ดื่มเติมออกซิเจนหลังหมดสติ

เกี่ยวเนื่องจากภาวะหัวใจหยุดเต้นหรือหยุดหายใจ ที่อาจทำให้ผู้หมดสติขาดออกซิเจนเข้าไปหล่อเลี้ยงส่วนต่าง ๆ ของร่างกาย กินดี จึงนำสูตรเครื่องดื่มที่เหมาะสำหรับผู้ที่ผ่านการหมดสติแล้วได้รับการช่วยเหลือจากการทำ CPR เพื่อดื่มฟอกโลหิต เพิ่มออกซิเจนให้เซลล์ และเนื้อเยื่อ โดยต้องอาศัยคุณค่าของสารอาหารที่มีอยู่ใน มะนาว ส้ม บีตรูแครอผักโขม และรากขิง 

มะนาว เปี่ยมไปด้วยวิตามินซี และกรดซิตริก เป็นอาหารชนิดเดียวในโลกที่มีประจุลบ สามารถปรับสภาพร่างกายให้มีความเป็นด่าง ทั้งยังช่วยให้ตับผลิตน้ำดี ซึ่งเป็นส่วนสำคัญที่ทำให้ร่างกายสามารถย่อยและดูดซึมสารอาหารได้ดี ส่วน ส้ม ช่วยกระตุ้นร่างกายให้สดชื่นกระปรี้กระเปร่า เพราะคุณค่าจากเบตาแคโรทีน วิตามินซี ไบโอฟลาโวนอยด์ สังกะสี โพแทสเซียม และฟอสฟอรัส

สำหรับ บีตรู มีวิตามินบี1 บี2 และบี6 กรดโฟลิก แคลเซียม แมกนีเซียม ฟอสฟอรัส โพแทสเซียม โซเดียม และสังกะสี ช่วยบำรุงรักษาเซลล์เม็ดเลือดแดง เสริมประสิทธิภาพการรับออกซิเจนของเม็ดเลือดแดง และเพิ่มออกซิเจนให้แก่เซลล์ได้สงถึง 400 เปอร์เซ็นต์

ใน แครอ แหล่งรวมเบตาแคโรทีน แคลเซียม แมกนีเซียม ซัลเฟอร์ และคลอรีน ดีต่อระบบโลหิต และจำเป็นต่อการทำความสะอาดเนื้อเยื่อ ขณะที่ ผักโขม เปี่ยมคุณค่าที่ดีต่อตับ เลือด ถุงน้ำดี เพราะมีวิตามิน แร่ธาตุ คลอโรฟีลล์ เบตาแคโรทีน วิตามินบี6 วิตามินซี กรดโฟลิก แคลเซียม เหล็ก ฟอสฟอรัส โพแทสเซียม และโซเดียม แต่ก็ไม่ควรดื่มน้ำที่มีส่วนผสมของผักโขมเกินกว่า 1 แก้วต่อสัปดาห์ เนื่องจากกรดอ็อกซาลิกที่มีอยู่ในผักโขมจะไปสกัดการดูดซึมแคลเซียม

ส่วน ขิง นั้น มีโปรตีน ไขมัน คาร์โบไฮเดรต แคลเซียม วิตามินเอ มีฤทธิ์อุ่น ช่วยขับเหงื่อ ไล่ความเย็น ขับลม แก้ท้องอืด ท้องเฟ้อ ช่วยให้เจริญอาหาร และทำให้ร่างกายอบอุ่น สำหรับส่วนที่นำมาใช้ในเครื่องดื่ม คือ ราก ออกรสหวานเผ็ด ร้อนขม ขับเสมหะได้ดี

ส่วนผสมข้างต้นต้องเตรียมตามสัดส่วนต่อไปนี้…

  • ส้ม 2 ผล
  • ผักโขม 1 ถ้วย
  • บีตรูต 1 ถ้วย
  • มะนาว 2 ผล
  • แครอต 1 ถ้วย
  • รากขิง 1 ชิ้น
  • น้ำแข็งป่น 1 ถ้วย

ขั้นตอนการปรุง เริ่มที่การนำผักและผลไม้ทั้งหมดไปล้างให้สะอาด จากนั้นนำส้มและมะนาวไปคั้นเอาแต่น้ำ ส่วนแครอตให้ขูดเป็นเส้นเล็ก ๆ รากขิงทุบพอแตก บีตรูตหั่นเป็นชิ้นสี่เหลี่ยมลูกเต๋าขนาดเล็ก แล้วจึงนำส่วนผสมทั้งหมดมาสกัดด้วยเครื่องสกัดน้ำผักและผลไม้ สามารถเติมน้ำแข็งป่นเพิ่มความสดชื่น หรือจะฝานมะนาวเป็นแว่นบาง ๆ เพื่อตกแต่งขอบแก้วเครื่องดื่มให้ดูมีสีสันเพิ่มขึ้น.

