‘แก่นรักษาธรรม’ พระอธิการเฮนนิ่ง เกวลี โดย มนสิกุล โอวาทเภสัชช์

bangkokbiznews130303_001มาฟังพระอธิการเฮนนิ่งเกวลี ชาวเยอรมัน เจ้าอาวาสวัดป่านานาชาติ จังหวัดอุบลราชธานี ในวัยไม่ถึง 40 ปี สิบกว่าพรรษากันดูว่า การที่ท่านพบแก่นธรรมคำสอนจากพระพุทธเจ้าที่แท้จริงทางภาคอีสานของประเทศไทยทำให้ท่านเปลี่ยนไปอย่างไร และพุทธศาสนาได้ช่วยเหลือผู้คนให้พบกับความสงบเย็นได้มากเพียงใด…

“อาตมาขอโอกาสพูดในฐานะที่เป็นผู้ใหม่ในศาสนา และในฐานะที่อยู่ร่วมกับลูกศิษย์พระเดชพระคุณหลวงพ่อชา สุภัทโท แม้ไม่ได้เจอหลวงพ่อชา เพราะอาตมาบวชไม่ทันที่จะเจอท่าน แต่ครูบาอาจารย์ชาวต่างประเทศหลายรูปที่ได้บวชหลังจากที่พระราชสุเมธาจารย์ (หลวงพ่อสุเมโธ) ได้บุกเบิกทางแล้ว ก็ยังมีโอกาสอยู่ในข้อวัตรปฏิบัติโดยตรง ยังมีโอกาสอุปัฏฐากท่านประมาณ 10 ปี อาตมามาทีหลัง ช่วงที่พระราชทานเพลิงศพเรียบร้อยแล้ว ยังถือว่า มีความโชคดีที่ได้เจอคำสั่งสอนของท่าน และได้เจอครูบาอาจารย์ลูกศิษย์ของท่าน ที่เป็นพระอุปัชฌาย์ของอาตมา คือพระราชภาวนาวิกรม (หลวงพ่อเลี่ยม ฐิตธมฺโม) เจ้าอาวาสวัดหนองป่าพง จังหวัดอุบลราชธานีในปัจจุบัน ”

พระอธิการเฮนนิ่ง เกวลี ชาวเยอรมัน เจ้าอาวาสวัดป่านานาชาติ จังหวัดอุบลราชธานี ขึ้นธรรมาสน์เทศน์ในช่วงงานอาจาริยบูชาหลวงพ่อชา สุภัทโท 12-16 มกราคม 2556 ที่ผ่านมาท่ามกลางพระกว่าพันรูปซึ่งเป็นศิษยานุศิษย์หลวงพ่อชาที่เดินทางมาจากทั่วโลก และประชาชนเรือนหมื่นที่มาปักกลดกางเต็นท์ปฏิบัติบูชากันเต็มวัดในทุกพื้นที่

สิ่งสำคัญที่เราขออนุญาตนำมาแบ่งปันกับท่านผู้อ่านก็คือ เหตุใดชาวต่างชาติจึงหันมาสนใจในพุทธศาสนากันมากขึ้นจนกระทั่งวัดกว่า 300 สาขาสายหนองป่าพงทั่วโลกไม่เพียงพอต่อความต้องการบวชเรียนขอผู้คนที่แสวงหาทางพ้นทุกข์ด้วยวิธีนี้กัน ซึ่งปัจจุบันมีผู้เตรียมบวชในต่างประเทศมากกว่าจำนวนวัดที่จะรองรับได้

โชคดีที่พบต้นฉบับ

อาตมารู้สึกว่าตัวเองโชคดีที่ได้บวชเรียนที่นี่เพราะว่า เรื่องข้อวัตรปฏิบัติ เรื่องรูปแบบ คำสั่งสอนของหลวงพ่อชารู้สึกว่ายังมีทางที่จะเข้าถึงได้ เพราะมีหลายคนมาช่วยกันรักษาไว้ อาตมากำเนิดมาจากประเทศเยอรมนี ในต่างประเทศอีกหลายแห่งจะหารูปแบบที่เจอในประเทศไทยนี้ไม่ได้

ประเทศของอาตมาเป็นประเทศอุตสาหกรรม เป็นประเทศที่เขาว่าเจริญ และเน้นทางด้านการศึกษาทางโลก แต่ละคนที่เป็นญาติพี่น้องทางโน้นมีความรู้สึกต่อชีวิตของตัวเองเหมือนคนอื่น ๆ ทั่วโลกคือ เราพัฒนาความสงบเย็นเหมือนกัน แต่จะทำอย่างไรถ้าเราไม่มีวิธี ไม่มีส่วนรวมที่จะร่วมมือ ร่วมกำลังได้ก็อาจจะยาก ทางศาสนาเดิมของอาตมา คือศาสนาคริสต์ ก็สอนความดีให้คนบำเพ็ญเมตตาจิตพอสมควร ส่วนหนึ่งก็เข้าถึงวัฒนธรรมของชาวตะวันตกได้ทุกที่ เสมือนคำสอนของพระพุทธองค์เข้าถึงวัฒนธรรมของชาวเอเชีย ชาวไทย แต่ถ้าชาติไหน สังคมไหน ไม่รักษาต้นฉบับ ทางที่จะเข้าถึงสิ่งที่ทางศาสนาสอน ก็อาจจะหายาก

ช่วงนี้ที่อาตมาอยู่ในผ้าเหลืองมาสิบกว่าปีในประเทศไทย รู้สึกว่าเจอรูปแบบที่ดีที่เป็นต้นฉบับให้พวกเราทั้งหลายได้ ในขณะที่เรารักษาข้อวัตรปฏิบัติ รักษาพระธรรมและพระวินัย โดยความเคารพต่อการนับถือ และลงมือในการเสียสละในการรักษาไว้ โดยใจเอื้อเฟื้อ ใจบุญ ด้วยใจเสียสละ

ในสังคมเดิมของอาตมา หลายคนก็อยากจะทำเหมือนกัน แต่หลายคนก็เจอปัญหาชีวิต เช่นความทุกข์ก็ต้องปรากฏขึ้น ที่จะเกี่ยวข้องอย่างชัดเจนต้องอาศัยการช่วยกัน และหาวิธี ถ้าเป็นลักษณะที่แต่ละคนต้องหาทางเองก็ลำบาก เราทั้งหลายก็ถือว่าโชคดี อาตมาก็รวมอยู่ในคนโชคดี ที่ยังได้เจอทางที่สมบูรณ์แบบที่มีการรักษาไว้ ก็เช่นพ่อแม่ครูบาอาจารย์บางท่านบอกว่า วิธีการปฏิบัติในสายวัดป่าอาจจะเป็นเรื่องของสมัยก่อน แต่ว่า หากมีการปฏิบัติอย่างต่อเนื่อง เราสามารถตอบคำถามกับคนรุ่นใหม่ที่ยังไม่เข้าใจได้ ถ้าปฏิบัติอยู่ เราก็อธิบายได้ เพื่อคนรุ่นหลังจะได้มีวิธีเช่นนี้อยู่ ถ้าไม่ปฏิบัติก็น่าเสียดายว่า หลักเดิมที่มีการตรวจสอบ มีการทดลองมาพอสมควร ค่อยๆ จะหายไป

‘สามัคคี’ ทำให้อบอุ่น

ถ้าเรามีหลักอันเดียวกัน และจุดมุ่งหมายอันเดียวกัน ก็ทำให้เราเกิดกำลังด้วย ในสังคมเมืองนอกไม่ได้เน้นเรื่องสามัคคีเท่าไหร่ แล้วรูปแบบที่เคยมีเมื่อก่อน บางส่วนก็หายไปแล้ว เป็นสังคมที่แต่ละคนต้องหาทางเอง แต่ละคนต้องคิดเอง ต้องมีความสร้างสรรค์เป็นพิเศษเฉพาะตัว และกว่าจะได้เจอหลักที่เป็นสากลอาจจะใช้เวลานาน อาจหลงทางเป็นบางช่วง อาจทำสิ่งที่ผิดแล้วแก้ไขได้ยาก ก็ขาดหลักความปลอดภัยในการดำเนินชีวิต

