‘เจ็บหน้าอก’ สัญญาณเตือนโรคหัวใจ

dailynews150201ทุกครั้งที่มีคนบ่นว่าเจ็บหน้าอก หลายคนจะนึกถึงโรคหัวใจ แต่น้อยคนนักที่จะนึกต่อได้ว่าเกิดสถานการณ์วิกฤติเข้าแล้วและต้องนำผู้ป่วยส่งโรงพยาบาลให้เร็วที่สุด อันที่จริงสาเหตุของอาการเจ็บหน้าอกอาจเป็นไปได้หลายประการแต่ความเป็นไปได้ที่ร้ายแรงที่สุด คือ ภาวะกล้ามเนื้อหัวใจตายเฉียบพลัน (Heart Attack) หรือที่เรียกกันว่า “หัวใจวาย” นั่นเอง

ภาวะกล้ามเนื้อหัวใจตายเฉียบพลันจัดเป็นสาเหตุการเสียชีวิตที่สำคัญของประชากรทั่วโลก สำหรับประเทศไทยโรคกล้ามเนื้อหัวใจตายเฉียบพลันเป็น 1 ใน 3 สาเหตุของการเสียชีวิตสูงสุดใกล้เคียงกับการเสียชีวิตด้วยอุบัติเหตุ และโรคมะเร็ง แม้อัตราการเสียชีวิตจากโรคหลอดเลือดหัวใจตีบ ซึ่งนำไปสู่ภาวะกล้ามเนื้อหัวใจตายเฉียบพลันจะสูง แต่ไม่ได้หมายความว่าเมื่อเกิดอาการแล้ว ผู้ป่วยจะต้องเสียชีวิตเสมอไป สิ่งที่จะ “ชี้เป็นชี้ตาย” ในสถานการณ์วิกฤตินี้คือผู้ป่วยถึงมือแพทย์ได้เร็วเพียงใด

นพ.ปัญเกียรติ โตพิพัฒน์ อายุร แพทย์โรคหัวใจและการสวนหลอดเลือด โรงพยาบาลเวชธานี อธิบายว่า หัวใจขาดเลือด หัวใจล้มเหลว หรือหัวใจวาย หากเกิดแบบเฉียบพลัน เรียกว่า “Heart Attack” เป็น

กลุ่มอาการที่เกิดจากการมีเลือดไปเลี้ยงหัวใจไม่เพียงพอต่อความต้องการของหัวใจในขณะนั้นทำให้กล้ามเนื้อหัวใจเสียหายจากการขาดเลือด ไม่มีแรงบีบตัว หัวใจจึงสูบฉีดเลือดไปเลี้ยงอวัยวะต่าง ๆ ของร่างกายไม่เพียงพอ ส่งผลให้หัวใจเต้นผิดจังหวะตามมา ผู้ป่วยอาจหายใจติดขัดและหมดสติ ถ้าไม่ได้รับการรักษาภายใน 4-5 นาที หัวใจจะหยุดเต้น และเสียชีวิต ส่งผลให้สมองขาดเลือดไปเลี้ยง ทำให้สมองตายกลายเป็นอัมพฤกษ์อัมพาตตามมา

ภาวะกล้ามเนื้อหัวใจตายเฉียบพลัน เป็นภาวะที่เกิดขึ้นอย่างปัจจุบันทันด่วนและมีสาเหตุมาจากความผิดปกติของหลอดเลือดแดงซึ่งไปเลี้ยงกล้ามเนื้อหัวใจ“ภาวะกล้ามเนื้อหัวใจตายเฉียบพลันมักจะเกิดขึ้นเมื่อหลอดเลือดแดงโคโรนารี (Coronary Artery) เกิดการอุดตันอย่างฉับพลัน จนไม่สามารถส่งผ่านเลือดไปยังกล้ามเนื้อหัวใจได้ กล้ามเนื้อหัวใจบางส่วนจะเริ่มตาย หากไม่รีบเปิดทางเดินของหลอดเลือดกล้ามเนื้อหัวใจจะถูกทำลายมากขึ้นและหัวใจก็จะหยุดทำงานในที่สุด”

“ในขั้นเริ่มแรกผู้ป่วยจะไม่มีอาการอะไรแต่เมื่อเวลาผ่านไปหลอดเลือดหัวใจตีบลงมากขึ้นผู้ป่วยอาจเริ่มมีอาการเจ็บหน้าอกโดยเฉพาะเมื่อออกแรง ออกกำลังกาย หรือทำอะไรรีบ ๆ ทั้งนี้ เป็นผลมาจากการที่หัวใจต้องทำงานหนักขึ้นเพื่อลำเลียงเลือดไปยังส่วนต่าง ๆ ให้เพียงพอนั่นเอง”

อาการบอกเหตุของผู้ป่วยกล้ามเนื้อหัวใจตายที่สามารถสังเกตได้ คือคนไข้จะมีอาการเจ็บแน่นหน้าอกเหมือนมีอะไรหนัก ๆ มากดทับ จุกแน่นหรือแสบบริเวณลิ้นปี่ หายใจสั้น หอบ อาจมีอาการเจ็บร้าวที่บริเวณแขน คอ ไหล่ และกราม เหงื่อออกท่วมตัว คลื่นไส้ หน้ามืด ใจสั่น

อาการเจ็บแน่นหน้าอกถือว่าเป็นอาการนำของภาวะกล้ามเนื้อหัวใจตายเฉียบพลันซึ่งโดยมากมักจะเกิดร่วมกับอาการอื่น ๆ เช่น เหงื่อออก หายใจหอบ ปวดร้าวไปที่แขนข้างเดียว หรือทั้งสองข้างไปจนถึงคอ และกราม ส่วนใหญ่อาการเหล่านี้จะเป็นอยู่ประมาณ 20-30 นาที แต่ถ้าหากมีอาการอยู่ตลอดต้องถือว่าเป็นสัญญาณวิกฤติของอาการกล้ามเนื้อหัวใจตายเฉียบพลัน ผู้ป่วยต้องรีบไปพบแพทย์หรือเรียกรถฉุกเฉินไปโรงพยาบาลทันที

สาเหตุที่ต้องส่งผู้ป่วยให้ถึงแพทย์โดยเร็วนั้น เพื่อทำการรักษาให้เลือดไหลกลับไปเลี้ยงกล้ามเนื้อหัวใจโดยเร็วที่สุดเพราะเมื่อกล้ามเนื้อหัวใจขาดเลือด กล้ามเนื้อส่วนหนึ่งจะเริ่มตาย และเมื่อกล้ามเนื้อหัวใจตายแล้วก็ไม่สามารถฟื้นฟูหรือสร้างใหม่ได้ ดังนั้น ถ้าสามารถปกป้องกล้ามเนื้อหัวใจมิให้ถูกทำลายได้มาก โอกาสรอดชีวิตก็มีสูง สาเหตุใหญ่ที่ผู้ป่วยตัดสินใจมาโรงพยาบาลช้า มักเกิดจากความไม่แน่ใจว่าใช่อาการเตือนของโรคหัวใจหรือไม่ หรือคิดว่าเป็นโรคอื่น

นพ.ปัญเกียรติ ให้ข้อมูลเพิ่มเติมว่า ปัจจุบันมีการตรวจวินิจฉัยโรคกล้ามเนื้อหัวใจขาดเลือดที่ให้ผลค่อนข้างแม่นยำ แพทย์อาจจะแนะนำการตรวจได้หลายวิธี ขึ้นกับความเหมาะสมของแต่ละบุคคล เช่น ตรวจคลื่นไฟฟ้าหัวใจ (EKG), การตรวจคลื่นไฟฟ้าหัวใจขณะออกกำลัง เช่น การเดินสายพาน, การตรวจภาพหัวใจด้วยคลื่นสะท้อนความถี่สูง(echocardiogram),การตรวจหัวใจด้วยเครื่องเอกซเรย์คอมพิวเตอร์ความเร็วสูง (multislice CT scan), การตรวจภาพคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้าหัวใจ (cardiac MRI) ในกรณีที่มีอาการมากแพทย์อาจจะตรวจเลือดว่ามีกล้ามเนื้อหัวใจขาดเลือดหรือไม่หรืออาจจะทำการตรวจสวนหัวใจ (coronary angiography–CAG) เพื่อการวินิจฉัยที่แน่นอน

ถ้าหากผลการตรวจพบว่ามีภาวะหลอดเลือดหัวใจตีบ แพทย์จะแนะนำการรักษาซึ่งอาจจะแตกต่างไปในแต่ละบุคคลขึ้นกับความรุนแรงของโรคที่ตรวจพบและสุขภาพผู้ป่วย แต่หลักการสำคัญในการรักษาผู้ป่วย Heart Attack คือ ความรวดเร็วในการได้รับการรักษายิ่งผู้ป่วยได้รับการรักษาเร็วเท่าใดก็ยิ่งมีโอกาสรอดชีวิตสูงขึ้นเท่านั้น เนื่องจากผู้ป่วยมีโอกาสเสียชีวิตได้มากกว่า50%ถ้าได้รับการรักษาที่ถูกต้องรวดเร็วสามารถลดอัตราการเสียชีวิตได้มากกว่า 50% ดังนั้นการใช้รถ Mobile CCUจะช่วยทำให้การปฏิบัติการกู้ชีพมีประสิทธิภาพเพิ่มขึ้น เนื่องจากในรถ Mobile CCU จะมีแพทย์โรคหัวใจและเครื่องมือพิเศษที่จำเป็นต่อการช่วยชีวิตผู้ป่วยโรคหัวใจไปกับรถด้วยและมีการประสานงานระหว่างรถ Mobile CCUกับทีมแพทย์ที่โรงพยาบาลเพื่อเตรียมเครื่องมืออุปกรณ์พร้อมให้การรักษาขั้นสูงทันทีเมื่อผู้ป่วยมาถึงโรงพยาบาล.

นพ.ปัญเกียรติ โตพิพัฒน์
อายุรแพทย์โรคหัวใจและหลอดเลือด
การสวนหลอดเลือดหัวใจทางข้อมือ
โรงพยาบาลเวชธานี

ที่มา: เดลินิวส์ 1 กุมภาพันธ์ 2558

Advertisements

หัวใจวาย..ทำอย่างไรดี

dailynew1405 10_01หัวใจวาย คือภาวะที่หัวใจหยุดทำงานและผู้ป่วยเสียชีวิต ซึ่งอาจเกิดฉับพลันทันทีหรือค่อยเป็นค่อยไป สาเหตุหนึ่งที่สำคัญที่ทำให้หัวใจหยุดทำงานคือการที่หลอดเลือดหัวใจอุดตัน(เกิดลิ่มเลือดไปอุด) และไม่มีเลือดส่งไปเลี้ยงกล้ามเนื้อหัวใจ ทำให้เซลล์กล้ามเนื้อหัวใจตาย ส่งผลทำให้เกิดภาวะไฟฟ้าหัวใจพริ้ว หรือหัวใจเสียการบีบตัวไม่สามารถทำหน้าที่ที่เป็นเสมือนปั๊มน้ำได้ จนผู้ป่วยเสียชีวิต

การที่เกิดภาวะหลอดเลือดหัวใจอุดตันจากลิ่มเลือดนั้น ถึงแม้ผู้ป่วยส่วนใหญ่จะไม่เกิดผลร้ายมากนักนอกเหนือไปจากอาการแน่นหน้าอกที่เป็นเวลานาน แต่บ่อยครั้งก็ทำให้ผู้ป่วยเสียชีวิต ส่วนหนึ่งก็จะเสียชีวิตฉับพลันทันทีก่อนที่จะได้พบแพทย์ และถึงไม่เสียชีวิตก็อาจทำให้เกิดภาวะกล้ามเนื้อหัวใจอ่อนแรงและหัวใจล้มเหลวตามมาได้ ข้อที่น่าสังเกตคือ ผู้ที่มีการอุดตันเกิดขึ้นฉับพลันมักเป็นผู้ที่ไม่เคยมีความเจ็บป่วยร้ายแรงเกิดขึ้นมาก่อน ส่วนใหญ่ก็ไม่เคยมีอาการเจ็บแน่นหน้าอกเล็ก ๆ น้อย ๆ นำมาเลย

เมื่อมาพบแพทย์ แพทย์จะช่วยลดภาวะการเจ็บป่วยจากอาการแน่นหน้าอก หายใจไม่ออก และสิ่งที่สำคัญที่สุดคือการลดโอกาสที่ผู้ป่วยจะเสียชีวิต และสิ่งที่จะช่วยลดอัตราการตายของผู้ป่วยกลุ่มนี้ได้ดีคือ การเฝ้าระวังและแก้ไขภาวะไฟฟ้าหัวใจพริ้ว และการแก้ไขภาวะลิ่มเลือดอุดตันหลอดเลือดหัวใจ

