หัวใจวาย…ทำอย่างไรดี

หัวใจวาย คือภาวะที่หัวใจหยุดทำงานและผู้ป่วยเสียชีวิต ซึ่งอาจเกิดฉับพลันทันทีหรือค่อยเป็นค่อยไป สาเหตุหนึ่งที่สำคัญที่ทำให้หัวใจหยุดทำงานคือการที่หลอดเลือดหัวใจอุดตัน(เกิดลิ่มเลือดไปอุด) และไม่มีเลือดส่งไปเลี้ยงกล้ามเนื้อหัวใจ ทำให้เซลล์กล้ามเนื้อหัวใจตาย ส่งผลทำให้เกิดภาวะไฟฟ้าหัวใจพลิ้ว หรือหัวใจเสียการบีบตัวไม่สามารถทำหน้าที่ที่เป็นเสมือนปั๊มน้ำได้ จนผู้ป่วยเสียชีวิต

การที่เกิดภาวะหลอดเลือดหัวใจอุดตันจากลิ่มเลือดนั้น ถึงแม้ผู้ป่วยส่วนใหญ่จะไม่เกิดผลร้ายมากนักนอกเหนือไปจากอาการแน่นหน้าอกที่เป็นเวลานาน แต่บ่อยครั้งก็ทำให้ผู้ป่วยเสียชีวิต ส่วนหนึ่งก็จะเสียชีวิตฉับพลันทันที ก่อนที่จะได้พบแพทย์ และถึงไม่เสียชีวิตก็อาจทำให้เกิดภาวะกล้ามเนื้อหัวใจอ่อนแรงและหัวใจล้มเหลวตามมาได้ ข้อที่น่าสังเกตคือ ผู้ที่มีการอุดตันเกิดขึ้นฉับพลันมักเป็นผู้ที่ไม่เคยมีความเจ็บป่วยร้ายแรงเกิดขึ้นมาก่อน ส่วนใหญ่ก็ไม่เคยมีอาการเจ็บแน่นหน้าอกเล็ก ๆ น้อย ๆ นำมาเลย

เมื่อมาพบแพทย์ แพทย์จะช่วยลดภาวะการเจ็บป่วยจากอาการแน่นหน้าอก หายใจไม่ออก และสิ่งที่สำคัญที่สุดคือการลดโอกาสที่ผู้ป่วยจะเสียชีวิต และสิ่งที่จะช่วยลดอัตราการตายของผู้ป่วยกลุ่มนี้ได้ดีคือ การเฝ้าระวังและแก้ไขภาวะไฟฟ้าหัวใจพลิ้ว และการแก้ไขภาวะลิ่มเลือดอุดตันหลอดเลือดหัวใจ

อันตรายที่เกิดขึ้น เนื่องด้วยหัวใจเป็นอวัยวะที่มีเซลล์กล้ามเนื้อ ซึ่งต้องการออกซิเจนและสารอาหารจากเลือดที่ไปเลี้ยงผ่านหลอดเลือดหัวใจโคโรนารี กล้ามเนื้อหัวใจจะบีบตัวตามการกระตุ้นของกระแสไฟฟ้าภายในหัวใจ ซึ่งจะแผ่ไปในทางเดียวกันและก่อให้เกิดการบีบตัวพร้อมกันของทุกเซลล์เพื่อประสิทธิภาพในการผลักส่งเลือด ดังนั้นเมื่อมีภาวะหลอดเลือดโคโรนารีอุดตันก็อาจส่งผลให้เกิดความผิดปกติในการบีบตัวส่งเลือดและภาวะไฟฟ้าของหัวใจสิ่งที่จะทำให้หัวใจวายและผู้ป่วยเสียชีวิตคือภาวะไฟฟ้าหัวใจพลิ้วและการบีบตัวที่ไม่มีประสิทธิภาพ

ภาวะไฟฟ้าหัวใจพลิ้ว” คือการที่กระแสไฟฟ้าในหัวใจไม่ได้แผ่ไปในทางเดียวกัน แต่แตกกระซ่านเซ็นไปในทุกระยะทาง ทำให้ไม่มีการบีบตัวเป็นอันหนึ่งอันเดียวกัน จนหัวใจไม่สามารถสูบฉีดเลือดออกไปได้ (ซึ่งถือเป็นภาวะหัวใจเต้นผิดจังหวะชนิดหนึ่งซึ่งรุนแรง) บางครั้งภาวะไฟฟ้าหัวใจพลิ้วเกิดเป็นช่วงสั้น ๆ และหายไปได้เอง แต่บ่อยครั้งที่ไม่หายไปเองหัวใจก็จะหยุดแน่นิ่งและผู้ป่วยเสียชีวิต ภาวะนี้เกิดขึ้นได้ในขณะที่กล้ามเนื้อหัวใจกำลังขาดเลือดและเซลล์กำลังตาย โดยจะพบได้บ่อยในช่วง 6 ชั่วโมงแรกของของการเกิดภาวะอุดตันของหลอดเลือดหัวใจ แต่ก็อาจเกิดได้หลัง 24 ชั่วโมงไปแล้วก็ได้