takecareDD@gmail.com

 

 

 

ที่มา: เดลินิวส์     19 กุมภาพันธ์ 2553

Advertisements

เสริมอาหารให้กระดูก

แม้ในทางการแพทย์จะไม่ระบุว่ามีอาหารชนิดใดช่วยชะลอความเสื่อมของหมอนรองกระดูกสันหลังได้ จึงต้องปล่อยให้เป็นไปตามกาลเวลา มีเพียงการปรับเปลี่ยนอิริยาบถที่ถูกต้องเท่านั้น ที่จะลดความเสี่ยงของหมอนรองกระดูกเคลื่อนทับเส้นประสาทได้

แต่ กินดี ก็ไม่ทำให้คุณผู้อ่านรอเก้อ แม้ไม่มีสูตรอาหารเสริมสร้างหมอนรองกระดูก แต่กินดีก็มีสูตรเครื่องดื่มบำรุงกระดูกมาฝากกัน โดยมีบร็อกโคลผักชีฝรั่ง คะน้า แอปเปิ้ลเขียว และขึ้นฉ่าย เป็นส่วนผสม

สำหรับแอปเปิ้ล ส่วนผสมที่เป็นผลไม้เพียงหนึ่งเดียวนั้น อุดมไปด้วยโพแทสเซียม กำมะถัน เหล็ก แมกนีเซียม วิตามินบี1 บี2 และบี6 กรดมาลิก กรดแทนนิก มีสารต้านอนุมูลอิสระตัวเด่น อาทิ เบต้าแคโรทีน วิตามินซี และไฟโตเคมิคอล เควอเซติน ซึ่งโดยรวมแล้วแอปเปิ้ลมีสรรพคุณช่วยแก้อาการอักเสบของเนื้อเยื่อ

ในขณะที่ส่วนผสมหมวดผักที่โดดเด่นอย่าง ขึ้นฉ่าย เป็นแหล่งรวมของคลอรีน แคลเซียม ฟอสฟอรัส โพแทสเซียม แมกนีเซียม โซเดียม ช่วยปรับระบบต่าง ๆ ในร่างกายให้เย็นตัวลง

สแกนสรรพคุณของส่วนผสมแบบหอมปากหอมคอแล้ว ก็ถึงเวลาเตรียมผักและผลไม้ที่จะนำทำเครื่องดื่มบำรุงกระดูก ดังต่อไปนี้…

  • บร็อกโคลี 1 ถ้วย
  • ผักชีฝรั่ง 1/2 ถ้วย
  • คะน้า 1/2 ถ้วย
  • แอปเปิ้ลเขียว 2 ถ้วย
  • ขึ้นฉ่าย 1/2 ถ้วย
  • น้ำแข็งป่น 1 ถ้วย

ขั้นตอนการผสม เริ่มจากนำผักและผลไม้ทั้งหมดไปล้างให้สะอาด หั่นบร็อกโคลีเป็นชิ้นสี่เหลี่ยมลูกเต๋า ผักชีกับขึ้นฉ่ายหั่นซอยจนละเอียด คะน้าทุบพอแตก หั่นเป็นชิ้นเล็ก ๆ จากนั้นนำส่วนผสมข้างต้นไปสกัดพร้อมกันด้วยเครื่องสกัดน้ำผักและผลไม้แล้วพักไว้ ถัดมาให้นำแอปเปิ้ลเขียวมาหั่นเป็นชิ้นสี่เหลี่ยมลูกเต๋าก่อนนำไปปั่นรวมกับส่วนผสมที่นำไปสกัดไว้แล้ว กรณีที่น้ำข้นเกินไปสามารถเติมน้ำแร่เพื่อเจือจางได้ แถมยังเติมน้ำแข็งเพิ่มความเย็นสดชื่น ดื่มได้ทันที.

takecareDD@gmail.com

 

 

 

ที่มา: เดลินิวส์     12 กุมภาพันธ์ 2553

กีวี-องุ่นเขียว ดื่มเสริมคอลลาเจน

ตั้งแต่ต้นสัปดาห์ มุมสุขภาพ ได้บอกกล่าวเล่าเรื่องผิวหนังแตกลายและวิธีแก้หลายหลาก มาถึงวันศุกร์ส่งท้ายการทำงานอย่างนี้ กินดี เตรียมสูตรเครื่องดื่มเสริมสร้างคอลาเจนใต้ผิวหนัง แถมยังช่วยบำรุงผิวพรรณให้ดูเต่งตึง โดยอาศัยสารอาหารที่มีอยู่ในกีวีและองุ่นเขียว

