หัวใจเต้นผิดจังหวะ รักษาได้

ramachannel140711_01ผศ.นพ.ครรชิต ลิขิตธนสมบัติ หัวหน้าศูนย์รักษาผู้ป่วยภาวะหัวใจเต้นผิดจังหวะ คณะแพทย์ศาสตร์โรงพยาบาลรามาธิบดี กล่าวว่า โรคหัวใจเต้นผิดจังหวะแบ่งได้ 2 ประเภท คือ โรคหัวใจเต้นเร็วผิดจังหวะ และโรคหัวใจเต้นช้าผิดจังหวะ แต่ที่พบบ่อย คือ ภาวะหัวใจเต้นผิดจังหวะชนิด เอเอฟ (Atrial fibrillation : AF) ซึ่งเกิดจากสร้างสัญญาณไฟฟ้าหัวใจผิดปกติ ทำให้หัวใจเต้นเร็วสูงถึง 190-350 ครั้งต่อนาที ซึ่งพบได้ในทุกกลุ่มอายุแต่พบมากในผู้สูงอายุ เนื่องจากมีความสัมพันธ์กับความเสื่อมของร่างกาย การดื่มสุรา หรือความผิดปกติของโครงสร้างหัวใจ หรืออาจมีสาเหตุมาจากโรคหลอดเลือดหัวใจ โรคความดันโลหิตผู้ป่วยจะมีอาการใจสั่น รู้สึกไม่สบาย ระบบไหลเวียนเลือดผิดปกติ บางรายอาจพบลิ่มเลือดในหัวใจ ซึ่งเป็นภาวะแทรกซ้อนอันตราย หากลิ่มเลือดอุดตันที่หลอดเลือดในอวัยวะสำคัญ อาจเป็นอัมพฤกษ์ อัมพาต โดยมีโอกาสเกิดขึ้นได้กับผู้ป่วย 5-7 คน ใน 100 คน หรือ 2 เท่าของผู้ที่หัวใจเต้นปกติ

“ขณะนี้มีผู้ป่วยภาวะหัวใจผิดปกติชนิดเอเอฟสูงขึ้นเรื่อยๆ ในสหรัฐฯ คาดว่ามีผู้ป่วย 2.2 ล้านคน หรือร้อยละ 0.4 ของประชากร คณะแพทยศาสตร์ รพ.รามาธิบดี ได้ทำการวิจัยและพัฒนากระบวนการรักษาเพื่อให้บริการผู้ป่วยอย่างต่อเนื่อง ปัจจุบันได้เปิด “ศูนย์รักษาผู้ป่วยภาวะหัวใจเต้นผิดจังหวะ” ซึ่งมีเทคโนโลยีใหม่ในการรักษาโรคหัวใจเต้นผิดจังหวะ ทั้งการจี้ด้วยสายสวนด้วยระบบคาร์โต (Carto system) การผ่าตัดขนาดเล็ก และการผ่าตัดด้วยการส่องกล้อง ที่ทำสำเร็จเป็นแห่งแรกของเอเชียตะวันออกเฉียงใต้” ผศ.นพ.ครรชิต กล่าว และว่าส่วนการรักษา หากผู้ป่วยมีอาการหัวใจเต้นช้าผิดปกติ 20-30 ครั้งต่อนาที สามารถฝังเครื่องกระตุ้นหัวใจที่หน้าอกได้

ผศ.นพ.ครรชิต กล่าวต่อว่า สำหรับขั้นตอนวิธีการรักษา เมื่อพบความผิดปกติหัวใจเต้นผิดจังหวะ หลังจากมีการซักถามอาหารโรคเพื่อหาสาเหตุและวางแผนการรักษา โดยเบื้องต้นจะต้องเปลี่ยนแปลงเลิกพฤติกรรมเสี่ยง เช่น การดื่มสุรา กาแฟ หรือรักษาโรคหัวใจที่มีอยู่ จากนั้นก็ต้องหารือกับคนไข้จะเลือกวิธีการรักษาแบบการจี้ หรือผ่าตัด ซึ่งจะใช้วิธีการจี้ด้วยสายสวนด้วยระบบคาร์โต ซึ่งเป็นส่งคลื่นวิทยุความถี่สูง แต่หากการจี้ไม่ได้ผลดี จึงจำเป็นต้องใช้วิธีการผ่าตัด ซึ่งพบว่า สามารถรักษาหายได้ 70-80% โดยไม่กลับมาเป็นเป็นซ้ำอีก โดยที่ผ่านมาทำการผ่าตัดไปแล้ว 2ราย

“วิธีการนี้มีใช่รักษาในอเมริกาไม่ต่ำกว่า 10 ปี แต่ถือเป็นวิทยาการล่าสุด ที่ทำสำเร็จเป็นครั้งแรกในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ทำให้ผู้ป่วยจำนวนมากไม่ต้องไปรักษาในต่างประเทศซึ่งมีค่าใช้จ่ายสูงมากเฉียดล้านบาท ซึ่งการผ่าตัดในประเทศจะช่วยลดการใช้จ่ายได้ 10 เท่าตัว” ผศ.นพ.ครรชิต กล่าว

