ตากผ้าในที่ร่มช่วงหน้าฝน ระวังเชื้อราในช่องคลอด

dailynews140816_02โดยทั่วไปแล้ว การตากผ้าถือเป็นสิ่งที่ทุกบ้านต้องทำกันอยู่แล้ว และเชื่อเหลือเกินว่าส่วนใหญ่มักตากผ้าในที่กลางแจ้งหรือให้โดนแดด แต่หากตากผ้าในที่ร่มหรือตากในเวลากลางคืนหรือตากผ้าในช่วงหน้าฝนแบบนี้ ควรจะระมัดระวังเชื้อราหรือไม่อย่างไร

ต้องบอกว่า เชื้อราที่พบกว่า 80% บนผ้าที่ตากในที่ร่มช่วงหน้าฝนคือ เชื้อราแคนดิดา อัลบิแคนส์ (Candida albicans) ซึ่งเจริญเติบโตได้ดีในสภาวะที่อับชื้นเป็นด่าง ส่วนเชื้อราสายพันธุ์อย่าง แคนดิดา สปีชี่ส์ (Candida species) และโทรูลอบซิส (Torulopsis) ก็จะพบได้เช่นเดียวกัน โดยเชื้อราเหล่านี้สามารถล่องลอยอยู่ในอากาศที่มองด้วยตาเปล่าไม่เห็น เมื่อสปอร์ของเชื้อราตกลงบนเสื้อผ้าที่อับชื้นไม่มีแสงแดด ก็จะช่วยทำให้เชื้อราเจริญเติบโตได้ดียิ่งขึ้น โดยเฉพาะเชื้อราที่อยู่บนกางเกงชั้นใน ซึ่งทำให้เกิด “โรคเชื้อราในช่องคลอด” ได้

ในปัจจุบัน เรามักพบว่า มีนักศึกษาที่พักอาศัยอยู่ตามหอกันมาก ซึ่งไม่มีบริเวณตากผ้าที่แดดส่องถึง การตากกางเกงชั้นในจึงมักแขวนผึ่งลมให้แห้ง และเกิดความเข้าใจผิดว่า เพียงเท่านี้ก็สะอาดไม่เกิดอันตรายใด ๆ แต่ความเป็นจริงแล้ว เชื้อราจะต้องถูกทำลายด้วยแสงแดดเท่านั้น ดังนั้น ชุดชั้นในจึงจำเป็นต้องตากแดด แค่ตากลมในห้องนั้นไม่เพียงพอ

อาการแรกเริ่มเมื่อเกิดเชื้อราในช่องคลอดคือ มีอาการคัน ระคายเคืองบริเวณช่องคลอด บางรายมีอาการตกขาวขุ่นข้นคล้ายนมบูด ควรรีบไปพบแพทย์ อย่าอาย อย่าซื้อยาทาหรือยากินเอง เพราะหากปล่อยทิ้งไว้ อาจรุนแรงถึงขั้นเป็นเชื้อราในมดลูกได้

ส่วนวิธีป้องกันควรเลือกซื้อกางเกงชั้นในที่ผลิตจากผ้าฝ้าย ซึ่งจะช่วยระบายอากาศได้ดี นอกจากนี้ ไม่ ควรเเลือกกางเกงชั้นในที่ทำจากไนลอน สำหรับคนที่เริ่มมีอาการของโรคช่องคลอดติดเชื้อรา ควรเปลี่ยนชุดชั้นในใหม่ทั้งหมด หรือควรต้มในน้ำเดือด 10-15 นาที แล้วตากแดดให้แห้งก่อนนำมาใช้ใหม่ ควรหลีกเลี่ยงกางเกงที่รัดรูปมากเกินไป เพราะไม่ระบายอากาศอาจก่อให้เกิดการระคายเคืองบริเวณช่องคลอดและขาหนีบได้

อาการติดเชื้อราจะพบได้มากเป็นอันดับต้น ๆ ที่จุดซ่อนเร้น แต่จะไม่เกิดปัญหาถ้าร่างกายสร้างภูมิคุ้ม กัน หากระบบสมดุลในช่องคลอดเปลี่ยนจากกรดเป็นด่าง จะเอื้อต่อการเจริญเติบโตของเชื้อรามากขึ้น และแสดงอาการตกขาวมากผิดปกติ เป็นก้อนสีขาวขุ่น ซึ่งเกิดได้ทุกวัยตั้งแต่เด็กถึงผู้ใหญ่ การมีเพศสัมพันธ์สามารถติดเชื้อได้เช่นกัน เพราะน้ำอสุจิมีฤทธิ์เป็นด่าง สำหรับการรักษา ควรพบแพทย์ซึ่งการรักษามียาทั้งแบบรับประทานและแบบสอดช่องคลอด แต่ปัญหาคือมักกลับมาเป็นซ้ำ เนื่องจากไม่ปรับพฤติกรรมให้จุดซ่อนเร้นระบายอากาศได้ดี ไม่มีกลิ่นอับชื้น

เคล็ดลับการดูแลรักษา แนะนำว่าควรล้างและทำความสะอาด ไม่ให้บริเวณจุดซ่อนเร้นเสียสมดุล (ห้ามสวนเพราะเชื้อราจะเข้าสู่ภายในช่องคลอดได้) หรือใช้ผลิตภัณฑ์ทำความสะอาดจุดซ่อนเร้นที่มีคุณสมบัติเป็นกรดอ่อน ๆ ใกล้เคียงกับกรดแลคติกจะช่วยเพิ่มจำนวนแบคทีเรียดีที่มีชื่อว่า “แลคโตบาซิลไล” ช่วยยับยั้งการเจริญเติบโตของเชื้อรา เชื้อแบคทีเรียได้อย่างดี จึงสามารถลดการระคายเคืองกลิ่นอับชื้นได้ และไม่ควรใช้สบู่เพราะมีค่าเป็นด่างไปทำลายกรดแลคติก

นอกจากนี้ ในทางการแพทย์ไม่แนะนำให้ใส่แผ่นอนามัยตลอดเวลา เพราะก่อให้เกิดความอับชื้น ขอให้ใช้ช่วงที่จำเป็น เช่น ตกขาวมากก่อนมีประจำเดือน การเป็นเชื้อราไม่เกี่ยวกับโรคมะเร็งปากมดลูกเพียงก่อให้เกิดความรำคาญ บางคนคันเกาเป็นแผลเกิดเชื้อแบคทีเรีย ถ้าเป็นบ่อยให้ปรึกษาแพทย์ แต่อาการตกขาวเรื้อรังหรือมีอาการตกขาวปนเลือดอาจจะเป็นมะเร็งปากมดลูกได้ จึงควรไปพบแพทย์เพื่อหาเหตุที่แท้จริง

ช่วงนี้ฝนตกทุกวัน หาโอกาสตากผ้าค่อนข้างยาก ทำให้ต้องตากผ้าในที่ร่ม หลายคนที่เคยซักผ้าแล้วเมื่อนำผ้าไปตาก ก็จะพบว่าผ้าไม่แห้ง อับชื้นได้ สำหรับผู้หญิง เวลาอยู่ในวัยที่มีประจำเดือนจะสังเกตได้ว่า จะมีคราบขาวติดอยู่ที่กางเกงชั้นใน จะมากน้อยแค่ไหนหรือมีลักษณะเปลี่ยนแปลงอย่างไร ก็เป็นตามช่วงระยะของการมีประจำเดือน เนื่องจากช่องคลอดของผู้หญิงจะมีการทำความสะอาดตัวเองตามธรรมชาติอยู่แล้ว จึงถือว่าเป็นกระบวนการทำความสะอาดตัวเองตามปกติ

ดังนั้น จึงหมั่นดูแลตนเอง โดยเฉพาะจุดซ่อนเร้น และเสื้อผ้าที่สวมใส่ เพื่อเป็นการลดอาการที่อาจเกิดขึ้นจากเชื้อราในช่องคลอดได้.

