อ้วนลงพุง

dailynew140614_1การรับประทานอาหารที่มีพลังงานสูงเกินความต้องการของร่างกาย และการไม่ออกกำลังกาย หรือมีกิจกรรมการเคลื่อนไหวออกแรงน้อย อาจส่งผลเสียต่อสุขภาพโดยมีความเสี่ยงต่อการเกิดโรคอ้วน ซึ่งไม่เฉพาะการมีน้ำหนักตัวมากเพียงอย่างเดียว แต่เป็นภาวะที่มีไขมันสะสมในร่างกายเพิ่มมากขึ้น อันเป็นสาเหตุสำคัญของโรคหัวใจ อัมพฤกษ์ อัมพาต เบาหวาน และความดันโลหิตสูง

โรคอ้วนลงพุง เป็นภาวะที่มีการสะสมของไขมันในช่องท้องมากเกินไป เกิดจากการเผาผลาญอาหารผิดปกติ ไขมันหน้าท้องแตกตัวเป็นกรดไขมันอิสระ ซึ่งจะยับยั้งกระบวนการเผาผลาญกลูโคสที่กล้ามเนื้อ ทำให้ระดับน้ำตาลในเลือดสูง ความดันโลหิตสูง เกิดภาวะหลอดเลือดแดงแข็ง ตีบ หรืออุดตัน แต่ถึงแม้ว่าไขมันจะเป็นสาเหตุของโรคอ้วนและโรคเรื้อรังต่าง ๆ ไขมันก็ยังคงเป็นสารอาหารสำคัญที่ร่างกายจำเป็นต้องได้รับ เพื่อให้ความอบอุ่นและเปรียบเสมือนตัวกันกระแทกให้กับร่างกาย แต่หากมีไขมันสะสมในร่างกายมากเกินไป กล่าวคือ ในผู้หญิงพบมากกว่า 30% และในผู้ชายพบมากกว่า 25% ถือว่าเป็นโรคอ้วน และถ้ารอบเอวเพิ่มขึ้นทุก ๆ 5 เซนติเมตร จะยังเพิ่มโอกาสการเป็นโรคเบาหวานได้มากถึง 3-5 เท่า

แล้วจะรู้ได้อย่างไรว่าอ้วน วิธีการทำได้ง่าย ๆ โดยการวัดส่วนสูง น้ำหนักตัว และเส้นรอบเอวแล้วนำมาพิจารณาดังนี้

1) น้ำหนักตัวที่เหมาะสมเทียบกับส่วนสูง

น้ำหนักตัว (กิโลกรัม) ที่เหมาะสมสำหรับผู้หญิงเท่ากับ ส่วนสูง (เซนติเมตร) ลบ 110

น้ำหนักตัว (กิโลกรัม) ที่เหมาะสมสำหรับผู้ชายเท่ากับ ส่วนสูง (เซนติเมตร) ลบ 100

ตัวอย่างเช่น เปิ้ลสูง 155 เซนติเมตร น้ำหนักที่เหมาะสมคือ 155-110 = 45 กิโลกรัม ดังนั้น ถ้าน้ำหนักปัจจุบันของเปิ้ล มากกว่า 45 กิโลกรัม แสดงว่าน้ำหนักมากกว่าที่ควรจะเป็น

2) ดัชนีมวลกาย

ดัชนีมวลกาย (กิโลกรัมต่อเมตร) เท่ากับ น้ำหนัก (กิโลกรัม) ต่อ ส่วนสูง (เมตร)

ดัชนีมวลกายที่เหมาะสมทั้งผู้หญิงและชาย คือ 18.5-22.9 กิโลกรัมต่อเมตร

หากน้อยกว่า 18.5 หมายถึงผอม หากมากกว่า 22.9 ขึ้นไปถึง 24.9 หมายถึงน้ำหนักเกิน และหากมากกว่า 25 ขึ้นไป ถือว่าอ้วน

3) เส้นรอบเอว

ค่าปกติของเส้นรอบเอวสำหรับผู้หญิง ไม่ควรเกิน 80 เซนติเมตร หรือ 32 นิ้ว

ค่าปกติของเส้นรอบเอวสำหรับผู้ชาย ไม่ควรเกิน 90 เซนติเมตร หรือ 36 นิ้ว

การวินิจฉัยว่าอ้วนลงพุง จะวัดจากเส้นรอบเอวร่วมกับปัจจัยเสี่ยงต่าง ๆ เพิ่มเติมดังนี้ ความดันโลหิต 130 ต่อ 85 มิลลิเมตรปรอทขึ้นไป, น้ำตาลในเลือดหลังงดอาหาร 100 มิลลิกรัมต่อเดซิลิตรขึ้นไป, คอ เลสเตอรอลชนิดดี (เอชดีแอล) ต่ำกว่า 50 มิลลิกรัมต่อเดซิลิตรในผู้หญิงหรือต่ำกว่า 40 มิลลิกรัมต่อเดซิลิตรในผู้ชาย และไขมันไตรกลีเซอไรด์สูง 150 มิลลิกรัมต่อเดซิลิตรขึ้นไป

คำถามต่อมาก็คือ เราจะมีวิธีในการควบคุมน้ำหนัก เส้นรอบเอว ปริมาณไขมันได้อย่างไร

ก่อนอื่นต้องทำความเข้าใจก่อนว่า ความไม่สมดุลของพลังงานที่ได้รับจากการทานอาหารและพลังงานที่ร่างกายใช้ไปในกิจกรรมต่าง ๆ โดยเฉพาะอย่างยิ่งการทานอาหารที่มากเกินความต้องการของร่างกาย ทำให้เกิดโรคอ้วน ซึ่งส่วนใหญ่ขึ้นอยู่กับตัวเองดังคำกล่าวที่ว่า “สุขภาพของท่านเป็นอย่างไร ขึ้นอยู่กับสิ่งที่ท่านกิน”

อีกทั้ง ในแต่ละวันร่างกายมีความต้องการพลังงานของแต่ละคนแตกต่างกันไป ขึ้นอยู่กับสภาพร่างกาย ภาวะโภชนาการ และระดับกิจกรรมการเคลื่อนไหวออกแรง หรือการออกกำลังกาย วิธีการประมาณความต้องการพลังงานสามารถคิดได้ดังนี้

ความต้องการพลังงาน (แคลอรี่ ต่อ วัน) = น้ำหนักตัว (กิโลกรัม) อ 30

ถ้ามีน้ำหนักตัว 50 กิโลกรัม ความต้องการพลังงานคือ 50 อ 30 =  1500 แคลอรี่ต่อวัน

นั่นคือต้องได้รับพลังงาน 1500 แคลอรี่ต่อวัน เพื่อรักษาน้ำหนักตัวให้คงที่ในกรณีที่มีดัชนีมวลกายปกติ โดยทั่วไป การทานอาหาร 3 มื้อ มื้อละ 500 แคลอรี่ อย่างไรก็ตามในความเป็นจริง อาจทานอาหารที่มีพลังงานค่อนข้างมากในมื้อใดมื้อหนึ่ง เช่น มื้อเช้า หรือมื้อเที่ยง และพลังงานน้อยลงในมื้อที่เหลือ

