อาหารไฟแรง เผาสมองเสื่อม

thairath150206-1นักวิจัยของวิทยาลัยแพทย์เมาท์ ไซนาย รัฐนิวยอร์กของสหรัฐอเมริกา ค้นพบด้วยความห่วงใยผู้คนว่า การกินอาหารที่ประกอบอาหารด้วยไฟแรงๆ จะทำให้ล่อแหลมต่อการเป็นโรคสมองเสื่อมหนักขึ้น

เมื่อเราปรุงอาหารด้วยไฟแรงๆ หรือแม้แต่เก็บเนื้อสัตว์ไว้ในอุณหภูมิ 26-28 องศาเซลเซียสเป็นเวลานานๆ อย่างเช่น พวกเนยแข็ง มันจะทำให้เกิดสารผสม ซึ่งประกอบด้วยน้ำตาล โปรตีนและสารที่มีอณูขนาดใหญ่อื่นๆ สารผสมนี้จะทำให้เป็นโรคเรื้อรังต่างๆขึ้นโดยง่าย ด้วยการก่อให้เกิดการอักเสบ หรือการที่เซลล์ถูกทำลายโดยอนุมูลอิสระ อันเป็นสาเหตุของความเสื่อมโรคเรื้อรังมากกว่า 70 ชนิด

นักวิจัยกล่าวว่า เราพบว่าหนูที่เลี้ยงด้วยอาหารที่มีสารผสมนี้สูง จะเกิดโรคเหมือนกับกินอาหารแบบตะวันตกขึ้นในสมอง ซึ่งเป็นสารประกอบของคราบที่ทำให้เกิดเป็นโรคสมองเสื่อม การปรุงอาหารด้วยไฟแรงๆ มากเท่าไรยิ่งก่อให้เกิดสารนี้มากขึ้น.

ที่มา : ไทยรัฐ  6  กุมภาพันธ์ 2558

‘ไลโคปีน’ ในมะเขือเทศ ช่วยสร้างเกราะป้องกันร่างกายเสื่อม

dailynews140824_01การใช้ชีวิตที่เร่งรีบในสังคมปัจจุบัน ไม่ว่าจะเป็นการเร่งรีบในการดำเนินชีวิต การบริโภคอย่างเร่งรีบ การใช้ชีวิตภายใต้ภาวะความกดดันจากสังคมที่เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็วส่งผลให้เกิดความเครียดในรูปแบบต่าง ๆ สิ่งเหล่านี้ล้วนเป็นตัวทำลายสุขภาพและผิวพรรณ ทำให้เกิดความเสื่อมของวัยที่เร็วยิ่งขึ้น แต่ในธรรมชาติยังมีสาร ’ไลโคปีน“ ที่ช่วยลดความเสียหายและเสื่อมสภาพของเซลล์ในร่างกายได้!!

จากการศึกษาวิจัยไลโคปีนที่มีในผักและผลไม้สีแดง หนึ่งในนักวิจัยที่ศึกษาในเรื่องนี้ ดร.โคอิจิ ไอซาวา ผู้จัดการส่วนงานวิจัยและพัฒนา บริษัท คาโกเมะ จำกัด เล่าว่า มะเขือเทศในแต่ละสายพันธุ์มีความน่าสนใจแตกต่างกันไป มีทั้ง มะเขือเทศสีดำ มะเขือเทศขนาดจิ๋วเท่านิ้วก้อย มะเขือเทศที่อร่อยกว่าเชอรี่ คือ จะมีรสชาติหวาน หรือจะเป็นมะเขือเทศที่มีรูปร่างยาวและขนาดใหญ่ ก็มี

