ยาแก้หย่อนสมรรถภาพขนานใหม่ ทำขึ้นจากพิษแมงมุมตัวร้ายกาจ

เป็นยาที่สังเคราะห์ขึ้นจากพิษของแมงมุมบราซิลชนิดหนึ่ง เมื่อใครถูกกัดจะเจ็บปวดจนร้องลั่นบ้าน และหากเป็นบุรุษเพศ ยังจะเกิดอาการกล่องดวงใจแข็งเกร็ง พร้อมทั้งปวดทรมานอีกด้วย หมอโรงพยาบาลที่รักษาคนไข้ชายเห็นเข้า จึงเกิดความคิดเอามาทำเป็นยาขึ้น

ยานี้ได้ทดลองกับหนูทดลอง ที่เป็นโรคความดันโลหิตสูงและเบาหวาน เห็นผลมาแล้ว และเมื่อลองทดลองกับหนูแก่บ้าง ก็ปรากฏว่ามันช่วยให้หนูเฒ่า กลับคึกคักขึ้นอีกได้

นักวิจัยคีเนีย นันส์ มหาวิทยาลัยสาธารณสุขศาสตร์จอร์เจียเปิดเผยว่า ยาขนานนี้ออกฤทธิ์ ด้วยวิธีต่างออกไปจากยาประเภทเดียวกัน เช่น ยาไวอากร้าและ เลวิตรา มันดุเหมือนจะไปกระตุ้นให้เกิดการขับก๊าซไนตริกออกไซด์ อันเป็นก๊าซปราศจากสีชนิดหนึ่ง มีสรรพคุณทำให้กล้ามเนื้อเรียบหย่อนคลายลงโดยตรง

วารสาร “แพทย์ระบบทางเดินปัสสาวะ” ออนไลน์ รายงานว่า ขณะนี้นักวิจัยเตรียมจะทดลองกับคนต่อไป ที่ห่วงอยู่ก็คือจะเกิดผลข้างเคียงที่ไม่พึงปรารถนาเท่านั้น.

ที่มา: ไทยรัฐ 13 กันยายน 2555

.

Related Articles:

.

Erection aid? A species of wandering spider found in the Peruvian rainforest.
CREDIT: Dr. Morley Read, Shutterstock

New Spin on Erectile Dysfunction Drugs: Spider Toxin
Stephanie Pappas, LiveScience Senior Writer
Date: 07 September 2012 Time: 12:23 PM ET

A toxin synthesized from the venom of a spider may offer an alternative to today’s erectile dysfunction drugs, a new study suggests.

The toxin, unpoetically named PnTx2-6, comes from the bite of the Brazilian wandering spider (Phoneutria nigriventer). In humans, a bite from a wandering spider is very painful. What’s more, male victims may find themselves with priapism, or unrelenting and painful erection. It was this symptom, turning up in emergency rooms after spider bites in Brazil, that first alerted researchers to the potential of PnTx2-6 as an erectile dysfunction (ED) drug.

The toxin has been shown to improve erections in rats with hypertension and diabetes; now, researchers have tested it in aging mice and found that the toxin is effective in reversing age-related ED as well.

“It’s working in aging, which is a natural process,” study researcher Kenia Nunes, a physiologist at Georgia Health Sciences University, told LiveScience. “It’s not just in disease.” [10 Wild Facts About the Male Body]

Viagra, Levitra and other ED drugs on the market work by inhibiting an enzyme called PDE5. To get an erection, a man’s body must release nitric oxide, which relaxes the smooth muscle around the arteries of the penis, allowing for his blood vessels to dilate. The nitric oxide is a first step in a series of chemical reactions that allow this muscle relaxation to take place. One step in the series is cGMP, a signaling molecule that acts to keep the muscles relaxed. PDE5 degrades cGMP. That’s a good thing for ensuring that erections don’t last forever, but too much PDE5 can mean an erection doesn’t happen at all. By blocking the enzyme, PDE5 inhibitors solve the problem.

The spider toxin works differently. Instead of affecting PDE5, the compound seems to trigger nitric oxide release, acting directly to relax the smooth muscles. Because about 30 percent of patients don’t respond to PDE5 inhibitors, the toxin could provide an alternative to ED treatments currently on the market, Nunes said.

In the new study, published online Aug. 23 in the Journal of Sexual Medicine, Nunes and her colleagues injected aging and young rats with the toxin extracted from the spider venom. They found that the toxin reversed age-related erectile dysfunction, offering hope that the toxin could eventually move out of animal testing and into human use. The toxin has not yet been tested in humans.

The researchers have since developed a synthetic version of the toxin. The next step, Nunes said, is to make sure that the compound doesn’t have any nasty effects beyond its intended purpose.

“Side effects are the next big hurdle,” she said.

SOURCES:  livescience.com

ร่างกายล้า สุขภาพเสื่อม เบื่อเซ็กซ์! ศาสตร์ “ชะลอวัย” ช่วยคุณป้องกันได้

มักได้ยินคำว่า ศาสตร์แห่งการชะลอวัย หรือ Anti-Aging บ่อยๆ ถึงขนาดมีการร่ำเรียนเป็นล่ำเป็นสัน ผลิตแพทย์ผู้เชี่ยวชาญจบสาขาวิชานี้โดยตรง

เรามารู้จักกันหน่อยว่า เจ้าศาสตร์นี้ใช้วิธีอะไรในการรักษา และภาวะเริ่มแก่(แล้ว)เป็นโรคด้วยหรือ ฯลฯ พญ.กฤดากร เกษรคำ แพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านชะลอวัย จาก Addlife Anti-Aging Center มาอธิบาย ณ ตรงนี้ค่ะ

ร่างกายเริ่มเสื่อม โรคร้ายเริ่มมา บ่งชี้ “แก่”

ร่างกายรู้สึกล้าตลอดเวลา โดยเฉพาะช่วงบ่าย รู้สึกอ่อนเพลีย แม้จะนอนพักเพียงพอ น้ำหนักตัวเพิ่มขึ้น โดยไม่สามารถหยุดยั้งได้ ขี้หลง ขี้ลืม มากขึ้นเรื่อยๆ ปวดเมื่อยตามตัว ปวดหลัง ปวดข้อ นอนไม่หลับ หรือหลับไม่สนิทดี ความรู้สึกว่าสมรรถภาพ หรือความต้องการทางเพศลดลง

คุณหมอกฤดากร บอกว่า ปัญหาต่าง ๆ เหล่านี้เกิดขึ้นเพราะความแก่หรือร่างกายเริ่มเกิดความเสื่อม

“ซึ่งโรคร้ายมากมายล้วนมีสาเหตุมาจากความเสื่อมของร่างกาย เช่น โรคมะเร็งต่างๆ โรคเบาหวาน โรคหลอดเลือดหัวใจ โรคต้อกระจก โรคเสื่อมระบบประสาท โรคกระดูกพรุน เป็นต้น จึงทำให้คนให้ความสนใจเรื่องความเสื่อมของร่างกาย และหาวิธีที่จะดูแลและป้องกันกันมากขึ้น”

และนี่คือ ที่มาของศาสตร์แห่งการชะลอวัย

ศาสตร์ชะลอวัย เน้นป้องกัน

“หลายคนคงเคยได้ยินคำว่า Anti-Aging มาบ้างแล้ว แต่อาจยังไม่ค่อยเข้าใจว่าจะเข้ามาช่วยได้อย่างไร ซึ่งการแพทย์เฉพาะทางด้านชะลอวัย (Anti-Aging Medicine) จะมุ่งเน้นการป้องกันโรคโดยอิงหลักธรรมชาติ การฟื้นฟูสุขภาพ รวมถึงการรักษาสุขภาพก่อนที่จะเกิดโรคที่เกิดจากความเสื่อม และการฟื้นฟูภาวะเสื่อมของร่างกายที่เกิดขึ้นเมื่อเราอายุมากขึ้น

โดยแพทย์จะใช้ความรู้ความก้าวหน้าทางเทคโนโลยีทางการแพทย์ เช่น การตรวจวัดและรักษาปรับสมดุลระดับสารอาหารวิตามิน แร่ธาตุ สารต้านอนุมูลอิสระ สารสื่อประสาท รวมถึงฮอร์โมนต่างๆ ในร่างกาย เป็นต้น ซึ่งส่งผลดีกับคุณภาพชีวิตในระยะยาว และการจะรักษาด้วยวิธีใดนั้น เราดูที่สาเหตุความเสื่อมของร่างกายว่ามาจากสาเหตุใด สามารถอธิบายแบ่งออกได้เป็น 2 เรื่องด้วยกัน

