ปวดหลัง : ทางเลือก รักษาได้ไม่ผ่าตัด

dailynews130929_002_1อาการปวดหลัง นับว่าเป็นปัญหาสำคัญพบได้บ่อยที่สุดของโรคกระดูกและข้อ สามารถเกิดขึ้นกับคนทุกวัย ตั้งแต่วัยหนุ่มสาว วัยทำงานจนถึงวัยผู้สูงอายุ สาเหตุของอาการปวดหลังในวัยหนุ่มสาวและวัยทำงานส่วนใหญ่มักเกิดจากหมอนรองกระดูกสันหลังเคลื่อนกดทับเส้นประสาท และพฤติกรรมการจัดท่าในการทำงานที่ไม่ถูกต้อง การยกของไม่ถูกวิธี ส่วนในวัยผู้สูงอายุสาเหตุส่วนใหญ่มักเกิดจากหมอนรองกระดูกสันหลังเสื่อม กระดูกข้อต่อระหว่างกระดูกสันหลังมีการอักเสบ เกิดกระดูกงอกเนื่องจากการเสื่อมมากดทับเส้นประสาท ทำให้เกิดอาการปวดหลังร้าวลงไปที่บริเวณสะโพก บริเวณด้านหลังของต้นขา และบางครั้งอาจมีการปวดร้าวลงบริเวณน่อง ร่วมกับมีอาการชาบริเวณหลังเท้า และส้นเท้าร่วมด้วย ทำให้ผู้ป่วยทนทุกข์ทรมานจากอาการปวด มีผลต่อการทำงานและการใช้ชีวิตประจำวัน และคุณภาพชีวิตของผู้ป่วย เมื่อท่านมีอาการและอาการแสดงเกี่ยวกับอาการปวดหลัง มีสัญญาณเตือนบางอย่างที่ทำให้ท่านต้องรีบไปพบแพทย์เพื่อตรวจร่างกาย หรืออาจจำเป็นต้องตรวจวินิจฉัยพิเศษเพิ่มเติม ได้แก่ มีอาการไข้ เมื่อรักษาด้วยการรับประทานยาแก้ปวดแล้วอาการไม่ดีขึ้น ผู้ที่มีประวัติเคยเป็นโรคมะเร็งมาก่อน มีอาการปวดหลังร่วมกับมีปัสสาวะเล็ดหรือไม่สามารถกลั้นอุจจาระและปัสสาวะได้ มีอาการอ่อนแรงของขา หรือเสียสมดุลของร่างกาย มีอาการปวดหลังมากตอนกลางคืนหรือมีอาการปวดมากแม้ไม่ได้ทำงาน หรือน้ำหนักลดโดยไม่ทราบสาเหตุ เป็นต้น

การรักษาอาการปวดหลัง ทำได้โดย

1. การปฏิบัติตัว ต้องปรับเปลี่ยนพฤติกรรมที่จะทำให้มีอาการปวดหลังเพิ่มมากขึ้น ได้แก่ การนั่งกับพื้น การก้มยกของหนัก เพราะน้ำหนักของร่างการส่วนใหญ่จะลงตรงบริเวณกระดูกสันหลังส่วนเอว ทำให้เกิดการอักเสบของกระดูกข้อต่อบริเวณกระดูกสันหลัง ทำให้ผู้ป่วยมีอาการปวดเพิ่มมากขึ้น การใช้เก้าอี้นั่งควรใช้ชนิดที่มีพนักพิงหลัง เพราะจะช่วยลดแรงที่กระทำต่อกระดูกข้อต่อบริเวณสันหลังส่วนเอว การปรับเปลี่ยนพฤติกรรมนับเป็นสิ่งที่สำคัญที่สุด เพราะเป็นการแก้ที่สาเหตุของอาการปวด เพราะถ้าผู้ป่วยไม่ปรับเปลี่ยนพฤติกรรม รวมทั้งการลดน้ำหนักตัว อาการปวดของผู้ป่วยก็มักจะไม่ทุเลาลง และถึงแม้ว่าจะรับการรักษาด้วยการผ่าตัด ในที่สุดผู้ป่วยก็จะกลับมามีอาการปวดอีกครั้งหนึ่ง

