ปวดหลัง : ทางเลือก รักษาได้ไม่ผ่าตัด

dailynews130929_002_1อาการปวดหลัง นับว่าเป็นปัญหาสำคัญพบได้บ่อยที่สุดของโรคกระดูกและข้อ สามารถเกิดขึ้นกับคนทุกวัย ตั้งแต่วัยหนุ่มสาว วัยทำงานจนถึงวัยผู้สูงอายุ สาเหตุของอาการปวดหลังในวัยหนุ่มสาวและวัยทำงานส่วนใหญ่มักเกิดจากหมอนรองกระดูกสันหลังเคลื่อนกดทับเส้นประสาท และพฤติกรรมการจัดท่าในการทำงานที่ไม่ถูกต้อง การยกของไม่ถูกวิธี ส่วนในวัยผู้สูงอายุสาเหตุส่วนใหญ่มักเกิดจากหมอนรองกระดูกสันหลังเสื่อม กระดูกข้อต่อระหว่างกระดูกสันหลังมีการอักเสบ เกิดกระดูกงอกเนื่องจากการเสื่อมมากดทับเส้นประสาท ทำให้เกิดอาการปวดหลังร้าวลงไปที่บริเวณสะโพก บริเวณด้านหลังของต้นขา และบางครั้งอาจมีการปวดร้าวลงบริเวณน่อง ร่วมกับมีอาการชาบริเวณหลังเท้า และส้นเท้าร่วมด้วย ทำให้ผู้ป่วยทนทุกข์ทรมานจากอาการปวด มีผลต่อการทำงานและการใช้ชีวิตประจำวัน และคุณภาพชีวิตของผู้ป่วย เมื่อท่านมีอาการและอาการแสดงเกี่ยวกับอาการปวดหลัง มีสัญญาณเตือนบางอย่างที่ทำให้ท่านต้องรีบไปพบแพทย์เพื่อตรวจร่างกาย หรืออาจจำเป็นต้องตรวจวินิจฉัยพิเศษเพิ่มเติม ได้แก่ มีอาการไข้ เมื่อรักษาด้วยการรับประทานยาแก้ปวดแล้วอาการไม่ดีขึ้น ผู้ที่มีประวัติเคยเป็นโรคมะเร็งมาก่อน มีอาการปวดหลังร่วมกับมีปัสสาวะเล็ดหรือไม่สามารถกลั้นอุจจาระและปัสสาวะได้ มีอาการอ่อนแรงของขา หรือเสียสมดุลของร่างกาย มีอาการปวดหลังมากตอนกลางคืนหรือมีอาการปวดมากแม้ไม่ได้ทำงาน หรือน้ำหนักลดโดยไม่ทราบสาเหตุ เป็นต้น

การรักษาอาการปวดหลัง ทำได้โดย

1. การปฏิบัติตัว ต้องปรับเปลี่ยนพฤติกรรมที่จะทำให้มีอาการปวดหลังเพิ่มมากขึ้น ได้แก่ การนั่งกับพื้น การก้มยกของหนัก เพราะน้ำหนักของร่างการส่วนใหญ่จะลงตรงบริเวณกระดูกสันหลังส่วนเอว ทำให้เกิดการอักเสบของกระดูกข้อต่อบริเวณกระดูกสันหลัง ทำให้ผู้ป่วยมีอาการปวดเพิ่มมากขึ้น การใช้เก้าอี้นั่งควรใช้ชนิดที่มีพนักพิงหลัง เพราะจะช่วยลดแรงที่กระทำต่อกระดูกข้อต่อบริเวณสันหลังส่วนเอว การปรับเปลี่ยนพฤติกรรมนับเป็นสิ่งที่สำคัญที่สุด เพราะเป็นการแก้ที่สาเหตุของอาการปวด เพราะถ้าผู้ป่วยไม่ปรับเปลี่ยนพฤติกรรม รวมทั้งการลดน้ำหนักตัว อาการปวดของผู้ป่วยก็มักจะไม่ทุเลาลง และถึงแม้ว่าจะรับการรักษาด้วยการผ่าตัด ในที่สุดผู้ป่วยก็จะกลับมามีอาการปวดอีกครั้งหนึ่ง

