7 วิธีแก้ความเครียดด้วยตัวเอง โดย ดร.สุพาพร เทพยสุวรรณ

manager140915_01ความเครียดเป็นปัญหาที่เกิดขึ้นกับมนุษย์แทบทุกเพศทุกวัย อีกทั้งวิธีการแก้ปัญหาความเครียดก็ไม่ได้เป็นสิ่งที่ทำง่าย ดังนั้นจึงมีคนมากมายหลายล้านคนที่ต้องเผชิญกับความเครียดซึ่งมีทั้งเด็ก วัยรุ่น และผู้ใหญ่ วันนี้ผู้เขียนขอนำเสนอวิธีง่ายๆ ในการแก้ปัญหาความเครียดดังนี้

7 วิธีแก้ความเครียดด้วยตัวเอง / ดร.สุพาพร เทพยสุวรรณ

1. อย่าแยกตัวอยู่ลำพัง เมื่อเกิดความเครียดให้หาที่ปรึกษาและระบายกับคนใกล้ชิดที่สนิทและไว้วางใจ การแยกตัวอยู่ลำพังจะทำให้เรายิ่งรู้สึกจมอยู่ในความเครียดและเหมือนกับไม่สามารถหาทางออกได้ และมีโอกาสที่จะทำให้บางคนคิดสั้นได้อีกด้วย

2. เขียนระบายอารมณ์ บางครั้งเมื่อเราเครียดเราไม่อยากคุยกับใคร สิ่งที่ทำได้คือการใช้วิธีเขียนระบายอารมณ์แทน การพูดคุยกับคนอื่นอาจเป็นการช่วยระดับหนึ่ง แต่บางครั้งการพูดระบายอาจไม่ดีเท่าการเขียนระบายความรู้สึกส่วนลึกออกมา ให้เราใช้เวลากับการดูแลตัวเอง ออกกำลังกาย ทานอาหารที่มีประโยชน์และเขียนบันทึกสิ่งที่เป็นความรู้สึกอัดอั้นตันใจ และเราสามารถเก็บสิ่งที่เราบันทึกไว้เป็นสมบัติที่มีค่าส่วนตัวที่จะมีประโยชน์ต่อไปในอนาคตได้

3. รับประทานอาหารให้ครบทุกมื้อ การรับประทานอาหารประเภทคาร์โบไฮเดรต โปรตีน ไขมันที่มีประโยชน์รวมทั้งผักและผลไม้จะช่วยทำให้สมองทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพ หากสมองทำงานได้อย่างดีก็จะทำให้เรามีชัยไปกว่าครึ่ง กินอาหารครบทั้ง 5 หมู่ นอกจากจะช่วยให้ร่างกายของเราแข็งแรงแล้วยังช่วยกำจัดความซึมเศร้าอีกด้วย อาหารเป็นเสมือนยาบำบัดรักษาภายใน

4. ทานน้ำมันปลา มีงานวิจัยหลายชิ้นระบุว่าการทานปลาทำให้ร่างกายและสมองทำงานได้ดี เพราะมี Omega 3 และ Omega 6 ช่วยเรื่องโรคสมองเสื่อม หลอดเลือดอุดตันและความดันโลหิตสูง อีกทั้งยังมี DHA ช่วยบำรุงสมองและเส้นประสาท ลดความเครียด และป้องกันโรคอัลไซเมอร์อีกด้วย

5. เล่นกับสัตว์เลี้ยง การเล่นกับสัตว์และการเลี้ยงสัตว์เป็นการระบายความเครียดที่ดีอีกวิธีหนึ่ง เพราะทำให้เรารู้สึกเพลิดเพลิน มีความสุขและรู้สึกสดชื่นไปกับความน่ารักของสัตว์อย่างไม่รู้ตัว

6. ลดน้ำตาล หลายครั้งเมื่อเวลาเครียดเรามักคิดว่าการช่วยลดความเครียดง่ายๆ วิธีหนึ่งคือ การกินช็อกโกแลต หรือขนมหวานประเภทต่างๆ แต่ความจริงแล้วอาหารประเภทของหวานจะมีผลเสียต่ออารมณ์และฮอร์โมน รวมทั้งทำให้ผิวพรรณเกิดสิวได้ง่ายและยังเป็นการเพิ่มน้ำหนักตัวอีกด้วย ดังนั้นควรหยุดทานอาหารประเภทของหวานจัด แต่ควรรับประทานอาหารที่มีประโยชน์ เพื่อเป็นการรักษาสุขภาพใจและกายที่ดี

7. ออกกำลังกาย การออกกำลังกายถือว่าเป็นการเอาชนะความเครียดได้ดีอีกวิธีหนึ่ง หลายคนที่ประสบปัญหาเรื่องความเครียดแล้วหาทางออกไม่ได้ จะใช้วิธีรับประทานอาหารมากเกินไปจนน้ำหนักตัวเพิ่มมากขึ้น หรือบางคนก็ไม่ทานอาหารจนร่างกายซูบผอม สิ่งหนึ่งที่ช่วยลดความเครียดได้ดีก็คือการออกกำลังกาย เริ่มต้นโดยการเดินวันละ 30 นาที และเพิ่มการออกกำลังกายมากขึ้นจนเป็นนิสัย อย่าทำหักโหมเกินไป แต่ค่อยๆทำแล้วจะเห็นการเปลี่ยนแปลง ไม่เพียงแต่น้ำหนักตัวที่ลดลงเท่านั้น แต่ยังเป็นการระบายความเครียดที่มหัศจรรย์วิธีหนึ่ง ช่วยระบายความโกรธ และทำให้ร่างกายหลั่งสารเอนโดฟินที่เป็นสารแสดงความสุขออกมาด้วย เราควรพยายามออกกำลังกายให้ได้ในทุกๆ วัน แต่อย่าคาดหวังผลที่จะเกิดขึ้นชั่วข้ามคืน เมื่อเราเริ่มออกกำลังกาย การเห็นความสำคัญของคุณค่าในตัวเองจะกลับมา จะทำให้รู้สึกว่าอยากมีสุขภาพที่ดีอีกครั้ง และจะทำให้ความเศร้าโศกหรือความเศร้าใจภายในหายไป ลองปฏิบัติดูค่ะ ได้ผลอย่าคาดไม่ถึงจริงๆ

ความเครียดเป็นสิ่งที่บั่นทอนทั้งสุขภาพกาย และสุขภาพจิต ถือว่าเป็นปัญหาที่ร้ายแรงไม่น้อยไปกว่าการเป็นโรคร้าย เช่น โรคมะเร็ง หรือโรคหัวใจ ดังนั้นเราควรรักษาสุขภาพของจิตใจให้ดีโดยไม่ปล่อยให้ตัวเองจมอยู่กับความเครียดนานจนเกินไป เพราะการมีจิตใจที่แจ่มใสนั้นจะส่งผลที่ดีต่อสุขภาพกายของเราโดยตรง ขอเป็นกำลังใจให้ทุกครอบครัวเสมอค่ะ

ที่มา: ASTV ผู้จัดการออนไลน์ 15 กันยายน 2557

Advertisements

ท่องเที่ยวช่วยให้สุขภาพกายและจิตดีขึ้น

dailynews140713_05การท่องเที่ยวหมายถึงการได้ออกเดินทางจากบ้านไปเที่ยวตามสถานที่ต่าง ๆ ทั้งในประเทศและต่างประเทศตามที่ใจต้องการอยากจะไป ได้ไปดู ไปเห็น ได้สัมผัสชีวิตแปลกใหม่ ผิดแผกไปจากของเดิม ๆ จำเจที่เราต้องประสบอยู่ทุกวัน ชีวิตดูจะสดชื่นขึ้น ยิ่งมีกลุ่มเพื่อนถูกใจไปด้วย ได้กินอาหารร่วมกัน คุยกันไป ดูให้ดีคล้ายเราได้ยาขนานหนึ่งมาช่วยให้สุขภาพกายและจิตดีขึ้นทีเดียว

การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) ได้เคยแถลงไว้ว่า ปี 2556 นักท่องเที่ยวเข้ามาท่องเที่ยวในประเทศไทยถึง 26.73 ล้านคน นำรายได้เข้า 1.17 ล้านล้านบาท ปี 2557 ตั้งเป้าไว้จะให้ถึง 30.27 ล้านคน นำรายได้ 1.37 ล้านล้านบาท และพยายามจะให้ถึง 2 ล้านล้านบาทให้ได้