2. การใช้ยาลดอาการปวด และยาต้านการอักเสบ ชนิดรับประทาน เพื่อบรรเทาอาการปวด

3. การใช้ยาสเตียรอยด์ร่วมกับยาชาเฉพาะที่ฉีดเข้าไปยังช่องว่างโพรงประสาทบริเวณกระดูกก้นกบ จากการศึกษาวิจัยของ ผศ.นพ.ธนินนิตย์ ลีรพันธ์ คณะแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ พบว่า มากกว่าร้อยละ 90 ของผู้ป่วยที่ได้รับการฉีดยาสเตียรอยด์ร่วมกับยาชาเฉพาะที่เข้าไปยังช่องว่างของโพรงประสาท โดยการใช้เครื่องอัลตราซาวด์ช่วยในการระบุตำแหน่งที่ฉีดสามารถลดอาการปวดหลังภายหลังการติดตามผลการรักษาเป็นระยะเวลา 3 เดือนในผู้ป่วยที่มีหมอนรองกระดูกสันหลังเสื่อมกดทับเส้นประสาทได้ นอกจากนี้ยังทำให้การทำงานกิจวัตรประจำวัน และคุณภาพชีวิตของผู้ป่วยดีขึ้น ช่วยบรรเทาอาการปวดทำให้ผู้ป่วยทำกายภาพบำบัดได้สะดวกมากขึ้น สามารถลดอุบัติการณ์การผ่าตัดกระดูกสันหลังให้ผู้ป่วยได้ กลไกในการลดอาการปวดจากการฉีดยาสเตียรอยด์จะช่วยลดการบวม การอักเสบของเส้นประสาทที่ถูกกดทับ ทำให้การไหลเวียนของเส้นเลือดที่ไปเลี้ยงที่บริเวณเส้นประสาทบริเวณกระดูกสันหลังดีขึ้น เส้นประสาทยุบบวมจากการอักเสบ จึงทำให้อาการปวดหลังของผู้ป่วยดีขึ้น

วิธีการนี้เหมาะสมเป็นอย่างมากสำหรับผู้ป่วยที่ไม่ต้องการรักษาด้วยการ ผ่าตัดกระดูกสันหลังหรือมีความเสี่ยงสูงจากการผ่าตัด นอกจากนี้ยังใช้ได้ผลดีในกรณีที่ผู้ป่วยที่ได้รับการรักษาด้วยการผ่าตัดแล้ว ยังมีอาการปวดหลังและอาการปวดชาร้าวลงขา ซึ่งพยาธิสภาพที่เกิดหลังผ่าตัดคือ การมีพังผืดไปกดรัดเส้นประสาทหลังจากการผ่าตัด ทำให้ผู้ป่วยมีอาการปวดหลังร่วมกับอาการปวดร้าวลงขาอยู่ การฉีดยานี้จะช่วยแยกสลายพังผืดที่กดรัดรอบ ๆ เส้นประสาท และลดการอักเสบของเส้นประสาท และเนื้อเยื่ออ่อน ๆ ที่อยู่รอบ ๆ ทำให้ลดอาการปวดให้ผู้ป่วย อีกทางหนึ่งด้วย ยิ่งในปัจจุบันด้วยวิวัฒนาการของเทคโนโลยีที่ก้าวหน้า จึงมีการนำคลื่นเสียงความถี่สูงหรือเครื่องอัลตราซาวด์มาช่วยเป็นเครื่องชี้นำ บ่งบอกถึงตำแหน่งของบริเวณที่จะฉีดยา ทำให้การฉีดยาเข้าโพรงประสาทมีความแม่นยำมากขึ้น และสามารถทำได้โดยไม่ต้องนอนพักรักษาตัวในโรงพยาบาล

