ทำความรู้จักกับ ‘ต้อหิน’

thairath150206โดยปกติแล้วลูกตาของคนเราจะมีการผลิตน้ำหล่อเลี้ยงและมีการระบายน้ำออกอย่างสมดุล ในรายที่ลูกตาผลิตน้ำเลี้ยงปกติ (หรือมากกว่า) แต่การระบายน้ำไม่สะดวก ความดันภายในลูกตาจะสูงเกินกว่าที่จอประสาทตาจะทนได้ ภาวะนี้เรียกว่า ‘ต้อหิน’ ประสาทตาจะถูกกดจนประสาทตาตาย ทำให้สูญเสียการมองเห็น และอาจตาบอดได้หากไม่ได้รับการรักษาอย่างทันท่วงที

ต้อหินเฉียบพลันเป็นอย่างไร ?

ต้อหินเฉียบพลัน หมายถึง ภาวะที่การระบายน้ำเลี้ยงในลูกตาอุดตัน ความดันลูกตาจึงสูงขึ้นอย่างรวดเร็ว ทำให้เกิดอาการตาแดงผิดปกติ ตามัวลง ปวดตารุนแรง ร้าวไปที่ศีรษะ อาการจะเกิดขึ้นแบบเฉียบพลัน บางรายมีการอาเจียนร่วมด้วย มักเกิดกับผู้ที่มีมุมช่องม่านตาแคบกว่าปกติ ทำให้การระบายน้ำเลี้ยงในตาไม่สะดวก อาการมักเกิดขึ้นเมื่อผู้ป่วยอยู่ในที่มืดซึ่งจะทำให้ม่านตาขยาย การดื่มน้ำทีละมากๆ หรือความเครียดก็เป็นสิ่งกระตุ้นให้เกิดอาการได้เช่นกัน

ผลการรักษาจะดีมากหากผู้ป่วยรีบไปพบแพทย์ทันที แพทย์จะให้ยาลดความดันตา อาจเป็นยาหยอด ยากินหรือยาฉีด เพื่อลดความดันในลูกตาให้กลับมาสู่ระดับปกติก่อนที่จะทำลายประสาทตา เมื่ออาการต่างๆ หายไปสายตาจะกลับเป็นปกติ แพทย์มักจะแนะนำให้จัดระบบการถ่ายเทน้ำเลี้ยงในตาใหม่ โดยการผ่าตัดหรือยิงแสงเลเซอร์ตาทั้งสองข้าง เนื่องจากต้อหินชนิดนี้มักจะเป็นทั้งสองข้าง แพทย์จึงต้องรักษาข้างที่ยังไม่มีอาการด้วย

thairath150206b

ต้อหินเรื้อรังเป็นอย่างไร ?

ต้อหินเรื้อรังเป็นภาวะที่อันตราย เนื่องจากผู้ป่วยไม่ทราบว่าตนเองมีความผิดปกติ เพราะการระบายน้ำเลี้ยงในตามีประสิทธิภาพลดลงทีละน้อย ทำให้ความดันลูกตาเพิ่มขึ้นอย่างช้าๆ อาจไม่มีอาการนานเป็นปี หรือมีอาการมึนศีรษะเล็กน้อยเวลาอ่านหนังสือ ตาจะเพลียและพร่ามัวกว่าธรรมดา ตามัวลง เปลี่ยนแว่นบ่อย เดินชนสิ่งของเพราะความกว้างของการมองเห็น (ลานสายตา) แคบลง ทำให้มองภาพข้างๆ ไม่เห็น จะมองเห็นเฉพาะตรงหน้า และเมื่อประสาทตาจะถูกทำลายจนหมด ตาก็จะบอดสนิทไปในที่สุด

ต้อหินชนิดเรื้อรังเมื่อเป็นนานๆ จะทำให้สูญเสียการมองเห็น และไม่สามารถรักษาให้กลับมามองเห็นดังเดิมได้ จึงเน้นควบคุมความดันตาให้อยู่ในระดับปกติเพื่อป้องกันตาบอด โดยการหยอดตา กินยา และตรวจติดตามเป็นระยะ แต่หากไม่สามารถควบคุมความดันตาได้ด้วยยา แพทย์อาจจะพิจารณายิงเลเซอร์หรือผ่าตัดร่วมด้วย

