จุดซ่อนเร้นอย่าดูแลผิด

dailynews130327_001สุขภาพทางเพศเป็นเรื่องสำคัญ ต้องคอยระมัดระวังไม่ให้ติดเชื้อ จนกลายเป็นโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ ครั้งนี้มุมสุขภาพขอหยิบสองเรื่องสำคัญที่หลายคนมักเข้าใจผิด เริ่มจากเรื่องการทำความสะอาดจุดซ่อนเร้น ทาง โจแอล บราวน์ นักวิจัยจากมหาวิทยาลัยแคลิฟอร์เนีย ลอส แองเจลิส อเมริกา เตือนคุณผู้หญิงที่ใช้สบู่หรือเจลอาบน้ำทำความสะอาดจุดซ่อนเร้น แถมยังชอนไชเข้าไปภายในช่องคลอดนั้น มิได้ทำให้บริเวณดังกล่าวสะอาดปราศจากเชื้อโรคอย่างที่หลายคนเข้าใจ แต่การกระทำดังกล่าว กลับเพิ่มโอกาสเสี่ยงติดเชื้อของโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์

โดยสบู่หรือเจลอาบน้ำทั่วไปไม่ได้เหมาะกับการทำความสะอาดจุดซ่อนเร้น เพราะส่วนประกอบจะเข้าไปทำลายสมดุลค่าพีเอชหรือความเป็นกรด-เบส รวมถึงก่อกวนสมดุลของแบคทีเรียตัวดีและร้าย มิหนำซ้ำยังอาจทำลายเนื้อเยื่ออ่อนๆ บริเวณช่องคลอดด้วย ฉะนั้นแค่ล้างทำความสะอาดภายนอก ไม่ทำให้อับชื้นก็เพียงพอแล้ว

ส่วนการใช้สารหล่อลื่นเพื่อช่วยเรื่องการสอดใส่และเคลื่อนเข้าเคลื่อนออกนั้น ดร.ไมเคิล ซีนาแมน สูตินรีแพทย์ จากศูนย์การแพทย์ เซนต์ อลิซาเบธ ในบอสตัน เล่าว่า ปิโตรเลียมเจล ซึ่งถูกผลิตมาเพื่อการใช้ทาผิวหนังภายนอก มีคนจำนวนไม่น้อยนำมาใช้เป็นสารหล่อลื่น ซึ่งถือว่าผิดวัตุประสงค์ และแม้จะไม่มีการรายงานว่า ปิโตรเลียมเจลเพิ่มความเสี่ยงการติดเชื้อโรคทางเพศสัมพันธ์ แต่สารประกอบของปิโตรเลียมเจลสามารถย่อยสลายยาง หรือทำให้ถุงยางอนามัยเสื่อมประสิทธิภาพลงไป ดังนั้น ถ้าต้องการใช้สารหล่อลื่น ก็ควรใช้ผลิตภัณฑ์สารหล่อลื่นที่แท้จริง.

ทีมเดลินิวส์ออนไลน์
takecareDD@gmail.com

ที่มา : เดลินิวส์ 27 มีนาคม 2556

.

Related Article :

.

Doctors do not recommend that women wash themselves internally because it can alter the balance of bacteria.

Doctors do not recommend that women wash themselves internally because it can alter the balance of bacteria.

Women who wash intimate areas with shower gels and soaps ‘increase their risk of sexually transmitted infections’ 

  • Using soaps or lubricants internally raises women’s risk of STIs
  • The products can upset pH levels and bacteria balances
  • Can also damage delicate tissues, allowing harmful organisms to proliferate

By EMMA INNES

PUBLISHED: 15:51 GMT, 21 March 2013

Women who use shower gels and soaps in intimate areas are putting themselves at higher risk of developing sexually transmitted infections, experts have warned.

Researchers at the University of California, Los Angeles, say that soaps and lubricants can damage sensitive tissues and raise a woman’s chance of becoming infected with herpes, chlamydia and HIV.

Study leader Joelle Brown said there is ‘mounting evidence’ that using these products internally can increase the risk of bacterial vaginosis – a condition that occurs when the bacterial balance becomes disrupted – and sexually transmitted infections.

Dr Brown’s team recruited 141 women in Los Angeles who agreed to answer questionnaires about their product use and undergo lab tests for vaginal infections.

The researchers found that 66 per cent of the women reported using lubricants and cleansers internally.

The most commonly used products were sexual lubricants – 70 per cent of the product-using group used commercial lubricants, while 17 per cent reported using petroleum jelly and 13 per cent used oils.