ถึงแม้ว่าผู้ป่วยที่มีภาวะหลอดเลือดหัวใจอุดตัน กล้ามเนื้อหัวใจตาย ไม่เกิดภาวะไฟฟ้าหัวใจพลิ้ว ก็ยังคงเกิดการตายของกล้ามเนื้อหัวใจอย่างต่อเนื่อง จนกล้ามเนื้อหัวใจตายไปมาก และกล้ามเนื้อที่เหลืออยู่ไม่สามารถสูบฉีดเลือดได้อย่างมีประสิทธิภาพ ประมาณว่าถ้ากล้ามเนื้อหัวใจห้องล่างซ้ายซึ่งเป็นห้องสำคัญตายไปมากกว่าร้อยละ 40 หัวใจก็ไม่สามารถสูบฉีดเลือดได้พอเพียงกับความต้องการของร่างกาย ทำให้เกิดภาวะน้ำท่วมปอด ความดันตก และภาวะช็อกจนเสียชีวิตตามมา ผู้ป่วยบางรายที่รอดชีวิตได้แต่มีการทำงานของหัวใจลดลง ไม่สามารถบีบตัวได้ดีเหมือนเดิม ก็จะมีภาวะหัวใจล้มเหลว จะมีอาการเหนื่อยเมื่อมีการออกกำลัง การตายอย่างต่อเนื่องของกล้ามเนื้อหัวใจนี้จะเกิดได้เร็วมากในช่วงแรก ๆ ของการอุดตัน ซึ่งถ้าแก้ไขภาวะการอุดตันของหลอดเลือดได้ก็จะทำให้การรอดตายของกล้ามเนื้อมีมากขึ้นและทำให้โอกาสที่จะทำให้เกิดภาวะหัวใจล้มเหลว และผู้ป่วยเสียชีวิตลดลง กล้ามเนื้อหัวใจที่หลอดเลือดอุดตันไปเลี้ยงนั้นจะตายเกือบหมดถ้าหลอดเลือดอุดตันมากกว่า 6 ชั่วโมงไปแล้ว

การรักษาเมื่อเกิดภาวะไฟฟ้าหัวใจพลิ้วอันเนื่องมาจากภาวะหลอดเลือดหัวใจอุดตันเฉียบพลันนั้นจะต้องใช้กระแสไฟฟ้าช็อตหัวใจเป็นสำคัญ โดยมีหลักคิดทางวิทยาศาสตร์คือภาวะไฟฟ้าหัวใจพลิ้วเป็นความผิดปกติทางไฟฟ้าหัวใจ และถ้าใช้กระแสไฟฟ้าช็อตหัวใจแล้วเซลล์ทุกเซลล์ในหัวใจก็จะถูกกระตุ้นพร้อมกันหมดและหยุดพลิ้ว เซลล์กระแสไฟฟ้าตัวนำปกติจะกลับมาทำงานก่อนเซลล์อื่น ๆ ซึ่งก็จะชี้นำให้การกระตุ้นไฟฟ้าไปในทางเดียวกันจนหัวใจบีบตัวได้อย่างมีประสิทธิภาพอีกครั้ง การช็อตหัวใจด้วยกระแสไฟฟ้านี้จะต้องใช้เครื่องช็อตที่คล้ายกับกระแสไฟบ้าน ซึ่งเครื่องที่มีใช้อยู่ทั่วไปในปัจจุบันเป็นการช็อตหัวใจผ่านผนังและกล้ามเนื้อหน้าอก ทำให้เมื่อใช้กระแสไฟฟ้ากระตุ้น กล้ามเนื้อหน้าอกและร่างกายส่วนบนก็จะถูกกระตุ้นทางไฟฟ้าเกิดการกระตุกไปทั่ว ดังที่คงเคยเห็นในภาพยนตร์ การรักษานี้เป็นการรักษาที่มีประสิทธิภาพสูงและได้ประโยชน์มาก

ภาวะไฟฟ้าหัวใจพลิ้วนี้อาจเกิดขึ้นก่อนที่ผู้ป่วยจะมาถึงโรงพยาบาล แต่ถ้าสามารถพาผู้ป่วยไปถึงห้องฉุกเฉินได้ทันเวลา หรือถ้ามีรถพยาบาลที่มีเครื่องช็อตไฟฟ้าหัวใจไปถึงได้เร็วพอ ก็สามารถช่วยให้ผู้ป่วยรอดตายได้ด้วยการช็อตหัวใจด้วยกระแสไฟฟ้า แต่ถ้ารอนานเกินไป (มากกว่า 15 นาทีหลังหมดสติ) ก็อาจไม่สามารถช่วยชีวิตคนไข้ได้ หรือในบางรายหัวใจหยุดนิ่งไปนานไม่มีเลือดไปเลี้ยงสมอง ถึงแม้หัวใจถูกกระตุกกลับมาได้และสามารถกลับมาบีบตัวได้เหมือนเดิม แต่สมองขาดเลือดไปเลี้ยงเสียนานก็ทำให้ผู้ป่วยไม่ฟื้นหรือไม่ตื่นเพราะเกิดภาวะเซลล์สมองตาย หรือที่เรียกว่าเป็นเจ้าหญิงหรือเจ้าชายนิทรา