ศ.นพ.อภิชาติ จิตต์เจริญ
ภาควิชาสูติศาสตร์-นรีเวชวิทยา
คณะแพทยศาสตร์โรงพยาบาลรามาธิบดี
มหาวิทยาลัยมหิดล

ที่มา : เดลินิวส์ 16 สิงหาคม 2557

ดูแลผิวพรรณในหน้าฝน

dailynews140712_02ปัญหาด้านผิวหนังและผิวพรรณ เป็นอีกปัญหาหนึ่งที่พบได้บ่อยในฤดูฝน สำหรับคุณผู้หญิง ปัญหาสุขภาพผิวถือเป็นปัญหาใหญ่ไม่ยิ่งหย่อนไปกว่าปัญหาสุขภาพด้านอื่น ๆ หลายท่านอาจรู้สึกว่าไม่จำเป็นต้องดูแลผิวพรรณเป็นพิเศษในฤดูฝน แต่ จริง ๆ แล้วฤดูนี้มีหลายสิ่งที่ทำร้ายผิวสวย เช่น นํ้าฝน ซึ่งมีฝุ่นละออง สารเคมี รวมถึงเชื้อโรคและสิ่งสกปรกมากมาย หากเราสัมผัสนํ้าฝนสิ่งที่ปนเปื้อนย่อมเป็นอันตรายต่อผิวเราได้

นอกจากนี้ เมื่อผิวหนังเปียกชื้นจะทำให้ความสามารถในการป้องกันเชื้อโรคและการปรับตัวต่อปัจจัยกระทบภายนอกต่าง ๆ น้อยลง ทำให้ง่ายต่อการเกิดปัญหาทางด้านผิวหนัง เช่น สิว โรคเชื้อรา โรคนํ้ากัดเท้า ผื่นผิวหนังอักเสบ จึงควรเตรียมพร้อมรับมือกับปัญหาต่าง ๆ ที่อาจเกิดกับเราอยู่เสมอ

เริ่มจากการดูแลเส้นผมและหนังศีรษะ หากผมเปียกจากการตากฝน การเช็ดผม หรือปล่อยให้แห้งเองนั้นยังไม่เพียงพอ แนะนำให้สระผมเลยจะดีกว่า เนื่องจากในนํ้าฝนอาจมีสิ่งสกปรกหรือเชื้อโรคปนเปื้อนมาด้วย การสระผมจะช่วยล้างสิ่งสกปรกและเชื้อโรคออกจากเส้นผม หลังจากนั้นควรเช็ดผมหรือไดร์ให้แห้งทุกครั้ง ไม่ควรนอนขณะที่ผมยังเปียก เพราะอาจทำให้หนังศีรษะมีความชื้นและก่อให้เกิดเชื้อราได้ ในบางรายอาจมีเชื้อราบนศีรษะ คือมีสะเก็ดแห้งบนหนังศีรษะและมีอาการคันศีรษะ เส้นผมบริเวณนั้นหักออกเหลือเป็นตอสั้น ๆ ติดหนังศีรษะ บางคนอาจมีอาการอักเสบรุนแรงจนถึงเป็นก้อนคล้ายฝี ถ้านำผมบริเวณนั้นไปตรวจด้วยกล้องจุลทรรศน์จะพบว่ามีเชื้อรา ซึ่งหากมีอาการดังกล่าวก็ควรไปพบแพทย์ทันที

ผิวพรรณ ก็เป็นอีกสิ่งหนึ่งที่คุณผู้หญิงต้องสนใจ ถึงแม้ว่าในฤดูฝนการดูแลรักษาผิวจะง่ายกว่าในฤดู   อื่น ๆ แต่ปัญหาที่พบบ่อยคือ การเป็นสิวเพิ่มขึ้น เพราะความชื้นสูงในอากาศจะทำให้เชื้อแบคทีเรีย ซึ่งเป็นสาเหตุของสิวเจริญเติบโตได้ดี ประกอบกับเมื่อผิวหน้าสัมผัสนํ้าฝนที่มีเชื้อโรค ฝุ่นละออง หรือสารเคมี ก็ยิ่งทำให้เกิดสิวได้ง่าย การดูแลผิวหน้าจึงควรเริ่มจากการทำความสะอาดผิวหน้า โดยทำเป็นประจำวันละ 2 ครั้ง เพื่อชำระล้างสิ่งสกปรกและนํ้ามันส่วนเกิน หลีกเลี่ยงการขัด หรือถูหน้าอย่างเด็ดขาด นอกจากนี้ ควรใช้มอยส์เจอไรเซอร์อย่างสมํ่าเสมอ เพื่อคืนความชุ่มชื่นให้แก่ผิว นอกจากนี้ หากมีสิว ไม่ควรกดหรือแกะโดยเด็ดขาด เพราะทำให้เกิดรอยแดง หรือดำ รวมถึงแผลเป็นจากสิวได้

หากผิวหน้าเปียกนํ้าฝนก็ควรล้างออกด้วยนํ้าสะอาดโดยเร็ว ไม่ควรขยี้ตาในขณะที่ใบหน้าหรือมือเปียกฝน เพราะนํ้าฝนมีสิ่งปนเปื้อนมากมาย ที่อาจก่อให้เกิดการติดเชื้อที่ดวงตาได้ เมื่อเสื้อผ้าที่สวมใส่เปียกฝนก็ควรเปลี่ยนเสื้อผ้าใหม่ เพราะเสื้อผ้าที่เปียกฝนอาจก่อให้เกิดเชื้อราที่ผิวหนังได้ สำหรับเสื้อผ้าที่เปียกชื้นนาน ๆ ควรนำไปผึ่งแดดร้อนจัด ๆ หรือรีดด้วยเตารีด จะช่วยฆ่าเชื้อโรคที่ติดอยู่บนเสื้อผ้าได้ และควรอาบนํ้าเพื่อชำระล้างสิ่งสกปรกหลังจากที่เปียกฝน

ลักษณะผื่นที่ควรสังเกต ได้แก่ วงด่างสีขาว หรือสีเนื้อ ในบางรายอาจขึ้นเป็นวงสีนํ้าตาลร่วมกับมีขุยสีขาวเล็ก ๆ ซึ่งมักเกิดบนผิวหนังหน้าอกและลำตัว อาจมีอาการคันร่วมด้วยได้ ซึ่งนอกจากดูไม่สวยงามแล้ว ยังทำให้เสียบุคลิกภาพ ผื่นชนิดนี้เป็นลักษณะของโรคเกลื้อน แม้ในยามปกติจะไม่ก่อโรคร้ายแรง แต่หากอยู่ในสภาวะที่เหมาะสมก็อาจมีปริมาณมากและเรื้อรังกว่าที่คิด สำหรับคนที่มีนํ้าหนักมาก หรือภูมิคุ้มกันไม่ดี เช่น ผู้ที่ป่วยเป็นโรคเบาหวาน อาจเกิดผื่นสีแดงขึ้นตามบริเวณข้อพับ เช่น รักแร้ ขาหนีบ หรือใต้ราวนม และอาจมีอาการคันมาก ซึ่งสาเหตุเกิดจากการติดเชื้อยีสต์ในกลุ่มแคนดิดา หากพบว่ามีอาการเหล่านี้ก็ควรที่จะปรึกษาแพทย์ เพื่อรับการรักษาต่อไป

อีกสิ่งหนึ่งที่หลีกเลี่ยงไม่ได้ในช่วงฤดูฝน คือ การมีนํ้าท่วมขัง ทำให้ต้องเดินยํ่านํ้าชื้นแฉะอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ ซึ่งหากปล่อยให้เท้าเปียกนาน ๆ อาจจะพบว่าผิวตามซอกนิ้วเท้าลอกเป็นขุยขาว ๆ เปื่อยยุ่ย หรืออาจถึงขั้นเป็นแผล มีนํ้าเหลืองแฉะ ซึ่งเรียกว่าโรคนํ้ากัดเท้า บางครั้งอาจมีการติดเชื้อราที่เท้า โดยมีแหล่งเชื้อรามาจากสิ่งแวดล้อม เช่น หิน ดิน ทราย รวมทั้งในสัตว์เลี้ยงจำพวกสุนัขและแมว หากไม่รักษาผื่นที่เท้า อาจลามไปที่ลำตัวส่วนอื่นได้ สิ่งที่ต้องสังเกตอีกอย่างหนึ่งคือ กลิ่นเท้า เวลาถอดรองเท้า หากมีกลิ่นเหม็นโชย และเมื่อก้มดูฝ่าเท้าจะเห็นเป็นรูพรุนเล็ก ๆ นั่นคือ อาการของโรคเท้าเหม็น ซึ่งเกิดจากการติดเชื้อแบคทีเรียชนิดหนึ่ง มักพบในคุณผู้หญิงที่ใส่ถุงเท้าที่ทำจากใยสังเคราะห์หนา ๆ ซึ่งมักจะแห้งยากในหน้าฝน