เรื่องแรก-สารอนุมูลอิสระ คือโมเลกุลที่มีอิเล็กตรอนที่ไม่สมดุล พยายามไปจับโมเลกุลเซลล์ปกติ ก่อให้เกิดปฏิกิริยาลูกโซ่ไปทำลายเซลล์ที่ดีให้เสื่อมลง เมื่อเซลล์เสื่อมจึงทำให้อวัยวะทั้งหลายทำงานลดลง แล้วในที่สุดร่างกายก็เสื่อมตาม ทำให้ความแก่และโรคภัยต่างๆ มาเยือน”

คุณหมอบอกว่า พบสารอนุมูลอิสระได้ทั้งภายในและภายนอกร่างกาย

“ภายในร่างกาย คือ โดยธรรมชาติร่างกายของคนเราเป็นผู้สร้างสารอนุมูลอิสระนี้ขึ้นเองและสร้างอยู่ตลอดเวลาในขบวนการเผาผลาญอาหาร ซึ่งสารอนุมูลอิสระตัวร้ายนี้มีฤทธิ์ไปทำลายส่วนต่างๆ ของร่างกายในระดับของเซลล์ ค่อยๆ สะสมเป็นไปทีละเล็กทีละน้อยแล้วในที่สุดเซลล์ก็จะตายไปเอง

พบว่าอนุมูลอิสระเข้าไปทำลายเซลล์พันธุกรรมหรือดีเอ็นเอ มีผลทำให้เซลล์ที่ถูกทำลายจะสามารถกลายเป็นเนื้อร้ายได้ เช่น โรคมะเร็งต่างๆ โรคเบาหวาน โรคหลอดเลือดหัวใจ และโรคต้อกระจก

ส่วนสารอนุมูลอิสระที่พบจากภายนอกร่างกาย คือ มลภาวะเป็นพิษต่างๆ รังสี UVA และ UVB ในแสงแดด ควันบุหรี่ เป็นแหล่งอนุมูลอิสระที่สามารถเข้ามาทำร้ายร่างกายและผิวพรรณของเราได้โดยตรง

สารต้านอนุมูลอิสระ หรือ Anti-oxidant มีคุณสมบัติคือจับสารอนุมูลอิสระทำให้สารอนุมูลอิสระคงตัวไม่ไปทำลายเซลล์ในร่างกาย ระดับการถูกทำลายจะช้าลง นี่ก็เป็นการชะลอความชราอีกวิธีหนึ่ง ในร่างกายตับสามารถผลิตสารต้านอนุมูลอิสระหลายชนิดด้วยกัน

แต่เพราะความเสื่อมย่อมเกิดขึ้นตามวัย การผลิตสารอนุมูลอิสระดังกล่าวก็จะลดน้อยลง เราจึงควรทานอาหารที่มีสารต้านอนุมูลอิสสระ เช่น วิตามินซี วิตามินอี วิตามินเอ เบต้าแคโรทีน (Beta-carotene) โคเอ็นไซม์คิวเท็น (Coenzyme Q10) อัลฟาไลโพอิกแอสิด (Alpha Lipoic Acid ; ALA) และสารกลุ่มฟลาโวนอยด์ (Flavonoids) กับโพลีฟีนอล (Pholyphenols) และควรเลือกรับประทานอาหารประเภทที่ไม่ผ่านกระบวนการขัดสี ทานผักและผลไม้ที่มีประโยชน์ให้มากขึ้น”

นอกจากนี้ คุณหมอแนะให้หลีกเลี่ยงมลภาวะที่เป็นพิษต่างๆ อย่างเช่น ควันรถ ควันบุหรี่ หลีกเลี่ยงรังสีในแสงแดด UVA และ UVB รวมทั้งควรลดความเครียด

เรื่องที่สอง ภาวะพร่องฮอร์โมนเร่งเสื่อม ฮอร์โมนมีหน้าที่คอยควบคุมทุกระบบในร่างกายรวมไปถึงจิตใจด้วย เช่น การเจริญเติบโต เพิ่มมวลกล้ามเนื้อ ความต้องการทางเพศ ควบคุมอารมณ์ ช่วยในเรื่องความจำ เป็นต้น

แหล่งที่ผลิตฮอร์โมนในร่างกาย ได้แก่ ต่อมหมวกไต ต่อมใต้สมอง หรือต่อมไทรอยด์ ถ้าระดับฮอร์โมนลดต่ำลงการทำงานของร่างกายก็จะไม่ดีเท่าที่ควร

หญิงวัยทอง ชายเซ็กซ์เสื่อม

“ตัวอย่างผู้หญิงที่อยู่ในภาวะประจำเดือนหมด (Menopause) มักจะมีอาการร้อนวูบวาบ เหงื่อออกง่าย ขาดชีวิตชีวา เฉื่อยชา อารมณ์หดหู่ซึมเศร้าแต่บางครั้งก็หงุดหงิด ฉุนเฉียวง่าย เครียดและวิตกกังวลไม่มีสาเหตุ ความจำพร่าเลือนหรือขาดสมาธิ มักจะปวดศีรษะบ่อย หน้าอกหย่อนยาน การตอบสนองทางเพศไม่เป็นที่พอใจ ช่องคลอดขาดความชุ่มชื้น ผมและผิวแห้งเสียสมดุล

ส่วนในผู้ชายที่สูงอายุก็จะผลิตฮอร์โมนเพศชายน้อยลงหรือบกพร่อง คือ หย่อนสมรรถภาพทางเพศ ขาดความกระปรี้กระเปร่าพละกำลังลดลง เริ่มลงพุง อ่อนเพลีย เหนื่อยล้าง่าย มักจะอารมณ์หงุดหงิดฉุนเฉียวบ่อยครั้งหรือบางครั้งหดหู่ซึมเศร้า ท้อแท้ต่อชีวิต ความจำพร่าเลือนหรือขาดสมาธิ ปวดหลัง ปวดข้อ มีความเครียดง่ายขึ้นทำให้มีปัญหาสุขภาพหลายประการได้”

อย่างไรก็ตาม คุณหมออธิบายว่า อาการเหล่านี้เป็นสัญญาณเตือน หาใช่ผิดปกติจนถือว่าเป็นโรค เพียงแต่ทำให้เกิดความทุกข์ใจและทำให้คุณภาพชีวิตไม่ดีเท่าที่ควร สามารถให้ฮอร์โมนทดแทน เพื่อช่วยให้การทำงานของร่างกายดีขึ้น ความจำดีขึ้น มวลกระดูกหนาแน่นขึ้น อารมณ์คงที่มากขึ้น

ทว่าการให้ฮอร์โมนทดแทนควรจะอยู่ภายใต้การดูแลของแพทย์ผู้เชี่ยวชาญ รวมทั้งควรไปเจาะเลือดตรวจระดับสารอาหาร วิตามิน แร่ธาตุ ฮอร์โมนเฉพาะบุคคล หมอชะลอวัยจะเป็นผู้แนะนำปริมาณสารอาหาร วิตามิน แร่ธาตุ ฮอร์โมนที่มีคุณภาพและตรงกับความต้องการของร่างกาย

และนี่แหล่ะค่ะ วิธีการป้องกันรักษาตามหลักชะลอวัยสไตล์

ที่มา: ASTVผู้จัดการออนไลน์ 19 กันยายน 2555

ไมเกรนเข่นผู้ชายหย่อนสมรรถภาพ อาจเป็นจากสารโดพามีนในสมอง

หมอไต้หวันรู้สึกฉุกใจขึ้นมา เมื่อสำรวจพบว่าผู้ชายผู้ที่เป็นโรคปวดศีรษะไมเกรน มักจะมีอาการหย่อนสมรรถภาพทางเพศร่วมด้วย

ดร.เฉา หย่วน ฮวง แห่งวิทยาลัยแพทย์ มหาวิทยาลัยแห่งชาติไต้หวัน กับคณะ ได้ศึกษาข้อมูลของผู้ชายจำนวน 23,000 คน จากศูนย์

