อย่าละเลย…เมื่อปวดหลัง

อย่าละเลย…เมื่อปวดหลัง  

 
              “อาการปวดกล้ามเนื้อหลัง” เป็นกลุ่มอาการที่พบบ่อยที่สุดในโรคปวดหลัง สาเหตุเกิดจากเส้นใยกล้ามเนื้อหลัง หรือเอ็นที่ยึดระหว่างข้อกระดูกสันหลังถูกยืดออกมากเกินไป หรือมีการฉีกขาดของเนื้อเยื่อเส้นใย ทำให้เกิดการอักเสบของเนื้อเยื่อ และนำไปสู่อาการปวดหลัง กล้ามเนื้อหลังหดเกร็ง มีการเคลื่อนไหวลำบาก และจะปวดมากเมื่อพยายามขยับตัว อาการปวดมักจะรุนแรงและทรมานมาก ผู้ที่เคยเป็นมักจะจดจำประสบการณ์นั้นได้เป็นอย่างดียากที่จะลืมเลือน

 
           มีคำกล่าวกันว่าคนเราทุกคนจะต้องเคยปวดกล้ามเนื้อหลังอย่างน้อยหนึ่งครั้งในชีวิต คนที่ไม่เคยปวดหลังเลยถือได้ว่าเป็นคนที่โชคดีมาก ๆ จากสถิติพบว่าโรคปวดหลังถูกระบุเป็นสาเหตุของการลาหยุดงานมากที่สุด การที่กล้ามเนื้อหลังเกิดการอักเสบได้บ่อย เนื่องจากกระดูกสันหลังส่วนเอวเป็นตำแหน่งที่มีการเคลื่อนไหวมากในกิจวัตรประจำวัน ตั้งแต่การก้มหลัง แอ่นหลัง เอี้ยวตัว หมุนตัว ดังนั้นร่างกายจึงต้องมีมัดกล้ามเนื้อขนาดใหญ่อยู่ข้าง ๆ กระดูกสันหลัง และมีเอ็นยึดระหว่างปล้องกระดูกสันหลังจำนวนมาก การเคลื่อนไหวซ้ำ ๆ บ่อย ๆ ในแต่ละวัน จึงมีโอกาสสูงที่จะเกิดการบาดเจ็บต่อกล้ามเนื้อหลังและเอ็นรอบกระดูกสันหลังได้

           สาเหตุส่วนใหญ่เกิดจากการใช้งานในท่าที่ไม่ถูกต้อง หรือใช้งานมากเกินกำลัง มีบางส่วนเกิดจากอุบัติเหตุโดยตรง เช่น บาดเจ็บจากการเล่นกีฬา ส่วนในกรณีของหมอนรองกระดูกสันหลังเคลื่อนหรือเสื่อม ก็สามารถทำให้เกิดอาการปวดหลังได้เช่นกัน และบางครั้งจะแยกจากกันได้ยาก ต้องปรึกษาแพทย์ผู้เชี่ยวชาญเฉพาะทาง อย่างไรก็ตามการรักษาเบื้องต้นในทั้งสองกรณีจะเหมือนกัน และสามารถทำได้ด้วยตนเอง
       
                 ลักษณะอาการคือ จะปวดหลังอย่างรุนแรงบริเวณบั้นเอว กระเบนเหน็บ อาจจะร้าวมาที่ตะโพกทั้งสองข้างก็ได้ ถ้ามีอาการปวดมาก ๆ จะมีการหดเกร็งของกล้ามเนื้อหลัง แข็งเป็นลำสองข้างของกระดูกสันหลัง ทำให้ขยับเคลื่อนไหวได้ลำบาก เวลาลุกยืน ไม่สามารถเหยียดหลังให้ตรงได้ หรือที่เรียกว่าหลังยอก หลังแข็ง
       