Test results showed that the women who used products not intended for internal use, such as oils and Vaseline, were more likely to have yeast and bacterial infections, according to the findings published in the journal Obstetrics and Gynaecology.

For instance, 40 per cent of the women who used petroleum jelly as a lubricant had bacterial vaginosis – an infection that can be caused by a number of common bacterial species – compared to 18 per cent of women who did not insert petroleum jelly.

And 44 per cent of women who reported using oils tested positive for Candida, the fungus that causes yeast infections, compared to five  per cent of women who did not use oils.

Researchers suggested the increased risk for these common infections might result from the products upsetting internal pH and beneficial microbe communities, allowing harmful organisms to proliferate.

Normally, the area is home to a finely tuned system of good and bad bacteria, which produce acids that protect against infections and viruses.

Doctors do not recommend that women wash themselves internally because it can alter the balance of these bacteria and does not seem to offer any benefit.

The natural balance of bacteria in the vagina is an ‘evolutionary protection that is just washed away,’ with soaps and perfumes according to Dr Michael Zinaman, chair of obstetrics and gynaecology at St Elizabeth’s Medical Centre in Boston.

A representative for Vaseline manufacturer Unilever told Reuters Health: ‘Vaseline Petroleum Jelly is for external use only, and we state this on our packaging for consumers. We do not recommend Vaseline Petroleum Jelly be used as a lubricant and have not performed any testing to support this use.

‘Vaseline Petroleum Jelly should also not be used as a sexual lubricant in combination with latex barrier protection, as it can degrade the latex.’

The study did not determine why petroleum jelly might promote bacterial vaginosis.

Commercial sexual lubricants, which are designed for internal use, were not associated with an increased risk of infection in the study, but they still require further evaluation, according to Dr Brown.

However, Dr Mary Marnach, a specialist in obstetrics and gynaecology at the Mayo Clinic in Rochester, Minnesota, claims that, many personal lubricants, like K-Y jelly, contain glycerin which breaks down to sugars and promotes yeast infections and possibly also bacterial vaginosis, noted.

‘For this reason I recommend lubricants without glycerin such as Astroglide Free and those that are silicone based (K-Y Intrigue) over the counter,’ Dr Marnach said.

The fashion for scented intimate products can be linked to health issues, agrees Dr Sovra Whitcroft, a gynaecologist at the Surrey Park Clinic, Guildford.

She said: ‘The problem with perfumed products is that they change the natural pH or acidity of the vagina.

‘The normal pH is four to five. If this is altered and made less acidic, it loses its natural protection and bacteria are allowed to thrive and multiply. The very product designed to improve body odour can, in a short space of time, do the opposite by contributing to an overgrowth of odour-producing bacteria.

‘And many strong chemicals and perfumes can have a direct irritant effect on the sensitive mucosal lining as well as the relatively thin and delicate skin, causing contact dermatitis or inflammation. This can make the area more prone to harbouring bacteria, causing secondary infections.

‘In the longer term, if products containing talcum powder are sprayed around the area, the tiny particles can be driven up into the female reproductive system.

‘There have been many studies suggesting a link between these talcum particles and ovarian cancer and while it is difficult to know whether these results are true, it is important to steer clear from anything which can cause such potential harm.

‘The truth is as long as a woman is healthy, washes thoroughly with soap and water frequently and changes her underwear every day there should be no need for cover-up deodorants. Using a chemical perfume to cover potential odours may mask an underlying infection or even cause one.’

SOURCE: dailymail.co.uk

Advertisements

ปัญหาสุขภาพเพศชายที่ควรพึงระวังในชายสูงอายุ

มีคำถามอยู่เสมอว่า เมื่อไหร่จะเข้าสู่วัยชายสูงอายุ..โดยทั่วไปเข้าใจว่าเมื่อเข้าสู่วัยเกษียณอายุก็ถือว่าเข้าสู่วัยสูงอายุ แต่ก็ไม่ถูกต้องเสมอไป เพราะในปัจจุบันคนเรามีอายุขัยเพิ่มขึ้น ในทางการแพทย์มีรายงานกำหนดอายุชายสูงวัยแตกต่างกันไปแต่ละรายงาน แต่ส่วนใหญ่จะกล่าวถึงช่วงอายุตั้งแต่ 60 ปี 65 ปี 70 ปี 75 ปี และ 80 ปี ส่วนองค์การอนามัยโลกได้คาดการณ์ว่า ภายในปี ค.ศ. 2025 จะมีผู้สูงอายุทั่วโลกราว 1,200 ล้านคน ดังนั้นปัญหาสุขภาพของชายสูงอายุ จึงกลายมาเป็นหัวข้อสำคัญที่ไม่ควรนิ่งเฉย