2. การใช้ยาลดอาการปวด และยาต้านการอักเสบ ชนิดรับประทาน เพื่อบรรเทาอาการปวด

3. การใช้ยาสเตียรอยด์ร่วมกับยาชาเฉพาะที่ฉีดเข้าไปยังช่องว่างโพรงประสาทบริเวณกระดูกก้นกบ จากการศึกษาวิจัยของ ผศ.นพ.ธนินนิตย์ ลีรพันธ์ คณะแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ พบว่า มากกว่าร้อยละ 90 ของผู้ป่วยที่ได้รับการฉีดยาสเตียรอยด์ร่วมกับยาชาเฉพาะที่เข้าไปยังช่องว่างของโพรงประสาท โดยการใช้เครื่องอัลตราซาวด์ช่วยในการระบุตำแหน่งที่ฉีดสามารถลดอาการปวดหลังภายหลังการติดตามผลการรักษาเป็นระยะเวลา 3 เดือนในผู้ป่วยที่มีหมอนรองกระดูกสันหลังเสื่อมกดทับเส้นประสาทได้ นอกจากนี้ยังทำให้การทำงานกิจวัตรประจำวัน และคุณภาพชีวิตของผู้ป่วยดีขึ้น ช่วยบรรเทาอาการปวดทำให้ผู้ป่วยทำกายภาพบำบัดได้สะดวกมากขึ้น สามารถลดอุบัติการณ์การผ่าตัดกระดูกสันหลังให้ผู้ป่วยได้ กลไกในการลดอาการปวดจากการฉีดยาสเตียรอยด์จะช่วยลดการบวม การอักเสบของเส้นประสาทที่ถูกกดทับ ทำให้การไหลเวียนของเส้นเลือดที่ไปเลี้ยงที่บริเวณเส้นประสาทบริเวณกระดูกสันหลังดีขึ้น เส้นประสาทยุบบวมจากการอักเสบ จึงทำให้อาการปวดหลังของผู้ป่วยดีขึ้น

วิธีการนี้เหมาะสมเป็นอย่างมากสำหรับผู้ป่วยที่ไม่ต้องการรักษาด้วยการ ผ่าตัดกระดูกสันหลังหรือมีความเสี่ยงสูงจากการผ่าตัด นอกจากนี้ยังใช้ได้ผลดีในกรณีที่ผู้ป่วยที่ได้รับการรักษาด้วยการผ่าตัดแล้ว ยังมีอาการปวดหลังและอาการปวดชาร้าวลงขา ซึ่งพยาธิสภาพที่เกิดหลังผ่าตัดคือ การมีพังผืดไปกดรัดเส้นประสาทหลังจากการผ่าตัด ทำให้ผู้ป่วยมีอาการปวดหลังร่วมกับอาการปวดร้าวลงขาอยู่ การฉีดยานี้จะช่วยแยกสลายพังผืดที่กดรัดรอบ ๆ เส้นประสาท และลดการอักเสบของเส้นประสาท และเนื้อเยื่ออ่อน ๆ ที่อยู่รอบ ๆ ทำให้ลดอาการปวดให้ผู้ป่วย อีกทางหนึ่งด้วย ยิ่งในปัจจุบันด้วยวิวัฒนาการของเทคโนโลยีที่ก้าวหน้า จึงมีการนำคลื่นเสียงความถี่สูงหรือเครื่องอัลตราซาวด์มาช่วยเป็นเครื่องชี้นำ บ่งบอกถึงตำแหน่งของบริเวณที่จะฉีดยา ทำให้การฉีดยาเข้าโพรงประสาทมีความแม่นยำมากขึ้น และสามารถทำได้โดยไม่ต้องนอนพักรักษาตัวในโรงพยาบาล

4.การทำกายบริหารและการยืดกล้ามเนื้อ จะช่วยทำให้กล้ามเนื้อมีความยืดหยุ่นเพิ่มมากขึ้นอาการปวดหลังเป็นปัญหาที่สำคัญดังนั้นการหลีกเลี่ยงพฤติกรรมเสี่ยงทั้งในเรื่องของการนั่งทำงานที่ไม่ถูกต้อง การยกของที่ไม่ถูกวิธี การรักษาด้วยการใช้ยารับประทานในผู้สูงอายุควรระวังการใช้ยาในกลุ่มต้านการอักเสบเพื่อลดอาการปวด เพราะจะทำให้มีผลต่อกระเพาะอาหาร ทำให้ปวดท้องและบางครั้งอาจทำให้เลือดออกในกระเพาะอาหารได้ การฉีดยาสเตียรอยด์เข้าโพรงประสาทโดยการใช้คลื่นเสียงความถี่สูงบอกตำแหน่ง นับว่าเป็นทางเลือกหนึ่งของการรักษาแบบประคับประคอง เพื่อหลีกเลี่ยงการผ่าตัดที่ไม่จำเป็น

ผศ.นพ.ธนินนิตย์ ลีรพันธ์ ภาควิชาออร์โทปิดิกส์ คณะแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่
tleerapun@gmail.com , http://www.taninnit.com ,Facebook: Dr.Keng หมอเก่ง