                  วิธีการรักษาอาการปวดหลังจากกล้ามเนื้ออักเสบ สามารถทำได้เอง โดยให้นอนพักบนเตียงนอนในท่านอนหงาย ใช้หมอนข้างสอดใต้ขาพับทั้ง 2 ข้าง หรือวางขาบนม้าเตี้ย ๆ เพื่อให้เอวเหยียดตรง ราบไปบนที่นอน ส่วนใหญ่อาการจะดีขึ้นภายใน 1-2 วัน ซึ่งแนะนำไม่ให้นอนพักเกิน 2 วัน ควรรับประทานยาแก้ปวด เช่น พาราเซตามอล ด้วยจะช่วยให้หายปวดได้เร็วขึ้น ส่วนยาต้านอักเสบสามารถลดอาการปวดได้อย่างรวดเร็ว มีหลายชนิด ผู้ที่เป็นโรคไต ความดันโลหิตสูง โรคหัวใจ ควรปรึกษาแพทย์ก่อนใช้ และยาต้านอักเสบเกือบทุกตัวจะกัดกระเพาะ ยาคลายกล้ามเนื้อสามารถใช้ได้แต่มักจะมีผลข้างเคียง ทำให้มึนงงหรือง่วง หากจะเลือกใช้ต้องระมัดระวังการขับขี่รถยนต์และการทำงานกับเครื่องจักรด้วย
       
                  การทำกายภาพบำบัด สามารถช่วยให้อาการปวดหายเร็วขึ้น ลดระยะเวลาการพักฟื้นให้น้อยลง เช่น การประคบร้อนด้วยเครื่องมือเฉพาะต่าง ๆ การนวดอย่างถูกวิธี รวมทั้งการฉีดยาเฉพาะที่ การฝังเข็ม แต่ต้องมีค่าใช้จ่าย และต้องรักษากับผู้เชี่ยวชาญที่โรงพยาบาล
       
                 ภายหลังจากอาการปวดเฉียบพลันลดลงแล้ว ซึ่งส่วนใหญ่จะไม่เกิน 1-2 วัน ผู้ป่วยควรจะทำกายบริหาร เพื่อเหยียดกล้ามเนื้อและเพิ่มความแข็งแรง ให้กล้ามเนื้อทุกส่วนอยู่ในสภาพสมดุล ซึ่งรวมทั้งกล้ามเนื้อที่ควบคุมการทำงานของข้อตะโพกและเชิงกรานด้วย นั่นคือนอกจากจะทำกายบริหารกล้ามเนื้อหลังแล้ว ยังต้องทำกายบริหารกล้ามเนื้อหน้าท้อง กล้ามเนื้อตะโพก และกล้ามเนื้อต้นขาด้วย ควรจะทำกายบริหารสม่ำเสมอ ต่อเนื่องตลอดไป เพื่อป้องกันการปวดเรื้อรัง หรือการเกิดเป็นซ้ำบ่อย ๆ ส่วนการนอนพักนานเกินไปจะเกิดผลเสียมากกว่าผลดี ส่วนการหยุดเคลื่อนไหวนาน ๆ กล้ามเนื้อจะไม่ยืดหยุ่น อ่อนกำลังลง กล้ามเนื้อจะลีบเล็กลงและกลายเป็นเนื้อเยื่อพังผืดในที่สุด
       
                 เหตุใดบางคนจึงปวดหลังบ่อยหรือปวดประจำจนกลายเป็นปวดเรื้อรัง จากการศึกษาวิจัย แพทย์พบว่ามีปัจจัยบางอย่างที่เป็นสาเหตุร่วมของอาการปวดหลังบ่อย ๆ เช่น ภาวะอ้วนลงพุง การสูบบุหรี่จัด และการไม่ออกกำลังกาย ซึ่งจะทำให้กล้ามเนื้ออยู่ในสภาพไม่สมดุล นอกจากนั้นยังรวมถึงการใช้งานไม่ถูกต้อง ทั้งจากความประมาท ไม่ระมัดระวัง หรือไม่มีความรู้มาก่อน เช่น การก้มยกของหนัก การนั่งกับพื้น เป็นต้น
       
                 วิธีป้องกันจากปัจจัยเสี่ยงดังกล่าว หากไม่อยากเกิดอาการปวดหลังอีก ต้องกำจัดปัจจัยดังกล่าว เช่น งดสูบบุหรี่ ควบคุมน้ำหนักตัว และที่สำคัญคือการออกกำลังกายสม่ำเสมอ เพื่อเสริมความแข็งแรงของกล้ามเนื้อ และปรับสภาพกล้ามเนื้อให้สู่สภาพสมดุล กีฬาที่แนะนำ คือว่ายน้ำ จะเหมาะสำหรับผู้ป่วยปวดหลังเรื้อรัง หรือปวดบ่อย ๆ มากที่สุด
       