หลักสำคัญในการควบคุมสมดุลพลังงานหรือควบคุมปริมาณพลังงานทั้งวันให้เป็นไปตามที่ควรได้รับ หากได้รับพลังงานมากเกินไป จะต้องมีกิจกรรมการเคลื่อนไหวออกแรง หรือการออกกำลังกายเพิ่มขึ้น เพื่อให้มีการเผาผลาญพลังงานสูงขึ้น ซึ่งจะช่วยให้เกิดสมดุลพลังงานได้ในที่สุด

โดยทั่วไป การออกกำลังกายควรทำให้ได้ 2-3 ชั่วโมงต่อสัปดาห์ โดยอาจเป็นวันละประมาณ 1 ชั่วโมง วันเว้นวันการออกกำลังกายมีหลายรูปแบบให้ผลแตกต่างกัน เช่น ว่ายน้ำ ขี่จักรยาน หรือวิ่ง ช่วยฝึกความทนของปอดและหัวใจสำหรับการออกกำลังกายใช้แรงต้าน เช่นการยกน้ำหนัก หรือซิทอัพ ช่วยเพิ่มความแข็งแรงของกล้ามเนื้อ ส่วนการเดินการทำงาน ทำอาชีพหรืองานอดิเรกที่ต้องออกแรง จัดเป็นกิจกรรมการเคลื่อนไหวออกแรง ซึ่งควรทำให้ได้ทุกวัน หรือเกือบทุกวัน หลักในการออกกำลังกายคือทำช้า ๆ มีช่วงพักและเมื่อเริ่มล้าให้หยุด.

รศ.ดร.นพวรรณ เปียซื่อ
โรงเรียนพยาบาลรามาธิบดี คณะแพทยศาสตร์โรงพยาบาลรามาธิบดี
มหาวิทยาลัยมหิดล

Advertisements

เผย 10 วิธีลดน้ำหนัก! เปลี่ยนบ้านเป็น ‘บ้านคนผอม’

นักวิชาการ แนะคนอ้วนปรับเปลี่ยนสิ่งแวดล้อม เพื่อช่วยลดความอ้วน เผย 10 วิธี เปลี่ยนบ้านคนอ้วน เป็น “บ้านคนผอม” เชื่อทำน้ำหนักลงได้…
เมื่อวันที่ 19 ก.พ. 57 พญ.ธิดากานต์ รุจิพัฒนกุล นักวิชาการโครงการ “รวมพลัง ขยับกาย สร้างสังคมไทย ไร้พุง” เครือข่ายคนไทยไร้พุง ราชวิทยาลัยอายุรแพทย์แห่งประเทศไทย สนับสนุนโดย สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) กล่าวว่า ปัจจุบันโรคอ้วนถือเป็นปัญหาใหญ่ เพราะเป็นต้นเหตุของการเกิดโรคเรื้อรัง ไม่ว่าจะเป็นความดันโลหิตสูง เส้นเลือดตีบตัน เป็นต้น ซึ่งการแก้ปัญหาโรคอ้วน จำเป็นต้องปรับเปลี่ยนพฤติกรรม ไม่ว่าจะเป็นการกินอยู่ เพิ่มการออกกำลังกาย โดยเฉพาะปัจจัยด้านสิ่งแวดล้อม หากอยู่ในสิ่งแวดล้อมที่ชวนอ้วน ก็จะอ้วนง่าย ในทางตรงข้าม ถ้าอยู่ในสิ่งแวดล้อมชวนผอม ก็จะลดน้ำหนักได้ง่ายขึ้นเช่นกัน การเปลี่ยนสิ่งแวดล้อมจึงต้องเริ่มจากที่ใกล้ตัวที่สุด คือ บ้าน ซึ่งมีวิธีเปลี่ยนให้เป็น “บ้านของคนผอม” ได้

พญ.ธิดากานต์ กล่าวว่า การเปลี่ยนสิ่งแวดล้อมในบ้าน คือ

1. ไม่ควรมีโทรทัศน์อยู่ที่โต๊ะอาหาร เพราะการดูโทรทัศน์ไปด้วยกินไปด้วย ทำให้เผลอกินแบบไร้สติ ซึ่งทำให้กินเยอะกว่าปกติได้

2. ใช้จานชามขนาดเล็ก มีงานวิจัยพบว่า ขนาดจานมีผลต่อปริมาณการกิน เพราะเมื่อเห็นว่ามีของดูน้อยก็จะกินมากกว่าปกติได้

3. กินข้าวด้วยตะเกียบ จะทำให้กินได้ช้าลง น้อยลง และยังกินน้ำมันและซอสจากอาหารได้น้อยกว่ากินด้วยช้อน

4. ไม่ตุนน้ำอัดลม น้ำชา เพราะเครื่องดื่มเติมน้ำตาลมีผลต่อความอ้วน

5. ไม่ตุนบะหมี่กึ่งสำเร็จรูป นอกจากอยู่ในภาวะจำเป็นจริงๆ เพราะบ่อยครั้งที่เรามักกินอาหารเหล่านี้ในช่วงดึก ซึ่งเป็นเวลาที่ไม่ควรกินอะไรเลย

พญ.ธิดากานต์ กล่าวต่อว่า

6. ตุนผักผลไม้ เช่น แครอท มะเขือเทศเชอรี่ แช่เย็นไว้ใช้กินเป็นของว่างแทนขนมต่างๆ ได้ และยังเป็นแหล่งของวิตามินและเส้นใยอาหารด้วย

7. มีอุปกรณ์กีฬาง่ายๆ ติดบ้าน เช่น เชือกสำหรับกระโดด ห่วงฮูลาฮูปแบบตัน รองเท้าผ้าใบ จะทำให้เพิ่มกิจกรรมออกกำลังได้มากขึ้น

8. บ้านสะอาด การทำความสะอาดบ้าน เช่น  กวาดบ้าน ถูบ้าน ดูดฝุ่น กวาดใบไม้ เป็นกิจกรรมเรียกเหงื่อได้อย่างดี

9. ตั้งกฎจำกัดการดูโทรทัศน์ งานวิจัยหลายชิ้นพบว่า จำนวนชั่วโมงที่นั่งดูโทรทัศน์หรือนั่งเล่นคอมพิวเตอร์ แปรผันตรงกับความเสี่ยงที่จะอ้วนง่าย โดยเฉพาะติดจนนอนดึก จึงไม่ควรดูโทรทัศน์เกินกว่า 2 ชั่วโมงต่อวัน และ

10. ติดข้อความเสริมสร้างแรงบันดาลใจ ติดอยู่ตามมุมต่างๆ ของบ้าน เพราะการลดน้ำหนักนั้น ต้องเริ่มที่ใจเป็นอันดับแรก เมื่อลดน้ำหนักลงก็จะทำให้สุขภาพดีขึ้นตามมา.