ในนํ้าที่ขังตามพื้นถนนอาจมีพยาธิบางชนิด ซึ่งสามารถชอนไชสู่ผิวหนังได้โดยตรง หรืออาจได้รับเชื้อที่ทำให้เกิดโรคฉี่หนูเข้าไปตามรอยแผลเล็ก ๆ ที่เท้า ซึ่งเป็นโรคที่มีความรุนแรง ข้อแนะนำเบื้องต้น คือ หากหลีกเลี่ยงได้ก็ไม่ควรยํ่านํ้าที่ท่วมขัง แต่ถ้าหลีกเลี่ยงไม่ได้ก็ควรทำความสะอาดเท้าด้วยการฟอกสบู่ ล้างออกด้วยนํ้าสะอาด และเช็ดให้แห้ง อย่าปล่อยให้เท้าเปียกชื้นเป็นเวลานาน หากมีแป้งฝุ่นให้ทาบาง ๆ ตามซอกเท้าและฝ่าเท้า เมื่อถุงเท้าและรองเท้าเปียกฝน ควรถอดออกทันทีและทำให้แห้งโดยเร็วที่สุด สำหรับรองเท้าที่เปียกนํ้านั้นแนะนำให้ไปตากแดดให้แห้ง หากคุณผู้หญิงสงสัยว่าจะเป็นโรคที่เท้าดังกล่าวก็ควรไปปรึกษาแพทย์ทันที

จะเห็นได้ว่าสาเหตุส่วนใหญ่ของปัญหาผิวพรรณในฤดูฝนมาจากนํ้าฝนที่มีการปนเปื้อน หรือการปล่อยให้ผิวหนังอับชื้นเป็นเวลานาน จึงควรหลีกเลี่ยงการตากฝน รีบถอดเสื้อผ้าที่เปียกออก แล้วอาบนํ้าทำความสะอาดร่างกาย หลังจากนั้นจึงเช็ดตัวให้แห้ง การโรยแป้งฝุ่นสามารถช่วยลดความชื้นและการเสียดสีได้ นอกจากนี้ การเลือกเสื้อผ้าและถุงเท้าควรเลือกที่ทำจากวัสดุธรรมชาติ เช่น ผ้าฝ้าย ก็หวังว่า ข้อมูลเหล่านี้คงเป็นประโยชน์ต่อคุณผู้อ่าน และสามารถนำไปปรับใช้เพื่อเตรียมรับมือกับทุกฤดูฝน ไม่ว่าจะเป็นฤดูฝนนี้หรือฤดูฝนไหน.

นพ.พูลเกียรติ สุชนวณิช

หน่วยโรคผิวหนัง คณะแพทยศาสตร์โรงพยาบาลรามาธิบดี มหาวิทยาลัยมหิดล

 

ที่มา : เดลินิวส์  12 กรกฎาคม 2557

อาหารรับมือหน้าฝน

dailynew140618_1ช่วงนี้เป็นช่วงที่อากาศมีการเปลี่ยนแปลง เข้าสู่หน้าฝนแล้ว สภาพอากาศที่อับชื้นและเย็นลงเหมาะแก่การเจริญเติบโตของเชื้อโรคโดยไม่สนใจว่าจะเป็นเด็ก ผู้ใหญ่วัยทำงาน หรือผู้สูงอายุ ถ้าคุณเป็นหนึ่งคนที่ภูมิต้านทานในช่วงนี้ไม่แข็งแรงแล้วล่ะก็ เชื้อโรคจะเข้าประชิดตัวและทำร้ายคุณได้ทันที ทำให้เชื้อไวรัสและแบคทีเรียแพร่ขยายและก่อโรคได้อย่างรวดเร็ว

วิธีดูแลสุขภาพสำหรับคนทุกช่วงวัยในหน้าฝน เริ่มต้นง่าย ๆ ที่ตัวคุณเอง ดังนี้

สำหรับเด็ก ๆ สิ่งที่ต้องกังวลเป็นพิเศษ คือ เชื้อโรคที่เกิดจากการสัมผัส เพราะเด็กๆ ส่วนใหญ่ มักไม่ค่อยใส่ใจรักษาความสะอาดและสุขอนามัยของตัวเอง เช่น โรคตาแดง ที่อาจเกิดจากน้ำสกปรกกระเด็นเข้าตา หรือนำมือที่เปื้อนสิ่งสกปรก ไปสัมผัสโดนดวงตา เป็นต้น นอกจากนี้ ยังมีโรคที่มากับการรับประทานอาหารหรือน้ำ เช่น โรคอุจจาระร่วง และอาหารเป็นพิษ อย่างไรก็ตาม ในหน้าฝน มักพบไข้หวัดระบาดในเด็ก ซึ่งสาเหตุก็มาจากสภาพอากาศที่เปลี่ยนแปลง หรือเด็กตากฝนจนไม่สบาย

สำหรับผู้สูงวัย ซึ่งมีภูมิต้านทานโรคต่ำตามสภาพร่างกายที่อ่อนแอลง อาจป่วยเพราะการเปลี่ยนแปลงของสภาพอากาศเช่นกัน ซึ่งโรคที่พบได้บ่อยในคนสูงอายุ คือ โรคระบบทางเดินหายใจ ทั้งไข้หวัด ไข้หวัดใหญ่ คออักเสบ หลอดลมอักเสบ ซึ่งสามารถลุกลามไปถึงโรคปอดอักเสบหรือปอดบวมได้ หากอยู่ในสภาพแวดล้อมที่มีน้ำท่วมขังปัสสาวะหนูตามพื้นถนนที่ปนเปื้อนอยู่ เมื่อเดินเท้าเปล่าอาจทำให้เชื้อโรคเข้าสู่ร่างกาย โดยผ่านทางบาดแผล หรือเยื่อบุผิวหนัง จนป่วยเป็นโรคเลปโตสไปโรซิสหรือไข้ฉี่หนู ดังนั้น หากมีคนชราอยู่ที่บ้าน ควรดูแลเป็นพิเศษ เน้นย้ำเรื่องการสวมใส่รองเท้า หากเดินออกไปนอกบ้าน หรือเข้าไปในสวนหรือที่ชื้นแฉะ เพราะคนสูงวัยจำนวนไม่น้อยที่ชอบทำสวนและปลูกต้นไม้เป็นงานอดิเรก

สำหรับคนวัยทำงาน ก็ไม่ควรชะล่าใจ เพราะคิดว่าร่างกายแข็งแรงกว่าคนในวัยอื่นๆ ทุกวันนี้ คนวัยทำงานส่วนใหญ่ ไม่ค่อยมีเวลาออกกำลังกาย เนื่องจากภาระหน้าที่การงานรัดตัว จึงทำให้ร่างกายมีภูมิคุ้มกันลดลง เป็นสาเหตุให้ป่วยเป็นไข้หวัด หรือไข้หวัดใหญ่ได้ หรือแม้กระทั่งการถูกยุงกัดก็อาจส่งผลให้เป็นโรคไข้เลือดออกหรือไข้สมองอักเสบได้เช่นกัน

ดังนั้น หน้าฝนนี้ ควรดูแลสุขภาพตนเองอย่างเคร่งครัด เพื่อให้ร่างกายสามารถปรับสภาพและมีภูมิต้านทานต่อการเปลี่ยนแปลงของอากาศได้ คำแนะนำเบิ้องต้นในการดูแลสุขภาพในช่วงหน้าฝน คือ