ที่มา: เดลินิวส์ 29 กันยายน 2556

dailynews130929_002_2

Advertisements

ผ่าตัดเทคนิคใหม่รักษา “โรคปวดหลัง”แผลเล็ก ฟื้นตัวเร็ว เสียเลือดน้อย

โรคปวดหลัง เกิดได้จากหลายสาเหตุ โดยเฉพาะหมอนรองกระดูกเสื่อมและทรุด เมื่อเป็นแล้วหากต้องการรักษาด้วยการผ่าตัดหลายคนเกิดความลังเลใจที่จะรับการรักษา เนื่องจากเป็นที่ทราบกันดีว่าต้องพักฟื้นนานและมีโรคแทรกซ้อนหลายรูปแบบ ทำให้ยากต่อการตัดสินใจ ล่าสุดสถาบันโรคกระดูกสันหลังกรุงเทพได้พัฒนาการผ่าตัดเทคนิคใหม่แบบแผลเล็กข้างลำตัวโดยไม่ต้องเลาะกล้ามเนื้อหลังเป็นผลสำเร็จ ทำให้ช่วยรักษาผู้ที่มีอาการปวดหลังได้โดยไม่ต้องเลาะทำลายกล้ามเนื้อหลัง ที่สำคัญเสียเลือดน้อย มีแผลเล็ก ฟื้นตัวเร็ว และไม่มีผลข้างเคียง

นายแพทย์ทายาท บูรณกาล ผู้อำนวยการสถาบันโรคกระดูกสันหลังกรุงเทพ โรงพยาบาลกรุงเทพ และนายแพทย์สุปรีชา กาพิยะ ศัลยแพทย์ระบบประสาท เปิดเผยว่า ผู้ป่วยที่มีอาการปวดหลังมีหลายสาเหตุ อาทิ หมอนรองกระดูกสันหลังเสื่อมและทรุด กระดูกสันหลังเคลื่อนหรือเลื่อนทับเส้นประสาท กระดูกสันหลังคดในผู้สูงอายุ ฯลฯ ซึ่งการรักษาด้วยวิธีผ่าตัดในปัจจุบันก็อยู่ในเกณฑ์มาตรฐานที่ได้ผลดี แต่ยังมีปัญหาที่เป็นธรรมชาติของการผ่าตัดชนิดนี้อยู่ เช่น ผู้ป่วยพักฟื้นนาน ยิ่งผ่าตัดหลายระดับยิ่งต้องนอนพักฟื้นนานเป็นเดือนกว่าจะลุกนั่งรับประทานข้าวได้ เนื่องจากการบาดเจ็บจากกล้ามเนื้อหลังรุนแรง ผู้ป่วยบางรายปวดหลังและปวดกล้ามเนื้อหลังเป็นระยะเวลานานหลังผ่าตัด ถึงแม้ว่าแผลภายนอกจะดูดีแล้ว แต่ก็ยังปวดเรื้อรังอยู่ เพราะว่าการผ่าตัดกล้ามเนื้อหลังและกระดูกโดนแหวกเป็นแผลเป็น บางครั้งจึงไม่สามารถกลับมาเป็นปกติได้

ดังนั้นเราจึงนำวิธีการผ่าตัดเทคนิคใหม่เพื่อรักษาโรคปวดหลังเข้ามาใช้ โดยเรียกว่า “การผ่าตัดเสริมหมอนรองกระดูกแบบแผลเล็กข้างลำตัว” หรือ “ดีลิฟ” (Direct Lateral Interbody Fusion ; DLIF) อาศัยเครื่องมือติดตามการทำงานของระบบประสาทขณะผ่าตัด หรือ ไอโอเอ็ม (Intraoperative Neuromonotoring ; IOM) ส่งผ่านท่อขนาดเล็กประมาณ 1 นิ้ว เพื่อติดตามการทำงานของเส้นประสาทและไขสันหลัง และนำใส่อุปกรณ์หมอนรองกระดูกใหม่ไปแทนที่หมอนรองกระดูกที่เป็นปัญหาเดิม ทำให้กระดูกข้อนั้นแข็งแรงขึ้น รับน้ำหนักร่างกายได้ดีขึ้น การปวดหลังจึงลดลง นอกจากนี้ยังสามารถแก้ภาวะกระดูกสันหลังเคลื่อนไปด้านหน้าหรือภาวะกระดูกสันหลังคดในผู้สูงอายุโดยไม่ต้องเลาะกล้ามเนื้อหลังยาวตลอด จึงช่วยลดปัญหาปวดหลังเรื้อรัง ภาวะพังผืดเกาะเส้นประสาท ภาวะสกรูหลุดหลวมหรือภาวะสูญเสียกล้ามเนื้อหลังซึ่งอาจเกิดขึ้นภายหลังการผ่าตัดแบบเดิมได้