ที่มา: ไทยรัฐ 19 กุมภาพันธ์ 2557

ออกกำลัง 30 นาที หนีโรคมะเร็งมดลูก

thairath130920_001นักวิจัยมหาวิทยาลัยอิมพีเรียล คอลเลจ ลอนดอน ยืนยันว่าสตรีทั้งหลายจะหนีพ้นจากโรคมะเร็งเยื่อบุมดลูกได้ ชั่วแต่เพียงออกกำลังให้ได้วันละ 30 นาที และรักษาน้ำหนักตัวที่เหมาะสมให้คงเอาไว้

ถ้าหากเป็นผู้หญิงอังกฤษเองจะหนีพ้นมันได้ตั้งเกือบครึ่ง ถ้ายังคงรักษารูปทรงให้ผอมบางและออกกำลังประจำอยู่ แทนที่จะต้องเสียชีวิตลงด้วยโรคกันปีละประมาณ 3,700 คน เหมือนอย่างในเวลานี้

คณะนักวิจัยได้ข้อมูลจากการวิเคราะห์และตรวจเทียบเคียงเอกสาร รายงานผลการวิจัยโรคมะเร็งเยื่อบุมดลูกทางวิทยาศาสตร์ที่ทำกันจากทั่วโลกเป็นครั้งแรก

ดร.เทเรซา นอรัต ผู้เป็นหัวหน้าทำงานให้ความเห็นว่า “ถ้าหากออกกำลังไว้ อย่าให้น้ำหนักตัวเกินไป จะสามารถหลีกโรคมะเร็งมดลูกให้ห่างและช่วยให้สุขภาพทั่วไปดีด้วย”.

ที่มา: ไทยรัฐ 20 กันยายน 2556

.

Related Article:

.

dailymail130911_001

38 minutes of exercise every day ‘cuts cancer of the womb risk by half’

  • ‘Strong evidence’ physical exercise and maintaining healthy weight cuts risk
  • Study suggests drinking coffee could also help women protect themselves

By DAILY MAIL REPORTER

PUBLISHED: 00:43 GMT, 11 September 2013

Keeping active for half an hour a day can reduce the risk of cancer of the womb by nearly half, according to a study.

Just 38 minutes of daily physical activity, combined with maintaining a healthy weight, could help to prevent 44 per cent of new cases in Britain.

The World Cancer Research Fund’s Continuous Update Project found strong evidence that about 3,700 cases could be prevented every year.

Only 56 per cent of UK women are active for at least 30 minutes a day, five days a week, and only 39 per cent are a healthy weight.

Womb cancer mostly affects women aged over 60. The most common is endometrial – affecting the womb lining – which is fourth most common of all cancers affecting British women.

Doctor Elisa Bandera, a CUP panel member and Associate Professor of Epidemiology at Rutgers Cancer Institute in the United States, said: ‘Endometrial cancer is one of the most common cancers among women, but a significant proportion of cases could be prevented every year by maintaining a healthy weight and being physically active.

Fellow CUP panel member Professor Hilary Powers, of Sheffield University, said: ‘It is not just the individual who can make changes to reduce their risk of cancer.

‘Governments and other organisations can do a lot to make a healthier lifestyle an easier option for us all.’

Researchers at Imperial College London collated and reviewed all the scientific research available on womb cancer, diet, physical activity and body weight in the first global review since 2007.

An international panel of experts judged the evidence and scientists at WCRF estimated that about 44 per cent of UK cases could be prevented through physical activity and body weight.

Scientists believe there are several reasons for the link between body fat and cancer, such as fat cells releasing hormones that can increase the risk of some cancers.

Regular physical activity can help to keep these hormone levels healthy as well as strengthening the immune system and maintaining a healthy digestive system.

World Cancer Research Fund executive director Karen Sadler said: ‘To reduce the risk of womb and other cancers, World Cancer Research Fund recommends being as lean as possible without becoming underweight and being active for at least 30 minutes every day.

The study also revealed evidence that drinking coffee can cut the risk of womb cancer, but not enough to recommend it as a  protection.

Karen Sadler of the WCRF said: ‘The evidence on coffee is very interesting, but a lot more work still needs to be done.’

SOURCE: www.dailymail.co.uk

จะต่ออายุเองได้ ก็ต้องหมั่นขยัน

thairath130916_001วารสาร “เวชศาสตร์ป้องกัน” ของสหรัฐฯ แจ้งว่า มหาวิทยาลัยควีนส์ของแคนาดา ศึกษาพบว่า คนที่เป็นผู้ใหญ่ที่ขยันออกกำลังขนาดปานกลาง ให้ได้อาทิตย์ละเป็นเวลานานไม่ต่ำกว่า 2 ชั่วโมงครึ่ง จะมีอายุยืนยาวกว่าคนที่ไม่ได้ปฏิบัติมากถึง 5 ปี

ผลการศึกษาบอกให้รู้ว่า ถ้าหากเป็นหนุ่มวัย 20 ปี ขยันออกกำลังขนาดนี้ จะช่วยให้ตนเองอายุยืนกว่าปกติได้มากถึง 2.4 ปี และถ้าเป็นสาวรุ่นราวคราวเดียวกัน ก็อาจจะมีอายุยืนยาวมากกว่าถึง 3 ปีเต็ม แต่ที่น่าประหลาดใจมากกว่าเพื่อน ก็คือ ถ้าหากเป็นสตรีผิวสีที่ไม่ใช่เชื้อสายละตินอเมริกัน อาจจะมีอายุยืนได้จนถึง 5.5 ปี

ดร. เอียน แจนเสน หัวหน้านักวิจัย กล่าวว่า ผลการค้นพบเรื่องนี้ เหมาะกับเจ้าหน้าที่สาธารณสุข จะเอาไปเผยแพร่กับประชาชนมากที่สุด “เพราะเคยมีผลการวิจัยแสดงว่า ข่าวสารทางสุขภาพที่มีพลังให้คนเปลี่ยนนิสัยไปได้มากที่สุดนั้น จะต้องเข้าใจง่าย ตรงไปตรงมา แสดงความหมายออกมาให้เห็นอย่างแจ่มแจ้ง และเรื่องนี้ก็นับว่าเข้าเค้ามากที่สุด เพราะมันเท่ากับบอกพวกเขาว่า ถ้าอยากจะมีอายุยืนยาวอีก 2 ปีครึ่ง ก็จงขยันเอาไว้”.

ที่มา: ไทยรัฐ 16 กันยายน 2556

.

Related Article:

.

Credit: nationalnursingreview.com

Credit: nationalnursingreview.com

Total amount of exercise important, not frequency, research shows

2013-06-20

A new study by Queen’s University researchers has determined that adults who accumulated 150 minutes of exercise on a few days of the week were not any less healthy than adults who exercised more frequently throughout the week.