1. รักษาร่างกายให้อบอุ่นอยู่เสมอ

2. พักผ่อนนอนหลับให้เพียงพอ

3. รับประทานอาหารที่ปรุงสุกใหม่ และดื่มน้ำสะอาด

4. ล้างมือให้สะอาดก่อนรับประทานอาหารทุกครั้ง

5. หลีกเลี่ยงการสัมผัสหรือคลุกคลีกับผู้ป่วย โดยเฉพาะอย่างยิ่งในช่วงที่รู้สึกว่าร่างกายอ่อนแอ

6. ออกกำลังกายเป็นประจำ

7. ระวังอย่าให้ถูกยุงกัด

นอกจากดูแลตัวเองจากภายนอกแล้ว ไม่ว่าคุณอยู่ในวัยไหนก็ต้องรับประทานอาหารให้ครบ 5 หมู่ และเน้นการรับประทานผักและผลไม้ เพราะสารอาหารที่รับประทานเข้าไปมีส่วนสำคัญที่ช่วยเสริมสร้างภูมิต้านทานให้ร่างกายแข็งแรง และรับมือกับโรคในช่วงหน้าฝนนี้ได้ สารอาหารต้านโรคที่แนะนำ มีดังนี้

เบต้าแคโรทีน พบมากในผักสีเขียว และผลไม้ที่มีสีส้ม เหลือง หรือแดง เช่น บร็อคโคลี ผักบุ้ง แครอท มะเขือเทศ มะละกอ

วิตามินซี พบในผักและผลไม้รสเปรี้ยว เช่น ส้ม ฝรั่ง มะนาว กีวี พริกหยวก

วิตามินอี พบมากในผักใบเขียว มะเขือเทศ กีวี ไข่ ถั่ว นม เนื้อปลา น้ำมันพืช

วิตามินบี พบในผักใบเขียว นม เนื้อสัตว์ ตับ ไข่ และธัญพืชจำพวก ถั่ว ข้าว ข้าวซ้อมมือ

ซีลีเนียม พบในอาหารทะเล ตับ จมูกข้าวสาลี กระเทียม บร็อคโคลี ข้าวกล้อง

สังกะสี พบในหอยนางรม ผลิตภัณฑ์นม เนื้อไก่ ไข่ ถั่วลิสง

กระเทียม มีสารอัลลิซิน (allicin) และซัลไฟด์ (sulfides) ซึ่งเป็นสารต้านอนุมูลอิสระ ทำหน้าที่เพิ่มประสิทธิภาพการทำงานของเซลล์ในระบบภูมิคุ้มกัน มีฤทธิ์ฆ่าเชื้อโรค และช่วยเสริมภูมิต้านทาน

กรดโอเมก้า 3 คือกรดไขมันที่จำเป็นในการสร้างเม็ดเลือดขาว และแอนติบอดี้ พบมากในไข่ ปลาทะเล ถั่วเหลือง น้ำมันตับปลา

โยเกิร์ต เต็มไปด้วยโปรไบโอติกส์ ทำหน้าที่ช่วยกระตุ้นภูมิคุ้มกันไปจนถึงระดับเซลล์ ซึ่งช่วยปกป้องร่างกายจากไวรัส แบคทีเรีย รวมทั้งยังกระตุ้นการสร้างเม็ดเลือดขาวและแอนติบอดี้ให้กำจัดเชื้อโรคได้อย่างมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น

ข้อมูลจากเมก้า วีแคร์

ที่มา : เดลินิวส์ 18 มิถุนายน 2557

เคล็ดลับสุขภาพดี – วิธีดูแลผิวและสุขภาพให้สดชื่นพร้อมรับมือหน้าฝน

dailynews130707_003เข้าหน้าฝนทีไร สาวๆ มักเข้าใจผิดเกี่ยวกับการดูแลผิวตัวเอง เพราะคิดว่าอากาศในวันฟ้าครึ้มฝนตกไม่ส่งผลร้ายต่อสุขภาพผิวและร่างกาย แต่ความจริงแล้วฤดูฝนเป็นฤดูที่สะสมความร่วงโรยของผิวและสุขภาพของเราโดยไม่รู้ตัว  วันนี้เคล็ดลับสุขภาพดีมีวิธีดูแลผิวให้พร้อมรับมือกับหน้าฝนนี้มาฝากกันด้วย

เพราะอากาศที่เปลี่ยนแปลงบ่อยเดี๋ยวร้อน เดี๋ยวฝนตก ทำให้ร่างกายขับเหงื่อออกมามาก สูญเสียความชุ่มชื้น เกิดปัญหาผิวแห้ง หากเหงื่อออกให้ใช้กระดาษทิชชูซับเหงื่ออย่าปล่อยให้แห้งเอง เพราะจะยิ่งทำให้ผิวเสียความชุ่มชื้น จากนั้นทามอยเจอร์ไรเซอร์ทุกครั้งที่รู้สึกว่าผิวแห้งตึง นอกจากนี้จากสภาพอากาศที่ขมุกขมัว ครึ้มฟ้าครึ้มฝนแบบนี้หลายคนเข้าใจผิดว่าไม่ต้องทาครีมกันแดดเพราะไม่มีแสงแดด แต่ความจริงแล้วในช่วงเวลากลางวันยังคงมีรังสียูวีเอที่เรามองไม่เห็น ซึ่งจะเข้าทำร้ายผิวชั้นลึกทำให้มีปัญหาริ้วรอยแก่ก่อนวัย

การดูแลผิวจึงต้องทาโลชั่นกันแดดที่ปกป้องครอบคลุมทั้งรังสียูวีเอ ยูวีบี และอนุมูลอิสระทุกเช้าก่อนการแต่งหน้า ควรเลือกสูตรกันน้ำที่ไม่เหนอะหนะ เผื่อต้องลุยกับฝนก็ยังมั่นใจว่าผิวได้รับการปกป้องอย่างต่อเนื่อง และยิ่งสภาพอากาศร้อนชื้นในฤดูฝนนี้ยังทำให้ผิวสะสมความมัน ความสกปรกจากเหงื่อและฝุ่นละออง จึงทำให้คราบเครื่องสำอางอุดตันในรูขุมขนได้ง่ายขึ้น เราควรใส่ใจการทำความสะอาดผิวหน้าให้หมดจดจริงๆ ด้วยการใช้เคล็นมิลค์เช็ดคราบเครื่องสำอางให้หมดก่อนและล้างหน้าด้วยโฟมล้างหน้าอีกครั้งอย่างเบามือ บำรุงผิวก่อนนอนด้วยครีมที่เหมาะกับสภาพผิวและขัดสครับผิวเพื่อขจัดสิ่งอุดตัน 1-2 ครั้งต่อสัปดาห์

อย่างไรก็ตามจากสภาพอากาศที่แปรปรวนยังทำให้เราเจ็บป่วยได้ง่าย ซึ่งคนส่วนใหญ่คิดว่าการรับประทานวิตามินซีก็เพียงพอแล้ว แต่ความจริงแล้วร่างกายต้องการมากกว่าวิตามินซี ถ้าไม่แน่ใจว่าสามารถรับประทานอาหารได้ครบ 5 หมู่ได้วิตามินเกลือแร่ครบถ้วนทุกวันหรือไม่  แนะนำว่าควรหาอาหารเสริมที่มีวิตามินและเกลือแร่รวมหลากหลายชนิดในเม็ดเดียวมารับประทานวันละ 1 เม็ดร่วมกับการออกกำลังกายและพักผ่อนให้เพียงพอจะดีกว่า นอกจากนี้ใครที่คิดว่าฝนตกแล้วร่างกายไม่มีเหงื่อออกไม่ต้องดื่มน้ำมากก็ได้ เพราะไม่หิวน้ำบ่อยความจริงแล้วน้ำระเหยออกจากร่างกายตลอดเวลา หากไม่ดื่มบ่อยๆ ก็เสี่ยงที่เซลล์จะขาดน้ำโดยไม่รู้ตัว ร่างกายทำงานแปรปรวนเจ็บป่วยง่าย ผิวแห้งเกิดริ้วรอย จึงต้องดื่มน้ำให้กับร่างกายอย่างเพียงพอ วันละ 8-10 แก้ว โดยจิบสม่ำเสมอทั้งวัน

สุดท้ายมีเคล็ดลับง่ายๆ ที่จะทำให้ผิวพรรณเราดูสดใสและอ่อนกว่าวัย คือการใช้ร่มสีชมพู เนื่องจากแสงจากร่มจะเป็นสีชมพูอ่อนๆ ทำให้ผิวดูสวยและอ่อนหวาน และช่วยพรางริ้วรอยแห่งวัยอีกด้วย ดังนั้นอย่ามองข้ามหน้าฝนว่าไม่ต้องดูแลผิวพรรณและสุขภาพร่างกาย เพราะการดูแลตัวเองต้องทำอย่างต่อเนื่องสม่ำเสมอเพื่อความสวยงามและการมีสุขภาพที่ดี

(ข้อมูลโดย พรรณทิพย์ คลินิก)

.

