สารพัดโรคจาก “เกลือ”

matichon140622_01คุณเคยนึกย้อนไหมว่าวันหนึ่งๆ อาหารที่รับประทานมีเกลือเป็นส่วนผสมอยู่มากน้อยเพียงใดอาหารไทยมากมายที่มีส่วนผสมของเกลือปริมาณสูง โดยเฉพาะอาหารแห้ง หรือหมักดอง กะปิ น้ำปลา

บางคนขาดพริกน้ำปลา เหมือนขาดอะไรไปสักอย่าง เช่นเดียวกับซิอิ้ว และของเค็มหลากชนิดในอาหารจีน เกลือที่โรยลงบนข้าวโพดคั่ว หรือมันฝรั่งทอด ไส้กรอก แฮม ในอาหารจานด่วนแบบตะวันตก หรืออาหารยอดฮิตของชาวฟิลิปปินส์ที่เรียก bagoong (บากุง) เป็นปลาแอนโชวี่หรือกุ้งที่หมักเค็ม คล้ายกะปิของไทย เห็นไหมว่าไม่ว่าชาติไหนๆ ก็นิยมอาหารที่มีเกลือผสมในปริมาณค่อนข้างสูง
ก็เพราะเกลือเป็นหัวใจสำคัญในการถนอมอาหารให้เก็บไว้กินได้นานๆ และเป็น ราชาแห่งเครื่องปรุงรส 1 ใน 5 รสชาติที่ลิ้นคุ้นเคยเสียด้วย

อันที่จริงร่างกายของเราต้องการเกลือเพียงเล็กน้อยในแต่ละวัน นักโภชนาการกล่าวว่าใน 1 วัน คนเราต้องการเกลือเพียง 220 มิลลิกรัม ( หรือ 1/10 ของ 1 ช้อนชา) เพราะถ้าร่างกายขาดเกลือก็จะมีอาการอ่อนเพลีย มีอาการคลื่นเหียน วิงเวียนถึงหมดสติได้ แต่ดูเหมือนว่าไม่น่าจะเกิดขึ้นกับวัฒนธรรมการกินแบบเราๆ ตรงกันข้าม เพราะเรากินเกลือเกินความจำเป็นถึงประมาณ 6 -10 เท่า จากปริมาณที่ร่างกายต้องการเสียด้วยซ้ำ

ซึ่งหากปริมาณเกลือในร่างกายมากเกินความต้องการก็จะนำพาโรคต่างๆ มาให้มากมายทั้งโรคไต โรคความดันโลหิตสูง อัมพฤกษ์ โรคหัวใจ และอาการผื่นแดงคันตามร่างกายที่บางครั้งเกิดขึ้นอย่างไม่มีสาเหตุ

 

ทำไมต้องกังวลว่าจะกินเกลือมากเกินไป ?

มีงานวิจัยทางการแพทย์พบว่า สารโซเดียม หรือ เกลือ เป็นสาเหตุของโรคความดันโลหิตสูง มีผลร้ายแรงอย่างต่อเนื่องกับโรคหัวใจ และอัมพฤกษ์

โดย Jaen Brody นักเขียนและโภชนากร เขียนถึงเกลือไว้ในหนังสือ Nutrition Book หนังสือขายดีติดอันดับของเธอว่า ในเลือดมีปริมาณโซเดียมอยู่ถึง 40 % โซเดียมเป็นส่วนประกอบสำคัญในร่างกายมนุษย์ผสมอยู่ในของเหลวในร่างกาย หากร่างกายมีปริมาณโซเดียมสูงเหมือนน้ำทะเลที่เค็มจัด ร่างกายจำเป็นต้องการน้ำมาก เพื่อทำให้ความเค็มอยู่ในระดับที่สมดุล

และโซเดียมคลอไรด์ เป็นตัวบังคับสำคัญที่จะกำหนดความสมดุลของน้ำที่ทำละลายสสารต่างๆ นอกเซลล์ นอกเหนือจากนั้นยังทำหน้าที่ควบคุมการเต้นของหัวใจ และชีพจรด้วย เมื่อระบบการดูดซึมผิดปกติ อาจทำให้ระบบการทำงานดังกล่าวผิดปกติ และเกิดอาการร้ายแรงต่อสภาพร่างกายได้

คุณอาจคาดไม่ถึงว่าเกลือในปริมาณที่มากเกินความต้องการจะมีผลร้ายแรงต่อร่างกายขนาดไหน และส่งผลไปถึงโรคความดันโลหิตสูงได้อย่างไร Dr.Marlelo Agama นักฟิสิกซ์ชาวฟิลิปปินส์ กล่าวว่า ไตเป็นอวัยวะที่ช่วยในการปรับระดับโซเดียมในร่างกายคนเรา เมื่อปริมาณโซเดียมสูงเกินไป ไตจะขับถ่ายออกมา ในทางกลับกันถ้าร่างกายต้องการโซเดียม ไตจะทำงานโดยดูดสสารนั้นกลับสู่เลือด แต่เมื่อใดที่ไตทำงานผิดปกติไม่สามารถขับโซเดียมได้ในปริมาณที่เหมาะสม จนร่างกายมีปริมาณโซเดียมสะสมสูง น้ำในร่างกายก็จะเพิ่มปริมาณมากขึ้น นั่นหมายถึงว่าระดับเลือดก็จะสูงขึ้นด้วย เมื่อปริมาณเลือดสูงขึ้น เลือดต้องวิ่งผ่านไปยังเส้นเลือดมากขึ้น เป็นผลให้เกิดความดันโลหิตสูงขึ้น ซึ่งหัวใจก็ต้องสูบฉีดหนักขึ้น เพราะปริมาณเลือดที่เพิ่มสูงขึ้น ทำให้หัวใจต้องเต้นเร็วขึ้น

นอกจากผลต่อความดันโลหิตแล้ว ปริมาณโซเดียมที่มากเกินความต้องการของร่างกายจะทำให้ปริมาณน้ำของเนื้อเยื่อภายในและภายนอกเพิ่มขึ้น ทำให้เกิดอาการบวม หรือปริมาณของเหลวในร่างกายที่มากเกินไปทำให้เกิดอาการเส้นเลือดคั่ง และหัวใจวายได

 