ในขณะเดียวกัน แต่ละคนที่ประสบความสำเร็จโดยลำพังก็มีความภาคภูมิใจเหลือเกิน ที่ทำให้เกิดขึ้นกับตัวเอง เช่น เด็กเมืองนอกถ้าเขาได้ตอบปัญหาที่ครูตั้งให้ถูกต้อง โดยไม่ได้ดูหนังสือ ไม่ได้ท่อง แต่คิดเอาเอง เขาจะมีความภาคภูมิใจ เขามีความฉลาด สามารถที่จะหาทางเองก็ดี สำหรับคนที่ฉลาดพอ คนที่มีปัญญาพอ ก็หาทางเองได้ บางคนก็อาจจะหลง ไปสู่ทางที่เขาต้องการเองไม่ได้

ถ้าเป็นสังคมที่มีวัฒนธรรม มีหลักจริงๆ ก็มีเครื่องแบบ มีเครื่องมือให้คนได้อยู่กัน เป็นผาสุก สงบเย็น แต่สังคมที่เน้นเรื่องความหลากหลาย เน้นเรื่องความเป็นตัวของตัวเอง อาจจะไม่สามารถหาจุดที่ช่วยเหลือซึ่งกันและกันง่ายๆ อาจเกิดความตึงเครียดขึ้นในจิตใจของคน

อาจจะเป็นเพราะคนส่วนหนึ่งได้ทิ้งรูปแบบเก่าที่เคยมี เช่นทางศาสนาที่เป็นจังหวะของชีวิตคน ที่เคยซึมซับอยู่ในชีวิตประจำวันของคนแต่ก่อน สังคมคริสต์ก็มี เช่น วันอาทิตย์ทางคริสต์ศาสนาให้หยุดทำงาน ไม่ใช่ว่าเพื่อจะได้ขี้เกียจ ไม่ทำอะไร แต่เพื่อจะได้ประกอบศาสนกิจ คือมีการหยุดเพื่อจะได้ไม่ต้องไปมีกิจกรรมทางโลก แต่ให้หันหน้าสู่จิตใจของตนเอง โดยคนที่ได้สัมผัสเห็นประโยชน์ว่า ได้ผ่อนคลายและมีโอกาสที่จะวางสิ่งต่างๆ ที่ทำให้เกิดความกังวลได้ลง

แต่ปัจจุบัน โบสถ์ในคริสต์ศาสนาที่เคยมีอยู่ทุกหมู่บ้านที่เราเห็นปัจจุบันเป็นวัตถุโบราณ ค่อนข้างจะร้างและบาทหลวงก็เหลือน้อย เป็นอาชีพที่เขาว่าล้าสมัย รูปแบบนี้คนก็ไม่เอา อันนี้อาจจะมีสาเหตุหลายอย่าง เรื่องคำสั่งสอนก็มีส่วน อันนี้พูดในฐานะที่ตัวเองเป็นผู้เปลี่ยนศาสนาจากคริสต์มาเป็นพุทธ แต่ว่าโดยทั่วไป ถ้าเราดูหลักที่ศาสนาสอน เรื่องความดี การเอื้อเฟื้อต่อกัน คริสต์ศาสนาก็ไม่ผิดกันกับพุทธศาสนา เพราะมาปรากฏชัดในสังคมที่มีหลักจริงๆ เขาก็จะปฏิบัติตามนี้ แล้วก็มีวิธี จังหวะ การแบ่งเวลาให้

อันนี้เป็นสิ่งที่อยากให้สำนึกถึงว่า ถ้าศาสนามีรูปแบบในการจัดการชีวิตที่เกี่ยวข้องกับชีวิตของเราจริงๆ มันเป็นประโยชน์แก่เรา แล้วเราจะหาจุดยืนของเราได้อย่างดี ถ้าทิ้งหลักนี้ เหมือนกับที่เกิดขึ้นในเมืองนอกแล้ว เป็นลักษณะว่าของใครของมัน ทำก็ได้ ไม่ทำก็ได้ ในอนาคตอาจจะไม่เหลือมากเท่าไหร่ ซึ่งถ้าเราเห็นภาพอันงดงามของคนที่ตั้งใจปฏิบัติร่วมกัน รักษาระเบียบ เห็นประโยชน์ต่อผลกระทบต่อจิตใจของเราเองด้วย เราควรจะรักษาไว้และส่งเสริมต่อ ซึ่งเป็นที่ชัดเจนว่าสิ่งนี้เป็นสิ่งที่เราต้องการด้วยในสังคมของเรา

ถ้าคนไทยไม่รักษาไว้ก็หายได้

อาตมามาจากสังคมที่ศาสนาหายไป แต่ยังเจอทางพุทธศาสนาที่เป็นต้นฉบับสมบูรณ์ ทำให้เราเห็นทางสำหรับตัวเองในประเทศไทยนี้ ซึ่งพระพุทธองค์ได้สอนอย่างชัดเจน และเข้าถึงจิตชาวพุทธในประเทศไทยโดยไม่รู้สึกตัว ถ้าคนไทยไม่รักษาไว้ก็หายได้เหมือนกัน เพราะเป็นการสอนที่มีการปฏิบัติที่ลึกมาก อย่างเช่น เราไปบิณฑบาตกันทุกเช้า อาจจะเปลี่ยนไปได้ ถ้าไม่ระวัง

พระบางทีไม่ได้บิณฑบาตด้วยการเดิน แต่นั่งรถ บางทีนั่งรถอยู่แล้วให้โยมมาใส่บาตรที่รถ อันนี้จะทำให้ต้นฉบับหายไปได้ วิถีชีวิตก็จะเปลี่ยนไปพอสมควร เพราะการบิณฑบาต เรามีส่วนเกี่ยวข้องกันในเรื่องความอ่อนน้อมถ่อมตนทุกเช้า มีอิทธิพลต่อเราพอสมควร ถ้าเป็นพระไม่ต้องบิณฑบาต มาเรียนหนังสืออย่างเดียว นั่งสมาธิอย่างเดียว ต้นฉบับจะหายไป

เมื่อปลายปีที่ผ่านมา อาตมาโชคดีได้ไปร่วมการประชุมกับองค์ดาไลลามะ ประมุขสายทิเบตที่อินเดีย ทางโน้นเอง ท่านไม่อยากเรียกว่าสายทิเบตเท่าไหร่ ท่านบอกว่า พุทธะไม่ได้ขึ้นอยู่กับชาติ การเรียกว่า พุทธศาสนาไทย พุทธศาสนาทิเบตเป็นเรื่องชาตินิยม แต่จริงๆ แล้ว ควรเรียกว่า พุทธภาษาสันสกฤตจากมหาวิทยาลัยนาลันทา และของเราก็เป็นพุทธภาษาบาลี อาตมามีความซึ้งใจมากที่มีการเกี่ยวข้องกับชาวพุทธคนละอย่าง ทำให้เข้าใจอะไรมากขึ้น

เมื่อก่อนอาตมา เปรียบเทียบพุทธกับคริสต์ศาสนาในสังคมตะวันตก ก็เป็นอย่างหนึ่ง แต่พอมาเทียบระหว่างพุทธด้วยกันในเอเชีย ทำให้เปลี่ยนมุมมอง เกิดความรู้ใหม่ เห็นว่า เราโชคดีได้เจอสายพระป่า และได้รับการถ่ายทอดจากครูบาอาจารย์ที่เป็นศิษย์หลวงพ่อชา ในภาพรวมที่เป็นต้นฉบับจากพุทธกาลที่สืบทอดมาโดยพระป่าของเราควรอนุรักษ์จริงๆ เพราะจะเป็นเครื่องมือให้อีกหลายรุ่นได้ใช้สะดวก