สรรหามาบอก

-โรงพยาบาลกรุงเทพ ร่วมกับศูนย์เยาวชนลุมพินี สำนักวัฒนธรรมกีฬาและการท่องเที่ยวกรุงเทพมหานคร ชวนคนรักสุขภาพทุกเพศทุกวัยร่วมงาน“รวมพลคนกรุงสุขภาพดี” ฟังบรรยายความรู้เรื่อง “ภัยเงียบจากโรคความดันโลหิต” พร้อมบริการตรวจสุขภาพเบื้องต้น อาทิ ตรวจวัดความดันโลหิต, ตรวจระดับน้ำตาลในเลือด โดยไม่เสียค่าใช้จ่าย (สำหรับ100 ท่านแรกที่ลงทะเบียนหน้างาน) ร่วมเล่นเกม ตอบคำถามพร้อมรับของรางวัลมากมาย ในวันอาทิตย์ที่ 7 กรกฎาคม 2556 เวลา 06.00-09.00 น. ณ ด้านหน้าอาคารพลเมืองอาวุโส สวนลุมพินี สอบถามรายละเอียด โทร.1719

-ภาควิชาการพยาบาลพื้นฐานและการบริหารการพยาบาล วิทยาลัยพยาบาล สภากาชาดไทย ขอเชิญชวนพยาบาลวิชาชีพทั่วประเทศและประชาชนทั่วไปร่วมประชุมวิชาการ เรื่อง “ห่างไกล Top 5 ด้วย Life style ไร้อ้วน” ระหว่างวันที่ 5-6 สิงหาคม 2556 เวลา 08.00-16.00 น. ณ โรงแรมตะวันนา กรุงเทพฯ  เพื่อแลกเปลี่ยนความรู้อันจะนำไปสู่การพยาบาลที่มีคุณภาพ สนใจลงทะเบียนก่อนวันที่ 15 กรกฎาคม 2556 สอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ โทร.0-2256-4092-9 ต่อ 414 หรือ http://www.trcn.ac.th

-กระทรวงสาธารณสุข พัฒนาระบบการตรวจเลือดหาการติดเชื้อเอชไอวี ในโรงพยาบาลในสังกัดทุกแห่งทั่วประเทศ สามารถแจ้งผลเลือดได้ภายในวันเดียว โดยใช้บัตรประชาชนเพียงใบเดียวรับการตรวจเลือดฟรีทุกสิทธิการรักษา เพื่อให้ผู้ติดเชื้อเข้าสู่ระบบการรักษาอย่างรวดเร็ว ช่วยลดการถ่ายทอดเชื้อให้แก่คู่นอนได้ถึงร้อยละ 96 ลดผู้ติดเชื้อรายใหม่ และลดการตายจากเอดส์ให้เป็นศูนย์  ประชาชนทั่วไปเข้ารับบริการตรวจฟรีได้ตลอดทั้งเดือนกรกฎาคม โดยเฉพาะผู้ที่มีพฤติกรรมเสี่ยง หรือหากต้องการปรึกษาปัญหาเอดส์ติดต่อได้ที่หมายเลข 1663

ทีมวาไรตี้

ที่มา : เดลินิวส์ 7 กรกฎาคม 2556

ดูแลตัวเองง่าย ๆ ช่วงหน้าฝน

dailynews130629_001ในช่วงหน้าฝน ใครที่โดนละอองฝน ตากฝน แบบหลีกเลี่ยงไม่ได้ อาจมีไข้ เป็นหวัด น้ำมูกไหล ไอ เจ็บคอ มีเสมหะ นพ.ภักดี สรรค์นิกร ประธาน ราชวิทยาลัยโสต ศอ นาสิกแพทย์แห่งประเทศไทย และ นพ.กฤษดา ศิรามพุช ผอ.ศูนย์เวชศาสตร์อายุรวัฒน์นานาชาติ มีข้อแนะนำมาฝาก

เริ่มจาก นพ.ภักดี บอกว่า ในช่วงหน้าฝน คนที่เป็นภูมิแพ้ ภูมิต้านทานร่างกายอ่อนแอ อาจเจ็บป่วยได้ง่าย ในกรณีโดนฝนควรปรับอุณหภูมิร่างกายให้สู่สภาพปกติโดยเร็ว ทำร่างกายให้อบอุ่น พักผ่อนให้เพียงพอ ถ้ามีไข้ ไอ เจ็บคอ ควรรีบไปพบแพทย์ ไม่ควรซื้อยากินเอง เพราะอาจทำให้เชื้อดื้อยา

อาการไอแห้ง ๆ ไม่มีเสมหะสามารถกินยาแก้ไอได้ แต่ถ้ามีเสมหะมาก ไม่ควรกินยาแก้ไอ เพราะเสมหะจะถูกกักอยู่ในหลอดลม จะยิ่งทำให้อาการแย่กว่าเดิม ดังนั้นถ้ามีไข้ มีเสมหะควรไปพบแพทย์รักษาที่ต้นเหตุดีกว่า โดยเฉพาะเสมหะมีสี และมีไข้ร่วมด้วย ต้องระวังโรคติดเชื้อ

คนที่มีอาการเจ็บคอ ไม่ควรดื่มน้ำเย็น ควรดื่มน้ำอุ่นหรือน้ำอุณหภูมิห้องตามปกติ เพราะน้ำเย็นจะไปกระตุ้นทำให้เกิดการระคายเคือง และควรหลีกเลี่ยงของมัน ๆ ทอด ๆ

ด้าน นพ.กฤษดา ศิรามพุช ผอ. ศูนย์เวชศาสตร์อายุรวัฒน์นานาชาติ กล่าวว่า ถ้ามีไข้ อยากให้ไข้ลดต้องเช็ดตัวบริเวณที่มีเส้น เลือดใหญ่ เช่น ซอกคอ รักแร้ และซอกขา กรณีเป็นเด็กให้เช็ดหัว เพราะถ้าหัวเย็นเร็วตัวจะเย็นตาม ส่วนการกินเพื่อลดไข้ มีอาหารหลายชนิด เช่น น้ำบัวบก ช่วยต้านการอักเสบ ลดไข้ หรือ กินฟ้าทลายโจร ส่วนอาหารที่ควรหลีกเลี่ยงเมื่อเป็นไข้ เช่น อาหารรสหวานจัด ของมันจัด ทั้งนี้ไม่ควรกินน้ำหวาน ไม่ดื่มน้ำอัดลม แม้ แต่น้ำผลไม้ก็ไม่ควร