เมื่อต้นเดือนนี้ ทาง ททท. ได้ไปประชุมเจ้าหน้าที่ทั่วประเทศจัดทำแผนการท่องเที่ยวประจำปี 2558 ที่ อ.ชะอำ จ.เพชรบุรี และได้ไปแถลงให้หลายหน่วยงานที่เกี่ยวข้องทราบว่ามีอะไรบ้างที่ศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์ วันที่ 7 ก.ค. แผนแบบนี้ได้ประชุมกันทุกปี มีโครงการดี ๆ ใหม่เกิดขึ้นเสมอ เห็นว่ามักจะมีปัญหาเรื่องงบประมาณที่ได้มาแล้วมักจะต้องถูกเปลี่ยนแปลงไปเสมอ

เมื่อ 7 ก.ค. 57 ผมได้มีโอกาสไปในงาน ททท. จัดแถลงทิศทางการตลาดท่องเที่ยวปี 58 ขับเคลื่อนอุตสาหกรรมท่องเที่ยวทั้งระบบ เน้นย้ำความร่วมมือเพื่อพัฒนาการท่องเที่ยวไทยให้เติบโตเข้มแข็งและยั่งยืน ที่ศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์ ผู้คนทั้งเจ้าหน้าที่ ททท. ผู้เกี่ยวข้องและสื่อมวลชนมากมาย ได้พบรองผู้ว่าการ อภิชาติ อินทร์พงษ์พันธุ์ และ เลขาฯ ณัฐพรรณ ตรีเดชา โครงการเจ้าบ้านน้อยยังคงดำเนินต่อไป ด้วยผลงานเด่นที่คนสนใจมาก

สมฤดี ชาญชัย และ บุณยานุช วรรณยิ่ง แห่งภาคอีสาน จะนำของใหม่ให้ชม ล่องเรือสำราญลำน้ำโขงที่มุกดาหาร สุจิตรา จงชาณสิทโธ ทางเหนือมีสิ่งใหม่ ๆ น่าสนใจให้ได้ไปเยือนอยู่ตลอดปี สรัสวดี อาสาสรรพกิจ สุโขทัยมีของมีค่าเป็นมรดกโลก นักท่องเที่ยวอย่านั่งรถชมต้องลงจากรถชม จะได้ภูมิใจกับของมีคุณค่าในบ้านเรา วิยะดา ศรีรางกูล นอกจากจะเผยแพร่ท่องเที่ยว จ.กระบี่ แล้ว ยังต้องช่วยนักท่องเที่ยวที่ถูกหลอกลวงอีก ธมลวรรณ เรืองขจร จ.ตาก มีของดีให้ชมหลากหลาย มาแล้วจะต้องประทับใจมาอีก มางานนี้ได้พบคน ททท.ทุกภาค ได้พูดคุยถามทุกข์สุขเพราะเคยติดตามเขาไปทำข่าวมานานปี เหมือนได้ไปเยือนทุกภาคและรู้สึกสนุก อบอุ่น ให้ความเป็นกันเองอย่างดี

อานุภาพ ธีรรัฐ รองผู้ว่าการด้านการตลาดในประเทศ ททท. ได้พูดถึงนโยบายภายใต้แนวคิด หลงรักประเทศไทย เป็น 3 โครงการ อันแรกคือ โครงการส่งเสริมการท่องเที่ยวทางเลือก แนะนำ 10 แหล่งท่องเที่ยวใหม่ที่น่าสนใจทั่วประเทศ ภายใต้แนวคิด เมืองต้องห้าม…พลาด ผมไม่อยากเอ่ย ทุกจังหวัดจะมีของดีเฉพาะตัวทั้งสิ้น จังหวัดที่ไม่ถูกเอ่ยขานจะไม่สบายใจ

โครงการอันที่ 2 ความฝันผลิบาน ส่งเสริมให้คนไทยไปเที่ยวเส้นทางท่องเที่ยวสายดอกไม้ตลอดทั้งปี เป็นเรื่องของธรรมชาติแต่ละเดือน ดอกไม้จะออกดอกตามฤดูกาล และ โครงการสุดท้าย ส่งเสริมการท่องเที่ยวในวันธรรมดา มิใช่เป็นวันหยุด ห้องพักจะถูกลง เนื่องจากคนพักน้อยอยู่แล้ว เป็นการเอื้อต่อกันทั้งสองฝ่าย ทั้ง 3 โครงการล้วนเป็นเรื่องน่าสนใจที่จะทำให้นักท่องเที่ยวได้เพิ่มทางเลือกได้ท่องเที่ยวมากขึ้น

ท้ายสุดผู้ว่าการ ททท. ธวัชชัย อรัญญิก ได้กล่าวในที่ประชุมได้เน้นที่จะสร้างภาพลักษณ์ประเทศไทยด้วยการนำส่งความสุข สนุกแบบไทย ๆ ที่แตกต่างจากชาติอื่น ด้วย Amazing Thailand : Happiness Within พร้อมความร่วมมือกับภาครัฐและเอกชน ขยายฐานนักท่องเที่ยวสู่ประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน โดยดำเนินการส่งเสริมตลาดทั้งในและต่างประเทศพร้อมกัน

ททท. ประชุมและเสนอแผนการท่องเที่ยวให้ผู้เกี่ยวข้องได้ทราบ เพื่อกระตุ้นให้คนได้มาเที่ยวในประเทศเพิ่มมากขึ้น เป็นการนำรายได้เข้ามาด้วย ในด้านของสุขภาพ การท่องเที่ยวคล้ายเป็นยาขนานเอกชนิดหนึ่ง ไปเที่ยวจะทำให้มีความสุข ไปแล้วกลับมาจะรู้ว่าสุขภาพกายและจิตดีขึ้นทีเดียว.

นพ.สุวิทย์ เกียรติเสวี

suvit.kiatisevi@gmail.com

 

ที่มา : เดลินิวส์ 13 กรกฎาคม 2557

พลังใจปีใหม่

dailynews121229_002ปัญหาสุขภาพจิตพบได้ทุกเพศทุกวัย แต่ที่น่าเป็นห่วง คือ หลายคนไม่สามารถเข้าถึงบริการ ทำให้ขาดโอกาสในการรักษาพยาบาล มาดูกันว่าปีใหม่นี้ กรมสุขภาพจิต กระทรวงสาธารณสุข ซึ่งมีหน้าที่หลักในการส่งเสริมและสนับสนุนให้ประชาชนไทยมีสุขภาพจิตดี ลดการเกิดปัญหาสุขภาพจิต จะมีแนวทางดำเนินงานอย่างไรในปีใหม่นี้?

นพ.วชิระ เพ็งจันทร์ อธิบดีกรมสุขภาพจิต บอกว่า ขณะนี้ยังมีคนไทยจำนวนมากที่ถูกคุกคามด้วยปัญหาสุขภาพจิตและอยู่ในสถานการณ์ที่น่าเป็นห่วง โดยเฉพาะโรคซึมเศร้ามีคนป่วยกว่า 1.4 ล้านราย แต่มีเพียง 29% ที่เข้ารับบริการ ผู้ป่วยโรคจิตเภท 4 แสนราย แต่เข้าถึงบริการ 3 แสนราย ส่วนปัญหาติดสุรามี 8% ปัญหาฆ่าตัวตายสำเร็จ 5.9 ต่อแสนประชากร ปัญหาสุขภาพจิตในผู้สูงอายุ คือ โรคสมองเสื่อมพบ 3%

ปัญหาสุขภาพจิตในวัยเด็กที่พบ คือโรคออทิสติกประมาณ 60,000 ราย มีเพียง 1% เท่านั้นที่มารับบริการ ส่วนโรคสมาธิสั้นพบ 8% โรคบกพร่องทางการเรียนพบ 5% นอกจากนี้เด็กหลายคนยังมีปัญหาเรื่องความฉลาดทางสติปัญญา (ไอคิว) ความฉลาดทางอารมณ์ (อีคิว) ปัญหาท้องไม่พร้อม

การทำให้คนไทยมีความสุข มีสุขภาพจิตดี ลดความทุกข์ ลดความเครียด ลดความเศร้า ลดอัตราการฆ่าตัวตาย เป็นภารกิจสำคัญอันดับแรกในการดำเนินงานปี 2556 เพราะการมีสุขภาพจิตดีจะช่วยให้อยู่ในสังคมได้อย่างมีความสุข มีความเข้าใจผู้อื่น เข้าใจตนเอง สามารถปรับตัวให้เข้ากับสิ่งแวดล้อมและปัญหาที่เข้ามาในชีวิตได้ดี