ดังนั้น สิ่งที่สำคัญที่สุดคือการหมั่นตรวจสุขภาพตา โดยเฉพาะเมื่ออายุ 35 ปีขึ้นไป การตรวจตาเป็นประจำทำให้แพทย์สามารถวินิจฉัยโรคได้ตั้งแต่เนิ่นๆ การตรวจพบอาการในระยะแรกจะช่วยให้สามารถควบคุมประสาทตาไม่ให้ถูกทำลายจนสูญเสียการมองเห็น เพราะหากถึงขั้นนั้นจะไม่สามารถแก้ไขให้ดีดังเดิมได้ สุดท้ายตาก็จะบอดสนิท

ข้อแนะนำสำหรับผู้ป่วยโรคต้อหิน
  • ยาหยอดตาบางชนิดอาจมีอาการข้างเคียง เช่น ปวดตา ตาแดง ปวดศีรษะ และแสบตา อาการอาจเป็นอยู่ประมาณ 1 สัปดาห์แล้วค่อยๆ ทุเลาลง เนื่องจากตาเริ่มปรับเข้ากับยาได้ ทั้งนี้ ผู้ป่วยไม่จำเป็นต้องหยุดยา หากมีอาการดังกล่าว ให้รับประทานยาแก้ปวดเพื่อบรรเทา
  • ยาเม็ดรับประทานอาจมีอาการข้างเคียง คือ ชาปลายมือ เบื่ออาหาร คลื่นไส้ ผู้ป่วยควรรับประทานส้มและกล้วยเพิ่มขึ้น เพื่อช่วยทดแทนแร่ธาตุบางอย่างที่สูญเสียไป จะสามารถลดอาการดังกล่าวได้
  • ผู้ที่มีประวัติโรคหอบหรือโรคหัวใจ ควรแจ้งให้แพทย์ทราบ เพื่อการพิจารณาให้ยาหยอดตาบางชนิด
การป้องกันการเกิดโรคต้อหินเรื้อรัง

1. ผู้ที่มีอายุ 35 ปีขึ้นไป ควรตรวจตากับจักษุแพทย์ปีละ 1 ครั้ง

2. ผู้ที่ควรได้รับการตรวจกับจักษุแพทย์เป็นประจำ ได้แก่

  • ผู้ที่มีประวัติบิดามารดาเป็นต้อหิน
  • ผู้ที่สายตาสั้นมากๆ
  • ผู้ที่เป็นโรคเบาหวาน ความดันโลหิตสูง
  • ผู้ที่มีปานดำหรือปานแดงที่ใบหน้า

ที่มา : ไทยรัฐ 6 กุมภาพันธ์ 2558

Advertisements

เตือนภัยชีวิตติดจอ คอมพ์วิชั่นซินโดรม

images004จากกระแสความนิยมบนโลกออนไลน์ ทำให้กลุ่มเด็กวัยรุ่น และวัยทำงาน มีไลฟ์สไตล์เปลี่ยนไป ใช้ “ชีวิตติดจอ” ไม่ว่าจะเป็นการใช้สมาร์ตโฟน แท็บเล็ต และคอมพิวเตอร์ ในการทำงาน การเรียน ส่งผลให้ใช้สายตาเพิ่มขึ้นโดยไม่รู้ตัว ระยะยาวอาจเป็นสาเหตุโรคทางสายตา และอาการต่างๆ

ผลสำรวจและศึกษาสถิติการเป็นโรคทางสายตาในประเทศไทยพบว่า อัตราการเกิดโรคทางสายตาเพิ่มสูงขึ้นทุกปี ผลสำรวจสุขภาพสายตาคนไทยปี 2549 ระบุว่า มีคนไทยไม่น้อยกว่า 15 ล้านคน มีสายตาผิดปกติ คาดว่าจะมีคนไทยตาบอด 369,013 คน และสายตาเลือนราง 987,993 คน และคาดว่าจะมีแนวโน้มสูงขึ้นเรื่อยๆ ทุกปี ด้วยไลฟ์สไตล์ที่เปลี่ยนไปของคนยุคใหม่