การที่แพทย์เลือกจุดทำการผ่าตัดบริเวณด้านข้างลำตัว เนื่องจากเป็นการไม่ทำลายกล้ามเนื้อหลัง อีกทั้งการไม่ตัดเลาะกระดูกสันหลังที่ให้ความแข็งแรงเดิมสูญเสียไป จึงส่งผลให้แผ่นหลังไม่มีการเจ็บปวดเรื้อรังตามมาอันเป็นโรคแทรกซ้อนจากการผ่าตัดด้านหลังที่พบได้ การพักฟื้นหลังการผ่าตัดน้อยลง ส่วนใหญ่ผู้ป่วยสามารถเดินได้ภายใน 48 ชั่วโมงหลังการผ่าตัดและมักมีกิจกรรมออกกำลังกายได้ปกติภายใน 3 เดือน และยังสามารถรักษาเสถียรภาพของกระดูกสันหลัง ซึ่งการเสริมหมอนรองกระดูกแต่ละปล้องที่ทรุดตัวอยู่จะส่งผลให้เกิดการแก้แนวกระดูกสันหลังในภาวะกระดูกสันหลังคดในผู้ป่วยสูงอายุที่เกิดจากการคลอนของแต่ละข้อ โดยมีการชอกช้ำและสูญเสียเลือดน้อย รวมถึงช่วยลดความเสี่ยงในการติดเชื้อหลังการผ่าตัดและยังบรรเทาอาการปวดขา อาการเหน็บชา กล้ามเนื้ออ่อนแรงจากภาวะกระดูกสันหลังทับเส้นประสาทได้

อย่างไรก็ตามขั้นตอนการผ่าตัดด้วยวิธีนี้ยังเพิ่มความแม่นยำขณะผ่าตัด เพราะแพทย์ได้นำเครื่องมือติดตามการทำงานของระบบประสาทขณะผ่าตัดหรือไอโอเอ็ม มาใช้ระหว่างผ่าตัด โดยใช้เทคนิคทางด้านประสาทสรีรวิทยา เกิดจากการตอบสนองของระบบประสาททางด้านไฟฟ้าเข้ามาใช้ในการดูจอมอนิเตอร์ขณะทำการผ่าตัดว่าเครื่องมือต่าง ๆ ที่แพทย์ใช้อยู่ในตัวคนไข้จะไม่ทำลายหรือรบกวนระบบเส้นประสาทในบริเวณที่มีการผ่าตัดหรือบริเวณใกล้เคียงเพื่อช่วยให้ศัลยแพทย์ได้รับข้อมูลที่ถูกต้องและชัดเจนที่สุดเกี่ยวกับตำแหน่งที่แม่นยำและหน้าที่ของเส้นประสาทแต่ละเส้นเพื่อลดอัตราความเสี่ยงของการบาดเจ็บของเส้นประสาทในระหว่างการใส่หมอนรองกระดูกหรือในระหว่างทำการผ่าตัด ที่สำคัญการผ่าตัดเทคนิคใหม่นี้ไม่ต้องเปิดเลาะเข้าไปรบกวนการทำงานของเส้นประสาท ไม่ต้องสัมผัสเส้นประสาท ทำให้การหายปวดเป็นไปอย่างสมบูรณ์ ลดการแทรกซ้อนจากการบาดเจ็บฉีกขาดของเส้นประสาท การรั่วของถุงหุ้มเส้นประสาทหรือโรคแทรกซ้อนที่สำคัญและแก้ไขลำบาก คือการเกิดพังผืดรัดเส้นประสาทในอนาคตทำให้เกิดการเจ็บปวดเรื้อรังตามมา

ด้าน แพทย์หญิงสุชีลา จิตสาโรจิตโต ผู้อำนวยการศูนย์เวชศาสตร์ฟื้นฟูกรุงเทพ กล่าวถึงผลกระทบจากการเลาะกล้ามเนื้อหลังว่า วิธีผ่าตัดแบบเดิมที่ใช้อยู่ในปัจจุบันหากต้องการเชื่อมข้อ 1 ระดับต้องเปิดแผลและเลาะกล้ามเนื้อหลังความยาวตั้งแต่ 4-5 นิ้วเป็นอย่างน้อย โดยกล้ามเนื้อและข้อต่อบริเวณที่ทำการผ่าตัดจะได้รับความกระทบกระเทือนอาจส่งผลข้างเคียง เช่น กล้ามเนื้อที่ผ่าตัดอักเสบ กล้ามเนื้อบริเวณนั้นเกิดการฝ่อตัวถาวรหรือข้อต่อบริเวณใกล้เคียงเกิดการหลวมคลอน ซึ่งภาวะเหล่านี้ต้องอาศัยการกาย ภาพบำบัดหรือออกกำลังกายเพื่อบรรเทาอาการข้างเคียงและฟื้นฟูร่างกายให้กลับมาแข็งแรงใหม่อีกครั้งเป็นเวลานาน