ข้อมูลแห่งชาติ พบว่าในกลุ่มผู้ที่มีอาการหย่อนสมรรถภาพ มีประวัติว่าเป็นไมเกรนมาก่อนถึงร้อยละ 4.25 ในขณะที่กลุ่มที่ไม่มีอาการ “นกเขาไม่ขัน” จะมีผู้เป็นไมเกรนอยู่ด้วยเพียงร้อยละ 2.64 หรือกล่าวได้ว่า ผู้ชายคนที่หย่อนสมรรถภาพทางเพศ จะพากันเป็นโรคปวดศีรษะข้างเดียวสูงกว่า ผู้ชายปกติธรรมดา 1.63 เท่า

คณะนักวิจัยยังได้แต่เพียงตั้งข้อสังเกต ในเรื่องนี้ว่า อาการปวดศีรษะเรื้อรังอาจเป็นสาเหตุให้เกิดความหย่อนสมรรถภาพทางเพศ โดยตัวการอาจเป็นที่สารโดพามีน อันเป็นสารส่งกระแสประสาทในสมองอย่างหนึ่ง เพราะมันเกี่ยวข้องอยู่ทั้งกับอาการปวดศีรษะ และสมรรถภาพทางเพศด้วยกัน

ทางอาจารย์แพทย์ ดร.เอกจ์  เวียฟอกลู คณะแพทย์มหาวิทยาลัยทูเลนของสหรัฐฯ กล่าวว่า ผลการศึกษาเรื่องนี้ ควรจะรอการยืนยันจากชาติอื่น หรือจากนักวิจัยคณะอื่น ก่อนจะสรุปว่า อย่างไหนเป็นสาเหตุของกันและกัน”.

ที่มา: ไทยรัฐ 5 เมษายน 2555

เมื่อนกเขา…ไม่ยอมโก่งคอตีปีก

“นกเขาไม่ขัน” นับเป็นปัญหาหนึ่งที่สร้างความกังวลใจให้กับสุภาพบุรุษสูงวัย หากมองในแง่คุณภาพชีวิตแล้ว มักมีผลกระทบต่อชีวิตของครอบครัว ทำลายความมั่นใจ และพาลทำให้คุณภาพชีวิตแย่ลงด้วย นพ.บุญเลิศ สุขวัฒนาสินิทธิ์ ศัลยแพทย์ระบบทางเดินปัสสาวะ โรงพยาบาลเวชธานี ได้ไขปัญหาเกี่ยวกับเรื่องนี้ว่า ภาวะแบบนี้ในทางการแพทย์เรียกว่า E.D. (Erectile Dysfunction) หรือ เซ็กส์เสื่อม ซึ่งมาจากปัจจัยหลายประการ ได้แก่

ปัจจัยทางร่างกาย

อายุมาก เมื่ออายุมากขึ้นฮอร์โมนเพศก็จะลดลงทั้งชายและหญิง ซึ่งส่งผลให้อารมณ์ทางเพศลดลง, ระบบประสาทผิดปกติ อาจจะเกิดจากอุบัติเหตุหรือโรคที่ทำให้การเชื่อมประสาทระหว่างระบบประสาทส่วนกลางไปยังอวัยวะเพศผิดปกติ เช่น ไขสันหลังกระทบกระเทือนจากอุบัติเหตุ โรคกระดูกสันหลังทรุดตัวจากกระดูกพรุน ทำให้กระดูกทับเส้นประสาท, การบาดเจ็บที่อวัยวะเพศอย่างรุนแรง, โรคประจำตัว บางอย่าง ที่ลดการไหลเวียนของโลหิตเข้าสู่อวัยวะเพศ เช่น โรคเบาหวาน ไขมันในเลือดสูง, ผลข้างเคียงจากการใช้ยา เช่น ยากล่อมประสาท  ยารักษาอาการซึมเศร้า ยาต้านมะเร็ง เป็นต้น, พฤติกรรมเสี่ยงต่างๆ เช่น การสูบบุหรี่จัด การดื่มแอลกอฮอล์ การใช้สารเสพติด คนที่ไม่ค่อยออกกำลังกาย

ปัจจัยทางจิตใจ

ความไม่มั่นใจ กังวล หรือความเครียด มีผลทำให้ไม่มีอารมณ์ที่จะคิดถึงเรื่องเซ็กส์ จิตใจที่เป็นกังวลเรื่องงานอาจทำให้น้องชายไม่แข็งตัวพอที่จะมีเพศสัมพันธ์ได้ หรือผู้ชายบางคนเคยหลั่งเร็วก็เกิดความไม่มั่นใจ กังวล จนเป็นสาเหตุทำให้ไม่มีอารมณ์ทางเพศไปเลย โรคซึมเศร้า ก็ส่งผลด้วยเช่นกัน

สัญญาณเตือนการมาเยือนของโรคนกเขาไม่ขัน

ความต้องการทางเพศลดลง เช่น เมื่อก่อนเคยมีความต้องการทางเพศสัปดาห์ละ 3-4 วัน ตอนนี้เหลือ 1-2  ครั้ง หรืออาจจะไม่มีความต้องการทางเพศเลย

ความถี่ในการมีเพศสัมพันธ์ ถึงแม้ว่าผู้ชายจะไม่มีความต้องการทางเพศ แต่เมื่อฝ่ายหญิงมากระตุ้นก็ยังมีอารมณ์เหมือนเดิม แต่ถ้าผู้ชายคนไหนที่มีสิ่งมากระตุ้นแล้วยังไม่มีอารมณ์ทางเพศก็ถือว่าเริ่มมีอาการเสื่อมสมรรถภาพทางเพศแล้ว

การหลั่งเร็ว ถือว่าเป็นสัญญาณเตือนที่ชัดเจนมาก เพราะคนที่อวัยวะเพศไม่ค่อยแข็งตัวนั้นก็ต้องรีบปฏิบัติภาระกิจเพราะกลัวว่าอวัยวะเพศจะอ่อนตัวก่อนภาระกิจจะเสร็จสิ้น จึงส่งผลให้เกิดการหลั่งเร็วขึ้น หรือในรายที่เป็นมากๆ อวัยวะเพศจะอ่อนตัวก่อนถึงเส้นชัย

สัญญาณตอนรุ่งสาง  เช่น เมื่อก่อนตื่นนอนตอนเช้าน้องชายมักจะเยียดตัวขึ้นรับอรุณ แต่ถ้าเช้าวันไหนเริ่มสังเกตว่าเจ้านกเขาไม่ค่อยโก่งคอตีปีกให้อุ่นใจ นั่นเป็นสัญญาณเตือนแล้วว่าสมรรถภาพทางเพศเริ่มถดถอย ไม่ควรปล่อยละเลยรีบปรึกษาผู้เชี่ยวชาญหาทางแก้ไข

เทคนิคคืนความกระปรี้กระเปร่าให้เจ้านกขี้เซา

หลังจากที่สังเกตตัวเองว่าเริ่มมีอาการเสื่อมดังกล่าวแล้วก็ไม่ควรจะนิ่งนอนใจ ต้องรีบมาพบแพทย์เพื่อขอคำแนะนำหรือหาหนทางการรักษา ซึ่งทางที่ดีควรจะพาภรรยามาพบแพทย์ด้วยเพื่อทำความเข้าใจและเพิ่มประสิทธิภาพในการรักษาให้มากขึ้น นอกจากนี้ความสัมพันธ์ในครอบครัวก็จะไม่ลดน้อยลงไปด้วย โดยวิธีการรักษาของแพทย์มีดังนี้

การใช้ยา  ซึ่งจะมีทั้งยาทานเพื่อขยายหลอดเลือดทำให้เลือดไหลเวียนมาที่อวัยวะเพศได้สะดวกขึ้น   การให้ยาปรับฮอร์โมนเพศชายหรือการใช้ยาฉีด ที่ฉีดเข้าไปที่อวัยวะเพศโดยตรง  และยาสอดโดยต้องสอดเข้าไปที่ปลายท่อปัสสาวะเพื่อกระตุ้นให้อวัยวะเพศแข็งตัว ซึ่งจะเลือกใช้วิธีไหนก็ตามแต่สะดวก แต่ทั้งนี้ทั้งนั้นต้องอยู่ในความดูแลและการวินิจฉัยของแพทย์