โดยเกือบร้อยละ 50 ของคนไทยทั้งประเทศ ต้องใช้คอมพิวเตอร์เป็นประจำทุกวัน ในการเรียน หรือการทำงาน ใช้เวลาส่วนใหญ่กับการหาข้อมูลทางอินเตอร์เน็ต หรือเช็กเมล์ ปัจจุบันเราอยู่ใน ยุค Look At “ME Generation” หรือ Gen Me คนส่วนใหญ่ให้ความสำคัญกับเทคโนโลยีมากกว่ามนุษย์ด้วยกันเอง ทำให้เกิดปรากฏการณ์ “สังคมก้มหน้า” ที่ผู้คนรอบตัวต่างจดจ้องอยู่กับ “หน้าจอ” หรือเรียกได้ว่า “ชีวิตติดจอ”

พญ.วรางคณา ทองคำใส จักษุแพทย์ หัวหน้าฝ่ายบริการทางการแพทย์ สนง.บรรเทาทุกข์และประชานามัยพิทักษ์ สภากาชาดไทย เผยว่า อัตราการใช้สายตากับหน้าจอคอมพิวเตอร์และจอต่างๆ โดยเฉลี่ยวันละ 8-10 ชั่วโมงทีเดียว ส่งผลให้กล้ามเนื้อลูกตาทำงานหนัก เพิ่มโอกาสสายตาเสีย

จากสถิติพบว่า ถ้าคนเราใช้สายตาอยู่กับหน้าจอต่อเนื่องมากกว่า 3 ชั่วโมง/วัน จะทำให้เกิดอาการ ตาเบลอ ตาแห้ง แสบตา สู้แสงไม่ได้ หากเราใช้สายตามากขึ้น ความรุนแรงของอาการจะยิ่งมาก จนเกิดอาการคอมพิวเตอร์วิชั่น ซินโดรม ซึ่งจะมีอาการของกล้ามเนื้อด้วย เช่น ปวดศีรษะ ปวดเมื่อยบ่า ต้นคอ และเป็นสาเหตุของโรคอื่นตามมาได้

ฉะนั้นหากต้องทำงานหน้าจอคอมพ์ หรือใช้สมาร์ตโฟน ควรหมั่นพักสายตา กะพริบตาบ่อยๆ 10-15 ครั้งต่อนาที นั่งทำงานในที่มีแสงสว่างเพียงพอ ปรับขนาดตัวหนังสือให้อ่านง่าย เลือกทานอาหารที่มีประโยชน์บำรุงสายตา เช่น วิตามินเอ ผักและผลไม้ต่างๆ โดยเฉพาะผลไม้ตระกูลเบอร์รี่ เช่น บิลเบอร์รี่ สตรอว์เบอร์รี่ แครนเบอร์รี่ ราสพ์เบอร์รี่ และแบล็กเคอร์แรนต์ เป็นต้น

การวิจัยพบว่า ผลไม้ตระกูลเบอร์รี่ มีแอนโธไซยานิน ช่วยคลายความเหนื่อยล้าดวงตา เป็นต้น นอกจากนี้ ยังมีวิตามินซี อี และไบโอฟลาโวนอยด์ ซึ่งเป็นสารต้านอนุมูลอิสระ มีส่วนช่วยปกป้องและถนอมดวงตาไม่ให้โดนทำลาย ควรออกกำลังกายเป็นประจำ สวมแว่นกันแดด และตรวจเช็กสุขภาพดวงตาปีละครั้ง

 

ที่มา : นสพ.ข่าวสด

ที่มา : ประชาชาติธุรกิจ 3 มีนาคม 2557

ต้อหิน ปัจจัยสู่ตาบอด

dailynews130504_001a“ต้อหิน” เป็นหนึ่งโรคที่มีความเกี่ยวข้องกับปัจจัยด้านอายุ โดยคนที่อายุ 70 ปีขึ้นไปจะมีโอกาสเสี่ยงที่จะเป็นโรคต้อหินได้มากราว 6 ถึง 7 เท่าของคนที่มีอายุ 40 ปีขึ้นไป และจากการสำรวจพบว่า ปัจจุบันคนไทยเป็นโรคต้อหินและโรคตาบอดที่เกิดจากต้อหินไม่ต่ำกว่า 1 ล้านคน นอกจากนี้ผู้ป่วยโรคต้อหิน 9 จาก 10 ราย มักไม่มีอาการ ทำให้กว่าที่จะรู้ตัวและมาพบแพทย์ ประสาทตาก็ถูกทำลายไปแล้ว นั่นทำให้ “ต้อหิน”เป็นสาเหตุที่นำไปสู่ตาบอดเป็นอันดับ 1 ของประเทศไทย

