เลี้ยงลูกด้วยนมแม่พ้นสมองเสื่อม

thairath130809_001มารดาที่เลี้ยงลูกด้วยน้ำนมของตนเอง จะได้คุณประโยชน์ รอดพ้นจากโรคสมองเสื่อม และยิ่งเลี้ยงลูกด้วยเลือดในอกยิ่งนานก็จะยิ่งหนีห่างโรคอันน่าหวาดหวั่นมากขึ้นเท่านั้น

วารสารวิชาการ “โรคสมองเสื่อม” รายงานว่า การ เลี้ยงลูกด้วยนมมารดายังช่วยให้อานุภาพของอินซูลินซึ่งลดน้อยลงเมื่อตอนตั้งครรภ์กลับฟื้นคืนขึ้นใหม่ ซึ่งสาเหตุของโรคสมองเสื่อมอันหนึ่งก็เกิดจากการดื้อต่ออินซูลินในสมอง

นักวิจัยมหาวิทยาลัยเคมบริดจ์ได้ศึกษาจากข้อมูล ที่รวบรวมจากกลุ่มสตรีอังกฤษกลุ่มหนึ่ง ถึงความสัมพันธ์ ของการเลี้ยงลูกด้วยนมมารดากับความเสี่ยงกับโรค สมองเสื่อม

หัวหน้าคณะนักวิจัยกล่าวว่า โรคสมองเสื่อมเป็นโรคแพร่หลายที่สุดในโลกอย่างหนึ่ง ประมาณกันว่ามีผู้ป่วยมากถึง 35,600,000 คน “เราเชื่อว่าในอนาคตจะต้องมีผู้ป่วยตามชาติที่มีรายได้ต่ำและปานกลางต่างๆกันมากขึ้น จำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องหายุทธวิธีที่สิ้นเปลืองน้อยและเกิดผลกว้างไกล เพื่อป้องกันประชาชน จากโรคอันเป็นการล้างผลาญอันนี้”

ก่อนหน้านี้เคยมีการศึกษาพบว่า การเลี้ยงลูกด้วยนม มารดาช่วยคุ้มครองแม่ให้รอดพ้นจากโรคบางอย่างได้.

ที่มา : ไทยรัฐ 9 สิงหาคม 2556

.

Related Article :

.

(Breastfeeding | Flickr)  Breastfeeding for up to one year has been found to improve intelligence and development in children.

(Breastfeeding | Flickr) Breastfeeding for up to one year has been found to improve intelligence and development in children.

Breastfeeding Reduces Alzheimer’s Risk — For Mothers

By Jonathan Weiss | Aug 5, 2013
Alzheimer’s disease is a terrible condition marked by the progressive loss of memory and ability to perform daily tasks. The buildup of short protein peptides, known as beta amyloid, is thought to cause the memory-robbing disease, but the initiating factor of the accumulation is unknown. Moreover, it is in dispute as to whether the accumulation itself is the cause of the disease. Scientists and doctors know little as to what can help stave off the disease. But, in looking at correlations between the disease and various factors, a research group in the UK has found a link between breastfeeding and a woman’s Alzheimer’s risk.

The research, published in the Journal of Alzheimer’s Disease, details a study in which 81 women were observed to have a lower risk of the disease if they had breastfed infants. Women who had no history of dementia in their families saw the best benefit, while those with a family history of dementia saw a decreased benefit. Because breastfeeding would be an easy and cheap way to prevent Alzheimer’s in women, this is already seen as a possible prophylactic in women, particularly for those in developing countries.

“Alzheimer’s is the world’s most common cognitive disorder and it already affects 35.6 million people. In the future, we expect it to spread most in low and middle-income countries. So it is vital that we develop low-cost, large-scale strategies to protect people against this devastating disease,” the study’s lead author Dr. Molly Fox, from the Department of Biological Anthropology at the University of Cambridge, said in a press release.

The study opens up some interesting questions about Alzheimer’s disease. It is known that Alzheimer’s is characterized by insulin resistance in the brain, with some scientists calling it type 3 diabetes. Breastfeeding restores insulin tolerance in women who typically become insulin-resistant during pregnancy, which can result in gestational diabetes.