Ian Janssen (School of Kinesiology and Health Studies) and his graduate student Janine Clarke studied 2,324 adults from across Canada to determine whether the frequency of physical activity throughout the week is associated with risk factors for diabetes, heart disease and stroke.

“The findings indicate that it does not matter how adults choose to accumulate their 150 weekly minutes of physical activity,” says Dr. Janssen. “For instance, someone who did not perform any physical activity on Monday to Friday but was active for 150 minutes over the weekend would obtain the same health benefits from their activity as someone who accumulated 150 minutes of activity over the week by doing 20-25 minutes of activity on a daily basis.”

Physical activity was measured continuously throughout the week by having research participants wear accelerometers on their waists. Accelerometers are tiny electrical devices (about the size of a small package of matches) that record how much a person moves every minute.

Dr. Janssen divided the adults who met the physical activity guidelines (more than 150 minutes per week of aerobic activity) into those who were frequently active (active five to seven days of the week) and infrequently active (active one to four days of the week).

“The important message is that adults should aim to accumulate at least 150 minutes of weekly physical activity in whatever pattern that works for their schedule.”

The paper was published in Applied Physiology, Nutrition and Metabolism.

SOURCE : www.queensu.ca

การยืดเหยียดกล้ามเนื้อก่อนออกกำลังกายมากเกินไปอาจเป็นผลเสีย

voathai130410_001เมื่อไม่นานมานี้หนังสือพิมพ์ New York Times รายงานเรื่องผลการศึกษาชิ้นใหม่ในโครเอเซียเกี่ยวกับการยืดเหยียดกล้ามเนื้อหรือ stretching  ก่อนการออกกำลังกาย ว่าหากทำมากเกินไปจะเป็นผลให้กล้ามเนื้ออ่อนล้าหมดแรงและทำให้เกิดการบาดเจ็บได้ โดยเฉพาะสำหรับการออกกำลังกายแบบยกน้ำหนัก การศึกษานี้ชี้แนะว่าควรจำกัดการยืดเหยียดกล้ามเนื้อก่อนออกกำลังกายให้อยู่ในระดับพอประมาณไม่มากเกินไป และให้ความสนใจกับการยืดเหยียดกล้ามเนื้อเพื่อช่วยการฟื้นตัวหลังการออกกำลังกายมากกว่า และควรให้ความสำคัญกับการยืดเหยียดกล้ามเนื่อนี้ควบคู่กับการอบอุ่นร่างกายก่อนออกกำลังเพื่อป้องกันการบาดเจ็บของกล้ามเนื้อ

10.04.2013

ที่มา : www.voathai.com

.

Related Article :

.

nytimes130403_001

Reasons Not to Stretch

By GRETCHEN REYNOLDS
APRIL 3, 2013,

Most of us grew up hearing that we should warm up with a stretch. Strike and hold a pose, such as touching your toes, for 30 seconds or more, we were told, and you’ll be looser, stronger and injury-proof.

But anyone who follows fitness science — or this column — knows that in recent years a variety of experiments have undermined that idea. Instead, researchers have discovered, this so-called static stretching can lessen jumpers’ heights and sprinters’ speeds, without substantially reducing people’s chances of hurting themselves.

Now, two new studies are giving us additional reasons not to stretch.

One, a study being published this month in The Journal of Strength and Conditioning Research, concluded that if you stretch before you lift weights, you may find yourself feeling weaker and wobblier than you expect during your workout. Those findings join those of another new study from Croatia, a bogglingly comprehensive re-analysis of data from earlier experiments that was published in The Scandinavian Journal of Medicine and Science in Sports. Together, the studies augment a growing scientific consensus that pre-exercise stretching is generally unnecessary and likely counterproductive.

Many issues related to exercise and stretching have remained unresolved. In particular, it is unclear to what extent, precisely, subsequent workouts are changed when you stretch beforehand, as well as whether all types of physical activity are similarly affected.

For the more wide-ranging of the new studies, and to partially fill that knowledge gap, researchers at the University of Zagreb began combing through hundreds of earlier experiments in which volunteers stretched and then jumped, dunked, sprinted, lifted or otherwise had their muscular strength and power tested. For their purposes, the Croatian researchers wanted studies that used only static stretching as an exclusive warm-up; they excluded past experiments in which people stretched but also jogged or otherwise actively warmed up before their exercise session.

The scientists wound up with 104 past studies that met their criteria. Then they amalgamated those studies’ results and, using sophisticated statistical calculations, determined just how much stretching impeded subsequent performance.

The numbers, especially for competitive athletes, are sobering. According to their calculations, static stretching reduces strength in the stretched muscles by almost 5.5 percent, with the impact increasing in people who hold individual stretches for 90 seconds or more. While the effect is reduced somewhat when people’s stretches last less than 45 seconds, stretched muscles are, in general, substantially less strong.

They also are less powerful, with power being a measure of the muscle’s ability to produce force during contractions, according to Goran Markovic, a professor of kinesiology at the University of Zagreb and the study’s senior author. In Dr. Markovic and his colleagues’ re-analysis of past data, they determined that muscle power generally falls by about 2 percent after stretching.

And as a result, they found, explosive muscular performance also drops off significantly, by as much as 2.8 percent. That means that someone trying to burst from the starting blocks, blast out a ballistic first tennis serve, clean and jerk a laden barbell, block a basketball shot, or even tick off a fleet opening mile in a marathon will be ill served by stretching first. Their performance after warming up with stretching is likely to be worse than if they hadn’t warmed up at all.

A similar conclusion was reached by the authors of the other new study, in which young, fit men performed standard squats with barbells after either first stretching or not. The volunteers could manage 8.3 percent less weight after the static stretching. But even more interesting, they also reported that they felt less stable and more unbalanced after the stretching than when they didn’t stretch.

Just why stretching hampers performance is not fully understood, although the authors of both of the new studies write that they suspect the problem is in part that stretching does exactly what we expect it to do. It loosens muscles and their accompanying tendons. But in the process, it makes them less able to store energy and spring into action, like lax elastic waistbands in old shorts, which I’m certain have added significantly to the pokiness of some of my past race times by requiring me manually to hold up the garment.

Of course, the new studies’ findings primarily apply to people participating in events that require strength and explosive power, more so than endurance. But “some research speaks in favor” of static stretching impairing performance in distance running and cycling, Dr. Markovic said.

More fundamentally, the results underscore the importance of not prepping for exercise by stretching, he said. “We can now say for sure that static stretching alone is not recommended as an appropriate form of warm-up,” he said. “A warm-up should improve performance,” he pointed out, not worsen it.

A better choice, he continued, is to warm-up dynamically, by moving the muscles that will be called upon in your workout. Jumping jacks and toy-soldier-like high leg kicks, for instance, prepare muscles for additional exercise better than stretching. As an unscientific side benefit, they can also be fun.