โดยได้ศึกษาค้นคว้า พัฒนาและวิจัยมะเขือเทศกว่า 7,500 สายพันธุ์ จากกว่า 10,000 สายพันธุ์จากทั่วโลกมาอย่างต่อเนื่อง ทำให้ค้นพบสารอาหารสีแดงชนิดหนึ่งที่เรียกว่า ไลโคปีน (Lycopene) ซึ่งเป็นสารในกลุ่มแคโรทีนอยด์ที่พบมากในมะเขือเทศ แตงโม และพิงค์เกรปฟรุต หรือผลไม้ที่ให้สารสีแดง สีส้ม และเหลือง ซึ่งเป็นสารที่มีประโยชน์ต่อร่างกายตั้งแต่วัยเด็กจนถึงวัยชรา โดยทําหน้าที่ช่วยปกป้องการเสื่อมสภาพของเซลล์ในร่างกายจากการทําร้ายของอนุมูลอิสระ ขณะเดียวกันก็ทำหน้าที่เติมน้ำและความชุ่มชื้นเสมือนเป็นการสร้างเกราะป้องกันให้กับคอลลาเจนในชั้นผิว ช่วยป้องกันการเสื่อมสภาพของผิวพรรณได้ ส่งผลให้ผิวพรรณเนียนนุ่มขึ้น ช่วยสร้างความสดใสให้กับผิวพรรณแบบธรรมชาติ โดยช่วยเสริมให้สุขภาพโดยรวมดูดีจากภายในสู่ภายนอก

“อนุมูลอิสระในร่างกายเกิดขึ้นจากการใช้ชีวิตประจำวัน อาทิ การเผชิญแสงแดดรังสีอัลตราไวโอเลต และมลพิษ การทำงาน ความเครียด ไลฟ์สไตล์การใช้ชีวิตของคนรุ่นใหม่ เช่น การปาร์ตี้สังสรรค์ สูบบุหรี่ ดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ เพื่อความสนุกสนานและผ่อนคลายความตึงเครียด การนอนดึกและการพักผ่อนไม่เพียงพอ

รวมทั้งการบริโภคอาหารที่ไม่ถูกหลักโภชนาการ เช่น อาหารฟาสต์ฟู้ด สิ่งเหล่านี้ล้วนเป็นสาเหตุของการเกิดอนุมูลอิสระภัยร้ายทำลายเซลล์ในร่างกายและผิวพรรณ ทำลายคอลลาเจนผิว ส่งผลทำให้เกิดริ้วรอย ความเหี่ยวย่น และความหมองคล้ำ ไปจนถึงโรคร้ายแรง เช่น มะเร็ง ได้ ซึ่งโดยปกติร่างกายของเราจะมีกระบวนการต่อต้านอนุมูลอิสระ แต่ถ้าหากมีปริมาณอนุมูลอิสระมากเกินกว่าที่ร่างกายสามารถกำจัดได้ ร่างกายก็จะอยู่ในสภาวะร่างกายเสื่อมโทรม หรือที่เรียกว่า สภาวะแก่ก่อนวัย”

ไลโคปีนยังเป็นสารช่วยลดความเสี่ยงในการเกิดมะเร็งที่อวัยวะต่าง ๆ โดยเฉพาะ คือ มะเร็งต่อมลูกหมาก และมะเร็งปอด ได้อีกด้วย จากสถิติมีผู้ป่วยเป็นมะเร็งเพิ่มสูงขึ้น ซึ่งกว่า 35 เปอร์เซ็นต์ของผู้เป็นป่วยเป็นมะเร็งที่มีสาเหตุมาจากการรับประทานอาหาร และกว่า 30 เปอร์เซ็นต์ เกิดจากการสูบบุหรี่

โรคมะเร็งที่ติดอันดับต้น ๆ ของผู้หญิงอายุตั้งแต่ 30 ปีขึ้นไป ก็คือ มะเร็งปากมดลูกและรังไข่ และสําหรับผู้ชายอายุระหว่าง 40-75 ปี มักอยู่ในภาวะเสี่ยงต่อการเกิดโรคมะเร็งต่อมลูกหมาก จากการศึกษาทางคลินิกในวารสารวิจัยมะเร็งปีพ.ศ. 2542 พบว่า ผู้ชายร้อยละ 83 มีความเสี่ยงต่อการเป็นโรคมะเร็งต่อมลูกหมากลดลง เมื่อได้รับสารไลโคปีนในเลือดสูงถึง 0.40 ไมโครกรัมต่อลิตร หรือเปรียบเทียบเท่ากับการรับประทานผลิตภัณฑ์แปรรูปจากมะเขือเทศ อย่าง สปาเกตตีซอสมะเขือเทศ 2 ครั้งต่อสัปดาห์