การค้นพบที่น่าสนใจยิ่ง

มีการสำรวจพบว่า แทบจะไม่มีผู้ป่วยเป็นโรคความดันโลหิตสูงในบริเวณที่ไม่นิยมใช้เกลือในการปรุงอาหาร นักวิจัยชาวอเมริกันแห่งมหาวิทยาลัย Harvard ศึกษาประชากรที่อาศัยอยู่ในเกาะ Solomon แถบหมู่เกาะทะเลใต้ ประชากรที่อาศัยอยู่บริเวณภูเขา ไม่นิยมปรุงอาหารด้วยเกลือ ไม่พบผู้ป่วยโรคความดันโลหิตสูง

ผลสำรวจแบบเดียวกันที่แคว้น Akita ทางเหนือของประเทศญี่ปุ่น ประชากรในบริเวณนั้นนิยมใช้เกลือในการถนอมอาหาร ในแต่ละวันพวกเขารับประทานเกลือปริมาณ 3 ½ – 6 ช้อนชา เหตุนี้เองทำให้พบว่าประชากรส่วนใหญ่เสียชีวิตด้วยโรคอัมพฤกษ์ ที่แย่ไปกว่านั้น จากการวิจัยที่โรงพยาบาลเซนต์โทมัสในลอนดอน พบว่าเกลือมีอันตรายร้ายแรงถึงชีวิต ในกรณีของผู้ป่วยที่เป็นโรคหอบหืด
นอกจากนี้ยังพบว่า เกลือมีผลทำให้โรคริดสีดวงกำเริบ จากข้อคิดเห็นของ Dr.Lohn Lawder จาก Torrance California ได้กล่าวว่า ระดับเกลือที่เกินความต้องการทำให้ร่างกายขับของเหลวเพื่อเจือจาง ของเหลวในร่างกายที่มีปริมาณเพิ่มขึ้น จะวิ่งผ่านระบบไหลเวียนของร่างกาย ไปยังเส้นเลือดต่างๆ ทั้งนี้มีผลทำให้เส้นเลือดดำโป่งพองได้ในบริเวณทวารหนัก และบริเวณอื่นๆ เช่นเดียวกันกับผลร้ายที่เกิดจากเกลือที่เขียนไว้ในหนังสือ The Doctors Book of Home Remedies ว่าการรับประทานเกลือมากเกินไปทำให้เป็นสาเหตุให้เกิดอาการปวดศีรษะ(ไมเกรน)

Dr.Norman Schulman สูตินรีแพทย์จาก Cedars-Sinai Medical Center ใน LA แนะนำว่าควรลดการรับประทานเกลือ(เค็ม) ประมาณ 1 สัปดาห์ก่อนมีประจำเดือน เพื่อลดอาการเจ็บคัดหน้าอกก่อนมีประจำ แนวคิดนี้ได้รับการสนับสนุนโดย Dr.Penny Wise Budoff จาก New York ที่แนะนำว่าให้ลดการรับประทานอาหารที่มีโซเดียมสูงประมาณ 7 -10 วัน ก่อนมีประจำเดือนเพื่อลดอาการบวมน้ำขณะมีประจำเดือน

สารอาหารบางอย่าง ดีต่อร่างกาย แต่ถ้าได้รับในปริมาณที่มากไป โดยเกินความจำเป็นที่ร่างกายจะได้รับ ก็ส่งผลอันตรายแก่ชีวิตได้ ต้องพิถีพิถัน ระมัดระวังอาหารการกินเข้าไว้ เพื่อสุขภาพที่ดี แข็งแรงเสมอไปค่ะ

ขอขอบคุณข้อมูลจาก http://www.emaginfo.com
ที่มา : มติชน 22 มิถุนายน  2557

Advertisements

ตัดเส้นประสาทกำราบความดัน

bangkokbiznews131107_001ความดันโลหิตสูงเป็น 1 ในสาเหตุสำคัญของการเสียชีวิตก่อนวัยอันควร โดยแต่ละปีมีประชากรวัยผู้ใหญ่ทั่วโลกเสียชีวิตจากภาวะนี้มากถึงเกือบ 8 ล้านคน ที่สำคัญ คนส่วนใหญ่ไม่รู้ตัวว่ามีอันตรายเกิดขึ้นกับในร่างกายของตัวเอง เพราะโรคนี้แทบจะไม่ปรากฏสัญญาณเตือนใดๆ จนนานวันเข้ากลายเป็นสาเหตุเกิดโรคแทรกซ้อนร้ายแรงที่เป็นอันตรายถึงชีวิตตามมาอย่างที่หลายคนนึกไม่ถึง เป็นสาเหตุอธิบายว่าทำไม “ความดันโลหิตสูง” จึงถูกขนานนามว่าเป็น “เพชฌฆาตเงียบ”

สถิติจากมิเตอร์ประเทศไทย ของมหาวิทยาลัยมหิดล รายงานวันที่ 3 ต.ค 56 เวลา 15.26 น. พบว่า ตั้งแต่ต้นปีคนไทยเสียชีวิตแล้วด้วยโรคหัวใจรวม 25,959 คน โรคหัวใจขาดเลือด 26,197 คน โรคหลอดเลือดในสมองแตก 20,005 คน เบาหวาน 20,005 คน ซึ่งโรคเหล่านี้ล้วนเกี่ยวเนื่องมาจากความดันโลหิตที่สูงขึ้นทั้งสิ้น

พญ.ปิยนาฏ ปรียานนท์ โรงพยาบาลปิยะเวท ให้นิยามของโรคความดันโลหิตสูงว่า มีค่าตั้งแต่ 140/90 มิลลิเมตรปรอทขึ้นไป จัดอยู่ในกลุ่มโรคหัวใจและหลอดเลือด และถือเป็นโรคเรื้อรังที่ส่งผลเสียต่อร่างกายโดยตรง หากทิ้งไว้นานโดยไม่ได้ใส่ใจเข้ารับการดูแลรักษา ก็อาจนำไปสู่โรคหรือภาวะแทรกซ้อนน่ากลัวกับอวัยวะสำคัญตามมา อาทิ โรคหลอดเลือดในสมองตีบหรือแตกทำให้เป็นอัมพาต อัมพฤกษ์ โรคหลอดเลือดหัวใจตีบหรืออุดตันทำให้กล้ามเนื้อหัวใจขาดเลือด หัวใจวาย หัวใจโต หัวใจเต้นผิดจังหวะ จอประสาทตาเสื่อมทำให้การมองเห็นลดลงหรือถึงขั้นตาบอด ไตวายเรื้อรัง โรคเส้นเลือดแดงใหญ่โป่งพอง หลอดเลือดที่ไปเลี้ยงอวัยวะสำคัญ เช่น ไต แขนขา ตีบหรืออุดตัน เป็นต้น

