วิทยาการการแพทย์ก้าวหน้า ‘EP Study’ รักษาภาวะหัวใจเต้นผิดจังหวะ

dailynews140914_03ภาวะหัวใจเต้นผิดจังหวะ นับเป็นอีกภัยเงียบที่อาจสร้างปัญหาให้กับผู้ป่วยได้ทุกเวลา แม้ว่าจะมีการดูแลสุขภาพร่างกายเป็นอย่างดี ทั้งนี้เนื่องจากในบางกรณีไม่มีอาการแสดงขณะแพทย์ทำการตรวจวินิจฉัย ผู้ป่วยหลายรายจึงไม่ทราบว่าตนเองมีอาการของโรคและไม่ได้รับการรักษาอย่างถูกวิธี !!

ปัจจุบันวิทยาการการแพทย์สมัยใหม่ได้ยกระดับการวินิจฉัยและการรักษาอาการหัวใจเต้นผิดปกติให้ก้าวหน้าไปอีกขั้นด้วยเทคนิคที่เรียกว่า การศึกษาด้านสรีรวิทยาไฟฟ้าหัวใจ หรือ Electrophysiology Study (EP Study) โดยที่ผ่านมาโรงพยาบาลบำรุง ราษฎร์ เปิดห้องปฏิบัติการสรีรวิทยากระแสไฟฟ้าหัวใจ (Electrophysiology Lab หรือเรียกว่า EP Lab) ซึ่งเป็นเทคโนโลยีทางห้องปฏิบัติการทางการแพทย์ด้านหัวใจขั้นสูง สำหรับศึกษา วินิจฉัยและรักษาผู้ป่วยโรคหัวใจเต้นผิดจังหวะขึ้น

นพ.กุลวี เนตรมณี อายุรแพทย์โรคหัวใจ ผู้เชี่ยวชาญด้านสรีรวิทยากระแสไฟ ฟ้าหัวใจ โรงพยาบาลบำรุงราษฎร์ อธิบายว่าภาวะหัวใจเต้นผิดจังหวะคือการที่หัวใจเต้นไม่เป็นจังหวะสม่ำเสมอ โดยอาจเต้นเร็วหรือช้าเกินไป หรือบางครั้งอาจเต้นแล้วเว้นจังหวะ

หัวใจเต้นผิดจังหวะจำแนกได้เป็น หลายชนิด บางชนิดไม่มีอันตราย แต่บางชนิดมีอันตรายถึงขั้นทำให้เสียชีวิตได้หากไม่ได้รับการรักษาทันที อย่างเช่น หัวใจห้องล่างเต้นรัว (Ventricular Tachycardia) หรือหัวใจห้องบนสั่นพลิ้ว (Atrial Fibrillation) อันเป็นชนิดของหัวใจเต้นผิดปกติที่พบบ่อยที่สุดและจำเป็นต้องได้รับการรักษาที่ตรงจุด โดยภาวะหัวใจห้องบนสั่นพลิ้วมักพบบ่อยในกลุ่มผู้สูงอายุ โดยเฉพาะผู้มีอายุ 75 ปีขึ้นไป นับว่ามีความเสี่ยงมากกว่าคนที่อายุน้อยกว่า 50 ปี ถึง 13 เท่า

ภาวะหัวใจเต้นผิดจังหวะเกิดได้จากหลายสาเหตุ มีทั้งที่เป็นโดยกำเนิด หรือบางรายอาจมีปัจจัยบางประการที่ส่งผลให้กายภาพของหัวใจเปลี่ยนแปลงไป อาทิ ภาวะหัวใจวาย ที่ส่งผลต่อกล้ามเนื้อหัวใจโดยตรง หลอดเลือดหัวใจตีบ ความดันโลหิตสูง ความผิดปกติของต่อมไทรอยด์ รวมถึงการสูญเสียเกลือแร่มากเกินไป