อันตรายที่เกิดขึ้น เนื่องด้วยหัวใจเป็นอวัยวะที่มีเซลล์กล้ามเนื้อ ซึ่งต้องการออกซิเจนและสารอาหารจากเลือดที่ไปเลี้ยงผ่านหลอดเลือดหัวใจโคโรนารี กล้ามเนื้อหัวใจจะบีบตัวตามการกระตุ้นของกระแสไฟฟ้าภายในหัวใจ ซึ่งจะแผ่ไปในแนวทางเดียวกันและก่อให้เกิดการบีบตัวพร้อมกันของทุกเซลล์เพื่อประสิทธิภาพในการผลักส่งเลือด ดังนั้น เมื่อมีภาวะหลอดเลือดโคโรนารีอุดตันก็อาจส่งผลให้เกิดความปกติในการบีบตัวส่งเลือดและภาวะไฟฟ้าของหัวใจ สิ่งที่จะทำให้หัวใจวายและผู้ป่วยเสียชีวิตคือ ภาวะไฟฟ้าหัวใจพริ้วและการบบตัวที่ไม่มีประสิทธิภาพ

“ภาวะไฟฟ้าหัวใจพริ้ว” คือ การที่กระแสไฟฟ้าในหัวใจไม่ได้แผ่ไปในทางเดียวกัน แต่แตกกระซ่านเซ็นไปในทุกระยะทาง ทำให้ไม่มีการบีบตัวเป็นอันหนึ่งอันเดียวกัน จนหัวใจไม่สามารถสูบฉีดเลือดออกไปได้ (ซึ่งถือเป็นภาวะหัวใจเต้นผิดจังหวะชนิดหนึ่งซึ่งรุนแรง) บางครั้งภาวะหัวใจไฟฟ้าพริ้วเกิดเป็นช่วงสั้น ๆ และหายไปได้เอง แต่บ่อยครั้งที่ไม่หายไปเองหัวใจก็จะหยุดแน่นิ่งและผู้ป่วยเสียชีวิต ภาวะนี้เกิดขึ้นได้ในขณะที่กล้ามเนื้อหัวใจกำลังขาดเลือดและเซลล์กำลังตาย โดยจะพบได้บ่อยในช่วง 6 ชั่วโมงแรกของการเกิดภาวะอุดตันของหลอดเลือดหัวใจ แต่ก็อาจเกิดได้หลัง 24 ชั่วโมงไปแล้วก็ได้

ถึงแม้ว่าผู้ป่วยที่มีภาวะหลอดเลือดหัวใจอุดตัน กล้ามเนื้อหัวใจตาย ไม่เกิดภาวะไฟฟ้าหัวใจพริ้ว ก็ยังคงเกิดการตายของกล้ามเนื้อหัวใจอย่างต่อเนื่อง จนกล้ามเนื้อหัวใจตายไปมาก และกล้ามเนื้อที่เหลืออยู่ไม่สามารถสูบฉีดเลือดได้อย่างมีประสิทธิภาพ ประมาณว่าถ้ากล้ามเนื้อหัวใจห้องล่างซ้ายซึ่งเป็นห้องสำคัญตายไปมากกว่าร้อยละ 40 หัวใจก็ไม่สามารถสูบฉีดเลือดได้พอเพียงกับความต้องการของร่างกาย ทำให้เกิดภาวะน้ำท่วมปอด ความดันตก และภาวะช็อกจนเสียชีวิตตามมา ผู้ป่วยบางรายที่รอดชีวิตได้แต่มีการทำงานของหัวใจลดลง ไม่สามารถบีบตัวได้ดีเหมือนเดิม ก็จะมีภาวะหัวใจล้มเหลว จะมีอาการเหนื่อยเมื่อมีการออกกำลัง การตายอย่างต่อเนื่องของกล้ามเนื้อหัวใจนี้จะเกิดได้เร็วมากในช่วงแรก ๆ ของการอุดตัน ซึ่งถ้าแก้ไขภาวะการอุดตันของหลอดเลือดได้ก็จะทำให้การรอดตายของกล้ามเนื้อมีมากขึ้นและทำให้โอกาสที่จะทำให้เกิดภาวะหัวใจล้มเหลว และผู้ป่วยเสียชีวิตลดลง กล้ามเนื้อหัวใจที่หลอดเลือดอุดตันไปเลี้ยงนั้นจะตายเกือบหมดถ้าหลอดเลือดอุดตันมากกว่า 6 ชั่วโมงไปแล้ว

การรักษาเมื่อเกิดภาวะไฟฟ้าหัวใจพริ้วอันเนื่องมาจากภาวะหลอดเลือดหัวใจอุดตันเฉียบพลันนั้นจะต้องใช้กระแสไฟฟ้าช็อตหัวใจเป็นสำคัญ โดยมีหลักคิดทางวิทยา ศาสตร์คือภาวะหัวใจพริ้วเป็นความผิดปกติทางไฟฟ้าหัวใจ และถ้าใช้กระแสไฟฟ้าช็อตหัวใจแล้วเซลล์ทุกเซลล์ในหัวใจก็จะถูกกระตุ้นพร้อมกันหมดและหยุดพริ้ว เซลล์กระแสไฟฟ้าตัวนำปกติจะกลับมาทำงานก่อนเซลล์อื่น ๆ ซึ่งก็จะชี้นำให้การกระตุ้นไฟฟ้าไปในทางเดียวกันจนหัวใจบีบตัวได้อย่างมีประสิทธิภาพอีกครั้ง การช็อตหัวใจด้วยกระแสไฟฟ้านี้จะต้องใช้เครื่องช็อตที่คล้ายกับกระแสไฟบ้าน ซึ่งเครื่องที่มีใช้อยู่ทั่วไปในปัจจุบันเป็นการช็อตหัวใจผ่านผนังและกล้ามเนื้อหน้าอก ทำให้เมื่อใช้กระแสไฟฟ้ากระตุ้น กล้ามเนื้อหน้าอกและร่างกายส่วนบนก็จะถูกกระตุ้นทางไฟฟ้าเกิดการกระตุกไปทั่ว ดังที่คงเคยเห็นในภาพยนตร์ การรักษานี้เป็นการรักษาที่มีประสิทธิภาพสูงและได้ประโยชน์มาก

ภาวะหัวใจไฟฟ้าพริ้วนี้อาจเกิดขึ้นก่อนที่ผู้ป่วยจะมาถึงโรงพยาบาล แต่ถ้าสามารถพาผู้ป่วยไปถึงห้องฉุกเฉินได้ทันเวลา หรือถ้ามีรถพยาบาลที่มีเครื่องช็อตไฟฟ้าหัวใจไปถึงได้เร็วพอ ก็สามารถช่วยให้ผู้ป่วยรอดตายได้ด้วยการช็อตหัวใจด้วยกระแสไฟฟ้า แต่ถ้ารอนานเกินไป (มากกว่า 15 นาทีหลังหมดสติ) ก็อาจไม่สามารถช่วยชีวิตคนไข้ได้ หรือในบางรายหัวใจหยุดนิ่งไปนานไม่มีเลือดไปเลี้ยงสมอง ถึงแม้หัวใจถูกกระตุกกลับมาได้และสามารถกลับมาบีบตัวได้เหมือนเดิม แต่สมองขาดเลือดไปเลี้ยงเสียนานก็ทำให้ผู้ป่วยไม่ฟื้นหรือไม่ตื่นเพราะเกิดภาวะเซลล์สมองตาย หรือที่เรียกว่าเป็นเจ้าหญิงหรือเจ้าชายนิทรา

ใน 6 ชั่วโมงแรกนอกจากเป็นช่วงเวลาที่อาจเกิดภาวะไฟฟ้าหัวใจพริ้วแล้ว ยังเป็นช่วงที่มีความสำคัญคือเป็นช่วงที่จะมีการตายของกล้ามเนื้อหัวใจอย่างต่อเนื่อง ซึ่งมักจะตายหมดภายใน 6 ชั่วโมง จำนวนหรือปริมาณของกล้ามเนื้อหัวใจที่ตายมีความสัมพันธ์กับอัตราการเสียชีวิตและอัตราการเกิดภาวะหัวใจล้มเหลวของผู้ที่มีภาวะหลอดเลือดหัวใจอุดตัน ซึ่งถ้ามีกล้ามเนื้อตายมากก็จะมีความสามารถในการบีบตัวลดลง โอกาสที่จะเสียชีวิตหรือโอกาสที่จะเกิดภาวะหัวใจล้มเหลวก็จะมากขึ้น ภาวะหัวใจล้มเหลวก็จะทำให้ผู้ที่รอดชีวิตมีอาการเหนื่อยง่าย ไม่มีแรง นอนราบไม่ได้ ไม่สามารถปฏิบัติภารกิจประจำวันได้ตามปกติ

การตายของกล้ามเนื้อหัวใจสามารถถูกจำกัดให้มีจำนวนหรือปริมาณน้อยลงได้ด้วยการคลายการอุดตันที่เกิดจากลิ่มเลือด ความสามารถในการคลายการอุดตันของหลอดเลือด (ซึ่งช่วยให้รอดชีวิตและช่วยลดอุบัติการณ์การเกิดภาวะหัวใจล้มเหลว) ขึ้นอยู่กับระยะเวลาของการอุดตันและวิธีการคลายการอุดตัน จะได้ผลดีมากภายในช่วง 6 ชั่วโมงแรกหลังจากที่มีอาการแน่นหน้าอก (คือปริมาณการตายของกล้ามเนื้อหัวใจลดลงได้มาก อัตราของการกลับมาทำงานของหัวใจจะดีขึ้น และโอกาสที่จะเสียชีวิตน้อยลง) ผลเหล่านี้จะได้ดีที่สุดถ้าสามารถทำได้ในระยะเวลา 1-2 ชั่วโมงแรก เพราะการตายของกล้ามเนื้อจะเกิดขึ้นเร็วมากในช่วงแรกและช้าลงตามลำดับ

อย่างไรก็ตามการตายของกล้ามเนื้อยังขึ้นอยู่กับภาวะต้องการออกซิเจนในช่วงที่เกิดการอุดตัน และภาวะการได้เลือดอ้อมมาเลี้ยงจากหลอดเลือดเส้นอื่น (กล้ามเนื้อหัวใจมีช่องทางเล็ก ๆ หรือหลอดเลือดฝอยส่งต่อข้ามถึงกันระหว่างหลอดเลือดโคโรนารี) ถ้ามีการทำงานของหัวใจมาก (โดยวัดจากอัตราการเต้นต่อนาทีและความดันเลือด) ก็จะต้องการออกซิเจนมากและเกิดการตายได้เร็วมาก ถ้าการทำงานยังไม่มากนักก็จะใช้เวลาในการตายช้าลง ถึงแม้คนส่วนใหญ่กล้ามเนื้อมักจะตายหมดภายใน 6 ชั่วโมง แต่ก็มีคนบางกลุ่มซึ่งการตายของกล้ามเนื้อหัวใจอาจจะใช้เวลานานขึ้น ซึ่งอาจจะเป็น 12 ชั่วโมงได้ เพราะมีการทำงานที่น้อยลงและพอจะมีเลือดอ้อมมาเลี้ยงจากหลอดเลือดฝอย และตราบใดที่ยังมีอาการแน่นหน้าอกอยู่ก็ยังจะได้ประโยชน์จากการรักษาเพื่อคลายการอุดตันของหลอดเลือดหัวใจ.