สาเหตุของความดันโลหิตสูง แบ่งได้เป็น 2 กลุ่มใหญ่ คือ

กลุ่มที่ 1 เป็นผลจากภาวะโรคใดโรคหนึ่งหรือเรียกว่าความดันโลหิตสูงทุติยภูมิ เช่น ภาวะธัยรอยด์เป็นพิษ ไตวายเรื้อรัง เนื้องอกของต่อมหมวกไต เป็นต้น แนวทางการรักษาสำหรับผู้ป่วยกลุ่มนี้คือ รักษาที่ภาวะโรคที่เป็นต้นเหตุ

กลุ่มที่ 2 เรียกว่าความดันโลหิตสูงปฐมภูมิ มักเป็นผลจากพันธุกรรม ความอ้วน อายุที่เพิ่มขึ้น นิสัยการกินเค็ม การดื่มเหล้า สูบบุหรี่ ความเครียด ร่วมกับผลจากความไม่สมดุลระหว่างระบบประสาทอัตโนมัติและฮอร์โมนที่ทำหน้าที่ควบคุมการหดตัวหรือขยายของหลอดเลือดแดงส่วนปลาย ซึ่งเป็นวงจรที่เกี่ยวเนื่องกันโดยตรงระหว่างการสั่งการจากสมอง ประสาท ไขสันหลัง และหลอดเลือดแดงที่ไปเลี้ยงไต

คุณหมอย้ำว่า ความดันโลหิตสูงปฐมภูมินั้นไม่มีทางรักษาหายขาด ต่างจากแบบทุติยภูมิที่เมื่อรักษาโรคต้นตอแล้ว ภาวะความดันโลหิตสูงก็จะบรรเทาไปเอง การหมั่นตรวจสุขภาพ ดูแลรักษาร่างกาย พร้อมปรับเปลี่ยนพฤติกรรมชีวิต จึงมีความสำคัญอย่างยิ่งในการควบคุมความดันให้อยู่ในเกณฑ์ปกติเพื่อลดความเสี่ยงในการเกิดโรคแรกซ้อน

โดยทั่วไปการรักษาจะแตกต่างกันไปในแต่ละราย หากไม่ร้ายแรงอาจแนะนำให้ปรับเปลี่ยนไลฟ์สไตล์ เช่น ลดกินเค็ม ลดน้ำหนัก ออกกำลังกาย เลิกสูบบุหรี่ ไปจนถึงการกินยาเพื่อควบคุมความดันโลหิต

แต่สำหรับบางรายที่แม้จะพยายามปรับเปลี่ยนพฤติกรรมอย่างเต็มที่แล้ว และรับประทานยาที่มากทั้งชนิดและปริมาณแล้วก็ยังไม่ช่วยอะไร ความดันโลหิตยังมีค่าเกินกว่า 160 มิลลิเมตรปรอท ถ้ามีอายุน้อยกว่า 80 ปี มักแนะนำให้รักษาด้วยวิธีการจี้ไฟฟ้าที่ระบบประสาทอัตโนมัติ หรือที่เรียกว่า Renal Denervation Therapy

วิธีนี้เป็นการใช้ความร้อนจากคลื่นความถี่วิทยุ จี้ทำลายร่างแหเส้นประสาทอัตโนมัติที่อยู่ในผนังหลอดเลือดแดงที่ไปเลี้ยงไตทั้งสองข้าง โดยใช้อุปกรณ์พิเศษสอดผ่านหลอดเลือดจากขาหนีบย้อนขึ้นไปถึงหลอดเลือดแดงที่ไปเลี้ยงไตซึ่งเป็นแขนงของหลอดเลือดแดงใหญ่ในช่องท้อง มีข้อดีคือใช้เวลารักษาเพียงแค่ 1-2 ชั่วโมง หลังจากนั้นพักฟื้นและดูอาการอีกประมาณ 6 ชั่วโมง และสามารถกลับบ้านได้ภายใน 1-2 วัน

อย่างไรก็ตาม คุณหมอปิยนาฏแนะนำว่า “ท้ายที่สุดแล้ววิธีการรักษาเหล่านี้เป็นเพียงการรักษาที่ปลายเหตุเท่านั้น สุขภาพแข็งแรงควรเริ่มต้นที่การ “ป้องกัน” รู้จักดูแลตัวเองด้วยการนำสิ่งดีๆ มาสู่ชีวิต ไม่ว่าจะเป็นการรับประทานอาหารที่มีประโยชน์ ออกกำลังกายสม่ำเสมอ ทำจิตใจให้ผ่อนคลายแจ่มใส เพียงเท่านี้นอกจากจะช่วยให้ห่างไกลโรคภัยแล้ว ยังไม่ต้องเสียทั้งเงินเสียทั้งเวลาวิ่งเข้าออกโรงพยาบาลเป็นว่าเล่นอีกด้วย”

ที่มา: กรุงเทพธุรกิจ 7 พฤศจิกายน 2556

อัมพฤกษ์อัมพาตครึ่งซีกจากสมองขาดเลือด

โรคอัมพฤกษ์อัมพาตครึ่งซีกเป็นโรคที่พบได้บ่อย โดยเฉพาะผู้สูงอายุ บางครั้งมองเห็นทุกวันเดินไปเดินมาเป็นปกติดี วันดีคืนดีอยู่ ๆ ก็เกิดอาการเฉียบพลัน ซึ่งมักจะเป็นตอนกลางคืน เช้ามาเดินไม่ได้เสียแล้ว เกิดขึ้นกับใครจะเป็นภาระต่อคนในครอบครัวอย่างมาก เพราะไม่สามารถช่วยเหลือตัวเองได้เป็นระยะยาวนาน ทุกคนต่างมีภาระหน้าที่กันทั้งนั้น ผู้สูงอายุจึงต้องระมัดระวังรักษาสุขภาพไว้ให้ดี

Stroke เป็นอาการที่เกิดคล้ายเป็นลมไป เกิดจากสมองขาดเลือดไปเลี้ยง แล้วเกิดโรคแทรกซ้อนตามมา เกิดขึ้นกับคนทั้งโลก จนมีการตั้ง World Stroke Day ขึ้นมา ปีนี้กำหนด 29 ต.ค. 55 ในสหรัฐอเมริกาสมองขาดเลือดเป็นสาเหตุตายที่สำคัญโรคหนึ่ง ปีที่แล้วเสียชีวิต 137,000 ราย มีการรณรงค์ในคำขวัญของโลกว่า 1 ใน 6 จะเกิดในชั่วชีวิตของท่าน และทุก 6 วินาทีจะมีการตาย 1 คน