คนที่เป็นหวัด มีน้ำมูก ควรหลีกเลี่ยงนม หรือผลิตภัณฑ์จากนม เนย เพราะจะยิ่งทำให้น้ำมูกเหนียวข้น ส่วนอาหารที่ช่วยเรื่องน้ำมูกได้ เช่น กระชาย โป๊ยกั๊ก หอมแดง อาจทานอาหารจำพวก ขนมจีนน้ำยา พะโล้ หรือ ไข่เจียวใส่หอมแดง ทั้งนี้ในตอนกลางคืนน้ำมูกมักจะไหลลงคอ วิธีแก้คือต้องทำให้จมูกอบอุ่น ใส่หมวกไหมพรม และใส่ถุงเท้า เพราะมีการศึกษาว่าเมื่อใดที่เท้าอุ่นจะป้องกันหวัดได้ดี เพราะเท้าเป็นศูนย์รวมเส้นประสาท

หากมีอาการไอ เจ็บคอ วิธีแก้ไอง่าย ๆ คือ ถ้าไอจากหวัดให้กินน้ำผึ้งผสมมะนาว แต่ต้องมีเทคนิค คือ ไม่ต้องผสมน้ำ เอาน้ำผึ้ง 1 ส่วน มะนาว 1 ส่วนเท่า ๆ กันผสมแล้วกินบ่อย ๆ เพราะในน้ำผึ้งจะฆ่าเชื้อในลำคอได้ ส่วนมะนาวจะช่วยเสริมภูมิคุ้มกัน ทำให้หลอดลมดีขึ้น กินแล้วชุ่มคอ ติดอยู่ในคอนาน ถ้ามีอาการเจ็บคอร่วมด้วยกินมะขามป้อมจะช่วยได้ เพราะมีวิตามินซีเยอะ

สำหรับคนที่มีเสมหะเหนียวข้นจับกันเหนียว ต้องหาอะไรไปทำลายตัวเส้นใยกำมะถัน ซึ่งจะมีในอาหารจำพวกกรด และน้ำ อย่างมะนาว หรือ กรดซิตริกมีมากในเสาวรส ดังนั้นการกินเสาวรสจะช่วยอาการไอ เจ็บคอได้ แต่ถ้ากินนมจะยิ่งไปเติมกำมะถันในเสมหะ ทำให้เสมหะยิ่งเหนียวข้น

อย่างไรก็ตาม ผู้ป่วยควรดื่มน้ำอุณหภูมิปกติ หรือน้ำเย็นก็ได้ แต่จะต้องไม่ใส่น้ำแข็ง เพราะน้ำแข็งมีไอระเหย จะยิ่งทำให้คอยิ่งแห้ง และเจ็บคอมากยิ่งขึ้น.

นวพรรษ บุญชาญ : รายงาน

ที่มา : เดลินิวส์ 29 มิถุนายน 2556

7 เมนู…สู้ไข้หวัด

dailynews130607_001เมื่อฤดูฝนมาเยือนและหอบไข้หวัดมาฝากหลายต่อหลายคนในช่วงนี้ มาดูกันว่า เมนูอาหารอะไรที่จะช่วยให้เราต่อสู้กับไข้หวัดได้บ้าง

1. น้ำผักผลไม้สด ผักผลไม้ในกลุ่มที่มีสารต่อต้านอนุมูลอิสระ เช่น เบตาแคโรทีน (วิตามินเอ) วิตามินซี วิตามินอี จะช่วยกำจัดสิ่งแปลกปลอมหรือเชื้อโรคเข้าสู่ร่างกาย ป้องกันการติดเชื้อ ผักและผลไม้ที่มีสารต้านอนุมูลอิสระสูง เช่น แครอท ผักใบเขียวจัด ส้ม ฝรั่ง องุ่น แคนตาลูป มะละกอสุก เป็นต้น สามารถเลือกตามที่ชอบและนำมาปั่นทานกันได้เลย เน้นว่าควรเป็นผักและผลไม้สด เพื่อให้ร่างกายได้รับวิตามิน และสารต้านอนุมูลอิสระกันแบบเต็ม ๆ หรือถ้าไม่อยากเสียเวลาปั่น ก็ทานผลไม้สด ๆ ก็ได้

2. ซุปไก่ร้อน ๆ ไม่น่าเชื่อว่าอาหารยอดนิยมที่ทุกชาติใช้ต้านหวัดคือ ซุปไก่ ซึ่งว่ากันว่าใช้กันมาตั้งแต่ศตวรรษที่ 12 นั่นเลย ตามรายงานวิจัยพบว่าซุปไก่มีฤทธิ์ยับยั้งการเคลื่อนที่ของเม็ดเลือดขาวชนิดที่เรียกว่า นิวโทรฟิลด์ ไปยังเนื้อเยื่อปอด ทำให้ลดกระบวนการอักเสบในปอด และลดอาการไอได้ โดยตำรับซุปไก่ที่ใช้ศึกษาประกอบด้วย ไก่ มะเขือเทศ หอมหัวใหญ่ มันฝรั่ง ก้านขึ้นฉ่าย ผักชี แครอท หัวผักกาด เกลือ และพริกไทย นอกจากนั้นซุปไก่ที่รวมถึง ต้มยำไก่ แกงไก่ ยังมีสมุนไพรที่ช่วยต้านหวัดรวมอยู่อีกหลายชนิด

3. ชาร้อน ชาร้อนทุกชนิดล้วนมีสารโพลิฟีนนอล สารแอนติออกซีเดนต์ในพืชที่ช่วยลดอาการติดเชื้อ ทำให้เยื่อบุโพรงจมูกชุ่มชื้น หายใจสะดวก ควรชงชาในน้ำร้อนตั้งทิ้งไว้ราว 1 นาที จะดึงคุณสมบัติแก้หวัดชาได้ดีที่สุด

4. กระเทียม เมื่อมีอาการหวัด ให้นำกระเทียม 1 กลีบเล็กมาหั่นเป็นชิ้นบาง ๆ แล้วใช้ช้อนบี้ให้แตก เติมน้ำร้อนลงไป 1 ถ้วย ปิดฝาทิ้งไว้ 5 นาที จากนั้นเติมน้ำผึ้ง และมะนาวเล็กน้อย ดื่มวันละ 2 ถ้วย จะช่วยบรรเทาอาการได้ เมื่อหายแล้วให้ดื่มต่ออีกสัก 3 วัน วันละ 1 ถ้วย หรือถ้าติดใจจะดื่มเป็นประจำก็ได้ เพราะกระเทียมจะช่วยป้องกันและรักษาไข้หวัดได้อย่างดี นักวิจัยชาวจีน ดร.เบนจามิน เลา แห่งมหาวิทยาลัยโลมาลินดาในแคลิฟอร์เนีย ได้ศึกษายารักษาโรคตามแบบแพทย์ตะวันออกมานาน ได้ทำการศึกษาแล้วพบว่า “กระเทียม” มีกำมะถันเป็นองค์ประกอบ ซึ่งออกฤทธิ์ฆ่าเชื้อแบคทีเรียและไวรัสหวัดได้โดยตรง และยังช่วยกระตุ้นการทำงานของเซลล์เม็ดเลือดขาวได้

5. น้ำขิง ขิงช่วยขับเหงื่อ มีฤทธิ์ แก้หวัดเย็น (หวัดเย็น คือรู้สึกหนาว มีไข้ต่ำ ไม่ค่อยมีเหงื่อออก มีเสมหะมักเหลวใส) และยังช่วยบรรเทาอาการปวดท้อง ท้องอืด และข้ออักเสบได้อย่างน่าอัศจรรย์ใจอีกด้วย ช่วงฝนพรำ สภาพอากาศเปลี่ยนและชื้น ๆ แบบนี้ เมื่อเริ่มจะรู้สึกเซื่อง ๆ เฉื่อยชา หนาว ๆ มีน้ำมูกใสไหลจี๊ด ๆ หรือเริ่มมีเสมหะ ก็อย่าได้ชะล่าใจ ขอให้รีบต้มน้ำขิงดื่มเลย

