แนวคิดเรื่อง ‘เวชศาสตร์ชะลอวัย’

ความจริงที่ทุกท่านทราบก็คือ ปัญหาริ้วรอย ความเหี่ยวย่น มันมาพร้อมกับวัยที่เพิ่มขึ้น แต่คำถามที่หลายคนสงสัยก็คือ ทำไมบางคนมาเร็ว บางคนมาช้า บางคนมีน้อย บางคนมีมาก แตกต่างกันไป ทั้ง ๆ ที่อายุก็เท่า ๆ กัน…

ก่อนอื่นสิ่งแรกที่ผมอยากให้ท่านผู้อ่านเปิดใจยอมรับก็คือข้อเท็จจริงที่ว่า ’ไม่มีใครหลีกหนีความแก่ชราไปได้…แต่สิ่งที่ทำได้ก็คือการหลีกเลี่ยงโรคภัยไข้เจ็บที่อาจเกิดขึ้นพร้อม ๆ กับอายุที่มากขึ้นในอนาคต“

ในคนทุกคนมียีนพันธุกรรมเป็นตัวบงการความมีโรคหรือไม่มีโรคของเราอยู่ เช่นที่หลายคนทราบว่าถ้าพ่อแม่มีโรคอะไร ลูกก็มีความเสี่ยงที่จะได้รับถ่ายทอดโรคดังกล่าวมาด้วย ซึ่งหลักการนี้ปัจจุบันทางการแพทย์ได้นำมาปรับใช้กับการทำนายโรค โดยใช้วิธีการตรวจในระดับยีนพันธุกรรมเพื่อทำนายโรคที่อาจเกิดขึ้นในอนาคต แม้จะไม่ใช่เรื่องแปลกใหม่แต่ความสำคัญของการตรวจยีนพันธุกรรมหรือการทำนายโรคนั้นอยู่ที่ว่า จะช่วยให้เราทราบถึงความเสี่ยงของการเกิดโรคได้เร็วขึ้น และรู้ลึกลงไปถึงว่าความเสี่ยงของโรคดังกล่าวนั้นอยู่ตรงจุดไหนหรืออวัยวะใดของร่างกาย….เรื่องความแก่ชราก็เช่นเดียวกัน หากพ่อแม่เราดูอ่อนกว่าวัยเมื่ออายุ 60-70 ปี ก็พอจะสันนิษฐานได้ว่าเราก็มีโอกาสที่จะดูอ่อนกว่าวัยด้วยเช่นกันครับ

นอกจากยีนพันธุกรรมแล้ว ในร่างกายเรายังมีตัวบงการอีกสองตัวที่ทำให้คนเราแก่ช้า–เร็ว หรือเป็นโรคช้า–เร็ว แตกต่างกันด้วย ตัวแรกก็คือ “ฮอร์โมน” ซึ่งฮอร์โมนสำคัญที่มีผลให้เราดูดีสมวัยหรือดูแย่ (แก่) กว่าวัยนั้นคือ “โกร๊ธฮอร์โมน (Grow Hormone)” ในวัยเด็กฮอร์โมนชนิดนี้ช่วยให้เราเติบโตมาเป็นผู้ใหญ่ที่สมบูรณ์พร้อมโดยเฉพาะทางด้านร่างกาย แต่พอเราอายุมากขึ้น 35-40 ปี ฮอร์โมนนี้จะเริ่มลดลง ทำให้เราเริ่มมีปัญหาอ้วนลงพุง กล้ามเนื้อที่เคยกระชับกลับห้อยย้อย และยังเป็นบ่อเกิดของความแก่ชราอีกด้วย