ต้อหินเป็นโรคเรื้อรัง ไม่ค่อยมีการแสดงอาการ บางรายอาจมีอาการตามัวบ้าง แต่ส่วนใหญ่สามารถใช้สายตาได้อย่างปกติ เนื่องจากต้อหินเป็นการสูญเสียลานสายตารอบนอก แคบเข้ามาจนถึงตรงกลาง จนกระทั่งบอดในที่สุด โดยมีวิธีการสังเกตคือ ให้ปิดตาทีละข้าง เพื่อเปรียบเทียบการมองเห็น ดูว่าตาทั้งสองข้าง เห็นชัดและเห็นได้กว้างเท่ากันหรือไม่

และแม้จะขึ้นชื่อว่าต้อเหมือนกัน แต่ต้อกระจกสามารถผ่าตัดเปลี่ยนเลนส์แก้วตาได้ ส่วนต้อหินถ้าปล่อยทิ้งไว้ หากไม่ทำการรักษา ประสาทตาจะเสื่อมไปเรื่อย ๆ ส่วนที่เสียไปแล้วก็จะไม่สามารถทำการรักษาให้ดีเหมือนเดิม และไม่สามารถผ่าตัดเปลี่ยนประสาทตาได้เหมือนต้อกระจก

แต่หากตรวจพบได้เร็ว ก็สามารถทำการรักษาเพื่อไม่ให้ตาบอดได้ โดยการรักษามีทั้งการใช้ยา การยิงเลเซอร์ และการผ่าตัด ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับชนิดและโรคที่เป็น

ต้อหินบางชนิดสามารถรักษาให้หายขาดได้ เช่น ต้อหินชนิดมุมปิดเฉียบพลัน ต้อหินที่เกิดจากการฟุ้งกระจายของเม็ดสี และต้อหินที่มีสาเหตุจากเลนส์แก้วตา การจะทราบว่าเป็นต้อหินชนิดใดนั้น จำเป็นต้องได้รับการตรวจจากจักษุแพทย์ และทำการรักษาอย่างทันท่วงที

dailynews130504_001b
มักมีคำถามบ่อย ๆ ว่าจะทราบได้อย่างไรว่าเป็นต้อหิน

จักษุแพทย์จะทำการตรวจสภาพลูกตาส่วนหน้าด้วยเครื่องตรวจ slit lamp (สลิท แลมป์) วัดความดันลูกตา ตรวจความกว้างของมุมตา ตรวจสภาพของขั้วประสาทตา และเส้นใยประสาทตา นอกจากนี้ในรายที่สงสัยว่าอาจเป็นต้อหิน แพทย์จะส่งตรวจเพิ่มเติมเพื่อตรวจสภาพลานสายตา และวัดความหนาของเส้นใยประสาทตา ซึ่งในรายที่ได้รับการวินิจฉัยว่าเป็นต้อหิน จักษุแพทย์จะให้การรักษา และจะต้องได้รับการตรวจติดตามเป็นระยะเพื่อดูว่าโรคยังมีลักษณะของการลุกลามต่อเนื่องอยู่หรือไม่ เพื่อจะได้รับการรักษาให้สามารถควบคุมโรคไม่ให้เกิดการลุกลามมากขึ้น ทำให้ผู้ป่วยสามารถคงสภาพการมองเห็นเป็นปกติอยู่ได้

ในคนปกติทั่วไปจึงแนะนำให้ตรวจสุขภาพตาอย่างน้อยหนึ่งครั้งในช่วงอายุ 25-40 ปี และรับการตรวจทุก 2-4 ปีในช่วงอายุ 40-64 ปี หลังจากนี้ควรได้รับการตรวจสุขภาพตาเป็นประจำอย่างน้อยปีละหนึ่งครั้ง ในผู้ป่วยที่มีปัจจัยเสี่ยงต่อการเกิดโรคต้อหินอยู่แล้วจึงควรได้รับการตรวจสุขภาพตาถี่ขึ้น โดยแพทย์จะเป็นผู้พิจารณาถึงความถี่ห่างในการเข้ารับการตรวจในครั้งต่อไปตามสภาพของลูกตาและปัจจัยเสี่ยงในแต่ละบุคคล

ฉบับหน้ามาติดตามต่อกับการดูแลตัวเองเมื่อเป็นต้อหินและความเชื่อที่ผิด ๆ เกี่ยวกับต้อหิน.