SOURCE : well.blogs.nytimes.com

ทางหนีสมองเสื่อมสำหรับคนชอบดื่ม

dailynews130422_001ผู้ที่ชอบดื่มแอลกอฮอล์ ชนิดที่คนรอบข้างยกให้เป็นคอเหล้าหรือนักดื่ม ไม่ควรพลาดข้อมูลควรรู้จากผลวิจัยของมหาวิทยาลัยโคโลราโด สหรัฐ ซึ่ง ‘ฮอลลิส แคโรลี’ หัวหน้าทีมวิจัยเล่าไว้ว่า โดยทั่วไป สมองของคนเราจะค่อยๆ เสื่อมถอยไปตามกาลเวลา แต่อีกปัจจัยที่นำความเสื่อมมาสู่สมองได้เร็วยิ่งขึ้น คือ เครื่องดื่มมึนเมาหรือแอลกอฮอล์ ยิ่งนักดื่มรายใด ดื่มบ่อย ดื่มจัดหนัก สมองก็จะยิ่งเสื่อมเร็วขึ้นไปอีก

ทว่าผลจากการศึกษาค้นคว้า พบว่า นักดื่มพอจะมีหนทางชะลอหรือหลีกหนีความเสื่อมของสมองจากพิษสงของแอลกอฮอล์ได้ เพียงแค่ออกกำลังกายแบบแอโรบิค ซึ่งก็คือ การออกกำลังกายที่ส่งผลให้หัวใจทำงานมากขึ้น เช่น วิ่ง ว่ายน้ำ เต้นแอโรบิค ปั่นจักรยาน ที่สำคัญจะต้องทำให้ได้อย่างสม่ำเสมอ

ก่อนจะสรุปออกมาได้ขนาดนี้ ทีมวิจัยได้ศึกษาผลการสแกนภาพสมองด้วยเครื่อง MRI ของอาสาสมัคร 60 ราย ร่วมกับข้อมูลด้านพฤติกรรมการดื่ม การสูญเสียการควบคุมจากการดื่มหนัก ความถี่ในการออกกำลังกายแบบแอโรบิค ผลจากการวิเคราะห์ข้อมูลเหล่านี้ ทำให้เชื่อได้ว่า คนที่ดื่มหนัก แล้วขาดหรือไม่ค่อยได้ออกกำลังกาย จะมีสภาพความเสื่อมของสมองชัดเจนกว่านักดื่มที่ออกกำลังกายหนักหรือสม่ำเสมอ โดยเฉพาะบริเวณที่เรียกว่า เนื้อสมองสีขาว (white-matter)

แม้ผลวิจัยดังกล่าวจะทำให้นักดื่มใจชื้นขึ้นได้บ้าง แต่ก็ใช่ว่าจะรอไปออกกำลังกายหลังจากวันที่ไปดื่มมาเท่านั้น ที่ดีที่สุด คือ ทุกคนควรออกกำลังกายเป็นประจำ เพื่อเสริมประสิทธิภาพและชะลอความเสื่อมของสมอง โดยเฉพาะด้านการเรียนรู้ จดจำ และการควบคุมตนเอง.

ทีมเดลินิวส์ออนไลน์
takecareDD@gmail.com

ที่มา :  เดลินิวส์ 22 เมษายน 2556

.

Related Article :

.

Exercise might have a protective effect from brain-damaging alcohol.

Exercise might have a protective effect from brain-damaging alcohol.

Report: Exercise Might Prevent Alcohol’s Brain-Damaging Effects

Those who exercised the most saw ‘no strong relationship’ between white matter damage and heavy drinking

By JASON KOEBLER

April 16, 2013

Good news for people who drink hard and exercise hard: Exercise might mitigate brain damage caused by heavy drinking.

People who exercised often did not show a “strong relationship between white matter damage and heavy drinking,” unlike those who drank but did not exercise much, according to Hollis Karoly, a researcher at the University of Colorado, Boulder and lead author of the study, which was published Tuesday in the journal Alcoholism: Clinical & Experimental Research.

White matter is one of the main components of the brain and is involved with learning, processing, cognition and communication between different regions of the brain. In the past, “heavy alcohol exposure [has been] significantly associated with decreased white matter fiber quality,” according to the study. The study asked participants to self-report their drinking and aerobic exercise habits, which include running, walking, cycling and other light-to-moderate intensity activities.

Previous studies have also shown that people who exercise regularly have better white matter “integrity” than those who don’t. Karoly says the “protective or reparative neurobiological effects” of exercise extend to those who drink heavily.

Because the study relied on self-reported drinking and exercise data, Karoly can’t prescribe a certain type or amount of exercise in order to mitigate alcohol’s brain-damaging effects. She says her findings are “preliminary” but are “consistent with the hypothesis that aerobic exercise may mitigate or reverse alcohol-related damage.”

“Given that we did not have control over the duration, intensity, frequency or type of aerobic exercise in which participants engaged, it is difficult to address the ‘dose’ of aerobic exercise that may be necessary to obtain neuroprotective benefits,” the study says.

Karoly says future research will seek to discover the mechanism by which exercise protects the brain. It is still unclear whether going for a run the day after a late night out can help mitigate alcohol’s effects or whether the exercise must be a consistent lifestyle choice.

“We were only taking into account recent exercise and drinking behavior,” she says. “It’d be interesting to look at longer-term exercise to control for how many years a person has been doing an exercise or drinking.”

SOURCE : www.usnews.com

โทษรถเก๋งเป็นตัวการทำให้คนอ้วนยิ่งกว่านั่งรถเมล์-ขี่จักรยานทำงาน

หมอผู้เชี่ยวชาญโรคหัวใจและเบาหวาน โทษรถยนต์เป็นตัวการทำให้คนเราอ้วน เพราะขับรถเก๋งไปทำงาน ทำให้อ้วนมากกว่าผู้ที่นั่งรถไฟฟ้า รถเมล์และขี่จักรยาน

หมอทากามิ สุกิยามา แห่งสถาบันโรคหัวใจและเบาหวานออสเตรเลีย กล่าวอย่างหนักแน่นว่า “ถึงจะออกกำลังอย่างหนักหน่วงเมื่อยามว่างก็ตาม การขับรถไปทำงานทุกวัน จะทำให้อ้วนขึ้นได้”

เขากับคณะได้พบในการศึกษากับผู้ใหญ่ 822 คนว่า “ผู้ที่ขับรถไปทำงาน แม้ว่าจะออกกำลังอาทิตย์ละอย่างต่ำ 2 ชม.ครึ่ง ก็ยังอ้วน ชั่วเวลา 4 ปี จะอ้วนขึ้นอีกเฉลี่ยแล้วคนละ 4 ปอนด์ ในช่วงเวลานานๆ แม้จะพยายามออกกำลังสักเท่าไร ก็ยังไม่อาจป้องกันผู้ที่ขับรถไปทำงานอ้วนขึ้นได้อยู่ดี”.