สำหรับผล กีวี เปลือกน้ำตาลมีขนเนื้อในเขียวใสนี้อุดมไปด้วยวิตามินซี แมกนีเซียม โพแทสเซียม แคลเซียม ฟอสฟอรัส โซเดียม และเบตาแคโรทีน การรับประทานกีวีจะช่วยเสริมภูมิคุ้มกันแก่ร่างกาย ไม่ถูกหวัดกินง่าย ๆ ในช่วงอากาศเปลี่ยนแปลง

ส่วน องุ่นเขียว นั้นมีสรรพคุณในการเพิ่มความเร็วให้แก่กระบวนการเผาผลาญอาหาร รวมทั้งการล้างพิษ เหมาะกับผู้ที่กำลังควบคุมน้ำหนัก ดีต่อเลือดลม ช่วยขับปัสสาวะ ในองุ่นเป็นแหล่งรวมของฟอสฟอรัส กำมะถัน แคลเซียม เหล็ก วิตามินบี1 บี2 วิตามินซี กรดไฟโตเคมิคอลเอลลาจิก และทาร์ทาริก

ขณะที่ส่วนผสมดังกล่าวซึ่งบอกเล่าสรรพคุณไปนั้นควรเตรียมให้ได้สัดส่วนต่อไปนี้…

  • กีวี 1 ถ้วย
  • องุ่นเขียว 1 ถ้วย
  • น้ำแข็งป่น 1 ถ้วย

ขั้นตอนการปรุง เริ่มด้วยการนำกีวีและองุ่นเขียวไปทำความสะอาด จากนั้นนำองุ่นเขียวไปผ่าครึ่งโดยไม่ต้องเอาเมล็ดออก ส่วนกีวีให้ปลอกเปลือกก่อนแล้วหั่นเป็นแว่น นำองุ่นเขียวและกีวีไปปั่นรวมกันด้วยเครื่องปั่น หลังจากปั่นไปได้สักครู่จนเนื้อผลไม้พอละเอียดเข้ากันให้เติมน้ำแข็งป่นเล็กน้อยแล้วปั่นส่วนผสมทั้งหมดอีกครั้งเป็นอันเสร็จ.

takecareDD@gmail.com

 

 

 

ที่มา: เดลินิวส์     5 กุมภาพันธ์ 2553

อาหารลดอ้วน-สูตรน้ำขจัดไขมัน

ตามธรรมเนียมของ กินดี ที่ต้องส่งท้ายสัปดาห์ด้วยการกิน-ดื่มเพื่อสุขภาพ โดยเฉพาะอาหารเพื่อการลดหรือควบคุมน้ำหนักที่กล่าวกันมาตั้งแต่ต้นอาทิตย์

เริ่มจากข้อควรรู้เกี่ยวกับอาหารการกิน สำหรับผู้ที่ตั้งหน้าตั้งตาจะไดเอ็ทนั้นจำเป็นต้องพึงเข้าใจว่า ต้องรับประทานอาหารให้ครบทุกมื้อ ครบทุกหมู่ เพียงแต่ลดปริมาณอาหาร ลดขนมขบเคี้ยว ของหวาน และตัดใจจากอาหารขยะ

ในหมวดของ เนื้อสัตว์ ควรเลือกเนื้อสัตว์ไม่ติดมัน ไม่มีหนัง เน้นรับประทานปลาจะดีที่สุด ส่วนวิธีการปรุงควรอบ ย่าง นึ่ง เลี่ยงทำอาหารด้วยการทอดในน้ำมันท่วมล้น ขณะที่ นม’ เน้นดื่มชนิดจืดพร่องมันเนย หรือนมขาดมันเนย เพราะมีปริมาณไขมันน้อยกว่านมพร้อมดื่ม ควรดื่มไม่เกิน 2 กล่องเล็กต่อวัน (ขนาดกล่องสำหรับผู้ใหญ่)

ส่วน ไข่ เน้นนำไปนึ่ง ต้ม หรือตุ๋น ในช่วงลดน้ำหนักควรลดการรับประทานไข่แดง แต่ละสัปดาห์ไม่ควรเกิน 3 ฟอง สำหรับ ถั่วมล็ดแห้ง’ อุดมไปด้วยโปรตีนและไขมันชนิดที่เป็นประโยชน์ มีกากใยอาหารดีต่อระบบขับถ่าย ควรรับประทาน 3-4 ครั้งต่อสัปดาห์