สำหรับการสร้างความสุขให้คนไทยทุกกลุ่มวัย ทั้ง วัยเด็ก วัยเรียน วัยรุ่น วัยทำงาน และวัยสูงอายุ จะใช้การพัฒนาระบบบริการสุขภาพจิต งานวิกฤติสุขภาพจิตและจิตเวชฉุกเฉิน สร้างการเข้าถึงบริการ การพัฒนาคุณภาพระบบการบริหารจัดการภาครัฐสู่มาตรฐานสากล ส่งเสริมให้ทุกคนดูแลสุขภาพจิตตนเอง คนในครอบครัว ชุมชน และสังคม ครอบคลุมทั้งผู้ที่มีสุขภาพจิตดี ผู้ที่เสี่ยงต่อการเกิดปัญหาสุขภาพจิต ผู้ป่วยจิตเวชหรือผู้มีปัญหาสุขภาพจิต และผู้ที่เผชิญภาวะวิกฤติ โดยจะผลักดันให้เครือข่ายผู้เกี่ยวข้องทุกฝ่ายจัดบริการดูแลและแก้ไขปัญหาสุขภาพจิตของประชาชนให้มีคุณภาพและประสิทธิภาพสูงสุด

ทั้งนี้ตั้งเป้าให้เด็กไทยได้รับการพัฒนาทางสติปัญญาจนมีระดับไอคิวเฉลี่ยไม่ต่ำกว่า 100 และ 70% ของเด็กไทยมีอีคิวไม่ต่ำกว่าเกณฑ์มาตรฐาน ผู้ป่วยโรคซึมเศร้ามากกว่าหรือเท่ากับ 31% สามารถเข้าถึงบริการสุขภาพจิตที่ได้มาตรฐาน มีศูนย์ให้คำปรึกษาคุณภาพเชื่อมโยงกับระบบช่วยเหลือนักเรียนในโรงเรียน เช่น ยาเสพติด บุหรี่ คลินิกวัยรุ่น อำเภอ รวมทั้งมีทีมวิกฤติสุขภาพจิตและทีมสุขภาพจิตฉุกเฉินคุณภาพ ทั้งหมดนี้จะช่วยให้งานสุขภาพจิตในประเทศไทยมีการปรับปรุงและพัฒนา ช่วยลดการเกิดปัญหาสุขภาพจิต ทำให้คนไทยสุขภาพจิตดีและมีคุณภาพชีวิตที่ดียิ่งขึ้น

นอกจากนี้เพื่อรองรับการก้าวสู่ประชา คมอาเซียนในปี 2558 กรมสุขภาพจิตได้เตรียมบุคลากรและงานบริการ โดยเตรียมกลุ่มนักวิชาการ ผู้เชี่ยวชาญ ผู้ทรงคุณวุฒิ ผู้นำการเปลี่ยนแปลงและผู้ประสานงานในระดับกรมสุขภาพจิตให้พร้อมขับเคลื่อนงานสุขภาพจิตและผลักดันนโยบายในระดับอาเซียน ขณะเดียวกันได้เตรียมพร้อมผู้ให้บริการในหน่วยงานที่เป็นสถานบริการพื้นที่พรมแดนให้สามารถจัดบริการด้านสุขภาพจิตและจิตเวชในระดับมาตรฐานอาเซียน และสามารถตอบสนองต่อความต้องการเฉพาะตามเขตพรมแดนของแต่ละประเทศ โดยกรมสุขภาพจิตได้เริ่มดำเนินการเตรียมความพร้อมมาตั้งแต่ปี 2555 และในปี 2556 จะมีการขยายผลการอบรมหลักสูตรภาษาของประเทศเพื่อนบ้านในผู้ปฏิบัติ และการเพิ่มทักษะทางภาษาอังกฤษและความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับกลไกการทำงานขององค์กรระหว่างประเทศให้ผู้บริหารด้วย

ในปีใหม่ 2556 อยากให้พี่น้องประชาชนทุกคนมี “พลังใจ” เพราะทุกชีวิตมีโอกาสต้องพบกับการเปลี่ยนแปลงที่ไม่คาดคิด การมีพลังใจจะช่วยให้คนเราพร้อมรับมือกับทุกการเปลี่ยนแปลงได้อย่างมั่นคง ซึ่ง “พลังใจ” สามารถสร้างเสริมได้ด้วยหลัก 3 อาร์

อาร์ 1 คือ รีซิสแตนส์ (Resistance) ทนแรงต้าน คือความสามารถที่จะต้านทานกับความเครียดความกดดัน ทั้งที่เกิดจากความคิดความรู้สึกภายในตัวเองและสิ่งแวดล้อม การปรับมุมมอง การจัดการกับอารมณ์ความรู้สึกทางลบ และการผ่อนคลายความเครียด จะช่วยให้อยู่ในสถานการณ์ที่มีความกดดันได้

อาร์ 2 คือ รีไซเลนซ์ (Resilience) ผสานพลังใจ คือพลังใจในการปรับตัวและกลับมาดำเนินชีวิตต่อไปได้ตามปกติภายหลังประสบกับเหตุการณ์ไม่คาดฝัน แม้แต่เหตุวิกฤติ เช่น อุบัติเหตุ ภัยพิบัติ การตั้งสติ ควบคุมอารมณ์ให้สงบ การสร้างกำลังใจขึ้นมาใหม่ การหาที่พึ่งหรือแหล่งช่วยเหลือ และการแก้ไขปัญหาที่ดี จะช่วยให้ดำเนินชีวิตต่อไปได้

อาร์ 3 คือ รีคัพเวอรี่ (Recovery) ไม่ท้อถอย คือ ความสามารถที่จะฟื้นตัวจากความเจ็บป่วยหรือความล้มเหลว การให้เวลาเพื่อยอม รับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น การมองเห็นทางออกของปัญหา การมีความหวังกำลังใจ และความพยายามอย่างต่อเนื่อง จะช่วยให้คนเราฟื้นตัวขึ้นมาได้

อุปสรรคและปัญหาแม้จะสร้างความ ยุ่งยากใจขณะเผชิญหน้า แต่ก็เป็นองค์ประกอบสำคัญสำหรับการเติบโตที่เข้มแข็ง และนำพาไปสู่ความสุข ความสำเร็จและความภาคภูมิใจในชีวิตได้.

นวพรรษ บุญชาญ รายงาน

ที่มา : เดลินิวส์ 29 ธันวาคม 2555

วิจัยชี้นั่งสมาธิช่วยรักษาโรคจิต

นักวิจัยพบว่า การฝึกสมาธิแค่เพียงเดือนเดียวสามารถช่วยให้ระบบประสาทดีขึ้นได้ นับเป็นวิธีการรักษาแบบใหม่สำหรับผู้ป่วย

นักวิทยาศาสตร์ได้ศึกษาผลของการฝึกทางกายผสมผสานการฝึกทางจิต หรือไอบีเอ็มที (integrative body-mind training-IBMT) ของนักศึกษามหาวิทยาลัย 2 กลุ่ม

หลังผ่านไป 4 สัปดาห์ ซึ่งใช้เวลารวม 11 ชั่วโมง ผลการสแกนพบว่า สมองของอาสาสมัครเกิดการเปลี่ยนแปลงทางกายภาพ ใยประสาท หรือ “สารสีขาว” ได้เกิดขึ้นอย่างหนาแน่น ทำให้สมองมีจุดเชื่อมต่อสัญญาณมากขึ้น ขณะเดียวกันไขมันที่ห่อหุ้มปกป้องใยประสาท หรือไมอีลิน ก็มีมากขึ้นด้วย

ผลดังกล่าวปรากฏให้เห็นที่ส่วนหน้าของสมองบริเวณคอร์เท็กซ์ ซึ่งทำหน้าที่ควบคุมพฤติกรรม

หากระบบประสาทในส่วนนี้ทำงานบกพร่อง คนไข้ก็จะมีปัญหาทางจิต เช่น สมาธิสั้น, สมองเสื่อม, ซึมเศร้า และเป็นโรคจิตเภท

ผลวิจัยนี้ได้ต่อยอดจากงานวิจัยก่อนหน้านี้ ซึ่งได้ใช้เทคนิคสแกนสมองแบบเอ็มอาร์ไอวิเคราะห์ความเปลี่ยนแปลงของสมองที่เกิดจากไอบีเอ็มที โดยนักวิจัยได้นำผลการศึกษา 2 ชิ้นเมื่อปี 2553 มาวิเคราะห์ผลการสแกนดังกล่าวเพิ่มเติมอย่างลึกซึ้งยิ่งขึ้น

งานวิจัยชิ้นแรกได้ศึกษานักศึกษาอเมริกันที่มหาวิทยาลัยออริกอน ชิ้นที่ 2 ศึกษานักศึกษา 68 คนของมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีต้าเหลียนในประเทศจีน
นักวิจัยพบว่า ใยประสาทมีความหนาแน่นขึ้นหลังจากการฝึกไอบีเอ็มทีเป็นเวลา 2 สัปดาห์ แต่ไม่พบความเปลี่ยนแปลงของการเกิดไมอีลิน อย่างไรก็ดีหลังผ่านไปหนึ่งเดือน พบว่าทั้งใยประสาทและไมอีลินได้มีปริมาณเพิ่มขึ้น