การสังเกตอาการของหัวใจเต้นผิดปกติมีหลายวิธี อาทิ ภาวะหัวใจเต้นเร็ว เหงื่อออก มีอาการหน้ามืดคล้ายจะเป็นลม ดังนั้นเมื่อมีอาการดังกล่าวควรเข้ารับการปรึกษาจากแพทย์โดยเร็ว ในส่วนของการวินิจฉัย แพทย์จะตรวจดูลักษณะของหัวใจเต้นผิดจังหวะว่ามีอันตรายในระดับใด ด้วยการพิจารณาจากปัจจัยอื่น ๆ ร่วมด้วย เช่น ในกรณีที่ผู้ป่วยมีอาการหัวใจเต้นผิดปกติแล้วมีภาวะกล้ามเนื้อหัวใจอ่อนแอ เมื่อเปรียบเทียบกับผู้ป่วยภาวะหัวใจเต้นผิดจังหวะที่มีโครงสร้างของหัวใจอยู่ในขั้นปกติทุกอย่าง สองกรณีนี้นับว่าผู้ป่วยมีความเสี่ยงต่อชีวิตไม่เท่ากัน การรักษาจึงมีลำดับขั้นตอนและวิธีการแตกต่างกันไปŽ

การตรวจหาสาเหตุและกำหนดวิธีการรักษาที่เหมาะสมกับอาการผู้ป่วยแต่ละรายแพทย์จำเป็นต้องมีข้อมูลที่เชื่อถือได้ โดยเฉพาะผู้ป่วยที่มีอาการบ่งชี้ว่ามีภาวะหัวใจเต้นผิดจังหวะ หรือผู้มีความเสี่ยงว่าหัวใจอาจหยุดเต้นกะทันหัน ด้วยการตรวจวินิจฉัยจากเทคโนโลยีภาพถ่ายทางการแพทย์ ซอฟต์แวร์ และชิพประมวลผลคอมพิวเตอร์ ร่วมกับความรู้ความเข้าใจและประสบการณ์ของแพทย์ในด้านกลไกการทำงานของหัวใจ อันเป็นปัจจัยสำคัญในการพัฒนาการศึกษาสรีรวิทยากระแสไฟฟ้าหัวใจ หรือ EP Study

žEP Study คือ การศึกษา วินิจฉัยและรักษาความผิดปกติของระบบไฟฟ้าหัวใจซึ่งเป็นสาเหตุของภาวะหัวใจเต้นผิดจังหวะ โดยทีมแพทย์จะติดแผ่นรับสัญญาณไฟฟ้าที่หน้าอกคนไข้เพื่อตรวจดูอัตราและจังหวะการเต้นของหัวใจ จากนั้นจะสอดสายสวนเข้าไปในร่างกาย แล้วเมื่อสายสวนเข้าไปถึงหัวใจจะส่งสัญญาณไฟฟ้ากลับมา แพทย์อาจทดสอบโดยปล่อยกระแสไฟฟ้าไปกระตุ้นหัวใจเพื่อเก็บข้อมูลมาวิเคราะห์หรือทำการทดสอบเพิ่มเติมในกรณีที่จำเป็น

ข้อมูลเกี่ยวกับกระแสไฟฟ้าหัวใจที่ได้จาก EP Study จะถูกนำมาเชื่อมโยงผ่านซอฟต์แวร์คอมพิวเตอร์แล้วสร้างเป็นภาพสามมิติ เพื่อวินิจฉัยหาตำแหน่งของการเกิดภาวะหัวใจเต้นผิดจังหวะที่แม่นยำ แพทย์จึงรักษาที่สาเหตุได้อย่างตรงจุด เพราะภาพกายวิภาคของระบบหัวใจที่สร้างขึ้นผ่านการเชื่อมโยงกระแสไฟฟ้าหัวใจ จะช่วยให้แพทย์มองเห็นกระบวน การเต้นของหัวใจแบบ Real Time ทั้งสามารถหมุนดูภาพได้รอบทิศทาง พร้อมกับบันทึกข้อมูลของกระแสไฟฟ้าหัวใจไปด้วย ดังนั้นเมื่อพบความผิดปกติของกระแสไฟฟ้าหัวใจที่จุดใดจุดหนึ่งก็จะกำกับตำแหน่งไว้ได้ด้วยรหัสสี จากนั้นจึงปล่อยพลังงานความร้อนจากส่วนปลายของสายสวนเพื่อจี้เนื้อ เยื่อที่ผิดปกติ ซึ่งสามารถแก้ไขกระแสไฟฟ้าหัวใจให้กลับเป็นปกติได้ทันทีŽ