Three main conclusions were garnered from the study:

  • Women who breastfed exhibited a reduced Alzheimer’s disease risk, compared with women who did not breastfeed.
  • Longer breastfeeding history was significantly associated with a lower Alzheimer’s risk.
  • Women who had a higher ratio of total months pregnant during their lives to total months breastfeeding had a higher Alzheimer’s risk.

“Women who spent more time pregnant without a compensatory phase of breastfeeding therefore may have more impaired glucose tolerance, which is consistent with our observation that those women have an increased risk of Alzheimer’s disease,” Fox concluded.

Source: Fox M, Berzuini C, Knapp L. Maternal Breastfeeding History and Alzheimer’s Disease Risk. Journal of Alzheimer’s Disease. 2013.

SOURCE : www.medicaldaily.com

ฮือฮา ผลวิจัยอ้าง”แปรงฟันบ่อย เป็นผลดีต่อสมอง” ป้องกัน”ความจำเสื่อม”!

Credit : virginiagarberding.authorweblog.com

Credit : virginiagarberding.authorweblog.com

สำนักข่าวต่างประเทศรายงานเมื่อวันที่ 31 กรกฎาคมว่า ผลสำรวจของมหาวิทยาลัยเซ็นทรัล แลงเคสเชียร์ อ้างว่า การแปรงฟันบ่อยจะเป็นผลดีต่อสมอง เพราะสามารถป้องกันภาวะความจำเสื่อมได้

รายงานระบุว่า การแปรงฟันให้ขาวทุกวันไม่เพียงแต่จะมีโอกาสที่จะช่วยป้องกันการเป็นมะเร็งช่องปาก, โรคหัวใจ และการเป็นเบาหวานเท่านั้น แต่ยังจะช่วยป้องกันให้คนเราไม่กลายเป็นคนความจำเสื่อม สาเหตุเพราะการแปรงฟันจะป้องกันเชื้อโรคที่ทำให้เกิดโรคปาก ไม่ให้เข้าถึงสมอง และทำลายระบบศูนย์กลางของสมอง ทำให้เกิดภาวะเซลล์สมองเสื่อม และสูญเสียความทรงจำได้ โดยผู้เชี่ยวชาญระบุว่า เชื้่อโรคในช่องปากสามารถสร้างปฏิกิริยาห่วงโซ่ในคนเราที่นำไปสู่ภาวะความจำเสื่อม ซึ่งไม่ได้หมายความว่า เชื้อโรคทำให้เกิดการเป็นอัลไซเมอร์ แต่เชื้อโรคน่าจะทำให้โรคที่เป็นอยู่แย่หนักขึ้น

นักวิทยาศาสตร์ระบุว่า ในทุกๆ วัน เชื้อโรคจะเข้าไปสู่กระแสเลือดผ่านกิจกรรมต่างๆ ของคนเรา เช่น การกิน และการเคี้ยว ขณะที่ผลวิจัยนี้มุ่งเพื่อค้นหาว่าเชื้อโรคสามารถกลายเป็น “ตัวแปร” ในการทำให้คนเราอาจกลายเป็นโรคความจำเสื่อม ผ่านการทดสอบทางเลือด เพื่อประเมินภาวะเสี่ยงที่คนเราจะพัฒนาไปสู่ภาวะอัลไซเมอร์ โดยผลสำรวจพบว่าจากการศึกษาผู้สูงวัยจำนวน 5,500 ราย ที่แปรงฟันน้อยกว่า 1 ครั้งต่อวัน มีโอกาสที่จะกลายเป็นอัลไซเมอร์มากกว่าคนที่แปรงฟัน 3 ครั้งต่อวัน ถึง 65 เปอร์เซนต์

ที่มา : มติชน 31 กรกฎาคม พ.ศ. 2556

.

Related Article:

.

Credit : metro.co.uk Brushing your teeth regularly could stop you developing dementia (Picture: Alamy)

Credit : metro.co.uk
Brushing your teeth regularly could stop you developing dementia (Picture: Alamy)

Brushing teeth regularly ‘could help prevent dementia’

By Hayden Smith

Tuesday 30 Jul 2013

Mum really does knows best – when you were nagged to brush your teeth as a child, she was looking after your health and memory, it seems.

Cleaning your pearly whites every day and night not only may prevent cancer, heart disease and diabetes… it may also stop you from developing dementia.

That’s because bugs that cause gum disease can reach the brain and destroy neurons, leading to nerve cell damage confusion and possible memory loss, a new study shows.