หมวด ข้าวแป้ง เน้นข้าวซ้อมมือ ขนมปังโฮลวีท ในแต่ละวันไม่ควรรับประทานมาก เนื่องจากร่างกายจะสังเคราะห์สารอาหารคาร์โบไฮเดรตจากข้าวและแป้งเปลี่ยนเป็นน้ำตาล ถ้าสะสมในปริมาณมากเกินความต้องการจะทำให้อ้วน

การรับประทาน ผลไม้ ที่มีคาร์โบไฮเดรตเช่นเดียวกับข้าวและแป้ง ซึ่งควรเลือกรับประทานผลไม้รสไม่หวานจัดแทนขนมหวาน อาทิ ส้ม ชมพู่ มะละกอ แตงโม ฝรั่ง สับปะรด เพื่อให้วิตามินและเกลือแร่ที่มีในผลไม้ ควบคุมการทำงานของระบบต่าง ๆ ในร่างกายได้เป็นไปอย่างปกติ และเพิ่มใยอาหารเสริมการทำงานระบบขับถ่าย ควรรับประทานทั้งผลสด ๆ

สำหรับ ผักใบเขียวและขาว มีสารอาหารอยู่ในหมวดหมู่เดียวกับผลไม้ ควรรับประทานเป็นประจำ แต่ควรสลับกับผักที่มีสีแดง-แสด อย่าง แครอต ฟักทอง มะเขือเทศ

ใยอาหาร’ พบได้ในผัก ผลไม้ ข้าวซ้อมมือ แม้ร่างกายของคนเราจะไม่สามารถย่อยได้จึงต้องขับถ่ายออกมาเป็นของเสีย แต่กากใยเมื่ออยู่ในกระเพาะหรือลำไส้จะเกิดการพองตัว ทำให้ไม่รู้สึกหิวบ่อย แถมยังช่วยดูดซับไขมัน น้ำตาล สารพิษ แล้วขับออกจากร่างกาย

ขณะที่ไขมันจากสัตว์ เช่น น้ำมันหมู  ไขมันจากพืช อย่าง กะทิและน้ำมันมะพร้าว ควรงดเพราะมีไขมันที่จะเปลี่ยนเป็นคอเลสเตอรอล รับประทานมากไม่เป็นผลดีต่อสุขภาพ ส่วนไขมันจากพืชในรูปของน้ำมันพืช รับประทานได้แต่เพียงน้อย

มาถึงสูตรเครื่องดื่ม ที่มีสรรพคุณลดความอ้วนและขจัดไขมันส่วนเกิน ที่ใช้ผักและผลไม้เป็นส่วนผสม มี แครอ อันอุดมไปด้วยเบต้าแคโรทีน ในทางโภชนาการชี้ว่า แครอตสามารถขจัดไขมันส่วนเกินจากตับ ดีต่อการย่อยอาหาร ส่วน กีวี’ จะช่วยเสริมภูมิคุ้มกันให้แก่ร่างกาย ไม่ทำให้เป็นหวัดง่าย

ก่อนปรุงดื่ม มาเตรียมส่วนผสมตามสัดส่วน ดังนี้
แครอต 1 ถ้วย
กีวี 1 ถ้วย
น้ำแข็งป่น 1 ถ้วย

โดยวิธีการปรุง ให้นำแครอตไปขูดเป็นเส้น ส่วนกีวีปอกเปลือกก่อนฝานเป็นแว่นชิ้นบาง ๆ จากนั้นนำส่วนผสมทั้งสองชนิดไปสกัดรวมกันด้วยเครื่องสกัดน้ำผักและผลไม้ เสิร์ฟพร้อมน้ำแข็งป่นเพิ่มความเย็นสดชื่น ดื่มเป็นประจำจะช่วยขจัดไขมันส่วนเกิน.

takecareDD@gmail.com

 

ที่มา: เดลินิวส์     29 มกราคม 2553

‘ดริ้ง’ลดเครียดผ่อนคลายประสาท

เพราะความเครียดเป็นหนึ่งในสาเหตุที่ทำให้บางคนมีพฤติกรรมนอนกัดฟันกราม พาลนำอาการปวดเมื่อยกล้ามเนื้อกราม ขากรรไกร รวมทั้งอาการปวดศีรษะ หรือไมเกรนกำเริบ… กินดี วันนี้พร้อมเสนอเครื่องดื่มพลังธรรมชาติที่จะช่วยลดความตึงเครียดและผ่อนคลายประสาท จากส่วนผสมของ แอปเปิ้ล บีตรูและขึ้นฉ่าย