EP Study จึงเป็นวิทยาการการแพทย์ที่ได้รับการพัฒนาขึ้นเพื่อช่วยเหลือผู้ป่วยภาวะหัวใจเต้นผิดจังหวะได้อย่างมีประสิทธิภาพ เพราะการรักษาได้มุ่งไปยังสาเหตุแท้จริงที่ทำให้กระแสไฟฟ้าหัวใจผิดปกติ เมื่อเสร็จสิ้นกระบวนการผู้ป่วยจึงหายขาดจากภาวะหัวใจเต้นผิดจังหวะโดยสิ้นเชิง แต่อย่างไรก็ตามแม้การรักษาด้วยวิธี EP Study จะช่วยให้ผู้ป่วยหายขาดจากภาวะหัวใจเต้นผิดจังหวะและกลับมาดำเนินชีวิตประจำวันได้ดีขึ้น แต่ EP Study ไม่ได้มีผลในการเปลี่ยนปัจจัยด้านอื่นที่ส่งผลต่อโรคหัวใจของผู้ป่วยหากผู้ป่วยมีปัญหาเริ่มต้นด้วยภาวะความดันโลหิตสูงหลอดเลือดหัวใจตีบ หรือมีพังผืดที่หัวใจ ความเสี่ยงที่ผู้ป่วยจะต้องเผชิญก็ยังคงอยู่ต่อไป ดังนั้นถึงแม้ว่าผู้ป่วยจะได้รับการรักษาจนหายจากภาวะหัวใจเต้นผิดจังหวะแล้ว แต่การระมัดระวังดูแลตนเองเพื่อควบคุมปัจจัยอื่น ๆ ที่จะส่งผลต่อหัวใจก็ยังคงต้องปฏิบัติต่อไป.

ที่มา : เดลินิวส์ 14 กันยายน 2557

รู้ทันป้องกันโรคหัวใจและหลอดเลือด

dailynews140928_02สมาพันธ์หัวใจโลก กำหนดให้วันที่ 29 กันยายนของทุกปี เป็นวันรณรงค์หัวใจโลก เนื่องจากกลุ่มโรคหัวใจและหลอดเลือดเป็นปัญหาทางสาธารณสุขที่สำคัญของประเทศไทยและของโลก

รศ.นพ.สรณ บุญใบชัยพฤกษ์ หน่วยโรคหัวใจ ภาควิชาอายุรศาสตร์ คณะแพทยศาสตร์โรงพยาบาลรามาธิบดี มหา วิทยาลัยมหิดล กล่าวว่า อัตราการเสียชีวิตจากโรคหัวใจและหลอดเลือดเพิ่มขึ้นทุกปี โดยผู้ชายมีโอกาสเป็นโรคหัวใจและหลอดเลือดมากกว่าผู้หญิง แต่ในผู้หญิงวัยหมดประจำเดือนแล้วมีโอกาสจะเป็นโรคนี้ได้เท่ากับผู้ชาย ทั้งนี้เวลาพูดถึงโรคหัวใจส่วนใหญ่คือโรคของหลอดเลือดหัวใจ ไม่ว่าจะเป็นหลอดเลือดหัวใจตีบ หรือ ตัน

สาเหตุที่ผู้ชายมีความเสี่ยงมากกว่าผู้หญิง เพราะว่าผู้ชายมีปัจจัยเสี่ยง คือ สูบบุหรี่มากกว่า มีระดับคอเลสเตอรอลมากกว่า เครียดมากกว่า สำหรับผู้หญิงก่อนวัยหมดประจำเดือน ผู้หญิงมีฮอร์โมนเอสโตรเจน เป็นตัวป้องกันไม่ให้ไขมันจับในหลอดเลือด แต่หลังจากหมดประจำเดือนไปแล้ว คือ หมดฮอร์โมนเอสโตรเจน ข้อดีของการป้องกันก็หายไป ดังนั้นหมดประจำเดือนผู้หญิงจึงมีโอกาสเป็นโรคหัวใจเท่ากับผู้ชาย

สำหรับผู้หญิงที่จะเป็นโรคหัวใจก่อนวัยหมดประจำเดือน อาจมาจากการใช้ยาคุมกำเนิด ซึ่งจะทำให้เกิดลิ่มเลือดได้ง่าย ก็อาจจะมีโอกาสเป็นโรคลิ่มเลือดหัวใจอุดตันได้