ดังนั้นเพื่อลดผลข้างเคียงที่ตามมาการเลือกวิธีการผ่าตัดแผลเล็กลง ทำให้กล้ามเนื้อบอบช้ำน้อยกว่าส่งผลดีต่อผู้ป่วยทั้งในระยะสั้นและระยะยาว อย่างไรก็ตามข้อควรระวังของคนไข้ที่มีภาวะความผิดปกติของกระดูกสันหลังเพื่อรักษากระดูกสันหลังให้ใช้งานได้ยาวนาน คืองดเว้นกิจกรรมที่ต้องยกของหนัก ก้มตัวบ่อย ๆ เพราะอาจทำให้กระดูกสันหลังข้ออื่นมีปัญหาตามมาได้ การอยู่ในสถานที่ซึ่งมีการสั่นสะเทือนมาก ๆ การนั่งผิดท่าเป็นเวลานาน ๆ การขับรถเป็นเวลานาน ๆ ก็อาจส่งผลให้กระดูกสันหลังมีปัญหาขึ้นมาได้ ฉะนั้นเพื่อความปลอดภัยควรปฏิบัติตามคำแนะนำของแพทย์อย่างเคร่งครัด

การผ่าตัดด้วยวิธีใหม่นี้จึงถือเป็นทางเลือกอีกทางที่สามารถตอบโจทย์สำหรับผู้มีปัญหาปวดหลังที่ต้องการรักษาด้วยการผ่าตัดแบบไม่ต้องการเจ็บตัวมาก ฟื้นตัวเร็ว และไม่เสี่ยงต่อการทนทรมานกับโรคแทรกซ้อนที่อาจเกิดขึ้นได้ในอนาคต.

 

ที่มา: เดลินิวส์ 1 กรกฎาคม 2555

อย่าละเลย…เมื่อปวดหลัง

อย่าละเลย…เมื่อปวดหลัง  

 
              “อาการปวดกล้ามเนื้อหลัง” เป็นกลุ่มอาการที่พบบ่อยที่สุดในโรคปวดหลัง สาเหตุเกิดจากเส้นใยกล้ามเนื้อหลัง หรือเอ็นที่ยึดระหว่างข้อกระดูกสันหลังถูกยืดออกมากเกินไป หรือมีการฉีกขาดของเนื้อเยื่อเส้นใย ทำให้เกิดการอักเสบของเนื้อเยื่อ และนำไปสู่อาการปวดหลัง กล้ามเนื้อหลังหดเกร็ง มีการเคลื่อนไหวลำบาก และจะปวดมากเมื่อพยายามขยับตัว อาการปวดมักจะรุนแรงและทรมานมาก ผู้ที่เคยเป็นมักจะจดจำประสบการณ์นั้นได้เป็นอย่างดียากที่จะลืมเลือน

 
           มีคำกล่าวกันว่าคนเราทุกคนจะต้องเคยปวดกล้ามเนื้อหลังอย่างน้อยหนึ่งครั้งในชีวิต คนที่ไม่เคยปวดหลังเลยถือได้ว่าเป็นคนที่โชคดีมาก ๆ จากสถิติพบว่าโรคปวดหลังถูกระบุเป็นสาเหตุของการลาหยุดงานมากที่สุด การที่กล้ามเนื้อหลังเกิดการอักเสบได้บ่อย เนื่องจากกระดูกสันหลังส่วนเอวเป็นตำแหน่งที่มีการเคลื่อนไหวมากในกิจวัตรประจำวัน ตั้งแต่การก้มหลัง แอ่นหลัง เอี้ยวตัว หมุนตัว ดังนั้นร่างกายจึงต้องมีมัดกล้ามเนื้อขนาดใหญ่อยู่ข้าง ๆ กระดูกสันหลัง และมีเอ็นยึดระหว่างปล้องกระดูกสันหลังจำนวนมาก การเคลื่อนไหวซ้ำ ๆ บ่อย ๆ ในแต่ละวัน จึงมีโอกาสสูงที่จะเกิดการบาดเจ็บต่อกล้ามเนื้อหลังและเอ็นรอบกระดูกสันหลังได้

           สาเหตุส่วนใหญ่เกิดจากการใช้งานในท่าที่ไม่ถูกต้อง หรือใช้งานมากเกินกำลัง มีบางส่วนเกิดจากอุบัติเหตุโดยตรง เช่น บาดเจ็บจากการเล่นกีฬา ส่วนในกรณีของหมอนรองกระดูกสันหลังเคลื่อนหรือเสื่อม ก็สามารถทำให้เกิดอาการปวดหลังได้เช่นกัน และบางครั้งจะแยกจากกันได้ยาก ต้องปรึกษาแพทย์ผู้เชี่ยวชาญเฉพาะทาง อย่างไรก็ตามการรักษาเบื้องต้นในทั้งสองกรณีจะเหมือนกัน และสามารถทำได้ด้วยตนเอง
       