4.การทำกายบริหารและการยืดกล้ามเนื้อ จะช่วยทำให้กล้ามเนื้อมีความยืดหยุ่นเพิ่มมากขึ้นอาการปวดหลังเป็นปัญหาที่สำคัญดังนั้นการหลีกเลี่ยงพฤติกรรมเสี่ยงทั้งในเรื่องของการนั่งทำงานที่ไม่ถูกต้อง การยกของที่ไม่ถูกวิธี การรักษาด้วยการใช้ยารับประทานในผู้สูงอายุควรระวังการใช้ยาในกลุ่มต้านการอักเสบเพื่อลดอาการปวด เพราะจะทำให้มีผลต่อกระเพาะอาหาร ทำให้ปวดท้องและบางครั้งอาจทำให้เลือดออกในกระเพาะอาหารได้ การฉีดยาสเตียรอยด์เข้าโพรงประสาทโดยการใช้คลื่นเสียงความถี่สูงบอกตำแหน่ง นับว่าเป็นทางเลือกหนึ่งของการรักษาแบบประคับประคอง เพื่อหลีกเลี่ยงการผ่าตัดที่ไม่จำเป็น

ผศ.นพ.ธนินนิตย์ ลีรพันธ์ ภาควิชาออร์โทปิดิกส์ คณะแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่
tleerapun@gmail.com , http://www.taninnit.com ,Facebook: Dr.Keng หมอเก่ง

ที่มา: เดลินิวส์ 29 กันยายน 2556

dailynews130929_002_2

Advertisements

นวัตกรรมการรักษาโรคปวดหลังโดยไม่ต้องผ่าตัดอย่างแท้จริง

โรคปวดหลังนับเป็นปัญหาที่เกิดขึ้นในวัยทำงานและวัยชรา ที่พบได้บ่อยที่สุดในอาการปวดเรื้อรัง บั่นทอนสุขภาพและการใช้ชีวิตประจำวันเป็นอย่างยิ่ง จนไม่สามารถใช้ชีวิตประจำวันหรือท่องเที่ยวเดินทางไกลได้อย่างใจคิด สาเหตุของอาการปวดหลัง เกิดขึ้นได้หลากหลาย เช่น หมอนรองกระดูกสันหลังเคลื่อน หมอนรองกระดูกสันหลังกดทับเส้นประสาท หรือการเสื่อมสภาพของข้อต่อกระดูกสันหลัง

นับว่าเป็นข่าวดีของผู้ป่วยที่มีปัญหาตามที่กล่าวมา เพราะมีนวัตกรรมทางการแพทย์ล้ำสมัยล่าสุดสำหรับการรักษาโดยไม่ต้องผ่าตัดอย่างแท้จริง ซึ่งเกิดขึ้นจากกลุ่มแพทย์ได้ช่วยกันคิดค้นอุปกรณ์เพื่อใช้ในการรักษาผู้ป่วยที่มีปัญหาจากโรคปวดหลัง มีชื่อเรียกทางการแพทย์ในการรักษาชนิดนี้ว่า Percutaneous Epidural Neurolysis (PEN) เรียกสั้น ๆ ว่า PEN โดยอาศัยอุปกรณ์คล้ายท่อสายยางขนาดเล็ก ซึ่งท่อสายยางนี้มีขนาดเล็กกว่าไส้ปากกาหมึกแห้ง มีขนาดประมาณ 2 มิลลิเมตร ซึ่งสามารถควบคุมการเคลื่อนไหวไปในทิศทางที่ต้องการได้ มีคุณสมบัติยืดหยุ่นแข็งแรง ไม่ก่อให้เกิดปฏิกิริยาการอักเสบ โดยภายในท่อสายยางขนาดเล็ก ๆ นี้จะมีแกนขดลวดขนาดจิ๋ว ทำหน้าที่คอยบังคับการเคลื่อนไหวบริเวณส่วนปลาย ซึ่งอุปกรณ์ชนิดนี้สามารถคลายหรือเลาะพังผืดที่เกิดขึ้นในโพรงสันหลัง รวมถึงบริเวณโดยรอบของรากประสาทที่มีการอักเสบอันเนื่องมาจากสารเคมี หรือสารอักเสบจากหมอนรองกระดูกที่เคลื่อนหรือแตกเข้ามายังโพรงหรือช่องสันหลัง นอกจากนี้อุปกรณ์    พิเศษชนิดนี้ยังสามารถใช้เป็นทางสำหรับฉีดยาแก้อักเสบเข้าไปยังโพรงสันหลัง และบริเวณที่มีการอักเสบของรากประสาทหมอนรองกระดูกสันหลังอีกด้วย