ที่มา :  ไทยรัฐ  7 กุมภาพันธ์ 2556

.

Related Article :

.

Credit : foxnews

Credit : foxnews

Car commuters gain more weight

Last Updated: 2013-01-25 15:59:08 -0400 (Reuters Health)

By Kathryn Doyle

NEW YORK (Reuters Health) – People driving to work every day are packing on more pounds than their colleagues on trains, buses and bikes, according to a new study from Australia.

“Even if you are efficiently active during leisure time, if you use a car for commuting daily then that has an impact on weight gain,” lead author Takemi Sugiyama of the Baker IDI Heart and Diabetes Institute in Melbourne told Reuters Health.

Among people in the study who got at least two and a half hours of weekly exercise, car commuters gained an average of four pounds over four years – one pound more than people who got to work another way or worked from home.

Of 822 study participants, only those who got enough weekly exercise and never drove to work managed to stave off any weight gain over the course of the study.

Participants who didn’t get enough weekly exercise also gained weight, but how much they gained wasn’t tied to their mode of getting to work, according to results published in the American Journal of Preventive Medicine.

“Simply achieving the amount of moderate physical activity otherwise recommended won’t provide enough compensation to overcome the effect of commuting for a long period of time,” said Lawrence Frank of the School of Community and Regional Planning at the University of British Columbia in Vancouver, Canada.

But there are probably other factors at work that were not considered in the study, noted Frank, who was not involved in the new research.

“People who have longer commutes tend to purchase a lot of their food and run a lot of errands on their way to and from work,” which could influence weight gain, Frank told Reuters Health.

And 80 percent of car trips are non-commuting, he points out.

Previous studies that focused on total time spent in cars per day have also found a link to becoming overweight or obese.

A 2004 study of adults in Atlanta, Georgia, found that each additional hour of time spent in a car each day was associated with a six percent increase in the chances of obesity.

“Commuting is a truly important predictor of obesity,” Frank said.

In Australia, about 80 percent of working adults take a car to work every day – similar to the 86 percent figure in the U.S.

But many of those people don’t have another option, said Sugiyama, who researches health risks in daily life.

“The message is, if possible try to avoid cars, but for many people that sort of choice isn’t available,” he said.

That’s largely due to the layout of cities and suburban areas, according to Frank, a registered landscape architect. “Spreading growth out, and building cities to add cheaper housing at the outskirts is a problem,” he said.

“It’s the responsibility of government to provide public transport to and from work, and design neighborhoods where short walks are accessible to people,” said Sugiyama. “But that’s a long term solution.”

SOURCE : http://bit.ly/VvDxYB

American Journal of Preventive Medicine, online January 8, 2013.

SOURCE : reuters.com

สมองเสื่อม

dailynews130210_002โรคสมองเสื่อม พบมากในกลุ่มผู้สูงอายุ นอกจากจะเป็นปัญหาต่อตัวของผู้ป่วยเองแล้ว ผู้ดูแลก็เกิดความเครียดและกังวลเช่นกัน

นพ.เอกราช เพิ่มศรี ผู้ช่วยผู้อำนวยการ สถาบันเวชศาสตร์ผู้สูงอายุ กรมการแพทย์ กระทรวงสาธารณสุข กล่าวว่า คำว่า “โรคสมองเสื่อม” เป็นคำเรียกกว้าง ๆ มีหลายชนิด หนึ่งในนั้นก็คือ “โรคสมองเสื่อมอัลไซเมอร์”

“โรคสมองเสื่อมอัลไซเมอร์” อาจป้องกันไม่ได้ แต่พบว่าคนไข้ประมาณ 30% มีความสัมพันธ์กับเส้นเลือดที่ไปเลี้ยงสมองตีบตัน หรือได้รับอุบัติเหตุ สมองบาดเจ็บ ถ้าเส้นเลือดดี เลือดไปเลี้ยงสมองดี น่าจะลดการเป็นโรคสมองเสื่อมได้หลายชนิด รวมทั้ง “โรคสมองเสื่อมอัลไซเมอร์” ด้วย

สาเหตุที่ทำให้เส้นเลือดตีบตัน เช่น โรคความดันโลหิตสูง โรคเบาหวาน โรคไขมันในเลือดสูง การสูบบุหรี่ ขาดการออกกำลังกาย ถ้าจัดการปัญหาตรงนี้ได้ ปรับเปลี่ยนพฤติกรรมทำให้เส้นเลือดดี คาดว่าโรคสมองเสื่อมจะลดลง

“โรคสมองเสื่อมอัลไซเมอร์” เจอในคนที่อายุมากแล้ว กว่าจะเกิดอาการก็อายุประมาณ 60 ปี แต่สมองเสื่อมบางอย่างพบได้ก่อน เช่น เป็นความดันเรื้อ รังควบคุมไม่ดี เป็นอัมพฤกษ์ตั้งแต่อายุ 50 ปี พอ 51 ปีอาจสมองเสื่อมแล้ว เราเรียกว่าสมองเสื่อมจากเส้นเลือดตีบ หรือรถคว่ำตอนอายุ 30 ปี มีเลือดคั่งในสมอง อายุ 40 ปีอาจสมองเสื่อมแล้วก็ได้ บางคนขาดวิตามิน หรือต่อมไทรอยด์ทำงานบกพร่อง เจอตั้งแต่อายุ 40 ปีก็ได้

ตอนนี้ก็พยายามรณรงค์ให้คนรู้จักอาการเริ่มต้นของโรคสมองเสื่อม จะได้ไปพบแพทย์ตรวจหาสาเหตุและทำการรักษาเยียวยา โดยสัญญาณของโรคสมองเสื่อมมีดังนี้

1. สมาธิ คนที่ไม่มีสมาธิเป็นสัญญาณของโรคสมองเสื่อม เช่น ให้ลองไล่วันจันทร์ถึงอาทิตย์ย้อนหลัง คนมีสมาธิถึงจะทำได้ โดยไล่ว่า วันอาทิตย์ วันเสาร์ วันศุกร์ การจำหมายเลขโทรศัพท์ก็ต้องใช้สมาธิ ถ้าเซฟไว้ในเครื่องจะตัดการฝึกการจำตรงนี้ไป

2. สังคม คนที่สมองเสื่อมจะแปรผลสังคมผิด เช่น ผมหน้าบึ้งคนทั่วไปรู้ว่าอารมณ์ไม่ดี ต้องพูดกับผมในอีกแบบหนึ่ง แต่คนสมองเสื่อมแปลไม่ออกว่าคนนี้หน้าบึ้ง ต้องอารมณ์เสียแน่ เขาจะพูดเหมือนไม่รู้ เรียกว่าเสียความรับรู้ทางสังคมไป

