไหว สามารถทำตามแบบออนไลน์ได้ที่ ท่าฤาษีดัดตน ดิจิทัล http://www.rusiedotton.thai.net/video_page_slice.html

รู้มั้ย !!ตำแหน่ง”สิว”บนใบหน้า บอกอะไร

สัญญาณเตือนภัยจากตำแหน่งสิวบนผิวหน้า

ถ้าคุณเป็นสิวที่

1.หน้าผากด้านซ้ายและขวา เกี่ยวข้องกับระบบย่อยอาหาร กระเพาะปัสสาวะ และต่อมหมวกไต
สาเหตุ มีความเครียดสูง ล้างหน้าไม่สะอาด ทารองพื้นหรือแต่งคิ้วมากไป

2. บริเวณหว่างคิ้ว อาจมีปัญหาในการย่อยแลคโทส ( ดื่มนมวัวไม่ได้ )
สาเหตุุ เพราะกินอาหารรสจัด หรือกินอาหารดึกเกินไป

3.บริเวณใบหูทั้ง 2 ข้าง เกี่ยวข้องกับการทำงานของไต
สาเหตุ ล้างแชมพูหรือสบู่ออกไม่หมด ใช้โทรศัพท์มือถือมากเกินไป ดื่มกาแฟ แอลกอฮอล์ หรือกินเนื้อสัตว์มากเกินไป หรือหากมีปัญหาสิวอุดตันช่วงใบหู อาจแสดงว่าฟันกรามมีปัญหา หรือว่าเพิ่งผ่าตัดฟันมา หรืออาจเกิดจากการมีรอบเดือน

4.บริเวณแก้มทั้ง 2 ด้าน แก้มส่วนบน เกี่ยวข้องกับไซนัสและปอด แก้มส่วนล่าง เกี่ยวข้องกับเหงือกและฟัน
สาเหตุ สูบบุหรี่จัด หรือแพ้ควันบุหรี่ ภูมิแพ้ เป็นหวัดเรื้อรังหรืออาจใช้บลัชออนและรองพื้นไม่เหมาะสม แต่ถ้าเป็นริ้วรอยลึกบริเวณโหนกแก้มอาจบ่งบอกถึงปัญหาเรื่องปอดหรือการหายใจ ถ้ามีสิวแบบเป็นๆ หายๆ ที่แก้มด้านล่างอาจมีปัญหาเรื่องเหงือกและฟัน หรือโทรศัพท์มือถือไม่สะอาด

5.บริเวณรอบดวงตาทั้ง 2 ข้าง เกี่ยวข้องกับการทำงานของไต โรคภูมิแพ้
สาเหตุเครื่องสำอางที่ใช้อาจไม่เหมาะกับสภาพผิวหรือใส่แว่นตาที่เสียดสีมากรอยคล้ำอาจเกิดจากการมีสารพิษตกค้างในร่างกายมาก หรือพักผ่อนน้อย เปลือกตาหากมีการระคายเคืองอาจมาจากการเป็นภูมิแพ้หรือขาดสารอาหาร

6. บริเวณจมูกและเหนือริมฝีปาก เกี่ยวกับการทำงานของหัวใจและระบบสืบพันธุ์ หากมีผิวสีแดงเข้มที่จมูก
สาเหตุ อาจบ่งบอกถึงโรคความดันโลหิตสูง การอุดตันหรือสีผิวไม่สม่ำเสมอ บอกถึงผลกระทบจากฮอร์โมนเช่น กำลังมีประจำเดือน วัยทอง การใช้ยาคุมกำเนิด

7.บริเวณใต้ริมฝีปากด้านซ้ายและขวา เกี่ยวข้องกกับการทำงานของรังไข่
สาเหตุ อาจทำความสะอาดไม่ดีพอ หรือมาจากขาดความสมดุลทางฮอร์โมน

8.บริเวณปลายคาง เกี่ยวข้องกับกระเพาะอาหารและลำไส้เล็ก
สาเหตุ อาจกินอาหารรสจัดเกินไปจนลำไส้เป็นแผล หรือมีปัญหาในการดูดซึม

รู้แล้วก็ดูแลตัวเองด้วยนะ สิวจะได้ไม่มากวนใจอีก

ขอขอบคุณข้อมูลจาก Living in shape

ที่มา: มติชน 14 เมษายน พ.ศ. 2555

“สิว”กับการรักษา

ฉบับที่แล้ว เราได้นำเสนอเรื่องราวเกี่ยวกับ “สิว” ไม่ว่าจะเป็นกระบวนการเกิดสิว สาเหตุและปัจจัยของการเกิดสิว รวมทั้งสิวชนิดต่าง ๆ ในฉบับนี้เราจะพูดคุยกันต่อในเรื่องของการรักษาสิวที่ถูกต้องทางการแพทย์