ยังมีงานวิจัยจากสาขาวิชาสารอาหารและระบาดวิทยา ภาควิชาสาธารณสุขแห่งมหาวิทยาลัยฮาร์วาร์ด พบว่า ไลโคปีนมีประสิทธิภาพในการระงับอนุมูลอิสระที่จะทําลายผนังเยื่อหุ้มเซลส์ ซึ่งเป็นสาเหตุนําไปสู่โรคไขมันอุดตันในเส้นเลือด พร้อมกันนี้ นักวิจัยชาวฟินแลนด์ ได้รายงานผลการวิจัยล่าสุดที่ตีพิมพ์ในวารสารด้านประสาทวิทยาแสดงให้เห็นถึงการเชื่อมโยงระหว่างระดับไลโคปีนในเลือด นําไปสู่การป้องกันเส้นเลือดอุดตันในสมอง โดยหลังจากการติดตามกลุ่มตัวอย่างที่เป็นชายวัยกลางคน จํานวน 1,000 คน เป็นเวลา 12 ปี พบว่า ชายที่มีระดับไลโคปีนในเลือดสูง มีส่วนสําคัญในการช่วยลดอัตราเสี่ยงของการเกิดโรคเส้นเลือดสมองตีบ โรคไขมันอุดตันในเส้นเลือดทุกประเภท และป้องกันการเกิดเส้นเลือดอุดตันและลิ่มเลือดอุดตันได้มากถึง 59 เปอร์เซ็นต์

นอกจากนี้ ยังพบว่า สารไลโคปีนมีความสำคัญกับผู้หญิงตั้งครรภ์และทารกในครรภ์อีกด้วย โดยออกซิเจนนับเป็นก๊าซธรรมชาติที่มีผลต่อการดํารงชีวิตของมนุษย์ตั้งแต่วันแรกที่ทารกลืมตาดูโลก ซึ่งในบางครั้งการได้รับปริมาณออกซิเจนมากเกินไปอาจส่งผลร้ายต่อระบบร่างกายเช่นเดียวกัน โดยเฉพาะภัยในวัยทารกที่ได้รับออกซิเจนมากเกินไปจนกลายเป็นสาเหตุให้เกิดอนุมูลอิสระในชั่ววินาทีแรกของลมหายใจหรือที่เรียกว่า ภาวะเครียดออกซิเดชั่น

’เพื่อเป็นการสร้างภูมิคุ้มกันให้กับทารก ซึ่งจะต้องเริ่มตั้งแต่คุณแม่ตั้งครรภ์ โดยจะต้องรับประทานมะเขือเทศเพื่อเพิ่มปริมาณสารไลโคปีน โดยสารดังกล่าวสามารถส่งต่อจากแม่สู่ทารกในครรภ์ผ่านทางสายสะดือ และในน้ำนมแม่หลังจากที่ทารกลืมตาดูโลกแล้ว ซึ่งจะส่งผลให้คุณแม่และลูกในครรภ์มีสุขภาพที่ดีขึ้น ช่วยลดการเกิดภาวะเครียดออกซิเดชั่นที่จะเกิดขึ้นกับทารก ในส่วนของเด็ก หากได้รับสารไลโคปีนโดยการบริโภคน้ำมะเขือเทศเป็นประจำ จะทำให้เด็กมีภูมิต้านทานมากขึ้น กล่าวคือ จะเกิดอาการของภูมิแพ้ได้ยากขึ้น“