3. ความจำ ตรงนี้เข้าใจง่าย เช่น ลืม ขี้ลืม ถามอะไรซ้ำ ๆ

4. การวางแผน บริหาร ในกลุ่มคนที่สมองเสื่อมการวางแผน บริหารจัดการจะเสียไป ดังนั้นถ้ามองดูคนรอบข้างเริ่มวางแผนบริหารอะไรบางอย่างผิดพลาด สมมุติว่าวันนี้วันอาทิตย์อยากไปพักผ่อนต้องเริ่มคิดก่อนว่าจะไปไหน ใช้เส้นทางไหน ขับรถไปอย่างไร พอไปถึงก็หยุดทำกิจกรรม แต่คนสมองเสื่อมจะไม่สามารถวางแผนได้ลุล่วง บางทีพับผ้าก็พับอยู่อย่างนั้น หยุดไม่เป็น ความคิดริเริ่มในการบริหารจัดการเสียไปหมด

5. ทิศทาง ทักษะ เสียไป หลงทิศ หลงทาง ลูกบิดประตูบ้านเดิมบิดขวาตลอด วันหนึ่งเริ่มงง เริ่มบิดซ้ายบ้าง ขวาบ้าง ไม่รู้ทิศทางไหนกันแน่

6. พฤติกรรม อารมณ์เปลี่ยน ซึมเศร้าง่าย หงุดหงิดง่าย มีความฝันผิดปกติ เห็นภาพหลอน เห็นคนตายมาหา ได้ยินเสียงเรียก

ถ้าเริ่มมีปัญหาอย่างใดอย่างหนึ่งควรเข้าสู่กระบวนการตรวจคัดกรอง  6 ข้อที่กล่าวมาอาจมีปัญหาได้โดยที่ยังไม่เป็นอัลไซเมอร์ก็ได้ หากคุณเป็นโรคซึมเศร้า เครียดเรื้อรัง ก็ทำให้สมาธิหาย ความสามารถทางสังคมเสียไป ความจำก็แย่ อันนี้เรียกว่า “สมองเสื่อมปลอม” พอให้ยาต้านเศร้า หรือรักษาความเครียดอาจกลับคืนมาเป็นปกติได้

การพูดถึง “สารเอ็นโดรฟิน” กับการป้องกัน “โรคสมองเสื่อม” น่าจะเป็นเรื่องของเส้นเลือด จะสังเกตว่า เวลาออกกำลังกาย เลือดสูบฉีดไปเลี้ยงสมองดีขึ้น สันนิษฐานว่าสมองเสื่อมหลายอย่างป้องกันได้ ดังนั้นตอนนี้ในงานวิจัยสิ่งที่มีประโยชน์ที่สุดในการป้องกันโรคสมองเสื่อม คือ การออกกำลังกายและควบคุมโรคเรื้อรังให้ดี มากกว่าการกินอาหารเสริมด้วยซ้ำไป

ความเชื่อเรื่องการกินอาหารเสริมช่วยป้องกันโรคสมองเสื่อมนั้น ประเด็นนี้เปราะบางมาก เนื่องจากเป็นเรื่องของการค้าขาย ขอเรียนว่า หลักการของอาหารเสริมหรือวิตามินต่าง ๆ ถ้าขาดอาจเป็นได้ แต่ถ้าเกินมันไม่ช่วย เช่น ขาดวิตามินอีมีอาการสมองเสื่อมได้ แต่เสริมทุกวันให้เกินตลอดเวลาไม่ได้ช่วย ไม่มีประโยชน์ และบางอย่างสะสมในตับได้.

นวพรรษ บุญชาญ รายงาน

ที่มา : เดลินิวส์ 10 กุมภาพันธ์ 2556

เดินช่วยยืดอายุผู้ป่วยมะเร็งลำไส้ให้ยืนนานมากกว่าคนเอาแต่นอนเกือบครึ่งเท่าตัว

thairath130206_001สมาคมต่อต้านโรคมะเร็งของสหรัฐฯแจ้งว่า  ผู้ป่วยโรคมะเร็งลำไส้ หากพยายามเดินให้บ่อยกว่าการนอนบนที่นอน จะไม่ค่อยเสียชีวิต แม้ว่าจะถูกวินิจฉัยโรคมานานตั้ง 7 ปีแล้ว

หัวหน้านักวิจัยปีเตอร์ แคมป์เบลล์ กล่าวอธิบายว่า เรื่องนี้ไม่ใช่จะอวดว่าการออกกำลังจะช่วยยืดอายุการอยู่รอดออกไปได้ แต่การออกกำลังจะให้คุณมากกว่าการไม่ได้ทำ ไม่ว่าจะเป็นการเดิน ยืดเส้นยืดสายและการทำสวน แค่ครั้งละ 5-10 นาที ก็พอ โดยไม่จำเป็นต้องเหนื่อยยาก ถึงกับไปวิ่งมาราธอนหรือไปไต่เขา

เขากับคณะได้วิเคราะห์กรณีของผู้ป่วยชาวอเมริกัน ได้พบว่า ผู้ป่วยที่ออกกำลังมากที่สุด โดยเดินได้นานอาทิตย์ละ 2-2.30 ชม. หรือมากกว่านั้น ต่างจะพากันยืดอายุการอยู่รอดออกไปได้มากกว่าผู้ที่ไม่ค่อยได้ปฏิบัติ ระหว่างร้อยละ 28-42

อย่างไรก็ดี นักวิจัยได้เตือนว่า การออกกำลังไม่ใช่ถึงขนาดจะใช้แทนการรักษาตามมาตรฐานอย่าง เช่น การผ่าตัด และในบางราย อาจเป็นเคมีบำบัดกันได้.

ที่มา : ไทยรัฐ 6 กุมภาพันธ์ 2556

.

Related Article:

.

Exercise tied to better colon cancer survival odds

By Genevra Pittman | Reuters – Thu, Jan 24, 2013

NEW YORK (Reuters Health) – People with colon cancer who spend more time walking and fewer hours on the couch are less likely to die over the seven to eight years after being diagnosed, a new study suggests.

The findings don’t prove exercise itself boosts a person’s survival chances, researchers said. But the pattern held even after the study team took into account how advanced patients’ cancers were, their age and other aspects of their diet, lifestyle and health.

“Any activity is better than none,” including walking, stretching and gardening, said Peter Campbell, the lead researcher on the study from the American Cancer Society.

“Five to ten minutes at a time is fine, and the type of activity we’re talking about here, this isn’t marathon running or climbing the Alps.”

Campbell’s analysis included about 2,300 people who developed colon cancer out of an initial pool of 184,000 volunteers in a cancer prevention and nutrition study launched in 1992.

Over an average of eight years after their diagnosis, 846 people with colon cancer died – including 379 from cancer.

The researchers found that study participants who exercised the most – equal to two and half hours of walking per week or more – both before and after being diagnosed were 28 to 42 percent less likely to die during the follow-up period than those who barely exercised at all.