6. อาหารเผ็ดร้อน อาหารที่ช่วยให้จมูกโล่ง หายคัดจมูก ก็คืออาหารรสเผ็ดร้อนที่มีพริกเป็นส่วนประกอบ ไม่ว่าจะเป็น พริกขี้หนู พริกชี้ฟ้า พริกแห้ง รวมไปถึงพริกไทย และสมุนไพรรสเผ็ดร้อนอื่น ๆ เราสามารถกินเผ็ดอย่างเอร็ดอร่อยและหลากหลายในอาหารหลายชนิด ไม่ว่าจะเป็น พริกขี้หนูในต้มยำ พริกชี้ฟ้าในผัดเผ็ด พริกไทยในแกงเลียง พริกแห้งในลาบ หรืออาหารที่มีส่วนผสมของสมุนไพรรสเผ็ดร้อนต่าง ๆ เช่น ขิง กะเพรา โหระพา เป็นต้น

7. โยเกิร์ต มีการศึกษาพบว่า โยเกิร์ตช่วยเพิ่มการทำงานของเซลล์เม็ดเลือดขาว และช่วยเพิ่มการสร้างสารแอนติบอดีบางชนิดได้ การศึกษากับอาสาสมัครทั้งคนหนุ่มและคนสูงอายุ พบว่าการรับประทานโยเกิร์ตทุกวันเป็นเวลา 1 ปี ช่วยลดอาการจากหวัดและภูมิแพ้ ผู้ป่วยหายเร็วขึ้น และร้อยละ 25 เป็นหวัดน้อยลง เมื่อเทียบกับกลุ่มที่ไม่ได้รับประทาน แนะนำให้เลือกโยเกิร์ตรสธรรมชาติชนิดไขมันต่ำ น้ำตาลน้อย และมีจุลินทรีย์ที่มีประโยชน์ซึ่งยังมีชีวิตอยู่ จะได้ประโยชน์อย่างเต็มที่

นอกจากนั้นแล้ว ผู้ป่วยควรดื่มน้ำมาก ๆ เวลาที่เป็นหวัด แต่ไม่ควรดื่มน้ำเย็นซึ่งจะทำให้เจ็บคอและไอมากขึ้น ควรจิบน้ำอุ่นหรือน้ำสมุนไพรอุ่น ๆ ตลอดเวลา เช่น น้ำตะไคร้ น้ำมะตูม น้ำใบเตย น้ำเก๊กฮวย จะช่วยให้ชุ่มคอ บรรเทาอาการไอ และละลายเสมหะ การจิบน้ำอุ่นบ่อย ๆ ร่วมกับการรักษาความสะอาดภายในช่องปาก จะช่วยให้อาการเจ็บคอทุเลาและฟื้นตัวได้เร็วขึ้นด้วย และนอกเหนือจากเมนูที่จะช่วยเสริมสร้างภูมิต้านทานและบรรเทาอาการหวัดดังที่กล่าวมานี้ อย่าลืมรับประทานอาหารให้ครบทั้ง 5 หมู่ พักผ่อนให้เพียงพอ เพียงเท่านี้ คนรักสุขภาพทั้งหลายก็พอจะสู้กับหวัดได้แล้ว แต่หากไม่ดีขึ้น หรือป็นหนักควรรีบพบแพทย์เพื่อรับการรักษาเป็นวิธีที่ดีที่สุด

ข้อมูลบางส่วนจาก http://www.thaihealth.or.th

“PrincessFangy”
twitter.com/PrincessFangy

ที่มา : เดลินิวส์ 7 มิถุนายน 2556

QA: วิธีป้องกันแก้ไขกลิ่นเหม็นอับจากเสื้อผ้ารองเท้า หลังลุยฝน

Question กลิ่นอับชื้นของเสื้อผ้า และกลิ่นเหม็นเปรี้ยวของเท้า หลังฝ่าสายฝนมาทำงาน แก้ไขอย่างไรดีคะ?

Answer โดย คุณณัฐนันท์ ปัญญาโกษา นักสุขศึกษา โรงพยาบาลกล้วยน้ำไท 1

“หน้าฝนสาวๆ หลายคนที่ต้องฝ่าละอองฝนไปทำงาน ต้องทนกลิ่นอับชื้นไปทั้งวัน ทั้งจากเสื้อผ้า ผม รองเท้า สูญเสียความมั่นใจ กลิ่นอับชื้นออกเหม็นเปรี้ยวนั้น เป็นก๊าซที่ได้จากกระบวนการสังเคราะห์อาหารของแบคทีเรีย

ส่วนเสื้อผ้าและผมเหม็นอับ เสื้อผ้าและผมที่โดนละอองฝนแม้เพียงนิดหน่อย หากไม่ผึ่งให้แห้งก่อนจะก่อให้เกิดกลิ่นไม่พึงประสงค์ทั้งวัน

หน้าฝนควรมีผ้าแห้งที่สะอาด เช่น ผ้าขนหนูพกติดตัวไว้ในยามจำเป็น โดยเฉพาะช่วงเช้าเมื่อออกไปทำงานแล้วเกิดถูกฝนไม่มีเสื้อผ้าเปลี่ยนใหม่ สามารถใช้ผ้าขนหนูซับให้แห้งก่อน แล้วพยายามผึ่งพัดลม หรือเดินไปเดินมาในออฟฟิศหรือที่อากาศถ่ายเท เช่น ริมระเบียงออฟฟิศ เพื่อให้เสื้อผ้าระบายความชื้นออกมาให้มากที่สุด

ทั้งนี้หน้าฝนควรหลีกเลี่ยงเสื้อผ้าเนื้อหนา ระบายอากาศได้น้อย เช่น ยีนส์ ผ้าใยสังเคราะห์ เพราะคุณสมบัติระบายอากาศไม่ดี หากโดนความชื้นจะเก็บความชื้นก่อให้เกิดกลิ่นอับติดตัวตลอดทั้งวัน

กลับบ้านควรรีบเปลี่ยนเสื้อผ้าแล้วซักให้สะอาดทันทีไม่ควรถอดกองหมักหมมไว้ เพราะเชื้อแบคทีเรียจะยิ่งก่อให้เกิดกลิ่นติดเสื้อผ้ามากขึ้น การตากผ้าหน้าฝนเป็นสิ่งสำคัญ เพราะหน้าฝนผ้าแห้งยาก ต้องพยายามผึ่งลมและโดนแดดให้แห้งก่อนเก็บ

อ้อ! เมื่อเปียกฝนแล้วทิ้งไว้ไม่ยอมเช็ดให้แห้ง จะทำให้อุณหภูมิพื้นผิวของเยื่อบุโพรงจมูกลดลง 1-2 องศาเซลเซียส ซึ่งเป็นอุณหภูมิที่เหมาะสมต่อการเจริญเติบโต และการแบ่งตัวของเชื้อไวรัส และแบคทีเรียที่อยู่ในโพรงจมูกอีกด้วย

สำหรับสาวออฟฟิศ กรณีเท้าเหม็นอับ เท้าเหม็นเป็นปัญหาที่เกิดได้บ่อยโดยเฉพาะช่วงหน้าฝน หลายๆ คนต้องเดินลุยน้ำก่อปัญหากับผู้ที่ต้องใส่รองเท้าคัชชูบ่อยๆ ปกติกลิ่นเท้าเหม็นเกิดจากความอับชื้น และเชื้อราหรือเชื้อแบคทีเรียซึ่งมีอยู่ทั่วไปในอากาศ เชื้อนี้จะเติบโตได้ดีในที่อับชื้น

ดังนั้นการลุยน้ำแล้วมาสวมใส่คัชชูทันทีโดยไม่ทำความสะอาดเท้าให้ดีก่อน เชื้อแบคทีเรียจะเติบโตได้ดี โดยเฉพาะตามซอกนิ้ว เล็บ เป็นจุดที่จะทำให้เกิดกลิ่นอับหรือกลิ่นเหม็นขึ้นมาได้

การดูแลสุขภาพเท้าช่วงฤดูฝนสำหรับสาวๆ หลังลุยน้ำ ทำได้ง่ายๆ ไม่ยุ่งยากเพียงแต่ควรทำให้เป็นประจำเท่านั้น คือ หลีกเลี่ยงการลุยน้ำท่วมขังแล้ว และต้องใส่รองเท้าที่เปียกชื้นนาน โดยอาจหารองเท้าฟองน้ำมาเปลี่ยนหากเลี่ยงไม่ได้ หลังการลุยน้ำควรล้างเท้าด้วยน้ำสะอาดและสบู่อ่อนๆ ทันที แล้วเช็ดให้แห้งก่อนโดยเฉพาะบริเวณซอกนิ้ว ซอกเล็บที่จะอับชื้นกว่า