ในบ้านเราพบอยู่ได้เสมอ ไม่มีการรวบรวมว่าจริง ๆ ทั้งหมดพบมากน้อยเพียงใด

สาเหตุ สมองขาดเลือดไปเลี้ยงทั้งอาหารและออกซิเจน ทำให้เซลล์สมองตาย อาจจากหลอดเลือดสมองตีบตันจากไขมันสะสมผนังหลอดเลือด หรือจากก้อนเลือดไปอุด หรือจากเส้นเลือดสมองแตกจากโรคความดันโลหิตสูง ก้อนเลือดโป่งแตก แล้วไปกดศูนย์ประสาทต่าง ๆ ของสมองไปด้วย อีกอย่างหนึ่งคือจากก้อนเลือดอาจหลุดลอยจากที่อื่นไปอุดเส้นเลือดในสมองทำให้สมองขาดเลือดไปเลี้ยงได้เช่นกัน

อาการนำ คล้ายอาการเตือนบอกให้รู้ บางรายที่เกิดตอนกลางคืน นอนอยู่ก็ไม่รู้ ตอนกลางวันระหว่างทำกิจกรรมอยู่พอรู้ได้ ได้แก่ แขน-ขาอ่อนแรง ชาไปครึ่งซีก ปากเบี้ยวชาอ่อนแรงไปครึ่งซีกเช่นเดียวกัน พูดอ้อแอ้ พูดไม่ออก พูดไม่ชัด ตาข้างหนึ่งมัว มองไม่ค่อยเห็น หรือเห็นเป็นภาพซ้อน เวลาเดินจะเซ เสียสมดุล และมักปวดศีรษะมากทันทีขึ้นมา

เมื่อเกิดอาการดังกล่าว ใครที่อยู่ใกล้เคียงพบเข้าหรือตัวเองพอยังรู้ตัวต้องรีบนำส่งโรงพยาบาลทันที

ภาวะกลุ่มเสี่ยง ได้แก่ ผู้สูงอายุ ชายพบมากกว่าหญิง เบาหวาน โรคความดันโลหิตสูง ไขมันสูง เครียดกังวลประจำ อ้วน และผู้ที่ชอบสูบบุหรี่ ดื่มแอลกอฮอล์บ่อย ล้วนทำให้เกิดง่ายขึ้นทั้งสิ้น กลไกการเกิด สมองเป็นศูนย์สั่งการทำงานของร่างกาย เมื่อสมองขาดเลือดจากสาเหตุใดก็ตาม จะทำให้หน้าที่เสียสั่งงานไม่ได้ ศูนย์ที่ควบคุมการทำงานของกล้ามเนื้อแขนขาเสีย จึงเกิดอัมพฤกษ์อัมพาตขึ้นทันที

การรักษา แพทย์จะประเมินจากการตรวจร่างกายและจาก CT-Scan สมอง หาสาเหตุว่าจะเกิดจากหลอดเลือดในสมองแตกหรือมีก้อนเลือดอุดตัน แล้วรีบวางแผนช่วยเหลือทันที การฉีดสีดูเส้นเลือดในสมอง เป็นวิธีการที่สำคัญอีกอย่างหนึ่งที่จะช่วยให้รู้ถึงสาเหตุและแนวโน้มจะไปอย่างไร เพื่อให้การรักษาได้อย่างถูกต้องสมบูรณ์

คนไข้หญิงอายุ 64 ปี มีประวัติกินยาความดันโลหิตสูงมา 5 ปี ทำมาค้าขายเป็นปกติ ตอนกลางวันเป็นปกติดี ตกตอนกลางคืนอยู่ ๆ ก็ปวดศีรษะมาก ชักกระตุก น้ำลายฟูมปาก ส่งเสียงพูดไม่รู้เรื่อง ญาติพบแขนขาด้านซ้ายขยับไม่ได้เลย แต่รู้สึกตัว พูดพอรู้เรื่อง ญาติจึงรีบนำส่งโรงพยาบาลจังหวัด แพทย์ได้ให้การรักษาจนเข้าที่ดีในระยะ 3 วัน และต้องการอยากให้ฉีดสีดูเส้นเลือดในสมอง จึงส่งตัวมายัง รพ.ราชวิถี

นพ.พรินทร์ มหัทธโน หัวหน้าประสาทศัลยศาสตร์ รพ.ราชวิถี ได้คุยให้ฟังว่า คนไข้แบบนี้จากอาการ การตรวจและผล CT-Scan สมอง พบเป็นเงาก้อนเลือดออกในสมองไปกดศูนย์ประสาทด้านขวา ทำให้เกิดอัมพาตครึ่งซีกด้านซ้าย ระยะที่รอการฉีดสีในสมองอีก 2 อาทิตย์ แพทย์ได้ให้ยาให้สมองยุบบวม ยากันชัก ควบคุมความดันโลหิตให้อยู่ระดับปกติ ฯลฯ ซึ่งคนไข้รายนี้เส้นเลือดในสมองแตกจากความดันโลหิตสูง 2 อาทิตย์ผ่านมา ดูคนไข้อาการต่าง ๆ ค่อยดีขึ้น หายปวดศีรษะ ไม่ชักกระตุกแล้ว มีแนวโน้มคงไม่ผ่าตัด รอดูผลจากฉีดสีอยู่

สองอาทิตย์ต่อมาได้ถูกฉีดสีเข้าเส้นเลือดแล้วถ่ายภาพเส้นเลือดในสมอง พบก้อนเลือดในสมองกดศูนย์ประสาททำให้แขนขาซีกซ้ายไม่เคลื่อนไหว ไม่พบก้อนเส้นเลือดโป่ง แขนขาข้างซ้ายเริ่มขยับได้แล้ว ทุกวันได้ฝึกให้ญาติดูการทำกายภาพเพื่อจะได้ไปทำต่อที่บ้าน คนไข้เริ่มมีกำลังใจดีขึ้นที่แขนขาขยับได้ ในช่วงอาทิตย์แรกกังวลตลอด เกรงจะถูกทอดทิ้งไม่มีใครช่วยเหลือ

โรคอัมพฤกษ์อัมพาตยังพบบ่อยโดยเฉพาะผู้สูงอายุที่มีโรคความดันโลหิตสูง เบาหวาน ไขมันสูงร่วมด้วย เป็นแล้วจะเป็นภาระต่อครอบครัวอย่างมาก จึงต้องหมั่นดูแลรักษาสุขภาพไว้ให้ดี.