ด้านผศ.นพ.สุชาต ไชยโรจน์ หน่วยศัลยศาสตร์หัวใจและทรวงอก ภาควิชาศัลยศาสตร์ คณะแพทย์ศาสตร์โรงพยาบาลรามาธิบดี กล่าวว่า วิทยาการล่าสุดเพื่อรักษาผู้ป่วยภาวะหัวใจเต้นผิดปกติชนิด เอเอฟ คือ การผ่าตัดผ่านกล้อง ซึ่งได้รับความร่วมมือกับทีมแพทย์จากมหาวิทยาลัยโคลัมเบีย และมหาวิทยาลัย UCLA เบื้องต้นแพทย์ต้องวินิจฉัยว่าผู้ป่วยควรรักษาด้วยวิธีนี้หรือไม่ การผ่าตัดวิธีนี้ ช่วยลดความเสี่ยงจากการผ่าตัดแบบเดิม โอกาสเกิดอาการแทรกซ้อนต่ำ เพราะเป็นการผ่าตัดขนาดเล็ก 2 จุด บริเวณช่องชายโครงความยาว 1-2 ซม.เพื่อสอดใส่กล้อง จากนั้นใช้อุปกรณ์พิเศษคล้องบริเวณขั้วของหลอดเลือดดำที่ปอด เพื่อปล่อยคลื่นไมโครเวฟทำลายวงจรผิดปกติของหัวใจ เมื่อหัวใจเต้นปกติ จะปิดเย็บแผล ใช้เวลาการผ่าตัดเพียง 1-1.5 ชั่วโมง หลังจากผ่าตัดผู้ป่วยจะพักใน รพ.1-2 วัน หากไม่พบความผิดปกติก็กลับบ้านได้

ผศ.นพ.สุชาต กล่าวด้วยว่า สำหรับข้อดีของการรักษาด้วยวิธีนี้ คือ แผลผ่าตัดมีขนาดเล็ก ใช้ระยะเวลาในการผ่าตัดและพักฟื้นสั้น และโอกาสผู้ป่วยมีโอกาสหายขาดสูง ซึ่งแพทย์และประชาชนที่สนใจสามารถสอบถามรายละเอียดได้ในงานประชุมวิชาการของคณะ ฯ ซึ่งจัดที่ศูนย์การค้า เซ็นทรัลเวิลด์ ระหว่างวันที่ 30 มกราคม ถึง 2 กุมภาพันธ์ หรือที่www.ramacvmc.org

ขณะที่ ศ.นพ.รัชตะ รัชตนาวิน คณบดีคณะแพทยศาสตร์ โรงพยาบาลรามาธิบดี กล่าวเสริมว่า ปัจจุบันคนไทยเสียชีวิตด้วยโรคหัวใจมากเป็นอันดับที่ 2 รองจากโรคเอดส์ ข้อมูลปี 2549 ของกระทรวงสาธารณสุข พบ ผู้ป่วยโรคหัวใจ 328,195 ราย โดยมีผู้เสียชีวิตจากโรคหัวใจประมาณ 4 หมื่นรายต่อปี เฉลี่ยชั่วโมงละ 4 ราย ขณะที่ทั่วโลกมีผู้เสียชีวิตด้วยโรคหัวใจ 107.5 ล้านคนต่อปี ทั้งนี้ ประเทศกำลังพัฒนาและด้อยพัฒนา มีอัตราการเกิดโรคหัวใจเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง ซึ่งไทยถือว่าอยู่ในกลุ่มประเทศที่มีอัตราเสี่ยงที่จะเกิดโรคหัวใจมากขึ้นเช่นกัน

“สาเหตุการเสียชีวิตจากโรคหัวใจส่วนใหญ่ เกิดจากโรคหลอดเลือดหัวใจตีบ แต่ยังพบว่าภาวะหัวใจเต้นผิดจังหวะก็เป็นสาเหตุการเสียชีวิตที่สำคัญซึ่งอยู่ในอันดับที่ 4 ของการเสียชีวิตด้วยโรคหัวใจ โดยเป็นสาเหตุที่ทำให้เกิดการเสียชีวิตกะทันหัน ไหลตาย หรือการเสียชีวิตของนักกีฬาในขณะแข่งขัน” ศ.รัชตะ กล่าว

ขอบคุณข้อมูลจาก ศ.นพ.รัชตะ รัชตนาวิน คณบดีคณะแพทยศาสตร์ โรงพยาบาลรามาธิบดี ผศ.นพ.ครรชิต ลิขิตธนสมบัติ หัวหน้าศูนย์รักษาผู้ป่วยภาวะหัวใจเต้นผิดจังหวะ และผศ.นพ.สุชาต ไชยโรจน์ หน่วยศัลยศาสตร์หัวใจและทรวงอก ภาควิชาศัลยศาสตร์ คณะแพทย์ศาสตร์ โรงพยาบาลรามาธิบดี