ใน 6 ชั่วโมงแรกนอกจากเป็นช่วงเวลาที่อาจเกิดภาวะไฟฟ้าหัวใจพลิ้วแล้ว ยังเป็นช่วงที่มีความสำคัญคือเป็นช่วงที่จะมีการตายของกล้ามเนื้อหัวใจอย่างต่อเนื่องซึ่งมักจะตายหมดภายใน 6 ชั่วโมง จำนวนหรือปริมาณของกล้ามเนื้อหัวใจที่ตายมีความสัมพันธ์กับอัตราการเสียชีวิตและอัตราการเกิดภาวะหัวใจล้มเหลวของผู้ที่มีภาวะหลอดเลือดหัวใจอุดตัน ซึ่งถ้ามีกล้ามเนื้อตายมากก็จะมีความสามารถในการบีบตัวลดลง โอกาสที่จะเสียชีวิตหรือโอกาสที่จะเกิดภาวะหัวใจล้มเหลวก็จะมากขึ้น ภาวะหัวใจล้มเหลวก็จะทำให้ผู้ที่รอดชีวิตมีอาการเหนื่อยง่าย ไม่มีแรง นอนราบไม่ได้ ไม่สามารถปฏิบัติภารกิจประจำวันได้ตามปกติ

การตายของกล้ามเนื้อหัวใจสามารถถูกจำกัดให้มีจำนวนหรือปริมาณน้อยลงได้ด้วยการคลายการอุดตันที่เกิดจากลิ่มเลือด ความสามารถในการคลายการอุดตันของหลอดเลือด (ซึ่งช่วยให้รอดชีวิตและช่วยลดอุบัติการณ์การเกิดภาวะหัวใจล้มเหลว) ขึ้นอยู่กับระยะเวลาของการอุดตันและวิธีการคลายการอุดตัน จะได้ผลดีมากภายในช่วง 6 ชั่วโมงแรกหลังจากที่มีอาการแน่นหน้าอก (คือปริมาณการตายของกล้ามเนื้อหัวใจลดลงได้มาก อัตราของการกลับมาทำงานของหัวใจจะดีขึ้น และโอกาสที่จะเสียชีวิตน้อยลง) ผลเหล่านี้จะได้ดีที่สุดถ้าสามารถทำได้ในระยะเวลา 1-2 ชั่วโมงแรก เพราะการตายของกล้ามเนื้อจะเกิดขึ้นเร็วมากในช่วงแรกและช้าลงตามลำดับ

อย่างไรก็ตามการตายของกล้ามเนื้อยังขึ้นอยู่กับภาวะต้องการออกซิเจนในช่วงที่เกิดการอุดตัน และภาวะการได้เลือดอ้อมมาเลี้ยงจากหลอดเลือดเส้นอื่น (กล้ามเนื้อหัวใจมีช่องทางเล็กๆ หรือหลอดเลือดฝอยส่งต่อข้ามถึงกันระหว่างหลอดเลือดโคโรนารี) ถ้ามีการทำงานของหัวใจมาก (โดยวัดจากอัตราการเต้นต่อนาทีและความดันเลือด) ก็จะต้องการออกซิเจนมากและเกิดการตายได้เร็วและมาก ถ้าการทำงานยังไม่มากนักก็จะใช้เวลาในการตายช้าลง ถึงแม้คนส่วนใหญ่กล้ามเนื้อมักจะตายหมดภายใน 6 ชั่วโมง แต่ก็มีคนบางกลุ่มซึ่งการตายของกล้ามเนื้อหัวใจอาจจะใช้เวลานานขึ้น ซึ่งอาจจะเป็น 12 ชั่วโมงได้ เพราะมีการทำงานที่น้อยลงและพอจะมีเลือดอ้อมมาเลี้ยงจากหลอดเลือดฝอย และตราบใดที่ยังมีอาการแน่นหน้าอกอยู่ก็ยังจะได้ประโยชน์จากการรักษาเพื่อคลายการอุดตันของหลอดเลือดหัวใจ.

 

ที่มา: เดลินิวส์ 31 มีนาคม 2555

Advertisements

ชี้ใจเป็นทุกข์เพิ่มเสี่ยงหัวใจวาย

นักวิจัยของคณะแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยฮาร์วาร์ด พบว่า คนที่สูญเสียญาติสนิทมิตรสหาย มีความเสี่ยงที่จะเกิดอาการหัวใจวายเพิ่มขึ้นมาก ในช่วงหลายวันหรือหลายสัปดาห์ของห้วงเวลาที่รู้สึกโศกเศร้านั้น

งานวิจัยซึ่งตีพิมพ์ในวารสาร Circulation: Journal of the American Heart Association นี้ระบุว่า ภายในช่วงเวลา 1 วันของการเสียชีวิตของสมาชิกในครอบครัว ผู้สูญเสียมีความเสี่ยงดังกล่าวเพิ่มขึ้นถึง 21 เท่า และเพิ่มขึ้น 6 เท่าในช่วงสัปดาห์แรก จากนั้นปัจจัยเสี่ยงนี้จะค่อยๆ ลดลงในช่วงเวลา 1 เดือน จนกระทั่งกลับคืนสู่ภาวะปกติ