คุณประโยชน์ของ แอปเปิ้ล’ นั้นจะช่วยลดความตึงเครียด เพราะอุดมไปด้วยโพแทสเซียม กำมะถัน เหล็ก แมกนีเซียม วิตามินบี1 บี2 และบี6 ส่วน บีตรู ดีต่อตับ ไต และลำไส้ตอนล่าง เพราะช่วยทำความสะอาดและกระตุ้นการทำงานของอวัยวะดังกล่าว รวมทั้งช่วยฟอกเลือด ฟอกไต บำรุงเซลล์เม็ดเลือดแดง เนื่องจากในผลบีตรูตเปี่ยมไปด้วยวิตามินบี1 บี2 และบี6 กรดโฟลิก แคลเซียม แมกนีเซียม ฟอสฟอรัส โพแทสเซียม โซเดียม และสังกะสี

ขณะที่ ขึ้นฉ่าย มีสรรพคุณบำรุงตับ แก้ร้อนใน ลดความดันโลหิต ทำให้รู้สึกผ่อนคลาย และนอนหลับได้ดีโดยเฉพาะคุณผู้หญิงที่ประจำเดือนมาไม่ปกติ รับประทานเป็นประจำจะช่วยแก้ปัญหานั้นได้ ในทางตรงกันข้าม หากคุณผู้ชายรับประทานขึ้นฉ่ายจะทำให้อสุจิลดลงไปร้อยละ 50 ชั่วระยะเวลาหนึ่ง

ก่อนการปรุงดื่มควรเตรียมส่วนผสมตามสัดส่วนต่อไปนี้…

+แอปเปิ้ล 1 ถ้วย
+
บีตรู1 ถ้วย
+
ขึ้นฉ่าย 2 ถ้วย
+
น้ำแข็งป่น 1 ถ้วย

สำหรับขั้นตอนการปรุง หั่นแอปเปิ้ลเป็นชิ้นสี่เหลี่ยมลูกเต๋า ส่วนบีตรูตและขึ้นฉ่ายหั่นพอหยาบ จากนั้นนำส่วนผสมทั้งสามชนิดไปสกัดรวมกันด้วยเครื่องสกัดน้ำผักและผลไม้ ก่อนดื่มสามารถเติมน้ำแข็งป่นเพิ่มความเย็นสดชื่นได้.

takecareDD@gmail.com

 

ที่มา: เดลินิวส์     25 ธันวาคม 2552

เครื่องดื่มบำรุงกระดูก

ส่งท้ายสัปดาห์ที่ว่าด้วยเรื่องปวดหลัง กินดี’ เตรียมสูตรเครื่องดื่มบำรุงกระดูกมาให้คุณผู้อ่านลองนำไปผสมดื่มด้วยตนเอง เพราะสารอาหารจากผักและผลไม้ที่รวมอยู่ในเครื่องดื่มมากคุณประโยชน์แก้วนี้ได้จาก บร็อกโคล’ ที่อุดมไปด้วยไฟโตเคมิคอล ซัลโฟราเฟน กลูโคซิโนเลต สารต้านการก่อตัวของเซลล์มะเร็ง แอปเปิ้ลเขียว ช่วยลดความตึงเครียด เพราะมีโพแทสเซียม กำมะถัน เหล็ก แมกนีเซียม วิตามินบี1 บี2 และบี6 ทั้งยังมีกรดมาลิก แทนนิก เส้นใบเพ็กติน ช่วยทำความสะอาดกระเพาะอาหาร-ลำไส้ และช่วยลดไข้ บรรเทาอาการอักเสบของเนื้อเยื่อ

นอกจากนี้ยังมี คะน้า’ สรรพคุณช่วยซ่อมแซมและสร้างเนื้อเยื่อต่าง ๆ แก้อาการกล้ามเนื้ออ่อนแรง เพราะมีวิตามินบี2 ขณะที่ ผักชีฝรั่ง’ ช่วยบำรุงกระดูกให้แข็งแรง เมื่อเกิดแผลยังช่วยให้เลือดหยุดไหลได้เร็ว ส่วน ขึ้นฉ่าย เป็นผักที่ช่วยบำรุงตับ แก้ร้อนในและความดันโลหิตได้

ส่วนผสมต่าง ๆ ที่กล่าวมานั้น จะต้องเตรียมตามสัดส่วนต่อไปนี้…
บร็อกโคลี 1 ถ้วย
ผักชีฝรั่ง 1/2 ถ้วย
คะน้า 1/2 ถ้วย
แอปเปิ้ลเขียว 2 ถ้วย
ขึ้นฉ่าย 1/2 ถ้วย
น้ำแข็งป่น 1 ถ้วย

สำหรับขั้นตอนในการผสมเครื่องดื่มบำรุงกระดูก เริ่มจากล้างผักและผลไม้ทั้งหมดให้สะอาด นำบร็อกโคลีหั่นเป็นชิ้นสี่เหลี่ยมลูกเต๋า ซอยผักชีฝรั่งและขึ้นฉ่ายจนละเอียด ส่วนคะน้านำไปบุบพอแตกแล้วจึงไปหั่นเป็นชิ้นเล็ก ๆ จากนั้นนำส่วนผสมทั้งหมดไปสกัดด้วยเครื่องสกัดน้ำผัก-ผลไม้ แล้วพักไว้