ที่มา : https://www.facebook.com/Ramachannel

NCD โรคไม่ติดต่อ โดย ผศ.ดร.พญ.มยุรี หอมสนิท

manager140625_01“องค์การอนามัยโลกระบุว่า โรคที่เกิดจากการใช้ชีวิตของคนในปัจจุบันทั่วโลก เกิดจากกลุ่มโรคเรื้อรัง NCD มากถึง 68%”
NCD ย่อมาจาก Non Communicable Disease หรือกลุ่มโรคไม่ติดต่อ โรคกลุ่มนี้เกิดได้จากหลายสาเหตุ แต่ที่สำคัญและก่อให้เกิดปัญหาสุขภาพในคนส่วนใหญ่ ได้แก่ โรคที่เกิดจากการใช้ชีวิตอย่างไม่เหมาะสม ทั้งในการบริโภคอาหาร การออกกำลังกาย ร่วมกับความเสื่อมของร่างกายตามอายุ ซึ่งทำให้เกิดโรคเรื้อรัง เช่น โรคเบาหวาน โรคไขมันในเลือดสูง โรคความดันโลหิตสูง กระดูกพรุน มะเร็ง โรคเหล่านี้อาจนำไปสู่โรคที่รุนแรงยิ่งขึ้น เช่น โรคหลอดเลือดหัวใจ โรคไตเรื้อรัง และโรคสมองเสื่อมจากสาเหตุต่างๆ ทำให้ผู้ป่วยมีคุณภาพชีวิตแย่ลง มีความพิการ หรือแม้แต่เป็นสาเหตุของการเสียชีวิตได้

จากรายงานขององค์การอนามัยโลก พ.ศ.2551 (ไม่แตกต่างจากสถานการณ์ปัจจุบันมากนัก) มียอดผู้เสียชีวิต 57 ล้านคน ปรากฏว่า 36 ล้านคน หรือ 63% เกิดจากโรคที่ไม่ติดต่อ อันดับ 1 คือ โรคหลอดเลือดหัวใจ (48% หรือ 17.28 ล้านคน) โรคมะเร็ง (21% หรือ 7.6 ล้านคน) โรคระบบหายใจเรื้อรัง (12% หรือ 4.2 ล้านคน) และโรคเบาหวาน (ที่เป็นสาเหตุโดยตรง 3.5% หรือ 1.3 ล้านคน) ซึ่งทั้งหมดนี้เกิดมาจากพฤติกรรมการสูบบุหรี่ การไม่ออกกำลังกาย การรับประทานอาหารที่ไม่เหมาะสม รวมทั้งการดื่มแอลกอฮอล์มากไป

และจากพฤติกรรมยังเป็นที่มาของโรคความดันโลหิตสูง ทำให้เป็นสาเหตุของการเสียชีวิตถึง 16.5% ของทั่วโลกจากการสูบบุหรี่ และจากน้ำตาลในเลือดสูง 9% การไม่ออกกำลังกาย 6% และน้ำหนักเกิน 6% หรือภาวะอ้วนเป็นสาเหตุของการเสียชีวิตถึง 5% อีกด้วย

จากสถิติจะเห็นได้ว่า คนทุกวัยมีสิทธิ์ที่จะเป็น แต่โรคเรื้อรังกลุ่มนี้มักพบในผู้สูงอายุ ที่มีการใช้ชีวิตที่ไม่ดีต่อสุขภาพ การสูบบุหรี่ทำให้มีผู้เสียชีวิต 6 ล้านคนทุกปี รวมถึงผู้ที่เสียชีวิตจากการสูดควันบุหรี่จากผู้อื่น และคาดการณ์ว่าจะเพิ่มขึ้นเป็น 8 ล้าน นอกจากนี้ยังมีผู้เสียชีวิต 3.2 ล้านคน จากการที่ออกกำลังกายไม่เพียงพอ มีผู้เสียชีวิต 2.5 ล้านคน จากการดื่มแอลกอฮอล์ 1.7 ล้านคน เสียชีวิตจากการรับประทานผลไม้และผักน้อยไป

ปัจจุบันแนวโน้มผู้ป่วยกลุ่มโรค NCD ได้เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง รวมทั้งมีอายุน้อยลงเรื่อยๆ ซึ่งเราพิจารณาจากน้ำหนักตัวของประชากร ที่อยู่ในเกณฑ์เกินมาตรฐานมีจำนวนเพิ่มขึ้น ทำให้เกิดปัจจัยเสี่ยงที่จะเกิดกลุ่มโรค NCD

ที่มา : ASTVผู้จัดการออนไลน์ 25 มิถุนายน 2557

 

manager140702_01

ปรับพฤติกรรม ปลอดภัยจาก NCD
“ในเรื่องของกลุ่มโรคเรื้อรัง NCD ที่มาพร้อมกับการใช้ชีวิตประจำวันของเรา เป็นเรื่องที่ควรรู้ รวมถึงการปรับพฤติกรรม เพื่อให้ห่างไกลจากลุ่มโรคเรื้อรังเหล่านี้”
ปัจจุบันแนวโน้มผู้ป่วยกลุ่มโรค NCD จะเริ่มจากภาวะเบาหวาน ความดันโลหิตสูง ซึ่งหากเกิดขึ้นแล้วมักจะเป็นเรื้อรังโดยตามมาด้วยโรคแทรกซ้อนต่างๆ เช่น ถ้าเป็นโรคเบาหวาน อาจจะเป็นอัมพฤกษ์ อัมพาตได้ ซึ่งสาเหตุของการเกิดโรคเรื้อรังเหล่านี้ มาจากพฤติกรรมที่ไม่สมดุลกัน ทั้งเรื่องการรับประทานอาหาร การพักผ่อน การออกกำลังกาย และการทำงานที่สะสม จนเกิดผลเสียต่อสุขภาพได้ทั้งสิ้น