โดยส่วนใหญ่แล้ว ชายสูงอายุจะคิดว่าสุขภาพของตัวเองยังดีหรือดีเยี่ยม แต่ในความเป็นจริงได้รับการวินิจฉัยว่ามีการเจ็บป่วยเป็นอย่างน้อยหนึ่งโรคชนิดเรื้อรัง ซึ่งสุขภาพกายของชายสูงอายุได้รับผลกระทบอย่างมากจากพฤติกรรมสุขภาพเมื่อตอนยังหนุ่มหรือช่วงอายุน้อย อีกทั้งการดำเนินชีวิตที่มีสุขภาพดีในชายสูงอายุยังถูกทอดทิ้ง ดังนั้นผู้ชายสูงอายุจะประสบความสำเร็จได้ถ้าได้มีการวางแผนชีวิตเมื่อเข้าสู่วัยดังกล่าว และความสามารถในการปรับตัวให้มีความคาดหวังและเป้าหมายในชีวิต สุขภาพที่ไม่ดีจะทำให้สถานการณ์ต่าง ๆ เลวร้ายลง การมีอายุไม่ได้หมายความว่าสุขภาพทางเพศจะต้องไม่ดีตามไปด้วย เพียงแต่ต้องเรียนรู้วิธีที่จะทำให้ชีวิตเพศเป็นที่พอใจขณะที่มีอายุ การมีชีวิตทางเพศที่แข็งแรงเป็นส่วนสำคัญของการมีสุขภาพที่ดีโดยรวม และเป็นเหมือนตำนานที่การมีเพศสัมพันธ์จะต้องไม่ดีเมื่ออายุมากขึ้น อย่างไรก็ตามถ้าให้ความสนใจเรื่องเพศ ก็สามารถคงรักษาชีวิตทางเพศที่ดีต่อสุขภาพได้ตลอดชีวิต จึงควรมีการตระหนักปัญหาสุขภาพชายที่ควรพึงระวังในชายสูงอายุ ซึ่งเป็นปัจจัยที่สำคัญที่จะประสบความสำเร็จในการมีอายุของผู้ชายให้มีชีวิตที่ดีขึ้น ตลอดจนมีสุขภาพจิตที่ดีตามมา สามารถมีความยืดหยุ่นและปรับตัวอยู่ในสังคมได้ต่อไป

การเปลี่ยนแปลงที่เกี่ยวข้องกับอายุในสุขภาพทางเพศ

การมีอายุจะทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงในร่างกาย ซึ่งส่งผลต่อชีวิตเพศของชายสูงอายุ และสามารถนำไปสู่ปัญหา เช่น มีความสุขน้อยลงระหว่างการมีเพศสัมพันธ์ หรือจะยากลำบากในการกระตุ้นให้เกิดความต้องการทางเพศ ในผู้หญิงการเปลี่ยนแปลงของฮอร์โมน หลังวัยหมดประจำเดือน หรือหลังการผ่าตัดมดลูกออกอาจทำให้ช่องคลอดกลายเป็นสั้น แคบ และหล่อลื่นน้อยลง การเปลี่ยนแปลงเหล่านี้สามารถทำให้การมีเพศสัมพันธ์ด้วยความรู้สึกไม่สบายอึดอัด และมีความพึงพอใจน้อยลง นอกจากนี้ผลกระทบทางจิตวิทยาของการมีอายุ อาจทำให้การมีเพศสัมพันธ์มีความสุขน้อยลงสำหรับผู้หญิงบางคน ส่วนในผู้ชาย การมีอายุมีความสัมพันธ์กับการเพิ่มขึ้นของความเสี่ยงของโรคหย่อนสมรรถภาพทางเพศ หรือการไม่สามารถที่จะมีหรือการคงการแข็งตัวขององคชาต ผู้ชายบางคนอาจพบว่าเมื่ออายุมากขึ้น การแข็งตัวขององคชาตจะลดลงหรือขนาดเล็กลงกว่าที่เคย และการหลั่งน้ำอสุจิน้อยลงระหว่างการถึงจุดสุดยอดหรือสูญเสียการแข็งตัวเร็วขึ้น หลังจากการสำเร็จความใคร่แล้ว อาจต้องใช้เวลาเพิ่มมากกว่า 12- 24 ชั่วโมง ปัญหาสุขภาพจะพบบ่อยในผู้สูงอายุ และเงื่อนไขที่เกี่ยวข้องกับอายุยังสามารถส่งผลกระทบต่อความพึงพอใจทางเพศทั้งชายและหญิง รวมถึงโรคต่าง ๆ เช่น โรคไขข้อ โรคเบาหวาน โรคหัวใจ อาการปวดเรื้อรัง โรคหลอดเลือดสมอง และปัสสาวะกลั้นไม่อยู่ การลดลงของฮอร์โมนเพศชายจะเริ่มตั้งแต่อายุ 40 ปี และลดลงร้อยละ 1 ต่อปี และอาจเป็นสาเหตุหลักของสุขภาพทางเพศที่กล่าวข้างต้น การให้ฮอร์โมนเพศชายทดแทนควรให้กับชายที่มีระดับฮอร์โมนต่ำกว่าปกติ และอยู่ในความดูแลของแพทย์ อย่างไรก็ตามการออกกำลังกายและการรับประทานอาหารที่มีคุณภาพ สามารถให้ระดับฮอร์โมนทางเพศอยู่ในระดับปกติได้