สำหรับคนปกติโดยเฉพาะคนวัยทำงานที่นิยมรับประทานอาหารติดหวาน รวมไปถึงการบริโภคน้ำอัดลมที่เต็มไปด้วยน้ำตาล ที่จะนำไปสู่การเป็นโรคเบาหวานในอนาคตได้ โดยประเทศไทยมีความเสี่ยงที่จะป่วยเป็นโรคเบาหวานสูงถึง 6.9 เปอร์เซ็นต์ จากการวิจัยพบว่า การรับประทานมะเขือเทศที่มีไลโคปีน ช่วยในการควบคุมและลดระดับน้ำตาลในเลือด หรือป้องกันภาวะความไวต่ออินซูลิน นอกจากนี้ มะเขือเทศยังมีกรดซิตริก ที่ช่วยยับยั้งการดูดซึมน้ำตาลกลูโคสที่เกิดจากปฏิกิริยาเคมีของออกซิเจนที่เปลี่ยนแป้งให้เป็นน้ำตาลอีกด้วย

จากการศึกษาและวิจัยพบว่า ไลโคปีนยังมีผลต่อร่างกาย โดยเมื่ออายุเพิ่มมากขึ้นร่างกายก็ยิ่งสะสมสารอนุมูลอิสระที่ทำร้ายเซลล์ต่าง ๆ ในร่างกาย โดยเฉพาะเซลล์ประสาทที่หน้าที่เกี่ยวกับการเรียนรู้จดจำ ทำให้คนชราบางคนเกิดอาการหลงลืมหรือสับสนต่อเหตุการณ์ต่างๆ หากคนในวัยชรารับประทานไลโคปีนเป็นประจำก็จะช่วยยับยั้งการทำลายเซลล์ของสารอนุมูลอิสระและผลักออกจากร่างกายในเวลาต่อมา

ดร.โคอิจิ กล่าวต่อว่า สารไลโคปีนในมะเขือเทศจะพบมากในมะเขือเทศที่ผ่านความร้อนเพราะจะทำให้การยึดจับของไลโคปีนกับเนื้อเยื่อของมะเขือเทศอ่อนตัวลงทำให้ไลโคปีนถูกร่างกายนำไปใช้ได้ดีกว่ามะเขือเทศสด เช่น ซอสมะเขือเทศ น้ำมะเขือเทศ ซึ่งจะพบว่า มีไลโคปีนมากเป็น 2-3 เท่าของมะเขือเทศสด อีกทั้งความร้อนและกระบวนการต่าง ๆ ในการผลิตผลิตภัณฑ์มะเขือเทศยังทำให้ไลโคปีนเปลี่ยนรูปแบบจากไลโคปีนชนิดออลทรานส์เป็นชนิดซิสซึ่งเป็นชนิดที่ละลายได้ดีขึ้น

ร่างกายของคนเราควรได้รับปริมาณไลโคปีนอย่างน้อย 20-30 มิลลิกรัมต่อวัน แต่จากการวิจัยพบว่า มะเขือเทศที่ปลูกในประเทศไทยจะมีความแตกต่างจากมะเขือเทศที่ปลูกในญี่ปุ่นตรงที่ว่ามะเขือเทศญี่ปุ่น 1 ลูกให้สารไลโคปีนมากกว่ามะเขือเทศที่ปลูกในประเทศไทย เมื่อเป็นเช่นนี้ คนไทยจึงจะต้องบริโภคมะเขือเทศสดประมาณ 5-6 ลูกต่อวัน เป็นประจำทุกวัน โดยจะบริโภคในช่วงใดของวันก็ได้ แต่หากใน 1 วัน บริโภคมากกว่า 20-30 มิลลิกรัมก็ไม่เป็นอะไร เนื่องจากสารไลโคปีนเป็นสารปลอดภัย และยังไม่มีรายงานใดระบุว่าได้รับสารไลโคปีนเข้าไปในร่างกายปริมาณมากแล้วเกิดผลเสียต่อร่างกาย.