นักศึกษาที่ฝึกไอบีเอ็มทียังรายงานด้วยว่า ตนเองมีอารมณ์ดีขึ้น มีความโกรธ ความรู้สึกซึมเศร้า ความวิตกกังวล และความเหนื่อยล้าลดลง นอกจากนี้ยังมีฮอร์โมนความเครียด คอร์ติโซล ลดลงด้วย

หัวหน้าทีมวิจัย ศาสตราจารย์ไมเคิล พอสเนอร์ จากมหาวิทยาลัยออริกอน บอกว่า ความเปลี่ยนแปลงเหล่านี้อาจส่งผลต่อพัฒนาการทางอารมณ์และสติปัญญา
ผลวิจัยนี้ตีพิมพ์ในวารสาร Proceedings of the National Academy of Sciences
นักประสาทวิทยา ดร.เอเลนา แอนโตโนวา จากสถาบันจิตเวชศาสตร์ มหาวิทยาลัยคิงส์คอลเลจ ลอนดอน บอกว่า ข้อค้นพบนี้นับเป็นข่าวดี หากการฝึกสมาธิแค่ 11 ชั่วโมงทำให้ใยประสาทเกิดการเชื่อมต่อกันอย่างหนาแน่นยิ่งขึ้น และมีการปกป้องดีขึ้น ดังนั้นการทำสมาธิซึ่งใครๆ ก็ทำได้ในเวลาใดก็ได้ จะช่วยให้จิตใจแจ่มใสและมีอารมณ์คงเส้นคงวา.

ที่มา: ไทยโพสต์ 9 กรกฎาคม 2555

Related Link:

.

Chinese Meditation Prompts Double Positive Punch in Brain White Matter

ScienceDaily (June 13, 2012) — A Texas Tech University scientist studying the Chinese mindfulness meditation known as integrative body-mind training (IBMT) said he and other researchers have confirmed and expanded on changes in structural efficiency of white matter in the brain that can be related to positive behavioral changes in subjects practicing the technique for a month and a minimum of 11 hours total.

In a paper appearing in the online Early Edition of the Proceedings of the National Academy of Sciences (PNAS), scientists Yi-Yuan Tang of Texas Tech and Michael Posner of the University of Oregon (UO) reported improved mood changes coincided with increased brain-signaling connections. They also found an expansion of myelin, the protective fatty tissue that surrounds the nerves, in the brain’s anterior cingulate region.

Deficits in activation for this area of the brain have been associated with attention deficit disorder, dementia, depression, schizophrenia and many other disorders, said Tang, who is now the director of Texas Tech’s Neuroimaging Institute and holder of the Presidential Endowed Chair in Neuroscience and professor in the Department of Psychology.

“When we got the results, we all got very excited because all of the other training exercises, like working-memory training or computer-based training, only have been shown to change myelination,” Tang said. “We believe these changes may be reflective of the time of training involved in IBMT. We found a different pattern of neural plasticity induced by the training.”

IBMT was adapted from traditional Chinese medicine in the 1990s in China, where it is practiced by thousands of people. It differs from other forms of meditation because it depends heavily on the inducement of a high degree of awareness and balance of the body, mind and environment. The meditation state is facilitated through training and trainer-group dynamics, harmony and resonance.

In 2010, research led by Tang, then a visiting research professor at the University of Oregon, and Michael I. Posner, professor of psychology at UO, first reported positive structural changes in brain connectivity, based on functional magnetic resonance imaging, that correlated to behavioral regulation. The study was done at the Robert and Beverly Lewis Center for Neuroi maging with 45 participating UO undergraduate students.

The new findings came from additional scrutiny of the 2010 study and another that involved 68 undergraduate students at China’s Dalian University of Technology. The researchers revisited data obtained from using an MRI technique known as diffusion tensor imaging. The research team found improved density of the nerves involved in brain connections but no change in myelin formation after two weeks.

After a month, or about 11 hours of IBMT, both increases in nerve density and myelin formation were found as measured by fractional anisotropy, axial diffusivity and radial diffusivity — the important indexes for measuring the integrity of white matter fibers.

This dynamic pattern of white matter change involving the anterior cingulate cortex, a part of the brain network related to self-regulation, could provide a means for intervention to improve or prevent mental disorders.

“This study gives us a much more detailed picture of what it is that is actually changing,” Posner said. “We did confirm the exact locations of the white-matter changes that we had found previously. And now we show that both myelination and axon density are improving. The order of changes we found may be similar to changes found during brain development in early childhood, allowing a new way to reveal how such changes might influence emotional and cognitive development.”

The improved mood changes noted in this and earlier studies are based on self-ratings of subjects based on a standard six-dimensional mood-state measure, Tang said.

Both researchers first reported findings related to IBMT in 2007, also in PNAS. They found that doing IBMT for five days prior to a mental math test led to low levels of the stress hormone cortisol among Chinese students. The experimental group also showed lower levels of anxiety, depression, anger and fatigue than students in a relaxation control group.

In 2009 in PNAS, Tang and his Chinese colleagues, with assistance from Posner and UO psychology professor Mary K. Rothbart, found that IBMT subjects in China had increased blood flow in the right anterior cingulate cortex after receiving training for 20 minutes a day over five days. Compared with the relaxation group, IBMT subjects also had lower heart rates and skin conductance responses, increased belly breathing amplitude and decreased chest respiration rates.

Story Source:

The above story is reprinted from materials provided byTexas Tech University. The original article was written by John Davis

Journal Reference:

  1. Y.-Y. Tang, Q. Lu, M. Fan, Y. Yang, M. I. Posner.Mechanisms of white matter changes induced by meditationProceedings of the National Academy of Sciences, 2012; DOI: 10.1073/pnas.1207817109

Data from: sciencedaily.com

Evidence Supports Health Benefits of ‘Mindfulness-Based Practices’

ScienceDaily (July 11, 2012) — Specific types of “mindfulness practices” including Zen meditation have demonstrated benefits for patients with certain physical and mental health problems, according to a report in the July Journal of Psychiatric Practice.

“An extensive review of therapies that include meditation as a key component — referred to as mindfulness-based practices — shows convincing evidence that such interventions are effective in the treatment of psychiatric symptoms and pain, when used in combination with more conventional therapies,” according to Dr William R. Marchand of the George E. Wahlen Veterans Affairs Medical Center and the University of Utah in Salt Lake City.

Mindfulness Techniques Show Health Benefits Dr Marchand reviewed published studies evaluating the health benefits of mindfulness-based practices. Mindfulness has been described as “the practice of learning to focus attention on moment-by-moment experience with an attitude of curiosity, openness, and acceptance.” Put another way, “Practicing mindfulness is simply experiencing the present moment, without trying to change anything.”

The review focused on three techniques:

• Zen meditation, a Buddhist spiritual practice that involves the practice of developing mindfulness by meditation, typically focusing on awareness of breathing patterns.

• Mindfulness-based stress reduction (MBSR), a secular method of using Buddhist mindfulness, combining meditation with elements of yoga and education about stress and coping strategies.

• Mindfulness-based cognitive therapy (MBCT), which combines MBSR with principles of cognitive therapy (for example, recognizing and disengaging from negative thoughts) to prevent relapse of depression.

Dr Marchand found evidence that MBSR and MBCT have “broad-spectrum” effects against depression and anxiety and can also decrease general psychological distress. Based on the evidence, MBCT can be “strongly recommended” as an addition to conventional treatments (adjunctive treatment) for unipolar depression. Both MBSR and MBCT were effective adjunctive treatments for anxiety.

Research data also supported the effectiveness of MBSR to help reduce stress and promote general psychological health in patients with various medical and/or psychiatric illnesses. On its own, MBSR was helpful in managing stress and promoting general psychological health in healthy people. There was also evidence that Zen meditation and MBSR were useful adjunctive treatments for pain management.

How do these practices work to affect mental and physical health? Dr Marchand discusses recent research showing the impact of mindfulness practices on brain function and structure, which may in part account for their psychological benefits. “These mindfulness practices show considerable promise and the available evidence indicates their use is currently warranted in a variety of clinical situations,” he concludes.

The article includes some proposed evidence-based guidelines for incorporating mindfulness-based practices into health care. So far there’s little evidence on which patients are most likely to benefit, but Dr Marchand suggests that patient preferences and enthusiasm are a good guide. He comments, “The most important considerations may be desire to try a mindfulness-based practice and willingness to engage in the regular practice of seated meditation.”

Story Source:

The above story is reprinted from materials provided by Wolters Kluwer Health: Lippincott Williams & Wilkins, via Newswise.