การรักษาโดยวิธีนี้ผู้ป่วยไม่ต้องดมยาสลบ เพียงแต่ใช้ยาชาเฉพาะที่ในบริเวณช่องสันหลังส่วนล่าง ใช้ระยะเวลาในการทำประมาณ 10-15 นาที หลังจากทำหัตถการเสร็จผู้ป่วยสามารถกลับบ้านได้ หรืออาจนอนสังเกตอาการแบบคนไข้ในประมาณ 1 คืน รุ่งเช้าผู้ป่วยสามารถกลับไปทำงานได้ตามปกติ ผลที่คาดว่าจะได้รับนั้นพบว่า อาการปวดหลัง และอาการปวดร้าวลงขาลดลงอย่างชัดเจน เนื่องมาจากพังผืดและอาการอักเสบได้ถูกแก้ไข โดยวิธีการที่กล่าวมาผู้ป่วยที่เหมาะสมกับการรักษาด้วยวิธีนี้ ได้แก่

1. หมอนรองกระดูกสันหลังเคลื่อนที่มีอาการปวดหลัง
2. หมอนรองกระดูกสันหลังเคลื่อนที่มีอาการปวดหลังและปวดร้าวลงขา
3.ช่องกระดูกสันหลังตีบจากหมอนรองกระดูกสันหลังเสื่อม
4.ผู้ป่วยที่เคยได้รับการผ่าตัดกระดูกสันหลังมาแล้ว แต่ยังมีอาการปวดหลังหรือปวดร้าวลงขา ไม่ต้องการรับการผ่าตัดอีก เนื่องจากมีพังผืดหรือเนื้อเยื่อยึดติดทางด้านหลังของเส้นประสาทมาก การใช้วิธีการคลายพังผืดโดยวิธีใช้ท่อขนาดเล็กแบบควบคุมได้ เป็นวิธีที่เหมาะสมมาก เพราะเป็นการสลายพังผืดโดยไม่รบกวนต่อแผลผ่าตัดที่มีมาก่อน
5. ผู้ป่วยที่เคยผ่าตัดยึดตรึงโลหะดามกระดูกมาก่อน
6.กระดูกสันหลังเคลื่อนในระดับชั้นที่ 1 ถึงชั้นที่ 2

ข้อดีที่แตกต่างจากวิธีการผ่าตัด ได้แก่

1.เป็นการรักษาแบบไม่ผ่าตัดอย่างแท้จริง 100 เปอร์เซ็นต์
2.มีบาดแผลขนาดเท่ารูเข็ม หรือขนาดประมาณ 2-3 มิลลิเมตร ไม่ต้องเย็บแผล ขนาดพอ ๆ กับเข็มเจาะเลือดเวลามาตรวจเลือด
3.ไม่มีการเสียเลือด ดังนั้นไม่มีการให้เลือดทดแทนโดยเด็ดขาด
4.ฟื้นตัวได้เร็ว อาการปวดหลังจากที่ทำหัตถการเสร็จสิ้นเกิดขึ้นน้อยมาก
5.เหมาะสำหรับผู้ป่วยที่มีปัญหาทางด้านโรคอายุรกรรมหลาย ๆ โรค
6.สามารถทำได้ในผู้ป่วยที่เคยได้รับการผ่าตัดกระดูกสันหลังมาแล้ว
7.ไม่มีข้อจำกัดในผู้ป่วยสูงอายุ