ฮอร์โมนชนิดนี้จะหลั่งออกมาและทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพในช่วงที่เราหลับสนิท ซึ่งช่วงเวลาที่เหมาะสมคือประมาณ 4-5 ทุ่ม แต่ในช่วงเวลาดังกล่าวนั้นเชื่อว่าหลายคนยังไม่นอน (ผมก็เช่นกัน) ก็กลายเป็นว่าตัวเราเองที่ทำให้ฮอร์โมนนั้นเสื่อมถอยลงไปตามวัยหรือในบางท่านก็ก่อนวัยเสียด้วยซ้ำ เมื่อเป็นดังนี้แล้ว จึงมีความพยายามในการเสริมโกร๊ธฮอร์โมนด้วยวิธีการฉีด ซึ่งเรื่องนี้ผมในฐานะแพทย์คนหนึ่งไม่แนะนำครับ เนื่องจากการฉีดโกร๊ธฮอร์โมนนี้จะทำให้ฮอร์โมนเข้าสู่ร่างกายอย่างรวดเร็ว จะเป็นโทษมากกว่าเป็นประโยชน์กับร่างกาย ยกเว้นในกรณีคนไข้ที่ได้รับการวินิจฉัยว่ามีภาวะขาดฮอร์โมนชนิดนี้จริง ๆ และต้องได้รับการฉีดเพิ่มเท่านั้น

อีกหนึ่งปัจจัยที่เป็นบ่อเกิดของโรคและความแก่ชราก็คือ “สารอนุมูลอิสระ” สารนี้ก็คือของเสียที่เกิดขึ้นในร่างกายทุก ๆ วัน ถามว่ามันเกิดขึ้นได้อย่างไร อธิบายได้ง่าย ๆ ว่าเวลาเรารับประทานอาหารทุกชนิดเข้าไป ร่างกายเราก็จะมีกลไกในการเผาผลาญให้อาหารเหล่านั้นกลายเป็นพลังงาน พร้อมทั้งได้ของเสียที่เรียกว่าสารอนุมูลอิสระออกมาด้วย ซึ่งสารอนุมูลอิสระเหล่านี้อยู่ในร่างกายเราโดยการไปจับกับเซลล์ต่าง ๆ ข้อเสียก็คือไม่ว่ามันจะไปจับกับเซลล์ไหนมันก็จะก่อให้เกิดความเสื่อมกับเซลล์นั้น ตัวอย่างเช่น มันไปจับกับคอลลาเจนที่ผิวหนังก็ทำให้ผิวเราเหี่ยวย่นมีริ้วรอยเกิดขึ้นนั่นเอง

เมื่อเราทราบว่าสาเหตุของการเกิดสารอนุมูลอิสระก็คืออาหารที่รับประทาน ดังนั้นหนทางป้องกันง่าย ๆ ก็คือต้องรู้จักเลือกของที่จะรับประทาน เช่น เลือกรับประทานอาหารที่ผ่านการแปรรูปน้อย ๆ อาหารที่ไม่ได้ผลิตในรูปแบบของอุตสาหกรรม ซึ่งจะให้ดีควรเป็นอาหารที่เราเตรียมได้เองที่บ้าน “ใช่ครับ! สูตรสำเร็จของโภชนาการที่ดีที่เราได้ยินได้ฟังกันบ่อย ๆ ก็คือ ทานอาหารให้ครบ 5 หมู่ แต่ 5 หมู่ในที่นี้หมายถึงต้องรู้จักเลือกด้วยครับ เช่น อาหารจำพวกแป้งก็มีทั้งแป้งที่ดีและไม่ดี เพราะเวลาเรากินแป้งเข้าไปมันก็จะถูกย่อยสลายกลายเป็นน้ำตาลคือเป็นของหวาน แต่ของหวานที่ดีคือเมื่อกินเข้าไปแล้วน้ำตาลไม่สูงมาก มันก็จะไม่ไปรบกวนตับอ่อนมากในการที่จะกำจัดน้ำตาลทิ้ง แต่ถ้าเราทานของที่หวานมาก ๆ น้ำตาลในกระแสเลือดจะสูงขึ้นอย่างรวดเร็ว ตับอ่อนต้องทำงานหนักในการขจัดน้ำตาลทิ้ง มีของเสียซึ่งก็คือสารอนุมูลอิสระสะสมในร่างกายมาก เซลล์และอวัยวะต่าง ๆ ในร่างกายก็เสื่อมถอยไปเร็ว ซึ่งแป้งที่ดีก็เช่น ข้าวซ้อมมือ, ขนมปังโฮลวีต และธัญพืช ส่วนแป้งที่ไม่ดีก็เช่น ข้าวขัดขาว ขนมปังและเบเกอรี่ รวมถึงไอศกรีม”