การใช้เครื่องปั๊มสูญญากาศ เมื่อใดที่ต้องการมีเพศสัมพันธ์ก็สามารถปั๊มได้ทันที ซึ่งเป็นการปั๊มให้เลือดไหลเวียนไปรวมกันที่อวัยวะเพศทำให้แข็งตัวขึ้น จากนั้นก็ใช้ยางรัดเอาไว้ไม่ให้เลือดไหลย้อนกลับ ซึ่งไม่ต้องกังวลว่าเจ็บเพราะว่าเป็นยางชนิดพิเศษที่เป็นชุดเดียวกับเครื่องปั๊มสุญญากาศ

การผ่าตัดใส่แกนที่อวัยวะเพศ แพทย์จะทำการผ่าตัดใส่แกนตรงกลางอวัยวะเพศ และผ่าตัดใส่ปุ่มปั๊มที่ลูกอัณฑะ เมื่อใดที่ต้องการมีเพศสัมพันธ์ก็ให้บีบปุ่มปั๊มที่ลูกอัณฑะจะทำให้แกนที่ฝังอยู่ตรงกลางอวัยวะเพศแข็งตัวขึ้น ซึ่งแพทย์จะเลือกใช้วิธีนี้เป็นวิธีสุดท้ายหลังจากที่ใช้ยาและใช้การปั๊มสุญญากาศไม่ได้ผลแล้ว

กายภาพให้กลับมาฟิตอีกครั้ง

หลายคนเข้าใจผิดว่าใช้มาก กระสุนจะหมด แท้จริงแล้วกระสุนไม่มีวันหมด แต่ถ้าหลั่งบ่อยเกินไปร่างกายจะเพลีย น้ำอสุจิจะใสขึ้น แต่ถ้าได้พักสักหน่อยความเข้มข้นของอสุจิจะกลับมา  ตราบใดที่ยังมีลูกอัณฑะ ตราบนั้นก็ยังมีการสร้างอสุจิ แต่ในคนสูงอายุอัณฑะจะฝ่อลงจึงมีการสร้างลดลง

ปัจจุบันมีความเชื่อว่า  ถ้ามีเลือดมาเลี้ยงอวัยวะเพศมากสม่ำเสมอ จะทำให้สมรรถภาพทางเพศดีขึ้น  จึงเป็นที่มาของการให้ยากลุ่มที่ช่วยให้อวัยวะเพศแข็งตัวในปริมาณน้อยๆ ทุกวัน  โดยไม่คำนึงถึงว่าจะมีเพศสัมพันธ์หรือไม่

นอกจากนี้ในรายที่เริ่มมีปัญหาการแข็งตัวจะเริ่มให้ยารักษาไวขึ้น เพราะเชื่อว่าเลือดที่มาเลี้ยงอวัยวะเพศมากขึ้นจะช่วยลดการเกิดพังผืดภายใน เรียกว่าเป็นการทำกายภาพน้องชายให้เลือดไหลเวียนสูบฉีดให้น้องชายพองตัวกระปรี้กระเปร่า

ปัญหานี้ นอกจากจะสร้างความหดหู่ให้กับชีวิตคู่แล้ว ยังเป็นสัญญาณเตือนอันตรายของโรคร้ายแรงอื่นๆ ที่กำลังจะตามมา ดังนั้นจึงไม่ควรรีรอหรืออายที่จะพบแพทย์  เพราะยิ่งรีบรักษาให้หายก็จะยิ่งช่วยเพิ่มคุณภาพชีวิตทั้งร่างกายและจิตใจ รวมถึงชีวิตคู่ของผู้ป่วยและภรรยาที่บ้านได้อีกด้วย

 
คลินิกศัลยกรรมระบบทางเดินปัสสาวะ โรงพยาบาลเวชธานี

 

ที่มา: ไทยรัฐ 4 เมษายน 2555

‘แข็งขันชูชันผงาดสู้’ ไวอะกร้าหลบไป สมุนไพรรักษาโรคเสื่อมสมรรถภาพทางเพศกำลังจะมา!!!

‘แข็งขันชูชันผงาดสู้’ ไวอะกร้าหลบไป สมุนไพรรักษาโรคเสื่อมสมรรถภาพทางเพศกำลังจะมา!!!  

 
               เรื่องเพศในสังคมไทย แม้ว่าจะเป็นเรื่องลับๆ ที่ไม่มีใครพูดในที่แจ้ง แต่ทว่าความสำคัญของมันต่อวิถีชีวิตมนุษย์ก็มากโขอยู่ โดยเฉพาะวิถีชีวิตของท่านชาย และคงจะดีไม่น้อยถ้าผู้ชายทุกคนมีสุขภาพร่างกายแข็งแรง สามารถประกอบกิจกรรมทางเพศที่ถือว่าเป็นเรื่องสำคัญเรื่องหนึ่งได้อย่างตลอดรอดฝั่ง
 
 

      แต่ในความเป็นจริงจากการวิจัยเกี่ยวกับเรื่องของสมรรถภาพทางเพศ กลับพบว่าชายไทยที่อายุ 35 ปีขึ้นไป มีอาการหย่อนสมรรถภาพทางเพศถึง 42 เปอร์เซ็นต์ อาจจะกล่าวได้ว่าชายไทยที่เลยวัยรุ่นไปแล้วต้องเผชิญกับฝันร้ายกันเกือบครึ่งเลยทีเดียว
      
       อย่างที่กล่าวไปแล้วว่าแม้เรื่องเพศในสังคมไทยจะไม่เปิดเผย แต่มันก็เป็นเรื่องที่สำคัญ ดังนั้นกลุ่มชายที่ประสบปัญหาหย่อนสมรรถภาพทางเพศ จึงพยายามดิ้นรนหาหนทางรักษาตัวกันทั้งนั้น ซึ่งส่วนหนึ่งก็หันไปพึ่งยาแผนปัจจุบันอย่าง ‘ไวอะกร้า’ เพื่อช่วยให้อวัยวะของตนแข็งขันชูชันผงาดสู้ขึ้นมาอีกครั้ง
      
       แต่ปัญหาในเรื่องนี้ มิใช่มีเพียงภูมิปัญญาตะวันตกเท่านั้น ที่สนใจศึกษา หากแต่ทางฝั่งตะวันออกก็มีหนทางเยียวยาอยู่เช่นกัน
      
       ก่อนหน้านี้ก็เพิ่งมีข่าวของการค้นพบตัวยาในเมล็ดหมามุ่ยซึ่งมีส่วนช่วยส่งเสริมสมรรถภาพทางเพศของทั้งหญิงและชาย และต่อมาก็มีข่าวคราวความสำเร็จของการวิจัยโดยศูนย์วิจัยนวัตกรรม ซีไออาร์ดี (C.I.R.D. : CAPP Innovation Research and Development Center) ซึ่งเป็นองค์กรที่ไม่แสวงผลกำไรทางการค้า ทำงานด้านพัฒนาองค์ความรู้ด้านการแพทย์และสมุนไพรตะวันออก ออกมาให้สมาคมนกเขาคอตกได้ดีใจ
      
       โดยผลการวิจัยของซีไออาร์ดี นั้นระบุว่า สมุนไพรตะวันออกนั้นสามารถช่วยรักษาอาการหย่อนสมรรถภาพทางเพศได้จริง ซึ่งทั้งหมดนั้นไม่ได้พูดขึ้นมาลอยๆ หากแต่มันได้ผ่านการวิจัยกับคนจริงๆ มาแล้ว


      
       พิสูจน์สรรพคุณสมุนไพรตะวันออก      

       การวิจัยที่ว่านี้ ศูนย์วิจัยนวัตกรรม ซีไออาร์ดี ได้นำเอาสมุนไพรหลายชนิดอาทิ เขากวางอ่อน, สอเอี้ยง, อิมเอี้ยคัก, เม็ดเก๋ากี้, ปาเก็กเทียน, เก้ากุ๊กเฮี้ยง, เน็กฉ่งยัง ฯลฯ มาใช้เป็นตัวยาซึ่งทั้งหมดเป็นสมุนไพรที่การแพทย์แผนตะวันออกคุ้นเคยกันดีอยู่แล้ว
      
       “ในการวิจัยเรานำเอาสมุนไพรกว่า 10 ชนิดมาใช้ คือมันต้องใช้ร่วมกันหลายๆ อย่างจึงจะเห็นผล มันเป็นสิ่งที่เราเรียกว่ายาตำรับ คือในเบื้องต้นนั้นเรามีความตั้งใจเอายาเหล่านี้มาทำให้เป็นวิทยาศาสตร์มากขึ้น เอาตัวยาทางตะวันออกที่มี มาทำให้เป็นศาสตร์แบบแผนตะวันตก ทำวิจัยให้มันถูกต้อง
      