รศ.นพ.สรณ บุญใบชัยพฤกษ์
หน่วยหัวใจ ภาควิชาอายุรศาสตร์
คณะแพทยศาสตร์โรงพยาบาลรามาธิบดี มหาวิทยาลัยมหิดล

ที่มา: เดลินิวส์ 10 พฤษภาคม 2557

ตัดเส้นประสาทกำราบความดัน

bangkokbiznews131107_001ความดันโลหิตสูงเป็น 1 ในสาเหตุสำคัญของการเสียชีวิตก่อนวัยอันควร โดยแต่ละปีมีประชากรวัยผู้ใหญ่ทั่วโลกเสียชีวิตจากภาวะนี้มากถึงเกือบ 8 ล้านคน ที่สำคัญ คนส่วนใหญ่ไม่รู้ตัวว่ามีอันตรายเกิดขึ้นกับในร่างกายของตัวเอง เพราะโรคนี้แทบจะไม่ปรากฏสัญญาณเตือนใดๆ จนนานวันเข้ากลายเป็นสาเหตุเกิดโรคแทรกซ้อนร้ายแรงที่เป็นอันตรายถึงชีวิตตามมาอย่างที่หลายคนนึกไม่ถึง เป็นสาเหตุอธิบายว่าทำไม “ความดันโลหิตสูง” จึงถูกขนานนามว่าเป็น “เพชฌฆาตเงียบ”

สถิติจากมิเตอร์ประเทศไทย ของมหาวิทยาลัยมหิดล รายงานวันที่ 3 ต.ค 56 เวลา 15.26 น. พบว่า ตั้งแต่ต้นปีคนไทยเสียชีวิตแล้วด้วยโรคหัวใจรวม 25,959 คน โรคหัวใจขาดเลือด 26,197 คน โรคหลอดเลือดในสมองแตก 20,005 คน เบาหวาน 20,005 คน ซึ่งโรคเหล่านี้ล้วนเกี่ยวเนื่องมาจากความดันโลหิตที่สูงขึ้นทั้งสิ้น

พญ.ปิยนาฏ ปรียานนท์ โรงพยาบาลปิยะเวท ให้นิยามของโรคความดันโลหิตสูงว่า มีค่าตั้งแต่ 140/90 มิลลิเมตรปรอทขึ้นไป จัดอยู่ในกลุ่มโรคหัวใจและหลอดเลือด และถือเป็นโรคเรื้อรังที่ส่งผลเสียต่อร่างกายโดยตรง หากทิ้งไว้นานโดยไม่ได้ใส่ใจเข้ารับการดูแลรักษา ก็อาจนำไปสู่โรคหรือภาวะแทรกซ้อนน่ากลัวกับอวัยวะสำคัญตามมา อาทิ โรคหลอดเลือดในสมองตีบหรือแตกทำให้เป็นอัมพาต อัมพฤกษ์ โรคหลอดเลือดหัวใจตีบหรืออุดตันทำให้กล้ามเนื้อหัวใจขาดเลือด หัวใจวาย หัวใจโต หัวใจเต้นผิดจังหวะ จอประสาทตาเสื่อมทำให้การมองเห็นลดลงหรือถึงขั้นตาบอด ไตวายเรื้อรัง โรคเส้นเลือดแดงใหญ่โป่งพอง หลอดเลือดที่ไปเลี้ยงอวัยวะสำคัญ เช่น ไต แขนขา ตีบหรืออุดตัน เป็นต้น

สาเหตุของความดันโลหิตสูง แบ่งได้เป็น 2 กลุ่มใหญ่ คือ

กลุ่มที่ 1 เป็นผลจากภาวะโรคใดโรคหนึ่งหรือเรียกว่าความดันโลหิตสูงทุติยภูมิ เช่น ภาวะธัยรอยด์เป็นพิษ ไตวายเรื้อรัง เนื้องอกของต่อมหมวกไต เป็นต้น แนวทางการรักษาสำหรับผู้ป่วยกลุ่มนี้คือ รักษาที่ภาวะโรคที่เป็นต้นเหตุ

กลุ่มที่ 2 เรียกว่าความดันโลหิตสูงปฐมภูมิ มักเป็นผลจากพันธุกรรม ความอ้วน อายุที่เพิ่มขึ้น นิสัยการกินเค็ม การดื่มเหล้า สูบบุหรี่ ความเครียด ร่วมกับผลจากความไม่สมดุลระหว่างระบบประสาทอัตโนมัติและฮอร์โมนที่ทำหน้าที่ควบคุมการหดตัวหรือขยายของหลอดเลือดแดงส่วนปลาย ซึ่งเป็นวงจรที่เกี่ยวเนื่องกันโดยตรงระหว่างการสั่งการจากสมอง ประสาท ไขสันหลัง และหลอดเลือดแดงที่ไปเลี้ยงไต

คุณหมอย้ำว่า ความดันโลหิตสูงปฐมภูมินั้นไม่มีทางรักษาหายขาด ต่างจากแบบทุติยภูมิที่เมื่อรักษาโรคต้นตอแล้ว ภาวะความดันโลหิตสูงก็จะบรรเทาไปเอง การหมั่นตรวจสุขภาพ ดูแลรักษาร่างกาย พร้อมปรับเปลี่ยนพฤติกรรมชีวิต จึงมีความสำคัญอย่างยิ่งในการควบคุมความดันให้อยู่ในเกณฑ์ปกติเพื่อลดความเสี่ยงในการเกิดโรคแรกซ้อน

โดยทั่วไปการรักษาจะแตกต่างกันไปในแต่ละราย หากไม่ร้ายแรงอาจแนะนำให้ปรับเปลี่ยนไลฟ์สไตล์ เช่น ลดกินเค็ม ลดน้ำหนัก ออกกำลังกาย เลิกสูบบุหรี่ ไปจนถึงการกินยาเพื่อควบคุมความดันโลหิต

แต่สำหรับบางรายที่แม้จะพยายามปรับเปลี่ยนพฤติกรรมอย่างเต็มที่แล้ว และรับประทานยาที่มากทั้งชนิดและปริมาณแล้วก็ยังไม่ช่วยอะไร ความดันโลหิตยังมีค่าเกินกว่า 160 มิลลิเมตรปรอท ถ้ามีอายุน้อยกว่า 80 ปี มักแนะนำให้รักษาด้วยวิธีการจี้ไฟฟ้าที่ระบบประสาทอัตโนมัติ หรือที่เรียกว่า Renal Denervation Therapy

วิธีนี้เป็นการใช้ความร้อนจากคลื่นความถี่วิทยุ จี้ทำลายร่างแหเส้นประสาทอัตโนมัติที่อยู่ในผนังหลอดเลือดแดงที่ไปเลี้ยงไตทั้งสองข้าง โดยใช้อุปกรณ์พิเศษสอดผ่านหลอดเลือดจากขาหนีบย้อนขึ้นไปถึงหลอดเลือดแดงที่ไปเลี้ยงไตซึ่งเป็นแขนงของหลอดเลือดแดงใหญ่ในช่องท้อง มีข้อดีคือใช้เวลารักษาเพียงแค่ 1-2 ชั่วโมง หลังจากนั้นพักฟื้นและดูอาการอีกประมาณ 6 ชั่วโมง และสามารถกลับบ้านได้ภายใน 1-2 วัน

อย่างไรก็ตาม คุณหมอปิยนาฏแนะนำว่า “ท้ายที่สุดแล้ววิธีการรักษาเหล่านี้เป็นเพียงการรักษาที่ปลายเหตุเท่านั้น สุขภาพแข็งแรงควรเริ่มต้นที่การ “ป้องกัน” รู้จักดูแลตัวเองด้วยการนำสิ่งดีๆ มาสู่ชีวิต ไม่ว่าจะเป็นการรับประทานอาหารที่มีประโยชน์ ออกกำลังกายสม่ำเสมอ ทำจิตใจให้ผ่อนคลายแจ่มใส เพียงเท่านี้นอกจากจะช่วยให้ห่างไกลโรคภัยแล้ว ยังไม่ต้องเสียทั้งเงินเสียทั้งเวลาวิ่งเข้าออกโรงพยาบาลเป็นว่าเล่นอีกด้วย”

ที่มา: กรุงเทพธุรกิจ 7 พฤศจิกายน 2556

สเปร์ยดับกลิ่นตัว..ใช้ผิดระวังโรคร้าย

dailynews130902_001แทบทุกคน ใช้ผลิตภัณฑ์ระงับกลิ่นกาย ซึ่งมีหลายชนิด ที่เห็นกันหลักๆ คือ ชนิดน้ำ ชนิดแท่งหรือก้อน และชนิดที่เป็นละอองหรือสเปรย์ อย่างไรก็ตาม ผลเสียจากการใช้ผลิตภัณฑ์ดังกล่าวนั้นไม่ค่อยมีรายงาน อาจเพราะเป็นสิ่งที่ใช้ภายนอกร่างกาย หากจะมีก็คงเป็นปัญหาผิวในผู้ที่ผิวแพ้ง่าย

ทว่าเดลิเมล์ สื่อดังในอังกฤษ เพิ่งมีรายงานผลเสียต่อสุขภาพเนื่องจากการใช้ผลิตภัณฑ์ระงับกลิ่นกายแบบสเปรย์ หวังเตือนให้ใช้ด้วยวิธีที่เหมาะสม

ที่แดนผู้ดี มีการสำรวจพบว่า วัยรุ่นชายนิยมใช้สเปรย์ดับกลิ่นกายมาก เริ่มใช้กันตั้งแต่อายุประมาณ 11 ปี ซึ่งช่วงแรกๆ นับตั้งแต่เริ่มใช้จนอายุ 18 ปี คุณแม่มักเป็นฝ่ายเลือกซื้อมาให้ สำหรับกลุ่มวัยรุ่นที่ใช้ ก็พบว่า มีเพียง 1 ใน 3 ที่ระบุว่าตนเองมีปัญหาสุขภาพตามมา เพราะการใช้งานซึ่งมักได้รับละอองของสเปรย์ที่มีสารเคมีเจือปน โดยคนที่ร่างกายไวต่อละอองสารเคมี ก็อาจมีอาการคลื่นไส้หรือเวียนศีรษะ ขณะที่บางรายถึงขั้นป่วยหอบหืด โรคจมูกอักเสบ

มีคำเตือนจาก ดร.ปีเตอร์ ดิงเกิล นักวิทยาศาสตร์สิ่งแวดล้อม แนะว่า ผู้ใช้ไม่ควรฉีดสเปรย์ให้ชิดวงแขนเกินไป พยายามหลีกเลี่ยงการสูดดม ที่สำคัญไม่ควรฉีดสเปรย์ขณะอยู่ในห้องที่ปิดทึบ-อากาศถ่ายเทไม่สะดวก ทว่าควรฉีดสเปรย์ในห้องที่มีอากาศถ่ายเทได้สะดวกจะดีกว่า และไม่ควรกดหัวสเปรย์แล้วฉีดส่ายไปทั่วตัว เพราะทำให้ละอองฟุ้งกระจาย ควรฉีดแค่เฉพาะจุดจะดีกว่า

อย่างไรก็ตาม เคยมีกรณีวัยรุ่นชายชาวอังกฤษสุขภาพดี อายุเพียง 16 ปี หัวใจวายเสียชีวิตลงอย่างกะทันหัน เมื่อแพทย์ชันสูตรศพก็พบว่า ในเลือดมีการตกค้างของก๊าซบางอย่างที่พบได้ในละอองสเปรย์ ซึ่งคาดว่าเกิดจากการใช้งานสเปรย์ดับกลิ่นกายที่ไม่ถูกวิธี.

ทีมเดลินิวส์ออนไลน์
takecareDD@gmail.com

ที่มา  : เดลินิวส์ 2 กันยายน 2556

.

Related Article :

.

dailymail130827_001

The hidden dangers of deodorant sprays: Headaches. Eczema. Asthma. Even fatal heart problems

  • Inhaling large doses of chemicals from deodorant aerosols can be fatal
  • Canister fumes may cause skin reactions, allergies and heart problems
  • Teenage boys are particularly in risk zone due to common over-use

By SANDRA WALSH

PUBLISHED: 11:22 GMT, 27 August 2013

Walk past a teenage boy and you’ll almost certainly be left with the lingering smell of spray deodorant – 50 per cent of children now use deodorant by the age of 11, according to one survey, with self-consciousness about body odour often spurring them to spray to excess.

For most teenage boys, only the market leader Lynx will do.

Thanks to its insistent marketing campaigns  – including the slogan: ‘Get the look that gets the girl’ — the deodorant is the world’s best-selling male grooming product, sold in 60 countries and boasting eight million users in the UK alone.

The primary target for spray deodorants is thought to be 13 to 18-year-olds, with mums the main buyers, according to Marketing Magazine.

So powerful is its hold on the teen market that some teachers have gone on to online forums to complain about ‘the Lynx effect’, sharing anecdotes about having to teach through the fug of deodorant.

But some experts are concerned teenagers are over-using deodorant, warning that inhaling chemicals from the aerosols may cause allergic skin reactions, asthma and breathing difficulties.

In very rare cases they may even trigger fatal heart problems.

Maureen Jenkins, director of clinical services at Allergy UK, says: ‘Around one in three adults in the UK have some form of allergic disease — asthma, rhinitis or eczema — and their symptoms are easily aggravated by perfumed products and exacerbated by aerosol chemicals.

‘Even people without allergies can be sensitive to chemicals found in cleaning products or toiletries, experiencing skin reactions, breathing difficulties, nausea or headaches. The reactions are made worse when it is an aerosol as the fine mist is easily inhaled.’

Dr Peter Dingle, an environmental scientist and consultant toxicologist based in Perth, Australia, says: ‘The labels on deodorant aerosols instruct you not to use them in a confined space, but I think it’s safe to say most people in the UK aren’t going to go outside to spray on  their deodorants.

‘They would do it in the bathroom, most likely with the door closed — and that’s a confined space.

‘In the middle of winter, you’re not even going to have a window open. If you watch a deodorant advert, the young man usually sprays himself all over his body, which is exactly what the can tells you you’re not supposed to do. Self-image and smelling right is all important for young men and there’s a lot of peer pressure to use these products.’

This is something the Capewell family will be reminded of for the rest of their lives. Jonathan Capewell was just 16 when he died of a heart attack in the bedroom of his home in Oldham, Greater Manchester. His 17-year-old sister, Natalie, raised the alarm after finding her brother lying lifeless on his bedroom floor.