ข้อจำกัดสำหรับวิธีการรักษาแบบสลายพังผืด

1. เป็นอุปกรณ์สมัยใหม่ ต้องนำเข้าจากต่างประเทศ
2. ต้องอาศัยแพทย์และทีมแพทย์ที่มีความชำนาญและประสบการณ์
3.อาจไม่เหมาะกับผู้ป่วยที่มีปัญหาเรื่องการแพ้สารทึบแสง

อาจกล่าวได้อย่างไม่มีข้อสงสัยเลยว่า นวัตกรรมการแพทย์แบบล้ำสมัยสำหรับการรักษาโรคปวดหลัง ปวดร้าวลงขา สาเหตุจากโรคหมอนรองกระดูกสันหลังที่กล่าวมาข้างต้น โดยวิธีคลายพังผืดในช่องสันหลังหรือ PEN นี้ อาจจะได้รับความนิยมอย่างมาก ๆ จากแพทย์และผู้ป่วยในอีก 1-2 ปี ข้างหน้านี้เป็นต้นไปมากขึ้นเรื่อย ๆ จนทำให้การผ่าตัดโรคกระดูกสันหลัง โรคหมอนรองกระดูกสันหลังลดลง หรือถึงกับเหลือน้อยมากเฉพาะผู้ป่วยที่มีปัญหากระดูกสันหลังเคลื่อนหรือกระดูกสันหลังหักจากอุบัติเหตุเท่านั้น

ข้อมูลจาก ผู้ช่วยศาสตราจารย์ พันเอก นายแพทย์จิระเดช ตุงคะเศรณี ศูนย์กล้ามเนื้อ กระดูกและข้อ โรงพยาบาลพญาไท 2 http://www.phyathai.com

นายแพทย์สุรพงษ์ อำพันวงษ์

ที่มา: เดลินิวส์ 8 กรกฎาคม 2555

อย่าละเลย…เมื่อปวดหลัง

อย่าละเลย…เมื่อปวดหลัง  

 
              “อาการปวดกล้ามเนื้อหลัง” เป็นกลุ่มอาการที่พบบ่อยที่สุดในโรคปวดหลัง สาเหตุเกิดจากเส้นใยกล้ามเนื้อหลัง หรือเอ็นที่ยึดระหว่างข้อกระดูกสันหลังถูกยืดออกมากเกินไป หรือมีการฉีกขาดของเนื้อเยื่อเส้นใย ทำให้เกิดการอักเสบของเนื้อเยื่อ และนำไปสู่อาการปวดหลัง กล้ามเนื้อหลังหดเกร็ง มีการเคลื่อนไหวลำบาก และจะปวดมากเมื่อพยายามขยับตัว อาการปวดมักจะรุนแรงและทรมานมาก ผู้ที่เคยเป็นมักจะจดจำประสบการณ์นั้นได้เป็นอย่างดียากที่จะลืมเลือน

 
           มีคำกล่าวกันว่าคนเราทุกคนจะต้องเคยปวดกล้ามเนื้อหลังอย่างน้อยหนึ่งครั้งในชีวิต คนที่ไม่เคยปวดหลังเลยถือได้ว่าเป็นคนที่โชคดีมาก ๆ จากสถิติพบว่าโรคปวดหลังถูกระบุเป็นสาเหตุของการลาหยุดงานมากที่สุด การที่กล้ามเนื้อหลังเกิดการอักเสบได้บ่อย เนื่องจากกระดูกสันหลังส่วนเอวเป็นตำแหน่งที่มีการเคลื่อนไหวมากในกิจวัตรประจำวัน ตั้งแต่การก้มหลัง แอ่นหลัง เอี้ยวตัว หมุนตัว ดังนั้นร่างกายจึงต้องมีมัดกล้ามเนื้อขนาดใหญ่อยู่ข้าง ๆ กระดูกสันหลัง และมีเอ็นยึดระหว่างปล้องกระดูกสันหลังจำนวนมาก การเคลื่อนไหวซ้ำ ๆ บ่อย ๆ ในแต่ละวัน จึงมีโอกาสสูงที่จะเกิดการบาดเจ็บต่อกล้ามเนื้อหลังและเอ็นรอบกระดูกสันหลังได้