หลังจากผึ่งเท้าแห้งแล้ว อาจใช้แป้งฝุ่นทั่วไปโรยให้ทั่วโดยเฉพาะซอกนิ้ว หรือการใส่ถุงเท้าผ้าฝ้ายที่หุ้มเฉพาะตรงเท้าก่อนสวมคัชชูร่วมด้วย จะช่วยลดปัญหาเรื่องกลิ่นอับได้

ซึ่งในคนที่มีอาการคันอาจมีลักษณะตุ่มผื่นขึ้น ควรมาพบแพทย์เพื่อวินิจฉัยและทำการรักษาให้ตรงกับเชื้อที่ได้รับ รักษาให้ต่อเนื่องตามแพทย์สั่งเพราะอาจเกิดอาการซ้ำอีกหากรักษาไม่ต่อเนื่อง

อย่างไรก็ตาม ควรนำรองเท้ามาทำความสะอาดและผึ่งฆ่าเชื้อเสมอ เพื่อป้องกันการสะสมของเชื้อโรค และดูแลเท้าให้สะอาดเช่น การตัดแต่งเล็บให้สะอาดไม่หมักหมม ไม่ปล่อยให้เล็บคุด และระวังอย่าตัดเล็บกินเข้าไปถึงจมูกเล็บ กำจัดเนื้อที่แข็งและขัดเบาๆ เพื่อลดการสะสมของเซลล์ที่หมดอายุ”
ที่มา: ASTVผู้จัดการออนไลน์ 7 สิงหาคม 2555

10 วิธีคืนความสมดุลรับหน้าฝน

ความสมดุลในร่างกายคือ การที่ระบบอวัยวะต่างๆ ภายในร่างกายทำงานอย่างสัมพันธ์กัน โดยความสมดุลของร่างกายอยู่ที่ประมาณ 37 องศาเซลเซียส ซึ่งเป็นอุณหภูมิที่ร่างกายทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพสูงสุด

ไม่ว่าอุณหภูมิภายนอกจะมีการเปลี่ยนแปลงเป็นร้อน เย็น หรือชื้น ร่างกายก็จะปรับอุณหภูมิภายในให้อยู่สภาวะคงที่ 37 องศาเซลเซียส แต่อากาศที่เปลี่ยนแปลงบ่อยในช่วงหน้าฝน บางครั้งก็ร้อนอบอ้าว บางครั้งก็ร้อนชื้น ปริมาณความชื้นในอากาศที่เพิ่มขึ้น ทำให้ร่างกายปรับตัวไม่ทันและเกิดความไม่สมดุล จึงแสดงอาการต่างๆ ออกมา เช่น เจ็บคอ เป็นหวัด น้ำมูกไหลตลอดเวลา ผื่นแพ้ผิวหนัง ฯลฯ

แต่ในทางกลับกันอุณหภูมิ และสภาพอากาศเช่นนี้เป็นที่ชื่นชอบเหมาะในการเจริญเติบโตและแพร่กระจายของเชื้อไวรัสได้เป็นอย่างดี คนที่มีปัญหาเรื่องภูมิแพ้อากาศจึงมีโอกาสเป็นได้บ่อยและมากกว่าปกติ ดังนั้น เราจึงควรหาวิธีดูแลและเตรียมตัวรับมือกับอากาศที่แปรปรวนในช่วงหน้าฝน เพื่อคืนความสมดุลให้กับร่างกายเสียแต่เนิ่นๆ

นพ.พลวิช กล้าหาญ แพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านการปรับสมดุลสุขภาพและความงาม จาก ALIVE Wellness Solutions แนะวิธีคืนความสมดุลให้กับร่างกายในช่วงหน้าฝนว่า ช่วงนี้อากาศค่อนข้างแปรปรวน ไม่โปร่งโล่งสบาย เชื้อไวรัสจึงเติบโตได้ดี และมีอายุในการเจริญเติบโตได้นานกว่าช่วงอื่นๆ ทำให้โรคที่พบส่วนใหญ่เป็นโรคเกี่ยวกับระบบทางเดินหายใจ เช่น ไข้หวัด ไซนัส ภูมิแพ้ผิวหนัง ภูมิแพ้อากาศ เป็นต้น

เมื่อไม่สามารถควบคุมสภาวะอากาศให้บริสุทธิ์สดชื่นและสมดุลได้ เราจึงควรสร้างสมดุลให้กับตัวเองเพื่อสุขภาพร่างกายที่แข็งแรง ด้วย 10 วิธีง่ายๆ ช่วยรับมือกับอากาศแปรปรวนในหน้าฝน

1. ดื่มน้ำสะอาดอย่างน้อย 1.5 ลิตร เพื่อให้สมดุลของอุณหภูมิในร่างกายคงที่ จะช่วยทำให้โอกาสการติดเชื้อลดลง

2. นอนหลับพักผ่อนให้เพียงพออย่างน้อย 6 – 8 ชั่วโมง ถ้านอนหลับยากลองรับประทานกล้วยหอมก่อนนอน ซึ่งกล้วยหอมจะมีสารทริปโตเฟน ช่วยให้ร่างกายผ่อนคลายและหลับได้ง่ายขึ้น

3. หน้าฝนมักจะไม่ค่อยเสียเหงื่อ เพราะอากาศชื้น ควรออกกำลังกายเพื่อให้ร่างกายได้ขับของเสีย อีกทั้งยังเป็นการเพิ่มภูมิต้านทานให้กับร่างกายวิธีหนึ่งด้วย

4. อาหารที่ควรรับประทานอาหาร ได้แก่ ขิง ข่า ตะไคร้ ใบกะเพรา กระชาย เป็นต้น เพราะเป็นอาหารที่มีความเผ็ดร้อน เป็นการเพิ่มอุณหภูมิให้แก่ร่างกาย

5. อาหารที่ควรหลีกเลี่ยงรับประทาน คือ อาหารที่มีฤทธิ์เย็น รสขม เพราะจะทำให้อุณหภูมิในร่างกายลดต่ำลงมากกว่าเดิม ส่งผลให้ระบบการย่อยทำงานหนัก ย่อยยาก

6. ไม่ควรอยู่ในที่อึดอัดเพราะจะทำให้ติดเชื้อได้ง่าย ควรอยู่ที่อากาศแห้งและถ่ายเทสะดวก เปิดประตูหน้าต่างเพื่อระบายอากาศ และทำตัวเป็นมนุษย์สะอาดล้างมือทุกครั้งหลังทำกิจกรรมเพื่อไม่ให้เป็นแหล่งสะสมของเชื้อโรค

7. หน้าฝนอากาศไม่ปลอดโปร่ง ทำให้คนมีจิตใจหดหู่ ควรหาเวลาไปพักผ่อนเพื่อเพิ่มออกซิเจนบริสุทธิ์ให้กับร่างกาย

8. อากาศเปลี่ยนแปลงบ่อย ทำให้ร่างกายเสียสมดุลได้ง่าย เสริมภูมิคุ้มกันให้กับร่างกายด้วย การรับประทานวิตามินซีเสริมวันละ 500 – 1,000 มิลลิกรัม

9. ควรใส่เสื้อผ้าสีสดใส เพื่อเติมพลังงานให้กับจิตใจ ใครจะคิดบ้างว่าแค่การปรับเปลี่ยนสีเสื้อผ้าก็ทำให้อารมณ์คุณเปลี่ยนแล้ว

10. นอกจากเตรียมความพร้อมของร่างกายแล้วควรเตรียมความพร้อมด้านจิตใจ ทำจิตใจให้สงบนิ่ง ด้วยการนั่งสมาธิเพื่อรับมือกับทุกสภาวะ

 

ที่มา: กรุงเทพธุรกิจ 4 สิงหาคม 2555