ทีมวาไรตี้

 

ที่มา : เดลินิวส์ 24 สิงหาคม 2557

แนวคิดเรื่อง ‘เวชศาสตร์ชะลอวัย’

ความจริงที่ทุกท่านทราบก็คือ ปัญหาริ้วรอย ความเหี่ยวย่น มันมาพร้อมกับวัยที่เพิ่มขึ้น แต่คำถามที่หลายคนสงสัยก็คือ ทำไมบางคนมาเร็ว บางคนมาช้า บางคนมีน้อย บางคนมีมาก แตกต่างกันไป ทั้ง ๆ ที่อายุก็เท่า ๆ กัน…

ก่อนอื่นสิ่งแรกที่ผมอยากให้ท่านผู้อ่านเปิดใจยอมรับก็คือข้อเท็จจริงที่ว่า ’ไม่มีใครหลีกหนีความแก่ชราไปได้…แต่สิ่งที่ทำได้ก็คือการหลีกเลี่ยงโรคภัยไข้เจ็บที่อาจเกิดขึ้นพร้อม ๆ กับอายุที่มากขึ้นในอนาคต“

ในคนทุกคนมียีนพันธุกรรมเป็นตัวบงการความมีโรคหรือไม่มีโรคของเราอยู่ เช่นที่หลายคนทราบว่าถ้าพ่อแม่มีโรคอะไร ลูกก็มีความเสี่ยงที่จะได้รับถ่ายทอดโรคดังกล่าวมาด้วย ซึ่งหลักการนี้ปัจจุบันทางการแพทย์ได้นำมาปรับใช้กับการทำนายโรค โดยใช้วิธีการตรวจในระดับยีนพันธุกรรมเพื่อทำนายโรคที่อาจเกิดขึ้นในอนาคต แม้จะไม่ใช่เรื่องแปลกใหม่แต่ความสำคัญของการตรวจยีนพันธุกรรมหรือการทำนายโรคนั้นอยู่ที่ว่า จะช่วยให้เราทราบถึงความเสี่ยงของการเกิดโรคได้เร็วขึ้น และรู้ลึกลงไปถึงว่าความเสี่ยงของโรคดังกล่าวนั้นอยู่ตรงจุดไหนหรืออวัยวะใดของร่างกาย….เรื่องความแก่ชราก็เช่นเดียวกัน หากพ่อแม่เราดูอ่อนกว่าวัยเมื่ออายุ 60-70 ปี ก็พอจะสันนิษฐานได้ว่าเราก็มีโอกาสที่จะดูอ่อนกว่าวัยด้วยเช่นกันครับ

นอกจากยีนพันธุกรรมแล้ว ในร่างกายเรายังมีตัวบงการอีกสองตัวที่ทำให้คนเราแก่ช้า–เร็ว หรือเป็นโรคช้า–เร็ว แตกต่างกันด้วย ตัวแรกก็คือ “ฮอร์โมน” ซึ่งฮอร์โมนสำคัญที่มีผลให้เราดูดีสมวัยหรือดูแย่ (แก่) กว่าวัยนั้นคือ “โกร๊ธฮอร์โมน (Grow Hormone)” ในวัยเด็กฮอร์โมนชนิดนี้ช่วยให้เราเติบโตมาเป็นผู้ใหญ่ที่สมบูรณ์พร้อมโดยเฉพาะทางด้านร่างกาย แต่พอเราอายุมากขึ้น 35-40 ปี ฮอร์โมนนี้จะเริ่มลดลง ทำให้เราเริ่มมีปัญหาอ้วนลงพุง กล้ามเนื้อที่เคยกระชับกลับห้อยย้อย และยังเป็นบ่อเกิดของความแก่ชราอีกด้วย