       “ที่ผ่านมา เราก็มีข้อมูลสนับสนุน เพราะสมุนไพรเหล่านี้ในต่างประเทศมีคนทดสอบ ทดลองแล้วว่า หลายๆ ตัวมีส่วนประกอบที่ช่วยเสริมสมรรถภาพทางเพศได้จริง แต่ทั้งนี้โดยส่วนมากในต่างประเทศจะเป็นเอกสารทางสารทดลองที่อยู่ในห้องแล็บมากกว่า เมื่อเราได้เอกสารตัวนี้มายืนยัน เราก็ตั้งการวิจัย โดยตั้งสมมติฐานมาเปรียบเทียบ โดยตั้งกลุ่มขึ้น 2 กลุ่ม ซึ่งแบบนี้เรียกว่า ดับเบิล บลาย ทู พีเรียด ครอสโอเวอร์ (double blind two period crossover)”


      
       นพ.สรรชัย วิโรจน์แสงทอง ศัลยแพทย์ระบบปัสสาวะ และผู้อำนวยการศูนย์วิจัยนวัตกรรม ซีไออาร์ดี ได้อธิบายถึงกระบวนการวิจัยในครั้งนี้ว่าเป็นการนำเอากลุ่มตัวอย่างมา 60 คน และแบ่งเป็น 2 กลุ่ม โดยกลุ่มแรกจะให้ยาจริงก่อน แล้วหยุดพัก หลังจากนั้นก็ให้ทานยาหลอก อีกกลุ่มหนึ่งก็ทำเช่นเดียวกันแต่จะให้ยาหลอกก่อน สลับกันไป จากนั้นก็จะมีการให้กลุ่มผู้ทดลองตอบแบบสอบถามเรื่องความพึงพอใจทางเพศ เป็นตัววัดคะแนน
      
       “ตัววัดคะแนนตัวนี้เป็นชุดคำถามสากลที่นิยมใช้วัดระดับในเรื่องนี้ คือเมื่อกินยาตัวนี้เข้าไปแล้วก็ต้องไปมีเพศสัมพันธ์ ซึ่งแต่ความถี่แล้วแต่เขา จากนั้นก็มาวัดผล และที่เราต้องวัดเป็นความพึงพอใจนั้น ก็เพราะเป็นเรื่องง่ายกว่า การวัดจากความแข็งตัวของอวัยวะเพศ ซึ่งตรงนี้คงไม่มีใครให้เราวัด”
      
       จากการวิจัยระยะยาวที่ผ่านมา ผลลัพธ์ที่ออกมาก็สรุปได้ว่า ยาเหล่านี้มันใช้ได้ผลจริงๆ และในอีกไม่นาน ผลการวิจัยชิ้นนี้คงจะขยายผลออกมาเป็นยาที่จะช่วยรักษาคนที่ประสบปัญหานกเขาไม่ขัน


      
       สนุนไพรมีคุณค่าแต่อาจไม่คุ้มค่าการวิจัย

       แม้ว่ายาสมุนไพรตะวันออกจะพิสูจน์ให้เห็นแล้วว่า มันสามารถรักษาอาการหย่อนสมรรถภาพทางเพศได้จริง แต่กระนั้นมันก็ยังเป็นการรักษาแบบค่อยเป็นค่อยไป และใช้เวลานาน ซึ่งต่างกับยาไวอะกร้า ซึ่งมาจากโลกตะวันตกที่เห็นผลทันตาชนิดที่เรียกได้ว่า ‘กินปุ๊บแข็งปั๊บ’ แล้วแบบนี้สมุนไพรตะวันออกจะไปสู้เขาได้อย่างไร
      
       “แนวความคิดเกี่ยวกับเรื่องยาของคนฝั่งตะวันออก อย่างไทย จีนหรืออินเดีย กับฝั่งตะวันตกนั้นไม่เหมือนกัน อย่างฝั่งตะวันตกจะมองว่า การบำรุงสมรรถภาพทางเพศ ก็คือบำรุงอวัยวะใด อวัยวะหนึ่ง แต่คนตะวันออกไม่ได้คิดแบบนั้น เพราะเขาคิดว่าร่างกายต้องสมบูรณ์แข็งแรงก่อน อวัยวะที่เกี่ยวกับการสืบพันธุ์จึงจะแข็งแรงไปด้วย เพราะฉะนั้นเวลาที่วิจัยเกี่ยวกับยาที่คนโบราณบอกว่าเป็นยากำลังทั้งหลาย จึงไม่ได้ออกฤทธิ์ตรงที่อวัยวะเพศอย่างเดียว แต่มันยังทำให้ทั้งร่างกายดีขึ้นด้วย”
      
       ภญ.ผกากรอง ขวัญข้าว เภสัชกรชำนาญการ โรงพยาบาลเจ้าพระยาอภัยภูเบศร อธิบายความแตกต่างระหว่างแนวคิดระหว่างศาสตร์การแพทย์ของ 2 ฝั่งทวีป และนั่นคือสาเหตุสำคัญที่ทำให้ยาสมุนไพรของไทย ถึงไม่ได้เด่นชัดในเรื่องการเสริมกำลังตรงนี้มากเท่าที่ควร แม้จะมีพืชบางชนิดที่มีออกฤทธิ์หรือส่งผลดีทางด้านสมรรถภาพทางเพศก็ตาม
      
       “จริงๆ แล้วความคิดแบบตะวันตกอาจจะไม่ถูกทั้งหมด เพราะหน้าที่ของมนุษย์ก็คือการสืบพันธุ์ หรือมีลูก แต่ยาฝรั่งไม่ได้ช่วยตรงนี้ แค่ทำให้อวัยวะทำงานได้ มีการตื่นตัว ซึ่งถามว่าจำเป็นไหม ก็คงจำเป็น แต่มันไม่ได้ตอบโจทย์ของการเป็นมนุษย์ แต่ยาสมุนไพรมันไม่ได้ช่วยแค่การสืบพันธุ์เท่านั้น แต่ยังช่วยในเรื่องทำให้ร่างกายแข็งแรงด้วย ที่เห็นชัดๆ ก็คือ หมามุ่ย ซึ่งไม่ช่วยแค่การบำรุงร่างกาย แต่มันยังทำให้มีลูกง่ายขึ้นด้วย เพราะมันจะไปช่วยเพิ่มคุณภาพของน้ำเชื้อ และการทำงานของสเปิร์ม”
      
       อย่างไรก็ตาม การพัฒนาสมุนไพรให้มีผลในทางใดทางหนึ่งโดยเฉพาะ เช่น การพัฒนาหมามุ่ยหรือสมุนไพรอื่นๆ ให้เป็นยาที่แข่งกับยาฝรั่งเช่น ไวอะกร้านั้น ภญ.ผกากรอง ก็มองว่า เป็นเรื่องที่สามารถทำได้ แต่ในฐานะของที่ทำงานด้านนี้ กลับมองไม่เห็นความจำเป็นที่ต้องทำเช่นนั้น เพราะนอกจากจะต้องใช้งบประมาณนับล้านบาท สำหรับการทำเรื่องนี้แล้ว ที่สำคัญอาจจะไม่ได้ตอบโจทย์ต่อเรื่องสุขภาพเท่าใดนัก
      
       “ถ้าเราพูดเรื่องจำนวนของคนที่ไร้สมรรถภาพทางเพศไม่ได้มีเยอะเท่าใดนัก เป็นเพียงความกังวลของคนเท่านั้นเอง ถึงต้องหายาอะไรมากินกัน ดังนั้นถ้าจะพัฒนายาตัวหนึ่งขึ้นมาคงต้องตอบโจทย์เรื่องนี้ให้มาก เพราะการทำยาตัวหนึ่งไม่ได้เสียเงิน 100-200 บาทแต่เสียหลายล้านบาท แต่ทำมาแล้วมีประโยชน์ต่อคนส่วนใหญ่ของประเทศหรือผลกระทบได้สักเท่าไหร่ แน่นอนทางฝ่ายเอกชนก็อาจจะคิดว่ามันน่าจะตอบโจทย์ทางธุรกิจได้ แต่ก็ต้องไม่ลืมว่า ยิ่งเราสกัดสารให้มีความบริสุทธิ์มากขึ้นเท่าใด โอกาสที่จะเกิดผลข้างเคียงได้มากขึ้นเท่านั้น
      