การป้องกันปัญหาสุขภาพทั่วไปในชายสูงอายุมีความสำคัญกับสุขภาพทางเพศ

ปัญหาสุขภาพและโรคบางอย่างที่พบโดยทั่วไป ที่มักมีผลกระทบต่อสุขภาพทางเพศของผู้ชายสูงอายุได้แก่ ความดันโลหิต โรคหัวใจ เบาหวาน ปวดข้อ การติดเชื้อ มะเร็ง และอื่น ๆ เมื่อปัญหาสุขภาพเหล่านี้เกิดขึ้นในผู้ชายสูงอายุ อาจใช้เวลานานในการรักษาเนื่องจากอายุมาก อย่างไรก็ตาม ปัญหาสุขภาพดังกล่าวสามารถป้องกันได้ ดังนั้นผู้ชายสูงอายุควรตระหนักปัญหาด้านสุขภาพทั่วไปเพื่อให้ชีวิตมีสุขภาพโดยรวมที่ดีด้วยการลดความเสี่ยงต่าง ๆ และได้รับการตรวจทางการแพทย์อย่างสม่ำเสมอ

ตัวอย่างเช่น โรคหัวใจและหลอดเลือด และความดันโลหิตสูงทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงของระบบไหลเวียนของเลือด เมื่อหลอดเลือดแดงแคบและแข็งขึ้น เลือดจะไม่สามารถไหลได้อย่างอิสระ ซึ่งจะเป็นปัญหาสำหรับการแข็งตัวขององคชาต ในความสามารถในการเติมเลือดในองคชาต ดังนั้นการควบคุมความดันโลหิตและรักษาโรคหัวใจ จากการเปลี่ยนการดำเนินชีวิตและยาที่เหมาะสม จะช่วยให้เพศสัมพันธ์ดีขึ้น ส่วนผู้ชายที่มีโรคเบาหวานส่วนใหญ่จะมีเพศสัมพันธ์ได้ปกติ อย่างไรก็ตามโรคเบาหวานทำให้เกิดโรคหย่อนสมรรถภาพทางเพศมากเป็นสามเท่าเมื่อเปรียบเทียบกับชายที่ไม่มีโรคเบาหวาน และเร็วกว่าปกติ 15 ปี ทำให้คาดคะเนได้ว่าชายสูงอายุที่เป็นโรคเบาหวาน จะมีโรคหย่อนสมรรถภาพทางเพศ สำหรับโรคข้ออักเสบ การปวดหลัง และข้อเสื่อมอาจมีผลรบกวนการมีเพศสัมพันธ์ เพราะการเจ็บปวดอาจทำให้การมีเพศสัมพันธ์ไม่มีความสุข และทำให้อารมณ์ และทัศนคติเปลี่ยนแปลง การเปลี่ยนท่าและเทคนิคการร่วมเพศอาจช่วยลดความปวด รวมทั้งการปรึกษาแพทย์เพื่อรักษาอาการปวด ด้านการปัสสาวะกลั้นไม่อยู่หรือเล็ดราดพบบ่อยในชายสูงอายุ และระหว่างการมีเพศสัมพันธ์ จะมีแรงดันไปที่กระเพาะปัสสาวะ อาจทำให้ชายสูงอายุที่มีปัญหาเรื่องปัสสาวะกลัวการมีเพศสัมพันธ์ การรักษาปัสสาวะกลั้นไม่อยู่จึงมีความจำเป็นต้องรักษา เช่นเดียวกันกับยาบางชนิดเช่น ยาลดความดัน ยารักษาโรคซึมเศร้าและโรคเบาหวานบางชนิด อาจทำให้มีความยากลำบากของการแข็งตัวขององคชาต การเปลี่ยนแปลงยาอาจช่วยลดผลข้างเคียงของยาได้ สุดท้าย การผ่าตัดช่องเชิงกรานในผู้ชายสูงอายุ เช่น การผ่าตัดมะเร็งต่อมลูกหมาก อาจมีผลตามมาให้เกิดโรคหย่อนสมรรถภาพทางเพศได้ ดังนั้นก่อนการผ่าตัดควรได้รับการปรึกษาและหารือเกี่ยวกับสุขภาพทางเพศ