ฮอร์โมนชนิดนี้จะหลั่งออกมาและทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพในช่วงที่เราหลับสนิท ซึ่งช่วงเวลาที่เหมาะสมคือประมาณ 4-5 ทุ่ม แต่ในช่วงเวลาดังกล่าวนั้นเชื่อว่าหลายคนยังไม่นอน (ผมก็เช่นกัน) ก็กลายเป็นว่าตัวเราเองที่ทำให้ฮอร์โมนนั้นเสื่อมถอยลงไปตามวัยหรือในบางท่านก็ก่อนวัยเสียด้วยซ้ำ เมื่อเป็นดังนี้แล้ว จึงมีความพยายามในการเสริมโกร๊ธฮอร์โมนด้วยวิธีการฉีด ซึ่งเรื่องนี้ผมในฐานะแพทย์คนหนึ่งไม่แนะนำครับ เนื่องจากการฉีดโกร๊ธฮอร์โมนนี้จะทำให้ฮอร์โมนเข้าสู่ร่างกายอย่างรวดเร็ว จะเป็นโทษมากกว่าเป็นประโยชน์กับร่างกาย ยกเว้นในกรณีคนไข้ที่ได้รับการวินิจฉัยว่ามีภาวะขาดฮอร์โมนชนิดนี้จริง ๆ และต้องได้รับการฉีดเพิ่มเท่านั้น

อีกหนึ่งปัจจัยที่เป็นบ่อเกิดของโรคและความแก่ชราก็คือ “สารอนุมูลอิสระ” สารนี้ก็คือของเสียที่เกิดขึ้นในร่างกายทุก ๆ วัน ถามว่ามันเกิดขึ้นได้อย่างไร อธิบายได้ง่าย ๆ ว่าเวลาเรารับประทานอาหารทุกชนิดเข้าไป ร่างกายเราก็จะมีกลไกในการเผาผลาญให้อาหารเหล่านั้นกลายเป็นพลังงาน พร้อมทั้งได้ของเสียที่เรียกว่าสารอนุมูลอิสระออกมาด้วย ซึ่งสารอนุมูลอิสระเหล่านี้อยู่ในร่างกายเราโดยการไปจับกับเซลล์ต่าง ๆ ข้อเสียก็คือไม่ว่ามันจะไปจับกับเซลล์ไหนมันก็จะก่อให้เกิดความเสื่อมกับเซลล์นั้น ตัวอย่างเช่น มันไปจับกับคอลลาเจนที่ผิวหนังก็ทำให้ผิวเราเหี่ยวย่นมีริ้วรอยเกิดขึ้นนั่นเอง

เมื่อเราทราบว่าสาเหตุของการเกิดสารอนุมูลอิสระก็คืออาหารที่รับประทาน ดังนั้นหนทางป้องกันง่าย ๆ ก็คือต้องรู้จักเลือกของที่จะรับประทาน เช่น เลือกรับประทานอาหารที่ผ่านการแปรรูปน้อย ๆ อาหารที่ไม่ได้ผลิตในรูปแบบของอุตสาหกรรม ซึ่งจะให้ดีควรเป็นอาหารที่เราเตรียมได้เองที่บ้าน “ใช่ครับ! สูตรสำเร็จของโภชนาการที่ดีที่เราได้ยินได้ฟังกันบ่อย ๆ ก็คือ ทานอาหารให้ครบ 5 หมู่ แต่ 5 หมู่ในที่นี้หมายถึงต้องรู้จักเลือกด้วยครับ เช่น อาหารจำพวกแป้งก็มีทั้งแป้งที่ดีและไม่ดี เพราะเวลาเรากินแป้งเข้าไปมันก็จะถูกย่อยสลายกลายเป็นน้ำตาลคือเป็นของหวาน แต่ของหวานที่ดีคือเมื่อกินเข้าไปแล้วน้ำตาลไม่สูงมาก มันก็จะไม่ไปรบกวนตับอ่อนมากในการที่จะกำจัดน้ำตาลทิ้ง แต่ถ้าเราทานของที่หวานมาก ๆ น้ำตาลในกระแสเลือดจะสูงขึ้นอย่างรวดเร็ว ตับอ่อนต้องทำงานหนักในการขจัดน้ำตาลทิ้ง มีของเสียซึ่งก็คือสารอนุมูลอิสระสะสมในร่างกายมาก เซลล์และอวัยวะต่าง ๆ ในร่างกายก็เสื่อมถอยไปเร็ว ซึ่งแป้งที่ดีก็เช่น ข้าวซ้อมมือ, ขนมปังโฮลวีต และธัญพืช ส่วนแป้งที่ไม่ดีก็เช่น ข้าวขัดขาว ขนมปังและเบเกอรี่ รวมถึงไอศกรีม”