Data from: sciencedaily.com

อานาปานสติกู้โลก พระอาจารย์มิตซูโอะ คเวสโก

สมัยพุทธกาล ถ้าใครถามว่าพระสมณโคดมเจ้าทำอะไรอยู่ ท่านตอบว่าเจริญอานาปานสติ ผู้ที่ยังมีกิเลสก็เจริญอานาปานสติเพื่อดับกิเลส

2600 ปี ชัยชนะแห่งมหาบุรุษเอกของโลกที่สามารถมีชัยเหนือกิเลสมารทั้งปวง เป็นผู้ที่ถูกกล่าวถึงอยู่ทุกขณะจิตคงไม่มีใครเกินไปกว่าพระพุทธเจ้า ประทีปแห่งทวีปเอเชียเป็นแน่

ในปีแห่งการเฉลิมฉลองวันตรัสรู้ หรือวันเกิดใหม่จากเจ้าชายสิทธัตถะสู่การไม่เป็นอะไรอีกแล้ว น่าจะเป็นช่วงเวลาที่เราควรมาย้อนรอยศึกษาและปฏิบัติตามแนวทางของท่านว่า อะไรเล่า ที่ทำให้บุรุษผู้หนึ่งสามารถลาออกจากวัฏสงสาร กรงขังจิตวิญญาณมนุษย์มานับไม่ถ้วนอสงไขยได้ แม้รายการแฟนพันธุ์แท้ได้แข่งขันตอบปัญหา “พระพุทธเจ้าตรัสรู้อะไร” กันไปแล้วก็ตามที แต่หัวใจหรือวิธีการที่ทำให้พระพุทธเจ้าตรัสรู้นั้น สำคัญไม่น้อยไปกว่า

ในช่วงที่หอจดหมายเหตุพุทธทาส อินทปัญโญ และมูลนิธิปิดทองหลังพระสืบสานแนวพระราชดำริ ร่วมกันจัด “เที่ยวทั่วไทย หัวใจถึงธรรม” ขึ้น และพาลูกทัวร์ไปปฏิบัติธรรมกันที่วัดสุนันทวนาราม จังหวัดกาญจนบุรี ซึ่งมี พระอาจารย์มิตซูโอะ คเวสโก เป็นเจ้าอาวาส ท่านได้เมตตาตอบคำถามมากมายหลังการปฏิบัติธรรมไปสองวันอย่างละเอียดเกี่ยวกับหนทางในการดับทุกข์

มากไปกว่านั้น ด้วยความเป็นห่วงเด็กรุ่นใหม่ที่กำลังถูกดูดวิญญาณโดยเครื่องล่อสารพัด อันมีเทคโนโลยีเป็นสื่อ ท่านจึงคิดตั้ง “สถาบันอานาปานสติ” ขึ้นมา เพื่อให้ชาวไทยและชาวโลกได้มาศึกษาธรรมวิจัย สิ่งที่พระพุทธเจ้าทรงใช้เป็นเครื่องมือประหารกิเลส เมื่อสองพันกว่าปีก่อนด้วยตนเอง

ท่านเล่าว่า แนวคิดนี้มีมานานแล้ว เมื่อมีโยมถวายที่ดินประมาณ 1,000 ไร่ บริเวณกิโลเมตรที่ 17 .5 ซึ่งอยู่ติดกับ วัดหลวงตามหาบัว ญาณสัมปันโน (วัดเสือ) จึงรับไว้ในนามมูลนิธิพระอาจารย์มิตซูโอะ คเวสโก และเริ่มต้นโดยการปลูกป่าให้สมบูรณ์ก่อน ปัจจุบันมีเก้ง หมูป่า และสัตว์ป่าต่างๆ มาอยู่แล้ว จากนั้นตั้งใจรวบรวมข้อมูลเกี่ยวกับอานาปานสติให้สมบูรณ์ โดยมีหอจดหมายเหตุพุทธทาส ฯ มาช่วยรวบรวมเอกสารเกี่ยวกับอานาปานสติทั้งภาษาไทยและภาษาอังกฤษ เพื่อให้ทุกคนได้มาศึกษากัน

“อาจารย์เองศรัทธาในอานาปานสติสูตร แล้วก็สอนเรื่องนี้ด้วย จึงอยากให้มีการศึกษาเปรียบเทียบกับครูบาอาจารย์ต่างๆ ศึกษาปริยัติแล้วก็ปฏิบัติในป่า ใครสนใจก็มาปฏิบัตินี่แหละ อานาปานสติ เข้าใจว่าเป็นการปฏิบัติที่ถูกต้องและสมบูรณ์ที่สุด อาจารย์เองก็เลยอยากจะทำสถานที่ไว้วิเคราะห์ วิจัย และปฏิบัติ จะทำมีห้องสมุดใหญ่ ๆ มีการอบรม มีการปฏิบัติ มีการเสวนา นี่คือสถาบันอานาปานสติ”

สำหรับปัจจุบัน ท่านกล่าวว่า ยังไม่มีอะไร มีพระปักกลดอยู่สองรูป แถวนั้นชาวบ้านมีการเผาถ่าน เงินได้ไม่เท่าไหร่ แต่ป่าหมด

“อาตมาจะเข้าไปหยุดตัดป่า 5 ปี เมื่อป่าจะสมบูรณ์ขึ้น ทำระบบน้ำให้สมบูรณ์ขึ้น ไม่กี่ปีก็น่าอยู่ ทุกคนก็มาปฏิบัติได้”

หลังจากที่ท่านเล่าถึงอนาคตของสถาบันอานาปานสติ ที่จะมาเกื้อกูลชาวไทยและชาวโลกได้ศึกษากัน ก็มีคำถามมากมายจากผู้ปฏิบัติ ซึ่งจะทำให้เราเข้าใจอย่างลึกซึ้งว่า อานาปานสติ มีอานิสงสเพียงใดในการดับทุกข์ทางใจให้กับมนุษยชาติ

ปุจฉา : อยากให้ครอบครัวไปปฏิบัติธรรม แต่ไม่ยอมมาจะทำอย่างไรดีคะ
วิสัชนา : เอาหนังสืออาจารย์เล่มเล็กๆ ไปไว้ที่บ้าน เมื่อไม่กี่วัน มีจดหมายฉบับหนึ่งมา เขาบอกว่า มาปฏิบัติธรรมที่นี่ ลูกสาวอยากจะมา แล้วซื้อหนังสืออาจารย์ไปหลายเล่ม อ่านๆ ไม่น่าเชื่อว่า เดี๋ยวนี้ใจเย็นขึ้น แต่ก่อนใจร้อนมาก มีคนหนึ่ง สามีไปมีเมียน้อย อยากจะฆ่าผู้หญิงคนนั้น แต่เขาก็หลบหนีได้ สามปีก่อน ก็จะขับรถไปชนให้เขาพิการ แต่เขาก็หลบหนีไปก่อน แต่เดี๋ยวนี้ไม่น่าเชื่อ ใจเย็น อ่านหนังสืออาจารย์แล้วใจเย็น ระวังตัวนะ ใครเป็นเมียน้อยของผู้ชายคนนี้ เอาชีวิตเป็นเดิมพัน

มีอีกคนหนึ่ง เคยคิดฆ่าตัวตาย เจอหนังสืออาจารย์ อ่าน เปลี่ยนความคิด หยุดฆ่าตัวตาย มีอีกคนหนึ่งเหมือนกัน อยากจะฆ่าแฟนกับผู้หญิงคนใหม่ ทั้งๆ ที่ตัวเองก็มีครอบครัวอยู่แล้ว แต่ครอบครัวตัวเองมีปัญหาจึงไปคบกับผู้ชายคนหนึ่ง ที่อายุน้อยกว่าตัวเองเยอะๆ ทีนี้ ผู้ชายเขาบอกว่า อยากมีชีวิตปกติ อยากแต่งงานกับผู้หญิงวัยเดียวกัน อายุประมาณ 30 ปี เพราะพ่อแม่อยากให้มีครอบครัวแล้ว ผู้ชายอายุ 30 กว่านิดหน่อย อยากแต่งงานแล้วก็คบกับผู้หญิงคนหนึ่ง ฝ่ายผู้หญิงที่คบกับเขาอายุเยอะกว่า ทำใจไม่ได้

แต่เจอหนังสืออาจารย์ แล้วตามมาหาถึงวัด ถือปืนมาหา อาตมาก็ถาม เอามาจากไหน เขาบอก ซื้อมาหลายหมื่นบาท ลงทะเบียนถูกต้องมาด้วยนะ ติดคุกอะไรก็ไม่เสียดาย มาเล่าให้ฟังว่า เขาวางแผนจะฆ่าอย่างไร โชคร้าย มีหนังสืออาจารย์มิตซูโอะ ใจมันก็เปลี่ยน ไม่ฆ่าดีกว่า คิดใหม่ ไม่ฆ่า จากนั้นทั้งคู่ก็มาปฏิบัติธรรมที่นี่ เข้าใจกัน