ปัจจัยเสี่ยงของโรคหัวใจและหลอดเลือด คือ อาหาร บุหรี่ ความเครียด ความอ้วน และการไม่ออกกำลังกาย ในปัจจุบันต้องยอมรับว่า อาหารการกินอุดมสมบูรณ์ ระดับคอเลสเตอรอลของคนไทยใน 10 ปีหลังมานี้เพิ่มขึ้น เพราะเป็นสังคมแห่งการกินดีอยู่ดี ใครเกิด ใครเสียชีวิต ดีใจ เสียใจก็กิน ไม่ได้เป็นการกินเพราะความหิว แต่เป็นการกินเพราะความอยาก

ลักษณะอาหารก็เปลี่ยนไปเป็นอาหารประเภท ชีส เค้ก ข้าวขาหมู ข้าวมันไก่ หาได้ทั่วไป อัตราการสูบบุหรี่ไม่ได้ลดลง ปัจจัยเสี่ยงก็ยังมีอยู่เยอะ คนอ้วนมีเยอะ ความอ้วนเป็นสาเหตุทำให้เกิดโรคเบาหวาน ซึ่งเป็นสาเหตุสำคัญทำให้เกิดโรคหัวใจ ขณะเดียวกันการต่อสู้ดิ้นรนในสังคมมากขึ้น ความเครียดมากขึ้นซึ่งเป็นปัจจัยเสี่ยงอย่างหนึ่ง

ประเทศไทยจะมีความก้าวหน้าในการรักษา การทำบอลลูนช่วยชีวิตผู้ป่วย ทำให้อัตราการเสียชีวิตน้อยลง จากเดิมอัตราการเสียชีวิตอยู่ที่ประมาณ 25- 30% ในปัจจุบันการเสียชีวิตลดลงเหลือน้อยกว่า 5% แสดงว่าการรักษาดีขึ้น แต่ไม่ได้เก่งเรื่องการป้องกัน ไม่สามารถป้องกันให้คนเป็นโรคน้อยลงได้ อีกอย่างที่อยากจะบอก คือ

ความรู้ในโซเชียลมีเดียที่แพร่กระจายกันนั้น ข้อมูลหลายอย่างเชื่อถือไม่ได้ เช่น การบอกว่ากินน้ำมันมะพร้าวแล้วไขมันไม่สูง หรือบอกว่าคอเลสเตอรอลไม่เกี่ยวกับโรคหัวใจ ตรงนี้เป็นข้อมูลที่ทำให้เกิดความเข้าใจผิดกันเยอะมาก

ถ้ามีอาการที่สงสัยว่าจะเป็นโรคหัวใจและหลอดเลือด เช่น เดินแล้วเหนื่อย นอนราบไม่ได้ ควรไปพบแพทย์ทันที สำหรับคนอายุยังน้อยที่มีความเสี่ยง เช่น ญาติพี่น้องเป็นโรคหัวใจและหลอดเลือด ปัจจุบันมีการตรวจบางอย่างที่พอจะบอกได้ ถือเป็นทางเลือกอย่างหนึ่ง ดีกว่าการตรวจร่างกายทั่วไป เช่น การตรวจหินปูนในหลอดเลือดหัวใจซึ่งมีค่าใช้จ่ายไม่แพงนัก

คนที่มีหินปูนเยอะโอกาสจะเป็นโรคหัวใจก็เยอะ ดังนั้นต้องปรับเปลี่ยนพฤติกรรม เช่น หยุดสูบบุหรี่ หรือกินยาเพื่อลดคอเลสเตอรอล แม้ระดับคอเลสเตอรอลจะไม่สูงมาก แต่การลดระดับคอเลสเตอรอลน่าจะป้องกันโรคหัวใจในคนกลุ่มนี้ได้

ด้าน นพ.สุพรรณ ศรีธรรมมา อธิบดีกรมการแพทย์ กระทรวงสาธารณสุข กล่าวว่า สถานการณ์ในประเทศไทย ในช่วงปี 2554-2556 พบว่า อัตราการเสียชีวิตด้วยโรคหัวใจและหลอดเลือด ต่อประชากร 100,000 คน มีแนวโน้มเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ ทั้งนี้ในปี 2556 มีผู้เสียชีวิต 54,530 คน เฉลี่ยวันละ 150 คนหรือเฉลี่ยชั่วโมงละ 6 คนสะท้อนว่าโรคหัวใจขาดเลือดเป็นโรคที่รุนแรงและต้องได้รับการดูแลอย่างเร่งด่วน