อ.นพ.วสุ ศุภกรธรสาร
ภาควิชาจักษุวิทยา
คณะแพทย์ศาสตร์โรงพยาบาลรามาธิบดี
มหาวิทยาลัยมหิดล

ที่มา : เดลินิวส์  5 พฤษภาคม 2556

dailynews130511_001a

หลากความเชื่อผิด ๆ เกี่ยวกับต้อหินและการดูแลตัวเองเมื่อเป็นต้อหิน

เมื่อเป็นต้อหินแล้ว ต้องดูแลตัวเองอย่างไรบ้าง คำถามนี้ เรามีคำตอบมาช่วยคลายความกังวลใจกัน

สิ่งแรกเลย ควรหยอดยาตามแพทย์สั่งอย่างสม่ำเสมอเพื่อรักษาระดับความดันตาให้คงที่อยู่ในระดับที่ต้องการ

หลีกเลี่ยงกิจกรรม หรือกีฬาที่มีการกระทบกระเทือนบริเวณตาหรือใบหน้า

ผู้ที่ได้รับการผ่าตัดเพื่อทำทางระบายความดันตาแล้ว ควรระมัดระวังไม่ให้เกิดการติดเชื้อ เช่น ไม่เล่นดำน้ำในคลอง

หากมีน้ำตาไหลมากผิดปกติต้องสงสัยว่ามีการรั่วของทางระบายที่ผ่าตัดไว้ หรือผู้ป่วยที่ผ่าตัดทำทางระบายน้ำไปแล้ว หากมีตาแดง ตามัว ปวดตา แพ้แสงมาก ให้รีบมาพบแพทย์ทันทีไม่ต้องรอถึงวันนัด เพราะอาการเหล่านี้อาจบ่งชี้ถึงการติดเชื้อแทรกซ้อนได้

ควรมาพบแพทย์เพื่อรับการตรวจติดตามการดำเนินโรค และประสิทธิภาพ ตลอดจนผลข้างเคียงของยาเป็นระยะ

ควรนำยาต้อหินมาด้วยทุกครั้ง เพื่อความเข้าใจที่ตรงกันระหว่างแพทย์และผู้ป่วยเมื่อมีการปรับเปลี่ยนการรักษา (ยาที่ต้องแช่ตู้เย็นให้จดชื่อยา)

หากมีการเลื่อนนัดตรวจ และยาหมดก่อนถึงวันนัดใหม่ ให้มารับยาเพิ่ม เนื่องจากการขาดยาจะทำให้แพทย์ไม่สามารถประเมินความดันตาที่ควรจะเป็นหากมีการหยอดตาตามปกติได้

และเมื่อแพทย์ส่งตรวจลานสายตา ควรทำอย่างตั้งใจ ไม่ต้องกลอกตามองหาแสง เพราะผลการตรวจลานสายตามีส่วนสำคัญอย่างมากในการประเมินระยะของโรค และประเมินผลการรักษา

dailynews130511_001b

นอกจากนี้แล้ว ยังมีความเชื่อผิด ๆ เกี่ยวกับต้อหิน ซึ่งสามารถอธิบายได้ ตัวอย่างเช่น

การนวดตาช่วยลดความดันตาได้ ในความเป็นจริงแล้วการนวดตาเป็นการเพิ่มความดันในลูกตาจากแรงกดของมือ อาจมีผลให้โรคต้อหินแย่ลงได้ ยกเว้นในบางกรณีที่ได้รับการผ่าตัดไปแล้ว แพทย์อาจสั่งให้นวดตาเพื่อเพิ่มการระบายของน้ำเลี้ยงลูกตาผ่านทางช่องที่เจาะไว้

ค่อยมารักษาตอนมีอาการแล้วก็ได้ ต้อหินส่วนใหญ่มักมีอาการตอนเข้าสู่ระยะท้ายๆ ของโรค ฉะนั้นไม่ควรรีรอที่จะมาพบแพทย์

ดูทีวี ใช้งานคอมพิวเตอร์ จะทำให้เป็นต้อหินมากขึ้น ผู้ป่วยต้อหินสามารถดูทีวีและใช้คอมพิวเตอร์ได้ตามปกติ

การทำเลเซอร์หรือการทำผ่าตัดจะช่วยให้หายขาดจากต้อหินได้ การรักษาต้อหินในปัจจุบัน ไม่ว่าด้วยวิธีใด ทำได้เพียงชะลอไม่ให้มีการลุกลามของต้อหินมากขึ้นเท่านั้น ไม่สามารถทำให้การมองเห็นส่วนที่เสียไปแล้วกลับมาดีได้ มีต้อหินบางชนิดเท่านั้นที่หายขาดได้