       “เพราะสมุนไพรไม่ได้ปลอดภัย 100 เปอร์เซ็นต์ มีผลข้างเคียง แต่มันยังน้อยกว่ายาแผนปัจจุบัน เพราะความเข้มข้นในการเป็นยาของมันไม่ได้สูงมาก สังเกตดูก็ได้ว่า เวลากินสมุนไพรถึงต้องกินหลายเม็ดกว่าแผนปัจจุบัน ซึ่งวิธีแก้ผลข้างเคียงก็คือหยุดยา แล้วส่วนใหญ่ก็จะกลับมาเป็นปกติ”


      
       คือทางเลือกและความหวัง      

       แม้ว่าการรักษาอาการหย่อนสมรรถภาพทางเพศด้วยสมุนไพรตะวันออกจะอยู่ในระยะตั้งไข่ แต่สำหรับคนที่มีปัญหา เชื่อได้เลยว่าแม้จะยาวนานแค่ไหน มันก็ยังคงเป็นความหวังที่คุ้มค่ากับการรอคอย
      
       “ยอมรับเลยว่าด้วยอายุที่มากขึ้น ทำให้สมรรถภาพในเรื่องนั้นของเราลดลงจริง เมื่อก่อนสมัยหนุ่มๆ ก็เป็นเหมือนปกติทั่วไป คือร่างกายกับจิตใจมันไปด้วยกันน่ะ แต่ตอนนี้พออายุใกล้จะถึงหลัก 4 จิตใจเรา เราว่าเหมือนเดิมนะ แต่ร่างกายนี่ชักจะไม่เป็นเหมือนเดิมแล้ว”
      
       ศักดิ์ชาย (ขอสงวนนามสกุล) หนุ่มใหญ่วัย 38 ปี เล่าให้เราฟังถึงสภาวะที่ร่างกายถดถอย ทั้งที่ใจยังสู้อยู่
      
       “ผมแต่งงานมีลูกแล้ว 1 คน แสดงว่าก็ยังพอมีน้ำยาอยู่บ้างนะ (หัวเราะ) แต่มาหลังๆ นี้ สังเกตได้ว่ามันชักจะไม่ค่อยสู้แล้ว คือไม่ใช่ว่านกเขาไม่ขันเสียทีเดียว ก็ขันอยู่ แต่ไม่ขันแข็งเหมือนเมื่อก่อน ตอนแรกเราก็คิดว่าคงเป็นเพราะหน้าที่การงานที่เครียดมากขึ้น เพราะมีสิ่งที่ต้องรับผิดชอบดูแล ก็ไม่ได้สนใจอะไร แต่หนักเข้าสมรรถภาพทางเพศก็เสื่อมถอยลงอย่างเห็นได้ชัด พูดอย่างไม่อายเลยว่า กว่าที่แข็งตัวนี่จะช้ามากทั้งๆ ที่เราก็รู้สึกมีอารมณ์ แล้วพอมันแข็งก็แข็งไม่มากเท่าตอนหนุ่มๆ แต่ก็ยังพอใช้งานได้ ต่อมาก็ได้ไปตรวจสุขภาพประจำปีก็พบว่าน้ำตาลในเลือดสูง มีความเสี่ยงมากที่จะเป็นเบาหวาน ซึ่งผมก็มาศึกษาต่อเองว่าภาวะการเป็นเบาหวานนั้น ส่งผลต่อการแข็งตัวขององคชาตด้วย ทีนี้ก็เลยถึงบางอ้อเลยว่าทำไม่ไม่ฟิตเหมือนเมื่อก่อน”
      
       ตอนแรกๆ ศักดิ์ชายยังไม่ได้คิดว่าอาการนกเขาแข็งตัวไม่เต็มที่นั้นเป็นปัญหา แต่พอเวลาผ่านไป เขาก็รู้สึกว่าต้องทำอะไรสักอย่าง เพราะอาการตื่นช้าและไม่แข็งตัวมันหนักข้อขึ้นทุกวัน
      
       “หลังๆ มาผมศึกษาเรื่องวิธีการรักษามาเยอะ ไม่ว่าจะเป็นด้วยวิธีธรรมชาติอย่างออกกำลังกาย ลดเหล้าบุหรี่ หรือจะเป็นการใช้ยาอย่างไวอะกร้า ก็คิดอยู่ว่าจะเอามาลองใช้หลายครั้งแล้ว แต่ตอนนี้ผมเป็นโรคความดันด้วย ทำให้ยังไม่กล้าลองใช้ เพราะไวอะกร้ามันเป็นยาขยายหลอดเลือด ผมก็เลยกลัวว่ามันจะมีผลกับคนเป็นความดันอย่างผมหรือเปล่า”
      
       แต่เมื่อเขารู้ข่าวของการใช้สมุนไพรตะวันออกในการรักษาอาการนกเขาไม่ขัน ศักดิ์ชัยก็แสดงความเห็นว่ามันเป็นทางเลือกที่ดีและถ้ามีโอกาสก็จะลองใช้
      
       “มันเป็นอีกทางเลือกหนึ่งนะ เพราะผมเข้าใจว่าพวกสมุนไพรมันไม่น่าจะมีผลข้างเคียงร้ายแรงเท่ายาเคมี ถ้ามันมีการวิจัยเป็นเรื่องเป็นราวแล้วได้ผล ผมก็ว่าจะลองใช้ดูก่อน จริงอยู่ที่มันไม่ใช่การรักษาที่ตรงจุดเสียทีเดียว แต่มันก็ดีกว่าการไปเสี่ยงใช้ยาที่มีผลข้างเคียงอันตรายอย่างไวอะกร้านะ”
      
       นั่นเป็นทรรศนะของคนมีปัญหาที่เฝ้ารอการรักษาอย่างมีความหวัง ซึ่งถ้าสังเกตดีๆ เราจะพบว่าตัวยาสมุนไพรที่นำมาใช้นั้น มีหลายอย่างที่คนในบ้านเราเอามาประกอบอาหารในชีวิตประจำวันอยู่แล้ว จึงน่าสงสัยว่า เมื่อคนทั่วไปรู้ว่าของเหล่านี้มันมีสรรพคุณทางยา รักษาอาการนกเขาไม่ขันได้เขาจะหันมาบริโภคมันมากขึ้นหรือไม่
      
       “คงไม่ได้เสาะหามากินมากกว่าแต่ก่อนหรอก คงกินมันเท่าเดิมนั่นแหละโดยส่วนตัวไม่ได้มีปัญหากับเรื่องนี้อยู่แล้ว” สรัญวุฒิ ศรีวารีกุล หนุ่มใหญ่วัย 30 กล่าวถึงสมุนไพรเหล่านี้ในฐานะอาหาร ซึ่งเขายังบอกต่อไปอีกว่าถึงแม้เขาจะมีปัญหาในเรื่องอย่างว่าขึ้นมาในวันหนึ่ง เขาก็คงไม่กินสมุนไพรเหล่านี้ในฐานะของอาหารบำรุงแน่นนอน
      
       “ถ้าเกิดป่วยขึ้นมาจริงๆ ก็ไปหาหมอดีกว่า คงไม่กินอาหารรักษาเองหรอก น่าจะกินยาไปเลย แต่จะเป็นยาไทยหรือยาฝรั่งก็ต้องดูกันอีกทีว่าอันไหนมันดีกว่ากัน”
      
      
       คำกล่าวที่ว่า ไม่ว่าจะเป็นแมวสีไหน ขอให้สามารถจับหนูได้เป็นพอ นั้นเป็นคำกล่าวที่สมเหตุสมผล ดังนั้น ไม่ว่าจะเป็นยาสมุนไพรตะวันออก หรือยาเคมีจากตะวันตก หากมันช่วยรักษาความป่วยไข้ได้เหมือนกันก็คงจะไม่ต้องมาเถียงกันว่าอะไรดีกว่าอะไร
      
        แต่ถ้าหากจะมองถึงเรื่องอื่นๆ ที่ลึกลงไปกว่าการรักษาโรคให้หาย ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของผลข้างเคียง เรื่องของจิตใจ มันย่อมมีอะไรๆ ให้พิจารณากันอีกไม่น้อย ถึงตอนนั้น ผู้ใช้ก็คงจะเลือกเองได้ว่าจะยืนอยู่ทางฝั่งไหนของโลกดี.
 