           สาเหตุส่วนใหญ่เกิดจากการใช้งานในท่าที่ไม่ถูกต้อง หรือใช้งานมากเกินกำลัง มีบางส่วนเกิดจากอุบัติเหตุโดยตรง เช่น บาดเจ็บจากการเล่นกีฬา ส่วนในกรณีของหมอนรองกระดูกสันหลังเคลื่อนหรือเสื่อม ก็สามารถทำให้เกิดอาการปวดหลังได้เช่นกัน และบางครั้งจะแยกจากกันได้ยาก ต้องปรึกษาแพทย์ผู้เชี่ยวชาญเฉพาะทาง อย่างไรก็ตามการรักษาเบื้องต้นในทั้งสองกรณีจะเหมือนกัน และสามารถทำได้ด้วยตนเอง
       
                 ลักษณะอาการคือ จะปวดหลังอย่างรุนแรงบริเวณบั้นเอว กระเบนเหน็บ อาจจะร้าวมาที่ตะโพกทั้งสองข้างก็ได้ ถ้ามีอาการปวดมาก ๆ จะมีการหดเกร็งของกล้ามเนื้อหลัง แข็งเป็นลำสองข้างของกระดูกสันหลัง ทำให้ขยับเคลื่อนไหวได้ลำบาก เวลาลุกยืน ไม่สามารถเหยียดหลังให้ตรงได้ หรือที่เรียกว่าหลังยอก หลังแข็ง
       
                  วิธีการรักษาอาการปวดหลังจากกล้ามเนื้ออักเสบ สามารถทำได้เอง โดยให้นอนพักบนเตียงนอนในท่านอนหงาย ใช้หมอนข้างสอดใต้ขาพับทั้ง 2 ข้าง หรือวางขาบนม้าเตี้ย ๆ เพื่อให้เอวเหยียดตรง ราบไปบนที่นอน ส่วนใหญ่อาการจะดีขึ้นภายใน 1-2 วัน ซึ่งแนะนำไม่ให้นอนพักเกิน 2 วัน ควรรับประทานยาแก้ปวด เช่น พาราเซตามอล ด้วยจะช่วยให้หายปวดได้เร็วขึ้น ส่วนยาต้านอักเสบสามารถลดอาการปวดได้อย่างรวดเร็ว มีหลายชนิด ผู้ที่เป็นโรคไต ความดันโลหิตสูง โรคหัวใจ ควรปรึกษาแพทย์ก่อนใช้ และยาต้านอักเสบเกือบทุกตัวจะกัดกระเพาะ ยาคลายกล้ามเนื้อสามารถใช้ได้แต่มักจะมีผลข้างเคียง ทำให้มึนงงหรือง่วง หากจะเลือกใช้ต้องระมัดระวังการขับขี่รถยนต์และการทำงานกับเครื่องจักรด้วย
       
                  การทำกายภาพบำบัด สามารถช่วยให้อาการปวดหายเร็วขึ้น ลดระยะเวลาการพักฟื้นให้น้อยลง เช่น การประคบร้อนด้วยเครื่องมือเฉพาะต่าง ๆ การนวดอย่างถูกวิธี รวมทั้งการฉีดยาเฉพาะที่ การฝังเข็ม แต่ต้องมีค่าใช้จ่าย และต้องรักษากับผู้เชี่ยวชาญที่โรงพยาบาล
       