หันไปหั่นแอปเปิ้ลเขียวเป็นชิ้นสี่เหลี่ยมลูกเต๋า และนำไปปั่นรวมกันกับส่วนผสมที่สกัดเตรียมไว้ด้วยเครื่องปั่น สามารถเติมน้ำแข็งป่นเพื่อความเย็นสดชื่นแล้วดื่มได้ทันที หากน้ำผักและผลไม้มีลักษณะข้นเกินไป ให้เติมน้ำแร่ลงไปเล็กน้อยเพื่อช่วยเจือจาง.

deflying@gmail.com

ขอบคุณข้อมูลบางส่วนจากหนังสือ 80 สูตรน้ำผัก-ผลไม้ เพื่อการล้างพิษและฟื้นฟูสุขภาพ

 

ที่มา: เดลินิวส์     18 ธันวาคม 2552

ดื่มลบเลือนริ้วรอย

เพราะวัยทอง หรือวัยหมดประจำเดือนของผู้หญิง อาจเป็นการก้าวเข้าสู่ช่วงแห่งความร่วงโรยของผิวหนัง ที่เริ่มเกิดริ้วรอยเหี่ยวย่น หมองคล้ำ ไม่ชุ่มชื้นอย่างที่เคย ซึ่งปัญหาที่กล่าวมานั้นดูจะสร้างความกังวลให้กับผู้หญิงวัยทองไม่ใช่น้อย ดังนั้นกินดี’ วันนี้ นำสูตรเครื่องดื่มจาก แอพรคอแอปเปิ้ล และพีช ที่มีสรรพคุณช่วยบำรุงผิวพรรณ และลบเลือนริ้วรอยมาฝากให้ผู้อ่านสาววัยทองลองปรุงดื่มกัน

รู้กันก่อนว่าผลไม้ที่รวมอยู่ในเครื่องดื่มนั้นให้คุณประโยชน์อย่างไรบ้าง เริ่มจาก แอปเปิ้ล ที่นำมาใช้ในเครื่องดื่มแก้วก่อน ๆ เป็นประจำ เพราะมากด้วยโพแทสเซียม กำมะถัน เหล็ก แมกนีเซียม วิตามินบี1 บี2 และบี6 ช่วยลดความตึงเครียด ล้างพิษในตับและไต พร้อมสารต้านอนุมูลอิสระ กรดมาลิกและแทนนิก ดีต่อระบบย่อยอาหาร เส้นใยแพ็กตินในแกนผล ยังช่วยทำความสะอาดลำไส้เล็กได้อย่างดีเยี่ยม

สำหรับ แอพรคอ’ นั้น เป็นผลไม้ที่ชื่อและหน้าตาไม่ค่อยคุ้นเคย มีสีเหลืองทอง เปี่ยมไปด้วยกรดมาลิก ทำความสะอาดลำไส้เล็ก แต่ที่โดดเด่นนั้นคือสารเบต้าแคโรทีน ที่ช่วยต้านความเสื่อมโทรมและความร่วงโรยของเซลล์และเนื้อเยื่อได้อย่างมีประสิทธิภาพ เบต้าแคโรทีนจะมีปริมาณมากในผลที่มีสีเข้ม

ส่วน พีช หรือลูกท้อ มีวิตามินซี กรดโฟลิก เบต้าแคโรทีน แคลเซียม ฟอสฟอรัส แมกนีเซียม และโพแทสเซียม ที่จะเข้าไปทำความสะอาดลำไส้เล็กและใหญ่

ส่วนผสมที่ควรเตรียมให้ได้สัดส่วนนั้นประกอบด้วย

– แอพริคอต 2 ถ้วย
– แอปเปิ้ล 1 ถ้วย
– พีช 1 ถ้วย

ขั้นตอนในการปรุงเพียงหั่นแอปเปิ้ลเป็นชิ้นสี่เหลี่ยมลูกเต๋า ส่วนแอพริคอตและพีช หลังจากล้างน้ำจนสะอาด ให้ผ่าครึ่งแล้วเอาเมล็ดออกและหั่นพอหยาบ นำส่วนผสมทั้งหมดไปสกัดพร้อมกันโดยใช้เครื่องสกัดน้ำผักและผลไม้ ก่อนดื่มเติมน้ำแข็งป่นเพิ่มความเย็นสดชื่นให้กับเครื่องดื่มแก้วนี้ได้.