คุณธรรมขององค์ดาไลลามะ เน้นเรื่องเมตตา กรุณา ซึ่งเป็นพรหมวิหารสายโพธิสัตว์ คุณธรรมนี้เป็นใหญ่เช่นเดียวกับคริสต์ศาสนา ในตะวันตกพุทธสายนี้จึงเป็นที่รู้จักและมีผู้ปฏิบัติตามมากมาย

องค์ดาไลลามะได้พูดถึงหลักของศาสนาพุทธควรเน้นอะไรในปัจจุบัน ในสังคมอุตสาหกรรม สังคมที่เจอปัญหานานัปการซึ่งห่างเหินจากจิตวิญญาณพอสมควร ตามที่ท่านได้สัมผัสอยู่เมืองนอก อยู่นอกประเทศของท่าน ซึ่งสังคมเมืองนอกห่างจากจิตใจของตัวเอง เน้นรูปธรรม วัตถุสิ่งของ แต่ตัดเรื่องจิตใจออกไป ทางพุทธศาสนา เน้นเรื่องคุณธรรมด้านจิตใจ ทำอย่างไรจึงจะโปรดโลก ช่วยโลก ท่านก็มองด้วยสายตามหายาน มองชนทั้งหลายเป็นใหญ่ พูดในอุดมการณ์ของพุทธศาสนา

จริง ๆ ก็เข้ากับหลักของเราได้ดี ท่านเน้นเรื่องหลักแท้ของพุทธศาสนาทุกสาย ท่านพูดถึงศีล สมาธิ ปัญญา อริยมรรคมีองค์ 8 ต้องปฏิบัติเรื่องนี้โลกจะได้เจริญทางจิตใจ ท่านพูดเรื่องศีลปาติโมกข์ ของเถรวาทกับสายนาลันทาไม่ต่างกันเท่าไหร่ เช่น การไม่ฉันในเวลาวิกาล หลักอันเดียวกัน ท่านบอกว่าไม่มีอุปสรรคในเรื่องพระวินัย ศีลของคฤหัสถ์ก็ไม่มีอุปสรรค ให้บำเพ็ญ ศีล สมาธิ เป็นประเด็นของคนทางโลกที่ต้องการผ่อนคลาย และต้องปฏิบัติกรรมฐานเพื่อให้เกิดปัญญา

พิสูจน์ได้ด้วยตนเอง

หลักของพุทธศาสนาสอดคล้องกับวิทยาศาสตร์ ท่านบอกว่า อิทธิพลของการนั่งสมาธิมีผลกับสมอง อารมณ์ดีชั่วมีผลกับร่างกายและจิตใจ การละความคิดอกุศล ทำให้เกิดประโยชน์ต่อร่างกายและจิตใจ องค์ดาไลลามะ เน้นเรื่องพุทธศาสนาให้ทันสมัยตามความรู้ทางโลก และควรมีการเทียบกับระบบสากลที่นักปรัชญาในหลายๆ สาขา เช่นนักวิทยาศาสตร์ สังคมศาสตร์ เป็นต้น

อาตมาเองได้สัมผัสกับประเทศของอาตมาในเยอรมัน ล้วนให้เกียรติพุทธศาสนา เพราะมีเหตุผล ไม่ชักชวนในทางที่งมงาย สามารถพิสูจน์ได้ด้วยตนเอง

คนไทยเล่า มีแก่นธรรมอยู่กับตัวหากไม่ปฏิบัติก็น่าเสียดาย!

ที่มา : กรุงเทพธุรกิจ

Advertisements

สวรรค์ของพระ

คนต่างประเทศส่วนใหญ่ไม่รู้ว่า จะถวายอาหารอย่างไร จะทำบุญอย่างไร นี่คือหนึ่งภารกิจของสงฆ์ชาวต่างประเทศสมญานามว่า พระอาจารย์ธีระธัมโม

พุทธศักราช 2555 นอกจากจะเป็นปีที่หลวงพ่อชา สุภัทโท หนึ่งในบูรพาจารย์ พระป่าแห่งกรุงรัตนโกสินทร์ได้ละสังขารผ่านไป 20 ปีแล้ว ยังเป็น 2600 ปีพุทธชยันตี ที่ชาวโลกพร้อมใจกันปฏิบัติธรรม ลด ละกิเลส เพื่อเฉลิมฉลองชัยชนะของเจ้าชายสิทธัตถะ ทรงมีชัยเหนือกิเลสมารทั้งปวงด้วย

ประเทศไทยเป็นหนึ่งในโลกที่น้อมรับพระพุทธศาสนามากกว่า 700 ปี นับแต่สร้างกรุงสุโขทัยนับเนื่องมาจนถึงปัจจุบัน กระทั่งศาสนาวัตถุนิยมได้เข้ามาครอบครองพื้นที่ในใจของผู้คนไม่น้อย ขณะเดียวกัน ในดินแดนตะวันตก ที่ไม่เคยได้ลิ้มรสพระธรรมจากพุทธศาสนา กลับเป็นพื้นที่เปิดรับธรรมะจากฝั่งตะวันออกไปกว่า 100 ปี ดังที่หลวงพ่อชาเคยกล่าวไว้ว่า ดอกบัวกำลังจะบานทางทิศตะวันตก ตอนนี้เป็นจริงแล้ว

ทายาท ผู้สืบทอดพุทธศาสน์

พระอาจารย์ธีระธัมโม (Tiradhammo) เจ้าอาวาส วัดโพธิญานาราม (Bohinyanarama) ประเทศนิวซีแลนด์ เป็นหนึ่งในชาวตะวันตกที่เกิดในประเทศแคนาดา ปี พ.ศ. 2492 และในขณะศึกษาทางด้านวิศวกรรมศาสตร์ ก็พบว่าไม่ได้ทำให้ท่านมีความสุขที่แท้จริง จึงออกแสวงหาความหมายในชีวิตเมื่อสี่สิบกว่าปีก่อน ท่านเคยกล่าวไว้ว่า…

“ขณะเรียนวิชาธรณีวิทยา ตอนนั้น อาตมาเห็นความไม่มั่นคงในอิฐ หิน ดิน ทราย และความเสื่อมที่เกิดดับอยู่ทุกขณะ ทำให้ตัดสินใจละการศึกษาในมหาวิทยาลัย แล้วออกแสวงหาความหมายที่แท้จริงของชีวิต ด้วยการขี่จักรยานจากปากีสถานมายังศรีลังกา ปฏิบัติสมาธิภาวนากับ Bhikkhu Sivoli และศึกษามหาวิทยาลัยชีวิตไปจนถึงประเทศอินเดีย แล้วเดินทางมาบวชอยู่ทางเหนือในประเทศไทย”

กระทั่งได้ยินชื่อหลวงพ่อชา จึงออกตามหาไปถึงวัดหนองป่าพง จังหวัดอุบลราชธานีในปี 2518 หลังจากนั้น ชีวิตใหม่ของท่านก็เริ่มต้นที่นี่ ในช่วง 35 พรรษาแรก ท่านได้รับนิมนต์ไปช่วยงานก่อตั้งวัดป่าสาขาหนองป่าพง ในประเทศอังกฤษ 5 ปี รักษาการเจ้าอาวาสวัดป่าที่ประเทศสวิตเซอร์แลนด์เป็นระยะเวลาประมาณ 18 ปี .ในพรรษาที่ 36 จนถึงปัจจุบัน ท่านได้รับนิมนต์มาเป็นเจ้าอาวาสวัดโพธิญานาราม กรุงเวลลิงตัน ประเทศนิวซีแลนด์ และเตรียมเกษียณตัวเองในเร็ววันเพื่อที่จะธุดงค์ไปทั่วโลก