หลายคนเข้าใจว่าถ้าจะชะลอวัยเราก็ควรจะทานวิตามินที่เป็นสารต้านอนุมูลอิสระเสริม ถามว่าเข้าใจแบบนี้ถูกไหม? ข้อนี้มีทั้งถูกและไม่ถูกครับ จริงอยู่ที่ว่าในร่างกายเราก็มีสารต้านอนุมูลอิสระทั้งวิตามินเอ ซี และอี แต่พออายุเราเริ่มมากขึ้น สารต้านอนุมูลอิสระเหล่านี้ก็ลดน้อยลงไปด้วย ถึงแม้ในหนึ่งวันจะทานอาหารที่มีประโยชน์หรือทานผักผลไม้ที่มีสารต้านอนุมูลอิสระมากแค่ไหน แต่ก็ไม่มีทางที่จะได้วิตามินซึ่งจะไปต้านอนุมูลอิสระเพียงพอ ตัวอย่างเช่นวิตามินซี ช่วยเสริมสร้างภูมิคุ้มกันร่างกาย ทำให้ผิวพรรณเต่งตึงกระชับ แต่ปริมาณของวิตามินซีที่ร่างกายต้องการคือวันละ 1,000 มิลลิกรัม ซึ่งอาหารที่เรารับประทานให้วิตามินซีได้มากที่สุดเพียงวันละ 100 มิลลิกรัมเท่านั้น ดังนั้นในคนที่จำเป็นต้องใช้ชีวิตส่วนใหญ่อยู่นอกบ้าน ทานอาหารนอกบ้าน และเลือกทานอาหารได้ไม่เต็มที่นัก จึงต้องอาศัยทานวิตามินเสริมด้วย

อ่านมาถึงตรงนี้ หลายคนคงกำลังคิดว่าจะซื้อหาเจ้าสารต้านอนุมูลอิสระมากินมาใช้เอง อันนี้ผมคนหนึ่งที่ไม่แนะนำครับ ผมไม่อยากให้ท่านผู้อ่านเชื่อตามโฆษณาหรือตามคำบอกเล่าจากเพื่อนหรือญาติสนิทมิตรสหาย แต่ถ้าต้องการใช้จริง ๆ ควรปรึกษาแพทย์หรือเภสัชกรจะดีที่สุด…ส่วนเรื่องโกร๊ธฮอร์โมน ข้อแนะนำของผมคือ ถ้าอยากได้ ก็ออกกำลังกายครับ เพราะการออกกำลังกายเป็นวิธีหนึ่งที่จะช่วยเพิ่มการหลั่งโกร๊ธฮอร์โมนได้ และยังช่วยเพิ่มความแข็งแรงของร่างกายได้ด้วย

ไม่เชื่อก็ต้องเชื่อนะครับว่าการออกกำลังกายคือการเพิ่มสารต้านอนุมูลอิสระที่ดีที่สุด แต่ก็มีคำถามว่าต้องออกกำลังกายแบบไหนและทำมากน้อยแค่ไหนอย่างไร? ผู้รู้ท่านหนึ่งอธิบายให้ผมฟังว่า การออกกำลังกายที่ดีที่สุดคือวิธีที่เรียกว่า “Aerobic exercise” แต่ไม่ใช่การเต้นแอโรบิกอย่างที่หลายคนเข้าใจ ซึ่งการออกกำลังกายแบบนี้ทำให้ร่างกายสามารถนำออกซิเจนไปใช้ประโยชน์ได้อย่างมีประสิทธิภาพที่สุด ซึ่งออกซิเจนนี้จะถูกสูบฉีดไปพร้อม ๆ กับเลือดเพื่อนำไปเลี้ยงเซลล์ทุกเซลล์ในร่างกาย โดยระยะเวลาของการออกกำลังกายที่เหมาะสมคือให้ออกกำลังกายจนรู้สึกว่าหัวใจเต้นเร็วแต่ในขณะเดียวกันยังสามารถที่จะพูดคุยได้ ไม่เหนื่อยหอบจนเกินไป