Scientists discovered that brain tissue from people with dementia was infected with a bacterium – porphyromonas gingivalis – usually associated with poor oral hygiene.

Prof StJohn Crean, dean of dentistry at the University of Central Lancashire, said: ‘The bacteria could be a trigger that sets off a chain reaction in people pre-disposed to dementia. We are not saying this bacteria causes Alzheimer’s, but it is likely it could make the existing disease condition worse.’

Scientists say the bacteria enters the bloodstream through everyday activities such as eating and chewing – but especially after invasive dental treatment.

They aim to discover if the bacteria can be used as a marker – via a simple blood test – to determine a patient’s risk of developing Alzheimer’s disease.

The discovery adds to a growing body of evidence that suggests a link between gum disease and dementia.

A recent study of 5,500 elderly people found those who brushed their teeth less than once a day were 65 per cent more likely to develop dementia than those who brushed three times a day.

SOURCE : metro.co.uk

‘อัลไซเมอร์’ รู้ได้ก่อนมีอาการ

อัลไซเมอร์หรือโรคความจำเสื่อมจะเริ่มต้นจากการที่ผู้ป่วยไม่มีอาการผิดปกติทางความจำ ต่อมาเริ่มมีอาการหลงลืมหรือความจำถดถอยเล็กน้อย กระทั่งความจำเริ่มถดถอยมากขึ้นเรื่อยๆ และเริ่มมีผลกระทบต่อการดำเนินชีวิตประจำวัน

“โรคนี้มีระยะเวลาการก่อโรคนาน 15-20 ปี กว่าจะมีอาการสมองเสื่อมชัดเจน จากการศึกษาผู้ป่วยที่อายุ 65 ปี พบว่าโรคนี้ไม่ได้เริ่มทันทีที่อายุ ณ ปัจจุบัน แต่ได้ก่อตัวมาตั้งแต่ตอนที่อายุ 40 ปี และแสดงอาการชัดเจนในอีก 25 ปีถัดมา ซึ่งก็คือวัย 65 ปีในปัจจุบัน” นพ.โยธิน ชินวลัญช์ อายุรแพทย์สมองและระบบประสาท โรงพยาบาลกรุงเทพ กล่าว

ระยะเวลาการดำเนินของโรคที่ยาวนาน ประกอบกับความเพิกเฉยโดยคิดว่าความผิดปกติทางความจำเล็กน้อยไม่ได้เป็นอาการเริ่มต้นของโรคสมองเสื่อม และความไม่เข้าใจที่ว่าโรคอัลไซเมอร์เป็นโรคที่เริ่มเกิดในคนสูงอายุและเป็นโรคที่ไม่สามารถป้องกัน และไม่สามารถรักษาให้หายขาด ทำให้การวินิจฉัยและรักษาทำได้ไม่ทันท่วงที

อีกทั้งการตรวจวินิจฉัยโรคอัลไซเมอร์ได้สร้างความเจ็บปวดให้ผู้ป่วยอย่างมาก จากการเจาะไขสันหลังเอาน้ำไขสันหลังหรือตัดชิ้นเนื้อสมองออกมาตรวจหาสารเบต้าอมีลอยด์ ซึ่งเป็นตัวบ่งชี้ถึงภาวะอัลไซเมอร์

ล่าสุด มหาวิทยาลัยพิทท์เบิร์กในสหรัฐอเมริกาได้พัฒนาสารเภสัชรังสีสำหรับฉีดเข้าสู่ตัวคนไข้ และรอเวลาดูดซึมก่อนที่จะตรวจเอ็กซเรย์ด้วยเครื่องเพทสแกน (PET Scan) เพื่อตรวจหาการสะสมของสารเบต้าอมีลอยด์ในสมอง และการทำงานของเซลล์สมอง โดยสามารถตรวจได้ตั้งแต่ระยะที่ยังไม่ปรากฏอาการ ผลการตรวจแม่นยำ 90% อีกทั้งสารตัวนี้มีความปลอดภัย โดยจะสลายตัวอัตโนมัติ ไม่ตกค้างในร่างกาย