 
 
ข้อมูลจาก : ผู้จัดการ วันจันทร์ ที่ 5 กันยายน 2554

มหัศจรรย์ ‘หมามุ่ย’ ไวอากร้าพันธุ์ไทย-บำรุงกำลัง

มหัศจรรย์ ‘หมามุ่ย’ ไวอากร้าพันธุ์ไทย-บำรุงกำลัง

 
                หมามุ่ย หรือ หมามุ้ย เป็นพืชลุ้มลุกตระกูลถั่ว มีชื่อคุ้นหูคนไทยเรามานานแล้ว
 
               แต่เมื่อจินตภาพถึงก็อาจไม่ค่อยชวนยิ้มเท่าไหร่ เพราะจะไปโยงถึงอาการคันคะเยอ แพ้เป็นผื่นบวมแดงเวลาโดนเพื่อนแกล้งเอาหมามุ่ยมาโยนใส่

               แต่ล่าสุด ‘หมามุ่ย’ กำลังผงาดขึ้นมา สร้างคุณประโยชน์สรรพคุณทางยาที่สำคัญ

               ภายหลังจากนักวิจัยไทย ซึ่งได้รับการสนับสนุนจากมูลนิธิโรงพยาบาลเจ้าพระยาอภัยภูเบศร

               สามารถสกัดเอาสารตามธรรมชาติในหมามุ่ยมาผลิตเป็นยาสมุนไพรบำรุง สเปิร์ม และเพิ่มสมรรถภาพทางเพศให้กับคุณผู้ชายทั้งหลาย!

               ‘หมามุ่ย’ มีชื่อวิทยาศาสตร์ ว่า Mu cuna pruriens (L.) DC. ชื่อวงศ์ FABA CEAE

               มีชื่ออื่นๆ ในภาษาถิ่น คือ กลออื้อแซ โพล่ยู มะเหยือง และหมาเหยือง

               ความสำเร็จในการ นำหมามุ่ยมาวิจัยต่อยอดสร้างยาสมุนไพรเสริมสร้าง ‘สุขภาพทางเพศ’ ให้กับบุรุษนั้นแถลงข่าวและเปิดเผยกันอย่างเป็นทางการในงานมหกรรมสมุนไพรแห่งชาติ ครั้งที่ 8 ซึ่งปีนี้จัดขึ้น ภายใต้แนวคิด ‘ยาไทย เด็กใช้ได้ ผู้ใหญ่ใช้ดี Herb for All’ ระหว่างวันที่ 31 สิงหาคม-4 กันยายน 2554 ที่อิมแพ็ค เมืองทองธานี

               ภายในงานดังกล่าวมีการจัดประชุมวิชาการด้านการแพทย์แผนไทย การแพทย์พื้นบ้านและการแพทย์ทางเลือก จัดแสดงนิทรรศการยาไทย ยาในบัญชียาหลักแห่งชาติ ยาไทยทุกภาค หลากตำรับ ตรวจสุขภาพเด็ก วัยรุ่น ผู้หญิง ผู้ชาย และผู้สูงอายุด้วยการแพทย์แผนไทย แผนจีน และแพทย์ทางเลือก เป็นต้น ซึ่งในแต่ละปีจะมีการชูความพิเศษของสมุนไพรไทยอย่างสม่ำเสมอ

              

1.ภญ.ผกากรอง ขวัญข้าว
2.นายวิทยา บุรณศิริ รมต.สาธารณสุข นำทีมชิมสูตรหมามุ่ย ระหว่างการประชุมรัฐสภา

 ภญ.ผกากรอง ขวัญข้าว เภสัชกรชำนาญการ โรงพยาบาลเจ้าพระยาอภัยภูเบศร เปิดเผยรายละเอียดการวิจัยหมามุ่ยครั้งนี้ว่า

               หมามุ่ย เป็นสมุนไพรพื้นบ้านของไทยที่ใช้อย่างแพร่หลายในอดีต

               ปัจจุบันมีการใช้ลดลง ส่วนหนึ่งอาจจะมาจากหมามุ่ย เป็นเถ้าที่เมื่อขึ้นแล้วขนจะปลิวไปทำให้เกิดความคัน

               เมื่อพบ..จึงโดนทำลายทิ้งเสียเป็นส่วนมาก

               อย่างไรก็ตาม หมามุ่ยมีประโยชน์มากมายโดยที่คนส่วนใหญ่แทบไม่เคยรู้ และคุณประโยชน์ของสมุนไพรแสนคันตัวนี้ มีมากกว่าที่คิดไว้

               โดยเฉพาะคุณสมบัติบำรุงกำลัง ช่วยการมีบุตรยาก ทำให้น่าสนใจมากยิ่งขึ้น!

               ภญ.ผกากรอง กล่าวว่า ลักษณะทั่วไปของหมามุ่ย เป็นไม้เลื้อยล้มลุก ลำต้นเล็กเหนียวคล้ายเชือก ดอกออกเป็นช่อห้อยลง สีม่วงแก่ถึงม่วงออกดำ
ผลเป็นฝักยาว รูปร่างคล้ายถั่วลันเตา ปกคลุมด้วยขนละเอียดสีน้ำตาลอมแดงหรือสีทองอมแดง ที่เป็นพิษและหลุดร่วงง่าย ภายในฝักมีเมล็ดรูปไข่

               ความพิเศษของหมามุ่ย อยู่ตรงขนอ่อนที่ปกคลุม เพราะเป็นขนที่เต็มไปด้วยสารชนิดหนึ่ง

               เรียกว่า ‘สารซีโรโทนิน’ (Serotonin) เมื่อโดนจะทำให้เกิดอาการคัน ระคายเคือง ซึ่งฝักจะออกมากในช่วงฤดูหนาวถึงฤดูแล้ง และปลิวตามลม

               ชาวบ้านทั่วไป เมื่อพบจึงมักทำลายเถ้าหมามุ้ยทิ้ง

               “ปัจจุบันประชาชนทั่วไปหันมาใช้ยาแผนปัจจุบันของตะวันตกจำนวนมาก ซึ่งหากมีสิ่งที่สามารถลดปริมาณการใช้ยาได้ ย่อมเป็นประโยชน์ต่อเศรษฐกิจ ซึ่งสมุนไพรไทยหลายชนิดสามารถนำมาใช้ทดแทนได้ และสามารถต่อยอดสร้างประโยชน์ทางเศรษฐกิจได้” ภญ.ผกากรอง ระบุ

               เภสัชกรชำนาญการ ร.พ.จ้าพระยาอภัยภูเบศร อธิบายว่า ที่ผ่านมาตั้งแต่ในอดีต

               หมอยาแผนโบราณค้นพบวิธีนำหมามุ่ยมาใช้หลากหลายตำรับด้วยกัน

               โดยนำมาใช้ประโยชน์ตั้งแต่ ราก ใบ ฝัก เม็ด เช่น ใช้รากแก้คัน ใช้ถอนพิษ ล้างพิษ เม็ด ใช้ทั้งกินเม็ดคั่ว นึ่ง และบด เป็นผง เพื่อบำรุงกำลัง เพิ่มน้ำเชื้อ เพิ่มสมรรถภาพทางเพศ

               ในประเทศอินเดีย พบว่า มีพืชวงศ์เดียวกับหมามุ่ยของไทย ซึ่งปลูกเพื่อนำไปแปรรูปอย่างจริงจัง

               เพราะมีการศึกษา วิจัย อย่างเป็นระบบ กระทั่งสกัดเป็นยา เพื่อเพิ่มความต้องการทางเพศ คลายเครียด และเพิ่มการเผาผลาญและมวลของกล้ามเนื้อ

               สาเหตุที่หมามุ่ยเป็นที่น่าสนใจอีกประการ เนื่องจากโรคเกี่ยวกับการเสื่อมสมรรถภาพทางเพศ การมีลูกยาก ถือเป็นโรคที่หลายประเทศมีอัตราการใช้สูงเพิ่มมากขึ้น

               สำหรับประเทศไทย มีรายงานอย่างไม่เป็นทางการว่า เราใช้เงินซื้อ ‘ยารักษาอาการหย่อนสมรรถภาพทางเพศ’ ของตะวันตกไปกว่าร้อยล้านบาท

               ในขณะที่ทั่วโลกมีอัตราการใช้อยู่ที่ประมาณห้าหมื่นล้านบาท

               จากรายงานทางการแพทย์ มีการทดลองในสัตว์ พบว่าสารธรรมชาติในหมามุ่ย ทำให้สมรรถภาพทางเพศดีขึ้น เพิ่มความถี่ในการผสมพันธุ์ได้เป็นสิบเท่า