อาการที่บ่งชี้ว่ามีความเสี่ยงเป็นโรคหัวใจและหลอดเลือด คือ จุกแน่นหน้าอก จุกบริเวณยอดอกตรงกลางมักเป็นในขณะออกกำลังกาย หลังจากหยุดออกกำลังกายอาการจะดีขึ้น มีอาการเจ็บหน้าอกเหมือนมีอะไรมากดทับ อาการเจ็บจะปวดร้าวไปที่หัวไหล่ซ้ายหรือไปที่กราม ถ้าอาการเจ็บหน้าอกเป็นนานเกินกว่า 5 นาที พักแล้วไม่ทุเลาหรืออาการเจ็บรุนแรงขึ้นเรื่อย ๆ ต้องรีบพบแพทย์ หรือถ้ามีอาการเหนื่อยง่ายกว่าปกติโดยเฉพาะเวลาทำงาน หัวใจเต้นผิดปกติ จังหวะการเต้นของชีพจร มีสะดุดหรือไม่สม่ำเสมอ

ที่สำคัญประชาชนจะต้องปฏิบัติตนให้ถูกต้อง เพื่อหลีกเลี่ยงปัจจัยเสี่ยงต่อโรคหัวใจและหลอดเลือด ควรดูแลสุขภาพให้แข็งแรง รับประทานอาหารให้ครบ 5 หมู่ ปรับเปลี่ยนพฤติกรรมการกิน งดอาหารมัน เค็ม เพิ่มผัก ผลไม้ และอาหารที่มีเส้นใย ทำจิตใจให้แจ่มใส งดเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ บุหรี่ ออกกำลังกายสม่ำเสมอ และควรเข้ารับการตรวจสุขภาพประจำปีเพื่อประเมินภาวะสุขภาพและระดับความเสี่ยงซึ่งเป็นปัจจัยการเกิดโรคหัวใจได้.

นวพรรษ บุญชาญ : รายงาน

ที่มา : เดลินิวส์ 28 กันยายน 2557

 

‘ไขมันในเลือดสูง’ รักษาก่อนสาย

dailynews140420_001_1ภาวะคอเลสเตอรอลสูงหรือไขมันในเลือดสูงที่ใครต่อใครก็เป็นอาจดูเหมือนจะเป็นโรคปกติธรรมดาสำหรับคนยุคนี้เพราะภาวะผิดปกติที่ว่าไม่ได้ส่งผลกระทบกับร่างกายให้คนไข้ได้รู้สึกในทันที ไม่แสดงอาการผิดปกติในชีวิตประจำวัน ขณะที่วัฒนธรรมการบริโภคซึ่งเน้นหนักไปทางของมันของทอด เพราะเป็นอาหารที่หาซื้อหารับประทานได้ง่ายนั้นคือต้นเหตุสำคัญที่เป็นสาเหตุการตายอันดับ 2 ของเมืองไทยซึ่งเกิดจาก ’ตะกรันไขมันอุดตันหลอดเลือดหัวใจเฉียบพลัน

ตะกรันไขมันในหลอดเลือดที่ว่านี้เป็นสาเหตุสำคัญที่ทำให้เกิดโรคความดันโลหิตสูง หลอดเลือดหัวใจตีบ อัมพฤกษ์ อัมพาตและไตวาย

dailynews140420_001_6

นพ.ธเนศ อมรพิทักษ์กูล แพทย์แผนปัจจุบันและผู้เชี่ยวชาญด้านสมุนไพร Herb Plus คลินิก กล่าวว่า ทุกวันนี้มีคนป่วยเป็นโรคไขมันในเลือดสูงจำนวนมากโดยไม่รู้ตัวเพราะโรคนี้จะไม่แสดงอาการผิดปกติใด ๆ นอกจากแน่นหน้าอก เหนื่อยง่าย ซึ่งจะมีอาการแค่ช่วงเวลาสั้น ๆ เท่านั้น แต่กว่าจะรู้ตัวก็มักจะเสียชีวิตด้วยโรคหลอดเลือดหัวใจอุดตันเฉียบพลัน