หลายคนเข้าใจว่าถ้าจะชะลอวัยเราก็ควรจะทานวิตามินที่เป็นสารต้านอนุมูลอิสระเสริม ถามว่าเข้าใจแบบนี้ถูกไหม? ข้อนี้มีทั้งถูกและไม่ถูกครับ จริงอยู่ที่ว่าในร่างกายเราก็มีสารต้านอนุมูลอิสระทั้งวิตามินเอ ซี และอี แต่พออายุเราเริ่มมากขึ้น สารต้านอนุมูลอิสระเหล่านี้ก็ลดน้อยลงไปด้วย ถึงแม้ในหนึ่งวันจะทานอาหารที่มีประโยชน์หรือทานผักผลไม้ที่มีสารต้านอนุมูลอิสระมากแค่ไหน แต่ก็ไม่มีทางที่จะได้วิตามินซึ่งจะไปต้านอนุมูลอิสระเพียงพอ ตัวอย่างเช่นวิตามินซี ช่วยเสริมสร้างภูมิคุ้มกันร่างกาย ทำให้ผิวพรรณเต่งตึงกระชับ แต่ปริมาณของวิตามินซีที่ร่างกายต้องการคือวันละ 1,000 มิลลิกรัม ซึ่งอาหารที่เรารับประทานให้วิตามินซีได้มากที่สุดเพียงวันละ 100 มิลลิกรัมเท่านั้น ดังนั้นในคนที่จำเป็นต้องใช้ชีวิตส่วนใหญ่อยู่นอกบ้าน ทานอาหารนอกบ้าน และเลือกทานอาหารได้ไม่เต็มที่นัก จึงต้องอาศัยทานวิตามินเสริมด้วย

อ่านมาถึงตรงนี้ หลายคนคงกำลังคิดว่าจะซื้อหาเจ้าสารต้านอนุมูลอิสระมากินมาใช้เอง อันนี้ผมคนหนึ่งที่ไม่แนะนำครับ ผมไม่อยากให้ท่านผู้อ่านเชื่อตามโฆษณาหรือตามคำบอกเล่าจากเพื่อนหรือญาติสนิทมิตรสหาย แต่ถ้าต้องการใช้จริง ๆ ควรปรึกษาแพทย์หรือเภสัชกรจะดีที่สุด…ส่วนเรื่องโกร๊ธฮอร์โมน ข้อแนะนำของผมคือ ถ้าอยากได้ ก็ออกกำลังกายครับ เพราะการออกกำลังกายเป็นวิธีหนึ่งที่จะช่วยเพิ่มการหลั่งโกร๊ธฮอร์โมนได้ และยังช่วยเพิ่มความแข็งแรงของร่างกายได้ด้วย

ไม่เชื่อก็ต้องเชื่อนะครับว่าการออกกำลังกายคือการเพิ่มสารต้านอนุมูลอิสระที่ดีที่สุด แต่ก็มีคำถามว่าต้องออกกำลังกายแบบไหนและทำมากน้อยแค่ไหนอย่างไร? ผู้รู้ท่านหนึ่งอธิบายให้ผมฟังว่า การออกกำลังกายที่ดีที่สุดคือวิธีที่เรียกว่า “Aerobic exercise” แต่ไม่ใช่การเต้นแอโรบิกอย่างที่หลายคนเข้าใจ ซึ่งการออกกำลังกายแบบนี้ทำให้ร่างกายสามารถนำออกซิเจนไปใช้ประโยชน์ได้อย่างมีประสิทธิภาพที่สุด ซึ่งออกซิเจนนี้จะถูกสูบฉีดไปพร้อม ๆ กับเลือดเพื่อนำไปเลี้ยงเซลล์ทุกเซลล์ในร่างกาย โดยระยะเวลาของการออกกำลังกายที่เหมาะสมคือให้ออกกำลังกายจนรู้สึกว่าหัวใจเต้นเร็วแต่ในขณะเดียวกันยังสามารถที่จะพูดคุยได้ ไม่เหนื่อยหอบจนเกินไป