นพ.สุวิทย์ เกียรติเสวี
suvit.kiatisevi.gmail.com

 

ที่มา: เดลินิวส์  14 ตุลาคม 2555

ผู้ชายกินช็อกโกแลตจะใช้ป้องกัน ไม่ให้เป็นอัมพฤกษ์อัมพาตได้ผล

ผู้ชายที่กินช็อกโกแลต พอสัณฐานประมาณจะลดโอกาส ที่จะเป็นอัมพฤกษ์อัมพาตลดได้ประมาณร้อยละ 17

วารสาร “แพทย์สมาคมโรคประสาทวิทยา” ของสหรัฐฯ รายงานว่า นักวิจัยสถาบันคาโรลินสกา ที่กรุงสตอกโฮล์ม ได้ศึกษาจากผู้ชายสวีเดน วัยระหว่าง 49-75 ปี 37,103 คน ด้วยการให้ตอบแบบสอบถามเกี่ยวกับการกินอาหารต่างๆ

ได้พบว่าผู้ที่กินช็อกโกแลตมากที่สุด อาทิตย์ละประมาณ 63 กรัม เมื่อเทียบกับผู้ที่ไม่ได้กิน จะเลี่ยงกับการเป็นโรคลมอัมพาตได้มากที่สุด ร้อยละ 17

ศาสตราจารย์ซูซานนา ลาร์ส์สัน นักวิจัยผู้หนึ่ง กล่าวว่า คุณประโยชน์ของช็อกโกแลตอาจจะเกิดจากสารฟลาโวนอยด์ ซึ่งมีสรรพคุณป้องกันโรคหัวใจและหลอดเลือด ด้วยคุณสมบัติต้านเลือดแข็งตัว ต่อต้านการอักเสบและเป็นสารต่อต้านอนุมูลอิสระ “และอาจจะเพราะมันยังช่วยลดไขมันในเลือดและความดันโลหิตด้วย”

แต่ ดร.แคลร์ วอลตัน ของสมาคมแพทย์โรคลมอัมพาตบอกเตือนไว้ว่า “อย่าไปคิดว่ากินช็อกโกแลตแล้วไม่ต้องออกกำลัง และควรระวังน้ำตาลและไขมันสูงที่อยู่ในช็อกโกแลตไว้ด้วย”.

ที่มา: ไทยรัฐ  3 กันยายน 2555

.

Related Articles:

.

 

Stroke Prevention: More Sweet News for Chocolate Lovers

But it’s still too soon for recommendations, researchers say

By Steven Reinberg
HealthDay Reporter

WEDNESDAY, Aug. 29 (HealthDay News) — Eating moderate amounts of chocolate might reduce a man’s risk of stroke in addition to its other reported benefits, a new Swedish study finds.

Researchers followed more than 37,000 men for more than 10 years, and found that those who ate the most chocolate had a 17 percent lower risk of stroke than those who never ate chocolate.

Flavonoids in chocolate have previously been linked with a reduced risk of heart disease and better mental performance. It’s thought they may protect against cardiovascular disease through antioxidant, anti-clotting and anti-inflammatory factors, or by reducing cholesterol.

But neurologists aren’t sending patients to the candy store based on this new report.

“You have to be very careful with these types of observational studies,” said Dr. Richard Libman, vice chair of neurology at the Cushing Neuroscience Institute in Manhasset, N.Y.

While the research shows an association between chocolate consumption and stroke reduction, it does not show cause and effect. “There is no way to take from this study that chocolate causes a lower risk of stroke,” Libman said.

The only way to prove whether or not chocolate reduces stroke risk is to do a randomized trial where some eat chocolate and others don’t, he said. They would have to be followed for many years to see if chocolate made a difference, he added.

And eating too much chocolate can only add to the U.S. obesity epidemic and the health problems that go along with it, Libman noted.

For the report, published in the Aug. 29 online edition of Neurology, a team led by Susanna Larsson, from the Karolinska Institute in Stockholm, questioned men aged 49 to 75 about their diet and specifically how much chocolate they ate.

>Over the decade of follow-up, almost 2,000 men had a first stroke, they found. The risk was lower among those with greatest chocolate consumption, a median of about one-third of a cup of chocolate chips, or a little more than two ounces, a week.

A further analysis of five studies that included more than 4,200 stroke cases found those who ate the most chocolate reduced their risk of stroke 19 percent, compared with those who never ate chocolate, the researchers added. For every 50 grams of chocolate eaten a week — about one-quarter cup of chocolate chips — the risk of stroke declined by about 14 percent.

Benefits of chocolate have been associated with dark chocolate, but about 90 percent of the chocolate eaten in Sweden is milk chocolate, Larsson noted. Milk chocolate is fattier and contains less cocoa than dark chocolate.

Another expert agrees that chocolate, eaten in moderation, does appear to help the heart.

“There is a clear aggregation of research evidence indicating that chocolate, and in particular dark chocolate, confers a heart health benefit,” said Dr. David Katz, director of the Prevention Research Center at Yale University School of Medicine in New Haven, Conn.

“Risk factors for heart disease and stroke are much the same, so it stands to reason that such benefit would extend to stroke,” he said.

While the research doesn’t prove cause and effect, “it’s worth noting that this analysis carefully controls for many other factors, such as other important aspects of diet, including fruit and vegetable intake,” he said. “The benefit of chocolate remains persuasive after accounting for such factors.”

Because of chocolate’s caloric, fat and sugar content, it is best thought of like red wine, where some is good but more isn’t necessarily better, Katz said.

“Ongoing research will help establish the ideal ‘dose’ of chocolate for health benefits,” he said. “In the interim, evidence favors the equivalent of roughly one ounce per day of chocolate with a cocoa content of 60 percent or higher.”

Because chocolate consumption was self-reported and only at the start of the study, the researchers said more research is needed before recommendations are made.

Whether the new findings apply to women isn’t clear. Four previous studies found an association between eating chocolate and reduced risk of stroke for women, or men and women combined, but the results for two of those studies weren’t statistically significant.

More information

For more information on stroke, visit the American Stroke Association.