เป็นต้อกระจกแล้ว ต้องเป็นต้อหินตามมา ต้อกระจกจะทำให้เกิดต้อหินได้ในบางกรณีเท่านั้น ได้แก่ ต้อกระจกสุกจนมีเนื้อเลนส์รั่วออกมาอุดทางออกของน้ำในตา กระตุ้นการอักเสบในลูกตา หรือเลนส์มีขนาดใหญ่จนทำให้มีการปิดของมุมตา

ผ่าตัดต้อกระจกแล้วจะไม่เป็นต้อหิน การผ่าตัดต้อกระจกช่วยป้องกันการเกิดต้อหิน เฉพาะกรณีต้อหินมีสาเหตุการเกิดจากเลนส์ตาเท่านั้น.

อ.นพ.วสุ ศุภกรธนสาร
ภาควิชาจักษุวิทยา
คณะแพทยศาสตร์โรงพยาบาลรามาธิบดี มหาวิทยาลัยมหิดล

ที่มา : เดลินิวส์  11 พฤษภาคม 2556

dailynews130518_001b

แนวทางรักษาภาวะต้อหิน – หมอรามาฯไขปัญหาสุขภาพ

ต้อหิน เป็นโรคที่มีความผิดปกติเกิดขึ้นที่ขั้วประสาทตา ซึ่งส่งผลทำให้ลานสายตาแคบลงเรื่อย ๆ จนตาบอดได้ โดยผู้ป่วยจะเริ่มมีการสูญเสียลานสายตารอบนอกก่อน หากไม่ได้รับการรักษา ลานสายตาก็จะถูกทำลายมากขึ้น ทำให้ลานสายตาแคบลง เหลือเฉพาะศูนย์กลางการมองเห็น ผู้ป่วยจึงจะเริ่มรู้สึกถึงการมองเห็นที่ผิดปกติ ซึ่งมักจะเป็นระยะท้าย ๆ ของโรคแล้ว

เนื่องจากพยาธิสภาพของการก่อโรค เป็นการทำลายเซลล์เส้นใยประสาทตา ซึ่งร่างกายไม่สามารถสร้างขึ้นมาทดแทนใหม่ได้ ดังนั้นการรักษาโรคต้อหินจึงทำได้เพียงยับยั้งโรคไม่ให้ลุกลาม หรือก่อความสูญเสียต่อการมองเห็นมากขึ้น แต่ไม่สามารถรักษาให้การมองเห็นที่เสียไปแล้วกลับมาเป็นปกติได้อีก

ชนิดของต้อหินที่พบมีอยู่ 2 ประเภทคือ ต้อหินมุมเปิด และต้อหินมุมปิด

ต้อหินมุมเปิด เกิดจากการเสียสมดุลระหว่างการสร้างและการระบายน้ำหล่อเลี้ยง ทำให้มีการระบายน้ำหล่อเลี้ยงลูกตาได้น้อยเมื่อเทียบกับการสร้างทำให้ความดันลูกตาขึ้นสูง อาการมักค่อยเป็นค่อยไป ผู้ป่วยส่วนใหญ่จึงไม่มีอาการนำหรือรู้สึกถึงความผิดปกติจนกว่าการมองเห็นจะเสียไปมากแล้ว ต้อหินมุมเปิดมีทั้งแบบชนิดปฐมภูมิ ซึ่งไม่ทราบสาเหตุการเกิดที่แน่ชัด แต่พบว่าผู้ที่มีสายตาสั้น หรือมีภาวะลูกตายาวจะมีความเสี่ยงต่อการเกิดต้อหินชนิดนี้ ส่วนต้อหินมุมเปิดชนิดทุติยภูมินั้น สามารถบอกสาเหตุการเกิดที่แน่ชัดได้ เช่น โรคต้อหินจากม่านตาอักเสบ หรือ ต้อหินอันมีสาเหตุจากเนื้อเลนส์ตา เป็นต้น