มีคนป่วยทางจิตจากจังหวัดตรัง เขียนจดหมายมาถามเรื่องการปฏิบัติธรรมกับอาจารย์ ก็เลยส่งหนังสือเกี่ยวกับอานาปานสติไปให้ ผ่านไปสามเดือน เขาเขียนจดหมายมาบอกว่า ไม่น่าเชื่อว่า อานาปานสติ เปลี่ยนชีวิตของผมไปถึงขนาดนี้ ผมเคยเป็นโรคประสาทมา 7 ปี ต้องอาศัยหมอจิตเภทให้กินยามา 7 ปี ตั้งแต่อ่านหนังสืออาจารย์ ฝึกอานาปานสติ หายใจเข้าลึกๆ หายใจออกยาวๆ ไม่ต้องกินยาอยู่ได้ เจ้านายพาไปทำงานต่างประเทศ เดี๋ยวนี้ไม่ต้องกินยาแล้ว อ่านหนังสือแล้วก็ฝึกอานาปานสติ โรคประสาท 7 ปี หาย ลักษณะอย่างนี้มีไม่น้อย

ปุจฉา : มีภรรยาแล้ว ชอบคนอื่นอีก เขาก็ชอบเรา ทำอย่างไรดีครับ
วิสัชนา : ทำอย่างไรดีหนอ กาย วาจา ใจ ตั้งมั่นอยู่ในศีล 5 คบกับแบบกัลยาณมิตร หรือ เป็นพี่น้องกัน อย่างนั้นก็พออนุโลมได้

ปุจฉา : ถ้าเราเจอสิ่งที่ต้องโกรธ จะทำจิตอย่างไรคะ
วิสัชนา : เริ่มต้น เราก็ห่างๆ จากปัญหาแล้วเราก็ต้องศึกษา ซื้อหนังสือ “เหตุผลความโกรธไม่มีในโลก” 10 บาท อ่าน ถ้าเราเข้าใจกฎแห่งกรรมแล้ว จะเข้าใจว่า อดีตเป็นเหตุ ปัจจุบันเป็นผล ได้ลาภ เสื่อมลาภ ได้ยศ เสื่อมยศ นินทา ทุกข์

เราอาจจะรู้สึกว่า เขาทำอะไรไม่ดี ไม่ถูก จริงๆ แล้ว นั่นคือวิบากกรรมของตัวเองกันทั้งนั้น เราก็รีบศึกษากฎแห่งกรรม แล้วก็พยายามอบรม คิดดี คิดถูก ยอมรับความจริง ให้กำลังใจนี้กับตัวเอง เวลาจะโมโห ก็เมตตาตัวเอง

พระพุทธเจ้าตรัสว่า ความรักเสมอตนไม่มี ตัวเองนั้นแลน่ารักที่สุด ธรรมชาติของจิต ธรรมชาติของเราทุกคนเป็นประภัสสร ผ่องใส โดยธรรมชาติ เราต้องรู้จักฝึกเมตตาตัวเอง ให้คิดดี คิดถูก ให้หนักแน่น ค่อยๆ ฝึก ในที่สุด พอเราต้องเข้าไปหาปัญหา เราก็ทนได้ รอได้ ด้วยใจดี ทุกสถานการณ์

ปุจฉา : พระอาจารย์มีเคล็ดลับ หรือวิธีในการเอาชนะความง่วง ในการปฏิบัติธรรมไหมครับ
วิสัชนา : 1. ห้ามหลับตา 2. กำหนดท่านั่ง ดูความรู้สึกง่วงนอนที่กาย ใจไม่ต้องกำหนด ปล่อยสบายๆ   การกำหนดที่กายคือ ดูอิริยาบทใหญ่ ถ้าง่วงนอน ก็กัดฟัน

พระพุทธเจ้าสอนพระโมคคัลลานะ ตอนที่ปรารถความเพียรอยู่ วันที่ 8 ง่วงนอนสัปหงก พระพุทธเจ้าตรวจดูจิตของพระโมคคัลลานะว่าสามารถบรรลุพระอรหันต์ได้ พระพุทธเจ้าก็สอนวิธีแก้ง่วงนอนให้ อธิบายว่า ง่วงนอนคือ จิตจมลงในสัญญาขันธ์ ฉันจึงง่วงนอน วิธีแก้ง่วงนอน คนเจริญวิปัสสนากรรมฐานต้องยกจิตให้อยู่เหนือสัญญาขันธ์ ให้มีสติสัมปชัญญะ ให้มีความรู้ตัว ตั้งสติระลึกถึงความรู้สึกง่วงนอน ให้สติตื่นตัว

ถ้าไม่หาย พระพุทธเจ้าให้ยกธรรมะขึ้นมาพิจารณา   ถ้าไม่หายอีก ก็สวดมนต์ สาธยายธรรมะ    ถ้าไม่หาย ก็กระกระตุ้นประสาทตัวเอง ดึงผมตัวเองก็ได้    ถ้าไม่หาย ก็นึกถึงกลางแจ้ง พระอาทิตย์สว่างอยู่ตรงหน้า    ถ้าไม่หายก็ลุกขึ้นเดินจงกรม   แต่ถ้าง่วงที่สุดแล้ว ทำทุกอย่างแล้ว นั่งหลับก็ไม่เป็นไร ไม่ได้ลงโทษ

ปุจฉา : มีอาชีพขายเนื้อสัตว์ ถ้าเราระลึกถึงการกระทำที่ไม่ดี แล้วไม่สบายใจทำอย่างไรครับ
วิสัชนา : เมื่อเราระลึกถึงการกระทำใดแล้วไม่สบายใจ ก็เป็นบาป ถ้าไม่เป็นชาวพุทธอาจจจะมองการฆ่าสัตว์เป็น

อาหารเป็นเรื่องธรรมดา แต่ถ้าเป็นชาวพุทธ เราต้องพิจารณาว่า อะไรที่เบียดเบียนสัตว์ ถ้าเปลี่ยนอาชีพได้ก็เปลี่ยน ดูความรู้สึกตัวเองว่า ถ้าไม่สบายใจก็ไม่ดี

ปุจฉา: ขอให้พระอาจารย์ช่วยสรุปอานาปานสติสั้นๆ ค่ะ
วิสัชชนา : อานาปานสติ 16 ขั้น พระพุทธเจ้าก็ดี พระอริยสาวกก็ดี อยู่ด้วยอานาปานสติ เจริญอานาปานสติกันทั้งนั้น

สมัยพุทธกาล พระพุทธเจ้าสอนลูกศิษย์ว่า ถ้าใครถามว่า พระสมณโคดมเจ้าทำอะไรอยู่ ต้องตอบว่า เจริญอานาปานสติ ผู้ที่ยังมีกิเลสก็เจริญอานาปานสติ เพื่อดับกิเลส คนที่หมดกิเลสแล้ว ก็เพื่อรักษาสติสัมปชัญญะ และมีความสุขในปัจจุบัน

อานาปานสติ พูดถึงคร่าวๆ บางครั้งเรียกว่า การเจริญสติปัฏฐานสี่ ทำให้จิตใจของเราบริสุทธิ์ได้ เพราะฉะนั้น ผู้ปฏิบัติธรรมจะต้องรับการปฏิบัติสติปัฏฐานสี่เท่านั้น ซึ่งอยู่ในอริยมรรคมีองค์ 8 ตั้งแต่พระพุทธเจ้าแสดงปฐมเทศนา จนถึงวันสุดท้ายของการปรินิพพาน พระพุทธเจ้าแสดงธรรมว่า ผู้ใดเจริญอริยมรรคมีองค์ 8 ไม่ปราศจากพระโสดาบัน สกทาคามี อนาคามี และพระอรหันต์ ใน 84,000 พระธรรมขันธ์ ไม่ออกจากอริยมรรคมีองค์ 8 ถ้าย่อลงมาก็คือ ศีล สมาธิ ปัญญา

ทีนี้ โครงสร้างของอานาปานสติ 16 ขั้น ในสติปัฏฐานสี่เป็นอย่างไร  ขั้นที่ 1-4 เป็นหมวดกายานุปัสสนาสติปัฏฐาน ถ้าปฏิบัติถูกต้อง ก็รู้เห็นตามความเป็นจริงของร่างกายนี้ว่า กายนี้ไม่ใช่บุคคล ไม่ใช่เรา ไม่ใช่เขา ไม่ใช่ตัว สักแต่ว่ากาย นี่คือการเจริญอานาปานสติ 4 ขั้นแรกในหมวดกาย สติ ระลึกถึงลมหายใจเข้า หายใจออก จนไม่มีลมหายใจปรากฎ ไม่มีร่างกาย เมื่อออกจากสมาธิแล้ว ลมหายใจปรากฏขึ้น เราก็พิจารณาลมหายใจจนรู้เห็นตามความเป็นจริงว่า กายก็สักแต่ว่ากาย เพื่อจะละสักกายทิฏฐิ วิจิกิจฉา และสีลัพพตปรามาส