เริ่มแรกเราต้องตระหนักว่า โรคเรื้อรังต่างๆ ส่งผลเสียต่อสุขภาพของตนเอง และส่งผลกระทบกับคนในครอบครัว เมื่อตระหนักแล้วก็ต้องรู้จักปรับรูปแบบการดำเนินชีวิตที่เราเคยปฏิบัติกันมาจนเคยชิน ซึ่งทำได้ไม่ยาก โดยเริ่มต้นจากปัจจัยสำคัญที่สุดคือ อาหารที่เรารับประทาน ไม่ควรเป็นอาหารที่หวานจัด อาหารที่มีความมัน และอาหารรสเค็ม เครื่องดื่มก็เช่นกัน น้ำหวานน้ำอัดลม รวมทั้งเครื่องดื่มที่หวานมัน เช่น กาแฟปั่น กาแฟเย็นก็ควรหลีกเลี่ยง เพราะอาหารและเครื่องดื่มเหล่านี้ นำมาซึ่งโรคเบาหวาน ไขมันในเลือดสูง ความดันโลหิตสูง และโรคอ้วน ซึ่งไม่ใช่โรคติดต่อ แต่เป็นโรคที่เกิดจากพฤติกรรมของตนเอง
นอกจากการหลีกเลี่ยงอาหารหวาน มัน เค็ม ก็ควรรับประทานอาหารให้ครบ 5 หมู่ รับประทานผักมากๆ ผลไม้สด ที่ไม่หวานจัดในปริมาณที่พอดี เพื่อให้ได้สารอาหารครบถ้วนและช่วยการขับถ่าย ลดความเสี่ยงต่อโรคเบาหวาน ความดันโลหิตสูง ไขมันในเลือดสูง รวมทั้งโรคมะเร็งด้วย
นอกจากนี้ เรื่องของการทำงาน พักผ่อนน้อย ไม่ออกกำลังกาย 3 อย่างนี้มักจะมาด้วยกัน เนื่องจากการทำงานเป็นเวลานาน จนแทบไม่มีเวลาพักผ่อน รวมถึงการออกกำลังกาย ซึ่งถ้าไม่ปรับพฤติกรรมเหล่านี้ ก็จะเกิดปัญหาต่อสุขภาพ ดังนั้น ควรให้เวลาในการทำกิจกรรมที่ดีต่อสุขภาพ เช่น การออกกำลังกายอย่างน้อย 30 นาทีต่อวันใน 1 สัปดาห์ ทำให้ได้ประมาณ 5 ครั้ง ก็จะเป็นการสร้างเสริมสุขภาพที่ดี ที่สำคัญต้องงดบุหรี่และเครื่องดื่มแอลกอฮอล์อย่างเด็ดขาด หากทำได้ โอกาสการเกิดโรคในกลุ่ม NCD ก็ลดลงตามไปด้วย

 

ที่มา : ASTVผู้จัดการออนไลน์ 3 กรกฎาคม 2557

สารพัดโรคจาก “เกลือ”

matichon140622_01คุณเคยนึกย้อนไหมว่าวันหนึ่งๆ อาหารที่รับประทานมีเกลือเป็นส่วนผสมอยู่มากน้อยเพียงใดอาหารไทยมากมายที่มีส่วนผสมของเกลือปริมาณสูง โดยเฉพาะอาหารแห้ง หรือหมักดอง กะปิ น้ำปลา

บางคนขาดพริกน้ำปลา เหมือนขาดอะไรไปสักอย่าง เช่นเดียวกับซิอิ้ว และของเค็มหลากชนิดในอาหารจีน เกลือที่โรยลงบนข้าวโพดคั่ว หรือมันฝรั่งทอด ไส้กรอก แฮม ในอาหารจานด่วนแบบตะวันตก หรืออาหารยอดฮิตของชาวฟิลิปปินส์ที่เรียก bagoong (บากุง) เป็นปลาแอนโชวี่หรือกุ้งที่หมักเค็ม คล้ายกะปิของไทย เห็นไหมว่าไม่ว่าชาติไหนๆ ก็นิยมอาหารที่มีเกลือผสมในปริมาณค่อนข้างสูง
ก็เพราะเกลือเป็นหัวใจสำคัญในการถนอมอาหารให้เก็บไว้กินได้นานๆ และเป็น ราชาแห่งเครื่องปรุงรส 1 ใน 5 รสชาติที่ลิ้นคุ้นเคยเสียด้วย

อันที่จริงร่างกายของเราต้องการเกลือเพียงเล็กน้อยในแต่ละวัน นักโภชนาการกล่าวว่าใน 1 วัน คนเราต้องการเกลือเพียง 220 มิลลิกรัม ( หรือ 1/10 ของ 1 ช้อนชา) เพราะถ้าร่างกายขาดเกลือก็จะมีอาการอ่อนเพลีย มีอาการคลื่นเหียน วิงเวียนถึงหมดสติได้ แต่ดูเหมือนว่าไม่น่าจะเกิดขึ้นกับวัฒนธรรมการกินแบบเราๆ ตรงกันข้าม เพราะเรากินเกลือเกินความจำเป็นถึงประมาณ 6 -10 เท่า จากปริมาณที่ร่างกายต้องการเสียด้วยซ้ำ