นอกจากนี้ การตรวจยีนพันธุกรรมที่ผมกล่าวไปตั้งแต่ตอนต้น ยังสามารถนำมาใช้กำหนดการออกกำลังกายสำหรับแต่ละคนได้ด้วย ผมเรียกว่า “ออกกำลังกายตามยีน” เพราะเมื่อเราทราบว่าตนเองมีความเสี่ยงที่จะเป็นโรคใดได้บ้าง เราก็สามารถที่จะออกแบบการออกกำลังกายที่เหมาะกับตัวเอง เช่น ถ้าสุขภาพแข็งแรงดีไม่มีโรคภัย ก็สามารถออกกำลังกายแบบ Aerobic exercise ได้อย่างเต็มที่ แต่ในกรณีที่ตรวจยีนแล้วทราบว่าตนเองมีระบบการเผาผลาญสารอนุมูลอิสระต่าง ๆ ได้ไม่ดีเท่าที่ควร หรือมีแนวโน้มของโรคหอบ โรคหัวใจและหลอดเลือด ก็อาจจะออกกำลังกายแบบดังกล่าวได้ไม่เต็มที่นัก จึงควรหันมาใช้การออกกำลังกายที่เบาลง โดยเน้นความแรงของกล้ามเนื้อแทน

’แม้ยีนพันธุกรรมจะเป็นตัวกำหนดความเป็นตัวเราและโรคที่อาจจะเกิดขึ้นในอนาคตของเรา แต่สุดท้ายตัวกำหนดสำคัญก็คือการใช้ชีวิตครับ เพราะกว่าที่จะก้าวผ่านวัยเด็ก วัยรุ่น วัยผู้ใหญ่ ไปกระทั่งแก่ชรานั้น มีปัจจัยก่อโรคมากมายที่เราต้องเผชิญในชีวิตประจำวันครับ ทั้งอาหารที่รับประทาน ความเครียดจากการทำงาน และรูปแบบการใช้ชีวิตอื่น ๆ ซึ่งปัจจัยเหล่านี้ล้วนทำให้เราสามารถเปลี่ยนแปลงตัวเองไปในทิศทางที่แย่ลง คือเป็นโรคตามที่พันธุกรรมกำหนดเอาไว้แล้ว หรือเป็นไปในทิศทางที่ดีขึ้นคือไม่เป็นโรคก็ได้ เพราะฉะนั้นในทุกวินาทีที่เราใช้ชีวิตอยู่นี้มันมีการเปลี่ยนแปลงอยู่ตลอดเวลา

ไม่มีปาฏิหาริย์ใดที่จะทำให้ท่านปราศจากโรค  ไม่มีปาฏิหาริย์ใดที่ทำให้ท่านดูไม่แก่ไปตามวัย ความรู้ปรึกษาแพทย์ได้ แต่เรื่องการปฏิบัติตัว ต้องตัวท่านเองเท่านั้น ความรู้ทั้งหมดนั้นจึงจะเกิดประโยชน์สูงสุด นำท่านไปสู่สิ่งที่ท่านปรารถนาครับ“

ข้อมูลจาก รายการ “สุขภาพดี 4 วัย” สถานีเดลินิวส์ทีวี ครั้งที่ 22 วันที่ 3 กรกฎาคม 2555 เวลา 15.00-16.00 น.

นายแพทย์สุรพงศ์ อำพันวงษ์

 

ที่มา: เดลินิวส์ 7 ตุลาคม 2555

Advertisements