Spending six or more hours of leisure time on the couch daily before diagnosis, compared to less than three hours, was tied to a 36 percent higher chance of dying. Being sedentary after a cancer diagnosis was linked to a 27 percent increased risk of death – although that particular finding could have been due to chance, the researchers noted this week in the Journal of Clinical Oncology.

To account for the fact that very sick people can’t exercise, Campbell and his colleagues excluded anyone who died within two years of their last survey, and found similar results.

Researchers have known for a while that obesity and exercise affect a person’s risk of getting colon cancer in the first place, said Dr. Jeffrey Meyerhardt from the Dana-Farber Cancer Institute in Boston, who has also studied exercise and colon cancer survival.

“The question when you’re a patient with colorectal cancer is, ‘Do those things matter once I get the disease? Are there things I can do in addition to standard treatment to reduce my risk of recurrence?'” he told Reuters Health.
Researchers said there are a couple of possible explanations for why exercise, both pre- and post-diagnosis, might benefit people with cancer.

“What we think is at least part of what is happening is, people are going into surgery and adjuvant treatment in a more fit state,” Campbell told Reuters Health.

In addition, he said, “If you’re active both before and after diagnosis, there are a lot of changes that occur in your blood,” such as in levels of insulin and other hormones.

“There are a lot of systemic changes that occur that probably decrease your chance of recurrence and ultimately dying.”

People in the study who exercised regularly were less likely to die in general and of cardiovascular disease – such as heart attacks and lung disease – in particular. For those patients, exercise likely has the same benefit as for cancer-free people, Campbell said.

“Patients that have colon cancer, about two-thirds of them survive after five years and what they end up dying of is what all older people end up dying of, and that’s usually cardiovascular disease.”

He said people with colon cancer should discuss with their doctors when they can get back to physical activity. Some patients with anemia, for example, might want to hold off on exercise, and others who are immune compromised should probably avoid public gyms.

Meyerhardt recommended that people who exercised before their diagnosis return to that level of activity. Those who are new to exercise should take small steps toward increasing their activity, he added, such as walking and physical therapy.

However, Meyerhardt emphasized, exercise isn’t a substitute for standard colon cancer treatments like surgery, and in some cases, chemotherapy.

SOURCE: http://bit.ly/WhX6oU Journal of Clinical Oncology, online January 22, 2013.
SOURCE: news.yahoo.com

ออกกำลังให้ดีต้องฟังเพลงคลาสสิก บันดาลให้หัวใจเต้นช้าความดันลด

Classical music helps to limit stress making your work out more effective

Classical music helps to limit stress making your work out more effective

นักประสาทวิทยาพบว่า การฟังเพลงคลาสสิกขณะออกกำลัง จะช่วยให้ร่างกายผ่อนคลายอัตราการเต้นของหัวใจช้าลง และความดันโลหิตลดต่ำลงด้วย

พวกเขาได้ศึกษาอิทธิพลของเพลงแบบต่างๆ เปรียบเทียบกันดู แม้จะพบว่าเพลงส่วนใหญ่จะช่วยให้สามารถออกกำลังได้หนักหน่วงและนานขึ้น แต่เพลงคลาสสิกยังให้ประโยชน์ได้มากกว่านั้น โดยเฉพาะลักษณะที่ทำให้ผ่อนคลายสบายอกสบายใจของดนตรีคลาสสิก ยังบันดาลให้อัตราการเต้นของหัวใจช้าลง ทั้งยังทำให้ความดันโลหิตต่ำลงด้วย “ดนตรีที่ฟังแล้ว ทำให้สบายอกสบายใจ จะแสดงให้เห็น โดยทำให้ระดับคอร์ติโซล อันเป็นฮอร์โมนที่เกี่ยวเนื่องกับความเครียดในตัวลดต่ำลง”.

ที่มา : ไทยรัฐ 31 มกราคม 2556

.

 

Related Article:

.

Ludwig Van Beethoven is not known usually associated with anything athletic but researchers say his 4th Symphony is ideal for high paced workouts

Ludwig Van Beethoven is not known usually associated with anything athletic but researchers say his 4th Symphony is ideal for high paced workouts

Why classical music can inspire you to exercise: Relaxing qualities can reduce heart rate and blood pressure

  • Great composers lower stress hormones in the body
  • The ideal piece for training is Beethoven’s 4th, movement 4

By FIONA MACRAE SCIENCE CORRESPONDENT

PUBLISHED: 01:29 GMT, 21 January 2013

If you aren’t as fit as you’d like, despite regular visits to the gym, blame the music playing in the background.

Studies suggest that music helps us get the most from exercise – but the fast-paced dance tunes favoured by gyms up and down the country isn’t necessarily the best.

Instead, classical music may produce better results. The advice comes from neuroscientist Jack Lewis who scoured reports of research in the field to come up with a list of musically-themed advice for those who are trying to get fit.

He said that while various studies show that music allows people to exercise slightly harder and slightly longer – classical music has added benefits.

Studies show that compared to those exercising without any music playing, having classical music playing in the background helps relax the body.

Dr Lewis, an independent consultant, said: ‘Energetic but not overly-fast classical music can be ideal in the gym.

‘Not only does upbeat music increase speed, strength and endurance, but the relaxing qualities of classical music appear to reduce heart rate, blood pressure and lower perceived exertion, at the same time.

‘In addition, relaxing music has been shown to lower levels of cortisol in the body, the hormone associated with stress.

‘I’d recommend Beethoven’s Symphony No 4, fourth movement.

‘Classical music is extremely interesting. It has obviously been around for a lot longer than all the other genres, consequently hundreds of brilliant composers have experimented with all sorts of different moods they can create in the mind of the listener.

‘Within that large corpus it is possible to have high tempo tunes that have the same tempo as dance music, yet complex harmonies and a much more sophisticated structure.’

Dr Lewis also recommends matching music with heartbeat – with faster beats better as a session gets harder.

A faster beat is not only more motivating, it also ‘instructs’ the brain to energise the body. Dr Lewis suggests Michael Jackson’s Rock with You for a heart rate of 116 beats per minute – the sort of rate typically seen when warming up.

When effort increases and heart rate rises to 140bpm, Beethoven will be more appropriate. When exercising flat out, with a heart rate of around 180bpm, the fast pace of Tinie Tempah’s Pass Out should provide the necessary motivation.

At the other end of the scale, the gentle pace of Johnny Cash’s Heart of Gold will help those cooling down.

Other tips from Dr Lewis, who was commissioned by music streaming website rara.com, include listening to music before exercise, as well as during, and choosing tunes that have sentimental value.

He said: ‘Try to choose songs that mean something to you personally – ones that remind you of something motivational or inspiring.

‘This could perhaps be a song from a favourite movie or a track that reminds you of a great holiday with friends.

‘Research shows that the premotor cortex, an area of the brain involved in the planning of movement, is stimulated when subjects have been played music that is beautiful to the ear.

‘Tracks we are not so keen on are less effective in stimulating this region.’

SOURCE: dailymail.co.uk