ซึ่งหากปริมาณเกลือในร่างกายมากเกินความต้องการก็จะนำพาโรคต่างๆ มาให้มากมายทั้งโรคไต โรคความดันโลหิตสูง อัมพฤกษ์ โรคหัวใจ และอาการผื่นแดงคันตามร่างกายที่บางครั้งเกิดขึ้นอย่างไม่มีสาเหตุ

 

ทำไมต้องกังวลว่าจะกินเกลือมากเกินไป ?

มีงานวิจัยทางการแพทย์พบว่า สารโซเดียม หรือ เกลือ เป็นสาเหตุของโรคความดันโลหิตสูง มีผลร้ายแรงอย่างต่อเนื่องกับโรคหัวใจ และอัมพฤกษ์

โดย Jaen Brody นักเขียนและโภชนากร เขียนถึงเกลือไว้ในหนังสือ Nutrition Book หนังสือขายดีติดอันดับของเธอว่า ในเลือดมีปริมาณโซเดียมอยู่ถึง 40 % โซเดียมเป็นส่วนประกอบสำคัญในร่างกายมนุษย์ผสมอยู่ในของเหลวในร่างกาย หากร่างกายมีปริมาณโซเดียมสูงเหมือนน้ำทะเลที่เค็มจัด ร่างกายจำเป็นต้องการน้ำมาก เพื่อทำให้ความเค็มอยู่ในระดับที่สมดุล

และโซเดียมคลอไรด์ เป็นตัวบังคับสำคัญที่จะกำหนดความสมดุลของน้ำที่ทำละลายสสารต่างๆ นอกเซลล์ นอกเหนือจากนั้นยังทำหน้าที่ควบคุมการเต้นของหัวใจ และชีพจรด้วย เมื่อระบบการดูดซึมผิดปกติ อาจทำให้ระบบการทำงานดังกล่าวผิดปกติ และเกิดอาการร้ายแรงต่อสภาพร่างกายได้

คุณอาจคาดไม่ถึงว่าเกลือในปริมาณที่มากเกินความต้องการจะมีผลร้ายแรงต่อร่างกายขนาดไหน และส่งผลไปถึงโรคความดันโลหิตสูงได้อย่างไร Dr.Marlelo Agama นักฟิสิกซ์ชาวฟิลิปปินส์ กล่าวว่า ไตเป็นอวัยวะที่ช่วยในการปรับระดับโซเดียมในร่างกายคนเรา เมื่อปริมาณโซเดียมสูงเกินไป ไตจะขับถ่ายออกมา ในทางกลับกันถ้าร่างกายต้องการโซเดียม ไตจะทำงานโดยดูดสสารนั้นกลับสู่เลือด แต่เมื่อใดที่ไตทำงานผิดปกติไม่สามารถขับโซเดียมได้ในปริมาณที่เหมาะสม จนร่างกายมีปริมาณโซเดียมสะสมสูง น้ำในร่างกายก็จะเพิ่มปริมาณมากขึ้น นั่นหมายถึงว่าระดับเลือดก็จะสูงขึ้นด้วย เมื่อปริมาณเลือดสูงขึ้น เลือดต้องวิ่งผ่านไปยังเส้นเลือดมากขึ้น เป็นผลให้เกิดความดันโลหิตสูงขึ้น ซึ่งหัวใจก็ต้องสูบฉีดหนักขึ้น เพราะปริมาณเลือดที่เพิ่มสูงขึ้น ทำให้หัวใจต้องเต้นเร็วขึ้น

นอกจากผลต่อความดันโลหิตแล้ว ปริมาณโซเดียมที่มากเกินความต้องการของร่างกายจะทำให้ปริมาณน้ำของเนื้อเยื่อภายในและภายนอกเพิ่มขึ้น ทำให้เกิดอาการบวม หรือปริมาณของเหลวในร่างกายที่มากเกินไปทำให้เกิดอาการเส้นเลือดคั่ง และหัวใจวายได

 

การค้นพบที่น่าสนใจยิ่ง

มีการสำรวจพบว่า แทบจะไม่มีผู้ป่วยเป็นโรคความดันโลหิตสูงในบริเวณที่ไม่นิยมใช้เกลือในการปรุงอาหาร นักวิจัยชาวอเมริกันแห่งมหาวิทยาลัย Harvard ศึกษาประชากรที่อาศัยอยู่ในเกาะ Solomon แถบหมู่เกาะทะเลใต้ ประชากรที่อาศัยอยู่บริเวณภูเขา ไม่นิยมปรุงอาหารด้วยเกลือ ไม่พบผู้ป่วยโรคความดันโลหิตสูง