การดูแลรักษาให้มีความพึงพอใจในชีวิตเพศ

ในขณะที่เราไม่สามารถหยุดกระบวนการชราได้ ออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอ การรับประทานอาหารที่เป็นประโยชน์ต่อร่างกาย หลีกเลี่ยงการสูบบุหรี่ และการบริโภคเครื่องดื่มแอลกอฮอล์มากเกินไป และการจัดการความเครียดในชีวิต จะสามารถช่วยชีวิตเพศของชายสูงอายุให้ใช้งานได้และมีความพึงพอใจ การติดต่อสื่อสารกับคู่นอน ความสัมพันธ์ของชายสูงวัยกับคู่นอนจะเป็นส่วนสำคัญของสุขภาพทางเพศ การได้พูดคุยกับคู่นอนเกี่ยวกับความต้องการทางเพศซึ่งกันและกัน ตลอดจนการหารือเกี่ยวกับการเปลี่ยนแปลงทางเพศเป็นสิ่งสำคัญ และการเป็นผู้ฟังที่ดีจะเป็นการแก้ปัญหาได้ด้วยถ้าคู่นอนยังมีความกังวลอยู่ การลองสิ่งใหม่ ๆ การสำรวจการมีเพศสัมพันธ์โดยไม่พยายามการมีการร่วมเพศ การเปลี่ยนสถานที่ใหม่ การมีเพศสัมพันธ์ในเวลาที่แตกต่างกัน มุ่งเน้นเพิ่มเติมเกี่ยวกับการเล้าโลมสามารถทำให้ชีวิตเพศน่าตื่นเต้นและมีความพึงพอใจมากขึ้น และเปิดโอกาสในการพบปะคนใหม่ หากเป็นคนโสด หม้ายหรือหย่าร้างกัน ควรเปิดโอกาสให้ตัวเองได้พบคนใหม่ โดยการมีส่วนร่วมในกิจกรรมทางสังคมใหม่

การแก้ปัญหาสุขภาพทางเพศ

ถ้าชายสูงอายุมีปัญหาทางเพศที่ทำให้มีความกังวล ควรได้พูดคุยปรึกษากับแพทย์ ในบางกรณีการรักษาปัญหาสุขภาพทั่วไปหรือปรับเปลี่ยนยารักษาโรคประจำตัวเช่น ยาควบคุมความดันโลหิต ยาเบาหวาน ยารักษาภูมิแพ้หรือยารักษาโรคซึมเศร้า สามารถช่วยแก้ปัญหาโรคหย่อนสมรรถภาพทางเพศ เมื่อปัญหาสุขภาพหรือยาที่ไม่ได้เป็นปัญหา ยังมีวิธีง่าย ๆ ในการรักษาหลายหนทางที่ใช้กันทั่วไป จากการประสบปัญหาทางเพศที่พบบ่อยจากการมีอายุที่มากขึ้น เช่น ผู้หญิงที่มีการหล่อลื่นในช่องคลอดไม่ดีอาจจะหาหนทางสร้างความพึงพอใจด้วยการใช้สารหล่อลื่นหรือการให้เอสโตเจนในช่องคลอด ส่วนปัญหาของโรคหย่อนสมรรถภาพทางเพศของชายสูงวัย จะมีวิธีจัดการหรือรักษาด้วยการรับประทานยา การใช้กระบอกสุญญากาศ การให้ฮอร์โมนเพศชายทดแทน การผ่าตัดหรือการให้คำปรึกษาทางเพศ

สุดท้าย อย่าสรุปว่าการมีเพศสัมพันธ์ของชายสูงอายุได้หายไปตามอายุ ยังมีวิธีที่คงการมีเพศสัมพันธ์ให้ดีได้อยู่ เพียงเข้าใจ และควรปรึกษาแพทย์.

รศ.ดร.นท.สมพล เพิ่มพงศ์โกศล
ภาควิชาศัลยศาสตร์ คณะแพทยศาสตร์ โรงพยาบาลรามาธิบดี มหาวิทยาลัยมหิดล

 

ที่มา: เดลินิวส์ 14 มกราคม 2555