‘When we arrived at the hospital, they were still trying to revive him,’ recalls his father Keith, 58. ‘But about ten minutes later they said he was gone.

‘We were shocked. There had been no warning. They asked if he had a heart condition but there was nothing like that. He was a perfectly normal, healthy boy.’

A post-mortem examination showed Jonathan had ten times the lethal amount of butane and propane in his blood. The gases are used as aerosol propellants and it seemed they had built up in his body over many months.

At first, it was feared Jonathan had been engaging in solvent abuse — inhaling aerosol solvents to obtain a ‘high’ — but it seemed out of character to all who knew him. Keith says: ‘The coroner’s investigator checked the aerosols we had in the house but found none of the signs of solvent abuse. He came to the conclusion that Jonathan wasn’t abusing.’ The investigation turned  to Jonathan’s use  of deodorants.

‘He was 16 and his body was changing,’ says Keith. ‘He was starting to sweat more and worry about how he smelled. It wasn’t unusual  for him to have two or three showers a day.

‘Afterwards he would spray deodorant all over his body, even in his hair, and the bathroom was the smallest room in the house. He was a bit obsessive and would have up to six different types to choose from, including Lynx. Sometimes we could smell the deodorant downstairs and we’d joke: “Are you spraying that up there or eating it?” ’

The coroner, Barrie Williams, ruled that Jonathan’s death was accidental, saying: ‘The 16-year-old was a normal, healthy teenager who was simply overcome by excessive use of antiperspirants.

‘There was an exceptionally high use of deodorant for personal hygiene. It was used in a fairly confined space against the advice of the canisters.’

But how could accidentally inhaling aerosol chemicals cause death?

Jonathan Clague, a consultant heart specialist at the Royal Brompton Hospital, says: ‘The main cause of death is usually suffocation, known as hypoxia. If oxygen is not being breathed in and something else is inhaled, such as chemicals, then suffocation occurs and the heart stops.’

After the inquest in 1998, Keith and Louise struggled to come to terms with Jonathan’s death.

‘My daughter blamed herself because she was in the house when it happened, even though there was nothing she could have done,’ says Keith.

‘I went back to work as a warehouse manager after a couple of weeks but every time the phone rang my hands started shaking and I’d be transported back to that day, expecting more bad news. I had to give it up.’ It was two years before he could work again.

He adds: ‘It’s been very hard to accept — Jonathan was only 16 and hadn’t even started out in life.’

Daniel Hurley was just 12 when he collapsed after using spray deodorant in the bathroom of his home in Sandiacre, Nottingham.

He died in hospital five days later, in January 2008. The coroner told his parents Lynsey and Robert that his death had been caused by a ‘cardiac arrhythmia, exacerbated by exposure to solvents’.

It seemed Daniel had an unknown pre-existing heart arrhythmia — a heart rhythm problem — and the solvents in the Lynx aerosol he had been using had triggered a fatal collapse.

There are several warnings on the back of Lynx canisters. Users are advised to ‘use in short bursts in well ventilated spaces’, to ‘avoid prolonged spraying’ and ‘keep out of reach of children’.

The British Aerosol Manufacturers Association (BAMA) says propellants in household aerosol products have been used safely for 40 years and that 600 million aerosols are used each year in the UK.

The association carried out its own research after Jonathan Capewell’s death, but says it was ‘unable to reproduce the conditions which could lead to harmful or fatal effects from excessive spraying of aerosol products in a confined space’.

Dr Dingle says: ‘It’s not enough for the authorities to say, “It’s OK, there’s a warning on the back of the can.” If two children have died by spraying deodorant in a confined space, there will be countless more spraying the same way. Do we have to have another death before the authorities act?

‘I would advise teenagers to stick to roll-on deodorant, preferably one of the natural ones.’

The Capewells are also calling for better awareness of the risks of aerosol deodorants.

‘Our youngest son Nathan was four when Jonathan died and as soon as he was old enough to use deodorant we drummed into him that he had to open the windows and only use short bursts. He’s 20 now and he does that to this day, wherever he is,’ says Keith.

‘I’d like to see warnings on the front of the can, like there are for cigarettes and alcohol. Because we know first hand that deodorants can be just as fatal.’

SOURCE: www.dailymail.co.uk

ยกย่องแสงอาทิตย์ เป็นคุณแก่สุขภาพ

thairath130510_001นักวิทยาศาสตร์มหาวิทยาลัยเอดินเบอระ ประกาศให้โลกได้รู้ว่าแสงแดดนั้นมีคุณค่ามหาศาล นอกจากจะช่วยให้ความดันโลหิตลด ป้องกันหัวใจวายและลมอัมพาตแล้ว ยังเป็นยาอายุวัฒนะขนานเอกด้วย

พวกเขาได้แสดงให้เห็นว่าเมื่อแดดส่องถูกผิวหนัง มันจะปล่อยสารประกอบชนิดหนึ่งเข้าสู่เลือด ทำให้ความดันโลหิตลดต่ำลง การศึกษาทำให้รู้ว่าแสงแดดนั้นเป็นคุณแก่สุขภาพทั่วทั้งสรรพางค์กาย แค่มันทำให้ความดันโลหิตลดได้ ก็มีความสำคัญเป็นล้นพ้น เกินกว่าที่จะกลัวกันว่าจะทำให้มะเร็งขึ้นที่ผิวหนังด้วยซ้ำไป

ในอังกฤษมีผู้เสียชีวิตด้วยโรคหัวใจและลมอัมพาต เนื่องมาแต่ความดันโลหิตสูงมากกว่าด้วยโรคมะเร็งผิวหนังถึง 80 เท่า

นอกจากที่มันสร้างสารที่มีชื่อว่าไนตริก ออกไซด์ ซึ่งลดความดันโลหิตแล้ว แดดยังช่วยสร้างวิตามินดี ซึ่งจะทวีเพิ่มขึ้นตามที่ได้โดนถูกแดด “จวบจนทุกวันนี้เราก็ยังเชื่อกันว่าแสงอาทิตย์ได้ประทานสิ่งดีทั้งหมด เพื่อสุขภาพของเราทั้งหมดทั้งสิ้น”.

 

ที่มา :  ไทยรัฐ  10 พฤษภาคม 2556

.

Related Article :

.

Edinburgh University researchers found skin exposed to UV rays released a compound that lowers blood pressure

Edinburgh University researchers found skin exposed to UV rays released a compound that lowers blood pressure

Sun’s blood pressure benefits ‘may outdo cancer risks’

7 May 2013

The health benefits of exposing skin to sunlight may far outweigh the risk of developing skin cancer, according to scientists.

Edinburgh University research suggests sunlight helps reduce blood pressure, cutting heart attack and stroke risks and even prolonging life.

UV rays were found to release a compound that lowers blood pressure.

Researchers said more studies would be carried out to determine if it is time to reconsider advice on skin exposure.

Heart disease and stroke linked to high blood pressure are estimated to lead to about 80 times more deaths than those from skin cancer in the UK

Dietary vitamin D supplements alone will not be able to compensate for lack of sunlight

Dr Richard WellerEdinburgh University

Production of the pressure-reducing compound, nitric oxide, is separate from the body’s manufacture of vitamin D, which rises after exposure to sunshine.

Researchers said that until now vitamin D production had been considered the sole benefit of the sun to human health.

During the research, dermatologists studied the blood pressure of 24 volunteers under UV and heat lamps.

In one session, the volunteers were exposed to both UV rays and the heat of the lamps.

In the other, the UV rays were blocked so that only the heat affected the skin.

The results showed that blood pressure dropped significantly for an hour after exposure to UV rays, but not after the heat-only sessions.

Scientists said that this suggested it was the sun’s UV rays that brought health benefits.

The volunteers’ vitamin D levels remained unaffected in both sessions.

‘Reconsider our advice’

Dr Richard Weller, a senior lecturer in dermatology at Edinburgh University, said: “We suspect that the benefits to heart health of sunlight will outweigh the risk of skin cancer.

“The work we have done provides a mechanism that might account for this, and also explains why dietary vitamin D supplements alone will not be able to compensate for lack of sunlight.

“We now plan to look at the relative risks of heart disease and skin cancer in people who have received different amounts of sun exposure.

“If this confirms that sunlight reduces the death rate from all causes, we will need to reconsider our advice on sun exposure.”

The study will be presented on Friday in Edinburgh at the world’s largest gathering of skin experts. The International Investigative Dermatology conference starts on Wednesday and runs until Saturday.

SOURCE : www.bbc.co.uk

นักวิจัยอเมริกันพัฒนาเจลน้ำชนิดฉีดทำจากแผงเนื้อเยื่อหัวใจหมูเพื่อช่วยฟื้นฟูกล้ามเนื้อหัวใจหลังหัวใจวาย

voathai130417_001ผู้เชี่ยวชาญชี้ว่าคนที่เคยหัวใจวายมาแล้วมีความเสี่ยงสูงที่เกิดหัวใจวายซ้ำรอบสองพราะเนื้อเยื่อกล้ามเนื้อหัวใจเสียหายและมีโอกาสเสียชีวิตหากหัวใจวายรอบสอง ในการทดลองกับหมู ทีมวิจัยอเมริกันประสบความสำเร็จใช้เจลน้ำจากแผงหัวใจหมูซ่อมเเซมกล้ามเนื้อหัวใจหมูทดลองหลังจากหัวใจวาย

มีคนหลายล้านคนทั่วโลกที่หัวใจวาย แต่รอดชีวิด อาการหัวใจวายเกิดจากเส้นเลือดที่ไปหล่อเลี้ยงกล้ามเนื้อหัวใจเกิดอุดตันทำให้เนื้อเยื่อขาดอ็อกซิเจนและตาย ผู้ป่วยที่รอดชีวิตจากอาการหัวใจวายครั้งแรก มีความเสี่ยงสูงมากที่จะหัวใจวายได้อีก และมีโอกาสเสี่ยงต่อภาวะหัวใจล้มเหลว และโอกาสเสียชีวิตภายในห้าปีมีสูงมาก

บรรดาผู้เชี่ยวชาญชี้ว่าปัญหาเกิดจากการพัฒนาของเนื้อเยื่อแผลเป็นในกล้ามเนื้อหัวใจที่ได้รับความเสียหายจากอาการหัวใจวาย แม้ว่าเเผลเป็นจะช่วยเยียวยาให้แผลหาย แต่แผลเป็นกลับไปทำลายตัวแผงเนื้อเยื่อที่แทรกตัวอยู่ระหว่างเซลล์ในกล้ามเนื้อหัวใจ แผงเนื้อเยื่อหัวใจทำหน้าที่เสริมสร้างเซลล์และกระตุ้นการเติบโตของเซลล์ใหม่ๆในกล้ามเนื้อหัวใจ

คุณเคเรน คริสต์มัน นักชีวการแพทย์ ผู้เชี่ยวชาญด้านการปลูกเซลล์กล่าวว่าหลังหัวใจวาย เซลล์ในกล้ามเนื้อหัวใจจะตายลง แผงเนื้อเยื่อหัวใจจะทำหน้าที่ช่วยซ่อมเเซมเซลล์ที่เสียหาย ทีมงานจึงพัฒนาเจลน้ำแบบฉีดจากแผงเนื้อเยื่อจากหัวใจหมูที่สามารถแทรกซึมเข้าไปเป็นเนื้อเดียวกับแผงเนื้อเยื่อธรรมชาติในกล้ามเนื่อหัวใจ

คุณคริสต์มันกับทีมงานที่มหาวิทยาลัย University of California San Diego พัฒนาเจลน้ำชนิดนี้จากหัวใจหมู ด้วยการกำจัดเซลล์ในเนื้อเยื่อหัวใจหมูออกให้หมดด้วยน้ำยาจนเหลือแค่แผงเยื่อบางใสที่เป็นตัวโยงใยเนื้อเยื่อ แล้วนำไปแช่แข็งบดให้เป็นผงก่อนจะนำไปผสมน้ำ แล้วฉีดเข้าไปในหัวใจของหมูที่เคยเกิดหัวใจวายมาแล้วหลายครั้ง

คุณคริสต์มันกล่าวว่าหลังจากฉีดเจลเข้าไปในหัวใจหมูแล้ว เจลจะปรับอุณหภูมิไปอยู่ในระดับเดียวกับอุณหภูิมิของร่างกาย แล้วจะเริ่มแปรสภาพเป็นของเหลวกึ่งเจลและก่อตัวเป็นแผงเนื้อเยื่อแผงใหม่ในบริเวณกล้ามเนื้อหัวใจที่ตาย ช่วยกระตุ้นให้หัวใจสร้างเซลล์ใหม่ขึ้นทดแทนเซลล์ที่ตายไป มีความนิ่มปกติ ไม่เเข็งเหมือนเซลล์แผลเป็น

คุณเคเรน คริสต์มัน นักชีวการแพทย์หัวหน้าทีมวิจัยกล่าวกับผู้สื่อข่าววีโอเอว่าหลังการบำบัดได้สามเดือน ทีมวิจัยพบว่ามีปริมาณกล้ามเนื้อหัวใจเพิ่มขึ้นอย่างมากในขณะที่เซลล์แผลเป็นลดลง ผู้เชี่ยวชาญกล่าวว่าพอใจมากที่พบว่าหัวใจเริ่มสร้างเซลล์ใหม่ขึ้นทดแทนเซลล์แผลเป็นตามที่คาดเอาไว้ ยิ่งมีการสร้างเซลล์ใหม่ๆมากขึ้นเท่าใด กล้ามเนื้อหัวใจก็จะยิ่งแข็งแรงมากขึ้นและเป็นผลดีแก่ผู้ป่วย

คุณคริสต์มันกล่าวว่าตัวเธอและทีมงานหวังว่าจะสามารถเริ่มต้นการทดลองบำบัดในคนได้ภายในปลายปีนี้ในยุโรป เจลน้ำแบบฉีดที่จะนำไปทดลองบำบัดในคนยังจะผลิตจากเนื้อเยื่อหัวใจหมู บ่อยครั้งที่วงการแพทย์ใช้วาลว์หัวใจจากหมูในการปลูกถ่ายอวัยวะหัวใจในคนเพราะได้ผล ร่างกายผู้ป่วยไม่ค่อยต่อต้านรุนแรงต่ออวัยวะที่ปลูกถ่าย

คุณผู้ฟังสามารถอ่านรายงานผลการทดลองบำบัดฟื้นฟูกล้ามเนื้อหัวใจหลังหัวใจวายด้วยเจลน้ำที่ทำจากเนื้อเยื่อหัวใจหมูนี้ได้เพิ่มเติมในวารสาร Science Translational Medicine ที่ตีพิมพ์ไปเมื่อไม่นานมานี้

Jessica Berman

17.04.2013

ที่มา : www.voathai.com

.