                 ลักษณะอาการคือ จะปวดหลังอย่างรุนแรงบริเวณบั้นเอว กระเบนเหน็บ อาจจะร้าวมาที่ตะโพกทั้งสองข้างก็ได้ ถ้ามีอาการปวดมาก ๆ จะมีการหดเกร็งของกล้ามเนื้อหลัง แข็งเป็นลำสองข้างของกระดูกสันหลัง ทำให้ขยับเคลื่อนไหวได้ลำบาก เวลาลุกยืน ไม่สามารถเหยียดหลังให้ตรงได้ หรือที่เรียกว่าหลังยอก หลังแข็ง
       
                  วิธีการรักษาอาการปวดหลังจากกล้ามเนื้ออักเสบ สามารถทำได้เอง โดยให้นอนพักบนเตียงนอนในท่านอนหงาย ใช้หมอนข้างสอดใต้ขาพับทั้ง 2 ข้าง หรือวางขาบนม้าเตี้ย ๆ เพื่อให้เอวเหยียดตรง ราบไปบนที่นอน ส่วนใหญ่อาการจะดีขึ้นภายใน 1-2 วัน ซึ่งแนะนำไม่ให้นอนพักเกิน 2 วัน ควรรับประทานยาแก้ปวด เช่น พาราเซตามอล ด้วยจะช่วยให้หายปวดได้เร็วขึ้น ส่วนยาต้านอักเสบสามารถลดอาการปวดได้อย่างรวดเร็ว มีหลายชนิด ผู้ที่เป็นโรคไต ความดันโลหิตสูง โรคหัวใจ ควรปรึกษาแพทย์ก่อนใช้ และยาต้านอักเสบเกือบทุกตัวจะกัดกระเพาะ ยาคลายกล้ามเนื้อสามารถใช้ได้แต่มักจะมีผลข้างเคียง ทำให้มึนงงหรือง่วง หากจะเลือกใช้ต้องระมัดระวังการขับขี่รถยนต์และการทำงานกับเครื่องจักรด้วย
       
                  การทำกายภาพบำบัด สามารถช่วยให้อาการปวดหายเร็วขึ้น ลดระยะเวลาการพักฟื้นให้น้อยลง เช่น การประคบร้อนด้วยเครื่องมือเฉพาะต่าง ๆ การนวดอย่างถูกวิธี รวมทั้งการฉีดยาเฉพาะที่ การฝังเข็ม แต่ต้องมีค่าใช้จ่าย และต้องรักษากับผู้เชี่ยวชาญที่โรงพยาบาล
       
                 ภายหลังจากอาการปวดเฉียบพลันลดลงแล้ว ซึ่งส่วนใหญ่จะไม่เกิน 1-2 วัน ผู้ป่วยควรจะทำกายบริหาร เพื่อเหยียดกล้ามเนื้อและเพิ่มความแข็งแรง ให้กล้ามเนื้อทุกส่วนอยู่ในสภาพสมดุล ซึ่งรวมทั้งกล้ามเนื้อที่ควบคุมการทำงานของข้อตะโพกและเชิงกรานด้วย นั่นคือนอกจากจะทำกายบริหารกล้ามเนื้อหลังแล้ว ยังต้องทำกายบริหารกล้ามเนื้อหน้าท้อง กล้ามเนื้อตะโพก และกล้ามเนื้อต้นขาด้วย ควรจะทำกายบริหารสม่ำเสมอ ต่อเนื่องตลอดไป เพื่อป้องกันการปวดเรื้อรัง หรือการเกิดเป็นซ้ำบ่อย ๆ ส่วนการนอนพักนานเกินไปจะเกิดผลเสียมากกว่าผลดี ส่วนการหยุดเคลื่อนไหวนาน ๆ กล้ามเนื้อจะไม่ยืดหยุ่น อ่อนกำลังลง กล้ามเนื้อจะลีบเล็กลงและกลายเป็นเนื้อเยื่อพังผืดในที่สุด
       
                 เหตุใดบางคนจึงปวดหลังบ่อยหรือปวดประจำจนกลายเป็นปวดเรื้อรัง จากการศึกษาวิจัย แพทย์พบว่ามีปัจจัยบางอย่างที่เป็นสาเหตุร่วมของอาการปวดหลังบ่อย ๆ เช่น ภาวะอ้วนลงพุง การสูบบุหรี่จัด และการไม่ออกกำลังกาย ซึ่งจะทำให้กล้ามเนื้ออยู่ในสภาพไม่สมดุล นอกจากนั้นยังรวมถึงการใช้งานไม่ถูกต้อง ทั้งจากความประมาท ไม่ระมัดระวัง หรือไม่มีความรู้มาก่อน เช่น การก้มยกของหนัก การนั่งกับพื้น เป็นต้น
       