                 ภายหลังจากอาการปวดเฉียบพลันลดลงแล้ว ซึ่งส่วนใหญ่จะไม่เกิน 1-2 วัน ผู้ป่วยควรจะทำกายบริหาร เพื่อเหยียดกล้ามเนื้อและเพิ่มความแข็งแรง ให้กล้ามเนื้อทุกส่วนอยู่ในสภาพสมดุล ซึ่งรวมทั้งกล้ามเนื้อที่ควบคุมการทำงานของข้อตะโพกและเชิงกรานด้วย นั่นคือนอกจากจะทำกายบริหารกล้ามเนื้อหลังแล้ว ยังต้องทำกายบริหารกล้ามเนื้อหน้าท้อง กล้ามเนื้อตะโพก และกล้ามเนื้อต้นขาด้วย ควรจะทำกายบริหารสม่ำเสมอ ต่อเนื่องตลอดไป เพื่อป้องกันการปวดเรื้อรัง หรือการเกิดเป็นซ้ำบ่อย ๆ ส่วนการนอนพักนานเกินไปจะเกิดผลเสียมากกว่าผลดี ส่วนการหยุดเคลื่อนไหวนาน ๆ กล้ามเนื้อจะไม่ยืดหยุ่น อ่อนกำลังลง กล้ามเนื้อจะลีบเล็กลงและกลายเป็นเนื้อเยื่อพังผืดในที่สุด
       
                 เหตุใดบางคนจึงปวดหลังบ่อยหรือปวดประจำจนกลายเป็นปวดเรื้อรัง จากการศึกษาวิจัย แพทย์พบว่ามีปัจจัยบางอย่างที่เป็นสาเหตุร่วมของอาการปวดหลังบ่อย ๆ เช่น ภาวะอ้วนลงพุง การสูบบุหรี่จัด และการไม่ออกกำลังกาย ซึ่งจะทำให้กล้ามเนื้ออยู่ในสภาพไม่สมดุล นอกจากนั้นยังรวมถึงการใช้งานไม่ถูกต้อง ทั้งจากความประมาท ไม่ระมัดระวัง หรือไม่มีความรู้มาก่อน เช่น การก้มยกของหนัก การนั่งกับพื้น เป็นต้น
       
                 วิธีป้องกันจากปัจจัยเสี่ยงดังกล่าว หากไม่อยากเกิดอาการปวดหลังอีก ต้องกำจัดปัจจัยดังกล่าว เช่น งดสูบบุหรี่ ควบคุมน้ำหนักตัว และที่สำคัญคือการออกกำลังกายสม่ำเสมอ เพื่อเสริมความแข็งแรงของกล้ามเนื้อ และปรับสภาพกล้ามเนื้อให้สู่สภาพสมดุล กีฬาที่แนะนำ คือว่ายน้ำ จะเหมาะสำหรับผู้ป่วยปวดหลังเรื้อรัง หรือปวดบ่อย ๆ มากที่สุด
       
                ส่วนวิธีบริหารร่างกาย เมื่อมีอาการปวดกล้ามเนื้อหลัง ส่วนใหญ่จะเป็นการเหยียดกล้ามเนื้อ และเพิ่มความแข็งแรงให้กล้ามเนื้อรอบ ๆ กระดูกส่วนหลัง รวมถึงกล้ามเนื้อท้อง และกล้ามเนื้อต้นขา
       
                ดังนั้น อาการปวดหลังเมื่อเกิดขึ้นแล้ว อย่าปล่อยทิ้งไว้ อย่าละเลยคิดว่าเดี๋ยวก็หาย เพราะอาจทำให้เกิดปัญหาเรื้อรัง ควรรีบปรึกษาแพทย์ผู้เชี่ยวชาญ.  
 
 
ข้อมูลจาก : เดลินิวส์ วันจันทร์ที่ 13 มิถุนายน 255