Related Article :

.

Microscopic images of pig hearts damaged by heart attack show the growth of new heart muscle tissue (shown in red, Figure A) after treatment with an injectable hydrogel compared to a heart left untreated (Figure B, right). Image Credit: Karen Christman, UC San Diego Jacobs School of Engineering.

Microscopic images of pig hearts damaged by heart attack show the growth of new heart muscle tissue (shown in red, Figure A) after treatment with an injectable hydrogel compared to a heart left untreated (Figure B, right). Image Credit: Karen Christman, UC San Diego Jacobs School of Engineering.

Researchers Develop Injectable Gel to Repair Damaged Hearts

Jessica Berman

February 21, 2013

People who suffer heart attacks are at increased risk of having a second and potentially fatal occurrence because of the damage the heart attack does to cardiac muscle tissue. Now scientists at the University of California San Diego have developed a new biomaterial – an injectable hydrogel  – that can repair the damage from heart attacks, and help promote the growth of new heart tissue.

Millions of people around the world suffer heart attacks every year and survive. These traumatic events occur when blood supply to the heart muscles is somehow blocked, robbing them of oxygen and causing them to die. They raise the possibility of subsequent heart attacks, as well as heart failure, and a higher likelihood of death within five years.

The problem, say experts, is the development of scar tissue in the damaged cardiac muscle. Initially helpful in healing the heart, the tough scar tissue actually weakens the supportive protein scaffold, or matrix, that normally exists in the space between heart muscle cells.  This scaffold can support and promote the growth of new cells — except when it’s destroyed by post-heart attack scar tissue.

“So we thought the best thing to deliver to the heart would be what was initially there in the first place,” said Karen Christman, who is a biomedical engineer interested in tissue regeneration. “And so we developed this liquid form of this cardiac extracellular matrix that once it goes into the tissue can reassemble into that natural scaffold.”

Christman and colleagues at the University of California San Diego made the hydrogel from a portion of pig heart tissue by first stripping it of all its cells with a detergent, revealing a feathery, translucent web of connective tissue.  This matrix was then freeze-dried and milled into a powder.

Next, the material was liquefied and injected directly into the hearts of subject pigs who had experienced heart attacks.
When the cardiac liquid reached body temperature, Christman says, it became a semi-solid gel that formed a new scaffold in damaged areas of the heart. That encouraged new cell growth, she adds, and a more normal, less scar-prone tissue repair.

“When we looked after three months after we had given the treatment, we found a significant increase in cardiac muscle as well as a decrease in scar tissue,” she said. “And while we were hoping to see that, that was an exciting new finding since ideally after a heart attack you want to reduce as much scar as possible and get as much muscle as possible.”

Christman says she and her colleagues hope to begin human trials with this minimally-invasive heart repair technique sometime later this year in Europe. The injectable gel would again be produced from pig-heart tissue.  Porcine heart valves are frequently used to repair human hearts because they don’t cause serious rejection problems in transplant recipients.

The University of California’s Karen Christman made her comments in an interview with the journal Science Translational Medicinewhich published the article on the cardiac hydrogel.

SOURCE : www.voanews.com

ลดเค็มครึ่งหนึ่ง

dailynews130310_001ใครที่กินอาหารรสชาติเค็มจัด อาจเสี่ยงเป็น โรคความดันโลหิตสูง โรคหัวใจ โรคไต และอัมพฤกษ์ อัมพาต ด้วยเหตุนี้กระทรวงสาธารณสุขจึงได้ร่วมกับสมาคมโรคไตแห่งประเทศไทย ราชวิทยาลัยอายุรแพทย์แห่งประเทศไทย จัดกิจกรรมรณรงค์เนื่องในวันไตโลก ซึ่งปีนี้ตรงกับวันที่ 14 มี.ค. โดยจัด “สัปดาห์วันไตโลก ลดเค็มครึ่งหนึ่ง” ในโรงพยาบาลทั่วประเทศ ระหว่างวันที่ 11-17 มี.ค.นี้ เพื่อให้ความรู้ความเข้าใจแก่ประชาชนในการถนอมไตไม่ให้เสียเร็ว ลดการเติมเครื่องปรุงรสเค็มในอาหารให้น้อยลงกว่าที่เคยใช้

นพ.โสภณ เมฆธน รองปลัดกระทรวงสาธารณสุข กล่าวว่า คนไทยมีแนวโน้มป่วยเป็นโรคไตเพิ่มขึ้น สาเหตุสำคัญของโรคไตเกิดจากเบาหวานและความดันโลหิตสูง นอกจากนี้อาจมีสาเหตุจากโรคนิ่วในไต ติดเชื้อที่ไต การกินยาแก้ปวดเป็นเวลานาน ๆ จากข้อมูลล่าสุดพบคนไทยป่วยเป็นโรคไตประมาณ 8 ล้านคน หากไม่ได้รับการรักษาที่ถูกต้อง อาจเกิดโรคแทรกซ้อนถึงขั้นเสียชีวิต ต้องฟอกไตยืดชีวิต รอการเปลี่ยนไตใหม่

หน้าที่สำคัญของไตคือ ควบคุมระดับโซเดียมในร่างกาย โซเดียมจะช่วยรักษาสมดุลของเหลวในร่างกาย ทำให้การทำงานของเส้นประสาทและกล้ามเนื้อเป็นปกติ โซเดียมที่ร่างกายได้รับส่วนใหญ่มาจากอาหารที่บริโภค เช่น น้ำปลา ซอสปรุงรส ผงชูรส ผงปรุงรส  ใน  1 วัน ร่างกายต้องการไม่เกิน 2,000 มิลลิกรัม หรือเท่ากับเกลือ 1 ช้อนชา แต่จากข้อมูลพบว่า คนไทยบริโภคเกลือหรือโซเดียมเกินกว่ามาตรฐานที่กำหนดถึง 2 เท่า

การกินเค็มจัดทำให้ไตทำงานหนักในการขับโซเดียมส่วนเกินออกทางปัสสาวะ เพื่อรักษาสมดุลของร่างกาย หากขับออกได้ไม่หมดโซเดียมก็จะคั่งและเป็นตัวดึงน้ำไว้ในร่างกาย ทำให้มีปริมาณของเหลวไหลเวียนในร่างกายมากผิดปกติ เพิ่มแรงดันในหลอดเลือดให้สูงขึ้น ส่งผลให้หัวใจทำงานหนักขึ้น เกิดปัญหาหลอดเลือดทั้งขนาดใหญ่และเล็กที่ไปเลี้ยงทั่วร่างกายปรับตัวหนาและแข็งตามมา โดยเฉพาะที่ไตมีผลกระทบมาก เนื่องจากมีเส้นเลือดฝอยเล็ก ๆ จำนวนมากทำหน้าที่กรองของเสียออกจากเลือด ไม่สามารถขับของเสียออกได้หมด เกิดการอักเสบของเส้นเลือด เร่งให้เกิดการเสื่อมสภาพเร็วขึ้นกว่าปกติ หากยังกินเค็มต่อเนื่อง ภายใน 5–10 ปี หลอดเลือดในไตจะเสื่อมสภาพอย่างถาวรทำให้เป็นไตวายเรื้อรัง รักษาให้กลับมาเหมือนเดิมไม่ได้ ต้องเปลี่ยนไตใหม่ จึงต้องเร่งรณรงค์ให้ประชาชนลดการกินเค็มลงกว่าเดิมครึ่งหนึ่ง เป็นการถนอมไต ป้องกันอันตรายที่จะเกิดขึ้นกับไตในระยะยาว

ผศ.นพ.สุรศักดิ์ กันตชูเวสศิริ ประธานเครือข่ายลดบริโภคเค็ม  กล่าวว่า การกินอาหารเค็มเป็นครั้งคราวคงไม่เป็นอะไร แต่การกินอาหารเค็มจัด ทำให้เกิดการคั่งของน้ำและเกลือ ส่งผลให้ไตทำงานหนักขึ้น เพื่อกรองเกลือและน้ำส่วนเกิน ผลที่ตามมาคือ ทำให้เป็นโรคไตวายเรื้อรัง การกินอาหารเค็มจัดทำให้ความดันโลหิตสูงมีโอกาสเป็นโรคหัวใจและหลอดเลือด หากไม่ได้รับการรักษาอาจนำไปสู่ภาวะหัวใจขาดเลือด หัวใจวาย เสียชีวิต เป็นอัมพฤกษ์อัมพาต

หลายคนติดรสชาติเค็ม และไม่รู้ว่าตัวเองกินเค็ม ดังนั้นควรลดเค็มลงครึ่งหนึ่ง เคยปรุงรสอาหารด้วยน้ำปลา 2 ช้อน ก็ลดลงเหลือ 1 ช้อน ใน 1 วันไม่ควรกินน้ำปลาเกิน 3 ช้อนชา หรือมื้อละ 1 ช้อนชา  กินเหลือไม่เกินวันละ 5 กรัม ควรเปลี่ยนนิสัยในการกินด้วยการชิมก่อนปรุง ไม่ใช่ว่าปรุงก่อนชิม หลีกเลี่ยงอาหารรสชาติเค็มจัด เช่น อาหารหมักดอง อาหารที่ใช้เกลือในการถนอมอาหาร เช่น ปลาเค็ม ปลาร้า  กะปิ

จากข้อมูลของสหรัฐพบว่า หากลดบริโภคเกลือลง 30% ต่อวันจะลดความดันโลหิตได้ 5-10 มิลลิเมตรปรอท เท่ากับลดโอกาสเสี่ยงในการเกิดโรคแทรกซ้อนต่าง ๆ และถ้าประชากรทั้งประเทศลดการบริโภคเกลือลง 30% จะลดจำนวนผู้ป่วยได้มาก เช่น ลดจำนวนผู้ป่วยโรคหัวใจและหลอดเลือดเหลือ 60,000-100,000 คนต่อปี ลดจำนวนผู้ป่วยอัมพฤกษ์ อัมพาตเหลือ 30,000-60,000 คนต่อปี  และลดอัตราการตาย 40,000-90,000 คนต่อปี และยังสามารถลดค่าใช้จ่ายในการดูแลรักษาผู้ป่วยกลุ่มนี้ได้นับหมื่นล้านดอลลาร์ต่อปี  ดังนั้นคนไทยควรลดการบริโภคอาหารเค็มจัด โดยเฉพาะซีอิ๊ว น้ำปลา กะปิ ผงชูรส

นพ.อนุตตร จิตตินันทน์ นายกสมาคมโรคไตแห่งประเทศไทย แนะนำวิธีป้องกันโรคไต คือ
1. ผู้ป่วยโรคเบาหวาน ความดันโลหิตสูงควรไปพบแพทย์อย่างสม่ำเสมอ
2. พยายามควบคุมเบาหวานและความดันให้ดี
3. หลีกเลี่ยงการกินอาหารรสชาติเค็มจัด โดยลดเค็มลงครึ่งหนึ่ง
4. หลีกเลี่ยงการกินยาแก้ปวดโดยไม่จำเป็น ไม่ควรซื้อยากินเอง ไม่ว่ายาชุด ยาหม้อ การกินยาติดต่อกันเป็นเวลานานมีผลต่อไตโดยตรง และ
5. คนที่เป็นโรคอ้วน มีโอกาสเป็นโรคไตมากขึ้น ดังนั้นควรควบคุมน้ำหนักให้เหมาะสม

ด้าน ดร.ทิพย์วรรณ ปริญญาศิริ ผอ.สำนักอาหาร สำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา (อย.) กล่าวว่า อย.บังคับให้อาหารกรุบกรอบ 5 ชนิด คือ มันฝรั่งทอดหรืออบกรอบ ข้าวโพดคั่วทอดหรืออบกรอบ ข้าวเกรียบหรืออาหารขบเคี้ยวชนิดอบพอง ขนมปังกรอบ แครกเกอร์หรือบิสกิต และเวเฟอร์สอดไส้  ต้องแสดงฉลากโภชนาการแบบจีดีเอด้านหน้าซองมองเห็นได้ชัดเจน  โดยแสดงค่าพลังงาน น้ำตาล ไขมัน และโซเดียม  หลังจากบังคับใช้มา 1 ปี ตอนนี้ขยายไปยังขนมกรุบกรอบทุกชนิด รวมถึงบะหมี่กึ่งสำเร็จรูป ซุปต่าง ๆ จากเดิมมีผู้ประกอบการอยู่ในข่ายกว่า 1,000 ราย ตอนนี้คาดว่าจะกระทบผู้ประกอบการประมาณ 4,000-5,000 ราย อย่างไรก็ตามได้ขอความร่วมมือผู้ประกอบการปรับสูตรอาหารทางเลือก เช่น อาหารเค็มน้อย หวานน้อย สำหรับผู้บริโภคด้วย.