ผลสำรวจแบบเดียวกันที่แคว้น Akita ทางเหนือของประเทศญี่ปุ่น ประชากรในบริเวณนั้นนิยมใช้เกลือในการถนอมอาหาร ในแต่ละวันพวกเขารับประทานเกลือปริมาณ 3 ½ – 6 ช้อนชา เหตุนี้เองทำให้พบว่าประชากรส่วนใหญ่เสียชีวิตด้วยโรคอัมพฤกษ์ ที่แย่ไปกว่านั้น จากการวิจัยที่โรงพยาบาลเซนต์โทมัสในลอนดอน พบว่าเกลือมีอันตรายร้ายแรงถึงชีวิต ในกรณีของผู้ป่วยที่เป็นโรคหอบหืด
นอกจากนี้ยังพบว่า เกลือมีผลทำให้โรคริดสีดวงกำเริบ จากข้อคิดเห็นของ Dr.Lohn Lawder จาก Torrance California ได้กล่าวว่า ระดับเกลือที่เกินความต้องการทำให้ร่างกายขับของเหลวเพื่อเจือจาง ของเหลวในร่างกายที่มีปริมาณเพิ่มขึ้น จะวิ่งผ่านระบบไหลเวียนของร่างกาย ไปยังเส้นเลือดต่างๆ ทั้งนี้มีผลทำให้เส้นเลือดดำโป่งพองได้ในบริเวณทวารหนัก และบริเวณอื่นๆ เช่นเดียวกันกับผลร้ายที่เกิดจากเกลือที่เขียนไว้ในหนังสือ The Doctors Book of Home Remedies ว่าการรับประทานเกลือมากเกินไปทำให้เป็นสาเหตุให้เกิดอาการปวดศีรษะ(ไมเกรน)

Dr.Norman Schulman สูตินรีแพทย์จาก Cedars-Sinai Medical Center ใน LA แนะนำว่าควรลดการรับประทานเกลือ(เค็ม) ประมาณ 1 สัปดาห์ก่อนมีประจำเดือน เพื่อลดอาการเจ็บคัดหน้าอกก่อนมีประจำ แนวคิดนี้ได้รับการสนับสนุนโดย Dr.Penny Wise Budoff จาก New York ที่แนะนำว่าให้ลดการรับประทานอาหารที่มีโซเดียมสูงประมาณ 7 -10 วัน ก่อนมีประจำเดือนเพื่อลดอาการบวมน้ำขณะมีประจำเดือน

สารอาหารบางอย่าง ดีต่อร่างกาย แต่ถ้าได้รับในปริมาณที่มากไป โดยเกินความจำเป็นที่ร่างกายจะได้รับ ก็ส่งผลอันตรายแก่ชีวิตได้ ต้องพิถีพิถัน ระมัดระวังอาหารการกินเข้าไว้ เพื่อสุขภาพที่ดี แข็งแรงเสมอไปค่ะ

ขอขอบคุณข้อมูลจาก http://www.emaginfo.com
ที่มา : มติชน 22 มิถุนายน  2557

‘ไขมันในเลือดสูง’ รักษาก่อนสาย

dailynews140420_001_1ภาวะคอเลสเตอรอลสูงหรือไขมันในเลือดสูงที่ใครต่อใครก็เป็นอาจดูเหมือนจะเป็นโรคปกติธรรมดาสำหรับคนยุคนี้เพราะภาวะผิดปกติที่ว่าไม่ได้ส่งผลกระทบกับร่างกายให้คนไข้ได้รู้สึกในทันที ไม่แสดงอาการผิดปกติในชีวิตประจำวัน ขณะที่วัฒนธรรมการบริโภคซึ่งเน้นหนักไปทางของมันของทอด เพราะเป็นอาหารที่หาซื้อหารับประทานได้ง่ายนั้นคือต้นเหตุสำคัญที่เป็นสาเหตุการตายอันดับ 2 ของเมืองไทยซึ่งเกิดจาก ’ตะกรันไขมันอุดตันหลอดเลือดหัวใจเฉียบพลัน

ตะกรันไขมันในหลอดเลือดที่ว่านี้เป็นสาเหตุสำคัญที่ทำให้เกิดโรคความดันโลหิตสูง หลอดเลือดหัวใจตีบ อัมพฤกษ์ อัมพาตและไตวาย

dailynews140420_001_6

นพ.ธเนศ อมรพิทักษ์กูล แพทย์แผนปัจจุบันและผู้เชี่ยวชาญด้านสมุนไพร Herb Plus คลินิก กล่าวว่า ทุกวันนี้มีคนป่วยเป็นโรคไขมันในเลือดสูงจำนวนมากโดยไม่รู้ตัวเพราะโรคนี้จะไม่แสดงอาการผิดปกติใด ๆ นอกจากแน่นหน้าอก เหนื่อยง่าย ซึ่งจะมีอาการแค่ช่วงเวลาสั้น ๆ เท่านั้น แต่กว่าจะรู้ตัวก็มักจะเสียชีวิตด้วยโรคหลอดเลือดหัวใจอุดตันเฉียบพลัน