                ส่วนวิธีบริหารร่างกาย เมื่อมีอาการปวดกล้ามเนื้อหลัง ส่วนใหญ่จะเป็นการเหยียดกล้ามเนื้อ และเพิ่มความแข็งแรงให้กล้ามเนื้อรอบ ๆ กระดูกส่วนหลัง รวมถึงกล้ามเนื้อท้อง และกล้ามเนื้อต้นขา
       
                ดังนั้น อาการปวดหลังเมื่อเกิดขึ้นแล้ว อย่าปล่อยทิ้งไว้ อย่าละเลยคิดว่าเดี๋ยวก็หาย เพราะอาจทำให้เกิดปัญหาเรื้อรัง ควรรีบปรึกษาแพทย์ผู้เชี่ยวชาญ.  
 
 
ข้อมูลจาก : เดลินิวส์ วันจันทร์ที่ 13 มิถุนายน 255

Advertisements

ทำไมเราถึงปวดหลัง ? แล้วมันอันตรายแค่ไหน ? จะระวังและป้องกันอย่างไร ?

          ทำไมเราถึงปวดหลัง ? แล้วมันอันตรายแค่ไหน ? จะระวังและป้องกันอย่างไร ?

 

       นั่นทำให้ต้องไปนั่งคุยกับทีมแพทย์โรงพยาบาลสมิติเวช ศรีนครินทร์ ศ.น.พ.เจริญ โชติกวณิชย์ ผู้อำนวยการศูนย์ศัลยกรรมกระดูกและข้อ น.พ.อนุกูล ธารางกูรวงศ์

       ศัลยแพทย์กระดูกและข้อ (ออร์โธปิดิกส์) ผศ.น.พ.วิศาล คันธารัตนกุล แพทย์เวชศาสตร์ฟื้นฟู พร้อมด้วย พ.ญ.ณิฎชธร มติพัฒน์ แพทย์เวชศาสตร์ฟื้นฟู

       ปัจจุบัน โรงพยาบาลสมิติเวช ศรีนครินทร์ ได้รับมาตรฐาน CCPC (Clinical Care Program Certification) ด้านโรคปวดหลังจาก JCI (Joint Commission International) สถาบันที่ให้การรับรององค์กรที่ให้บริการสุขภาพที่ใหญ่ที่สุดของสหรัฐอเมริกา

       หากถามว่าอาการปวดหลังเกิดกับใคร ?

       คำตอบคือ มักจะเป็นกับวัยทำงาน นั่นคือคนที่มีอายุ ต่ำกว่า 50 ปี มักมีสาเหตุจากการพลัดตก นั่งผิดท่า นั่งนาน อยู่หน้าคอมพิวเตอร์นาน ๆ ยกของหนักโดยไม่ระมัดระวัง การทำงานเกี่ยวกับดึงรั้งผลักดันสิ่งของหนัก ๆ เหล่านี้ทำให้เกิดอาการปวดหลังได้

       ส่วนผู้ที่สูงอายุ 50-60 ปี มักเกิดจากความเสื่อมของข้อต่อ หมอนรองกระดูกสันหลังเคลื่อน กระดูกสันหลังคดงอ กระดูกยุบ หรือหักพรุน

       นอกจากนั้นยังเกิดจากการติดเชื้อ บาดเจ็บรุนแรงุ เนื้องอกในกระดูก สันหลัง เนื้องอกของเนื้อเยื่อประสาท เป็นมะเร็งที่ปอด ตับ ต่อมไทรอยด์ หรือต่อมลูกหมากแล้วกระจายมาที่กระดูกสันหลัง เช่นเดียวกับคนอ้วน น้ำหนักเยอะ ก็ปวดหลังได้

        และสิ่งที่ไม่มีใครคาดคิด ก็คือ “บุหรี่” เพราะสารพิษจะทำให้หมอน รองกระดูกสันหลังและข้อต่อเสื่อมค่อนข้างเร็ว และทำให้กระดูกบางและพรุน

        ตามปกติผู้ที่มาหาหมอมักจะมีอาการปวดที่ข้อเข่า ไหล่ คอ และหลัง โดยการปวดหลังจะเป็นประมาณ 30% ของอาการปวดทั้งหมด