นวพรรษ บุญชาญ : รายงาน

ที่มา:  เดลินิวส์ 10 มีนาคม 2556

เจอแล้ว สาเหตุทำป่วยโรคหัวใจ ร้ายเท่าบุหรี่

dailynews121224_001อนาคต ถ้าเลือกได้ คงไม่มีใครอยากป่วย โดยเฉพาะโรคที่มีค่าใช้จ่ายในการรักษาอาการค่อนข้างสูง อย่างเช่น โรคหัวใจ แต่อย่างไรก็ดี โรคดังกล่าวนี้ ทีมวิจัยจากศูนย์การแพทย์แห่งมหาวิทยาลัยโคลอมเบีย เพิ่งพบหนึ่งสาเหตุก่อโรค ซึ่งผลการศึกษาที่ว่านี้ถือเป็นตัวช่วยในการลดความเสี่ยงป่วยโรคหัวใจในภายภาคหน้า

การวิจัยทำโดยสอบถามกลุ่มตัวอย่างเกี่ยวกับความรู้สึกเครียด กระวนกระวายใจ เช่น รู้สึกอย่างไรเมื่อเครียด เครียดบ่อยแค่ไหน สุดท้ายจะมีการให้คะแนนด้วยว่า เครียดมากหรือน้อย จากนั้นจะติดตามประเมินความเครียดของกลุ่มตัวอย่างไปเป็นเวลา 14 ปี เพื่อจับตาว่าจะเกิดโรคหัวใจหรือไม่

เมื่อเวลาผ่านไป ผลการศึกษาแสดงให้เห็นว่า กลุ่มตัวอย่างที่มีความเครียดมาก มีแนวโน้มเกิดหัวใจวายได้ร้อยละ 27 โดยอาการเครียดหนักๆ ที่เกิดขึ้นมาตลอด 14 ปีนั้น ทำลายสุขภาพหัวใจได้เทียบเท่ากับการสูบบุหรี่วันละ 5 มวน

อย่างไรก็ตาม ความเครียดยังทำให้ความดันโลหิตเพิ่มสูงขึ้น ซึ่งก็เป็นผลเสียต่อหัวใจอีกเช่นกัน เพราะความดันโลหิตที่สูงกว่า 140/90 มม.ปรอท จะทำให้เส้นเลือดแดงแข็งและตีบ นอกจากนี้ พิษภัยของความเครียดยังเป็นปัจจัยเพิ่มคอเลสเตอรอลชนิดเลว หรือ LDL ให้มากขึ้น ก่อให้เกิดไขมันอุดขวางทางเดินเลือด ดังนั้น เมื่อมีทั้งปัญหาความดันโลหิตสูงและLDLมาก ก็มีความเสี่ยงสูงที่จะเกิดอาการหัวใจวาย และโรคหลอดเลือดสมองเฉียบพลัน

แต่ทั้งนี้ทั้ง ทีมวิจัยชี้ว่า หากยิ่งแก่ ความเครียดก็จะส่งผลเสียต่อหัวใจได้มากยิ่งขึ้น แสดงให้เห็นว่า อายุ เป็นปัจจัยสำคัญของโรคหัวใจ แต่จะสำคัญอย่างไรนั้น ทีมวิจัยเตรียมจะศึกษาหาคำตอบให้ได้ในอนาคต.

ทีมเดลินิวส์ออนไลน์
takecareDD@gmail.com

 

ที่มา : เดลินิวส์ 24 ธันวาคม 2555

.

Related Article :

.

Stress, Depression Linked to Raised Stroke Risk in Seniors

People with the greatest distress had triple the risk of stroke-related death

By Barbara Bronson Gray
HealthDay Reporter

THURSDAY, Dec. 13 (HealthDay News) — Stressed out? A new study suggests that learning to deal effectively with life’s challenges may help you reduce your risk of stroke, especially as you age.

Researchers found that people over 65 with the highest levels of psychosocial distress — including depression, a negative outlook and dissatisfaction with life — had triple the risk of death from stroke as compared with those who had lower levels of stress.

“Emotions have a significant impact on health, and people know when they’re feeling stressed out,” said study author Susan Everson-Rose, an associate professor of medicine at the University of Minnesota, in Minneapolis. “It’s important that they recognize the physical impact of these psychological factors and practice relaxation techniques proactively.”

According to the U.S. Centers for Disease Control and Prevention, stroke is the fourth leading cause of death in the United States and a leading cause of long-term disability.

The researchers were interested in finding risk factors for stroke that people could actually change. Previous studies have linked depression with increased stroke risk, especially in women, but some research focusing just on women has suggested that the risk may extend beyond sadness to include situations in which people develop a negative outlook on life. The authors wanted to test the concept on a broader population with a wider set of psychological issues.

The study, published online Dec. 13 and in the January print issue of the journalStroke, used data from the 1997-1999 Chicago Health and Aging Project, research that involved interviews in participants’ homes on the south side of Chicago. The surveyors asked 4,120 black and white adults aged 65 and older questions about their symptoms of depression, perceived stress, signs of anxiety, anger, feelings of vulnerability and life satisfaction. The researchers used standardized rating scales to identify the levels of stress the participants reported.

Factors such as race, age, gender, level of education attained, stroke risk, history of chronic health conditions and medications to control blood pressure or relieve depression were identified so they would not affect the conclusions drawn from the data. Notably, race and sex did not affect stroke risk, the study authors said.

Researchers identified 151 deaths from stroke and 452 events that led to being hospitalized for a stroke. The deaths were verified by the National Death Index and the hospitalizations were based on Medicare claims from the U.S. Center for Medicare and Medicaid Services.

The study showed that increasing levels of distress are related to increased risk of both fatal and nonfatal stroke in black and white seniors. The researchers also found that stress was associated with increased risk of hemorrhagic stroke, the type caused by a brain artery bleeding, but not by ischemic stroke, which is caused by a blood clot in an artery.

Dr. Ralph Sacco, chairman of neurology at the University of Miami Miller School of Medicine, explained how stress could be related to a stroke specifically caused by bleeding. “Increased blood pressure and abnormalities in blood clotting have previously been shown to be associated with stroke,” he said.

Sacco noted that it was especially interesting that the researchers identified what is called a dose response: the most distressed participants experienced more than a twofold increased risk of stroke mortality and a 32 percent increased risk of stroke, compared with those who reported less stress.

“The study adds to the growing evidence that stress is a significant factor in cardiovascular disease and stroke,” Sacco said.

The study found a link between greater levels of distress and stroke incidence in seniors. It did not prove cause-and-effect.

More information

Learn more about how to deal with stress effectively from the American Heart Association.

SOURCES: Susan Everson-Rose, Ph.D., M.P.H., associate professor, medicine, University of Minnesota, Minneapolis; Ralph Sacco, M.D., past president, American Heart Association, and chairman, neurology, University of Miami Miller School of Medicine; Dec. 13, 2012, Stroke, online

Last Updated: Dec. 13, 2012

SOURCE : healthday.com

“โรคอะไร? คนไทยตายชั่วโมงละ 2 คน ไม่รู้ตัว..ไม่มีอาการมาก่อน !!! โดย นายแพทย์วิชัย เทียนถาวร อดีตปลัดกระทรวงสาธารณสุข

อโรคยา ปรมาลาภา” ความไม่มีโรคเป็นลาภอันประเสริฐ เป็นคำสอน เป็นคำเตือนใจ ให้ทุกผู้ทุกนาม ซึ่งเราทุกคนย่อมรู้ ย่อมเข้าใจ ว่ามันเป็นจริงดังว่า การมีสุขภาพดี เป็นลาภที่ยิ่งใหญ่กว่าเงินทอง เพชรพลอยเสียอีก ทุกคนอยากได้มัน แต่ส่วนใหญ่แล้วไม่ได้ใส่ใจอย่างที่ควรจะเป็น กล่าวคือ รู้ เข้าใจ แต่เข้าไม่ถึง รู้ทั้งรู้ก็ยังไม่ตระหนัก จึงไม่มีการพัฒนาหรือปรับเปลี่ยนดูแลสุขภาพอย่างจริงจังเท่าที่ควร

การละเลยก็เหมือนกับการ “ประมาท” โดยเฉพาะเรื่องอาหารการกิน ขี้เกียจ ไม่ยอมออกกำลังกายปล่อยอารมณ์ตามใจตัวเอง เครียดตลอดเวลา บางคนยังสร้างปัจจัยเสี่ยงให้กับตัวเอง เช่น ไม่ดูแลร่างกาย

ให้เกิดความสมดุล ปล่อยตัวตามใจปาก “จนอ้วน”สูบบุหรี่ ดื่มเหล้า และอบายมุขอื่นๆ เป็นการสร้างพฤติกรรมสุขภาพที่ผิดๆ ล้วนนำมาซึ่งโรคภัยไข้เจ็บและเป็นภัยเงียบ‚กว่า 50% ไม่รู้ตัวมาก่อน ตายเฉียบพลันได้ทันทีเมื่อมีอาการ..เป็นสิ่งที่น่ากลัวสำหรับคนที่ประมาท

“โรคกล้ามเนื้อหัวใจขาดเลือดเฉียบพลัน” หรือ Acute Coronary Syndrome หรือ Heart Attack คืออันตรายและภัยเงียบที่ผู้เขียนอ้างถึง ข้อมูลจากกรมการแพทย์ กระทรวงสาธารณสุข ระบุว่า ปัจจุบันหลอดเลือดเป็นสาเหตุการป่วยและเสียชีวิตของคนไทยสูงเป็นอันดับ 3 รองจากมะเร็งและอุบัติเหตุจราจร โดยมีผู้เสียชีวิตปีละประมาณ 18,000 ราย สาเหตุส่วนใหญ่ประมาณร้อยละ 80 เกิดมาจากกล้ามเนื้อหัวใจขาดเลือด จากปัญหาหลอดเลือดไปเลี้ยงหัวใจตีบตัน พบผู้ป่วยรายใหม่ปีละประมาณ 22,000 ราย และมีแนวโน้มเพิ่มขึ้น

การศึกษาของสมาคมแพทย์โรคหัวใจแห่งประเทศไทยในพระบรมราชูปถัมภ์ ร่วมกับสถาบันโรคทรวงอก และหน่วยงานอื่นๆ ทั่วประเทศ 17 หน่วยงาน พบว่า โรคกล้ามเนื้อหัวใจตายเฉียบพลันชนิดรุนแรง มีอัตราการตายสูงถึงร้อยละ 17 ซึ่งสูงกว่าต่างประเทศที่พบร้อยละ 7 หรือกว่า 2 เท่าตัว

 

กระทรวงสาธารณสุขยืนยันว่ามีผู้เสียชีวิตจากโรคนี้ชั่วโมงละ 2 คน ซึ่งตัวเลข 2 คนนี้ ผู้เขียนถือว่าเป็นตัวเลขที่สูง และมีความสำคัญยิ่ง เพราะคนตายมักอยู่ในวัยทำงานหาเลี้ยงครอบครัว มีคุณค่าต่อครอบครัว เพราะมันเป็นภัยเงียบ มักไม่รู้ตัวหรือมีอาการมาก่อน หากไม่ดูแลเฝ้าระวังสุขภาพ