dailynews140420_001_3

“เมื่อหลอด เลือดหัวใจตีบหรืออุดตันเฉียบพลันทำให้เลือดไปเลี้ยงหัวใจไม่เพียงพอเกิดเป็นภาวะหัวใจวายเฉียบพลันได้ โดยสิ่งอุดตันในหลอดเลือดก็คือ “ตะกรันไขมัน” ส่งผลให้หลอดเลือดหัวใจตีบเพิ่มขึ้นไปเรื่อย ๆ ทำให้เกิดอาการแน่นหน้าอกตามมา หากปล่อยทิ้งไว้จะเกิดภาวะกล้ามเนื้อหัวใจตายจากการขาดเลือดซึ่งทำให้เสียชีวิตเฉียบพลัน”

dailynews140420_001_2

ไขมันในเลือดนั้นมีอยู่ 2 ส่วนด้วยกัน ได้แก่ ไขมันที่ละลายอยู่ในน้ำเลือดซึ่งเป็นไขมันที่สามารถตรวจวัดจากการเจาะเลือดตามปกติและไขมันส่วนที่เกาะเป็นตะกรันไขมันอยู่ที่ผนังหลอดเลือด ส่วนต่าง ๆ ซึ่งไม่สามารถดูได้จากผลเลือด และจากการตรวจคนไข้หลายรายพบว่าคนไข้มีภาวะหลอดเลือดตีบตันทั้ง ๆ ที่ปริมาณไขมันในน้ำเลือดอยู่ในเกณฑ์ปกติเนื่องจากไขมันไปเกาะเป็นตะกรันไขมันอุดตันอยู่ตามหลอดเลือดเต็มไปหมดซึ่งเป็นสาเหตุที่ทำให้หลายคนอยู่ดี ๆ แน่นหน้าอกทันทีและเกิดหัวใจวายเฉียบพลันทั้งที่เป็นคนชอบออกกำลังกายและระดับไขมันดูปกติดีมาตลอด

dailynews140420_001_4

ตะกรันไขมันในหลอดเลือดนั้นเกิดจากการก่อตัวขึ้นของตะกอนไขมันในหลอดเลือดทั่วร่างกาย หากปล่อยไว้ตะกรันไขมันนี้จะก่อตัวหนาขึ้นเป็นชั้น ๆ และแข็งตัวขึ้นเรื่อย ๆ เหมือนก้อนหินและอุดตันหลอดเลือดหัวใจเพิ่มมากขึ้น แต่เราจะไม่รู้สึกอะไรจนกว่าหลอดเลือดจะตีบมากถึง 80-90% ซึ่งพอถึงจุดนั้นวันดีคืนดีจะแสดงอาการแน่นหน้าอกมากแบบกะทันหันโดยมักไม่มีสัญญาณเตือนมาก่อน ซึ่งหากมีอาการอย่างนี้ 10 คน จะเสียชีวิตทันที 5 คน ที่เหลือจะเสียชีวิตเพิ่มอีก 1 คนภายใน 1 เดือน แม้ว่าจะพบแพทย์ได้ทันเวลา ดังนั้นหากมีอาการแน่นหน้าอกจะมีความเสี่ยงในการเสียชีวิตสูงถึง 60% เลยทีเดียว

dailynews140420_001_5

ปัจจุบันมีการรักษาไขมันในเลือดสูงมากมายทั้งยาลดไขมัน ยาละลายลิ่มเลือด แต่กลับพบว่าคนที่กินยาแผนปัจจุบันเหล่านี้ก็ยังคงมีหลอดเลือดแข็งจากไขมันอุดตันดังเดิม ตรงข้ามกับคนที่กินสมุนไพรรักษาอย่างต่อเนื่องหลอดเลือดกลับเปลี่ยนมายืดหยุ่นตามปกติ ดังนั้นการเลือกใช้สมุนไพรที่มีคุณภาพมาป้องกันหลอดเลือดหัวใจอุดตันจึงเป็นทางออกที่ดีกว่าการใช้ยาแผนปัจจุบันเพียงอย่างเดียว

นอกจากการกินสมุนไพรที่มีคุณภาพอย่างต่อเนื่องแล้วยังต้องหลีกเลี่ยงการบริโภคอาหารที่มีไขมันชนิดไม่ดีสูง เช่น กะทิ นม เนย ของทอดของมัน จึงจะช่วยลดความเสี่ยงจากโรคหัวใจวายเฉียบพลันได้ดีที่สุด.

นพ.ธเนศ อมรพิทักษ์กูล

ที่มา : เดลินิวส์ 20 เมษายน 2557

ป่วยหลอดเลือดสมอง จุดชนวนตั้งแต่วัยเด็ก

โรคหลอดเลือดสมอง หรือ สโตรค ที่อาจเป็นได้ทั้งตีบ แตก ตัน มักเกิดขึ้นกับคนสูงวัย และสามารถทำให้ผู้ป่วยเป็นอัมพฤกษ์ อัมพาต หรืออันตรายถึงขั้นเสียชีวิตได้ เนื่องด้วยผลที่รุนแรงของโรคนี้ นักวิจัยจึงพยายามค้นหาสาเหตุต้นตอก่อโรคให้ได้มากที่สุด เพื่อใช้เป็นคำแนะนำในการลดเลี่ยงเกิดโรคดังกล่าว