“บุคลากรทางการแพทย์ และตัวผู้สูญเสียเอง ควรตระหนักว่า คนเหล่านี้อยู่ในช่วงเวลาที่มีความเสี่ยงเพิ่มขึ้นหลังจากได้ทราบข่าวร้าย” แพทย์โรคหัวใจ เมอร์เรย์ มิตเทิลแมน กล่าว

มิตเทิลแมนกับคณะได้สัมภาษณ์ผู้รอดชีวิตจากอาการหัวใจวายจำนวน 1,985 ราย โดยถามถึงสถานการณ์ในช่วงที่เกิดอาการ และถามว่ามีคนใกล้ชิดเสียชีวิตในช่วง 12 เดือนที่ผ่านมาหรือไม่

จากนั้นนักวิจัยได้คำนวณความเสี่ยงนี้ เปรียบเทียบกันระหว่างจำนวนคนไข้ที่ได้สูญเสียบุคคลอันเป็นที่รักในช่วง 1 สัปดาห์ก่อนเกิดอาการ กับจำนวนคนไข้ที่ได้สูญเสียคนใกล้ชิดในช่วง 1-6 เดือนก่อนหัวใจวาย พบว่า จำนวนของคนที่เกิดอาการได้พุ่งสูงขึ้นในช่วงวันแรกๆ ภายหลังมรณกรรมของคนที่รัก และยังคงสูงกว่าปกติเมื่อเวลาผ่านไป 1 เดือน ความเศร้าโศกทำให้เกิดความเครียดทางจิตใจ ซึ่งจะเพิ่มอัตราการเต้นของหัวใจและความดันโลหิต ซึ่งเพิ่มความเสี่ยงที่จะเกิดอาการหัวใจวาย
นอกจากนี้ คนที่เศร้าโศกยังทานอาหารไม่ลง นอนไม่หลับ และไม่สนใจที่จะกินยา ซึ่งล้วนส่งผลเสียต่อการทำงานของหัวใจ นักวิจัยร่วม เอลิซาเบธ มอสตอฟสกี บอกว่า เพื่อนๆ และคนในครอบครัวควรช่วยกันปลอบประโลมผู้สูญเสีย เพื่อป้องกันอาการหัวใจวาย เช่น แน่นหน้าอก, ปวดท้อง, หายใจหอบ, คลื่นไส้, เวียนหัว.

 

ที่มา: ไทยโพสต์ 7 กุมภาพันธ์ 2555

 

 

Related link:

 

Grief Over Losing Loved One Linked to Higher Heart Attack Risks

ScienceDaily (Jan. 9, 2012) — Your risk of heart attack may increase during the days and weeks after the death of a close loved one, according to research reported in Circulation: Journal of the American Heart Association.

A study of 1,985 adult heart attack survivors showed that after a significant person’s death, heart attack risks:

  • Increased to 21 times higher than normal within the first day.
  • Were almost six times higher than normal within the first week.
  • Continued to decline steadily over the first month.

“Caretakers, healthcare providers, and the bereaved themselves need to recognize they are in a period of heightened risk in the days and weeks after hearing of someone close dying,” said Murray Mittleman, M.D., Dr.P.H., a preventive cardiologist and epidemiologist at Harvard Medical School’s Beth Israel Deaconess Medical Center and School of Public Health’s epidemiology department in Boston, Mass.

Researchers also found that the increased risk of heart attack within the first week after the loss of a significant person ranges from one per 320 people with a high heart attack risk to one per 1,394 people with a low heart attack risk.

The study is first to focus on heart attack risk during the first few days and weeks after someone close died.

Grieving spouses have higher long-term risks of dying, with heart disease and strokes accounting for up to 53 percent of deaths, according to previous research.

As part of the multicenter Determinants of MI Onset Study, researchers reviewed charts and interviewed patients while in the hospital after a confirmed heart attack between 1989 and 1994. Patients answered questions about circumstances surrounding their heart attack, as well as whether they recently lost someone significant in their lives over the past year, when the death happened and the importance of their relationship.

Researchers used a case crossover design to compare patients over the past six months. The approach eliminated the possible confounding factors of comparing different people.

The researchers estimated the relative risk of a heart attack by comparing the number of patients who had someone close to them die in the week before their heart attack to the number of deaths of significant people in their lives from one to six months before their heart attack. Psychological stress such as that caused by intense grief can increase heart rate, blood pressure and blood clotting, which can raise chances of a heart attack.

At the beginning of the grieving process, people are more likely to experience less sleep, low appetite and higher cortisol levels, which can also increase heart attack risks.

Grieving people also sometimes neglect regular medications, possibly leading to adverse heart events, said Elizabeth Mostofsky, lead author of the research. “Friends and family of bereaved people should provide close support to help prevent such incidents, especially near the beginning of the grieving process.”

Similarly, medical professionals should be aware that the bereaved are at much higher risk for heart attacks than usual.

“During situations of extreme grief and psychological distress, you still need to take care of yourself and seek medical attention for symptoms associated with a heart attack,” Mittleman said.

Heart attack signs include chest discomfort, upper body or stomach pain, shortness of breath, breaking into a cold sweat, nausea or lightheadedness.

Future studies are needed to make more specific recommendations based on the study, Mittleman said.