“เทคโนโลยีใหม่นี้ไม่ทำให้คนไข้เจ็บตัว เพราะไม่ต้องเจาะไขสันหลัง ไม่ต้องผ่าเอาชิ้นเนื้อสมองไปตรวจวินิจฉัย อีกทั้งเทคโนโลยีเพทสแกนยังช่วยในการแยกชนิดของอัลไซเมอร์ได้ว่า เป็นชนิดใด เพราะการรู้ชนิดของโรคจะทำให้ทราบว่าควรให้การรักษาอย่างไร” คุณหมอกล่าว

อย่างไรก็ตาม โรคนี้ยิ่งพบเร็วก็มีโอกาสที่ยับยั้งอาการและรักษามากขึ้น แต่คุณหมอแนะนำว่า ผู้ที่ต้องการตรวจหาอัลไซเมอร์ควรจะมีอายุ 45 ปีขึ้นไป เนื่องจากเทคนิคการตรวจนี้สามารถตรวจล่วงหน้าได้ 15 ปี จึงเหมาะกับผู้ที่มีการวางแผนการใช้ชีวิต โดยต้องเข้ามาปรึกษากับแพทย์ นอกจากนี้ยังมีกลุ่มเสี่ยง ไม่ว่าจะเป็น คนที่มีประวัติครอบครัวเป็นอัลไซเมอร์ คนที่ทำการทดสอบความทรงจำแล้วให้ผลที่ไม่ดีนัก เป็นต้น

“สำหรับผู้ที่ไม่อยากเป็นโรคความจำเสื่อม ต้องหมั่นบริหารสมองตัวเองอยู่เสมอ เช่น อ่านหนังสือเป็นประจำ ดูแลสุขภาพจิตให้ดี พยายามไม่เครียด คิดแง่บวก กินอาหารที่มีประโยชน์และออกกำลังกายสม่ำเสมอ และสุดท้ายหากใครเริ่มมีอาการหลงลืมมากผิดปกติ หรือมีญาติผู้ใหญ่ที่ต้องสงสัยควรรีบพามาพบแพทย์เพื่อตรวจและรักษาได้ทันท่วงที” คุณหมออธิบาย

************

อาการเตือนที่ต้องใส่ใจ

– คนทั่วไปเมื่อลืมแล้วก็จะจำได้ในภายหลัง แต่อัลไซเมอร์จะลืมบ่อยกว่าและฟื้นความจำไม่ได้

– คนทั่วไปต้องเคยบ้างที่ใช้คำพูดผิด แต่อัลไซเมอร์อาจจะลืมคำง่ายๆ และใช้คำที่ไม่เหมาะสม ทำให้เข้าใจลำบาก

– จำถนนหนทางที่เคยใช้อยู่เป็นประจำไม่ได้ ไม่รู้ว่ามาได้อย่างไรและกลับอย่างไร ไม่รู้ว่าวันเกิดคืออะไร

– การตัดสินใจแย่ลง อาจจะใส่เสื้อผ้าหนาๆ ในวันที่อากาศร้อนจัด วางสิ่งของในที่ๆ ไม่ควร เช่น วางเตารีดในตู้เย็น

– อารมณ์และพฤติกรรมเปลี่ยนแปลงรวดเร็วโดยไม่มีเหตุผล

– เปลี่ยนบุคลิกภาพอย่างรวดเร็ว เช่น สับสนมากขึ้นสลับกับกลายเป็นคนชอบระแวง หรืออยู่เงียบๆ สลับกับความกลัวโดยไม่มีเหตุผล

– คนทั่วไปอาจเบื่องานบ้าน เบื่อการเข้าสังคม แต่ไม่นานก็จะกลับมาเริ่มทำใหม่ได้ แต่สำหรับอัลไซเมอร์มักจะอยู่เฉยๆ รอให้คนอื่นมาหาหรือมาชักชวนให้ทำสิ่งต่างๆ

ที่มา: กรุงเทพธุรกิจ 23 ตุลาคม 2555

หมอเผยคนไทยป่วยสมองเสื่อม 3 แสน

แพทย์ประเมินคนไทยป่วยสมองเสื่อม 3 แสน พบส่วนใหญ่ญาติไม่รู้ พร้อมจัดประชุมอัลไซเมอร์โลก หวังผลักดันการดูแลผู้ป่วยเป็นนโยบายสุขภาพระดับชาติ