dailynews140420_001_3

“เมื่อหลอด เลือดหัวใจตีบหรืออุดตันเฉียบพลันทำให้เลือดไปเลี้ยงหัวใจไม่เพียงพอเกิดเป็นภาวะหัวใจวายเฉียบพลันได้ โดยสิ่งอุดตันในหลอดเลือดก็คือ “ตะกรันไขมัน” ส่งผลให้หลอดเลือดหัวใจตีบเพิ่มขึ้นไปเรื่อย ๆ ทำให้เกิดอาการแน่นหน้าอกตามมา หากปล่อยทิ้งไว้จะเกิดภาวะกล้ามเนื้อหัวใจตายจากการขาดเลือดซึ่งทำให้เสียชีวิตเฉียบพลัน”

dailynews140420_001_2

ไขมันในเลือดนั้นมีอยู่ 2 ส่วนด้วยกัน ได้แก่ ไขมันที่ละลายอยู่ในน้ำเลือดซึ่งเป็นไขมันที่สามารถตรวจวัดจากการเจาะเลือดตามปกติและไขมันส่วนที่เกาะเป็นตะกรันไขมันอยู่ที่ผนังหลอดเลือด ส่วนต่าง ๆ ซึ่งไม่สามารถดูได้จากผลเลือด และจากการตรวจคนไข้หลายรายพบว่าคนไข้มีภาวะหลอดเลือดตีบตันทั้ง ๆ ที่ปริมาณไขมันในน้ำเลือดอยู่ในเกณฑ์ปกติเนื่องจากไขมันไปเกาะเป็นตะกรันไขมันอุดตันอยู่ตามหลอดเลือดเต็มไปหมดซึ่งเป็นสาเหตุที่ทำให้หลายคนอยู่ดี ๆ แน่นหน้าอกทันทีและเกิดหัวใจวายเฉียบพลันทั้งที่เป็นคนชอบออกกำลังกายและระดับไขมันดูปกติดีมาตลอด

dailynews140420_001_4

ตะกรันไขมันในหลอดเลือดนั้นเกิดจากการก่อตัวขึ้นของตะกอนไขมันในหลอดเลือดทั่วร่างกาย หากปล่อยไว้ตะกรันไขมันนี้จะก่อตัวหนาขึ้นเป็นชั้น ๆ และแข็งตัวขึ้นเรื่อย ๆ เหมือนก้อนหินและอุดตันหลอดเลือดหัวใจเพิ่มมากขึ้น แต่เราจะไม่รู้สึกอะไรจนกว่าหลอดเลือดจะตีบมากถึง 80-90% ซึ่งพอถึงจุดนั้นวันดีคืนดีจะแสดงอาการแน่นหน้าอกมากแบบกะทันหันโดยมักไม่มีสัญญาณเตือนมาก่อน ซึ่งหากมีอาการอย่างนี้ 10 คน จะเสียชีวิตทันที 5 คน ที่เหลือจะเสียชีวิตเพิ่มอีก 1 คนภายใน 1 เดือน แม้ว่าจะพบแพทย์ได้ทันเวลา ดังนั้นหากมีอาการแน่นหน้าอกจะมีความเสี่ยงในการเสียชีวิตสูงถึง 60% เลยทีเดียว

dailynews140420_001_5

ปัจจุบันมีการรักษาไขมันในเลือดสูงมากมายทั้งยาลดไขมัน ยาละลายลิ่มเลือด แต่กลับพบว่าคนที่กินยาแผนปัจจุบันเหล่านี้ก็ยังคงมีหลอดเลือดแข็งจากไขมันอุดตันดังเดิม ตรงข้ามกับคนที่กินสมุนไพรรักษาอย่างต่อเนื่องหลอดเลือดกลับเปลี่ยนมายืดหยุ่นตามปกติ ดังนั้นการเลือกใช้สมุนไพรที่มีคุณภาพมาป้องกันหลอดเลือดหัวใจอุดตันจึงเป็นทางออกที่ดีกว่าการใช้ยาแผนปัจจุบันเพียงอย่างเดียว

นอกจากการกินสมุนไพรที่มีคุณภาพอย่างต่อเนื่องแล้วยังต้องหลีกเลี่ยงการบริโภคอาหารที่มีไขมันชนิดไม่ดีสูง เช่น กะทิ นม เนย ของทอดของมัน จึงจะช่วยลดความเสี่ยงจากโรคหัวใจวายเฉียบพลันได้ดีที่สุด.

นพ.ธเนศ อมรพิทักษ์กูล

ที่มา : เดลินิวส์ 20 เมษายน 2557