Co-authors are: Elizabeth Mostofsky, M.P.H, Sc.D.; Malcolm Maclure, Sc.D.; Jane Sherwood, R.N.; Geoffrey Tofler, M.D.; and James Muller, M.D. Author disclosures are on the manuscript.

The National Institutes of Health funded the research.

 

ความน่ากลัวของโรคเกาต์ โดย ผู้ช่วยศาสตราจารย์ นายแพทย์กิตติ โตเต็มโชคชัยการ

ความน่ากลัวของโรคเกาต์

 
          โรคเกาต์ถือเป็นโรคข้ออักเสบที่มีคนรู้จักมากที่สุด รู้จักมากจนบางคนถึงกับเหมาเอาว่าถ้าใครป่วยเป็นโรคข้อ หรือมีอาการปวดข้อก็เป็นโรคเกาต์ แล้วมักจะมีคำแนะนำให้ผู้ที่มีอาการปวดข้อหรือเป็นโรคข้ออักเสบว่า ห้ามรับประทานเป็ด รับประทานไก่ หรือรับประทานเครื่องในสัตว์ จริง ๆ แล้วโรคเกาต์ไม่ใช่โรคข้อที่พบมากที่สุด เพราะมีคนเป็นน้อยกว่าโรคข้อเสื่อม และผู้ที่ป่วยเป็นโรคข้ออักเสบต่าง ๆ ซึ่งมีโรคข้ออักเสบอยู่หลายสิบโรค เช่น โรคข้ออักเสบรูมาตอยด์ ก็ไม่ได้เกี่ยวข้องกับการรับประทานเป็ด ไก่ หรือเครื่องในสัตว์ อย่างไรก็ตามถึงแม้โรคเกาต์เป็นโรคเก่าแก่ที่เป็นที่รู้จักกันมานาน มีการรักษากันมานาน แต่คนเราเพิ่งตระหนักถึงความน่ากลัวจริง ๆ ของโรคเกาต์ เมื่อไม่นานมานี้
 
         โรคเกาต์เป็นโรคที่มีการกล่าวถึงมาตั้งแต่สมัยกรีก โรมัน หรือในประวัติศาสตร์จีนตั้งแต่เมื่อ 5 พันปีก่อน ทั้งนี้เนื่องมาจากโรคเกาต์ได้ชื่อว่าเป็นโรคของพระจักรพรรดิ (disease of the Emperor) เนื่องจากในสมัยอดีตมีแต่พระจักรพรรดิหรือเศรษฐีผู้มีอันจะกินเท่านั้นที่จะได้กินเป็ด กินไก่ กินเหล้า ได้บ่อย ๆ จนเป็นโรคเกาต์ ประกอบกับจะมีแต่เรื่องราวของพระจักรพรรดิที่จะได้รับการบันทึกลงในประวัติศาสตร์ โรคเกาต์จึงเป็นที่รู้จักกันมาตั้งแต่ครั้งโบราณ นอกจากนี้ความที่เวลาเป็นข้ออักเสบจากโรคเกาต์อาการจะเกิดขึ้นอย่างเฉียบพลันทันทีขนาดที่ตอนกลางวันยังไปทำงานปกติ ตอนเย็นไปทานเลี้ยง ทานเป็ด ทานไก่ หรือทานอาหารมากหน่อย หรืออาจทานเหล้าเบียร์ด้วย พอกลับถึงบ้าน ข้อเท้าก็บวมแดงปวดมากขึ้นมาทันที อาการข้ออักเสบจะทำให้ข้อบวมแดงและปวดมากขนาดแตะไม่ได้ ขยับไม่ได้เลยทีเดียว คนจึงมักจะรู้จักโรคเกาต์ดี ข้อที่อักเสบมักจะเป็นข้อโคนนิ้วหัวแม่โป้งเท้า หรือข้อเท้า จะเป็นข้อเดียวเท่านั้น นี่เป็นตัวอย่างเหตุการณ์ของการเกิดโรคเกาต์ครั้งแรก ๆ ที่เกิดขึ้นกับผู้ป่วยโรคเกาต์
 