               รวมทั้งยืดระยะเวลาในการมีเพศสัมพันธŒทำให้ชะลออาการหลั่งเร็วได้ และเพิ่มปริมาณฮอร์โมนทางเพศ

               ในปี 2550 ‘K.K.Shukla’ รายงานการวิจัยที่ทำในผู้ชายอินเดีย 75 คน ซึ่งประสบปัญหาการมีบุตรยาก เนื่องจากความเครียด พบว่า

               หลังจากให้เม็ดหมามุ่ยทานในปริมาณ 5 กรัมต่อวันนาน 3 เดือน ระดับความ เครียดลดลง และคุณภาพปริมาณของ ‘อสุจิ-น้ำเชื้อ’ เพิ่มขึ้น

               จากการวิจัย พบว่า เม็ดหมามุ่ย มีสารแอลโดปา (L-Dopa ) ซึ่งเป็นสารตั้งต้นในการสังเคราะห์โดพามีน (Dopamine) หรือสารที่มีอิทธิพลสูงต่อระบบสืบพันธุ์ อีกทั้งยังเป็นสารสื่อประสาท ซึ่งใช้ในการรักษาโรคพาร์กินสันอีกด้วย แต่ต้องใช้ในรูปแบบของการผ่านวิธีการ ‘สกัด’ มาเป็น ‘ยาเม็ด’ เพราะร่างกายไม่สามารถได้รับสารในรูปแบบของเมล็ดแปรรูป หรือสดได้

               ภญ.ผกากรอง กล่าวว่า ประชาชนทั่วไปก็สามารถนำเม็ดหมามุ่ยมาเป็นยาสมุนไพรทานเองได้ แต่ก็มีข้อควรระวังอยู่บ้าง เพราะการเก็บหมามุ่ย ต้องรู้วิธีเพื่อไม่ให้คัน

               วิธีการเก็บ คือ เลือกจากต้นที่ฝักแก่ สังเกตง่ายๆ คือ เม็ดฝักเหมือนจะปริแตก แล้วฉีดน้ำให้เปียก เพื่อป้องกันขนอ่อนที่ฝักฟุ้งกระจาย สวมถุงมือป้องกันแล้วเก็บเม็ดมาคั่วไฟ แล้วนำไปล้างน้ำ ก่อนนำไปคั่วไฟอีกรอบ

               สําหรับข้อควรระวังในการทานเม็ดหมามุ่ย คือ ต้องคั่วให้สุก เพราะหากไม่สุก จะเกิด ‘สารพิษ’ บางอย่างขึ้นทำให้เกิดอาการประสาทหลอนได้ เพราะในเม็ดหมามุ่ยมีสารแอลโดปา ที่จะทำให้สารสื่อประสาทเกิดความไม่สมดุลได้

               นอกจากนี้ ยังมีผู้ป่วยบางโรคที่ไม่ควรกิน เช่น ผู้ป่วยความดันโลหิตสูง ผู้ที่ต้องใช้ยาทางจิตเวช รวมทั้งเด็ก และหญิงตั้งครรภ์

               ส่วนปริมาณที่แนะนำ ถ้าเป็นคนทั่วไป ไม่ได้มีปัญหาการมีบุตรยาก หรือสมรรถภาพทางเพศ แนะนำให้กินวันละประมาณ 3 เม็ดต่อวัน จะทำให้สดชื่นกระปรี้กระเปร่า แต่หากมีปัญหา แนะนำให้กินวันละ 5 กรัม หรือ 25 เม็ด ไม่เกิน 3 เดือน

               การทานเม็ดหมามุ่ยก็มีหลายวิธี

               ทั้งการป่นเป็นผง และกินผสมกับกาแฟ หรือชา ก็ไม่เสียรสแต่อย่างใด

               หรือจะชงกินกับน้ำร้อนเปล่าๆ ก็จะออกรสเปรี้ยวนิด มันหน่อยๆ

               หรือกินเม็ดคั่วกับข้าวเหนียว หรือเคี้ยวเม็ดที่คั่วแล้วก็สามารถทำได้เช่นกัน

               ทั้งนี้ เมื่อพิจารณาถึงตำรายาโบราณ ที่มีหมามุ่ยอยู่ในตำรับด้วยนั้นมีด้วยกันหลายตำรับด้วยกัน

               อาทิ ตำรับตาเพ็ง จะนำเม็ดมาคั่ว ทิ้งให้เย็นแล้วบด หรือ กินทั้งเมล็ด โดยนำไปแช่น้ำก่อนแล้วค่อยเคี้ยวกินเช้า เย็น หรือ บดแล้วใช้ครั้งละ 1 ช้อนแกง โดยห่อผ้าขาวบาง แช่ในน้ำ 1 แก้ว นาน 30 นาที รับประทานเช้าเย็น ตำรับนี้ว่าไว้ว่า เสริมกำหนัดและเสริมแรงผู้ชาย จะออกฤทธิ์ใน 2-3 วัน ทำให้หลับสบาย จิตใจเบิกบานแจ่มใส แต่ห้ามกินต่างน้ำ หรือกินเยอะเกินไป

               ตำรับพ่อประเดิม ส่างเสน หมอยาอำเภอฝาง ระบุว่า ให้เอาเม็ดหมามุ่ยแก่จัดมาตากแดดให้แห้งแล้วตำ เป็นผง ใช้น้ำผึ้งเป็น กระสาย ทำให้เป็นลูกกลอน กิน 3 เวลา 7 วัน ตำรับนี้ว่าไว้ว่า รักษาอาการนกเขาไม่ขัน เป็นยาบำรุงกำลัง

               ตำรับพ่อกอยะ หมอยาบ้านต้นฮุงหัวฝาย ระบุว่า ให้ใช้เม็ดแก่จัดใส่ในหม้อนึ่งข้าว พอข้าวสุก เม็ดหมามุ่ยก็สุกด้วย โดยกินครั้งละ 1 เม็ด พร้อมข้าว 3 เวลา

               ตำรับพ่อพลายแสง บ้านสินชัย ระบุว่า ใช้รากหมามุ่ยตากแห้ง 1 กิโลกรัม เมล็ดผักชี 3 ขีด เมล็ดผักกาด 5 ขีด นำทั้งหมดมาตำรวมกันเป็นผง ผสมน้ำผึ้งป่า หมักไว้ 3 เดือน แล้วใช้กินก่อนนอนทุกวัน โดยเวลากินให้กินในปริมาณขนาดเท่าผลมะเขือพวง จะแก้ปวดเมื่อยช้ำใน

               ตำรับหมอยาเมืองเลย ระบุว่า สามารถนำรากต้ม กินแก้ไอ ใช้เมล็ดตำเป็นผง พอกแก้พิษแมงป่องกัดได้

             “หากทำวิจัยอย่างครบวงจร และส่งเสริมให้เกษตรกรผลิตเพื่อนำมาต่อยอด จะสามารถฉวยให้เป็นโอกาสทางเศรษฐกิจได้ เพราะปัจจุบันแม้แต่อินเดีย ที่วิจัยในเรื่องนี้แล้ว แต่ก็ยังไม่ได้ผลิตออกขายเชิงอุตสาหกรรมประเทศไทยจึงถือว่ามีโอกาสที่จะเร่งพัฒนายาสมุนไพรตัวนี้ได้” ภญ.ผกากรอง กล่าว

               ขณะนี้กระทรวงสาธารณสุขมอบหมายให้กรมพัฒนาการแพทย์แผนไทยและการแพทย์ทางเลือก กรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ และมูลนิธิ ร.พ.เจ้าพระยาอภัยภูเบศร เร่งศึกษาวิจัยและพัฒนาสมุนไพรหมามุ่ยให้เป็นที่ยอมรับในทางวิทยาศาสตร์และคลินิก เพื่อนำไปขึ้นทะเบียนกับสำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา (อย.) โดยอาจทำเป็น 2 รูปแบบ คือ ยารักษาโรค และผลิตภัณฑ์เสริมอาหาร และมั่นใจว่าจะนำพืชหมามุ่ยมาต่อยอดเศรษฐกิจในเชิงอุตสาหกรรมได้

 
ข้อมูลจาก : ข่าวสด วันอังคาร ที่ 30 สิงหาคม 2554