หลักการรักษาสิวมีหลักการง่าย ๆ 4 ข้อ
1) ควรหยุดสาเหตุที่ทำให้เกิดสิว งดใช้เครื่องสำอางที่ไม่จำเป็น
2) งดสิ่งที่จะทำให้สิวที่เป็นอยู่แล้วเป็นมากขึ้น เช่น การบีบสิว
3) ควรปรึกษาแพทย์ก่อนเลือกใช้ยารักษาสิวไม่ว่าจะเป็นยาทาหรือยารับประทาน รวมทั้งการรักษาสิวเสริมตามชนิดและความรุนแรงของสิว
4) การรักษาสิวส่วนมากใช้เวลาหลายสัปดาห์ สิวบางชนิดเมื่อหายแล้ว อาจกลับเป็นซ้ำได้ ขึ้นอยู่กับสาเหตุของการเกิดสิว

การปฏิบัติตัวเมื่อเป็นสิว

ควรหลีกเลี่ยงเครื่องสำอางที่ทำให้เกิดสิว เครื่องสำอางที่เพิ่มความมัน ควรเลือกเครื่องสำอางที่ไม่ทำให้เกิดสิว หรือที่มีเขียนข้างฉลากว่า “ไม่ทำให้เกิดสิว หรือ นอนโคมิโดเจนิก” ควรหลีกเลี่ยงภาวะที่ร้อน เพราะสิวบางชนิดอาจเห่อได้เมื่อสัมผัสอากาศร้อน ไม่ควรบีบหรือแกะสิวโดยเด็ดขาด เพราะอาจทำให้สิวอักเสบ และทำให้เกิดรอยดำมากขึ้น ควรหลีกเลี่ยงอาหารหวานและอาหารจำพวกแป้ง รวมทั้งไม่ควรล้างหน้ามากกว่าวันละ 2-3 ครั้ง เพราะจะทำให้ผิวแห้งเกินไป ที่สำคัญผลิตภัณฑ์ล้างหน้าไม่ควรเป็นด่างมากเกินไป และไม่ควรถูหน้าแรง ๆ ขณะล้างหน้า ควรใช้ผ้าซับเบา ๆ หลังล้างหน้า สุดท้ายหลีกเลี่ยงการสัมผัสแสงแดด เพราะจะทำให้รอยสิวหายช้า

การรักษาสิว

ขอเริ่มที่ยาทาก่อน ยาทาสำหรับสิวจะออกฤทธิ์ที่การลดสิวอุดตัน ฆ่าเชื้อสิว และลดการอักเสบ ส่วนมากต้องใช้ร่วมกันเพื่อให้ได้ผลการรักษาที่ดีและลดโอกาสการดื้อยา ยาที่นิยมใช้ เช่น ยาทาที่มีส่วนผสมของกรดซาลิซัยลิค ซึ่งจะซึมเข้าสู่รูขุมขน ช่วยให้สิวอุดตันที่มีอยู่ค่อย ๆ หลุดออก หากใช้ในความเข้มข้นสูงอาจทำให้ผิวลอกได้, ยาทาที่มีตัวยาเบนโซอิลเปอร์ออกไซด์ ซึ่งมีหลายรูปแบบ เช่น ครีม เจล โลชั่น และมีหลายความเข้มข้น มีฤทธิ์ฆ่าเชื้อสิว เมื่อทายาไว้บนผิวหนัง ปริมาณเชื้อและไขมันบนผิวหนังจะลดลง ยานี้อาจทำให้เกิดการระคายเคืองต่อผิวหนัง ในระยะแรกของการใช้ยาอาจจะทำให้ผิวหนังแดงอักเสบจึงควรจะเริ่มใช้ยาในขนาดความเข้มข้นต่ำ ๆ ยากลุ่มนี้มีข้อควรระวังคืออาจทำให้สีเสื้อ หรือที่นอนจางลง หรือเปลี่ยนสีได้

ยาทาที่มีตัวยาปฏิชีวนะ เช่น คลินดามัยซิน อีรีโทรมัยซิน ช่วยฆ่าเชื้อสิว มีทั้งรูปแบบ เจล และน้ำ ยาทาที่มีส่วนผสมของวิตามินเอและอนุพันธ์ เช่น เตตริโนอิน ไอโซเตตริโนอิน อะดาพาลีน ยากลุ่มนี้มีฤทธิ์ทำให้ผิวหนังลอกหลุดเร็วขึ้น สิวอุดตันนิ่มลงและหลุดออกจากผิว ทำให้ปริมาณหัวสิวลดลง และยาทาที่มีส่วนผสมของอะเซเลอิค แอซิด ซึ่งมีฤทธิ์ฆ่าเชื้อสิว ข้อดีคือช่วยลดการสร้างเม็ดสี ทำให้รอยสิวจางลง