         ข้อที่อักเสบนี้ถึงแม้มีการอักเสบรุนแรง ปวดมากแต่จะดีขึ้นและหายไปเองภายใน 1-3   วัน จะโดยการรักษา รับประทานยาคอลไชซิน (colchicine) หรือยาต้านการอักเสบที่ไม่ใช่สเตียรอยด์หรือไม่ได้กินยาอะไร (ถ้าทนไหว) ก็ตาม แล้วอาการจะหายไปเป็นปลิดทิ้ง กลับมาเหมือนคนปกติ นานจนบางคนลืมว่าเคยเป็นข้ออักเสบจากโรคเกาต์  บางคนอาจจะหายไป 1-2 ปี บางคน 6 เดือน เมื่อไม่ได้ระวังตัว ไม่ได้คุมอาหารก็เกิดข้ออักเสบแบบเฉียบพลันอีก ข้อนิ้วเท้าหรือข้อเท้าปวดบวมอักเสบมากเป็นอยู่ 2-3 วันแล้วหายเป็นปกติ อาการปวดข้อและข้ออักเสบที่รุนแรงทำให้โรคเกาต์เป็นโรคที่น่ากลัว แต่ความน่ากลัวจริง ๆ ของโรคเกาต์เพิ่งเริ่มต้นเท่านั้น ความน่ากลัวของโรคเกาต์อยู่ที่ถ้าปล่อยให้เกิดข้ออักเสบจากเกาต์เกิดขึ้นซ้ำ ๆ โดยไม่ได้ป้องกันหรือรักษาไม่ให้เกิดข้ออักเสบขึ้นอีก  อาการข้ออักเสบที่เกิดขึ้นอย่างเฉียบพลันและรุนแรงนี้จะเกิดถี่ขึ้น เช่น ก่อนหน้านี้กว่าจะเป็นอีกก็ 1-2 ปี ต่อมากลายเป็น 6 เดือน ก็เกิดขึ้นซ้ำ ต่อมาเกิดขึ้นแล้วเกิดขึ้นอีกห่างกันแค่ 3 เดือน ต่อมาเกิดขึ้นเกือบทุกเดือน ที่สำคัญทีแรกมีอาการอยู่ 1-2 วัน ครั้งต่อ ๆ มามีข้ออักเสบ 3-4 วันต่อมากลายเป็น 5-7 วัน หมายความว่าถ้าปล่อยให้เป็นโรคเกาต์โดยไม่ได้ป้องกันหรือรักษาให้ถูกต้อง จะมีข้ออักเสบ รุนแรงถี่ขึ้นเรื่อย ๆ และอาการจะเป็นอยู่นานขึ้นเรื่อย ๆ จนในที่สุดบางรายมีข้ออักเสบปวดบวมทรมานเป็นเดือนไม่ลดลง และอาการปวดก็รุนแรงขึ้น ปวดมากขึ้น จะรักษากินยา ฉีดยาก็ไม่ค่อยหาย เพราะดูเหมือนโรคจะดื้อต่อการรักษามากขึ้นด้วย เนื่องจากโรคเกาต์เฉียบพลันหรือที่ภาษาแพทย์ เรียกว่า acute gout กลายเป็นโรคเกาต์เรื้อรัง (chronic gout) ซึ่งการเปลี่ยนแปลงนี้อาจเกิดขึ้นในช่วงเวลา 3-5 ปี ถ้าไม่ได้รับการรักษาที่ถูกต้อง นอกจากจะกลายเป็นโรคข้ออักเสบเรื้อรังที่รักษายากแล้ว การเป็นโรคเกาต์ที่เกิดขึ้นเนื่องจากการมีสารที่เรียกว่ากรดยูริกในร่างกายมากเกินระดับปกติเป็นเวลานาน แล้วทำให้เกิดข้ออักเสบซ้ำ ๆ สารกรดยูริก ที่มีเกินระดับปกตินาน ๆ นี้จะไปสะสมอยู่ตามส่วนต่าง ๆ ของร่างกาย เมื่อไปสะสมอยู่ใต้ผิวหนังจะเกิดเป็นก้อนที่โตขึ้นเรื่อย ๆ เรียกว่าก้อนโทฟัส (tophus) ก้อนนี้มักจะเกิดขึ้นบริเวณข้อเท้า ข้อนิ้วเท้า ข้อนิ้วมือ ข้อศอก ก้อนโทฟัสที่เกิดขึ้นบริเวณข้อนี้บางครั้งก็ทำให้เกิดการทำลายข้อจนข้อพิการผิดรูปผิดร่างได้
 
        กรดยูริกที่มีในร่างกายนี้ไม่ใช่สารแปลกปลอมอะไร เป็นสารที่เกิดขึ้นจากขบวนการทำงานต่าง ๆ ในร่างกายที่รวมเรียกว่า ขบวนการเมตาโบลิซั่ม (metabolism) ที่สำคัญคือการแบ่งตัวของเซลล์ต่าง ๆ ในร่างกายเพื่อซ่อมแซมส่วนต่าง ๆ ของร่างกายที่สึกหรอ ผลพลอยได้จากการแบ่งเซลล์จะได้กรดยูริกออกมา ถ้าร่างกายมีภาวะที่ ต้องมีการแบ่งเซลล์มากขึ้น เช่น เป็นโรคมะเร็ง  ที่มีเซลล์แบ่งตัวมาก ๆ จนควบคุมไม่ได้ ก็มักจะมีกรดยูริกในร่างกายมากขึ้นมากจนเกินระดับปกติ ซึ่ง ระดับปกติของกรดยูริกในผู้ชายคือ 7 มิลลิกรัม/ เดซิลิตร ส่วนในผู้หญิงจะเท่ากับ 6 มิลลิกรัม/ เดซิลิตร ส่วนมากแล้วระดับกรดยูริกที่สูงเกิดจากการสร้างขึ้นมาในร่างกายมากกว่าระดับปกติ ส่วนที่มาจากอาหารไม่ได้มากนัก แต่ส่วนที่มาจากอาหารประเภทเนื้อสัตว์ปีกหรือเครื่องในสัตว์ หรือยอดผักต่าง ๆ มักจะเป็นส่วนที่เติมเข้าไปแล้วทำให้เกิดข้ออักเสบขึ้น
 