เมื่อวันที่ 16 มกราคม 2555 เป็นวันละสังขารของหลวงปู่ชา ท่านได้กลับมาอาจาริยบูชาที่วัดหนองป่าพง และรับนิมนต์ไปบรรยายธรรมที่หอจดหมายเหตุพุทธทาส อินทปัญโญ กรุงเทพฯ ในช่วงเวลาไล่เลี่ยกัน เราจึงขอน้อมนำธรรมะที่ท่านฝากไว้ให้กับชาวไทยมาแบ่งปันกัน ในวันที่โลกกำลังร้อนรุ่มไปด้วยกิเลสตัณหา และมนุษย์โลกกำลังจะละทิ้งความสุขทางใจไปบูชาเงินยิ่งกว่าสิ่งใด

พระอาจารย์ธีระธัมโมบอกว่า ลิ้นท่านขึ้นสนิมแล้ว เพราะอยู่ต่างประเทศนาน แต่ธรรมที่ออกมาจากการปฏิบัติของท่านนั้น คมกริบ พร้อมตัดกิเลสอาสวะที่นอนเนื่องในจิตได้อย่างฉับพลันทันที อาจเป็นแรงบันดาลใจให้ระลึกถึงพระธรรม ขุมทรัพย์ที่เรามีอยู่ และหันกลับมาขุดกันเพื่อดับความร้อนทางใจก่อนที่โลกจะลุกเป็นไฟมากไปกว่านี้

ท่านเล่าให้ฟังว่า …

เคยอยู่หลายประเทศ ปัจจุบันจำวัดอยู่ที่นิวซีแลนด์ ทางทิศตะวันตกเฉียงใต้ ถ้านั่งเครื่องบินก็ห่างจากประเทศไทยประมาณ 12 ชั่วโมง บินกันจนเครื่องบินจะหมดน้ำมันพอดีก็ถึง

“นิวซีแลนด์ เป็นประเทศที่มีแผ่นดินไหวบ่อยมาก แต่ไม่มีงู ไม่มีแมงป่อง เป็นประเทศที่เดินในป่าไม่ต้องระมัดระวังอะไร แต่ทำให้เราประมาท อาตมาอยู่เมืองไทยหลายปี ลืม บางทีคิดว่าอยู่นิวซีแลนด์ไม่ยอมใช้ไฟฉาย บางทีก็เจองูบ้าง แต่ไม่เป็นไร ต่างคนต่างอยู่ นิวซีแลนด์มีป่าไม้มาก มีพลเมือง 4 ล้านคน เป็นประเทศที่เป็นคริสต์ เขาไม่เชื่อเรื่องพุทธ เห็นพระยังตกใจอยู่ แม้แต่อาตมาเอง ”

รับรส “อุบาย” หลวงพ่อชา

พระอาจารย์ธีระธัมโม เล่าว่า ท่านมีประสบการณ์ทางพุทธจากมหาวิทยาลัย จากการอ่านหนังสืออย่างเดียวที่แคนาดา เรื่องฝึกจิต ต้องไปประเทศอื่น ท่านก็ไปอินเดีย แล้วก็มาเมืองไทย มีคนหนึ่งบอกว่า มีอาจารย์กัมมัฏฐานหลายองค์ ปัญหาอันหนึ่งคืออาจารย์กัมมัฏฐาน ท่านไม่ได้พูดภาษาอังกฤษ พระอาจารย์ต้องอาศัยหนังสืออ่าน ตอนหลังมีข้อสงสัยเกิดขึ้น เมื่อได้อ่านหนังสือของหลวงพ่อชาที่ได้รับการแปลเป็นภาษาอังกฤษ อ่านแล้วรู้สึกว่าไม่ใช่เรื่องของศาสนาพุทธ แต่เป็นเรื่องของการฝึกจิต

การฝึกจิต คือ เราควรจะนอนกี่ชั่วโมงในเวลากลางคืน เมื่อได้พบหลวงพ่อชาในภายหลัง ได้ถามท่านว่า ในพระไตรปิฎกบอกว่า นอนสี่ชั่วโมง แต่ความจริงแล้วเราควรจะนอนเท่าไร ท่านตอบว่า แล้วแต่โยมนะ อาตมาก็เลยมีกำลังใจในการปฏิบัติคำสั่งสอนของหลวงพ่อชา เป็นคำสั่งสอนที่มีปัญญามาก ไม่ใช่คำสอนที่ออกจากหนังสือ แต่เป็นคำสอนที่ออกมาจากปัญญาจริงๆ ให้รู้กาย รู้ใจ

พระอาจารย์เดินทางมาอยู่ที่เชียงใหม่ 3 ปี แล้วก็ไปอุบลราชธานี เพื่อพบหลวงพ่อชา ที่วัดหนองป่าพง ตอนที่ไปถึงครั้งแรก มาถึงแล้วมืดแล้ว ก็พยายามถามคนว่า วัดหนองป่าพงอยู่ที่ไหน ทุกคนก็รู้จัก เขาก็บอกว่า ให้ไปทางโน้น พอดีมืด เขาเลยเอาขึ้นรถมาส่งที่วัด มาถึงหน้าประตู มีคนเฝ้าประตู ชื่อพ่อทิพย์ ตาบอด

หลวงพ่อชามีอุบายสอนคนหลายอย่าง ให้คนตาบอดมาเฝ้าประตู เขาไม่เห็นรถ เราเข้ามาแล้ว เขาก็พยายามพูดกับอาตมา อย่ามาที่นี่มืดๆ ประตูปิดแล้ว อาตมาก็ขออภัย ไม่รู้ภาษา ก็ถามเขาว่า หลวงปู่ชาอยู่ไหน เขาก็ชี้ไปทางนั้น ในป่า อาตมาก็เดินไปชนต้นไม้ ไม่มีไฟฉาย ลืมไปว่า เขาตาบอดไม่ต้องใช้ไฟฉาย

“วันนั้นไม่มีพระฝรั่งสักคนหนึ่ง พอพบหลวงพ่อชา ท่านพูดคำเดียว เป็นภาษาอังกฤษว่า sleep แต่ไม่มีที่นอน อาตมาต้องนอนข้างนอกกุฏิ แต่อาตมาก็รู้สึกว่า เข้าวัดป่าพงแล้ว อยู่ตรงไหนก็รู้สึกสบายใจ อย่างหนึ่งอาตมาเคยอ่านพระสูตรในสมัยพุทธกาล พระก็อยู่ป่า อยู่กุฏิในป่า ที่วัดหนองป่าพงเหมือนในสมัยพุทธกาลเลย”

หลวงพ่อชา พูดภาษาอังกฤษไม่ได้ แต่รู้จักภาษาธรรมะ ท่านสอนด้วยการทำให้ดูเป็นตัวอย่าง ไม่พูดมาก เรื่องพุทธ หลายคนคิดว่าเป็นเรื่องโบราณ หลวงพ่อชาเป็นตัวอย่างให้เราเห็นความทันสมัย ไม่ใช่สมัยพระพุทธเจ้าอย่างเดียว ตอนนี้ทั่วโลกกำลังสนใจพุทธศาสนา หลายแนว

บางคน ได้เคยฝึกโยคะ เขาเห็นว่า ทำสมาธิได้สุขภาพที่ดีขึ้น หัวใจสบาย สุขภาพดีขึ้น บางคนเข้าใจปัญหา และมีทางออก สมัยนี้ คนต้องเรียนหนังสือมากๆ เพื่อให้ได้อาชีพ เรียนมากๆ ก็คิดมากๆ ไปเรียนมหาวิทยาลัย เรียนเรื่องคิดมาก ให้ปรุงแต่ง มหาวิทยาลัยเขาไม่ได้สอนวิธีระงับความคิด