พญ.สิรินทร ฉันศิริกาญจน หัวหน้าหน่วยเวชศาสตร์ผู้สูงอายุ ภาควิชาอายุรศาสตร์ คณะแพทยศาสตร์ โรงพยาบาลรามาธิบดี และนายกสมาคมผู้ดูแลผู้ป่วยสมองเสื่อม  เปิดเผยว่า รายงานขององค์การโรคอัลไซเมอร์ระหว่างประเทศ ปี 2553 ระบุว่ามีผู้ป่วยโรคสมองเสื่อมทั่วโลกมากกว่า 35 ล้านคน อยู่ในเอเชียอาคเนย์ 2.4 ล้านคน

ขณะที่ประเทศไทยรายงานการสำรวจสุขภาพประชาชนไทยโดยการตรวจร่างกาย ครั้งที่ 4 ปี 2551-2552 โดยสำนักงานสำรวจสุขภาพประชาชนไทย สถาบันวิจัยระบบสาธารณสุข พบว่าผู้สูงอายุ อายุ 60 ปีขึ้นไปมีภาวะสมองเสื่อม 12.4% โดยในผู้ชายพบ 9.8% ขณะที่ผู้หญิงอยู่ที่ 15.1% แบ่งตามช่วงอายุ 60 – 69 ปี อยู่ที่ 7.1% ช่วงอายุ 70-79 ปีอยู่ที่ 14.7% และอายุ 80 ปีขึ้นไปพบสูงถึง 32.5%

ขณะที่ข้อมูลผลการสำรวจประชากรสูงอายุ ปี 2553 จากสำนักงานสถิติแห่งชาติ สัดส่วนผู้สูงอายุอยู่ที่ 12% ของประชากรไทย และประมาณการว่าจะเพิ่มขึ้นถึง 17% ในปี 2563  ทั้งนี้โดยประมาณของผู้ป่วยสมองเสื่อมทั้งประเทศมีอย่างน้อย 3 แสนคน ซึ่งนับว่าเป็นตัวเลขที่ไม่น้อยเลย และที่น่าตกใจคือ ผู้ป่วยเหล่านี้ รวมทั้งญาติและผู้ดูแล ไม่ทราบว่าป่วยเป็นสมองเสื่อม

ในปี พ.ศ. 2555 สมาคมผู้ดูแลผู้ป่วยสมองเสื่อม ซึ่งเป็นสมาชิกของสมาคมอัลไซเมอร์นานาชาติ ได้เป็นเจ้าภาพจัดงานการประชุมทางวิชาการ เรื่อง ภาวะสมองเสื่อม และการประชุมภาคพื้นเอเชียแปซิฟิกขององค์การอัลไซเมอร์นานาชาติ ครั้งที่ 14 ระหว่างวันที่ 11 – 13 ม.ค.ที่ โรงแรมสวิสโซเทล เลอ คองคอร์ด รัชดาภิเษก โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อพัฒนาคุณภาพชีวิตของผู้ป่วย สมองเสื่อมและครอบครัว และผลักดันการดูแลผู้ป่วยสมองเสื่อมให้เป็นนโยบายสุขภาพระดับชาติ

ด้าน รศ.มานะ ศรียุทธศักดิ์ จากคณะวิศวกรรมศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย กล่าวว่า ในงานจะมีการเปิดตัวเครื่องมือระบุตัวตนของผู้ป่วยสมองเสื่อม เพื่อป้องกันการเดินหลงหายไปจากบ้าน ผู้ป่วยสมองเสื่อมเมื่ออยู่ในบ้าน มีปัญหาแบบหนึ่ง เมื่ออยู่นอกบ้าน ก็จะมีปัญหาอีกแบบหนึ่ง เช่น อุบัติเหตุ กลับบ้านไม่ได้ ระบุตัวตนกับบุคคลภายนอกไม่ได้ ทำให้การช่วยเหลือก็แน่นอนว่า ย่อมเป็นไปไม่ได้

ทั้งนี้เครื่องมือการระบุตัวตนจะช่วยผู้ป่วยเหล่านี้ได้ เช่น การ์ด ริสต์แบนด์ หรือสร้อยข้อมือ และเหรียญล็อคเก็ตห้อยคอ ที่ด้านหลังจะมีบาร์โค้ด และชิพที่ระบุข้อมูลของผู้ป่วยไว้ เช่น ชื่อ ที่อยู่ อายุ โรค กลุ่มเลือด และการแพ้ยา เป็นต้น ข้อมูลเหล่านี้จะเชื่อมโยงกับเครื่องอ่านที่จะติดตั้งอยู่ตามจุดสำคัญ ๆ เช่น สถานีตำรวจ ห้างสรรพสินค้า ศูนย์การค้า เป็นต้น  ที่สำคัญคือการเผยแพร่ความรู้ความเข้าใจต่อสังคม เกี่ยวกับการให้ความช่วยเหลือผู้ป่วยโรคสมองเสื่อม