takecaredd@gmail.com

ขอบคุณข้อมูลบางส่วนจากหนังสือ 80 สูตรน้ำผัก-ผลไม้ เพื่อการล้างพิษและฟื้นฟูสุขภาพ

 

 

ที่มา: เดลินิวส์     16 ตุลาคม 2552

ดื่มต้านความเสื่อมโทรม

หากมียาวิเศษกินแล้วไม่แก่ หัวไม่หงอก ผิวไร้ริ้วรอยก็คงจะดี แต่เพราะตอนนี้ไม่มี กินดี’ จึงนำสูตรเครื่องดื่มพลังธรรมชาติ จากเกรปฟรุต กีวี และสัปปะรด มาแนะนำให้คุณผู้อ่านลองปรุงดื่มเพื่อต้านความเสื่อมโทรมของร่างกาย และรักษาริ้วรอยเหี่ยวย่น

โดย เกรปฟรุต’ เป็นผลไม้จำพวกเดียวกับส้มและมะนาว อุดมไปด้วยแคลเซียม ฟอสฟอรัส โพแทสเซียม วิตามินซี กรดซิตริก และไบโอฟลาโวนอยด์ เป็นประโยชน์กับตับ และระบบภูมิคุ้มกันของร่างกาย ปรับค่าพีเอชของเลือดและของเหลวในร่างกายให้มีความเป็นด่าง ทั้งยังมีกรดซาลิไซลิก ที่สามารถละลายแคลเซียมซึ่งตกผลึกอยู่ตามข้อ บรรเทาโรคข้อต่ออักเสบ

สำหรับ กีวี’ อุดมไปด้วยวิตามินซี แมกนีเซียม โพแทสเซียม แคลเซียม ฟอสฟอรัส โซเดียม และเบตาแคโรทีน ช่วยเสริมสร้างภูมิคุ้มกันของร่างกายให้แข็งแรง หากรับประทานในช่วงอากาศเปลี่ยนแปลงจะไม่ทำให้เป็นโรคหวัด

ส่วน สัปปะรด’ มีโบรเมลิน เอ็นไซม์ที่ช่วยรักษาค่าพีเอชของร่างกายให้อยู่ในระดับสมดุล สัปปะรดอุดมไปด้วย วิตามินซี กรดโฟลิก โพแทสเซียม โซเดียม และแมกนีเซียม ออกฤทธิ์ต้านการอักเสบและช่วยย่อยโปรตีนได้ดี

จะดื่มให้ได้ดี ควรเตรียมส่วนผสมให้ได้สัดส่วน ดังนี้…

-เกรปฟรุต 2 ถ้วย
-กีวี 1 ถ้วย
-สัปปะรด 1 ถ้วย

ขั้นตอนการปรุง เริ่มที่การหั่นสัปปะรดเป็นชิ้นเล็ก ๆ นำไปแช่ตู้เย็นจนจับตัวเป็นน้ำแข็ง หั่นเกรปฟรุตให้ได้ขนาดสี่เหลี่ยมลูกเต๋า ปอกเปลือกกีวีแล้วหั่นเป็นแว่น ๆ นำกีวีและเกรปฟรุตไปสกัดรวมกันด้วยเครื่องสกัดน้ำผักและผลไม้ จากนำน้ำไปปั่นรวมกับสัปปะรดแช่แข็ง โดยปั่นเพียงแค่หยาบ พอให้มีเนื้อสัปปะรดเคี้ยวกรุบ ดื่มได้ทันที

อย่างไรก็ตาม อย่าหวังพึ่งพาเครื่องดื่มสูตรนี้เพื่อป้องกันความชรา แต่ควรรับประทานอาหารให้ครบ 5 หมู่ ไม่เครียด รวมทั้งหมั่นออกกำลังกาย และพักผ่อนให้เพียงพอ ชะลอวัยร่วงโรยได้ชัวร์.

takecaredd@gmail.com

 

 

ที่มา: เดลินิวส์     30 ตุลาคม 2552

ผัก-ผลไม้หลากชนิดปั่นดื่มบำรุงสายตา

เพราะตลอดสัปดาห์นี้ มุมสุขภาพ ว่ากันด้วยเรื่องของผักและผลไม้ช่วยชีวิต ตามแนวทางของ ดร.ทอม อู๋ ผู้เชี่ยวชาญด้านโภชนาการและการรักษาด้วยวิธีธรรมชาติจากสหรัฐอเมริกา กินดี’ วันนี้จึงไม่พลาดปิดท้ายสัปดาห์กันด้วยเครื่องดื่มจากผักและผลไม้ที่มีสรรพคุณบำรุงสายตา