SOURCES: David Katz, M.D., M.P.H., director, Prevention Research Center, Yale University School of Medicine, New Haven, Conn.; Richard Libman, M.D., vice chair, neurology, Cushing Neuroscience Institute, Manhasset, N.Y.; Aug. 29, 2012,Neurology, online

Last Updated: Aug. 29, 2012

Source: consumer.healthday.com

โรคเลือดออกในสมอง

คุณคะ ฉันเป็นอะไรก็ไม่รู้ ทำไมมือมันชา ๆ” เสียงเรียกจากภรรยาที่แฝงเร้นไปด้วยความกังวลใจซึ่งสามีสามารถรับรู้ได้ในทันทีที่ได้ยิน ในขณะที่ทั้งสองกำลังรับประทานอาหารเย็นอย่างมีความสุข แต่ความสับสนและความกังวลใจกำลังเข้ามาแทน สามีสังเกตเห็นว่านอกจากภรรยากำลังกังวลกับมือขวาที่ชาอยู่นั้น บริเวณริมฝีปากด้านขวาก็ผิดรูป เบี้ยวไป ในทันใดนั้นขณะที่ภรรยาพยายามดื่มน้ำจากแก้วน้ำซึ่งตามปกติแล้วไม่ใช่เรื่องใหญ่โตอะไร ก็ปรากฏว่าเธอรับรู้ถึงความยากลำบากในการยกแก้วน้ำขึ้นดื่ม และขณะเดียวกันก็มีน้ำไหลเลอะออกทางริมฝีปากด้านขวาจนเปียกไปที่เสื้อของเธอจนทำให้เธอรู้สึกเขินอาย

จากเหตุการณ์ข้างต้นเป็นเหตุการณ์จริงที่เรา ๆ ท่าน ๆ ได้รับทราบจากหน้าหนังสือพิมพ์ เพราะเป็นเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นกับดารานักแสดงผู้มีชื่อเสียงโด่งดังระดับประเทศ เธอได้เข้ารับการรักษาอย่างทันท่วงทีและได้รับการวินิจฉัยว่าเป็น “โรคเลือดออกในสมอง” ในที่สุดอาการของเธอผู้นี้กลับสู่ปกติ และขออวยพรให้เธอมีสุขภาพที่ดีกลับมาดังเดิม

โรคเลือดออกในสมอง เป็นโรคที่มีเลือดออกในเนื้อสมองเกิดจากการฉีกขาดของเส้นเลือดแดงในสมอง ซึ่งส่วนใหญ่เกิดจากการฉีกขาดของหลอดเลือดฝอย โดยอุบัติการณ์จะพบได้ประมาณร้อยละ 10-15 ของโรคลมปัจจุบัน หรือสโตร์ค เส้นเลือดฝอยในสมองเป็นโครงสร้างที่อ่อนแอในสมองมนุษย์ทุกคน ที่ต้องกล่าวดังนี้เพราะจากการศึกษาโครงสร้างกายวิภาคของสมองมนุษย์ พบว่า ในธรรมชาติแล้วเส้นเลือดฝอยในสมองเป็นเส้นเลือดขนาดเล็กขนาดเท่าเส้นผมมนุษย์ แยกตัวออกทันทีทันใดจากเส้นเลือดขนาดใหญ่ที่ลดขนาดมาเรื่อย ๆ เข้ามาเลี้ยงในสมอง การมีความแตกต่างของขนาดของหลอดเลือดนี้ ที่จริงแล้วเป็นความชาญฉลาดของธรรมชาติที่ต้องการจะนำเลือดที่มีคุณภาพจากหัวใจนำไปเลี้ยงสมอง แต่อย่างไรก็ตามก็ทำให้เกิดโครงสร้างที่เป็นจุดอ่อน เนื่องจากขนาดเส้นผ่าศูนย์กลางของเส้นเลือดฝอยที่เล็กมาก ๆ เมื่อเทียบกับขนาดเส้นผ่าศูนย์กลางของเส้นเลือดหลักทำให้เมื่อมีความแตกต่างของความดันโลหิต ประกอบกับการสูญเสียความยืดหยุ่นของเส้นเลือดฝอยเล็ก ๆ จากภาวะสูงอายุ หรือการมีไขมันในเลือดสูง จึงทำให้มีโอกาสในการแตกของเส้นเลือดฝอยในสมองบริเวณนี้ เลือดที่ออกมาจะกระจายตัวอัดแน่นในเนื้อสมอง ทำให้เกิดการฉีกขาดของเนื้อสมอง การฉีกขาดของเนื้อสมองทำให้เส้นทางการเดินทางของกระแสประสาทสั่งการของสมองเสียหาย ไม่สามารถเดินทางต่อเนื่องไปยังจุดหมายปลายทางได้ ทำให้สมองไม่สามารถสั่งการได้ เกิดภาวะอ่อนแรงของกล้ามเนื้อใบหน้า ทำให้ปากเบี้ยว เกิดภาวะอ่อนแรงของกล้ามเนื้อการกลืน ทำให้สำลัก เกิดภาวะอ่อนแรงของกล้ามเนื้อแขนและขา ทำให้เป็นอัมพฤกษ์ หรืออัมพาต ภาวะอ่อนแรงของกล้ามเนื้อทั้งหมดที่กล่าวมาทั้งหมดนี้จะเกิดด้านตรงข้ามกับด้านของสมองที่มีเลือดออก เช่น ถ้ามีเลือดออกในสมองด้านซ้ายจะเกิดภาวะอ่อนแรงของกล้ามเนื้อด้านขวา เป็นต้น

การถ่ายภาพสมองด้วยเอกซเรย์คอมพิวเตอร์จะช่วยยืนยันการวินิจฉัยโรคเลือดออกในสมอง โดยจากภาพที่ยกมาประกอบนี้เป็นภาพตัดขวางของสมองผู้ป่วยสองรายที่มีเลือดออกในสมองปริมาณน้อย

ผู้ป่วยรายที่หนึ่งมีเลือดออกในสมองด้านขวาปริมาณน้อยจากภาพถ่ายเอกซเรย์คอมพิวเตอร์ (ภาพที่ 001) สมองเป็นจุดสีขาว ด้านขวาของสมองจะอยู่ตรงด้านซ้ายมือของผู้อ่าน  ผู้ป่วยจะมีอาการอ่อนแรงของแขนและขาด้านซ้าย

ผู้ป่วยรายที่สองมีเลือดออกในสมองด้านซ้ายปริมาณน้อยจากภาพถ่ายเอกซเรย์คอมพิวเตอร์ (ภาพที่ 002) สมองเป็นจุดสีขาว ด้านซ้ายของสมองจะอยู่ตรงด้านขวามือของผู้อ่าน  ผู้ป่วยจะมีอาการอ่อนแรงของแขนและขาด้านขวา