“อาตมาก็เหมือนกัน อ่านหนังสือกลางวัน กลางคืนปรุงแต่งไม่หยุดเลย แต่นั่งสมาธิทำให้จิตสบาย ตอนฝึกที่เมืองไทย คิดว่า ฝึกจิตเดือนหนึ่ง ตรัสรู้แล้วจะกลับบ้าน พอฝึกไปเดือนหนึ่ง ยังไม่ตรัสรู้ ก็ขอต่ออีกเดือนหนึ่ง ผ่านไป 9 ปี ก็ต้องเรียนต่อไปอีก อาจจะต้องหลายชาติก็ได้ อยู่เมืองนอกก็พยายามฝึก เพราะอยู่ประเทศไทยฝึกง่าย ไทยเป็นประเทศสวรรค์ของพระ ไปที่ไหน คนไทยถวายปัจจัยสี่ให้เรียบร้อย อยู่ต่างประเทศ คนมองเราแปลก เอาบาตรไปเดินตามถนน เขาคิดว่าเราจะตีกลอง เขาเห็นเราแปลกประหลาด”

หลังจากนั้น ได้รับนิมนต์ไปสวิตเซอร์แลนด์ เดินบิณฑบาต 3 ปี ได้อาหาร 3 ครั้ง ครั้งแรก เป็นคนมาที่วัด อีกคนเป็นชาวฝรั่งเคยบวชที่เมืองลาว อีกคนเป็นชาวอังกฤษ พระอาจารย์เดินบิณฑบาต เขาถามว่าทำอะไร ท่านบอกว่า กำลังขออาหาร เขาบอกว่า เดี๋ยวก่อน รอก่อน แล้วก็ไปเอาแอปเปิลมาใส่บาตรให้ แต่ท่านไม่ได้อดนะ ในสวิตเซอร์แลนด์มีคนไทยหลายคน เขาก็มาวัดเสาร์อาทิตย์ เอาอาหารมาไว้ในวัด แล้วท่านก็ไปบิณฑบาตที่โรงครัว

“อาตมาเคยไปเดินธุดงค์ในประเทศไทย กับชาวเขาที่เชียงใหม่ ไปเดินบิณฑบาต อาตมาพูดกับชาวเขาไม่ได้ ใช้ภาษามือ ทำมือเอาอาหารเข้าปาก เขาเป็นคนฉลาด เขาก็เอาอาหารให้ ในเมืองนอก บางครั้งต้องสู้กับหิมะ บางที่มีพระบิณฑบาตกลางหิมะ ต้องใส่รองเท้าบูต อยู่เมืองไทย ใส่รองเท้าไม่ได้ เราต้องสู้กับสิ่งแวดล้อม ต้องมีความอดทนคือ อยู่เมืองไทยอดทนความร้อน อยู่เมืองนอกอดทนความหนาว แต่ตอนนี้ที่เราต้องต่อสู้มากที่สุดคือวัตถุนิยม”

ศาสนา VS วัตถุนิยม

พระอาจารย์ธีระธัมโมสังเกต เมืองไทยมีวัตถุสิ่งของ มันเจริญมาก ไม่มีที่สิ้นสุด เมืองนอก วัตถุนิยม ไม่ได้สอนให้จิตใจสบายที่สุด แต่ให้เราสบายชั่วคราว เพราะมีความสุขจากของต่างๆ แต่ถ้าของต่างๆ พังไปจิตใจจะเป็นอย่างไร

ศาสนาวัตถุนิยมไม่ได้สอนไว้ อย่าง ตอนนี้มีไอโฟนห้า คนที่มีไอโฟนสี่ ก็ไม่สบายใจแล้ว ต้องเอาเครื่องไปเปลี่ยนใหม่ เมืองนอกไม่มีคำสอนที่ให้จิตใจสบาย นอกจากวัตถุนิยมอย่างเดียว คนไม่รู้จักอย่างอื่น เขาไม่รู้ว่า ความสงบเป็นอย่างไร จะฝึกปฏิบัติอย่างไร ถ้าเราไปตามวัตถุนิยมมากเกินไปจะเจอโทษ เพราะหลายคนไม่รู้จักลักษณะของจิตจริงๆ เวลามีอารมณ์อะไรเกิดขึ้น เช่นไม่สบายใจ ถ้าไม่รู้จักลักษณะของอารมณ์ว่ามันเป็นอนิจจัง ทุกขัง อนัตตา ก็จะทุกข์กับมัน

“เราจะสอนกัมมัฏฐานให้ชาวตะวันตกยากหน่อย เพราะเขาติดอารมณ์ เวลานั่งสมาธิสบายหน่อย แล้วพอความสบายหายไป เขาก็ไม่เอาแล้ว”

วิปัสสนากัมมัฏฐานมีหลายแนว มีอุบายมาก อาตมามาอยู่กับหลวงพ่อชา อยากจะได้อุบายกับท่าน อะไรปฏิบัติแล้ว เร็วที่สุด ดีที่สุด ท่านไม่ให้ บอกว่า ไม่มี (หัวเราะ) ท่านก็มีปัญญารู้ คนสมัยนี้ อยากจะได้อะไรไวๆ มันเป็นกิเลส มันเป็นความโลภ ไม่ใช่เรื่องของพระธรรม

หลวงพ่อชา ไม่ให้วิธีลัด แต่ท่านมีวิธีที่จะให้มีความสงบ คือปล่อยวางอารมณ์ต่าง และต้องปล่อยวาง ความปล่อยวางด้วย ตอนแรกท่านให้ยึดอารมณ์ความดี ทำความดีก็ให้ยึดอันนี้ไว้ก่อน ให้จิตได้มีอะไรยึด ตอนหลังท่านสอนให้เรารู้จักอารมณ์ในการฝึกจิตด้วย ไม่ว่าจะเป็นอารมณ์ที่ดี หรืออารมณ์ไม่ดี เราก็ต้องปล่อยวางทั้งสอง

“การปฏิบัติเพื่อเปลี่ยนแปลงตัวเอง เรามีหน้าที่รดน้ำเท่านั้น ส่วนการเจริญเติบโตเป็นเรื่องของเขา ตอนนี้ สาขาของวัดหนองป่าพง ขยายไปทั่วโลก หลวงพ่อสุเมโธก็ปลดเกษียณแล้ว อาตมาก็จะปลดเกษียณเหมือนกัน แล้วจะธุดงค์ไปทั่วโลก การธุดงค์สมัยนี้ไม่ใช่อาศัยเดินอย่างเดียว อาตมามีมือถือ รู้จักวัดสาขาหนองป่าพงทั่วโลก จะไปออสเตรเลีย แคนาดา ก็คงไม่อดข้าว”

พระอาจารย์เล่าต่อว่า สมัยท่านเดินธุดงค์ในประเทศไทย ตอนเช้าไปบิณฑบาต ทุกบ้านมีคนมาใส่บาตร แต่ที่ต่างประเทศ ได้ฝึกเยอะ เพราะเขาไม่มีวัฒนธรรมการใส่บาตร แต่คนคริสต์เขาจะนิมนต์ไปฉันอาหารที่บ้าน เขาก็อยากจะทำบุญเหมือนกับชาวพุทธ แต่ถ้าไปเดินบิณฑบาตอาจจะอดบ้าง