แม้จะมีส่วนผสมให้ต้องเตรียมมากถึง 17 ชนิด โปรดอย่าถอดใจ เพราะส่วนผสมทั้งหมดนั้นเมื่อนำมาปั่นผสมกันแล้วเสมือนเป็นการเติมสารอาหารที่มีคุณประโยชน์มากมายสู่ร่างกาย โดยจะขอยกตัวอย่างสรรพคุณของส่วนผสมบางชนิด อย่าง เมล็ดแฟลกซ์ แหล่งรวมของกรดไขมันที่จำเป็นอย่าง โอเมกา 3 สารอาหารบำรุงสมอง ทั้งยังเสริมสร้างการทำงานของหัวใจ ลดระดับคอเลสเตอรอล เพิ่มความแข็งแกร่งของภูมิคุ้มกันร่างกาย

ส่วน แครอ’ อุดมไปด้วยสารอัลฟาและเบตาแคโรทีน สารต้านอนุมูลอิสระตัวการก่อมะเร็งร้าย แถมยังช่วยเสริมการทำงานของหัวใจ และระบบทางเดินหายใจให้มีประสิทธิภาพ และ บีตรู’ เปี่ยมไปด้วยวิตามินบี1 บี2 และบี6 กรดโฟลิก แคลเซียม แมกนีเซียม ฟอสฟอรัส โพแทสเซียม โซเดียม และสังกะสี ช่วยทำความสะอาดตับและลำไส้ส่วนล่าง ขับสารพิษ ฟอกเลือดและไต เพิ่มออกซิเจนให้กับเซลล์ได้มากถึง 400% สำหรับคุณผู้หญิงการรับประทานบีตรูตจะช่วยให้ประจำเดือนมาเป็นปกติ

เครื่องดื่มแก้วนี้มีส่วนผสมที่จะต้องเตรียมตามสัดส่วนดังต่อไปนี้…

-หัวบีตรูตขนาดกลาง 1 หัว
-แครอต 2 หัว
-ผักปวยเล้ง 1 ต้น
-ข้าวโพด 1 ฝัก
-มะเขือเทศ 2 ลูก
-บลูเบอรี่ 1 ถ้วย
-กีวี 2 ผล
-องุ่นดำชนิดมีเมล็ด 2 ถ้วยครึ่ง
-น้ำกลั่น 2 ถ้วยครึ่ง
-เกลือทะเล 1 ช้อนชา
-ผงขมิ้น 1 ช้อนชา
-เกสรผึ้ง 2 ช้อนชา
-เก๋ากี้ 3 ช้อนโต๊ะ
-เมล็ดแฟลกซ์ 2 ช้อนชา
-งาดำ 4 ช้อนชา
-เมล็ดฟักทอง 1 ช้อนชา
-เลซิทิน 2 ช้อนชา

ขั้นตอนการปรุงดื่ม เริ่มจากการล้างส่วนผสมทั้งหมดให้สะอาด หั่นแครอตและมะเขือเทศเป็นชิ้น ส่วนข้าวโพดฝานเอาแต่เมล็ด ส่วนกีวีต้องปอกเปลือกก่อนหั่นเป็นชิ้น สำหรับบีตรูตต้องล้างให้หมดดิน กรณีที่ส่วนใดล้างดินไม่หมดให้ใช้มีดฝานออก จากนั้นเทน้ำกลั่นลงไปในโถปั่นใส่ผัก ผลไม้และส่วนผสมทุกชนิดลงปั่นพร้อมกันยกเว้นเลซิทิน ที่ให้เติมลงไปหลังจากส่วนผสมทุกอย่างถูกปั่นเป็นน้ำ เมื่อเติมเลซิทินแล้วให้ปั่นต่อไปอีก 10 วินาที ก็จะได้เครื่องดื่มบำรุงสายตาราว 6-7 แก้ว เฉลี่ยแบ่งให้ได้แก้วละ 250 ซีซี ควรดื่มให้หมดภายในวันเดียว ถ้าจะให้ดีผักและผลไม้ที่จะนำมาปรุงดื่มควรเป็นผักอินทรีย์ปลอดสารเคมี

อย่างไรก็ตาม ดร.อู๋ แนะนำให้เลือกใช้เครื่องปั่นที่มีความแรง 3.5 แรงม้า ขณะดื่มให้เคี้ยวกากน้ำผักและผลไม้ช้า ๆ 10 ครั้งก่อนกลืน ควรดื่มก่อนมื้ออาหาร 1 ชั่วโมง

ขอบคุณข้อมูลบางส่วนจากหนังสือ ธรรมชาติช่วยชีวิต 100 คำถามเจาะลึกเพื่อสุขภาพ’ 

takecareDD@gmail.com

 

ที่มา: เดลินิวส์     27 พฤศจิกายน 2552