ขั้นที่ 5-8 เป็นหมวดเวทนานุปัสสนาสติปัฏฐาน ขั้นที่ 9-12 เป็นหมวดจิตตานุปัสสนาสติปัฏฐาน ขั้นที่ 13-16 ก็เป็นหมวดธัมมานุปัสสนาสติปัฏฐาน ทั้งสี่หมวด คือ กาย เวทนา จิต ธรรมะ เพราะฉะนั้น พระพุทธเจ้าอธิบายไว้ ว่า การเจริญอานาปานสติ มีผลใหญ่ มีอานิสงค์ใหญ่ เราสามารถ เจริญสติปัฏฐานสี่ได้ การเจริญสติปัฏฐานสี่สมบูรณ์ทำให้เกิด โพชฌงค์ 7 เมื่อโพชฌงค์ 7 สมบูรณ์ ก็เข้าถึงวิชชา และวิมุตติ คือ จิตใจหลุดพ้นเข้าถึง โสดาบัน สกทาคามี อนาคามี และอรหันต์

อานาปานสติทั้ง 16 ขั้น กาย เวทนา จิต ธรรมะ เมื่อเราจัดเป็นลงมาเป็นศีล สมาธิ ปัญญา ขั้นที่ 1-2 เป็นศีลสิกขา ชั้นที่ 3-4 เป็นสมาธิสิกขา ขั้นที่ 5-16 เป็นปัญญาสิกขา และเมื่ออธิบายในภาควิปัสสนากรรมฐาน อานาปานสติขั้นที่ 1-4 เป็นสมถะกรรมฐานดยตรง ขั้นที่ 5-12 เป็นสมถะและวิปัสสนากรรมฐาน ขั้นที่ 13-16 เป็นวิปัสสนากรรมฐานโดยตรง เมื่อปฏิบัติอย่างต่อเนื่อง โพธิปักขิยธรรม 36 ข้อสมบูรณ์ได้ด้วยอานาปานสติ ศีล สมาธิ ปัญญา ก็สมบูรณ์

เพียงแค่ปฏิบัติอานาปานสติในขั้นที่1-2 มีสติอยู่ทุกลมหายใจเข้าและลมหายใจออกอย่างต่อเนื่อง เราจะพบกับความปกติของใจ ศีล คือ ปกติ หนักแน่น ไม่ยินดียินร้ายต่อทุกสิ่งทุกอย่างที่มากระทบทางตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ เห็นลมหายใจชัดเจนในอิริยาบถ ยืน เดิน นั่ง นอน เมื่อเรามีลมหายใจชัดเจน จิตใจเราจะไม่อยู่ในอารมณ์ ขี้เกียจ กลัว น้อยใจ เสียใจ

อาจารย์มีความเห็นว่า มนุษย์ทุกคนควรมีสุขภาพจิตใจที่ดีด้วย ” อานาปานสติ” นี้เอง ไม่ต้องไปหาตัวช่วยข้างนอกเลย

ที่มา: กรุงเทพธุรกิจ 3 มิถุนายน 2555

.

Related link:

วัดสุนันทวนาราม พระอาจารย์มิตซูโอะ คเวสโก
วัดสุนันทวนาราม (สาขาที่ 117 ของวัดหนองป่าพง)  เลขที่ 110 บ้านท่าเตียน ตำบล ไทรโยค จังหวัด กาญจนบุรี 71150  โทร. 087-045-7232

อบรมปฏิบัติธรรม “อานาปานสติภาวนา” – วัดสุนันทวนาราม กาญจนบุรี ประจำปี 2555

มูลนิธิพระอาจารย์มิตซูโอะ คเวสโก  เลขที่ 3 ถ. กรุงเทพกรีฑา 20 แยก 7 แขวงสะพานสูง เขตสะพานสูง จังหวัดกรุงเทพมหานคร 10240  โทร : 02-368-3991

โครงการปฏิบัติธรรมเฉลิมพระเกียรติพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวฯ เนื่องในวโรกาสทรงพระชนมายุครบ 84 พรรษา (ศุกร์, เสาร์ , อาทิตย์) – อาคารมูลนิธิ กรุงเทพมหานคร ประจำปี 2555

โครงการปฏิบัติธรรมสำหรับผู้สูงวัย (ส.ว.) ณ อาคารมูลนิธิฯ  กรุงเทพมหานคร ประจำปี 2555 

โครงการปฏิบัติธรรมสำหรับเด็ก (อายุ 6-12 ปี) ณ อาคารมูลนิธิฯ  กรุงเทพมหานคร ประจำปี 2555  สอบถามรายละเอียดได้ที่ โรงเรียนสยามสามไตร โทร.  02 311 0134 

http://www.facebook.com/Dhama4kids

การฟื้นฟูจิตใจเด็กถูกข่มขืน

ในปัจจุบันมีปัญหาเด็กถูกล่วงละเมิดทางเพศ หรือ ถูกข่มขืนค่อนข้างเยอะ มีทั้งเด็กผู้หญิงและเด็กผู้ชาย ซึ่งผู้กระทำมีทั้งคนในครอบครัวและคนภายนอกครอบครัว ส่งผลกระทบต่อสุขภาพจิตเด็กที่แตกต่างกัน

พญ.รัชนี ฉลองเกื้อกูล ผอ.ศูนย์สุขภาพจิตที่ 1 กรมสุขภาพจิต กระทรวงสาธารณสุข กล่าวว่า ในส่วนของสุขภาพกาย หากมีเด็กถูกข่มขืน 1 ราย จะต้องดูความรุนแรงว่ามีการใช้กำลัง อาวุธ ทำร้ายร่างกายหรือไม่ นอกจากนี้จะดูการติดเชื้อ กรณีนี้จะเห็นได้ชัด เพราะมีร่องรอยให้ตรวจสอบได้ แต่สิ่งที่มองไม่เห็นคือ ปัญหาทางด้านจิตใจ จากประสบการณ์ที่ดูแลเด็กที่ถูกข่มขืน มีอายุตั้งแต่ 4 ขวบ-19 ปี พบว่ามีเด็กหลาย ๆ คน ได้รับผลกระทบทางด้านจิตใจ แต่ไม่ได้รับความช่วยเหลือ พอโตขึ้น เขาจะมาหาเราอีกที เนื่องจากมีภาวะโรคซึมเศร้า พอย้อนกลับไปในอดีตทำให้ทราบว่า เขาเป็นผู้ที่เคยถูกล่วงละเมิดทางเพศในวัยเด็ก

ในกรณีที่ผู้กระทำเป็นคนในครอบครัว เป็นพ่อ หรือพ่อเลี้ยง วิธีการกระทำนั้นรุนแรง เช่น ถูกรุมโทรม มีการใช้อาวุธ หรือเป็นลักษณะของการค้ามนุษย์ ถูก กระทำซ้ำหลาย ๆ ครั้ง ก็จะยิ่งทำให้เกิดผลกระทบรุนแรงทางจิตใจค่อนข้างเยอะหรือเด็กอายุน้อย โดนกระทำตั้งแต่อายุน้อย ๆ พวกนี้ความรุนแรงก็จะเยอะ ความรุนแรงเหล่านี้จะติดอยู่ในใจของเด็ก ยิ่งอายุน้อยการฟื้นฟูจิตใจจะยิ่งทำได้ลำบากและต้องใช้เวลา มันไม่เหมือนแผลกายหายไป แต่แผลใจค่อนข้างยาวนาน

ปัญหาที่พบ คือ เด็กบางคนคิดว่าตัวเองมีตราบาป เหมือนสินค้ามีตำหนิ ถูกทำลายไปแล้วไม่สามารถกลับมาเป็นอย่างเก่าได้ หรือบางคนคิดว่าตัวเองถูกทรยศหักหลัง โดยเฉพาะผู้กระทำเป็นพ่อ ซึ่งเป็นผู้ชายที่ควรไว้ใจที่สุดในโลกนี้ สำหรับเด็กคนหนึ่งเขาจะรู้สึกว่า ไม่สามารถจะไว้วางใจใครได้อีกแล้ว

อีกปัญหาคือ เด็กเรียนรู้เรื่องเพศไม่ถูกวิธี เช่น บางคนถูกหลอกไปล่วงละเมิดทางเพศ แล้วได้รับค่าขนม ได้เงิน เด็กก็จะมองว่า การกระทำแบบนี้ให้ความสุข ได้ประโยชน์ก็เป็นเหมือนการเสพติดทางเพศ ทำให้เด็กเหล่านี้มีปัญหาคือไปมีเพศสัมพันธ์กับหลาย ๆ คน