เช่นงานวิจัยของ ดร.โรเบิร์ต วิลสัน จากศูนย์การแพทย์แห่งมหาวิทยาลัยรัช ในชิคาโก สหรัฐอเมริกา ศึกษาจากกลุ่มตัวอย่างทั้งสิ้น 1,040 ราย โดยพวกเขาเหล่านั้นมีอายุไม่ต่ำกว่า 55 ปี ทุกคนต้องตอบแบบประเมินที่มุ่งเน้นไปยังความทรงจำในอดีตก่อนอายุ 18 ปี ในด้านความรักและการดูแลเอาใจใส่จากผู้ปกครอง ตัวอย่างคำถามสำคัญ อาทิ ตอนเด็กเคยถูกทำให้กลัวหรือโดนข่มขู่บ้างไหม เคยถูกลงโทษรุนแรงด้วยการเฆี่ยนตีด้วยเข็มขัดและวัตถุอื่นๆ หรือไม่ รวมทั้งพ่อแม่หย่าร้าง และฐานะทางการเงินของครอบครัว

หลังการประเมินผ่านไปสามปีครึ่ง กลุ่มตัวอย่าง 257 รายได้เสียชีวิตลง ในจำนวนดังกล่าวมี 192 ราย ปรากฏสัญญาณของโรคหลอดเลือดสมองที่พบได้ชัดเจนจากการชันสูตรศพ และแน่นอนว่า กลุ่มตัวอย่างในจำนวนเฉียดสองร้อยรายนั้น ระบุในแบบประเมินว่า ชีวิตในวัยเด็กของพวกเขาได้รับการเลี้ยงดูที่ไม่ดี ผู้ปกครองขาดการเอาใจใส่ เคยถูกทำร้ายทั้งร่างกายและจิตใจ

ถึงแม้ ดร.วิลสัน จะประเมินไปถึงปัญหาสุขภาพ เช่น โรคเบาหวาน โรคหัวใจ ความเครียด พฤติกรรมการสูบบุหรี่ และการออกกำลังกาย ผลลัพธ์ที่ได้ก็ยังเป็นเช่นเดิม

ดังนั้น หลังวิเคราะห์ข้อมูลแล้ว ดร.วิลสัน จึงสรุปได้ว่า ประสบการณ์ชีวิตที่เจ็บปวดทั้งกายและใจในวัยเด็ก ตลอดจนการเจริญเติบโตทางร่างกาย และปัญหาสุขภาพ สามารถเพิ่มความเสี่ยงป่วยเป็นโรคหลอดเลือดสมองในตอนสูงวัยได้ถึงสามเท่าตัว เมื่อเทียบกับผู้ที่เติบโตมาจากครอบครัวที่ให้ความรักความอบอุ่นมาเป็นอย่างดี

นัยว่า พ่อแม่ ผู้ปกครอง ถ้าไม่อยากให้บุตรหลานต้องป่วยด้วยโรคหลอดเลือดสมองตอนแก่ ควรเลี้ยงดูเอาใจใส่ มอบความรักและประสบการณ์ชีวิตที่ดีให้พวกเขาตั้งแต่ในวัยเด็ก.

ทีมเดลินิวส์ออนไลน์
takecareDD@gmail.com

ที่มา: เดลินิวส์  24 กันยายน 2555

 

.

Related Link:

.

How children are treated when they are young can affect their future health

Emotionally neglected children ‘more likely to suffer strokes in old age’

By DAILY MAIL REPORTER

PUBLISHED: 20:00 GMT, 19 September 2012 | UPDATED: 20:00 GMT, 19 September 2012

People who were emotionally neglected as children are more likely to suffer a stroke as adults, according to a new study.

Researchers found people who felt ignored and unsupported when young had a higher risk of the brain-damaging condition in later life.

Study author Dr Robert Wilson, of Rush University Medical Centre in Chicago, said: ‘Studies have shown that children who were neglected emotionally in childhood are at an increased risk of a slew of psychiatric disorders, however, our study is one of few that look at an association between emotional neglect and stroke.’

For the study, 1,040 people 55 years of age or older took a survey measuring physical and emotional abuse before the age of 18. The questions focused on whether they felt loved by their caregiver, were made to feel afraid or intimidated and whether they were punished with a belt or other object. Questions about divorce and financial need were also included.

Over a period of three-and-a-half years, 257 people in the study died, of whom 192 had a brain autopsy to look for signs of stroke. Forty of the participants had evidence of a stroke based on their medical history or an examination. A total of 89 people had signs of a stroke based on the autopsy results.

The study found that the risk of stroke was nearly three times higher in those who reported a moderately high level of childhood emotional neglect than those who reported a moderately low level.

Dr Wilson said the results stayed the same after considering factors such as diabetes, physical activity, smoking, anxiety and heart problems.

However, he noted a limitation of the study was that neglect was reported from memory many years after it happened, so participants may not have remembered events accurately.

Dr Kevin Barrett, a member of the American Academy of Neurology who wrote an editorial on the research, said: “The results add to a growing body of evidence suggesting that traumatic childhood experiences and physical illness in adulthood may be linked.”

The study was published in the online issue of the medical journal Neurology.

SOURCES:  dailymail.co.uk

.

The long-term experience of family life after stroke.

Kitzmüller G, Asplund K, Häggström T.

Department of Health and Society, Narvik University College, Narvik, Norway. gk@hin.no

http://www.ncbi.nlm.nih.gov/pubmed/22210306

.