ในกรณีที่มีเลือดออกในสมองในปริมาณไม่มาก การใช้ยาควบคุมความดันโลหิตไม่ให้สูงเกินไป ร่วมกับรักษาภาวะผิดปกติจากโรคประจำตัวอื่น ๆ และให้ผู้ป่วยได้พัก โดยไม่จำเป็นต้องทำการผ่าตัดสมอง ในที่สุดผู้ป่วยก็สามารถกลับมาเป็นปกติได้เอง ซึ่งร่างกายจะดูดซึมเลือดที่ออกได้เอง ดังภาพถ่ายเอกซเรย์คอมพิวเตอร์สมองของผู้ป่วยรายที่สองที่ได้รับการรักษาด้วยยา และไม่จำเป็นต้องผ่าตัดสมอง เมื่อเวลาผ่านไปประมาณสองสัปดาห์ภายหลังการรักษานั้นผู้ป่วยอาจยังมีอาการอ่อนแรงของแขนขา เนื่องจากการเสียหายของเนื้อสมอง การออกกำลังกาย ทำกายภาพบำบัดจะช่วยลดการเสื่อมสลายของกล้ามเนื้อ และเป็นการกระตุ้นให้แขนและขากลับมาใช้งานได้ใกล้เคียงดังเดิม

ภาพถ่ายเอกซเรย์คอมพิว เตอร์สมองของผู้ป่วยรายที่สอง ด้านซ้ายมือ (ภาพที่ 003) จะพบจุดเลือดออกสีขาวในสมองด้านซ้ายเมื่อเวลาผ่านไปประมาณสองสัปดาห์ จุดเลือดออกสีขาวในสมองด้านซ้ายหายไปโดยไม่ต้องผ่าตัด (ภาพที่ 004)

ในกรณีที่มีเลือดออกในสมองในปริมาณมาก การรักษาโดยการใช้ยาควบคุมความดันโลหิตไม่ให้สูงเกินไป ร่วมกับรักษาภาวะผิดปกติจากโรคประจำตัวอื่น ๆ ยังมีความจำเป็น อีกทั้งการผ่าตัดสมองอาจเป็นการช่วยผู้ป่วยไม่ให้เสียชีวิต แต่มิได้แก้ไขความพิการที่เกิดจากการเสียหายในเนื้อสมองจากการที่ก้อนเลือดฉีกขาดเนื้อสมอง ดังภาพถ่ายเอกซเรย์คอมพิวเตอร์สมองของผู้ป่วยรายที่สามที่จำเป็นต้องได้รับการรักษาด้วยการผ่าตัดสมอง จะพบว่ามีเลือดออกที่เห็นจากภาพเป็นสีขาวขนาดใหญ่แตกต่างจากผู้ป่วยสองรายข้างต้น

กล่าวโดยสรุปแล้ว โรคเลือดออกในสมองเป็นโรคที่อันตรายทำให้เกิดความพิการ หรือเสียชีวิตได้ ลักษณะธรรมชาติของโรคนี้จะเกิดขึ้นฉับพลันทันทีทันใด ผู้ป่วยและคนใกล้ชิดจะไม่มีโอกาสทราบล่วงหน้า ผู้ป่วยจะมีอาการผิดปกติทางระบบประสาท มีแขนและขาอ่อนแรงข้างใดข้างหนึ่ง มุมปากเบี้ยว ลิ้นแข็ง พูดไม่ชัด มักมีอาการปวดศีรษะร่วมด้วย ความดันโลหิตมักสูงผิดปกติ การดื่มเหล้าและสูบบุหรี่จะช่วยเสริมความรุนแรงของโรค หากมีเลือดออกในสมองในปริมาณไม่มาก ไม่จำเป็นต้องทำการผ่าตัดสมอง การผ่าตัดสมองอาจช่วยผู้ป่วยไม่ให้เสียชีวิตหากมีเลือดออกในสมองปริมาณมาก ๆ.

 

ที่มา: เดลินิวส์ 28 เมษายน 2555

อัมพาต​จาก​โรค​หลอด​เลือด​สมอง​

เกริ่นชื่อเรื่องมาแบบนี้ หลายคนก็คงจะคิดว่า.. “อัมพาต” กับ “โรคหลอดเลือดสมอง” มีความเกี่ยวข้องกันได้  อย่างไร?

ก่อนอื่นเลย จะขอทำความเข้าใจตรงนี้ว่า อัมพาตหรืออัมพฤกษ์ ที่เคยได้ยินกันนั้น หมายถึง สภาวะที่มีการอ่อนแรงของแขนและขา ซึ่งผู้ป่วยที่เป็นอัมพาต สามารถใช้ชีวิตและทำกิจกรรมต่าง ๆ ในสังคมได้เช่นเดียวกันกับคนปกติ ไม่ใช่แค่นอนรักษาตัว อยู่บนเตียงในโรงพยาบาลอย่างที่เข้าใจกัน

เนื่องด้วยเพราะความเชื่อของคนส่วนใหญ่ เมื่อพูดถึงอัมพาต ก็จะนึกถึงผู้ป่วยที่เป็นอัมพาตครึ่งซีก ซึ่งสาเหตุสำคัญก็มาจาก การเกิด “โรคหลอดเลือดในสมองตีบหรือแตก” อันเป็นสาเหตุสำคัญที่พบได้บ่อยที่สุดของการเป็นอัมพาต นอกจากนี้อาการอัมพาตของผู้ป่วยก็ยังกลายเป็นปัญหาทางสาธารณสุขที่สำคัญลำดับต้นๆของประเทศ ทั้งในเรื่องการดูแล ค่าใช้จ่าย การรักษา เป็นต้น

ดังนั้น จากข้อมูลที่กล่าวมาข้างต้นนี้ จึงควรให้ความสำคัญ และทำความเข้าใจเกี่ยวกับโรคหลอดเลือดสมอง อันเป็นสาเหตุสำคัญของ อัมพาตให้มากขึ้น ดังต่อไปนี้

โรคหลอดเลือดสมองแบ่งออกเป็น 2 กลุ่ม คือ
1. กลุ่มโรคหลอดเลือดสมองตีบ หรือ อุดตัน ที่ทำให้เกิดภาวะสมองขาดเลือด
2. กลุ่มโรคหลอดเลือดสมองแตก ที่ทำให้มีลิ่มเลือดคั่งในเนื้อสมอง