“อาตมาก็เลยมีวิธีใหม่ อาจจะทันสมัย เราจะไปเดินบิณฑบาตที่เมืองนอก คนไม่รู้จัก ไม่มีใครใส่บาตร มีพระองค์หนึ่ง ท่านจะไปบิณฑบาต ท่านคิดใหม่ ท่านไปยืนอยู่หน้าบ้านโยม พอโยมออกจากบ้านไปถามพระ พระรูปนั้นก็บอกว่า กำลังจะขอทาน เขาบอกว่า เดี๋ยวก่อน แล้วก็ไปซื้ออาหารมาให้ คนต่างประเทศส่วนใหญ่ไม่รู้ว่า จะถวายอาหารอย่างไร จะทำบุญอย่างไร เพราะฉะนั้น เราต้องสอนคนไปด้วยเรื่องการทำทาน”

ท่านบอกต่อว่า คนส่วนมาก เป็นคนใจดี ไม่ใช่ว่า เขาจะรังเกียจเรา เมื่อเขาเข้าใจ เขาก็อยากทำบุญเหมือนกัน ดังนั้น เราต้องค่อยๆ ศึกษา เมื่อเรารู้ เราต้องเข้าใจคนว่า ทุกคนใจดี แล้วค่อยๆ ให้เขารู้จักประเพณี แล้วเขาก็จะอยากปฏิบัติ เราต้องค่อยๆ สอน แม้ว่าเขาไม่ใช่พุทธ เขาจะปฏิบัติตามประเพณีของเขา ตอนนี้พุทธขยายออกไปมาก ทั้งเถรวาทและมหายาน เพราะทุกคนอยากพ้นทุกข์ เราต้องหาอุบายที่จะช่วยเขาให้พ้นจากทุกข์ นั่นคือความเมตตาและกรุณานี่เอง
ที่มา: กรุงเทพธุรกิจ  25 มีนาคม 2555

ระลึกถึงครูที่แท้ หลวงพ่อชา สุภัทโท พระราชสุเมธาจารย์

“เพราะเราไม่รู้ภาษาที่จะเข้าใจหลวงพ่อชาแสดงธรรม ไม่รู้วินัย แต่เรามีความสามารถอย่างหนึ่งคือ รู้อารมณ์ที่เกิดขึ้นได้ หลวงพ่อชาให้อยู่กับผู้รู้ ให้อยู่กับคำบริกรรม พุทโธ จนมีสติสัมปชัญญะ อบรมสมาธิให้เกิดปัญญา”

16 มกราคม 2555 ที่ผ่านมา นอกจากจะเป็นวันครูแล้ว ยังเป็นวันสำคัญยิ่งของชาวไทย เนื่องจากเป็นวันที่พระโพธิญาณเถร (ชา สุภทฺโท) ผู้ก่อตั้งวัดหนองป่าพง จังหวัดอุบลราชธานี ละสังขารผ่านมา 20 ปี

คุณูปการอันยิ่งใหญ่ที่ท่านได้มอบไว้แก่มนุษยชาติก็คือการเผยแผ่พระธรรมคำสอนจากองค์พระสัมมาสัมพุทธเจ้าที่ผ่านการปฏิบัติมาตลอดชีวิต และจากการพบหลวงปู่มั่น ภูริทัตโต ต้นสายพระป่าแห่งกรุงรัตนโกสินทร์ เพียงครั้งเดียวเท่านั้น ท่านก็นำธรรมะจากครูบาอาจารย์มาปฏิบัติขัดเกลาจนหมดสิ้นกิเลส

หลุดพ้นจากการเวียนว่ายตายเกิดในวัฏสงสารอย่างสิ้นเชิง มากไปกว่านั้น ท่านยังอบรมสอนชาวไทยและชาวต่างชาติจนได้บวชเรียนปฏิบัติอย่างเข้มข้นจนสุดทางทุกข์ไม่น้อย

โรเบิร์ต แจ็คแมน นาวิกโยธินชาวอเมริกันเดินทางมาประจำการที่กรุงเทพในฐานะอาสาสมัคร Peace Corps สอนภาษาอังกฤษให้ทหารไทย และนักศึกษามหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ โรเบิร์ตสนใจโลกตะวันออกมาตั้งแต่สมัยเป็นนักศึกษา โดยจบปริญญาตรีสาขาประวัติศาสตร์ของประเทศจีนและยังได้ปริญญาโท สาขาประวัติศาสตร์ของอินเดีย มาอีกใบด้วย

หนุ่มแจ็คแมนร่างสูงใหญ่ยังมีความสนใจปฏิบัติธรรม และแสวงหาอาจารย์ที่จะชี้นำเส้นทางแห่งธรรมดังที่พระพุทธเจ้าตรัสสอนไว้

ทว่า การหาอาจารย์ทางจิตในสหรัฐเมื่อ 50 ปีที่แล้วไม่ใช่เรื่องง่าย อีกทั้งตำรับตำราเกี่ยวกับพุทธศาสนา และการวิปัสสนาเรียกว่านับเล่มได้

หลังจากสำเร็จปริญญาโทจากมหาวิทยาลัยแห่งหนึ่งในแคลิฟอร์เนีย เขาสมัครเป็นอาสาสมัคร peace corp เพื่อไปสอนภาษาอังกฤษที่ประเทศมาเลเซีย และไปอยู่ที่นั่น 2 ปี ถึงมีโอกาสเดินทางมาประเทศไทย

โรเบิร์ต เกิดความเบื่อหน่ายในความคิดที่ทำให้เกิดทุกข์ จึงตั้งใจแสวงหาอาจารย์ที่สอนทางพ้นทุกข์ กระทั่งมีเพื่อนฝรั่งแนะนำให้ไปบวชเรียนที่หนองคายจึงเดินทางไปที่วัดศรีสะเกษ จังหวัดหนองคาย โดยมีท่านเจ้าคุณพระธรรมปริยัติมุนี เป็นพระอุปัชฌาย์ บรรพชาให้เป็นสามเณรสุเมโธ หมายถึง ผู้มีปัญญา

วันหนึ่งได้พบกับพระสมหมาย ลูกศิษย์หลวงพ่อชาซึ่งไปธุดงค์ที่หนองคายและได้ฟังเรื่องหลวงพ่อชาจึงขอพระอุปัชฌาย์บวชพระและไปจำพรรษาที่วัดหนองป่าพง จังหวัดอุบลราชธานีในเวลาต่อมา

หลังจากนั้น ชีวิตของพระโรเบิร์ต สุเมโธก็เปลี่ยนไปอย่างสิ้นเชิงกว่า 40 พรรษาในร่มกาสาวพัสตร์

” เราได้ยินชื่อของหลวงพ่อชาเป็นครั้งแรก ในปี 2509 ตอนนั้นเป็นสามเณรอยู่ที่หนองคาย ยังไม่อยากบวชเป็นพระ เราปฏิบัติแบบยุบหนอพองหนอ อาจารย์อาตมาให้อยู่ในกุฏิตลอด ไม่ได้ไปไหน ออกมาเดินจงกรมอย่างเดียว ไม่ต้องพูดกับใครเลย”

ช่วงชีวิตสามเณร สามเณรสุเมโธได้แต่อยู่ในกุฏิ เฝ้าระวังจิตอยู่กับตัวเองเท่านั้น ไม่มีเพื่อน ไม่มีแม่ ไม่มีพ่อ และต้องอดทนกับอารมณ์ที่เกิดขึ้น สามเณรสุเมโธมีความรู้สึกว่าต้องการแสวงหาอาจารย์เพื่อขัดเกลาอัตตาของตน