ต้อหินมุมปิด เกิดจากการมีภาวะอะไรก็ตามที่ทำให้มีการปิดกั้นหรือกีดขวางช่องทางระบายออกของน้ำหล่อเลี้ยงลูกตา ทำให้มีการคั่งค้างของน้ำหล่อเลี้ยงลูกตามากขึ้น จนความดันลูกตาขึ้นสูง หากความดันสูงอย่างรวดเร็วจะมีอาการของต้อหินเฉียบพลัน ได้แก่ ปวดตา ตาแดง เห็นแสงสีรุ้งรอบดวงไฟ หรือไม่มีอาการก็ได้หากความดันลูกตาสูงแบบค่อยเป็นค่อยไป ต้อหินมุมปิดก็มีทั้งแบบชนิดปฐมภูมิ ซึ่งไม่ทราบสาเหตุการเกิดที่แน่ชัด แต่พบว่าผู้ที่มีสายตายาว หรือมีภาวะลูกตาสั้นจะมีความเสี่ยงต่อการเกิดต้อหินชนิดนี้ และต้อหินมุมปิดชนิดทุติยภูมิ ที่สามารถบอกสาเหตุการเกิดที่แน่ชัดได้ เช่น โรคต้อหินจากเนื้อเลนส์บวม หรือต้อหินจากเลนส์เคลื่อน เป็นต้น

dailynews130518_001a

แนวทางการรักษาที่สำคัญ ได้แก่ การรักษาด้วยยา โดยใช้ยาหยอดตา ซึ่งมีหลายกลุ่มหลายชนิด ผู้ป่วยจะต้องใช้ยาอย่างต่อเนื่องสม่ำเสมอตามเวลาที่กำหนดจึงจะควบคุมความดันลูกตาได้ดีตามที่ต้องการ และจำเป็นต้องพบแพทย์เป็นระยะแม้จะควบคุมโรคได้ดีแล้วเพื่อดูว่ายาที่ใช้ยังมีประสิทธิภาพในการควบคุมโรคเป็นไปตามที่ต้องการหรือไม่ ยารับประทานหรือฉีดเข้าเส้นเลือด สามารถลดความดันลูกตาลงได้อย่างรวดเร็ว แต่มีผลข้างเคียงสูงจึงมักใช้ชั่วคราวในรายที่เป็นต้อหินแบบเฉียบพลัน หรือมีความดันลูกตาสูงมาก เพื่อดึงความดันลูกตาให้ลดลงก่อนการรักษาด้วยแสงเลเซอร์หรือการผ่าตัด

การฉายแสงเลเซอร์ เป็นการรักษาที่สำคัญในต้อหินแบบมุมปิด จะช่วยลดหรือทำให้สิ่งกีดขวางมุมตาหมดไป ทำให้น้ำหล่อเลี้ยงลูกตาสามารถระบายออกได้ตามปกติ ทำให้ความดันลูกตาลดลง ส่วนต้อหินแบบมุมเปิด จะช่วยเพิ่มระบายน้ำหล่อเลี้ยงลูกตาออกทางมุมตา แต่ผลมักจะอยู่ได้ชั่วคราว ส่วนการผ่าตัด จะใช้ในกรณีที่คิดว่าไม่สามารถใช้วิธีการอื่นรักษาได้ดี หรือผู้ป่วยไม่สามารถทนผลข้างเคียงของยา หรือไม่สามารถหยอดยาหรือติดตามการรักษาตามแพทย์สั่งได้ เป็นการผ่าตัดเพื่อทำช่องทางระบายน้ำออกจากลูกตาใหม่ ทำให้ความดันลูกตาลดลงอยู่ในเกณฑ์ที่ต้องการและสามารถควบคุมโรคได้ดีในระยะยาว

ผู้ป่วยรายใดที่มีปัจจัยเสริมต่าง ๆ ที่จะทำให้โรคแย่ลงร่วมด้วย เช่นถ้าเป็นโรคเบาหวาน ความดันโลหิตสูง จะต้องพยายามควบคุมให้อยู่ในเกณฑ์ปกติ หรือผู้ป่วยบางรายที่มีโรคทางตาร่วมด้วย จำเป็นต้องให้การรักษาโรคที่เป็นสาเหตุของต้อหินควบคู่กันไป.

อ.นพ.วสุ ศุภกรธนสาร
ภาควิชาจักษุวิทยา คณะแพทยศาสตร์
โรงพยาบาลรามาธิบดี มหาวิทยาลัยมหิดล

 

ที่มา : เดลินิวส์  18 พฤษภาคม 2556

.

Related Article :