ส่วนยารับประทานนั้น ต้องบอกว่าการรับประทานยาสิวไม่ว่าจะเป็นยาตัวใดก็ตาม ควรรับประทานติดต่อกันไม่ต่ำกว่า 3 เดือน หากหยุดยาเร็ว สิวจะกลับมาเป็นใหม่ได้ง่าย ยาที่นิยมใช้คือยากลุ่มปฏิชีวนะ ยากลุ่มฮอร์โมน และยากลุ่มอนุพันธ์วิตามินเอ กลุ่มยาปฏิชีวนะที่ใช้บ่อยได้แก่ ยากลุ่มเตตร้าไซคลิน ด๊อกซี่ไซคลิน มิโนไซคลิน อีรีโทรมัยซิน ยากลุ่มนี้มีฤทธิ์ฆ่าเชื้อสิว และลดการอักเสบ บางตัวอาจมีผลข้างเคียง เช่น คลื่นไส้ อาเจียน ปวดท้องได้หากรับประทานขณะท้องว่าง สำหรับสุภาพสตรีที่มีสิวบางประเภท อาจใช้ยากลุ่มฮอร์โมน เช่น เอสโตรเจน และยาที่มีฤทธิ์ต้านฮอร์โมนแอนโดรเจน เช่น ไซโปรทีโรน อะซีเตท ยากลุ่มนี้เหมาะสมสำหรับผู้ที่เป็นสิวจากฮอร์โมน มีผลข้างเคียงคือ คัดตึงเต้านม และน้ำหนักเพิ่มขึ้นได้ และยาอีกกลุ่มคือ ยากลุ่มอนุพันธ์ของวิตามินเอ เช่น ไอโซเตตริโนอิน เป็นยารักษาสิวเป็นยาที่ใช้ได้ผลสำหรับสิวที่เป็นมากและดื้อต่อยาหรือการรักษาอื่น เหมาะสำหรับสิวอักเสบมากและสิวหัวช้าง ยากลุ่มนี้จะทำให้ไขมันและเชื้อลดลงจึงไม่เกิดสิว แต่อาจมีผลข้างเคียง เช่น ปากแห้ง ผิวแห้งแตก ผมร่วง ปวดกล้ามเนื้อ ปวดข้อ สำหรับคนท้องก็อาจจะทำให้เด็กเกิดมาพิการและแท้ง ดังนั้นการใช้ยานี้ต้องคุมกำเนิด และหากต้องการตั้งท้องต้องหยุดยานี้ 1 เดือน

นอกจากนี้การรักษาเสริม เช่น การกดสิว เป็นการทำให้หัวสิวอุดตันที่มีอยู่ออกเร็วขึ้น เพราะหากปล่อยไว้ อาจทำให้เกิดการอักเสบได้ การกดสิวควรทำโดยผู้เชี่ยวชาญและเครื่องมือที่สะอาดปลอดเชื้อ หากสิวกดออกไม่หมด อาจทำให้เกิดการอักเสบภายหลังได้ ส่วนการฉีดยารักษาสิว เป็นการฉีดยาเข้าที่เม็ดสิวเพื่อลดการอักเสบในกรณีที่สิวมีการอักเสบมาก ข้อดีคือสามารถหยุดการอักเสบได้เร็ว แต่อาจมีผลข้างเคียงได้คือผิวยุบลงในกรณีที่ฉีดมากเกินไป ซึ่งผิวยุบลงมักจะค่อย ๆ ดีขึ้นได้เอง และอีกวิธีการคือ การใช้เลเซอร์ มีการใช้เลเซอร์เสริมเพื่อลดสิวอุดตันและสิวอักเสบบางประเภท ทำให้เห็นผลการรักษาที่เร็วขึ้น

ในท้ายนี้ขอฝากคำแนะนำสำหรับผู้ที่เป็นสิวว่า ควรปฏิบัติตนตามข้อแนะนำข้างต้น ที่สำคัญไม่ควรซื้อยามาใช้เอง เนื่องจากสิวมีหลายชนิด หลายประเภท การซื้อยามาใช้เองอาจเป็นการรักษาที่ไม่ตรงจุด ทำให้เสียค่าใช้จ่ายและเสียเวลาโดยไม่จำเป็น นอกจากนี้ไม่ควรใจร้อนในการรักษารอยสิวและแผลเป็น ตราบใดที่สิวยังไม่หาย ยังมีสิวใหม่ขึ้นเรื่อย ๆ ก็จะมีรอยตามมาได้อีก ดังนั้นจึงควรจัดการกับสิวก่อนที่จะจัดการกับรอย เมื่อมีสิวควรจะรีบรักษาเพราะหากปล่อยไว้จนเกิดแผลเป็นจะทำให้ยิ่งเสียค่ารักษามากขึ้น.

อาจารย์นายแพทย์วาสนภ วชิรมน
แผนกผิวหนังและเลเซอร์ ภาควิชาอายุรศาสตร์
คณะแพทยศาสตร์โรงพยาบาลรามาธิบดี มหาวิทยาลัยมหิดล

ที่มา: เดลินิวส์  21 เมษายน 2555

.

Related Link:

.

เรื่อง “สิว..สิว”

.