                 วิธีป้องกันจากปัจจัยเสี่ยงดังกล่าว หากไม่อยากเกิดอาการปวดหลังอีก ต้องกำจัดปัจจัยดังกล่าว เช่น งดสูบบุหรี่ ควบคุมน้ำหนักตัว และที่สำคัญคือการออกกำลังกายสม่ำเสมอ เพื่อเสริมความแข็งแรงของกล้ามเนื้อ และปรับสภาพกล้ามเนื้อให้สู่สภาพสมดุล กีฬาที่แนะนำ คือว่ายน้ำ จะเหมาะสำหรับผู้ป่วยปวดหลังเรื้อรัง หรือปวดบ่อย ๆ มากที่สุด
       
                ส่วนวิธีบริหารร่างกาย เมื่อมีอาการปวดกล้ามเนื้อหลัง ส่วนใหญ่จะเป็นการเหยียดกล้ามเนื้อ และเพิ่มความแข็งแรงให้กล้ามเนื้อรอบ ๆ กระดูกส่วนหลัง รวมถึงกล้ามเนื้อท้อง และกล้ามเนื้อต้นขา
       
                ดังนั้น อาการปวดหลังเมื่อเกิดขึ้นแล้ว อย่าปล่อยทิ้งไว้ อย่าละเลยคิดว่าเดี๋ยวก็หาย เพราะอาจทำให้เกิดปัญหาเรื้อรัง ควรรีบปรึกษาแพทย์ผู้เชี่ยวชาญ.  
 
 
ข้อมูลจาก : เดลินิวส์ วันจันทร์ที่ 13 มิถุนายน 255

ทำไมเราถึงปวดหลัง ? แล้วมันอันตรายแค่ไหน ? จะระวังและป้องกันอย่างไร ?

          ทำไมเราถึงปวดหลัง ? แล้วมันอันตรายแค่ไหน ? จะระวังและป้องกันอย่างไร ?

 

       นั่นทำให้ต้องไปนั่งคุยกับทีมแพทย์โรงพยาบาลสมิติเวช ศรีนครินทร์ ศ.น.พ.เจริญ โชติกวณิชย์ ผู้อำนวยการศูนย์ศัลยกรรมกระดูกและข้อ น.พ.อนุกูล ธารางกูรวงศ์

       ศัลยแพทย์กระดูกและข้อ (ออร์โธปิดิกส์) ผศ.น.พ.วิศาล คันธารัตนกุล แพทย์เวชศาสตร์ฟื้นฟู พร้อมด้วย พ.ญ.ณิฎชธร มติพัฒน์ แพทย์เวชศาสตร์ฟื้นฟู

       ปัจจุบัน โรงพยาบาลสมิติเวช ศรีนครินทร์ ได้รับมาตรฐาน CCPC (Clinical Care Program Certification) ด้านโรคปวดหลังจาก JCI (Joint Commission International) สถาบันที่ให้การรับรององค์กรที่ให้บริการสุขภาพที่ใหญ่ที่สุดของสหรัฐอเมริกา

       หากถามว่าอาการปวดหลังเกิดกับใคร ?

       คำตอบคือ มักจะเป็นกับวัยทำงาน นั่นคือคนที่มีอายุ ต่ำกว่า 50 ปี มักมีสาเหตุจากการพลัดตก นั่งผิดท่า นั่งนาน อยู่หน้าคอมพิวเตอร์นาน ๆ ยกของหนักโดยไม่ระมัดระวัง การทำงานเกี่ยวกับดึงรั้งผลักดันสิ่งของหนัก ๆ เหล่านี้ทำให้เกิดอาการปวดหลังได้

       ส่วนผู้ที่สูงอายุ 50-60 ปี มักเกิดจากความเสื่อมของข้อต่อ หมอนรองกระดูกสันหลังเคลื่อน กระดูกสันหลังคดงอ กระดูกยุบ หรือหักพรุน

       นอกจากนั้นยังเกิดจากการติดเชื้อ บาดเจ็บรุนแรงุ เนื้องอกในกระดูก สันหลัง เนื้องอกของเนื้อเยื่อประสาท เป็นมะเร็งที่ปอด ตับ ต่อมไทรอยด์ หรือต่อมลูกหมากแล้วกระจายมาที่กระดูกสันหลัง เช่นเดียวกับคนอ้วน น้ำหนักเยอะ ก็ปวดหลังได้

        และสิ่งที่ไม่มีใครคาดคิด ก็คือ “บุหรี่” เพราะสารพิษจะทำให้หมอน รองกระดูกสันหลังและข้อต่อเสื่อมค่อนข้างเร็ว และทำให้กระดูกบางและพรุน