“พอได้เจอกับพระสมหมายที่ไปธุดงค์ที่นั่น ท่านพูดภาษาอังกฤษได้ อาตมาก็เลยพูดไม่หยุด ท่านพูดถึงหลวงพ่อชาตลอดว่า ท่านเป็นพระอรหันต์ อาตมาก็อยากพบครูบาอาจารย์จึงไปหาพระอุปัชฌาย์ของอาตมาขอบวชเป็นพระ และขอไปจำพรรษาที่วัดหนองป่าพง อยากจะไปกับพระสมหมาย พระอุปัชฌาย์ก็บอกว่า ดีเหมือนกัน เคยได้ยินชื่อหลวงพ่อชา คงจะดี ”

หลังจากบวชเป็นพระแล้ว พระสุเมโธเดินทางไปวัดหนองป่าพง โดยคิดว่าคงเป็นวัดที่ทันสมัย แต่พอไปถึงกลับพบว่ามีพระอยู่ 17 รูปเท่านั้น ไม่มีไฟฟ้า คนไทยไม่เคยเห็นอเมริกันบวชเป็นพระ

พระสุเมโธพูดถึงสมัยมาจำวัดอยู่หนองป่าพงเมื่ออายุ 32 ปีว่า รู้สึกผิดหวังในชีวิตมาก วิชาความรู้จากการเรียนปริญญา วิชาการรบจากการเป็นทหารและยังเป็นอะไรหลายอย่าง แต่กลับพบว่า ความรู้ทั้งหลาย ประสบการณ์ทั้งหลายไม่มีประโยชน์เลย

“มาอยู่ที่นี่ ไม่เคยคิดจะสึกเลย ไปบวชเป็นสามเณรที่หนองคาย มีอาจารย์ที่มีปัญญาช่วยให้เราที่เราจะหลุดพ้นจากความคิดสงสัยในใจเราช่วยให้เรามีสติสัมปชัญญะ มีพระวินัยที่ช่วยขัดเกลากิเลสไปสู่ความพ้นทุกข์ได้”

“เมื่อไปอยู่วัดหนองป่าพงแล้ว เราไม่แสวงหาวัดอื่น เวลาหลวงพ่อชาสอน เราไม่รู้ความหมาย ความจริงหลวงพ่อชารู้จิตใจเราเป็นอย่างนั้น เป็นอย่างนี้ เรามีความโกรธก็รู้ว่า อารมณ์เป็นอย่างนี้ เรากลัวอะไร มีท่านเท่านั้นที่เห็น หลวงพ่อชา รู้วาระจิตของเราได้ ”

หลวงพ่อชาให้บริกรรมพุทโธ เป็นผู้รู้อารมณ์ ไม่ให้เห็นว่าตัวตนรู้อารมณ์ ไม่ใช่สุเมโธโกรธอย่างนี้ ท่านบอกว่า สุเมโธโกรธไม่ได้ แต่รู้อารมณ์โกรธได้ ซึ่งเป็นเรื่องที่พระหนุ่มชาวอเมริกันไม่เคยคิดอย่างนี้มาก่อน บ่อยครั้งเวลาหลวงพ่อแสดงธรรมแล้ว อดีตนาวิกโยธินฟังไม่รู้เรื่อง ขอกลับกุฏิ แต่กลับถูกปฏิเสธ ภิกษุหนุ่มจึงแย้งไปว่า “ท่านไม่แฟร์เลย” แต่ก็ยอมเพิ่งพิจารณาอารมณ์โกรธของตน เห็นอารมณ์เป็นสังขาร และตระหนักว่า “ยังไม่บรรลุขันติบารมี”

ในวัฒนธรรมอเมริกัน ไม่มีคนสอนเรื่องความอดทน อยากได้อะไรก็ได้ทันทีจึงเป็นเรื่องที่พรุสุเมโธต้องเรียนรู้อย่างหนัก และได้อาจารย์ดีเลิศอย่างหลวงพ่อชา กำหนดพุทโธให้เห็นอารมณ์อย่างเดียว พระอาจารย์ชาสอนให้รู้อารมณ์ว่าเป็นสังขาร (ความคิดปรุงแต่ง) แล้วให้อดทนต่ออารมณ์นั้นแล้วมันจะดับลงได้ สิ่งที่เกิดขึ้นในปัจจุบันก็เป็นอย่างนี้ หลวงพ่อชาทำให้พระอเมริกันพิสูจน์อริยสัจสี่ในใจ

“บางทีหลวงพ่อชาส่งไปอยู่กับพระที่วัดอื่นบ้าง ไปอยู่ที่ไหน เราก็ดูอารมณ์ได้ เพราะไปที่ไหนก็มีอารมณ์ ญาติโยมแบบนี้ สิ่งแวดล้อมเป็นอย่างนี้ อาหารเป็นอย่างนี้ เรามีอารมณ์แบบนี้ มีความสุข มีความทุกข์ มันเปลี่ยนแปลงตลอดเวลา ไว้ใจมันไม่ได้เลย การรู้อารมณ์มากับการมีสติสัมปชัญญะปัจจุบันตลอด เอาปัญญาอบรมสมาธิให้เห็นทุกข์”

พระพุทธเจ้าสอนอริยสัจสี่ ทุกข์ สมุทัย นิโรธ และมรรค ซึ่งเป็นกระบวนการต่างไปจากโลกทัศน์ของชาวตะวันตก คำสอนที่บอกว่า ความทุกข์มีอยู่ สร้างความสงสัยให้คนฝรั่งว่า ทำไมพระพุทธเจ้าสอนเรื่องความทุกข์ ซึ่งเป็นเรื่องที่ไม่มีใครชอบ ไม่มีใครอยากมีความทุกข์ อยากมีความสุขกันทั้งนั้น เช่นเดียวกับที่หลวงพ่อชาขยายความให้รู้ว่าโลกนี้ มีแต่ขันธ์ 5 เป็นสังขาร เป็นอนิจจัง ทุกขัง อนัตตา ทำให้พระสุเมโธเริ่มเปรียบเทียบกับศาสนาต่างๆ

“ทุกศาสนามีพระเจ้าเป็นใหญ่ แต่พุทธศาสนาไม่มีพระเจ้า ไม่เป็นศาสนาอะไร ไม่มีพระเจ้าเลย แล้วยังยกความทุกข์มาเป็นอริยสัจ ให้เรายอมรับทุกข์มีอยู่ในจิตใจของเรา ตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ เป็นเรื่องสังขาร หูอยากฟังเสียไพเราะ ไม่อยากฟังเสียงไม่เพราะ พระพุทธเจ้าบอกว่า นี่แหละไม่อยากก็ทุกข์ เป็นอารมณ์ทุกข์ภายใน เป็นสังขารที่เราปรุงแต่งขึ้นเอง และที่สำคัญ มันไม่เที่ยง เอาปัญญามาอบรมจิตใจของเราได้”

หลังจากได้มาอยู่กับหลวงพ่อชา พระฝรั่งก็เข้าใจตรงนี้ได้

“หลวงพ่อชาบอกว่า พุทโธ ผู้รู้ ไม่ได้เห็นอารมณ์ แต่อยู่กับรู้ ตัณหา ความอยากได้ อยากมีอยากเป็น เป็นสิ่งที่เกิดขึ้น แต่ผู้รู้จะเห็นการเกิดดับของตัณหาได้ ตัณหาเห็นตัณหาไม่ได้”