 
          ความน่ากลัวของโรคเกาต์นอกจากจะกลายเป็นโรคข้ออักเสบรุนแรงที่เรื้อรัง เป็นต่อเนื่อง และรักษาหายยากถ้าไม่ได้ป้องกันแล้ว การเป็นโรคเกาต์ยังนำไปสู่โรคความดันโลหิตสูง โรคไตวาย โรคหัวใจ และโรคอัมพาตได้อีกด้วย 

          ผู้ที่เป็นโรคเกาต์ไม่มีสักรายเดียวที่เสียชีวิต จากโรคเกาต์ ไม่มีใครปวดข้อหรือมีข้ออักเสบจนเสียชีวิต ผู้ที่เป็นโรคเกาต์ส่วนมากเสียชีวิตจากโรคไตวาย ผู้ที่มีกรดยูริกในเลือดอยู่ในระดับสูง นอกจากจะทำให้เป็นโรคเกาต์แล้ว กรดยูริกที่มีมากในเลือดจะไปสะสมอยู่ในไตทำให้ไตเสื่อม การทำงานของไตในการขับของเสียออกจากร่างกายลดลง มีของเสียคั่งในร่างกาย หรือกรดยูริกที่มีมากในร่างกายถูกขับออกมาทางปัสสาวะมาก แล้วมาค้างอยู่ในทางเดินปัสสาวะทำให้เป็นนิ่วในไตหรือในท่อปัสสาวะได้ ดังนั้นในการรักษาโรคเกาต์จึงต้องติดตามดูการทำงานของไตด้วยว่ายังทำงานได้ปกติหรือไม่ ถ้าตรวจพบว่ามีไตเสื่อมลงก็ต้องรีบแก้ไขโดยการพยายามดื่มน้ำเปล่าให้มากพอในแต่ละวันจนมีปัสสาวะออกมาอย่างน้อยวันละ 2 ลิตร นั่นหมายความว่าควรจะดื่มน้ำอย่างน้อยวันละ 3 ลิตร ซึ่งถ้าคิดเป็นแก้วน้ำก็ต้องดื่มน้ำอย่างน้อยวันละ 10-12 แก้ว เพื่อให้มีปัสสาวะออกมามากพอที่จะล้างหรือพากรดยูริกออกไปจากร่างกาย ถ้ารับประทานน้ำน้อยโอกาสมีไตเสื่อมหรือไตวายก็ยิ่งมากขึ้น

         ผู้ที่เป็นโรคเกาต์จำนวนไม่น้อยพบว่ามีภาวะความดันโลหิตสูงร่วมด้วย ซึ่งอาจจะเป็นภาวะที่พบร่วมกัน หรือเป็นจากการที่มีไตเสื่อมทำให้ความดันโลหิตสูงขึ้น อย่างไรก็ตามพบว่าถ้ารักษาโรคเกาต์โดยสามารถลดระดับกรดยูริกในเลือดหรือควบคุมระดับกรดยูริกในเลือดให้ต่ำลงกว่า 5-6 มิลลิกรัม/เดซิลิตร จะสามารถลดระดับความดันโลหิตที่สูงลงได้ระดับหนึ่ง ดังนั้นการรักษาโรคเกาต์จึงเป็นการรักษาหรือป้องกันโรคความดันโลหิตสูงด้วย การที่เป็นโรคเกาต์และอาจจะมีความดันโลหิตสูงหรือไตเสื่อมไตวายร่วมด้วยเป็นระยะเวลานานพบว่า มีโอกาสเกิดโรคเส้นเลือดหัวใจอุดตันทำให้กล้ามเนื้อหัวใจขาดเลือดไปเลี้ยงเกิดเป็นกล้ามเนื้อหัวใจตายและหัวใจวายหรือหัวใจล้มเหลวตามมาได้ นอกจากเส้นเลือดหัวใจแล้ว เส้นเลือดที่ไปเลี้ยงสมองก็มีโอกาสอุดตันได้ ทำให้เป็นอัมพาตเนื่องจากสมองบางส่วนขาดเลือดไปเลี้ยง ดังนี้จะเห็นว่าโรคเกาต์ไม่ได้มีแต่ข้ออักเสบ เจ็บปวดและทรมาน แต่ความน่ากลัวของโรคเกาต์อยู่ที่การเป็นโรคเกาต์เรื้อรังที่มีข้ออักเสบไม่หายและเกิดภาวะแทรกซ้อนอื่น ๆ เช่น ไตวาย ความดันโลหิตสูง โรคหัวใจ และโรคอัมพาต ตามมานั่นเอง