        ตามปกติผู้ที่มาหาหมอมักจะมีอาการปวดที่ข้อเข่า ไหล่ คอ และหลัง โดยการปวดหลังจะเป็นประมาณ 30% ของอาการปวดทั้งหมด

        อาการปวดหลังจะมีสองแบบ คือปวดที่หลัง และปวดร้าวลงขา อาการปวดที่หลังจะปวดตื้อ ๆ ตึง ๆ หรือหลังแข็ง ก้มไม่ค่อยลง  ส่วนการปวดร้าวลงขา เกิดจากโพรงหรือช่องกระดูกสันหลังตีบจะปวดชา ถ้าเคลื่อนมากจะกดทับรากประสาททำให้ขาชาไม่มีแรง

        การวินิจฉัยนั้นจะดูจากประวัติ การตรวจร่างกาย หากปวดร้าวลงขาอาจต้องตรวจด้วยเครื่อง CT. MRI เพื่อการวินิจฉัยที่ละเอียดขึ้น

         สำหรับการรักษาจะมีทั้งการให้ความรู้ ให้ยาแก้ปวด แก้อักเสบ คลายกล้ามเนื้อ และการผ่าตัด

         หากมีข้อบ่งชี้เช่น ปวดหลังมากและร้าวลงขา ขาไม่มีแรง ชา มีไข้ มีสิทธิที่จะต้องผ่าตัด

        หลังจากนั้นจะมีการฟื้นฟู โดยแนะนำให้เคลื่อนไหวร่างกายเท่าที่จะทำได้ ไม่ควรนอนพักนานเกินจะทำให้กล้ามเนื้ออ่อนแรง และต้องปรับ ท่านอน ท่านั่ง ท่ายกของ การขับรถให้ ถูกต้อง หากรักษาอย่างถูกวิธี ปฏิบัติอย่างถูกต้อง กล้ามเนื้อจะกลับมาใกล้เคียงกับปกติ

         แล้วจะทำอย่างไรที่จะทำให้กระดูกสันหลังคงสภาพดี ไม่สึกหรอง่าย ?

        คุณหมอแนะนำให้นั่งหลังตรง มีพนักพิง ไม่นั่งผิดท่านานเกินไป เวลายืนให้หย่อนขา อย่าเอื้อมแขนยกของสูง ดันดีกว่า ดึง ย่อตัวยกอย่าก้มยกของ หิ้วของหนักพอประมาณด้วยแขนทั้งสองข้าง นอนให้ถูกท่า อย่าปล่อยตัวให้อ้วน ไม่ควรสูบบุหรี่ ออกกำลังกายให้เหมาะสมเป็นประจำ และรีบพบแพทย์ทันทีเมื่อเริ่มปวดหลัง

        การปวดหลังไม่ใช่เรื่องล้อเล่น หากมีอาการควรปรึกษาแพทย์ มิฉะนั้นอาจลุกลามรุนแรงถึงขั้นผ่าตัด ฉะนั้นจึงพึงระวังไว้

        ปวดหลังแบบนี้ต้องรีบไปพบแพทย์
 
1. อาการปวดหลังต่อเนื่องเกิน 4 สัปดาห์ ซึ่งมีสาเหตุจากหมอนรองกระดูกสันหลังเลื่อน ข้อต่อกระดูกสันหลังเลื่อน หมอนรองกระดูกสันหลัง เคลื่อนกดทับรากประสาทสัมผัส ช่องไขสันหลัง ตีบแคบ มีอาการปวดหลัง ชาลงขาเวลาเดิน เมื่อหยุดพักอาการดีขึ้น กระดูกสันหลังเคลื่อน ปวดร้าวลงขา โดยเฉพาะเวลายืนหรือเดิน และกระดูกสันหลังคด

2. อาการปวดหลัง ภายหลังก้มยกของ เกิดจากกระดูกสันหลังพรุนหักยุบ

3. อาการปวดหลัง ปวดร้าวลงขา ชาขา

4. อาการปวดหลังและปวดขา เป็นมากขึ้นเมื่อเหยียดเข่า ยกขาสูง หรือก้มหลัง

5. อาการปวดหลังมากเมื่อล้ม ก้นกระแทกพื้น

6. เคยมีประวัติเป็นเนื้องอก มะเร็ง แล้วมีอาการปวดหลัง ประกอบกับมีน้ำหนักตัวลด

7. ปวดหลังและมักมีไข้ตอนกลางคืน น้ำหนักลด

8. มีอาการผิดปกติในระบบขับถ่าย กลั้นปัสสาวะไม่ได้ มีอาการชารอบ ๆ ทวารหนัก

 
 
ข้อมูลจาก : ประชาชาติ วันศุกร์ที่ 29 มกราคม 2553