สาเหตุสำคัญของโรคหลอดเลือดสมองตีบหรืออุดตัน สมองของเรานั้นเป็นอวัยวะที่ต้องการเลือดไปเลี้ยงในปริมาณมากที่สุดเมื่อเทียบกับอวัยวะอื่น ๆ ของร่างกาย เลือดที่ไปเลี้ยงสมอง เริ่มต้นจากหัวใจสูบฉีดผ่านหลอดเลือดแดงใหญ่ ต่อไปยังหลอดเลือดแดงที่อยู่บริเวณลำคอ แล้วจึงผ่านเข้าไปในสมอง โดยหลอดเลือดแดงใหญ่ก็จะแตกแขนงเป็นหลอดเลือดแดงขนาดเล็กลงไปเรื่อย ๆ จนเป็นหลอดเลือดแดงฝอยกระจาย ไปทั่วทั้งเนื้อสมอง

หากลองเปรียบเทียบหลอดเลือดแดงกับ ท่อประปา จะพบว่ามีความคล้ายคลึงกันหลายประการกล่าวคือ เมื่อท่อประปาที่ใช้มาเป็นเวลานานหรือเมื่อเราอายุมากขึ้น ผนังของท่อประปาหรือหลอดเลือดก็จะเริ่มเสียไป ทำให้เกิดการแข็งตัว เปราะแตกง่าย จนทำให้เกิดโรคหลอดเลือดแดงแข็ง และภายในท่อก็จะมีสิ่งไม่พึงประสงค์  เช่น เศษหิน เศษดินเล็ก ๆ มาเกาะที่ผนังด้านใน จนรูของท่อค่อย ๆ ตีบเล็กลงจนท่อตันไปในที่สุด

สิ่งที่ทำให้หลอดเลือดอุดตันนี้เรียกว่า “Plague” อันเกิดจากการจับตัวกันของเกล็ดเลือด เม็ดเลือดขาว และไขมันในเลือด ไขมันที่เป็นตัวการสำคัญก็คือ คอเลสเตอรอล เมื่อหลอดเลือดแดงค่อย ๆ ตีบลง ปริมาณเลือดที่จะเลี้ยงสมองก็จะลดลง แต่เซลล์สมองจะปรับตัวให้ยังมีชีวิตอยู่ได้ แต่เมื่อการตีบตันเป็นมากขึ้นจนอุดตัน เลือดไปเลี้ยงสมองไม่ได้ เซลล์สมองที่ขาดเลือดก็จะตายไปในที่สุด ผู้ป่วยก็จะเกิดอาการอัมพาตขึ้น  ในผู้ป่วยบางราย การอุดตันของหลอดเลือดแดงในสมองเกิดขึ้นเนื่องจากมีลิ่มเลือดจากหัวใจหรือจากหลอดเลือดแดง Carotid หลุดลอยมาอุดตัน ทำให้สมองเกิดการขาดเลือดอย่างฉับพลัน ก็เป็นอีกสาเหตุหนึ่งที่ทำให้เป็นอัมพาตได้เช่นกัน

ส่วนสาเหตุของโรคหลอดเลือดสมองแตก ก็เกิดจากภาวะหลอดเลือดแดงแข็ง ซึ่งผนังของหลอดเลือดจะเปราะแตกง่าย หากความดันโลหิตสูงขึ้นมากอย่างฉับพลันอาจทำให้หลอดเลือด แดงแตกได้ จะเกิดลิ่มเลือดคั่งในสมอง ก็ทำให้ผู้ป่วยเป็นอัมพาตได้ การแตกของหลอดเลือดสมองอาจเกิดจากความผิดปกติของหลอดเลือดที่เป็นมาแต่กำเนิดได้

ลักษณะอาการของโรคหลอดเลือดสมอง โดยทั่วไปมักเกิดขึ้นกับตำแหน่งของสมองที่เสียหาย อาการที่เกิดขึ้นก็จะเป็นไปตามการเสียหายของสมองส่วนนั้น อาการมักจะเกิดขึ้นได้อย่างฉับพลัน แต่บางครั้งอาการอาจเกิดขึ้นเป็น ๆ หาย ๆ หรือค่อย ๆ เป็นมากขึ้นในเวลาอันสั้น

อาการที่พบบ่อย เช่น แขนขาอ่อนแรงครึ่งซีก เวียนศีรษะ บ้านหมุน เดินเซ ตามัว มองไม่เห็นข้างเดียว หรือมองไม่เห็นครึ่งซีก มองเห็นภาพซ้อน ลิ้นแข็ง พูดไม่ชัด กลืนลำบาก ปวดศีรษะอย่างรุนแรงหรือฉับพลัน  ซึมไม่รู้สึกตัว

สำหรับการป้องกันและรักษาต้องบอกว่า หากเกิดอาการน่าสงสัยว่าจะเป็นโรคหลอดเลือดสมอง ต้องรีบไปพบแพทย์ทันที เนื่องด้วยโอกาสรักษาให้หายหรือได้ผลดีจะ มีมากกว่า ทั้งนี้ หากสมองขาดเลือดนานเกินไป สมองส่วนนั้นก็จะตาย จนไม่สามารถฟื้นตัวได้

หลักสำคัญของการป้องกันและรักษา ก็คือ การควบคุมปัจจัยเสี่ยงต่าง ๆ ได้แก่ ความดันโลหิตสูง เบาหวาน โรคหัวใจ และไขมันในเลือดสูง การเลิกสูบบุหรี่ เลิกดื่มสุราในปริมาณมาก รับ ประทานยาต้านเกล็ดเลือด หรือยาต้านการแข็งตัวของเลือดกรณีที่เป็นโรคหลอดเลือดสมองตีบ  ออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอ ลดอาหารเค็มและอาหารไขมันสูง ลดความเครียด และตรวจสุขภาพ ปีละสองครั้ง

มาถึงบรรทัดนี้ การวินิจฉัยทางการแพทย์คงเป็นสิ่งที่หลายคนอยากทราบกัน ในปัจจุบันความก้าวหน้าทางการแพทย์ได้รุดหน้าไปเร็วมาก การเอกซเรย์เพื่อตรวจวินิจฉัยก็มักจะทำกันด้วยเครื่อง CT Scan เช่นเดียวกันกับการตรวจด้วยคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้าหรือ MRI ทั้งนี้ จะช่วยทำให้ทราบถึงภาวะการขาดเลือดหรือภาวะเลือดออกในสมอง ก่อนทำการรักษาต่อไป

นายแพทย์ไพโรจน์ บุญคงชื่อ
อาจารย์ประจำหน่วยประสาทวิทยา ภาควิชาอายุรศาสตร์
คณะแพทยศาสตร์โรงพยาบาลรามาธิบดี มหาวิทยาลัยมหิดล

 

ที่มา: เดลินิวส์ 20 มิถุนายน 2552