หรือในเด็กบางคนที่ถูกล่วงละเมิดทางเพศ กลายเป็นประสบการณ์ที่ไม่ชอบ พวกนี้ก็จะกลัวเรื่องเพศไปเลย ทำให้โตขึ้นมาไม่อยากมีแฟนเป็นเพศตรงข้าม แต่อยากมีแฟนเป็นเพศเดียวกัน เกิดพฤติกรรมเบี่ยงเบนทางเพศได้ เพราะฉะนั้นเด็กเหล่านี้ควรได้รับการฟื้นฟู และได้รับการช่วยเหลือเยียวยาฟื้นฟูทางจิตใจ

การฟื้นฟูต้องทำอย่างไรบ้าง ? พญ.รัชนี กล่าวว่า สิ่งแรกที่ต้องทำ คือ ให้ความรู้สึกความปลอดภัยกับเด็กกลุ่มนี้ก่อน ให้เขารู้ว่า ณ ตอนนี้เขาปลอดภัยแล้ว ตรงนี้เป็นสิ่งสำคัญที่สุด เพราะจิตใจคนเรา เมื่ออยู่ในที่ที่ไม่ปลอดภัย หรืออันตรายจะกระทบกับจิตใจข้างในเยอะ

จากนั้นต้องสร้างความรู้สึกไว้วางใจ เพราะที่ผ่านมาเด็กเจอกับความไว้วางใจไม่ได้มาโดยตลอด หลังจากนั้นมาดูว่าเด็กมีภาวะรู้สึกผิดกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นหรือเศร้าเสียใจกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นหรือไม่ อาจจะมีภาวะซึมเศร้าที่เราต้องรักษา

ต่อมาก็มาดูเรื่องคุณค่าของเขา ที่เด็กรู้สึกว่าคุณค่าของตัวเองหายไป เราจะมาช่วยอย่างไรให้เขามองตัวเองมีคุณค่า ให้เหลือรอยแผลน้อยที่สุด เพราะเด็กบางคนติดอยู่กับเรื่องนี้จนโต มองว่าตัวเองไร้ค่า ไม่ควรจะอยู่ในโลกนี้ต่อไป พวกนี้ก็จะทำอะไรที่เหมือนกับประชดชีวิต ใช้ชีวิตไปวัน ๆ ไม่แคร์สังคม

นอกจากนี้ผลกระทบที่ตามมาอีก คือ การเรียน เสียหาย สังคมต่อว่า อย่างชุมชนบางแห่งที่เห็นเด็กถูกรุมโทรม แทนที่จะมองว่าเป็นปัญหาของผู้กระทำ กลับมองว่าเป็นปัญหาของตัวเด็กเอง โทษว่าเด็กไปแต่งตัวยั่วยวน หรือต่อว่าเด็กว่ามีนิสัยอย่างนี้อยู่แล้ว แทนที่เด็กจะได้รับการช่วยเหลือจากชุมชน กลับถูกมองว่า เป็นปัญหาจากตัวเด็กเอง ดังนั้นเด็กเหล่านี้ต้องได้รับการฟื้นฟูช่วยเหลือว่า จะมองตัวเองอย่างไรให้ตัวเองมีคุณค่ามากขึ้น

ทั้งนี้การช่วยเหลือเด็ก 1 คน จะต้องช่วยเหลือทั้งครอบครัว อาจจะต้องให้ความรู้แก่ครอบครัวในการดูแลเด็ก ถ้าคนกระทำอยู่นอกครอบครัว คนในครอบครัวจะช่วยได้เยอะ แต่ถ้าคนกระทำอยู่ในครอบครัวมันก็ยิ่งซับซ้อนมากขึ้น เช่น ผู้กระทำควรจะต้องไปรับการรักษาหรือไม่ อย่างพ่อที่เป็นผู้กระทำอาจจะต้องเข้าสู่กระบวนการรักษา แม่ที่อยู่ในบ้านซึ่งเป็นฝ่ายสมยอมมาโดยตลอดต้องลุกขึ้นมาเข้มแข็ง เราจะไปเสริมศักยภาพบ้านนี้อย่างไร ช่วยเหลือเขาอย่างไรให้ลุกขึ้นมาดูแลลูกสาวได้

เด็ก 1 คนต้องใช้เวลาฟื้นฟูจิตใจนานเพียงใด ? พญ.รัชนี กล่าวว่า ขึ้นอยู่กับผลกระทบของแต่ละคน เด็กบางคนต้นทุนดี อย่างน้อย ๆ ก็ติดตาม 1-2 ปีเหมือนกัน ถ้าเผื่อเขาต้นทุนดีสามารถสร้างคุณค่าของตัวเองขึ้นมาได้ใหม่ และสามารถมองเห็นปัญหาที่เกิดขึ้นว่าไม่ใช่ความผิดของเขา และกระบวนการทางด้านสังคม และกระบวนการยุติธรรมได้ส่งเสริมให้เขามองเห็นว่า คนผิดได้รับโทษ เด็กจะใช้เวลาไม่นานก็สามารถกลับมาใช้ชีวิตได้ปกติเหมือนเดิม แต่ที่นานคือกระบวนการยุติธรรมบ้านเราพิจารณานาน ดังนั้นการฟื้นฟูเด็กที่ถูกข่มขืนจริง ๆ ไม่ได้ทำแค่วิชาชีพเดียว แต่ทุกส่วนต้องช่วยกัน ไม่ว่าจะเป็นตำรวจ อัยการ นักสังคมสงเคราะห์ กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ (พม.)

แต่บางคนต้องใช้เวลา 4-5 ปี เนื่องจากเด็กถูก กระทำซ้ำหลายครั้ง โดยที่ครอบครัวก็ไม่เข้มแข็งทำให้เด็ก ไม่ได้รับการช่วยเหลือ ขณะเดียวกันการช่วยเหลือเมื่อเด็กถูกกระทำครั้งแรก เช่น เด็กถูกกระทำตอน 8 ขวบ พ่อเลี้ยงเป็นผู้กระทำ เด็กได้รับการช่วยเหลือระดับหนึ่ง คือ พ่อติดคุก รับกรรมไป แต่เด็กไม่ได้รับการช่วยเหลือฟื้นฟูทางจิตใจตั้งแต่ตอนนั้น ทำให้เด็กพาตัวไปสู่การถูกกระทำครั้งต่อ ๆ มา เกิดเป็นปัญหาซับซ้อนมากขึ้น เด็กก็ยิ่งมองเห็นคุณค่าตัวเองที่เสียหาย ทำให้เด็กไม่สามารถกลับไปใช้ชีวิตในสังคมได้ตามปกติ

ปัจจุบันพบว่า เด็กที่ถูกข่มขืนเข้าสู่กระบวนการฟื้นฟูทางจิตใจยังน้อยมาก ส่วนที่เราทำได้อาจจะเป็นส่วนยอดแค่นิดเดียวเท่านั้น ที่ไม่เป็นคดีความ หรือแจ้งขอความช่วยเหลือยังมีอีกมาก ซึ่งจากการทำงานร่วมกับ พม. จะมีศูนย์ประชาบดี ที่สามารถขอความช่วยเหลือได้ เมื่อเข้าไปตรงนั้นจะมีการเชื่อมโยงกับทีมสหวิชาชีพ

ท้ายนี้ขอฝากไปยังเด็กที่ถูกข่มขืนว่า น้อง ๆ อาจจะเจอประสบการณ์ร้าย ๆ เจอกับผู้ใหญ่ที่ใจร้าย แต่ก็ไม่ได้แปลว่าผู้ใหญ่ทั้งหมดจะเป็นคนใจร้ายทั้งหมด ยังมีคนที่เข้าใจให้ความสนใจและพร้อมให้โอกาสที่จะช่วยเหลือน้อง ๆ อยู่.

นวพรรษ บุญชาญ : สัมภาษณ์

ที่มา: เดลินิวส์     11 เมษายน 2553

Related Link:

ศูนย์ประชาบดี โทร 1300 สายด่วน 24 ชั่วโมง
กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์

หากคุณพบเห็นเหตุการณ์ ปัญหา เบาะแสทางสังคม ที่เกิดกับตัวท่านเอง ครอบครัว คนใกล้ชิด สังคมรอบข้าง ไม่ว่าจะเป็นปัญหาการค้ามนุษย์ ล่วงละเมิดทางเพศ
ความรุนแรงในครอบครัว การตั้งครรภ์ไม่พร้อม สมาชิกในครอบครัวสูญหาย
เด็ก-ผู้สูงอายุ-ผู้พิการ ถูกทอดทิ้ง ขอทาน เร่ร่อนไร้ที่พึ่ง ไม่มีที่อยู่อาศัย
โปรดติดต่อ สายด่วน !! 1300