ผู้เขียนอยากให้ทุกคนได้ปรับตัวหรือหันมาร่วมด้วยช่วยกันรณรงค์ป้องกันไม่ให้เกิดกับตัวท่าน หรือญาติพี่น้อง ช่วยกันลดอัตราการตายให้เป็นศูนย์หรือยืดอายุการเกิดโรคให้เกิดเมื่ออายุมากที่สุด ทั้งนี้ เพื่อรักษาทรัพยากรบุคคลอันมี “ค่า” เพื่อช่วยพัฒนาประเทศให้เจริญก้าวหน้ายิ่งยิ่งขึ้นไป โดยเฉพาะทรัพยากร “วัยทำงาน”

มีตัวอย่างของโรคนี้ที่เกิดขึ้นกับคนมีชื่อเสียงระดับชาติ ซึ่งผู้เขียนขออนุญาตนำมาเป็นตัวอย่าง เพื่อเป็นวิทยาทานและเป็นความรู้ คือสองพี่น้อง “ย.โย่ง” คุณเอกชัย นพจินดา และ “น้องหนู” คุณธราวุธ นพจินดา ซึ่งทั้งสองท่านเสียชีวิตด้วยโรคกล้ามเนื้อหัวใจขาดเลือดเฉียบพลัน หรือที่เราเรียกกันว่าหัวใจวาย ด้วยวัย 44 และ 56 ปี ตามลำดับ

และรายล่าสุดคือ นักร้องลูกทุ่งเจ้าของเสียงเพลง “รักสิบล้อ ต้องรอสิบโมง” คุณไพรเวศ วงศ์ธนบัตร สมาชิกสตริงคอมโบรุ่นเก๋ารอยัลสไปรท์ เสียชีวิตในวัย 65 ปี ด้วยอาการเดียวกัน

ในฐานะที่ผู้เขียนเป็นนักการแพทย์และการสาธารณสุข คิดว่าแม้เสียชีวิตเพียง 1 คน

ก็ถือว่าเป็นอัตราที่สูงแล้ว ก่อนจะเข้าสู่เรื่องของการป้องกัน ก็ขอทำความเข้าใจและให้รู้จักโรคนี้เสียก่อนว่าโรคนี้ คืออะไร มีสาเหตุเกิดจากอะไร? ปัจจัยเสี่ยงมีอะไรบ้าง? อาการและการวินิจฉัยโรค ตลอดจนการรักษาจะทำได้อย่างไรบ้าง? และหากเป็นโรคนี้แล้ว โรงพยาบาลของรัฐมีช่องทางการเตรียมพร้อมรับมืออย่างไร?

“โรคกล้ามเนื้อหัวใจขาดเลือดเฉียบพลัน” 

มีสาเหตุมาจากการตีบตัน แคบลงของหลอดเลือดแดง เนื่องจากมีไขมันและคอเลสเตอรอลไปเกาะที่ผนังของหลอดเลือด โดยผู้ป่วยจะมีอาการแสดงออกเมื่อมีการตีบตันมากกว่า 50 เปอร์เซ็นต์ขึ้นไป ในลักษณะเจ็บแน่นหน้าอกเวลาออกแรงมาก ๆ เครียด หรือหลังจากทานอาหารมื้อหนัก ส่วนมาก 75 เปอร์เซ็นต์ของผู้ป่วยจะเจ็บบริเวณกลางหน้าอก คล้ายมีอะไรบีบรัดหรือกดทับและอาจร้าวไปที่คอ กราม ไหล่ซ้าย หรืออาจมีอาการอื่นร่วมด้วย เช่น เหงื่อออก หน้ามืด อาเจียน ซึ่งอาการเจ็บดังกล่าวหากนั่งพักจะหายไปเอง 

การสะสมของไขมันในผนังหลอดเลือดเกิดขึ้นตั้งแต่ “วัยเด็ก” เป็นปื้นสีเหลืองและจะมากขึ้นเรื่อยๆ หากเรายังคงมีพฤติกรรมรับประทานอาหารที่มีไขมันและคอเลสเตอรอลสูง จึงสะสมเพิ่มจนกลายเป็นแอ่งไขมันในผนังมีเปลือกหุ้มไว้บางๆ

เมื่อเปลือกหุ้มไขมันนี้ปริแตกออกทำให้ไขมันข้างใต้ออกมาสัมผัสเม็ดเลือดแดง และจับกันเป็นกลุ่ม เกิดการอุดตันหลอดเลือดทันที ทำให้เกิดภาวะ “หัวใจขาดเลือดเฉียบพลัน”

ปัจจัยเสี่ยงที่เป็นพื้นฐานการก่อให้เกิดโรคนี้ ส่วนหนึ่งเกิดจากพฤติกรรมสุขภาพ ชอบกินของมัน ของเค็ม ไม่กินผัก ขาดการออกกำลังกาย มีภาวะอ้วนลงพุง สูบบุหรี่จัด ดื่มเหล้าหนัก มีความเครียด นอกจากนี้ยังมีความเสี่ยงในกลุ่มผู้ป่วยโรคเบาหวาน ความดันโลหิตสูง ภาวะไขมันในเลือดผิดปกติ

อย่างไรก็ตาม อาการที่น่ากลัวสำหรับโรคนี้คือ กลุ่มคนที่ไม่เคยมีอาการมาก่อน แต่มาเสียชีวิตกะทันหัน เช่น เล่นกีฬาแล้วเสียชีวิต ส่วนใหญ่เป็นผู้ชายวัยทำงานที่ร่างกายแข็งแรงดีไม่เคยมีโรค จึงต้องเฝ้าระวังเพราะคนที่มีอาการจะทราบและดูแลตัวเองดี แต่คนที่ไม่มีอาการจะไม่ค่อยสังเกตตัวเองจึงเสียชีวิตอย่างกะทันหัน

สถานการณ์ของโรค “โรคกล้ามเนื้อหัวใจขาดเลือดเฉียบพลัน” เป็นปัญหาสาธารณสุขของคนทั่วโลกรวมถึงประเทศไทย ข้อมูลจากสถาบัน

โรคทรวงอก กรมการแพทย์ กระทรวงสาธารณสุข ระบุว่า 45% ของการเสียชีวิตเฉียบพลัน เป็นอาการจากโรคหลอดเลือดหัวใจ ในขณะที่ข้อมูลของต่างประเทศพบว่า 80% มีสาเหตุจากโรคหลอดเลือดหัวใจ 15% มีสาเหตุจากกล้ามเนื้อหัวใจพิการ และหัวใจเต้นผิดจังหวะตั้งแต่เกิด และ 5% ไม่ทราบสาเหตุ

ข้อมูลจากองค์การอนามัยโลก (WHO) ในปี 2553 มีผู้เสียชีวิตจากโรคหลอดเลือดหัวใจเป็นจำนวนถึง 7.2 ล้านคน หรือคิดเป็น 12.2% ของสาเหตุการตายทั้งหมดในคนไทยอัตราตายจากโรคหัวใจและหลอดเลือด ความดันโลหิตสูง และหลอดเลือดสมอง พบประมาณปีละ 37,000 ราย อัตราการนอนในโรงพยาบาลของผู้ป่วยโรคหัวใจ ต้องการเตียงเฉลี่ยวันละ 1,185 คน โดยเป็นกล้ามเนื้อหัวใจขาดเลือดวันละ 470 คน เสียชีวิตชั่วโมงละ 2 คน

การเสียชีวิตเฉียบพลันจากโรคหัวใจ (Sudden Cardiac Death) คือการเสียชีวิตที่เกิดขึ้นภายใน 1 ชั่วโมง หลังจากเกิดอาการของโรคหัวใจ เช่น อาการแน่นหน้าอก หอบเหนื่อย ใจสั่น ประมาณครึ่งหนึ่งจะเสียชีวิตแบบเฉียบพลัน พบอุบัติการณ์สูงขึ้นในผู้สูงอายุและในรายที่เป็นโรคหัวใจ และพบว่าครึ่งหนึ่งของผู้เสียชีวิตเฉียบพลันจากโรคหัวใจที่ไม่เคยมีอาการมาก่อน 

สำหรับผู้ป่วยโรคกล้ามเนื้อหัวใจขาดเลือดเฉียบพลัน จะมีอัตราเสียชีวิตสูงกว่าผู้อื่นประมาณ 4-6 เท่า

อาการสำคัญที่ควรต้องรู้จักและสังเกตให้ได้คือ อาการแน่นหน้าอกที่รุนแรงเหมือนมีของหนักทับ เหงื่อออก ใจสั่น ปวดร้าวไปกรามลามไปสะบักหลังหรือแขนซ้าย จุกคอหอย บางรายอาจจุกลิ้นปี่คล้ายโรคกระเพาะอาหาร หรือกรดไหลย้อน เหนื่อยง่ายขณะออกแรง เป็นลมหมดสติ ในรายที่รุนแรงมีโอกาสเสียชีวิตทันที ได้ประมาณร้อยละ 30-40 ดังนั้น

จึงจำเป็นต้องได้รับการตรวจวินิจฉัย โดยรวดเร็ว ถูกต้องและทันเวลา…ถ้าหากท่านมีอาการดังกล่าวให้รีบไปโรงพยาบาลที่ใกล้บ้านที่สุด

การตรวจวินิจฉัย : ต้องตรวจด้วยเครื่องไฟฟ้า (EKG) เท่านั้น และเมื่อพบระบบคลื่นหัวใจผิดปกติ ชนิด ST elevation “แพทย์” เร่งด่วน จะตัดสินใจให้การรักษาที่เหมาะสม ทั้งนี้

การรักษาทำได้ 3 วิธีคือ
1)การให้ยาละลายลิ่มเลือด
2)การใช้ลูกโป่งขยายหลอดเลือด (Balloon)
3) การผ่าตัดเบี่ยงทางเดินหลอดเลือด (By pass)

สำหรับผลการรักษาผู้ป่วย จะดีขึ้นเร็ว ช้า ดีมาก ดีน้อย แค่ไหน? ขึ้นอยู่กับพยาธิสภาพของหลอดเลือดผู้ป่วย ระยะเวลาที่ผู้ป่วยมาพบหมอ รวมถึงสถานพยาบาลที่ให้บริการที่มีความพร้อมอยู่เสมอ เพื่อให้ได้การรักษาที่ดี ผู้ป่วยจะต้องได้รับการรักษาภายใน 12 ชั่วโมง หลังจากเริ่มมีอาการเจ็บหน้าอก

และการให้ยาละลายลิ่มเลือดควรได้รับภายใน 30 นาที ส่วนการใส่บัลลูน ควรจะใส่ภายใน 90 นาที ผู้ป่วยจะปลอดภัย และผลการรักษาจะดีที่สุด นั่นคือ “รอดตาย” หายป่วยและพอจะปฏิบัติงานได้ตามปกติประจำวัน

ทั้งหมดนี้ ผู้เขียนต้องการให้ “พวกเรา” ได้รู้จักโรค อาการสำคัญของโรค และการรักษา ทั้งนี้เพื่อให้เกิดความตระหนัก แต่ไม่ให้ตระหนก หรือ “กลัว” เพราะเราสามารถป้องกันได้ โดยใช้หลักการ “ปิงปองจราจรชีวิต 7 สี” คือ สีขาว สีเขียวเข้ม
สีเขียวอ่อน สีเหลือง สีส้ม สีแดง และสีดำ

ในการดูแลสุขภาพป้องกันเบาหวาน ความดันโลหิตสูง ด้วย “3 อ.”
คือ กินอาหารให้ครบ 5 หมู่ ลดหวาน มัน เค็ม ออกกำลังกายเป็นนิจ วันละ 30 นาที อาทิตย์ละอย่างน้อย 3 วัน สร้างอารมณ์ให้เบิกบาน แจ่มใสอยู่เสมอ ไม่เครียด ลดอ้วน เลิกเหล้า บุหรี่ ทั้งหมด

สีขาว คนปกติ ความดันอยู่ที่ 120/80 น้ำตาล <100mg/dl ใช้ “3 อ.” ต่อเนื่องจะไม่เป็น
สีเขียวอ่อน (กลุ่มเสี่ยง)
สีเหลือง (ป่วยระดับ 1)
สีส้ม (ป่วยระดับ 2)
สีแดง (ป่วยระดับ 3)
สำหรับคนที่ป่วยระดับรุนแรงมาก สีแดง (ระดับ 3) เป็นโรคความดัน>180/120 mgh เบาหวาน รุนแรง > 183mg/dl ซึ่งกินยาคุมอาการตามแพทย์สั่ง รณรงค์ให้ใช้ “3 อ.” เต็มที่อย่างต่อเนื่อง จะลดเป็นสีส้ม สีเหลือง สีเขียวอ่อน สีเขียวเข้ม (ปกติ กินยาคุมอาการ)