       ความน่ากลัวของโรคเกาต์ที่กล่าวถึงนี้จะไม่น่ากลัวถ้าผู้ที่เป็นโรคเกาต์ได้รับการรักษาและมีการปฏิบัติตัวอย่างถูกต้อง การรักษาโรคเกาต์โดยเฉพาะอย่างยิ่งในช่วงที่เริ่มเป็นในระยะ 1-2 ปีแรกไม่ค่อยเป็นปัญหายุ่งยาก ในขณะที่มีข้ออักเสบเฉียบพลันเกิดขึ้นก็ให้การรักษาอาการอักเสบของข้อด้วยยาคอลไชซิน (colchicine) หรือยาต้านการอักเสบชนิดที่ไม่ใช่สเตียรอยด์ พอข้อหายอักเสบแล้วก็ตรวจเลือดดูว่าระดับกรดยูริกในเลือดสูงมากน้อยเพียงใด ถ้าพบว่ามีกรดยูริกในเลือดสูงเกิน 7 มิลลิกรัม/เดซิลิตร ก็ควรรับประทานยาลดกรดยูริกซึ่งมีทั้งยาที่ช่วยลดระดับกรดยูริกในเลือดโดยเพิ่มการขับกรดยูริกออกทางปัสสาวะ เช่น ยาซัลฟินไพราโซน (sulfinpyra zone) ยาเบนซ์โบรมาโรน (benzbromarone) หรือยาโปรเบนนาซิด (probenecid) และยาลดการสร้างกรดยูริกในร่างกาย เช่น ยาอัลโลพูรินอล (allopurinol) ทั้งนี้เพื่อลดระดับกรดยูริกในเลือดให้ลดลงต่ำกว่าระดับ 5-6 มิลลิกรัม/เดซิลิตร ถ้าสามารถควบคุมระดับกรดยูริกในเลือดให้ได้ต่ำกว่า 5 มิลลิกรัม/เดซิลิตรตลอด โอกาสที่จะมีข้ออักเสบจากโรคเกาต์อีกมีน้อยมาก หมายความว่าจะไม่เป็นโรคเกาต์อีกเลยตลอดชีวิต ซึ่งการที่ จะควบคุมระดับกรดยูริกในเลือดให้ต่ำกว่า 5 มิลลิกรัม/เดซิลิตร นอกจากการรับประทานยาแล้วยังต้องอาศัยการปฏิบัติตัวที่ถูกต้อง ที่สำคัญคือการหลีกเลี่ยงอาหารที่มีปริมาณกรดยูริกสูง เช่น เป็ด ไก่ เครื่องในสัตว์ มีการออกกำลังกายสม่ำเสมอ ควบคุมน้ำหนักตัวไม่ให้อ้วนขึ้นและดื่มน้ำเปล่าวันละ 10-12 แก้ว

       ในกรณีที่เป็นโรคเกาต์มานานจนกลายเป็นโรคเกาต์เรื้อรังหรือมีก้อนโทฟัสขึ้นตามตัว การรักษาจะยากยิ่งขึ้น เพราะนอกจากจะต้องพยายามควบคุมระดับกรดยูริกในเลือดต่ำกว่า 5 มิลลิกรัม/เดซิลิตรแล้ว ยังต้องคอยตรวจการทำงานของไตว่ายังทำงานได้ดีอยู่ ถ้าเริ่มมีผลการตรวจเลือดที่ส่อไปในทางที่เริ่มมีความเสื่อมของ ไตเกิดขึ้นต้องรีบให้การรักษาหรือป้องกันไม่ให้ ไตเสียการทำงานไปเรื่อย ๆ จนไตวาย การที่สามารถรักษาระดับกรดยูริกในเลือดให้ต่ำกว่า 5 มิลลิกรัม/เดซิลิตรตลอด นอกจากจะไม่เกิดข้ออักเสบจากโรคเกาต์แล้ว ก้อนโทฟัสที่มีขนาดเล็กหรือใหญ่จะยุบลงได้จนหายไปหมด ในกรณีผู้ป่วยมีภาวะความดันโลหิตสูงร่วมด้วยก็ต้องพยายามรักษาและควบคุมระดับความดันโลหิตให้เป็นปกติ เพราะความดันโลหิตสูงก็ทำให้ไตเสื่อมหรือไตวายได้ นอกจากนี้ยังทำให้เกิดโรคหัวใจหรือโรคอัมพาตตามมาได้

       โรคเกาต์ถึงแม้เป็นโรคที่มีความน่ากลัว แต่รักษาไม่ยาก ในปัจจุบันนี้มีการศึกษาในประเทศสหรัฐอเมริกา ตีพิมพ์ลงในวารสารการแพทย์ของประเทศสหรัฐอเมริกาว่า ควรให้การรักษาโรคเกาต์เหมือนโรคเบาหวานหรือโรคความดันโลหิตสูงที่ให้มีการรักษาต่อเนื่อง มีการติดตามผู้ป่วยเป็นระยะโดยติดตามดูระดับกรดยูริกในเลือดและการทำงานของไต และให้พยายามควบคุมระดับกรดยูริกในเลือดให้ต่ำกว่า 5 มิลลิกรัม/ เดซิลิตรไว้ตลอดก็จะสามารถป้องกันภาวะแทรกซ้อนต่าง ๆ ของโรคเกาต์ที่จะเกิดตามมาอีกมากมายได้

ข้อมูลจาก ผู้ช่วยศาสตราจารย์ นายแพทย์กิตติ โตเต็มโชคชัยการ ภาควิชาอายุรศาสตร์ คณะแพทยศาสตร์ โรงพยาบาลรามาธิบดี. 

ข้อมูลจาก :  เดลินิวส์ วันอาทิตย์ที่ 8 มีนาคม 2552 ปีที่ 21 ฉบับที่ 698  
                     เดลินิวส์ วันอาทิตย์ที่ 15 มีนาคม 2552 ปีที่ 21 ฉบับที่ 703