        อาการปวดหลังจะมีสองแบบ คือปวดที่หลัง และปวดร้าวลงขา อาการปวดที่หลังจะปวดตื้อ ๆ ตึง ๆ หรือหลังแข็ง ก้มไม่ค่อยลง  ส่วนการปวดร้าวลงขา เกิดจากโพรงหรือช่องกระดูกสันหลังตีบจะปวดชา ถ้าเคลื่อนมากจะกดทับรากประสาททำให้ขาชาไม่มีแรง

        การวินิจฉัยนั้นจะดูจากประวัติ การตรวจร่างกาย หากปวดร้าวลงขาอาจต้องตรวจด้วยเครื่อง CT. MRI เพื่อการวินิจฉัยที่ละเอียดขึ้น

         สำหรับการรักษาจะมีทั้งการให้ความรู้ ให้ยาแก้ปวด แก้อักเสบ คลายกล้ามเนื้อ และการผ่าตัด

         หากมีข้อบ่งชี้เช่น ปวดหลังมากและร้าวลงขา ขาไม่มีแรง ชา มีไข้ มีสิทธิที่จะต้องผ่าตัด

        หลังจากนั้นจะมีการฟื้นฟู โดยแนะนำให้เคลื่อนไหวร่างกายเท่าที่จะทำได้ ไม่ควรนอนพักนานเกินจะทำให้กล้ามเนื้ออ่อนแรง และต้องปรับ ท่านอน ท่านั่ง ท่ายกของ การขับรถให้ ถูกต้อง หากรักษาอย่างถูกวิธี ปฏิบัติอย่างถูกต้อง กล้ามเนื้อจะกลับมาใกล้เคียงกับปกติ

         แล้วจะทำอย่างไรที่จะทำให้กระดูกสันหลังคงสภาพดี ไม่สึกหรอง่าย ?

        คุณหมอแนะนำให้นั่งหลังตรง มีพนักพิง ไม่นั่งผิดท่านานเกินไป เวลายืนให้หย่อนขา อย่าเอื้อมแขนยกของสูง ดันดีกว่า ดึง ย่อตัวยกอย่าก้มยกของ หิ้วของหนักพอประมาณด้วยแขนทั้งสองข้าง นอนให้ถูกท่า อย่าปล่อยตัวให้อ้วน ไม่ควรสูบบุหรี่ ออกกำลังกายให้เหมาะสมเป็นประจำ และรีบพบแพทย์ทันทีเมื่อเริ่มปวดหลัง

        การปวดหลังไม่ใช่เรื่องล้อเล่น หากมีอาการควรปรึกษาแพทย์ มิฉะนั้นอาจลุกลามรุนแรงถึงขั้นผ่าตัด ฉะนั้นจึงพึงระวังไว้

        ปวดหลังแบบนี้ต้องรีบไปพบแพทย์
 
1. อาการปวดหลังต่อเนื่องเกิน 4 สัปดาห์ ซึ่งมีสาเหตุจากหมอนรองกระดูกสันหลังเลื่อน ข้อต่อกระดูกสันหลังเลื่อน หมอนรองกระดูกสันหลัง เคลื่อนกดทับรากประสาทสัมผัส ช่องไขสันหลัง ตีบแคบ มีอาการปวดหลัง ชาลงขาเวลาเดิน เมื่อหยุดพักอาการดีขึ้น กระดูกสันหลังเคลื่อน ปวดร้าวลงขา โดยเฉพาะเวลายืนหรือเดิน และกระดูกสันหลังคด

2. อาการปวดหลัง ภายหลังก้มยกของ เกิดจากกระดูกสันหลังพรุนหักยุบ

3. อาการปวดหลัง ปวดร้าวลงขา ชาขา

4. อาการปวดหลังและปวดขา เป็นมากขึ้นเมื่อเหยียดเข่า ยกขาสูง หรือก้มหลัง

5. อาการปวดหลังมากเมื่อล้ม ก้นกระแทกพื้น

6. เคยมีประวัติเป็นเนื้องอก มะเร็ง แล้วมีอาการปวดหลัง ประกอบกับมีน้ำหนักตัวลด

7. ปวดหลังและมักมีไข้ตอนกลางคืน น้ำหนักลด

8. มีอาการผิดปกติในระบบขับถ่าย กลั้นปัสสาวะไม่ได้ มีอาการชารอบ ๆ ทวารหนัก

 
 
ข้อมูลจาก : ประชาชาติ วันศุกร์ที่ 29 มกราคม 2553