นอกจากนี้ การตรวจยีนพันธุกรรมที่ผมกล่าวไปตั้งแต่ตอนต้น ยังสามารถนำมาใช้กำหนดการออกกำลังกายสำหรับแต่ละคนได้ด้วย ผมเรียกว่า “ออกกำลังกายตามยีน” เพราะเมื่อเราทราบว่าตนเองมีความเสี่ยงที่จะเป็นโรคใดได้บ้าง เราก็สามารถที่จะออกแบบการออกกำลังกายที่เหมาะกับตัวเอง เช่น ถ้าสุขภาพแข็งแรงดีไม่มีโรคภัย ก็สามารถออกกำลังกายแบบ Aerobic exercise ได้อย่างเต็มที่ แต่ในกรณีที่ตรวจยีนแล้วทราบว่าตนเองมีระบบการเผาผลาญสารอนุมูลอิสระต่าง ๆ ได้ไม่ดีเท่าที่ควร หรือมีแนวโน้มของโรคหอบ โรคหัวใจและหลอดเลือด ก็อาจจะออกกำลังกายแบบดังกล่าวได้ไม่เต็มที่นัก จึงควรหันมาใช้การออกกำลังกายที่เบาลง โดยเน้นความแรงของกล้ามเนื้อแทน

’แม้ยีนพันธุกรรมจะเป็นตัวกำหนดความเป็นตัวเราและโรคที่อาจจะเกิดขึ้นในอนาคตของเรา แต่สุดท้ายตัวกำหนดสำคัญก็คือการใช้ชีวิตครับ เพราะกว่าที่จะก้าวผ่านวัยเด็ก วัยรุ่น วัยผู้ใหญ่ ไปกระทั่งแก่ชรานั้น มีปัจจัยก่อโรคมากมายที่เราต้องเผชิญในชีวิตประจำวันครับ ทั้งอาหารที่รับประทาน ความเครียดจากการทำงาน และรูปแบบการใช้ชีวิตอื่น ๆ ซึ่งปัจจัยเหล่านี้ล้วนทำให้เราสามารถเปลี่ยนแปลงตัวเองไปในทิศทางที่แย่ลง คือเป็นโรคตามที่พันธุกรรมกำหนดเอาไว้แล้ว หรือเป็นไปในทิศทางที่ดีขึ้นคือไม่เป็นโรคก็ได้ เพราะฉะนั้นในทุกวินาทีที่เราใช้ชีวิตอยู่นี้มันมีการเปลี่ยนแปลงอยู่ตลอดเวลา

ไม่มีปาฏิหาริย์ใดที่จะทำให้ท่านปราศจากโรค  ไม่มีปาฏิหาริย์ใดที่ทำให้ท่านดูไม่แก่ไปตามวัย ความรู้ปรึกษาแพทย์ได้ แต่เรื่องการปฏิบัติตัว ต้องตัวท่านเองเท่านั้น ความรู้ทั้งหมดนั้นจึงจะเกิดประโยชน์สูงสุด นำท่านไปสู่สิ่งที่ท่านปรารถนาครับ“

ข้อมูลจาก รายการ “สุขภาพดี 4 วัย” สถานีเดลินิวส์ทีวี ครั้งที่ 22 วันที่ 3 กรกฎาคม 2555 เวลา 15.00-16.00 น.

นายแพทย์สุรพงศ์ อำพันวงษ์

 

ที่มา: เดลินิวส์ 7 ตุลาคม 2555