อย่างไรก็ตาม ในกรณีเกิดโรคแทรกซ้อน (สีดำ) เป็นโรคกล้ามเนื้อหัวใจขาดเลือดแล้ว สถานบริการสาธารณสุขทุกจังหวัด ทุกอำเภอ มีระบบบริการช่องทางด่วน เรียกว่า “Stemi fast track” ไว้คอยบริการเพื่อให้การช่วยเหลืออย่างทันท่วงทีผ่านระบบสายด่วน

“1669” ซึ่งนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีกระทรวงสาธารณสุขให้ความสำคัญกับเรื่องนี้เป็นอย่างมาก ทั้งนี้มุ่งหวังเพื่อช่วยเหลือชีวิตให้รอดปลอดภัยจากโรคดังกล่าว

ขอเชิญชวนให้แพทย์ พยาบาล เจ้าหน้าที่สาธารณสุข อสม. และคนไทยทั่วประเทศได้ร่วมกันรณรงค์เพื่อสร้างความตระหนักใส่ใจในการดูแลสุขภาพด้วย “3 อ.” ซึ่งเป็นวัคซีนชีวิตและยาวิเศษ อย่างจริงจัง สม่ำเสมอ ต่อเนื่อง คนที่อ้วนอยู่ก็ขอให้ลดน้ำหนัก คนสูบบุหรี่ กินเหล้า ก็ขอให้เลิกเสีย จะได้ห่างไกลโรคนี้ อยากให้เราช่วยกันตั้งเป้าหมาย และมุ่งมั่นร่วมกันสู่กันทำสู่ความสำเร็จ

ขอให้ลดการตายจากโรคนี้ชั่วโมงละ 2 คน เป็น 1 คน หรือเป็น “0” เพื่อคนไทย อายุยืน ไม่ต้องเจ็บตัว ไม่ต้องผ่าตัด ลดค่าใช้จ่ายที่ต้องสูญเสียไป ซึ่งปี 2551 สำนักนโยบายและยุทธศาสตร์ประมาณการค่าใช้จ่ายโรคหัวใจสูงถึง 155,000 ล้านบาท หากเราช่วยกัน ชาติจะประหยัดงบประมาณได้ และนำ

งบประมาณส่วนนั้นไปพัฒนาคุณภาพชีวิตของเราต่อไป

และทุกอย่างจะเกิดขึ้นและสำเร็จได้ก็ด้วย “มือเราเอง”..สุขภาพของเราไม่ได้อยู่ในมือของใคร แต่อยู่ใน “มือของท่าน” เอง…นะครับ

 

 

ที่มา: มติชน 27 กันยายน 2555

สลายลิ่มเลือดหัวใจ..ป้องกันหัวใจวาย

ฉบับที่แล้วนำเสนอเรื่องราวเกี่ยวกับภาวะไฟฟ้าหัวใจพลิ้ว ซึ่งเป็นหนึ่งในสาเหตุการเกิดภาวะหัวใจวาย ฉบับนี้ยังมีเรื่องราวเกี่ยวกับภาวะหัวใจมาฝากกันอีก..ติดตามกันได้เลย

การสลายลิ่มเลือดหัวใจเพื่อป้องกันหัวใจวาย

การคลายหรือสลายการอุดตันในปัจจุบันเป็นการรักษาที่มีประโยชน์มาก โดยเมื่อมีเลือดไปเลี้ยงกล้ามเนื้อหัวใจได้อีกครั้ง ก็จะทำให้กล้ามเนื้อกลับมาบีบตัวได้ตามปกติ และโอกาสที่จะเสียชีวิตหรือเกิดภาวะหัวใจล้มเหลวก็ลดลง

การคลายหรือสลายการอุดตันนั้น แพทย์มีวิธีการหลายแบบตามความเหมาะสมกับคนไข้แต่ละคน โดยที่มีการใช้ยาละลายลิ่มเลือด และการขยายหลอดเลือดหัวใจด้วยลูกโป่งเป็นการรักษาที่สำคัญ โดยธรรมชาติแล้วภาวะอุดตันโดยลิ่มเลือดในหลอดเลือดโคโรนารีนั้น สามารถคลายตัวได้เองจากสารละลายลิ่มเลือดโดยธรรมชาติ แต่มักจะเกิดขึ้นได้ช้าและไม่ต่อเนื่อง กล่าวคือยังมีการอุดตันซ้ำใหม่เป็น ๆ หาย ๆ ได้มาก และกล้ามเนื้อหัวใจตายเพิ่มทุกครั้งที่มีการอุดตันซ้ำใหม่ และโอกาสที่ผู้ป่วยจะเสียชีวิตก็มีมากขึ้น การใช้ยาเพื่อละลายลิ่มเลือดจึงนับว่าเป็นการรักษาที่สำคัญ โดยที่ยาละลายลิ่มเลือดจะทำให้หลอดเลือดโคโรนารีคลายการอุดตันได้เร็วขึ้นมาก ส่งผลให้ผู้ป่วยมีอาการดีขึ้น (เจ็บแน่นหน้าอก หายใจลำบาก) หัวใจสามารถกลับมาบีบตัวได้ดีขึ้นและมีโอกาสรอดชีวิตมากขึ้น เมื่อเทียบกับการไม่ใช้ยา

ยาละลายลิ่มเลือดจะให้ผลการรักษาดีมากที่สุดในผู้ป่วย ซึ่งทำให้มีอาการดีขึ้นและมีโอกาสรอดชีวิตมากขึ้น หากสามารถให้ยาได้ในช่วงเวลาที่กล้ามเนื้อหัวใจยังไม่ตายหมดก็คือในช่วง 6 ชั่วโมงแรก (โดยเฉพาะช่วง 1-2 ชั่วโมงแรกจะเป็นช่วงที่ได้ประโยชน์มากที่สุด) เพราะเป็นช่วงที่มีอัตราการตายของกล้ามเนื้อหัวใจเกิดขึ้นได้เร็ว โดยสามารถลดอัตราการตายได้มากกว่าร้อยละ 50 ในช่วงแรก ๆ หลังจากที่มีอาการของภาวะหลอดเลือดโคโรนารีอุดตัน และผลการลดอัตราการตายก็จะลดลงเมื่อเวลาผ่านไป และประโยชน์จะได้น้อยมากเมื่อเวลาผ่านมากเกินกว่า 12 ชั่วโมง ดังนั้นในทุกชั่วโมงที่ผ่านไปมีค่า ไม่ใช่ว่าสามารถรอได้ถึง 6 หรือ 12 ชั่วโมงถึงจะให้รักษาก็ได้ ควรให้การรักษาให้เร็วที่สุดที่จะทำได้ เพื่อผลที่ดีที่สุด

ผู้ป่วยบางรายที่มีข้อจำกัดหรือข้อห้ามในการใช้ยาละลายลิ่มเลือด ก็ไม่สามารถใช้ยาดังกล่าวได้ แต่ถ้าอยู่ในโรงพยาบาลที่มีห้องปฏิบัติการสวนหัวใจหรือห้องแคทแล็บ ก็มีทางเลือกอีกทางคือการขยายหลอดเลือดหัวใจโคโรนารีด้วยลูกโป่ง ซึ่งก็มีผลการรักษาได้ดีไม่ด้อยไปกว่าการใช้ยาละลายลิ่มเลือด โดยที่อัตราการตายและอัตราการเจ็บป่วยซ้ำใหม่จะลดลงไปในทางเดียวกัน รวมไปถึงอัตราการเกิดภาวะหัวใจล้มเหลวก็จะลดลงด้วย

จะเห็นได้ว่า 6 ชั่วโมงแรกหลังจากที่มีการอุดตันหรือจากที่ผู้ป่วยมีอาการมีความสำคัญมาก เพราะเป็นช่วงเวลาที่มีความเสี่ยงที่จะเสียชีวิตสูงและเป็นช่วงที่จะได้รับประโยชน์จากการรักษา แพทย์จะต้องดูแลเฝ้าระวังจังหวะการเต้นและการทำงานของหัวใจ ภายในสถานที่สามารถแก้ไขภาวะวิกฤติทางหัวใจได้คือ ห้องซีซียู หรือ ไอซียู ความเสี่ยงหรืออันตรายที่พบได้ในช่วงนี้และน่ากลัวมากที่สุดคือการเกิดภาวะหัวใจไฟฟ้าพลิ้วและหัวใจหยุดนิ่งจนผู้ป่วยเสียชีวิต และประโยชน์ที่จะได้นอกเหนือไปจากการรักษาภาวะหัวใจไฟฟ้าพลิ้วที่อาจจะเกิดขึ้นแล้ว ยังเป็นช่วงโอกาสทองที่จะลดอัตราการตายของกล้ามเนื้อหัวใจด้วยการรักษาคลายการอุดตันของหลอดเลือดโคโรนารี

ข้อแนะนำสำหรับผู้ป่วยและผู้ที่ยังไม่ป่วยแต่มีโอกาสสูงที่จะป่วยเป็นโรคนี้คือ ความจำเป็นที่จะต้องมาพบแพทย์เมื่อมีอาการอันสงสัยได้ว่าจะมีภาวะหลอดเลือดหัวใจโคโรนารีอุดตัน อาการดังกล่าวก็คืออาการเจ็บแน่นหน้าอกเมื่อขณะไม่ได้มีการออกกำลังหรืออยู่เฉย ๆ ที่เป็นเวลานานกว่า 30 นาที ในคนที่รู้ว่าเป็นโรคหลอดเลือดหัวใจโคโรนารีตีบตันมาก่อนก็คือการที่อาการดังกล่าวไม่ดีขึ้นหลังจากที่อมยาไนโตรกลีเซอลีนไปแล้ว 2-3 ครั้งแล้ว ก็ควรระลึกว่าหลอดเลือดหัวใจที่เคยตีบอยู่อาจจะอุดตันเพิ่มขึ้น และ ผู้ที่เป็นโรคหรือผู้ที่ยังไม่ได้เป็นโรคแต่มีปัจจัยเสี่ยงเมื่อมีอาการดังกล่าวจะต้องรีบไปที่ห้องฉุกเฉินของโรงพยาบาลที่อยู่ใกล้ที่สุด เพื่อจะได้รับการวินิจฉัยที่ถูกต้องและการดูแลต่อเนื่องที่เหมาะสม

ในอีก 10 ปีข้างหน้าเป็นที่คาดกันว่าจะมีผู้ป่วยหัวใจวายเพิ่มมากขึ้น ด้วยเพราะประชากรไทยที่มีจำนวนมากขึ้น เสียชีวิตจากโรคอื่นน้อยลง มีอาหารการกินที่อุดมสมบูรณ์ดี ความชุกของปัจจัยเสี่ยงที่ก่อให้เกิดโรคมีมากขึ้น อันได้แก่ ระดับน้ำตาล (โรคเบาหวาน) ระดับไขมันในเลือด และระดับความดันโลหิต ที่สูงขึ้นตามลำดับ บวกกับจำนวนประชากรที่สูบบุหรี่ยังคงมีอยู่สูงอย่างต่อเนื่อง จึงจำเป็นต้องมีการรณรงค์ให้ความรู้แก่ผู้ที่มีโอกาสเกิดโรค และเมื่อโรคเกิดสามารถผ่อนหนักให้เป็นเบาได้

จึงขอสรุปเรื่องราวเกี่ยวกับภาวะหัวใจวายได้ว่า คือการหยุดทำงานของหัวใจและผู้ป่วยเสียชีวิต สาเหตุหลักของหัวใจวายในปัจจุบันคือการมีลิ่มเลือดอุดตันฉับพลันในหลอดเลือดโคโรนารี ทำให้เกิดภาวะหัวใจไฟฟ้าพลิ้วเสียชีวิตฉับพลันได้ หรือเกิดการตายของกล้ามเนื้อหัวใจอย่างต่อเนื่องจนไม่มีประสิทธิภาพในการบีบตัว และผู้ป่วยเสียชีวิตจากภาวะหัวใจล้มเหลวในเวลาต่อมา ระยะ 6 ชั่วโมงแรกหลังจากที่มีอาการแน่นหน้าอกเป็นระยะเวลาที่สำคัญ เพราะเป็นช่วงที่จะมีอันตรายจากภาวะหัวใจพลิ้วได้บ่อย และเป็นช่วงที่มีอัตราการตายของกล้ามเนื้อเกิดขึ้นได้เร็ว เป็นช่วงที่ผู้ป่วยจะได้รับประโยชน์จากการดูแลรักษาในห้องซีซียู และจากการรักษาเพื่อสลายการอุดตันซึ่งมีการใช้ยาและการขยายหลอดเลือดด้วยลูกโป่งเป็นหลัก.

รศ.นพ.สรณ บุญใบชัยพฤกษ์
หน่วยหัวใจ ภาควิชาอายุรศาสตร์
คณะแพทยศาสตร์โรงพยาบาลรามาธิบดี มหาวิทยาลัยมหิดล

 

ที่มา: เดลินิวส์ 7 เมษายน 2555