พระสุเมโธ เล่าย้อนถึงช่วงที่อยู่รับฟังคำเสนอจากอาจารย์ชาต่อไปว่า “หลวงพ่อตั้งชื่อว่าสุเมโธ เรารู้ความหมายด้วยว่า ผู้มีปัญญาดี เปลี่ยนจากโรเบิร์ต เป็นสุเมโธ ก็ไม่ขัดข้อง เพราะเบื่อโรเบิร์ตแล้ว เป็นสุเมโธ แต่ถ้าเราไปยึดถือโรเบิร์ต หรือ สุเมโธก็ดี เราก็ไม่เห็นเกิดดับของทุกข์ เราก็หลงกับคำว่าสุเมโธได้ เวลาหลวงพ่อชาเทศน์ว่า ไม่ได้เป็นผู้ชาย ไม่ได้เป็นผู้หญิง ไม่ได้เป็นฝรั่ง ไม่ได้เป็นไทย ไม่ได้เป็นอะไร เราก็ขำ ว่าหลวงพ่อชาไม่เป็นผู้ชายหรือ เพราะเราเห็นว่าเราเป็นผู้ชายจริงๆ ไม่สงสัยเลย แต่เมื่อเราพิจารณาอย่างที่หลวงพ่อพูดบ่อยๆ เวลาเราเกิดในอเมริกา เราไม่มีชื่อนะ เรามีรูปร่างเป็นชาย แต่เราไม่รู้ว่าเราเป็นผู้ชายนะ แต่แม่เป็นคนบอกว่าเราเป็นผู้ชาย เด็กทารกไม่มีปัญญาอะไร ในเรื่องวัฒนธรรม ไม่มีชื่อ ไม่มีเชื้อชาติ”

หลวงพ่อชาเปรียบเทียบให้หวนกลับไปทบทวนตอนเกิดที่ยังไม่มีชาติ ไม่มีภาษา ไปอยู่กับจิตเดิม ไม่มีสังขารเกิดขึ้นที่จะยึดถือตัวเราเป็นตัวเป็นตนได้ ให้พิจารณาได้ จิตใจบริสุทธิ์ จิตใจไม่มีรัก ไม่มีรังเกียจ เป็นจิตสงบ เป็นจิตที่มีปัญญา นำทางอบรมพวกที่มีอวิชชา มีความสงสัย มีความทุกข์ในปัจจุบันได้ เอาพุทโธเป็นหลัก อยู่กับคำบริกรรมพุทโธ ผู้รู้ เมื่อสุเมโธเกิดขึ้นในจิตใจก็ให้ผู้รู้กำกับ

“เวลาเรารู้ว่าเราเป็นผู้ชาย ผู้รู้บอกว่า จิตเดิมไม่มีเพศ ไม่มีชาย ไม่มีหญิง ความยึดมั่นถือมั่น ทำให้เป็นนั่นเป็นนี่ เวลาปล่อยวางสังขาร ไม่มีความยึดมั่นถือมั่น นี่คือทางพ้นทุกข์ไปจากจิตใจเราด้วย”
สู่อนัตตา…

ในวาระครบรอบละสังขารผ่านมา 20 ปีของหลวงพ่อชา สุภัทโท ภิกษุหนุ่มผู้มีปัญญาล่วงเข้าสู่วัย 77 เดินทางกลับมาร่วมงานที่วัดหนองป่าพงประจำปี หวนระลึกถึงหลวงพ่อชา และมีอารมณ์เกิดขึ้นว่า กตัญญูกตเวที นี่เป็นอารมณ์ที่เป็นประโยชน์มาก

“ท่านยอมรับเราเป็นลูกศิษย์ เป็นฝรั่งด้วย สอนลำบาก ตัวใหญ่ด้วย หลวงพ่อชาไม่เคยกลัวอาตมาสักนิดเดียว วันหนึ่ง อาตมากำลังนั่งคิด เรามองดูหลวงพ่อชา ตัวเล็กๆ นะ แต่ในใจเรารู้สึกว่า หลวงพ่อชาใหญ่กว่าเรา ท่านเป็นพระผู้ใหญ่จริง ๆ รูปร่างไม่ใหญ่ แต่เรามีความรู้สึกว่า ท่านใหญ่ ท่านเป็นผู้มีปัญญา ปัญญาไม่มีขอบเขต ไม่มีอะไรที่กำจัดได้ มีแต่ร่างกายและจิตใจของเรามีอวิชชาไม่รู้เรื่องอะไรเลย”

“หลงอารมณ์เรื่อยๆ ไป เป็นทาสอารมณ์ หลงแต่โลกียธรรมตลอด ไม่เคยสงสัยสิ่งเหล่านี้ คนชื่นชมก็ยินดี คนอิจฉาเราก็ภูมิใจ คนโกรธ เราก็โมโหได้ ถูกลอตเตอรี่เป็นมหาเศรษฐีเราก็ยินดี พอเศรษฐกิจตกต่ำ ก็อยากฆ่าตัวตาย อารมณ์มันเปลี่ยนแปลงตลอดตามความคิดความเห็นตลอดเวลา แต่สิ่งที่จะอาศัยที่จะเข้าใจการเปลี่ยนแปลงของสังขาร คือ สติสัมปชัญญะ และปัญญา

พระสุเมโธเทศน์ว่า ศาสนาพุทธ พระพุทธเจ้ายกสติสัมปชัญญะ ปัญญาเป็นใหญ่ ฝรั่งไม่เคยยกสติอย่างนี้เป็นใหญ่ของศาสนา ไม่เคยเห็นในปรัชญาของตะวันตกที่พูดถึงเรื่องสติเป็นใหญ่

“ศาสนาส่วนมากยกพระเจ้าเป็นใหญ่ พระเจ้าเป็นผู้ที่คิดได้ คิดสูงๆ ถ้าเราคิดมากๆ อาจเป็นพระเจ้า แต่ถ้าเราคิดอย่างนี้ ทางพุทธบอกว่านี้คือสังขาร เราจะบังคับสังขารให้เป็นอย่างนั้นอย่างนี้ได้ แต่ผู้รู้สังขารไม่เป็นสังขารแล้ว เป็นผู้อยู่เหนือสังขารที่จะรู้สังขาร ”

“ที่สำคัญคือ อย่าเชื่อที่อาตมาสอน หลวงพ่อชาบอกว่า อย่าไปเชื่อ ให้สงสัยแล้วพิจารณาเอง”

ท่านบอกว่า นี่เป็นปัญญาของพระพุทธเจ้า พร้อมยกตอนที่ท่านปรินิพพาน พระอานนท์สงสัย พระพุทธเจ้าปรินิพพานไปแล้วไม่มีคนสอน ท่านบอกว่ามีพระธรรมคำสอน พระวินัย ให้เคารพพระวินัย

“บางทีเราอ่านแล้ว ทำไมมันเยอะ หลวงพ่อชา เคารพพระวินัยมาก ท่านทำให้เราเห็นอารมณ์ของความพอใจไม่พอใจ และไม่ให้กิเลสตัณหามันนำทางเราไปอีก”

สำหรับอนาคตของประเทศไทย พระฝรั่งร่างใหญ่พูดไทยชัดเปรี๊ยะบอกว่า “เมืองไทยจะเป็นอย่างไร ต่อไปจะเป็นอย่างไร เราเป็นห่วงอนาคต สังคมไทย รัฐบาลไทย เศรษฐกิจไทย จะเปลี่ยนไปอย่างที่ชอบ หรือที่เราไม่ต้องการ แต่ผู้รู้ เห็นสังขาร เห็นความห่วง เห็นอารมณ์ที่เกิดขึ้นในปัจจุบัน เราก็มีความสบายใจ เราพูดไม่ดี ทำไม่ดี เกิดความสงสัย เป็นคนบาป โกหกอะไรก็ได้ แต่ความจริง เราเห็นเข้าไปในปัจจุบัน ความทรงจำของเรา อดีต อนาคตเป็นเรื่องสังขารทั้งนั้น ปัจจุบันธรรมเป็นเรื่องของทุกข์ การดับทุกข์ ให้เราพิจารณาในใจเรา”

ที่มา: กรุงเทพธุรกิจ 29 มกราคม 2555

Related link:

The Teachings of Ajahn Chah

Wat Nong Pah Pong

forestsangha.org

International branch monasteries of Wat Nong Pah Pong Monasteries of the Ajahn Chah tradition

Amaravati Buddhist Monastery