 

ที่มา: โพสต์ทูเดย์ 5 มกราคม 2555

ควบคุมอาหารช่วยลดโอกาสเป็น”อัลไซเมอร์”

อัลไซเมอร์ถือเป็นหนึ่งในภัยเงียบที่คร่าชีวิตของผู้คนลงเป็นจำนวนมากในแต่ละปี เนื่องจากยังเป็นโรคที่รักษาไม่หาย อีกทั้งยังหาสาเหตุและการดำเนินไปของโรคที่ชัดเจนไม่ได้ ผู้คนส่วนใหญ่มักจะพบว่าตัวเองป่วยเป็นอัลไซเมอร์ก็เมื่ออาการของโรคอยู่ในระยะวิกฤติแล้ว

ล่าสุด สำนักข่าวบีบีซีของอังกฤษเผยผลการวิจัยที่สร้างความตื่นเต้นให้วงการแพทย์เป็นอย่างมากว่า ผู้ที่มีโอเมก้า 3 และวิตามินต่างๆในกระแสเลือดสูง มีโอกาสที่จะป่วยด้วยโรคอัลไซเมอร์น้อยลง ตรงข้ามกับผู้ที่นิยมบริโภคอาหารจานด่วนหรือฟาสต์ฟู้ดที่มีโอกาสจะป่วยด้วยโรคดังกล่าวมากขึ้น

โดยผลการวิจัยพบว่าจากการศึกษาซึ่งมุ่งเน้นไปที่การตรวจหาสารต่างๆในเลือดของกลุ่มตัวอย่าง แทนการสอบถามถึงพฤติกรรมการใช้ชีวิตของพวกเขา ซึ่งเป็นการศึกษาในแบบเดิมๆ  ปรากฎว่ากรดไขมันอิ่มตัวซึ่งพบในเลือดจะแปรผันตรงกับการฝ่อตัวของสมอง กล่าวคือ ผู้ที่มีกรดไขมันในกระแสเลือดที่สูงจะมีการฝ่อตัวของสมองที่สูงตามไปด้วย หรือมีโอกาสที่จะป่วยด้วยโรคอัลไซเมอร์เพิ่มขึ้น

ขณะที่ผลการศึกษาของผู้เชี่ยวชาญจากสหรัฐก็ออกมาในลักษณะเดียวกัน เมื่อการศึกษาตัวอย่างเลือดของกลุ่มตัวอย่าง 104 คน ซึ่งมีอายุเฉลี่ย 87 ปี พบว่า ผู้ที่มีโอเมก้า 3 และวิตามิน บี ซี ดี และอี ในปริมาณมาก จะมีผลการทดสอบหน่วยความจำอยู่ในเกณฑ์ที่ดี

ส่วนการศึกษาของนักวิจัยจากมหาวิทยาลัยสุขภาพและวิทยายาศาสตร์ของโอเรกอน ก็พบว่าจากการสแกนสมองของกลุ่มตัวอย่าง 42 คน ปรากฎว่า ผู้ที่มีระดับของโอเมก้า 3 และวิตามินต่างๆในเลือดสูง จะมีขนาดสมองที่ใหญ่ ตรงข้ามกับผู้ที่มีไขมันในเลือดสูงจะมีขนาดสมองที่เล็กกว่า

ทั้งหมดแสดงให้เห็นว่า ผู้ที่บริโภคอาหารด้วยความระมัดระวัง ไม่บริโภคอาหารไขมันสูง แต่หันมาเน้นการกินผักและผลไม้ให้มาก มีแนวโน้มที่จะป่วยด้วยโรคอัลไซเมอร์น้อยลง

หรืออาจกล่าวได้ว่า ผู้ที่ควบคุมน้ำหนัก ออกกำลังกายอยู่เสมอ จะช่วยให้ห่างไกลจากโรคอัลไซเมอร์ได้มากขึ้นนั่นเอง

ที่มา: มติชน 3 มกราคม  2555